บุคคลในข่าว 22 พฤศจิกายน 2567

https://www.thairath.co.th/lifestyle/2826789

บุคคลในข่าว 22 พฤศจิกายน 2567

22 พ.ย. 2567 04:30 น.

บุคคลในข่าว 22 พฤศจิกายน 2567

ผลที่ดีเกิดจากเหตุที่ดี ผลไม่ดีมาจากเหตุไม่ดี หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยักษ์ใหญ่สารพัดสี จำหน่ายมากที่สุด ของประเทศ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดการประชุมวิชาการร่วม บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ประจำปี 2567 ณ บีดีเอ็มเอส คอนเนค เซ็นเตอร์ เมื่อวันก่อน.

“ธนูเทพ” ประจำการรับใช้ท่านผู้อ่าน…ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ยังเป็นเรื่องร้อนเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งโชว์ผลงานแก้ไข เพราะเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องจะมีผลโดยตรงกับความเชื่อมั่นต่อ รัฐบาล และคะแนนนิยมทางการเมืองของ พรรคเพื่อไทย

ประชุม สนั่น อังอุบลกุล จัดประชุมคณะกรรมการสมาพันธ์สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียล โดยมี ภราดา ดร.เดชาชัย ศรีพิจารณ์, ภราดา ดร.เศกสรร สกนธวัฒน์ และ ภิญโญ วงค์ดาว มาร่วมงานด้วย ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ลำปาง วันก่อน.

ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายกฯแพทองธาร ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ เผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย

ดูเพลิน กฤษณ์ จันทโนทก, ดร.ยรรยง ไทยเจริญ และ ศรชัย สุเนต์ตา จัดรอบพิเศษละครเวที “ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล” เพื่อมอบความสุขและความบันเทิงให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจ Wealth โดยมี สิริ รัตนเวทวงศ์ และ รัฐยา ทองรัตน์ มาร่วมชมด้วย ที่เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ วันก่อน.

ทั้งนี้ นายกฯแพทองธาร ระบุว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2567 ที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3 ตัวเลขจีดีพี ขยับเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 ต่อปี เพิ่มจากไตรมาส 1 และ 2 ที่ขยายตัวที่ ร้อยละ 1.6 และ 2.2 ตามลำดับ เมื่อรวมทั้งสาม ไตรมาสเศรษฐกิจไทยโตอยู่ที่ ร้อยละ 2.3 จากตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีต่อเนื่อง โดย รัฐบาล ได้เพิ่มรายได้และบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน กลุ่มเปราะบาง ที่ได้เริ่มดำเนินการผ่านการอุดหนุนสำหรับ กลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อย และ กลุ่มคนพิการ ดังนั้น ในระยะต่อไปจึงควรพิจารณาเพื่อช่วยกลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้สูงอายุ เป็นต้น

เตือนภัย ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล และ อดุลย์ ชูทอง แถลงข่าวการทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เซลล์บรอดคาสท์ โดยมี ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์, วรุณเทพ วัชราภรณ์, ไพบูลย์ รินทร์สกุล และ วราลี จิรชัยศรี มาร่วมงานด้วย ที่ศาลากลาง จ.ภูเก็ต วันก่อน.

ขณะที่ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุว่า ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีมติเห็นชอบมาตรการ แจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 ให้กับ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมประมาณ 4 ล้านคน ใช้งบฯ 40,000 ล้านบาท โดยจะเติมเงินให้กลุ่มที่มีความจำเป็นก่อน โดยเฟสนี้จะดูกลุ่มคนที่มีความจำเป็นหลังจากที่จ่ายให้ กลุ่มเปราะบาง แล้ว นั่นคือ กลุ่มผู้สูงอายุ ที่จะทำได้ทันที ส่วนกลุ่มที่เหลือ รัฐบาล จะทำในระยะต่อไปโดยดูความพร้อมของระบบเป็นสำคัญ คาดว่าจะเริ่มต้นในช่วงเดือน เม.ย.–มิ.ย.2568 โดยมอบหมายให้ กระทรวงการคลัง ไปจัดทำรายละเอียดก่อนเสนอ ครม.ต่อไป

น่ารักจัง สรัลธร อัศเวศน์, โสภิดา กิติโกมลสุข และ นิสา ศรีคำดี เปิดตัว “CryBunny” และ “CryTeddy” ชวนมาปลดปล่อยเรื่องราวทุกข์ใจกับคาแรกเตอร์สุดคิวต์ขนาดยักษ์ โดยมี เอกวิทย์ ชัยวรานุรักษ์ และ ทัศน์ลักษณ์ พานิชตระกูล มาร่วมงานด้วย ที่สยามพารากอน วันก่อน.

ทางด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง สำทับว่าการโอนเงินให้ใน เฟส 2 จะได้ไม่เกิน ช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2568 หรือไม่เกินวันที่ 29 ม.ค.2568 โดยจะสามารถโอนเงิน 10,000 บาท ไปยัง กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้แน่นอน ตามกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเป็น ผู้สูงอายุ ที่ลงทะเบียนร่วมโครงการผ่าน แอปพลิเคชันทางรัฐ ในช่วงที่เปิดให้ลงทะเบียนแล้ว ผ่านการตรวจสอบสิทธิตามเงื่อนไขและผ่านการพิสูจน์ตัวตน รวมทั้งต้องไม่เป็นกลุ่มที่เคยได้รับเงิน 10,000 บาท ใน เฟสแรก ไปแล้ว โดยจะแจกเป็นเงินสด ส่วนการลงทะเบียน กลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟน จะเปิดให้คนกลุ่มนี้เข้ามาลงทะเบียนร่วมโครงการได้ในเร็วๆนี้

ร้อยปี คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี จัดการแสดงการกุศล “เทิดไท้องค์ราชัน พระมิ่งขวัญ หนึ่งศตวรรษ เอยูเอเอ” โดยมี ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, รศ.ดร.อภิญญา เลื่อนฉวี, ทิพยนิภา สมะลาภา และ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ มาร่วมงานด้วย ที่สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา วันก่อน.

แน่นอนในห้วงก่อนที่ เศรษฐกิจภาพรวมของ ประเทศ จะฟื้นตัวอย่างที่ รัฐบาล วาดหวังเอาไว้ อีกทางก็จำเป็นต้องหาทาง บรรเทาปัญหาปากท้อง ของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนสาหัสจาก พิษเศรษฐกิจตกต่ำ ควบคู่กันไปด้วย เพราะถ้าขืนปล่อยให้ชาวบ้าน เผชิญความทุกข์ยาก เพราะรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ถีบตัวสูงขึ้น ความนิยมและความเชื่อมั่นต่อ รัฐบาล ก็จะยิ่งหดหาย จนกลายเป็นวิกฤติศรัทธา

เพื่ออนาคต นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ และ อุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล จัดงาน “Better Futures Project 2024” เพื่อแสดงพลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย NET Zero 2050 โดยมี สมบัติ เครือกีรติธรรม, กฤษณ์ คุนผลิน และ วชิระชัย คูนำวัฒนา มาร่วมงานด้วย ที่อาคารจี ทาวเวอร์ วันก่อน.

อืม…วันก่อนเว็บไซต์สำนักข่าว Nikkei Asia ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการระบุถึงความคืบหน้าในการที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยว่า เชื่อว่าจะสามารถกลับประเทศไทยได้ในช่วง เทศกาลสงกรานต์ ปีหน้า เพราะไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรที่ขัดขวางไม่ให้กลับบ้าน โดยคิดว่าอาจจะกลับมาก่อนหน้านั้นนิดหน่อย ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม…ยังขยันเรียกแขก ไม่เปลี่ยนแปลง

ปลายทางชีวิต สุนันทา สมบุญธรรม เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ วีระ จิระเสวกดิลก บิดา วิทยา จิระเสวกดิลก โดยมี ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา, ฐาภรพัชร์ จึงรุ่งเรืองกิจ, วราภรณ์ กุลสวัสดิ์ภักดี และ กชพรรณ นุ่มฤทธิ์ มาร่วมในพิธีด้วย ที่วัดสุทธิวราราม วันก่อน.

ผ่างๆ… ปัญหาข้อพิพาท ที่ดินเขากระโดง ยังไม่รู้ว่าจะจบยังไง ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ระบุถึงความคืบหน้าภายหลัง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำหนังสือถึง อธิบดีกรมที่ดิน อุทธรณ์คำสั่งไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ ที่ดินเขากระโดง ว่า ขอย้ำอีกครั้ง รฟท. ปฏิบัติตามคำสั่ง ของ ศาลฎีกา และ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของ รฟท. เมื่อ อธิบดีกรมที่ดิน วินิจฉัยต่างออกไป รฟท. ก็ทำหนังสือไปโต้แย้งแต่ยังไม่ได้รับคำตอบว่าเป็นอย่างไร

ส่วนการที่กรมที่ดินจะให้ไปฟ้อง ศาลแพ่ง ทาง รฟท. ได้ประชุมบอร์ดให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา คงใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน น่าจะฟ้องร้องได้ โดยเรื่องนี้เป็นอีกกรณีหนึ่ง ทั้งนี้เรามีหลักฐานชัดเจนที่ดินเป็นของ รฟท. แน่นอน สำหรับทางออกที่จะให้ ผู้บุกรุก มาเช่าที่ดินกับ รฟท. ก็ถือเป็นแนวทางที่ กฤษฎีกา นำเสนอ แต่ตอนนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมายก่อน หากเรื่องกฎหมายชัดเจนแล้วว่าที่ดินเป็นของ รฟท. จะไปให้เช่าหรือไม่ค่อยว่ากันต่อไป ที่สำคัญการดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้กังวลจะถูกโยงว่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะทำ ตรงไปตรงมา ถ้าไม่ทำ รมว.คมนาคมและ รฟท. ก็จะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157…งานนี้ต้องยึดหลักกฎหมาย เคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย จบข่าว

เกริ่นล่วงหน้า อัญชลี เอื้อสุขนุกูล เชิญชวนเพื่อนพ้องพี่น้องศิษย์เก่าและปัจจุบัน ร่วมงาน “ราชินีบนสัมพันธ์ ครั้งที่ 1” พบกับร้านค้า ร้านอาหารของนักเรียนเก่า กิจกรรมสอยดาว ชมดนตรีในสวน และการแสดง Wonderland Concert ที่โรงเรียนราชินีบน
1 ธ.ค. 11.00-16.30 น.

สังคมทั่วไป

ศพ ลักษณะศักดิ์ โรหิตาจล อดีตผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ ตั้งสวดศาลา 3 วัดยางสุทธาราม บางกอกน้อย กทม. 19.00 น. ถึง 23 พ.ย. ฌาปนกิจ 24 พ.ย. 16.00 น.

“ธนูเทพ”

คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม

เว็บแคม ส่องรังนกอินทรี ที่สหรัฐฯ จนท.กลับมาติดตั้งกล้องเปิดให้คนทั่วโลกรับชมอีกครั้งแล้ว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826983

เว็บแคม ส่องรังนกอินทรี ที่สหรัฐฯ จนท.กลับมาติดตั้งกล้องเปิดให้คนทั่วโลกรับชมอีกครั้งแล้ว

22 พ.ย. 2567 11:40 น.

เว็บแคม ส่องรังนกอินทรี ที่สหรัฐฯ จนท.กลับมาติดตั้งกล้องเปิดให้คนทั่วโลกรับชมอีกครั้งแล้ว

คนรักนกใจฟู เมื่อสหรัฐฯกลับมาเปิดให้บริการรับชม “รังนกอินทรี” เตรียมดูนกกลับมาสร้างครอบครัวกันอีกครั้ง หลังจากพายุพัดรังนกตกจากต้นไม้ ทำเอาลูกนกตาย เมื่อปีที่แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวานนี้ 21 พฤศจิกายน 2567 เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรรมชาติของรัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ ได้ปีนขึ้นไปติดตั้งกล้อง “อีเกิ้ลแคม” (EagleCam) หรือกล้องเว็บแคมส่องนกอินทรี หลังจากเจ้าหน้าที่พบเห็นนกคู่หนึ่งมาช่วยกันทำรังบนต้นไม้ที่บริเวณห่างออกไปจากรังเก่าประมาณครึ่งไมล์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยหลังติดตั้งเสร็จกล้องได้เริ่มจับภาพนกอินทรีตัวใหม่ ถ่ายทอดสดให้คนทั่วโลกรับชมได้อีกครั้งแล้วเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ ผู้ชื่นชอบนกอินทรีทั่วโลกต่างที่รู้สึกเสียใจเมื่อมาดูกล้องถ่ายทอดสดแล้วเห็นรังนกอินทรีที่ติดตามดูมานานหลายเดือนจนกระทั่งแม่นกฟักไข่ออกมาเป็นลูกนกสองตัว ได้ถูกพายุหิมะพัดกิ่งไม้หักรังนกจากต้นไม้ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ปีที่แล้ว

โดยรังเก่าเป็นบ้านของนกคู่หนึ่งที่ผู้ชมตั้งชื่อเล่นอย่างไม่เป็นทางการว่า “แนนซี่ และ โบ” จนกระทั่งรังพังทลายลงระหว่างพายุหิมะที่หนักหน่วง ทำให้นกตัวเมียบินออกไปเมื่อกิ่งไม้หักพังทลายลง ในเวลาต่อมาพบลูกนกตาย 2 ตัว

โลรี นอแมนน์ โฆษกของโครงการ Nongame Wildlife กรมทรัพยากรธรรมชาติของรัฐมินนิโซตา เปิดเผยว่า กล้อง EagleCam มีผู้ชมใน 50 รัฐ ของสหรัฐฯ และอีกประมาณ 160 ประเทศทั่วโลก โดยมีการเปิดรับชมตามบ้าน ห้องเรียน และบ้านพักคนชรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากผู้ชมที่อยู่บ้านมักจะออนไลน์เพื่อดื่มด่ำกับธรรมชาติ ในขณะที่มินนิโซตาเป็นรัฐที่มีประชากรนกอินทรีมากที่สุดใน 48 รัฐทางตอนล่าง โดยมีนกอินทรีสร้างรังแม้แต่ในเขตเมือง

อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเข้าไปดู EagleCam จะพบว่าขณะนี้ยังไม่มีกิจกรรมมากนักที่รังนก แต่สิ่งนั้นจะเปลี่ยนไปในไม่ช้า โดยคาดว่าตัวเมียจะวางไข่ 2-3 ฟองในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และจะใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 35 วัน โดยทั่วไปแล้ว พ่อแม่จะดูแลลูกนกโดยนำปลาตายมาให้กินอยู่เสมอ ในขณะที่ลูกนกก็จะค่อยๆเติบโตขึ้นเรื่อยๆ.

ภาพ Minnesota Department of Natural Resources

ตะวันตกให้ยูเครนใช้อาวุธโจมตีดินแดนรัสเซียได้ตอนนี้ อาจสายเกินไปแล้ว

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826982

ตะวันตกให้ยูเครนใช้อาวุธโจมตีดินแดนรัสเซียได้ตอนนี้ อาจสายเกินไปแล้ว

22 พ.ย. 2567 11:15 น.

ตะวันตกให้ยูเครนใช้อาวุธโจมตีดินแดนรัสเซียได้ตอนนี้ อาจสายเกินไปแล้ว

  • สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร อนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลของพวกเขา ยิงโจมตีดินแดนของรัสเซียได้แล้ว หลังจากยูเครนเรียกร้องมานานหลายเดือน
  • แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า การตัดสินใจนี้มาช้าเกินไปมาก และการใช้ขีปนาวุธพิสัยไกล ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ต่อกระแสของสงครามได้แล้ว
  • ยูเครนยังมีปัญหาใหญ่อื่นๆ ที่ยากจะแก้ไข ทั้งขาดกำลังคน ขาดอาวุธ และที่สำคัญ พวกเขาอาจจะขาดแรงสนับสนุนจากพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดี

รัฐบาลสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร อนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลของพวกเขา ยิงโจมตีดินแดนของรัสเซียได้แล้ว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อช่วยยูเครนในการรับมือการโจมตีของรัสเซีย

แต่การอนุญาตนี้อาจมาสายเกินไปที่จะเปลี่ยนทิศทางของสงครามได้ จริงอยู่ว่า การใช้อาวุธตะวันตกยิงเข้าสู่ดินแดนของรัสเซียได้แล้ว ทำให้ยูเครนมีหนทางรักษาฐานที่มั่นของพวกเขาในแคว้นคูสค์ ที่อุตส่าห์บุกไปยึดมาเอาไว้ได้ แต่ขีปนาวุธพิสัยไกลไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกมในภาพรวม

“การอนุญาตนี้มาช้าเกินไป เหมือนกับการตัดสินใจที่สูญเปล่าอื่นๆ มันอาจสายเกินไปที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นชิ้นเป็นอันต่อกระแสการสู้รบแล้ว” ไมเคิล คอฟแมน นักวิเคราะห์จาก “มูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ” (CEIP) กล่าว “การโจมตีพิสัยไกล เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนตัวต่อปริศนามาตลอด และมักถูกคาดหวังสูงเสมอในสงครามนี้”

นอกจากนั้นยังไม่มีทางรู้ได้เลยว่า คำอนุญาตของสหรัฐฯ จะดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไบเดน ที่ทุ่มเททรัพยากรของประเทศไปมากมายเพื่อช่วยยูเครน มาตลอด และประกาศกร้าวว่าจะยุติสงครามภายใน 24 ชั่วโมง จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ในวันที่ 20 ม.ค. 2568 นี้แล้ว

รัฐบาลไบเดน ตัดสินใจช้าเกินไปเสมอ

ยูเครนพยายามล็อบบี้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้มานานหลายเดือนแล้ว อ้างว่าพวกเขาขาดความสามารถในการโจมตีดินแดนในรัสเซีย โดยเฉพาะฐานทัพอากาศ ที่มีเครื่องบินรบซึ่งคอยโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของยูเครนประจำการอยู่ ทำให้เคียฟตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างหนัก

แต่การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจมอบอำนาจให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธ ATACMS โจมตีรัสเซียได้หลังจากผ่านไปหลายเดือน เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไบเดนพยายามรักษาสมดุลระหว่างการช่วยเหลือยูเครน กับการไม่ทำให้สถานการณ์บานปลายเกินไป

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ก็ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะอนุมัติมอบขีปนาวุธพิสัยไกล, รถถัง หรือเครื่องบินรบ F-16 ให้แก่ยูเครน

นายวิตาลี ทหารยูเครนที่ออกรบในแนวหน้า บอกกับ อัล-จาซีรา ว่า ไบเดนควรให้พวกเขาใช้อาวุธอย่างไม่มีข้อจำกัดมาตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว “เรากำลังขับไล่รัสเซียออกจากคาร์คิฟ และอาจนำสงครามย้อนกลับไปหาพวกเขา ไปสู่ดินแดนของพวกเขาได้” แต่เรื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้น

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ความล่าช้าในการตัดสินใจของสหรัฐฯ ทำให้รัสเซียมีเวลาฟื้นตัวจากความเพลี่ยงพล้ำในช่วงแรก และเสริมการป้องกันในดินแดนที่พวกเขายึดได้ และตอนนี้ รัสเซียได้ขนอาวุธมากมายออกไปไกลเกินกว่าระยะทำการของอาวุธตะวันตกที่ยูเครนมีแล้ว

“มันสายเกินไปแล้ว เพราะตอนนี้ รัสเซียแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว เศรษฐกิจของพวกเขากำลังไปได้ด้วยดีกับสงคราม, ผู้คนของพวกเขาถูกเกณฑ์เข้ากองทัพเหมือนซอมบี้ และได้รับเงินมากมายตอบแทน เรากำลังพ่ายแพ้ทีละน้อยทุกวัน” วิตาลีกล่าว

ขีปนาวุธพิสัยไกล เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มาก

การสามารถใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลอย่าง “สตอร์ม ชาโดว์” และ “ATACMS” ซึ่งมีพิสัยทำการ 250-300 กม. โจมตีดินแดนรัสเซียได้ อาจส่งผลกระทบโดยตรงที่สุดต่อการต่อสู้ในแคว้นคูสค์ ซึ่งยูเครนต้องการใช้ดินแดนขนาดเล็กๆ ที่พวกเขายึดได้หลังการบุกโจมตีสายฟ้าแลบเมื่อเดือนสิงหาคม เป็นข้อต่อรองในการเจรจาใดๆ กับรัสเซียที่เกิดขึ้นในอนาคต

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทหารยูเครนในแคว้นคูสค์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เพราะรัสเซียส่งทหาร 50,000 นายเข้าไปหมายจะยึดดินแดนคืน และมีข่าวว่ามอสโกส่งทหารเกาหลีเหนืออีก 11,000 คน ที่รัฐบาลเปียงยางส่งมาช่วย ไปร่วมการต่อสู้ด้วย การมีอาวุธในมือให้ใช้เพิ่ม จึงช่วยทหารเคียฟได้มาก

แต่ขีปนาวุธพิสัยไกลไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกม นิโคไล มิโตรคิน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเบรเมน ในเยอรมนี บอกกับอัลจาซีราว่า “ATACMS ก็เหมือนกับขีปนาวุธอื่นๆ มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรอย่างมีนัยสำคัญได้ และความสามารถที่มันสร้างได้ก็มีอย่างจำกัดเสมอ โดยเฉพาะเมื่อคุณมีอาวุธชนิดนี้จำนวนน้อยเกินไป”

มิโตรคินบอกอีกว่า รัสเซียคาดการณ์มานานแล้วว่า สักวันหนึ่ง ตะวันตกก็ต้องอนุมัติให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีพวกเขาได้ มอสโกจึงเคลื่อนกำลังพลขนาดใหญ่, คลังอาวุธ และเครื่องบินทิ้งระเบิด ออกจากพื้นที่ที่ ATACMS สามารถโจมตีถึงไปนานแล้ว

จริงอยู่ว่า อาวุธชนิดนี้สามารถทำลายสะพาน, คลังน้ำมัน หรือสนามบินทางตะวันตกของรัสเซียได้ แต่นายมิโตรคินมองว่า มันก็เป็นเพียงการสร้างภาพที่สวยงามให้สื่อตะวันตกนำไปเผยแพร่เท่านั้น

ปัญหาใหญ่สุดของยูเครนอยู่ที่อื่น

ปัญหาใหญ่ที่สุดยูเครนกำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องมิสไซล์หรือทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งมาช่วยรัสเซีย นายมิโตรคินกล่าว แต่เป็นพื้นที่แนวหน้าที่กำลังยืดยาวมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับจำนวนทหารของยูเครน ที่นับวันมีแต่จะลดลง จนไม่สามารถป้องกันพื้นที่ได้ทั้งหมด และไม่กำลังพลสำหรับแทนที่ทหารที่เหนื่อยล้า และขวัญกำลังใจหดหาย

“นั่นคือเหตุผลที่รัสเซียกำลังจะชนะ และตัวชี้วัดหลักก็คือ จำนวนทหารและจำนวนสมรภูมิ”

นอกจากนั้น อาวุธยูเครนก็กำลังร่อยหรอและไม่สามารถผลิตอาวุธมาทดแทนด้วยกำลังของตัวเองได้ ต้องคอยพึ่งพาการบริจาคจากชาติตะวันตกเพียงอย่างเดียว ต่างจากรัสเซียที่สามารถผลิตกระสุนมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และได้กระสุนเก่ายุคโซเวียตมาจากเกาหลีเหนืออีก 5 ล้านลูกด้วย

ยูเครนจึงต้องใช้อาวุธทุกอย่างที่หาได้ และพวกเขาชดเชยการขาดอาวุธตามยุทธวิธี ด้วยการเร่งผลิตโดรนจำนวนหลายแสนลำ มาใช้โจมตีดินแดนยูเครน ซึ่งสร้างแรงกดดันให้มอสโกได้พอสมควรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

การมาของ โดนัลด์ ทรัมป์

ถึงแม้ว่านักวิเคราะห์จำนวนมากจะมองว่า สถานการณ์ของยูเครนตอนนี้คือการ “รบรอวันแพ้” แต่ความพ่ายแพ้ของยูเครนอาจมาถึงเร็วขึ้นเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 20 ม.ค. 2568

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า การที่ไบเดนเร่งอนุญาตให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธ รวมถึงอนุมัติส่งทุนระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามที่กว่า 120 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาห้ามใช้ ให้แก่ยูเครน อาจเป็นเพราะ ชัยชนะของนายทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา

นายทรัมป์กับทีมงานผู้ภักดีของเขา ต้องการทำข้อตกลงสันติภาพอย่างรวดเร็วกับรัสเซีย โดยไม่สนเรื่องการยึดคืน 4 แคว้นทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครนที่ถูกรัสเซียควบรวมไป หรืออาจทำถึงขั้นประกาศยอมรับดินแดนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย เพื่อให้กระบวนการเจรจาเดินหน้า

ไม่ว่าการทำข้อตกลงจะสำเร็จหรือไม่ อีกเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นคือ นายทรัมป์อาจยุติการสนับสนุนที่สหรัฐฯ มอบให้ยูเครน และทำให้เคียฟต้องพึ่งพาอาวุธจากชาติยุโรปเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอ

“หากสหรัฐฯ ตัดการสนับสนุน ผมคิดว่าเราคงพ่ายแพ้” โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา “แต่ไม่ว่าอย่างไร แน่นอนว่าเราจะอยู่ต่อ เราจะสู้ เรามีการผลิต (อาวุธ) ของเรา แต่มันไม่เพียงพอที่จะเอาชนะ และอาจไม่เพียงพอในการเอาชีวิตรอด”


ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : france24 , aljazeera

นักท่องเที่ยวดับศพที่ 5 ในลาว ป่วยหลายราย คาดซดเหล้าผสมเมทานอล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826916

นักท่องเที่ยวดับศพที่ 5 ในลาว ป่วยหลายราย คาดซดเหล้าผสมเมทานอล

22 พ.ย. 2567 11:11 น.

นักท่องเที่ยวดับศพที่ 5 ในลาว ป่วยหลายราย คาดซดเหล้าผสมเมทานอล

ทนายความสาวชาวบริติชกลายเป็นนักท่องเที่ยวรายที่ 5 ที่เสียชีวิตในประเทศลาว ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับการดื่มเหล้าเถื่อนที่มีสารพิษอย่าง เมทานอล ผสมอยู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ยืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. 2567 ว่า น.ส. ซิโมน ไวท์ ทนายความวัย 28 ปี กลายเป็นนักท่องเที่ยวรายที่ 5 ที่เสียชีวิตในประเทศลาว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งคาดกันว่า สาเหตุเกิดจากการดื่มเหล้าเถื่อนที่มีส่วนผสมของสารพิษอย่าง เมทานอล

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับสื่อว่า ชายชาวอเมริกันรายหนึ่ง เสียชีวิตที่เมืองวังเวียง เมืองท่องเที่ยวในประเทศลาว หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ครอบครัวของ น.ส.เบียงกา โจนส์ หญิงชาวออสเตรเลียวัยเพียง 19 ปี ก็ออกมายืนยันการเสียชีวิตของเธอ

ผู้เคราะห์ร้ายอีก 2 รายเป็นหญิงชาวเดนมาร์ก อายุ 19 กับ 20 ปี เสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อน ตามการยืนยันของทางการเดนมาร์ก แต่พวกเขาไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อรักษาความลับของผู้เสียชีวิต

การเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวทั้ง 5 รายกำลังอยู่ภายใต้การสืบสวนของตำรวจ แต่สื่อหลายสำนักรวมถึงคำให้การของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ผ่านโลกออนไลน์ชี้ว่า ผู้เคราะห์ร้ายอาจดื่มสุราที่มีส่วนผสมของ เมทานอล สารพิษที่มักพบในเหล้าเถื่อน

เหตุการณ์นี้ยังทำให้มีล้มป่วยอีกหลายราย หนึ่งในนั้นคือ ฮอลลี โบว์เลส เพื่อนของ น.ส.โจนส์ กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลในประเทศไทย โดยต้องใช้เครื่องพยุงชีพ นอกจากนั้นยังมีหญิงชาวบริติชอยู่โรงพยาบาลอีกรายด้วย

กระทรวงต่างประเทศของนิวซีแลนด์ บอกกับสื่อท้องถิ่นในวันพฤหัสบดีว่า พลเมืองคนหนึ่งของพวกเขาก็เกิดอาการไม่สบายหลังดื่มสุราต้องสงสัย ส่วนกระทรวงต่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวดัตช์รายหนึ่ง ล้มป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล โดยมีอาการทรงตัว

ด้านกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขากำลังติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของชาวอเมริกันอย่างใกล้ชิด และว่าการระบุสาเหตุการเสียชีวิต ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ทั้งนี้ โรงแรม “นานา แบ็กแพ็กเกอร์” (Nana Backpacker) ในเมืองวังเวียง ที่นักท่องเที่ยวหญิงชาวออสเตรเลียทั้ง 2 รายพักอยู่ ถูกปิดระหว่างตำรวจทำการสืบสวน

ผู้จัดการโรงแรมบอกกับสำนักข่าว เอพี ว่า หญิงทั้ง 2 คนกับแขกที่มาพักอีกมากกว่า 100 คน ได้รับ “วอดก้าลาว” จากโรงแรมฟรีคนละ 1 ช็อต ก่อนที่ทั้งคู่จะออกไปเที่ยวต่อในคืนนั้น โดยผู้จัดการอ้างด้วยว่า ไม่มีแขกคนอื่นแจ้งว่าเกิดปัญหาสุขภาพ และเขาหวังว่าการสืบสวนจะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงให้โรงแรมได้ แต่พวกเขาคนต้องหยุดแจกเหล้าฟรีไปสักพักหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“เนทันยาฮู” โดนหมายจับ ICC จะส่งผลอย่างไร ขณะที่ 124 ชาติพร้อมบังคับใช้หมายจับ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826945

"เนทันยาฮู" โดนหมายจับ ICC  จะส่งผลอย่างไร ขณะที่ 124 ชาติพร้อมบังคับใช้หมายจับ

22 พ.ย. 2567 10:50 น.

“เนทันยาฮู” โดนหมายจับ ICC จะส่งผลอย่างไร ขณะที่ 124 ชาติพร้อมบังคับใช้หมายจับ

  • ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) ได้ออกหมายจับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล พร้อมด้วยนายโยอาฟ กัลลันต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของอิสราเอล รวมถึงผู้บัญชาการทหารของกลุ่มฮามาสด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้อิสราเอลจะออกมาเปิดเผยว่า เขาเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็ตาม
  • แถลงการณ์ของ ICC ระบุว่า คณะพิจารณาคดีได้ปฏิเสธคำท้าทายของอิสราเอลต่อขอบเขตอำนาจศาลและได้ตัดสินใจออกหมายจับนายเนทันยาฮูและโยอัฟ กัลลันต์ จากกรณีก่ออาชญากรรมสงครามต่อมนุษยชาติ รวมถึงการสังหาร กดขี่ รวมทั้งพฤติกรรมอื่นๆ ที่ไร้ความปราณี นอกจากนี้ยังได้ออกหมายจับหัวหน้าฝ่ายทหารของฮามาส ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งรวมถึงการสังหาร จับตัวประกันเเละความรุนเเรงทางเพศ นอกจากนี้ ICC ยังได้ออกหมายจับหัวหน้าฝ่ายทหารของฮามาส ในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งรวมถึงการสังหาร จับตัวประกันเเละความรุนเเรงทางเพศ
  • ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า  ผลกระทบของหมายจับเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับว่าประเทศสมาชิก 124 ประเทศของ ICC ซึ่งไม่รวมถึงอิสราเอลหรือพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ จะตัดสินใจบังคับใช้หมายจับเหล่านี้หรือไม่

การออกหมายนายเบนจามิน เนทันยาฮู มีขึ้นหลังจากอิสราเอลทำสงครามปิดล้อมและปราบปรามกลุ่มติดอาวุธฮามาส ในฉนวนกาซ่า เพื่อแก้แค้นที่กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ปีที่เเล้ว สังหารผู้คน 1,200 ศพและจับตัวประกันไปราว 250 คน ขณะที่อิสราเอลตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารมีผู้ถูกสังหารไปประมาณ 44,000 ศพ

ทางด้านนายเนทันยาฮูประณามการออกหมายจับครั้งนี้ ขณะที่อิสราเอลไม่ได้เป็นสมาชิก ICC พร้อมประณาม ICC ว่าเป็นการ “ต่อต้านชาวยิว” ในขณะที่กลุ่มฮามาสกล่าวว่าการออกหมายจับเนทันยาฮูและกัลแลนต์ได้สร้าง “บรรทัดฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ” ขึ้นมา 

ขณะที่ผลกระทบของหมายจับเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับว่าประเทศสมาชิก 124 ประเทศของ ICC ซึ่งไม่รวมถึงอิสราเอลหรือพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ จะตัดสินใจบังคับใช้หมายจับเหล่านี้หรือไม่

ทางด้านทำเนียบขาวกล่าวว่าสหรัฐฯ ปฏิเสธคำตัดสินของศาลอาญาระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ ในยุโรปหลายแห่งกล่าวว่าพวกเขาเคารพการตัดสินของศาล

เปิดรายละเอียดข้อหา

เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา นายคาริม ข่าน อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ  ได้ขอหมายจับนายเนทันยาฮู นายกัลลันต์ และผู้นำกลุ่มฮามาสอีก 2 คน ซึ่งถูกสังหารแล้ว ได้แก่ อิสมาอิล ฮานิเยห์ และยะห์ยา ซินวาร์

คดีของอัยการมีต้นตอมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปีที่แล้ว เมื่อกลุ่มมือปืนฮามาสโจมตีทางตอนใต้ของอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ศพ และจับตัวประกันไปอีก 251 รายกลับไปยังฉนวนกาซาในฐานะตัวประกัน

ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของกลุ่มฮามาส ระบุว่า อิสราเอลตอบโต้การโจมตีครั้งนี้ด้วยการเปิดฉากทางทหารเพื่อกำจัดกลุ่มฮามาส ซึ่งมีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 44,000 ศพ  

สำหรับนายเนทันยาฮู และนายกัลลันต์ ซึ่งเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อต้นเดือนนี้ ทางอัยการระบุว่า พบเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่า ทั้งสองคนนี้มีความผิดทางอาญาสำหรับการก่ออาชญากรรมและในฐานะผู้ร่วมก่ออาชญากรรมร่วมกับผู้อื่น โดยเป็นอาชญากรรมสงครามใช้วิธีการทำสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฆาตกรรม ข่มเหง และกระทำการอันไร้มนุษยธรรม

นอกจากนี้ ยังพบเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่จะเชื่อว่า แต่ละคนมีความรับผิดชอบทางอาญาในฐานะผู้บังคับบัญชาพลเรือนสำหรับอาชญากรรมสงครามของการสั่งโจมตีประชากรพลเรือนโดยเจตนา

อัยการระบุว่า ได้ปฏิเสธข้อโต้แย้ง 2 ข้อของอิสราเอล ข้อที่หนึ่งโต้แย้งเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลของ ICC เหนือดินแดนปาเลสไตน์ และพลเมืองอิสราเอล และอีกข้อหนึ่งโต้แย้งว่าอัยการของ ICC ไม่ได้ให้โอกาสแก่อิสราเอลในการสอบสวนข้อกล่าวหาด้วยตัวเองก่อนที่จะขอหมายจับ

โดย ICC เป็นศาลฎีกาขั้นสุดท้าย และมีหน้าที่ดำเนินการโดยเฉพาะเจาะจงคดี เมื่อศาลในประเทศไม่สามารถหรือจะไม่ทำการสอบสวนหรือดำเนินคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ร้ายแรงได้

124 ประเทศพร้อมบังคับใช้หมายจับ

ถึงแม้ผู้นำอิสราเอลจะไม่ยอมรับอำนาจของ ICC และแน่นอนว่าจะไม่มีวันมอบตัว แต่โลกของทั้งคู่ก็ดูเล็กลงมาก เมื่อมีประมาณ 124 ประเทศที่อยู่ภายใต้ธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ ครอบคลุมรัฐภาคี 124 รัฐ ใน 6 ทวีป

นายโจนาธาน คุททับ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กล่าวว่า ภายใต้ธรรมนูญฉบับนี้ ประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกศาลอาญาระหว่างประเทศมีพันธะทางกฎหมายในการบังคับใช้หมายจับของศาล เนื่องจากกฎหมายบังคับใช้โดยยึดหลักที่ว่าประชาชนจะปฏิบัติตาม 

นอกจากนี้เขากล่าว มีสัญญาณเบื้องต้นว่าประเทศต่างๆ จะไม่เพิกเฉยต่อคำตัดสินของศาลไอซีซี โดยชี้ให้เห็นว่าพันธมิตรของอิสราเอลหลายราย รวมถึงสหภาพยุโรป ได้กลับลำมาให้คำมั่นที่จะบังคับใช้หมายจับ

เว็บไซต์ข่าวอัลจาซีรา รายงานว่าในบรรดา 124 ประเทศที่พร้อมจับกุมเนทันยาฮู อยู่ในแอฟริกา 33 ประเทศ เอเชียแปซิฟิก 20 ประเทศ ยุโรป 42 ประเทศ และอเมริกา 29 ประเทศ

โดยศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจดำเนินคดีผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงครามในอาณาเขตของรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม

เนทันยาฮูจะถูกจับกุมหรือไม่

แม้จะมีหมายจับ แต่นายเนทันยาฮู และกัลแลนต์ก็ไม่ตกอยู่ในอันตรายจากการดำเนินคดีโดยตรง แม้ว่าอาจทำให้พวกเขาเดินทางไปต่างประเทศได้ยากก็ตาม เนื่องจากตามหลักเทคนิคแล้ว หากผู้ต้องหาคนใดคนหนึ่ง เหยียบย่างเข้าไปในรัฐสมาชิกของ ICC พวกเขาจะต้องถูกจับกุมและส่งตัวไปที่ศาล

การเดินทางไปต่างประเทศครั้งล่าสุดของเนทันยาฮู คือการเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯไม่ได้เป็นสมาชิก แต่เมื่อปีที่แล้ว เนทันยาฮูได้ไปเยือนประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ รวมถึงอังกฤษ

ทางด้านโฆษกรัฐบาลอังกฤษ กล่าวว่า เชื่อกันว่าต้องมีกระบวนการทางกฎหมายภายในอังกฤษ เพื่อพิจารณาว่าจะรับรองหมายจับ ICC หรือไม่ หากว่าเนทันยาฮูเดินทางมายังอังกฤษ

ขณะที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 2 ประเทศ ได้แก่ อิตาลีและเนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะจับกุมนายเนทันยาฮู หากเขาเดินทางมาเยือน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในยุโรปหลายแห่งให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามกฎของศาลอาญาระหว่างประเทศโดยไม่ได้ระบุรายละเอียด

ทางด้านนายโจเซฟ บอร์เรล ประธานฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวว่า การตัดสินใจของ ICC มีผลผูกพันต่อประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทุกประเทศ อย่างไรก็ตาม สมาชิก ICC ไม่ได้เลือกที่จะบังคับใช้หมายเสมอไป อย่างกรณีของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้ถูกออกหมายจับในคดีอาชญากรรมสงครามในยูเครน ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และไม่ถูกจับกุมในระหว่างการเยือนมองโกเลียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านในฐานะสมาชิกของ ICC ในเดือนกันยายน ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งใน ICC ก็ไม่ได้เดำเนินการจับกุมประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาชีร์ แห่งซูดาน เมื่อเขาเดินทางไปเยือนในปี 2015 แม้ว่าเขาจะถูกออกหมายจับในข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามในภูมิภาคดาร์ฟูร์ก็ตาม.

จับตา ภูเขาไฟไอซ์แลนด์ปะทุรุนแรงครั้งที่ 10 ในรอบ 3 ปี

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826954

 จับตา ภูเขาไฟไอซ์แลนด์ปะทุรุนแรงครั้งที่ 10 ในรอบ 3 ปี

22 พ.ย. 2567 09:30 น.

จับตา ภูเขาไฟไอซ์แลนด์ปะทุรุนแรงครั้งที่ 10 ในรอบ 3 ปี

ภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ปะทุรุนแรงเป็นครั้งที่ 10 ในรอบ 3 ปี ล่าสุดลาวาไหลไปถึงลานจอดรถ “บลู ลากูน” สปาพลังงานความร้อนใต้พิภพที่มีชื่อเสียงของประเทศ ต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ใกล้เคียง

ภูเขาไฟที่ตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรเรคเยเนส ของไอซ์แลนด์ปะทุขึ้นในวันพุธตามเวลาท้องถิ่น นับเป็นครั้งที่ 7 ในรอบ 1 ปี และเป็นครั้งที่ 10 ในรอบ 3 ปี แต่นับว่ามีความรุนแรงน้อยกว่าการปะทุในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

โดยสำนักอุตุนิยมวิทยาของไอซ์แลนด์กล่าวว่า แม้ภูเขาไฟจะมีลาวาพวยพุ่งขึ้นมาลักษณะคล้ายน้ำพุและมีควันปกคลุม แต่การสัญจรทางอากาศยังให้บริการได้ตามปกติ ขณะที่มีคำสั่งอพยพประชาชนราว 50 ครัวเรือน โดยภูเขาไฟอยู่ห่างจากกรุงเรคยาวิก ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 30 กิโลเมตร

ล่าสุดจนถึงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ลาวาได้ไหลกระจายไปทั่วลานจอดรถของ “บลู ลากูน” สปาพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไอซ์แลนด์ และได้ทำลายสำนักงานเสียหายไปแล้ว นอกจากนี้ลาวายังไหลไปถึงท่อส่งน้ำที่จ่ายน้ำร้อนสำหรับการทำความร้อนในคาบสมุทรด้วย แต่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะท่อดังกล่าวได้รับการออกแบบมาให้ทนทานต่อการไหลของลาวาได้.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟ

สหรัฐฯเรียกคืนเนื้อวัวบด กว่า 75,000 กก. หลังพบปนเปื้อนเชื้ออีโคไล

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826946

สหรัฐฯเรียกคืนเนื้อวัวบด กว่า 75,000 กก. หลังพบปนเปื้อนเชื้ออีโคไล

22 พ.ย. 2567 08:59 น.

สหรัฐฯเรียกคืนเนื้อวัวบด กว่า 75,000 กก. หลังพบปนเปื้อนเชื้ออีโคไล

สหรัฐอเมริกาเรียกคืนเนื้อวัวบดมากกว่า 167,000 ปอนด์ หรือประมาณ 75,750 กิโลกรัม หลังพบการปนเปื้อนเชื้ออีโคไล และมีผู้ล้มป่วยแล้วกว่า 15 รายในรัฐเดียว

กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาสั่งเรียกคืนเนื้อวัวบด จากบริษัท Wolverine Packing Co. ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองดีทรอยต์ หลังพบความเป็นไปได้ที่จะมีการปนเปื้อนเชื้อ อีโคไล โดยผลิตภัณฑ์ที่ถูกเรียกคืนมีทั้งแบบสดและแบบแช่แข็ง

การเรียกคืนดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก หน่วยบริการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร หรือ FSIS ได้รับการแจ้งเตือนจากกรมเกษตรของรัฐมินนิโซตาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2024 ว่าพบกลุ่มผู้ป่วยที่ล้มป่วยหลังจากรับประทานเนื้อวัวบดที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Wolverine Packing Co. และจากการนำตัวอย่างเนื้อวัวบดดังกล่าวมาตรวจสอบโดยกรมเกษตรของรัฐมินนิโซตา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2024 ก็พบเชื้อ อีโคไล โอ157

สำหรับเนื้อวัวบดที่ถูกเรียกคืนคือเนื้อที่มีการติดฉลากให้ใช้ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2024 ส่วนผลิตภัณฑ์แช่แข็งจะมีวันที่ผลิต 22 ตุลาคม 2024 นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกเรียกคืนมีหมายเลขสถานประกอบการ “EST. 2574B” อยู่ภายในเครื่องหมายการตรวจสอบของ USDA โดยจนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อแล้ว 15 คนในรัฐเดียว โดยมีช่วงเวลาของการป่วยระหว่างวันที่ 2 ถึง 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ด้าน FSIS ได้แนะนำให้ร้านอาหารหยุดให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ถูกเรียกคืน และเน้นย้ำว่าอาจมีผลิตภัณฑ์บางส่วนที่ยังอยู่ในตู้เย็นหรือตู้แช่ของร้านอาหาร ดังนั้นควรทิ้งหรือส่งคืนผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปยังแหล่งจำหน่าย เนื่องจากเนื้อวัวบดจำนวนมากได้ถูกกระจายต่อไปยังร้านอาหารจำนวนมาก ตามข้อมูลจากกรมสาธารณสุขของรัฐมินนิโซตา เชื้อ E. coli โอ157 เป็นหนึ่งในหลายๆ สายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อที่ไม่เป็นอันตรายและอาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์และสัตว์ แต่สายพันธุ์ โอ157 สามารถผลิตสารพิษที่ทำให้เกิดอาการป่วยได้

ทั้งนี้ อาการของการติดเชื้ออีโคไลได้แก่ ท้องร่วงรุนแรง(มักมีเลือดปน) และอาการปวดท้อง โดยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการไข้หรืออาเจียน อาการมักเริ่มภายใน 2-5 วันหลังจากสัมผัสเชื้อ ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะฟื้นตัวจากการติดเชื้อโดยไม่ต้องรับการรักษาภายในระยะเวลา 5 ถึง 7 วัน แต่ในบางรายอาจพัฒนาเป็นปัญหาทางไตที่รุนแรง และอาจต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันก็คือการล้างมือให้สะอาด การเตรียมอาหารอย่างปลอดภัย และการดื่มน้ำที่ปลอดภัย.

ที่มา : goodmorningamerica

คลิกอ่านข่าว เชื้ออีโคไล

ช็อก กลุ่มมือปืนรัวยิงขบวนรถโดยสาร ดับ 41 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826924

ช็อก กลุ่มมือปืนรัวยิงขบวนรถโดยสาร ดับ 41 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย

22 พ.ย. 2567 05:48 น.

ช็อก กลุ่มมือปืนรัวยิงขบวนรถโดยสาร ดับ 41 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย

กลุ่มมือปืนกราดยิงขบวนรถโดยสารซึ่งกำลังเดินทางผ่านพื้นที่ห่างไกลของปากีสถาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 41 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ขบวนรถโดยสารจำนวนกว่า 200 คัน เดินทางผ่านเขตคูร์ราม ใกล้ชายแดนอัฟกานิสถาน โดยดูเหมือนคนร้ายจะมุ่งเป้าหมายไปที่รถตำรวจที่คุ้มกันขบวน หลังเกิดเหตุความรุนแรงจากความขัดแย้งทางศาสนา ในพื้นที่แถบนี้ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพในปีนี้

ตำรวจท้องถิ่นบอกกับ บีบีซี ว่า การโจมตีซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. 2567 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 41 ศพ บาดเจ็บอาการวิกฤติอีก 16 ราย

นายนาดีม อัสลาม ชอดรี เลขาธิการใหญ่จังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ และจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้น

ด้าน น.ส.ซาอีดา บาโน ผู้นั่งอยู่ในรถยนต์ตรงกลางขบวน เผยว่าเธอกับลูกๆ ต้องมุดลงไปหลบบริเวณช่องว่างระหว่างที่นั่ง และหลังจากการต่อสู้สงบลง สิ่งที่เธอเห็นคือ ผู้บาดเจ็บจำนวนกมาก และศพนอนเกลื่อนถนน

ทั้งนี้ รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน แต่นาย จาเวด อุลเลทาะห์ เมห์ซุด เจ้าหน้าที่อาวุโสในรัฐบาลปากีสถานเปิดเผยว่า คนร้ายมีประมาณ 10 คน พวกเขากราดยิงไม่เลือกหน้าจาก 2 ฟากถนน ผู้หญิงและเด็กต้องเข้าไปหลบในบ้านใกล้เคียง ขณะที่ตำรวจล่าตัวคนร้าย

ปูตินเผย ทดสอบยิง “ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง” รุ่นใหม่โจมตียูเครน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826921

ปูตินเผย ทดสอบยิง “ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง” รุ่นใหม่โจมตียูเครน

22 พ.ย. 2567 05:27 น.

ปูตินเผย ทดสอบยิง “ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง” รุ่นใหม่โจมตียูเครน

ผู้นำรัสเซียเผยว่า พวกเขาทดสอบยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลางโจมตีเป้าหมายในยูเครนได้สำเร็จ ท่ามกลางการกล่าวหาของฝ่ายยูเครนว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธข้ามทวีป

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. 2567 ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพรัสเซียโจมตีเมืองดนิโปรในภาคตะวันออกของยูเครนด้วย ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง (intermediate-range ballistic missile : IRBM) รุ่นใหม่ ชื่อรหัสคือ “โอเรชนิค” (Oreshnik) เพื่อตอบโต้ที่ยูเครนยิงขีปนาวุธของสหรัฐฯ กับ UK โจมตีดินแดนของพวกเขา

ปูตินระบุว่า กองทัพประสบความสำเร็จในการ ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวความเร็วเหนือเสียงเวอร์ชั่นที่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ ถูกเป้าหมาย

“เพื่อเป็นการตอบโต้การใช้ขีปนาวุธพิสัยกลางของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ในวันที่ 21 พ.ย. 2567 กองทัพรัสเซียได้โจมตีประสานกันเข้าใส่เขตอุตสาหกรรมทางทหารของยูเครน” ผู้นำรัสเซียกล่าวและเสริมว่า ไม่มีทางใดเลยที่จะตอบโต้อาวุธชนิดนี้ได้ เพราะมันเดินทางเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วถึง 10 มัค หรือ 2.5-3 กิโลเมตร/วินาที

ปูตินยังเตือนชาติตะวันตกด้วยว่า รัสเซียพร้อมสำหรับพัฒนาการใดๆ ที่จะเกิดขึ้น หากมีใครกังขาในเรื่องนี้ ขอตอบว่าพวกเขาไม่ควรกังขา รัสเซียจะมีการตอบสนองเสมอ

นายแมทธิว ซาวิลล์ ผู้อำนวยการแผนกวิทยาศาสตร์กองทัพขององค์กรวิจัย “Rusi” ระบุว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ ขีปนาวุธที่รัสเซียใช้มีพิสัยทำการที่ไกลกว่าขีปนาวุธ อิสกันเดอร์ ซึ่งมีระยะ 500 กม. และรัสเซียใช้โจมตียูเครนมาตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง (IRBM) ที่ปูตินพูดถึง ตามปกติแล้วจะมีพิสัยทำการ 3,000 กม. ถึง 5,500 กม. ซึ่งการใช้อาวุธชนิดนี้ไม่มีความสำคัญทางทหารมากนัก แต่มันมีผลเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากรัสเซียเพิ่งปรับหลักการการใช้อาวุธนิวเคลียร์ของพวกเขาให้ง่ายขึ้น

ก่อนหน้านี้ กองทัพยูเครนออกมากล่าวหารัสเซียว่า ใช้ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ซึ่งมีพิสัยทำการมากกว่า IRBM เสียอีก ในการโจมตีเมืองดนิโปร

แต่เจ้าหน้าที่ของชาติตะวันตกนายหนึ่ง บอกกับผู้สื่อข่าวนอกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของชาติเอเชียที่ประเทศลาว ในวันพฤหัสบดี ว่า มิสไซล์ที่รัสเซียยิงโจมตีเมืองดนิโปร เป็นขีปนาวุธ แต่ไม่ใช่ขีปนาวุธข้ามทวีป โดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

ต่อมา โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ก็ออกแถลงการณ์พูดถึงการโจมตีเมืองดนิโปร โดยกล่าวว่า ขีปนาวุธที่รัสเซียยิงมีมีคุณลักษณะของขีปนาวุธข้ามทวีป และว่า ปูตินกำลังใช้ยูเครนเป็นลานทดสอบอาวุธ

ส่วนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลางรุ่นทดสอบถูกใช้โจมตียูเครน แต่เชื่อว่า รัสเซียอาจมีอาวุธชนิดนี้ในครอบครองไม่มากนัก และมันจะไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกมในสงครามนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แมตต์ เกตซ์ ประกาศถอนตัว เป็นนอมินีอัยการสูงสุด หลังโดนวิจารณ์หนัก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2826915

แมตต์ เกตซ์ ประกาศถอนตัว เป็นนอมินีอัยการสูงสุด หลังโดนวิจารณ์หนัก

22 พ.ย. 2567 02:41 น.

แมตต์ เกตซ์ ประกาศถอนตัว เป็นนอมินีอัยการสูงสุด หลังโดนวิจารณ์หนัก

แมตต์ เกตซ์ ประกาศถอนตัวจากการเป็นผู้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อให้รับตำแหน่งอัยการสูงสุด หลังถูกกล่าวหาเรื่องการประพฤติผิดทางเพศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย แมตต์ เกตซ์ อดีต สส.รัฐฟลอริดา สังกัดพรรครีพับลิกัน ประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. 2567 ว่า เขาขอถอนตัวจากการเป็นผู้ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อให้รับตำแหน่งอัยการสูงสุด หรือรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. 2567 โดยเขาระบุว่า การเสนอชื่อเขากำลังกลายเป็นสิ่งรบกวนอย่างไม่เป็นธรรม

การประกาศถอนตัวของนายเกตซ์เกิดขึ้นหลังจากเขาเข้าประชุมร่วมกับ วุฒิสมาชิกฝ่ายรีพับลิกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายเกตซ์โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า

“เมื่อวานนี้ (20 พ.ย.) ผมมีการพบปะที่ยอดเยี่ยมกับเหล่าสมาชิกวุฒิสภา ผมขอขอบคุณการตอบรับและการสนับสนุนอันน่าเหลือเชื่อของหลายๆ คน ถึงแม้ว่าโมเมนตัมจะยังคงแข็งแกร่ง แต่เป็นที่ชัดเจนว่า การยืนยันตำแหน่งนั้นกลายเป็นสิ่งรบกวนงานสำคัญของในการเปลี่ยนผ่านอำนาจของ นายทรัมป์กับนายแวนซ์”

“การปล่อยให้เวลาสูญเปล่าจะทำให้การสับเปลี่ยนตำแหน่งในวอชิงตันยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น ดังนั้น ผมจึงขอถอนชื่อของตัวเองออกจากการรับพิจารณาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด กระทรวงยุติธรรมของนายทรัมป์ จะต้องเข้าที่เข้าทาง และต้องพร้อมตั้งแต่วันแรก”

ในวันพุธเช่นกัน สส.รีพับลิกันในคณะกรรมการจริยธรรมแห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติว่าจะไม่เปิดเผยผลการสืบสวนด้านจริยธรรมของนายเกตซ์ ซึ่งรวมถึงเรื่องที่เขาถูกกล่าวหาว่า มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่งในปี 2560 โดยในตอนนั้นเธอยังเป็นผู้เยาว์

ทั้งนี้ เมื่อ 9 เม.ย. 2564 คณะกรรมการจริยธรรมฯ ทำการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่ว่า นายเกตซ์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประพฤติผิดทางเพศ, ใช้ยาผิดกฎหมาย, เผยแพร่ภาพหรือวิดีโอที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมภายในสภา, ใช้เอกสารแสดงตัวตนของรัฐในทางที่ผิด, โยกย้ายเงินทุนหาเสียงไปใช้จ่ายส่วนตัว และ/หรือ รับสินบน ค่าตอบแทนพิเศษ หรือของขวัญซึ่งละเมิดกฎของสภาผู้แทนราษฎร

คณะกรรมการจริยธรรมฯ บอกในตอนนั้นว่า พวกเขาเริ่มการตรวจสอบตามคำขอของกระทรวงยุติธรรม ที่ดำเนินการสืบสวนเรื่องการค้าประเวณีที่อาจเกี่ยวข้องกับสมาชิกสภาฯ 4 สมัยรายนี้มานานหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงยุติธรรมได้แจ้งต่อทนายความของพยานว่า พวกเขาอาจไม่ตั้งข้อกล่าวหานายเกตซ์

แต่คณะกรรมการจริยธรรมฯ กลับได้รับอำนาจในการสืบสวนคดีของนายเกตซ์อีกครั้งในเดือนพฤษภาคมปี 2566 แม้กระทรวงยุติธรรมจะถอนคำร้องไปแล้ว

ต่อมาในเดือนมิถุนายนปีนี้ คณะกรรมการจริยธรรมฯ ออกมายืนยันว่า พวกเขายังคงสืบสวนว่านายเกตซ์ เกี่ยวข้องกับการประพฤติผิดทางเพศ, ใช้ยาผิดกฎหมาย, รับของขวัญที่ไม่เหมาะสม, มอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ที่เขามีความสัมพันธ์ส่วนตัวด้วย และพยายามขัดขวางการสืบสวนของรัฐเกี่ยวกับการกระทำของตัวเขาเองหรือไม่

คณะกรรมการฯ บอกด้วยว่า พวกเขาจะไม่ดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมกับข้อกล่าวหา เผยแพร่ภาพหรือวิดีโอไม่เหมาะสมในสภา, ใช้เอกสารแสดงตัวตนของรัฐในทางที่ผิด, โยกย้ายเงินทุนหาเสียงไปใช้จ่ายส่วนตัว และ/หรือ รับสินบน ค่าตอบแทนพิเศษอย่างไม่เหมาะสม

คณะกรรมการใกล้สืบสวนเสร็จแล้ว แต่นายเกตซ์กลับชิงลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังนายทรัมป์ประกาศเลือกเขาเป็นนอมินีตำแหน่งอัยการสูงสุด ซึ่งตามปกติแล้ว คณะกรรมการจริยธรรมจะยุติการสืบสวน หาก สส.พ้นจากตำแหน่ง

แต่ฝ่ายเดโมแครตพยายามผลักดันให้การสืบสวนดำเนินต่อไป จนนำมาสู่การโหวตลงมติเมื่อวันพุธว่า จะมีการเปิดเผยรายงานการสืบสวนหรือไม่ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn