‘Awakening Bangkok 2024’ กลับมาปลุกไฟย่าน เติมไฟคน ฉายแสงให้เขตพระนครสว่างไสวด้วยไฟสร้างสรรค์

https://www.naewna.com/lady/840687

'Awakening Bangkok 2024' กลับมาปลุกไฟย่าน เติมไฟคน ฉายแสงให้เขตพระนครสว่างไสวด้วยไฟสร้างสรรค์

‘Awakening Bangkok 2024’ กลับมาปลุกไฟย่าน เติมไฟคน ฉายแสงให้เขตพระนครสว่างไสวด้วยไฟสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.34 น.

Awakening Bangkok 2024 กลับมาปลุกไฟย่าน เติมไฟคน ฉายแสงให้เขตพระนครสว่างไสวด้วยไฟสร้างสรรค์ 8-17 พฤศจิกายน 2567

คณะผู้จัดงานเทศกาล Awakening Festivals ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.), สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ, โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย, เครื่องดื่มชเวปส์, มารีเมกโกะ ไทยแลนด์, สีฟ้า ตลอดจนพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จับมือสร้างปรากฏการณ์แห่งแสงสีกับ “Awakening Bangkok 2024” เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัลประจำปีของกรุงเทพฯ ที่กลับมาปลุกเขตพระนครให้สว่างไสวด้วยไฟแห่งแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์อีกครั้ง ภายใต้ธีม “One Light, One Rises | ปลุกไฟย่าน เติมไฟคน” ระหว่างวันที่ 8-17 พฤศจิกายน 2567

 เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัลประจำปีของกรุงเทพฯ “Awakening Bangkok 2024” กลับมาจัดอีกครั้งเป็นปีที่ 7 ในธีม “One Light, One Rises | ปลุกไฟย่าน เติมไฟคน” ฟื้นคืนชีวิตให้ย่านเก่า เติมไฟและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน โดยต่อยอดความสำเร็จจากปี 2023 จัดงานในเขตพระนครเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จัดแสดงศิลปกรรมไฟและศิลปะดิจิทัล 36 ชิ้น ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ตื่นตาตื่นใจ เชื่อมั่น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกให้มาเยี่ยมชมเทศกาลได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้กระจายไปยังชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคัก ผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าตามเป้าหมาย

พงศ์สิริ เหตระกูล ผู้อำนวยการเทศกาล Awakening เปิดเผยว่า “เราเชื่อว่าศิลปกรรมไฟและดิจิทัลไม่เพียงแต่ปลุกฟื้นย่านเก่า แต่ยังช่วยเติมไฟ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนด้วย Awakening Bangkok 2024 จึงกลับมาในธีม ‘One Light, One Rises | ปลุกไฟย่าน เติมไฟคน’ โดยปีนี้เป็นปีที่ 7 ของ Awakening Bangkok และเป็นปีที่ 2 ที่จัดขึ้นในเขตพระนคร หลังจากเมื่อปี 2566 การจัดงานใน 3 เส้นทางหลัก ถนนสนามไชย บำรุงเมือง และเฟื่องนคร ได้รับการตอบรับเกินคาดหมาย มียอดผู้เข้าชมสูงที่สุดนับตั้งแต่จัดงานมา ปีนี้เราจึงขยายเส้นทางไปยังพื้นที่สามยอด โดยแบ่งเป็น 4 เส้นทางเชื่อมต่อกัน เพื่อบอกเล่า 4 ธีมย่อย ได้แก่ Sustainability, Prosperity, Inclusivity และ Positivity ซึ่งจัดแสดงศิลปกรรมไฟและศิลปะดิจิทัลรวม 36 ชิ้น จากผลงานของนักออกแบบไทยและต่างชาติ รวมถึงนิสิตและนักศึกษาจากหลากหลายมหาวิทยาลัย โดยมีจุดแสดงหลัก ได้แก่ ยอดพิมานริเวอร์วอล์ก, ตลาดยอดพิมาน, มิวเซียมสยาม, สวนสราญรมย์, แพร่งภูธร, ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และสวนรมณีย์นาถ”

ทั้งนี้ Awakening Bangkok 2024 นับเป็นอีกครั้งที่ภาครัฐและเอกชนผนึกกำลังร่วมกันเนรมิตที่สุดของเทศกาลแห่งแสงสีขึ้นใจกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อเติมสีสันให้กับเมือง รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค โดยเฉพาะในเขตพระนคร ทำให้มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่าเดิมและก่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนมากขึ้นในระหว่างจัดงาน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของศิลปะที่สามารถเข้าถึงผู้คนโดยไร้ขีดจำกัด โดย รองศาสตราจารย์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเทศกาลแสงสี Awakening Bangkok ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวที่สนใจทางด้านศิลปวัฒนธรรม จึงนับเป็นหนึ่งในเทศกาลเมืองที่สำคัญ ซึ่งมีส่วนช่วยผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่ดึงดูดประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนกรุงเทพฯ มากขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง สร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจ ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างเมือง ชุมชน และหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเมืองด้วยกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์” 

นายอาชวันต์ กงกะนันทน์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “การจัดกิจกรรรม Awakening Bangkok นอกจากเป็นการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวหลักที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์และความร่วมสมัย ยังเป็นอีกหนึ่งการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทาง เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นนอก กระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจได้ทั่วถึงทุกสินค้าท่องเที่ยว และทุกกลุ่มเป้าหมาย”

นายภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เสริมว่า Awakening Bangkok เป็นเทศกาลที่มีเอกลักษณ์และนำเสนออัตลักษณ์ของเมืองได้อย่างสร้างสรรค์ เข้าถึงง่ายขึ้น และมีความทันสมัย รวมทั้งในปีนี้มีธีมที่นำเสนอการโอบรับความเท่าเทียม ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่ภาครัฐต้องการเน้นย้ำตามนโยบายเป็นจุดหมายปลายทางที่โอบรับความหลากหลาย (Inclusive Destination) ทีเส็บเชื่อมั่นว่า Awakening Bangkok 2024 จะยังคงยืนหยัดเป็นเทศกาลที่เปี่ยมศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชุมชนและคนในพื้นที่ ตลอดจนสามารถพัฒนาต่อไปสู่การเป็นเทศกาลนานาชาติได้ในอนาคต  ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่จุดหมายที่โดดเด่นในการจัดงานเทศกาลระดับโลก

“หนึ่งในนโยบายของทีเส็บคือการปั้นงานเทศกาลไทยไปสู่เวทีระดับโลก ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมยกระดับเศรษฐกิจไทย ซึ่ง Awakening Bangkok ถือเป็นเทศกาลที่มีศักยภาพ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง จึงนับได้ว่าเป็นหนึ่งในงานเทศกาลของไทยที่น่าจับตาและมีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่เทศกาลระดับนานาชาติได้” นายภูริพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ Awakening Bangkok 2024 ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภาคเอกชนมากมาย อาทิ โตโยต้า ซึ่ง ณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มองว่าการร่วมสนับสนุนให้เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัลประจำปีของกรุงเทพฯ ครั้งนี้เกิดขึ้น จะสร้างสีสันยามค่ำคืนให้ย่านเก่าในเขตพระนครเปล่งประกายยิ่งขึ้น โดยทางโตโยต้าได้นำรถยนต์ YARIS ATIV NIGHTSHADE เฉดสีใหม่ Cement Grey ในสไตล์สปอร์ต พรีเมียม มาร่วมจัดแสดงพร้อมผลงานแสงและเสียง “NIGHTSHADE To The Future” ที่ร่วมสร้างสรรค์กับกลุ่มศิลปิน “Saturate Designs” เพื่อจุดประกายให้ทุกคนได้เป็น “Be Shadesetter” ไปด้วยกัน

ด้าน ชยพร ลัทธิโสภณกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด โคคา-โคล่า ประจำประเทศไทย เมียนมา และลาว ตัวแทนเครื่องดื่ม “ชเวปส์” ที่ให้การสนับสนุนการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง เผยว่า “ชเวปส์” เป็นแบรนด์เครื่องดื่มโซดากลิ่นผลไม้ที่โดดเด่นด้วยรสชาติอันหลากหลายและมีเอกลักษณ์ พร้อมมอบประสบการณ์แปลกใหม่อย่างมีสไตล์ให้กับกลุ่มคนที่ชอบออกไปสังสรรค์และแสวงหาความตื่นเต้น ซึ่งสอดรับกับกลุ่มเป้าหมายของเทศกาล Awakening Bangkok ซึ่งเป็นเทศกาลใหญ่ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ “ชเวปส์” จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมสนับสนุนให้เกิดงานนี้ขึ้นเป็นปีที่ 2”

โดยในปีที่ 2 นี้ “ชเวปส์” ได้ร่วมรังสรรค์ช่วงเวลาแห่งความเซอร์ไพรส์และโมเมนต์สุดจอยด้วยชิ้นงานแสดงที่จะเติมแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไว้ 2 จุดใหญ่ และพร้อมเสิร์ฟรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัวของ “ชเวปส์” รสชาติใหม่ ‘บลัด ออเรนจ์ ทับทิม โซดา สูตรไม่มีน้ำตาล’ ให้ผู้บริโภคได้ลองตลอดทั้งงาน และ “ชเวปส์” ยังเตรียมมอบกิจกรรมพิเศษ #BORNSOCIALCLUBPARTY ปาร์ตี้ลับรูปแบบใหม่ ณ จุดแสดง “ชเวปส์” ที่ยอดพิมาน ริเวอ์วอล์ก ระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายน ซึ่งปาร์ตี้นี้จะได้สองแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ “ชเวปส์” มาร่วมเนรมิตโมเมนต์สุดจอยให้กับแฟน ๆ และผู้เข้าร่วมงานในวันสุดท้าย วันที่ 17 พฤศจิกายน เป็นพิเศษอีกด้วย

ที่พิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา คือการร่วมสร้างสรรค์ศิลปะดิจิทัลของแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ดังจากฟินแลนด์ อย่าง Marimekko ในเทศกาล Awakening Bangkok 2024 โดย ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนจิรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน Awakening Bangkok 2024 โดยในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นโอกาสครบรอบ 60 ปีของลายพิมพ์ดอกอูนิกโกะของ Marimekko ลายดอกสีสันสดใสที่ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ แต่ยังเป็นตัวแทนของศิลปะที่มีความหมายลึกซึ้ง สะท้อนถึงความเรียบง่ายของธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสดังกล่าว ทางแบรนด์จึงร่วมกับ Alternate Reality Studio นำเสนอลายดอกอูนิกโกะในรูปแบบดิจิทัล ฉายบนผิวอาคารมิวเซียมสยาม ซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของประเทศไทย เช่นเดียวกับการฉายลายดอกอูนิกโกะบนแลนด์มาร์กสำคัญในหลายประเทศทั่วโลก เป็นการสะท้อนถึงการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่และการเชื่อมโยงระหว่างศิลปะและวัฒนธรรมที่ไร้พรมแดน

การร่วมงาน Awakening Bangkok 2024 ครั้งนี้ยังสะท้อนพันธกิจของธนจิราในการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรม ผมเชื่อว่างานในปีนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสศิลปะในมิติใหม่ ๆ ผสานกับบรรยากาศอันทรงคุณค่าของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมของไทย”

และอีกหนึ่งผู้สนับสนุนหลักอย่างแบรนด์ร้านอาหาร สีฟ้า (SEE FAH) ก็พร้อมจะเปิดไฟให้กับย่านเก่าในเขตพระนครร่วมกับ Awakening Bangkok 2024 โดย ดร.นิษฐา รัชไชยบุญ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สีฟ้ากรุ๊ป เผยถึงกิจกรรมที่จะนำมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชมงานว่า “ครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นโอกาสพิเศษ เป็นครั้งแรกที่ทาง สีฟ้า ได้ร่วมสนับสนุนงานเทศกาลที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และเสน่ห์ในแบบเฉพาะตัว อย่างงาน Awakening Bangkok ซึ่งมีแนวคิดจัดขึ้นเพื่อเป็นการปลุกฟื้นคืนชีวิตให้ย่านเก่า เพราะทางทีมงานเชื่อว่าศิลปกรรมไฟและดิจิทัลไม่เพียงแต่ปลุกฟื้นย่านเก่า แต่ยังช่วยเติมไฟ  สร้างแรงบันดาลใจ และชุบชีวิตทุกสิ่งให้กลับมาสีสัน เช่นเดียวกับ SEE FAH ที่เป็นสีสันความอร่อยของทุกคนมากว่า 88 ปี และในงานนี้ สีฟ้า ก็พร้อมจะเป็นสีสันใหม่ๆ เป็นความสบายใจให้กับทุกคนอีกครั้ง เราจึงตั้งใจเปิด SEE FAH The Blue Rest นำเมนูใหม่สุด Exclusive มาเสิร์ฟให้ชิมครั้งแรกก่อนใคร พร้อมกิจกรรมสนุกและโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และเติมเต็มสีสันให้เทศกาลไฟ มา Awakening Bangkok ครั้งนี้อย่าลืมแวะ SEE FAH The Blue Rest นะคะ รับรองคุณต้องใจฟู”

เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัลประจำปี “Awakening Bangkok 2024” เปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรี! ระหว่างวันที่ 8 – 17 พฤศจิกายน 2567 ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. เชิญมาเดินชมย่านเก่าในมุมใหม่ที่ถูกปลุกอีกครั้งด้วยแสงไฟและศิลปะดิจิทัล ตลอด 10 ค่ำคืน กับหลายพิกัดบนเส้นทางถนนสนามไชย บำรุงเมือง เฟื่องนคร และย่านสามยอด โดยสามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT (สถานีสนามไชย และสถานีสามยอด) แล้วมาปลุกไฟย่าน เติมไฟคน เก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจไปด้วยกันกับ Awakening Bangkok 2024

 #awakeningbangkok #awakeningbangkok2024 #onelightonerises #TCEBMegaevent #YARISATIVNightShade #SchweppesTH  #MarimekkoAWKNBKK2024 #SEEFAH

ติดตามข่าวล่าสุดจาก Awakening Festivals ได้ทาง Facebook: Awakening Festivals , Instagram: @awakeningfestivals

ICONCRAFT ร่วมสนับสนุนงานคราฟต์ไทยระดับพรีเมี่ยมสู่สากล

https://www.naewna.com/lady/840681

ICONCRAFT ร่วมสนับสนุนงานคราฟต์ไทยระดับพรีเมี่ยมสู่สากล

ICONCRAFT ร่วมสนับสนุนงานคราฟต์ไทยระดับพรีเมี่ยมสู่สากล

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.28 น.

ICONCRAFT พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจแหล่งรวมงานคราฟต์สุดสร้างสรรค์จากช่างฝีมือที่มีเอกลักษณ์ทั่วไทย พร้อมเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือการรังสรรค์งานหัตถศิลป์ให้เลื่องลือ ร่วมสนับสนุน “โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP Premium สู่สากล” ที่จัดขึ้นโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริมงานหัตถกรรมที่เลอค่าของไทยไม่ว่าจะเป็นแพรพรรณ เครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ เครื่องตกแต่ง ไปจนถึงของที่ระลึก ให้ยกสู่ระดับ Premium เปิดโอกาสให้ชุมชนที่มีศักยภาพได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็นที่ประจักษ์ยังต่างแดน

ทาง ICONCRAFT ทุ่มพลังผลักดันงานคราฟต์ฝีมือไทยให้มีโอกาสแข่งขันทางการตลาด ทำการจัดแสดงและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพิ่มช่องทางการรับรู้และกระจายผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อก้าวไปสู่สากล ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ชวนร่วมงาน ‘CGI Open House 2025’

https://www.naewna.com/lady/840680

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ชวนร่วมงาน 'CGI Open House 2025'

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ชวนร่วมงาน ‘CGI Open House 2025’

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.27 น.

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ขอเชิญร่วมงาน CGI Open House 2025 เพื่อรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก ประจำปีการศึกษา 2568

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ขอเชิญร่วมงานแนะนำหลักสูตร “CGI OPEN HOUSE 2025 ” เพื่อรับสมัครนักศึกษาประจำปี 2568  ในวันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2567 เวลา 08.30 – 15.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 2 อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ หลักสี่ กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถยื่นสมัครขอรับทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาโท-เอก ประจำปีการศึกษา 2568 ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายเดือนตลอดหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้ฝึกงานวิจัยในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำของต่างประเทศอีกด้วย

ภายในงานจะได้พบกับกิจกรรมต่างๆ อาทิ เรื่องเล่าดีๆ จากพี่สู่น้อง การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
ที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมืออันทันสมัย ชมนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา นอกจากนี้ ยังได้ร่วมลุ้นรางวัลพิเศษสำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในงาน พร้อมรับของที่ระลึกในการลงทะเบียนเข้าร่วมงานกันทุกคนอีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 0-2554-1900 ต่อ 2144 และ 2128 091-738-2301 หรือ ที่ http://www.cgi.ac.th      

NGO เผย งานความคืบหน้านโยบายไข่ไก่ปลอดกรง ปี 2024

https://www.naewna.com/lady/840679

NGO เผย งานความคืบหน้านโยบายไข่ไก่ปลอดกรง ปี 2024

NGO เผย งานความคืบหน้านโยบายไข่ไก่ปลอดกรง ปี 2024

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.25 น.

NGO เผย งานความคืบหน้านโยบายไข่ไก่ปลอดกรง ปี 2024 เรียกร้อง 50 บริษัทดังเร่งดำเนินการตามคํามั่นสัญญาด้านสวัสดิภาพสัตว์ปี 2025

รายงานความคืบหน้านโยบายไข่ไก่ปลอดกรง (Cage-Free Tracker Asia Report 2024) ล่าสุดจาก ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล (Sinergia Animal) เผยบริษัทหลายแห่งในเอเชียมีแนวโน้มที่จะไม่ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการเลิกใช้ไข่ไก่จากกรงตับภายในปี 2568 จากการสำรวจบริษัท 78 แห่งใน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย และไทย พบว่า 50 บริษัท มีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายที่ให้ไว้ในการหยุดใช้ไข่ไก่จากระบบกรงตับซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่นี้ และปัจจุบันมีการห้ามใช้แล้วในหลายประเทศ

“เอเชียเป็นผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่แม่ไก่หลายล้านตัวเหล่านั้นถูกขังอยู่ในกรงแคบ ๆ เคลื่อนไหวไม่ได้ กางปีกไม่ได้ และหรือแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้!”  “เราขอเรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้เปลี่ยนแปลงโดยการเลิกใช้ไข่จากกรงตับ และหันมาใช้ไข่จากระบบปลอดกรงตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ภายในปี 2568” อามอง ปาโครซา (Among Pakrosa) ผู้อำนวยการซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประจำประเทศอินโดนีเซีย กล่าว

บริษัทที่ยังไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญา: ธงแดง และ ธงส้ม

จากการสำรวจ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล แบ่งบริษัทในออกเป็นสองกลุ่ม: ธงแดง คือ บริษัทที่มีนโยบายเปลี่ยนไปใช้ไข่จากระบบปลอดกรงภายในปี 2568 แต่ไม่รายงานความคืบหน้า ธงส้ม คือ บริษัทที่มีรายงานความคืบหน้าในที่อื่นแต่ไม่รายงานในเอเชีย ซึ่งรวมถึงกลุ่มบริษัทชื่อดังหลายแห่งอย่าง โอ บอง แปง  (Au Bon Pain), ชาเทรียม (Chatrium), ฟู้ดแพชชั่น (Food Passion), เบสท์ เวสเทิร์น (Best Western) และ ซับเวย์ (Subway)

“เวลาใกล้หมดแล้ว พวกเขาต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน ผู้บริโภคควรเรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบโดยทันที” ปาโครซา กล่าว

สัญญาณเชิงบวกจากบางบริษัท

น่าพอใจที่พบว่า 27 จาก 78 บริษัท หรือคิดเป็น 34.61% ที่ร่วมตอบแบบสอบถาม ได้เปิดเผยรายงานความคืบหน้านโยบายไข่ไก่ปลอดกรง พบว่าในภูมิภาคเอเชีย มี 2 บริษัทสัญชาติเอเชียที่เปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรงอย่างสมบูรณ์แล้ว รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่าง บ้านหญิง (Baan Ying Family) ร้านอาหารกัลปพฤกษ์ (Kalpapruek Restaurant) เลมอน ฟาร์ม (Lemon Farm) และ กรุ๊ป เลอ ดัฟฟ์ (Groupe Le Duff) ที่เป็นผู้นำสู่การเปลี่ยนแปลงในไทยและเอเชีย

“ความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกของบริษัทที่มีต่อสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น” ปาโครซา กล่าวเสริม

ผู้ผลิตหันมาเข้าร่วมการเคลื่อนไหวใช้ไข่ไก่ปลอดกรงมากขึ้น

รายงานที่น่าสนใจจากผลสำรวจผู้ผลิตไข่ไก่ในประเทศไทยและอินโดนีเซียจำนวน 50 ราย พบว่าผู้ผลิต 11 ราย หรือคิดเป็น 22% ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการผลิตไข่ไก่แบบปลอดกรง 100% แล้ว ปาโครซา อธิบายว่า “ข้อมูลที่เรารวบรวมจากการสำรวจนี้จะช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถหาแหล่งผลิตไข่ไก่ปลอดกรงได้ง่ายขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในการใช้ไข่ไก่ปลอดกรง นอกจากนี้ บริษัทที่ประสบปัญหาในการจัดหาไข่ไก่ปลอดกรง สามารถใช้ระบบ ‘อิมแพ็ค อินเซนทีฟ’ (Impact Incentive) หรือ ‘เครดิตไข่ไก่เคจฟรี’ ของ โกลบอล ฟู้ด พาร์ทเนอร์ (Global Food Partners)  ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยสนับสนุนการผลิตไข่ไก่ปลอดกรง และและได้รับความไว้วางใจจากบริษัทขนาดใหญ่ เช่น คอมพาส กรุ๊ป (Compass Group) และ ยูนิลีเวอร์ (Unilever)” 

แนวโน้มไข่ไก่ปลอดกรงเติบโตอย่างต่อเนื่องในเอเชีย

ภูมิภาคเอเชียเป็นแหล่งผู้ผลิตไข่ไก่กว่า 64% ของโลก ซึ่งกำลังทยอยหันมาเลิกใช้ระบบกรงเลี้ยงไก่ไข่  ประเทศภูฏาน จีน อินโดนีเซีย และไทย ได้เริ่มนำมาตรฐานการผลิตไข่ไก่ปลอดกรงมาใช้แล้ว  นอกจากนี้ มีบริษัททั่วโลกอีกกว่า 2,600 บริษัท รวมถึง 318 บริษัทในเอเชีย ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่และให้คำมั่นสัญญาที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบการผลิตไข่ไก่ปลอดกรง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.cagefreetracker.com/asia

-(016)

ปูนซีเมนต์เอเซีย มอบปูนตราดอกบัว จำนวน 113 ตัน เพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

https://www.naewna.com/lady/840676

ปูนซีเมนต์เอเซีย มอบปูนตราดอกบัว จำนวน 113 ตัน เพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

ปูนซีเมนต์เอเซีย มอบปูนตราดอกบัว จำนวน 113 ตัน เพื่อฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.20 น.

บริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับจังหวัด พะเยา, เชียงราย, ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ, ตัวแทนจำหน่าย และ ช่างพันธุ์แกร่งอาสา จัดกิจกรรม “ปูนแกร่ง ทำความดีด้วยใจแกร่ง” มอบปูนตราดอกบัว จำนวน 64 ตัน (1,360 ถุง) เพื่อช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย จังหวัด พะเยา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดศรีโคมคำ อำเภอเมือง พะเยา จังหวัด พะเยา โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัด พะเยา และ นายนภดล รมยะรูป กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี และ มอบปูนตราดอกบัว จำนวน 49 ตัน (1,060 ถุง) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัด เชียงราย เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดฝั่งหมิ่น อ.เมือง จังหวัดเชียงราย โดยมี นายประเสริฐ จิตตพลีชีพ รองผู้ว่าราชการ จังหวัด เชียงราย และ นายนภดล รมยะรูป กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี เพื่อช่วยเหลือประชาชน ด้วยการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนราษฎรที่ชำรุด ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในครั้งนี้ พร้อมด้วย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด พะเยา, เชียงราย, หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่, ประชาชนชาวจังหวัด พะเยา, เชียงราย, สื่อมวลชน และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการ จังหวัด พะเยา กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัด พะเยา ที่ผ่านมา เกิดความสูญเสียและความเสียหาย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งสามารถสรุปภาพรวม ได้ดังนี้ 1) ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน สูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สิน รวมทั้งสถานที่สำคัญ อาทิ วัด, โรงเรียน, สถานที่ราชการ เป็นต้น 2) ผลกระทบต่อภาคการเกษตร, พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ 3) ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน, ถนน, สะพาน และระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ เสียหาย 4) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจในภาพรวมความพยายามในการแก้ไขปัญหา

ในการนี้ ทางบริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน) ในนามผู้ผลิตปูนซีเมนต์ “ตราดอกบัว” ร่วมกับ จังหวัด พะเยา, ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ, ตัวแทนจำหน่าย และ ช่างพันธุ์แกร่งอาสา ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง จึงมีความประสงค์ที่จะมอบปูนตราดอกบัวจำนวน 64 ตัน (1,360 ถุง) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัด พะเยา

โดยในส่วนของ โรงเรียนและวัด ที่ได้รับผลกระทบ ทำการรับมอบปูนดอกบัว ใน จ.พะเยา ประกอบไปด้วย วัด 12 แห่ง ได้แก่ วัดศรีโคมคำ, วัดแม่กาห้วยเคียน, วัดต๊ำนกกก, วัดทุ่มท่า, วัดงิ้วหงก, วัดศรีล้อม, วัดบ้านทุ่ง, วัดพระธาตุโพธิ์งาม, วัดใหม่นันทวงศ์, วัดน้ำมิน, วัดสันต้นผึ้ง, วัดหลวง และโรงเรียน 24 แห่ง ได้แก่ รร.บ้านแม่กา, รร.บ้านต๋อม, รร.ฟากกว๊านวิทยาคม, รร.พะเยาประสาธน์วิทย์, รร.บ้านปิน, รร.อนุบาลดอกคำใต้, รร.บ้านทุ่งหลวง, รร.ไทยรัฐวิทยา 46, รร.ถ้ำปินวิทยาคม, รร.ดอกคำใต้วิทยาคม, รร.วัดบ้านบุญเกิด, รร.ฝายกวางวิทยาคมล รร.บ้านปางมดแดง, รร.บ้านหย่วน, รร.บ้านทุ่งมอก, รร.เชียงม่วนวิทยาคม, รร.อนุบาลภูซาง, รร.ชุมชนบ้านหนองเลา, รร.ล้านนาคริสเตียน, รร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์พะเยา, รร.บ้านเวียงลอ, รร.บ้านพวงพยอม, รร.ขุนควรวิทยาคม, รร.บ้านควรเก๊าเงา  และในงานนี้ยังมี ช่างพันธุ์แกร่งอาสา ลงพื้นที่เพื่อซ่อมแซมความเสียหายให้กับ 3 โรงเรียน ได้แก่ รร.ไทยรัฐวิทยา 46, รร.บ้านปิน และ รร.ดอกคำใต้วิทยาคม อีกด้วย

ด้าน นายประเสริฐ จิตตพลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ประวัติศาสตร์น้ำท่วมใหญ่จังหวัดเชียงราย ปี 2567 ทำให้บางครอบครัวต้องสูญเสียและพรัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก บ้านเรือน ชุมชน ได้รับความเสียหายภายใต้กองโคลนมหึมาพื้นที่การเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนมาก และเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ในวิกฤติการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้ก็ได้ประจักษ์ถึงการช่วยเหลือกันของเพื่อนมนุษย์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่หลั่งไหลมาจากทั่วทั้งประเทศ

และในวันนี้ บริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน), ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ, ตัวแทนจำหน่าย และช่างพันธุ์แกร่งอาสา ได้ส่งมอบความช่วยเหลือ เพื่อฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนชาวเชียงรายที่ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยสนับสนุนปูนตราดอกบัว จำนวน 49 ตัน (1,060 ถุง) ภายใต้กิจกรรม “ปูนแกร่ง ทำความดีด้วยใจแกร่ง” โดยจังหวัดเชียงราย จะนำไปปรับปรุงซ่อมแซมวัดและโรงเรียน รวมถึงส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเพื่อซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ในนามจังหวัดเชียงราย ขอขอบคุณบริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน) และทุกภาคส่วน ในน้ำใจที่ช่วยแบ่งปันให้แก่ผู้ประสบภัย ทำให้พี่น้องประชาชนชาวเชียงรายก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง มีรอยยิ้มได้อีกครั้ง

โดยในส่วนของ โรงเรียนและวัด ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำการรับมอบปูนดอกบัว ใน จ.เชียงราย ได้แก่ วัด 8 แห่ง ได้แก่ วัดพระธาตุผาเงา, วัดวิเชตร์มณี, วัดฝั่งหมิ่น, วัดร่องเสือเต้น, วัดศรีบุญเรือง, วัดเชตวัน, วัดเจ็ดยอด, วัดป่ายางมน, วัดพระแก้ว และ โรงเรียน 6 แห่ง ประกอบด้วย รร.คริสเตียนไพศาลศาสตร์, รร.ผาขวางวิทยา, รร.บ้านสักพัฒนา, รร.ชุมชนบ้านไม้ลุงขน, บ้านแก่นวิทยา และ รร.ขุนตาลวิทยาคม

นายนภดล รมยะรูป กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน) ได้เห็นถึงความสำคัญเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการ (Corporate Social Responsibility; CSR) ด้วยการจัดกิจกรรมให้กับสังคม โดยใช้ชื่อว่า “ปูนแกร่ง ทำความดีด้วยใจแกร่ง” ปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคเหนือ มุ่งเน้นทำความดีด้วยหัวใจแกร่ง ที่ผ่านมา นำร่องด้วยการมอบปูนซีเมนต์ จำนวน 15 ตัน ผ่านเพจอีจัน เพื่อใช้ในการซ่อมสร้างบ้านให้ชาวบ้านที่ประสบอุทกภัย อ.แม่สาย และ อ.เมือง จ.เชียงราย และล่าสุดได้ส่งมอบปูนตราดอกบัว จำนวน 64 ตัน (1,360 ถุง) ให้กับผู้ประสบภัยในเขตพื้นที่จังหวัด พะเยา รวมทั้งมอบปูนตราดอกบัว จำนวน 49 ตัน (1,060 ถุง) ให้กับผู้ประสบภัยในเขตพื้นที่จังหวัด เชียงราย เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วยการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนราษฎร ที่ชำรุดซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ โดยคุณนภดล กล่าวย้ำว่า ปูนซีเมนต์ที่มอบ เป็นปูนลดโลกร้อน (GO GREEN ปูนคาร์บอนต่ำ) ที่มีคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกกระบวนการผลิต

-(016)

‘ณิชชา x ณิชา’ กับ คอลเลคชั่น ‘Tuscan Dreams’ My Only Sunshine X Nychaa

https://www.naewna.com/lady/840672

‘ณิชชา x ณิชา’ กับ คอลเลคชั่น ‘Tuscan Dreams’ My Only Sunshine X Nychaa

‘ณิชชา x ณิชา’ กับ คอลเลคชั่น ‘Tuscan Dreams’ My Only Sunshine X Nychaa

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.15 น.

แนต ณิชชา ธนลงกรณ์ เจ้าของแบรนด์ “My Only Sunshine” เปิดตัวคอลเลคชั่น Tuscan Dreams รับ Autumn-Winter Collaboration ใน “My Only Sunshine X Nychaa” โดยร่วมมือกับ ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ หรือ ณิชา นักแสดงสาวที่มีความสดใส เท่ห์ ร่าเริง และแอบมีความเซ็กซี่ โดยใช้เวลาในการทำคอลเลคชั่นนี้นานถึง 1 ปีเต็ม

“เรามีการพูดคุยกันมาระยะหนึ่งแล้วก่อนที่จะเริ่มทำคอลเลคชั่นนี้ จนเราออกคอลเลคชั่น “Sea Sun Anne Sand” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก คุณแอน ทองประสม ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี เราก็คุยกับคุณณิชามาอย่างต่อเนื่องจนมาลงตัวในการออกแบบคอลเลคชั่นนี้ ซึ่งเหมาะสำหรับช่วงหน้าหนาว หรือ Autumn-Winter พอดี ณิชชา กล่าว พร้อมขยายความว่า “คอลเลคชั่นนี้ยังคงความเป็น My Only Sunshine ที่มีความสดใสมาก ๆ ร่าเริง เท่ห์ ซึ่งเป็นบุคลิกและซิกเนเจอร์ ของ My Only Sunshine เพิ่มเติมเข้ามาคือ ความน่ารัก ที่แอบเซ็กซี่ ซึ่งเป็นบุคลิกของคุณณิชาผ่านการออกแบบเนื้อผ้า ลวดลายของผ้า และแพทเทิร์น (Pattern) ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์และจุดแข็งของเรา โดยเลือกใช้โทนสีแบบพาสเทล ฟ้า ขาว ชมพู ครีม และครั้งนี้แบรนด์ได้เพิ่มสีพิเศษ คือ สีม่วง และเขียวพาสเทล ซึ่งเป็นคู่สีที่แบรนด์เองไม่เคยใช้มาก่อน ทำให้คอลเลคชั่นนี้มีความพิเศษถึง 14 Looks 21 items ที่มาตัดกันอย่างลงตัว นอกจาก ชุดเดรส กางเกงเลย์ กางเกงขาสั้น เสื้อครอปแล้ว ยังมีไอเท็มพิเศษเพื่อต้อนรับช่วง Winter กับเสื้อ Cardigan

ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ หรือ ณิชา นักแสดงสาว กล่าวถึงความร่วมมือกับ My Only Sunshine ในการออกแบบคอลเลคชั่น สำหรับ Autumn-Winter ในชื่อ “Tuscan Dreams Collection” ว่า ส่วนตัวรู้จักกับคุณแนตมานานแล้ว และเป็นลูกค้าประจำของแบรนด์อยู่แล้ว พอคุณแนตชวนให้มาทำคอลเลคชั่นนี้ร่วมกันด้วยกันก็ยินดีมาก ๆ ค่ะ และมีการพูดคุยกันมาเป็นระยะ ๆ จนออกมาเป็นคอลเลคชั่นแบบที่เห็น “ความเป็นณิชาในคอลเลคชั่นนี้ คือ เป็นคนชอบลายดอกไม้เล็ก ๆ ชอบความสดใส ซึ่งแบบที่ออกมาในแต่ละชุดทั้ง 15 Looks 21 items ทั้งกระโปรง เดรส กางเกงเลย์ กางเกงขาสั้น เสื้อครอป และเสื้อคาร์ดิแกน มีลวดลายและเฉดสีในแบบที่ณิชาชอบทั้งหมด เป็นชุดที่สามารถสวมใส่ได้จริงในทุก ๆ วัน เป็นชุดที่ใส่แล้วคล่องตัวได้ง่าย มีความเป็น Casual ที่มีความหวาน สดใส แต่ก็แอบมีความเซ็กซี่ อยู่ในตัว ซึ่งก็คือตัวของ ณิชาที่สะท้อนออกมาในคอลเลคชั่นนี้ ณิชาชอบทุกชุดที่ผ่านการออกแบบ ทำให้สาว ๆ สามารถมิกซ์แอนด์แมทได้ง่าย และเชื่อว่าทุกคนจะชอบเหมือนกัน เพราะทุกชุดถูกออกแบบมาให้ใส่สบาย และมีสีสันพร้อมรับกับหน้าหนาวที่กำลังมาถึงด้วยค่ะ” ณัฏฐณิชา กล่าว

เป้าหมายขยายฐานกลุ่มลูกค้าสู่ Young Gen

ในขณะที่ แนต กล่าวเพิ่มเติมถึงคอลเลคชั่น Tuscan Dreams ใน My Only Sunshine X Nychaa ว่า คอลเลคชั่นนี้เป็นคอลเลคชั่นปิดท้ายของปี 2567 ที่มั่นใจว่า จะสามารถขยายฐานลูกค้าของ My Only Sunshine ได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่ประสบความสำเร็จสร้างยอดขายเติบโตขึ้นมากในปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หลังจากที่เปิดตัวคอลเลคชั่น “Sea Sun Anne Sand” ที่ร่วมคอลแลปกับคุณแอน ทองประสม ไปเมื่อเดือนมีนาคม ส่วนตัวมั่นใจว่าคอลเลคชั่นต้อนรับ Autumn-Winter “My Only Sunshine X Nychaa” จะเป็นคอลเลคชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของเรา และสามารถขยายฐานลูกค้าไปในกลุ่ม Young Generation ได้มากขึ้น โดยลูกค้าของ My Only Sunshine เป็นกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 20-45 ปี ในขณะที่แผนในปี 2568 แนต กล่าวว่า เป็นปีที่จะเห็น My Only Sunshine มีการทำธุรกิจร่วมกับแบรนด์ หรือบุคคล อื่น ๆ มากขึ้น โดยยังเน้นความเป็น My Only Sunshine ในฐานะที่เราเป็นดีไซน์เนอร์แบรนด์ เน้นเสื้อผ้าสไตล์ Resort Wear สามารถสวมใส่ได้แบบสบายในทุก ๆ โอกาส มีความเท่ห์ สมาร์ท ดูดี สดใส มีเสน่ห์ เซ็กซี่ ในราคาที่จับต้องได้ (Affordable Price) เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อผ้า ผิวสัมผัส (Texture) ลวดลาย และแพทเทิร์น ในการตัดต่อลวดลาย ซึ่งเป็นจุดแข็งของเราเป็นเสื้อผ้าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนี้มีแผนที่จะเข้าร่วมในงานแฟชั่นโชว์มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ และอาจจะมีการเปิดสาขาเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมี 2 สาขาที่ สยามเซ็นเตอร์ และ เซ็นทรัลเวิล์ด

ติดตามช่องทางของแบรนด์ ได้ที่  Instagram : Myonlysunshine.official ,  Line Official : @myonlysunshine ,  Tel. 091-956-4659 หรือทาง Online – Lazada – Shopee – Line Shop และสัดส่วน 30-40% มาจากช่องทาง offline ที่ – Comma and 1Fl., CentralwOrld , – Absolute Siam 1Fl., SiamCenter , – PlayHouse 1Fl., Central Sriracha Chonburi  รวมทั้งการทำ Pop Up ไปตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศในแต่ละเดือน โดยที่คอลเลคชั่นล่าสุด My Only Sunshine X Nychaa จะมีการทำ Pop Up ที่ Pro2B 2Fl., Central Phuket (1 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2567)

แนตกล่าวทิ้งท้ายว่า “My Only Sunshine X Nychaa” ที่เปิดตัว และเปิดจำหน่ายทุกช่องทางในวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ณ Helix Garden ชั้น 5 เอ็มควอเทียร์ ทาวเวอร์ A เป็นคอลเลกชั่นที่หวังว่าทุกคนจะสนุก เอ็นจอย และตื่นเต้นไปกับ Autumn-Winter ที่กำลังมาถึงนี้ ทั้งสีสัน ความสดใส น่ารัก ซุกซน แต่แอบเซ็กซี่ ในแบบของ “ณิชา” ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ได้ทั้งช่องทาง Online Lazada, Shopee, Line Shop, และ Pop Up ประจำทั้งสองสาขา และพื้นที่ Pop Up Pro2B 2Fl., Central Phuket ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2567)

-(016)

Kidz&Kitz ลุยจัดอีเวนต์ต่อเนื่อง หลังกระแส BANDAI CARD GAMES ฮิต ดันยอดขายพุ่ง

https://www.naewna.com/lady/840670

Kidz&Kitz ลุยจัดอีเวนต์ต่อเนื่อง หลังกระแส BANDAI CARD GAMES ฮิต ดันยอดขายพุ่ง

Kidz&Kitz ลุยจัดอีเวนต์ต่อเนื่อง หลังกระแส BANDAI CARD GAMES ฮิต ดันยอดขายพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.09 น.

“คิดซ์ แอนด์ คิทซ์” ลุยจัดอีเวนต์ต่อเนื่อง หลังกระแส BANDAI CARD GAMES ฮิต ดันยอดขายพุ่ง 30% คาดปี 68 ตลาดการ์ดเกมยังโตต่อ เล็งขยายร้านสมาชิก 100 ร้านทั่วประเทศ

บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด หรือ Kidz&Kitz ผู้แทนจำหน่ายและผลิต Card Game ลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น ร่วมกับ บริษัท บันได จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เจ้าของลิขสิทธิ์การ์ดเกมยอดฮิต แบรนด์ “BANDAI CARD GAMES” ต่อยอดความสำเร็จ เอาใจสาวกการ์ดเกมในไทย จัดงาน “BANDAI CARD GAMES Fest 24-25 World Tour in Bangkok” มหกรรมการแข่งขันการ์ดเกมส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมมินิคอนเสิร์ต แฟชั่นโชว์และกิจกรรมสุดพิเศษมากมายให้แฟนๆ ได้ร่วมสนุก เมื่อวันที่ 9-10 พ.ย.ที่ผ่านมา

นายวีระศักดิ์ กิจเลิศไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด เปิดเผยว่า งาน BANDAI CARD GAMES Fest 24-25 World Tour in Bangkok ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ในประเทศไทย หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการจัดงานครั้งแรกเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา โดยการจัดงานในครั้งนี้ ประเทศไทย ยังคงเป็น 1 ใน 12 ประเทศเป้าหมายของ BANDAI CARD GAMES ในการทำการตลาดและการจัดงาน World Tour จากกระแสตอบรับของแฟนๆ ทั้งผู้เล่นหน้าใหม่และผู้เล่นมืออาชีพ ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยอดจำหน่ายสินค้า ผ่านร้านค้าในทุกช่องทางที่มีเพิ่มขึ้นถึง 30% และจำนวนผู้เข้าชมงานในวันนี้ ที่มีมากถึง 8,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

“การเริ่มทำการตลาดของแบรนด์ BANDAI CARD GAMES ส่งผลให้ตลาดการ์ดเกมในประเทศไทยยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งจากผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมอยู่แล้ว หรือผู้ที่ชื่นชอบคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูนที่เริ่มเปิดใจ หันมาทดลองเล่นและเดินเที่ยวชมงาน รวมถึงร่วมสนุกกับกิจกรรมในงานที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ในการเล่นที่แปลกใหม่และหลากหลาย และได้รับความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น” นายวีระศักดิ์ กล่าว

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า การทำการตลาดในรูปแบบของอีเวนต์ ยังคงเป็นแนวทางสำคัญของบริษัทฯ โดยเฉพาะกับตลาดการ์ดเกมในประเทศไทย เพราะสามารถสร้างการรับรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าต่อแบรนด์ได้โดยตรงและรวดเร็ว สามารถวัดผลได้ ซึ่งในปี 2568 บริษัทฯ จะยังคงการจัดงานในรูปแบบอีเวนต์และมหกรรมการแข่งขันไว้ และจะจัดขึ้นเป็นประจำตลอดทั้งปี ควบคู่กับการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ที่เกี่ยวเนื่องกับการ์ดเกมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เล่นการ์ดเกมมืออาชีพเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20 % พร้อมด้วยการเปิดรับสมัครร้าน Card Game Authorized Retailer ของการ์ตูนยอดฮิตต่างๆ อาทิ ONE PIECE Card Game Authorized Retailer ที่จะยกระดับประสบการณ์การซื้อและการเล่น Card Game มากขึ้น โดยร้านค้าที่ได้เป็น Authorized Retailer จะได้รับการสนับสนุนสุดพิเศษมากมาย ซึ่งคาดว่าจะมีร้านค้าสมาชิกรวมไม่ต่ำกว่า .100. ร้านค้าในปี 2568 จากเดิม 60 ร้านในปัจจุบัน รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายใน Modern Trade จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีกกว่า 20 % จากยอดขายในปี 2567 ภายหลังจากการเข้ามาทำตลาดของแบรนด์  BANDAI CARD GAMES ในประเทศไทย

สำหรับแฟน ๆ ที่ชื่นชอบการ์ดเกมทุกท่าน สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของแบรนด์ BANDAI CARD GAMES พร้อมสินค้าและกิจกรรมสนุกๆ เพิ่มเติม ได้ที่ http://www.facebook.com/thaicarddassclub

-(016)

‘ใส่ไทย เฟสติวัล’ SOFT POWER ด้านแฟชั่นยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี เริ่มขึ้นแล้ว

https://www.naewna.com/lady/840647

'ใส่ไทย เฟสติวัล'  SOFT POWER  ด้านแฟชั่นยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี เริ่มขึ้นแล้ว

‘ใส่ไทย เฟสติวัล’ SOFT POWER ด้านแฟชั่นยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี เริ่มขึ้นแล้ว

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.41 น.

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี    จัดงานเฟสติวัลครั้งยิ่งใหญ่ “ใส่ไทย เฟสติวัล” เชิญชวนทุกคนใส่ชุดไทย  เที่ยว  แชะ ชม กิน  ช็อป มันส์ๆ  ร่วมผลักดันให้เป็น SOFT POWER  ด้านแฟชั่นให้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ส่งท้ายปีโดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีร้อยตรี สรมงคล มงคละสิริ  นายเกรียง กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนางธนภรพูลเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี. ให้เกียรติร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดงานใส่ไทย เฟสติวัล เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ณ  ลานเทียน บริเวณริมห้วยวังนอง  อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานีด้วยแนวคิดที่ได้มีการรวบรวมเอาแฟชั่นผ้าไทยพื้นบ้าน ศิลปิน องค์กร หมู่บ้านผ้าไทย มาส่งเสริมพัฒนา และ ยกระดับให้หัตถกรรมและแฟชั่นไทยสู่สากล ด้วยการดึงเอา  ISAN SOFT POWER ดนตรี อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม นำมาผสมผสานเข้ากับสิ่งใหม่ นำเสนอความร่วมสมัยเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงผ่านการจัดงานในรูปแบบเฟสติวัลสำหรับกิจกรรมภายในงานในครั้งนี้ แบ่งการจัดงานออกเป็น  4 โซน ได้แก่

โซนที่ 1Sai Thai Fashion Villageเป็นโซนเวิร์คช็อป และ ทอล์คในรูปแบบหมู่บ้านทอผ้า เรียนรู้แฟชั่นไทยและวัฒนธรรมอีสานอย่างสร้างสรรค์ กับการ Craft  workshop และการบรรยายให้ความรู้ , การเรียนรู้การทอผ้าและออกแบบ  Thai Craft สร้างสรรค์และการจำลองวิถีชุมชนในพื้นที่

โซนที่ 2  Sai  Thai  Art จุดถ่ายภาพ Art Installation สุดคูลใส่ความเท่ห์ให้ผ้าไทยกับการนำผ้าไทยมาทำงานอาร์ต สร้างสรรค์งานศิลปะที่สวยงามมาจัดแสดงให้ได้ชมภายในงาน นอกเหนือจากความอาร์ตแล้ว ในแต่ละวัน ยังมีการแสดง แสง สีเสียง วันละ 2 รอบ เพิ่มบรรยากาศ ให้เต็มอิ่มมากขึ้นในงาน

โซนที่ 3 Sai Thai  Lifestyle Market  โซนจัดจำหน่าย อาหาร เครื่องดื่ม ของที่ระลึก จากชุมชนและผลิตภัณฑ์หัตถกรรมสินค้าพื้นเมือง  มากกว่า 50 บูธ

โซนที่ 4   Sai Thai Fun Stage  โซนเวทีหลัก ได้จัดให้มีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมในท้องถิ่นให้ได้ชมกันในแต่ละวัน รวมถึง มีดาราศิลปินที่มีชื่อเสียง มาร่วมสร้างสีสันและความสนุกตลอดระยะเวลา 4 วันด้วย อาทิ เช่นวงอินดิโก้ , สงกรานต์ รังสรรค์ ,  เจ็ตเซ็ตเตอร์และ ฟักกลิ้ง ฮีโร่ เป็นต้น และสำหรับพิธีเปิดในวันนี้ก็ได้จัดให้มีไฮไลท์ การเดินแฟชั่นโชว์ จากดีไซน์เนอร์ชื่อดังในจังหวัดอุบลราชธานี มาให้ได้ชมกันด้วย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมใส่ชุดผ้าไทยร่วมงานใส่ไทย เปิดวาร์ปติด #SaiThaiFestival โพสต์ Facebookโชว์ภาพขึ้นจอยักษ์ในงาน ไม่พอ ยังรับสิทธิ์ฟินฟรี! รับคูปองส่วนลดแทนเงินสด สำหรับใช้กับร้านค้าภายในงานและเปิดโอกาสให้ทุกท่านทั้งในจังหวัดใกล้จังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น   ณ ลานเทียน บริเวณห้วยวังนอง  อ.เมือง อุบลราชธานี

‘เรย่า – แทม’ LGBTQนำร่องสมรสเท่าเทียม’นฤมิตไพรด์ -ลำธารสีรุ้ง’ร่วมอวยพรคู่รักตัวอย่างกล้าแสดงจุดยืน

https://www.naewna.com/lady/840638

'เรย่า - แทม' LGBTQนำร่องสมรสเท่าเทียม'นฤมิตไพรด์ -ลำธารสีรุ้ง'ร่วมอวยพรคู่รักตัวอย่างกล้าแสดงจุดยืน

‘เรย่า – แทม’ LGBTQนำร่องสมรสเท่าเทียม’นฤมิตไพรด์ -ลำธารสีรุ้ง’ร่วมอวยพรคู่รักตัวอย่างกล้าแสดงจุดยืน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.17 น.

ถือเป็นคู่รักLGBTQ (ยูริ)ที่ประสบความสำเร็จ สำหรับ “เรย่า– รัชยา นิลกรรณ์”  เจ้าของธุรกิจ Rayya Tax Agent จากประเทศออสเตรเลีย และ “แทม – ณัฐฐิมณฐ์ แสนยามาศ” ที่กล้าออกมากแสดงจุดยืนจับมือจัดพิธีมงคลสมรสศักดิ์สิทธิ์ นำร่องก่อนประกาศใช้ พ.ร.บ. สมรสท่าเทียมปลุกกระแสให้กับคู่รัก LGBTQ โดยในงานยังได้รับเกียรติจาก “ซัน” สิทธวีร์ ธีรกุลชน ผู้ก่อตั้งกลุ่มลำธารสีรุ้ง ตัวแทนกลุ่มคริสเตียน LGBTQIA+ เป็นประธานในการทำพิธีพร้อมด้วย นางสาววาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธาน และ ผู้ก่อตั้ง นฤมิตไพรด์ผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) และกรรมาธิการสมรสเท่าเทียมภาคประชาชน และ “ลูกนัท” นงนภัส จรเจริญตัวแทนคู่รัก LGBTQเข้าร่วมอวยพรพร้อมอัพเดทความคืบหน้าของพ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมที่เตรียมประกาศใช้ในวันที่ 22 มกราคม 2568ณ ห้องจูปีเตอร์ 11-13 ชั้น 1 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เรย่า- รัชยา นิลกรรณ์” ได้เผยว่า “ สำหรับพิธีการแต่งงานครั้งนี้ได้จัดเตรียมมาหลายเดือน เป็นพิธีมอบแหวานตามแบบคริสเตียน เนื่องจากเรานับถือพระเจ้าและเชื่อว่าความรักจากพระเจ้าเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไข  เราอยากให้พระเจ้าเป็นสักขีพยานและปกป้องความรักของเราให้อยู่เป็นนิรันดร์ ซึ่งการที่เราจัดพิธีครั้งนี้ไม่ได้ทำตามกระแสของสมรสเท่าเทียม แต่เป็นความบังเอิญจริง ๆ และที่ประเทศออสเตรเลียก็ยอมรับมานานแล้ว แต่เป็นการดีที่เราถือโอกาสได้เป็นคู่ตัวอย่างให้กับคนไทยได้กล้าออกมาแสดงความรักกับคู่รักของตัวเอง โดยเราได้จัดงานครั้งนี้แบบถูกต้องทั้งในด้านพิธีกรรม จิตวิญญาณ และเร็ว ๆ นี้ก็จะมีเรื่องของกฎหมายมารองรับด้วยหลังจากแต่งงานเรามีแพลนที่จะไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เพราะที่นั่นยอมรับเรื่องทะเบียนสมรสของประเทศไทยด้วยถือเป็นสากลทั้งโลก ทำให้เรากล้าที่จะพาเจ้าสาวแทมมี่บินไปอยู่ที่นั่นและขอสัญชาติออสเตรเลียได้จากการที่เราจดทะเบียนสมรสในประเทศไทย

แทม – ณัฐฐิมณฐ์ แสนยามาศ เผยต่อว่า” เราอยากเป็นตัวแทนให้กับคู่รักของคนไทยที่กล้าออกมาแสดงความรัก เพราะความรักเป็นสิ่งสวยงาม การที่เรามีความรักมอบให้กันอยากดูแลและสร้างครอบครัวไปด้วยกัน ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ไม่ใช่สิ่งที่น่าละอาย เราไม่ต้องกลัว ขอแค่เรามีความมั่นใจและกล้ายืนหยัดในความรักของคนสองคนค่ะ

โดยงานนี้ “ซัน” สิทธวีร์ ธีรกุลชน ผู้ก่อตั้งกลุ่มลำธารสีรุ้ง ตัวแทนกลุ่มคริสเตียน LGBTQIA+ เข้าร่วมเป็นนายพิธีทางศาสนา เผยถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับกลุ่ม LGBTQIA+ ที่มีความเชื่อในพระเจ้า สนับสนุนให้คริสตจักรหันมาทำความเข้าใจเรื่องเพศหลากหลาย และศึกษาพระคัมภีร์ในมุมมองใหม่ว่า “ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้รับเป็นนายพิธีให้กับคนที่ไม่รู้จัก แต่สำหรับเรย่าผมทราบว่าเขาได้เคยขอจัดพิธีในโบสถ์แต่ถูกปฎิเสธเพราะเป็นงานสมรสเพศเดียวกัน พอผมได้ฟังทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจ และหนักใจอย่างมาก และคิดว่านี่ไม่ใช่งานแต่งงานทั่วไปผมคิดว่าพระเจ้าเรียกร้องให้ผมตอบรับและนี่ไม่ใช่งานแต่งงานแบบธรรมดา ผมมาเพื่อเป็นสักขีพยานเป็นตัวแทนของศาสนาคริสต์ ผมอยากจะมายืนยันว่าการแต่งงานแบบนี้ ความรักแบบนี้เป็นความรักที่พระเจ้าชอบใจและผมคิดว่าพระเจ้าจะอวยพรให้กับงานแบบนี้ สำหรับกลุ่มลำธารสีรุ้งของเรา เป็นกลุ่มคริสเตียนที่เชื่อว่าเราเป็น LGBTQIA+ ไปพร้อมกับการเป็นคริสเตียนได้ 100% เราไมได้มีข้อกังขาว่าเราเป็นไมได้ แล้วเราอยากยืนยันว่าการเป็น LGBTQ ไม่ได้เป็นความผิดปกติ ความชั่วร้าย ไมได้เป็นการตีความพระคัมภีร์ที่ผิดแต่อย่างไร แต่ว่าเราพยายามเข้าใจและสร้างความเข้าใจใหม่ว่าเรามีการตีความพระคัมภีร์ตามแบบวิชาการ อ้างอิงตามวิทยาศาสตร์ อ้างอิงหลักฐาน มันสามารถตีความใหม่มีมุมมองใหม่ เราอยากเป็นตัวแทนของคริสเตียนว่าพระเจ้าของเรารัก LGBTQมาก สุดท้ายผมอยากสื่อสารถึงคนทางศาสนา ว่าผมเองทำงานในวงการศาสนามานาน หนึ่งสิ่งที่ช่วยได้มากคือการที่เรามีความสัมพันธ์กับพี่น้อง LGBTQ หลายคนถ้าได้รู้จักกับพี่น้องเหล่านี้เป็นส่วนตัว เป็นเพื่อนสนิท ผมเชื่อว่าคุณจะได้เห็นความรักในมุมมองใหม่ เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีมาก หลายครั้งที่เรามองเค้าทางศาสนาด้วยเลนส์ตรรกกะ โลว์จิกส์ต่าง ๆ ในการตัดสิน แต่ถ้าเรามองด้วยเลนส์ของความสัมพันธ์เชื่อว่าเราจะได้เห็นในเลนส์ของมุมมองใหม่ว่าชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไร และมีความรักที่เหมือนคริสเตียนได้มากแค่ไหน หลายครั้งที่องค์กรศาสนาทำร้ายจิตใจของคนมาก และครั้งนี้ผมอยากเป็นตัวแทนในการกล่าวคำขอโทษ และอวยพรให้กับความรักของทุกคู่ ผมเชื่อว่าอีกไม่นานคริสตจักรจะเปิดรับมากขึ้น และทางกลุ่มของเราจะช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ด้วย และความรักของเรย่าและคุณแทมจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคู่ที่คิดจะเปิดตัวรวมทั้งจดทะเบียนสมรสและแต่งงานครับ”

ด้าน วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธาน และ ผู้ก่อตั้ง นฤมิตไพรด์ ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride” (บางกอกไพรด์) และกรรมาธิการสมรสเท่าเทียมภาคประชาชนเผยถึงความคืบหน้าของการจัดงาน เฉลิมฉลองงาน “แต่งงาน คู่รัก LGBTQIAN+” และจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม Celebration of Love ประกาศชัยชนะวันแห่งประวัติศาสตร์ ว่า “จริง ๆ เราเคลื่อนไหวเรื่องนี้มา 10 กว่าปี อยากจะเห็นภาพวันนี้ค่ะ เห็นภาพที่มีความหมายความรักของทั้งคู่จริง ๆ การที่เราเคลื่อนไหวทาง สว.ผ่าน นั่นหมายถึงหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นในวันนั้น และต่อไปคือหน้าที่ที่ทุกคนจะต้องพิสูจน์ให้สังคงเห็นว่าไม่ว่าใคร เพศไหนก็มีสิทธิ์ที่จะแต่งงานกัน สามารถสร้างความรัก  สร้างครอบครัวได้ เหมือนที่คุณเรย่าบอกว่ากฎหมายสำคัญมากที่จะคุ้มครองคู่รักของเค้าไปถึงเมืองนอก ซึ่งหัวใจของกฎหมายที่สำคัญ คือทำให้พวกเรามีศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ อย่างเมื่อก่อนการที่เรากล้าจัดงานแต่งงาน กล้าเช่าสถานที่ กล้าแจกการ์ด มันไม่ใช่แบบวันนี้ เราเป็น LGBTQ มาตลอดชีวิตเราไม่ได้เป็นตอนกฎหมายผ่าน มันคือศักดิ์ศรีทั้งหมด ซึ่งเราขอแสดงความยินดีด้วยคุณเรย่าและคุณแทมถือเป็นคู่ตัวอย่างคู่แรก ๆ หลังจากที่กฎหมายผ่าน ได้แต่งงานหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ เคยไหมคะหลายคนเคยจับมือ และแอบปล่อยมือเพราะกลัวว่าคนจะมองเราแต่หลังจากนี้แหละก็จะกล้าจับมือกันสร้างความรัก สร้างสังคม สร้างครอบครัวไปด้วยกันค่ะ หัวใจสำคัญของการต่อสู้มา 12 ปีเพื่อที่จะเห็นภาพวันนี้ค่ะ

สำหรับวันที่ 23 มกราคม 2568 จะเป็นวันสำคัญมาก เพราะก่อนหน้านี้เมื่อคนเพศเดียวกันจับมือไปที่อำเภอเพื่อขอจดมทะเบียนสมรสจะถูกปฏิเสธ แต่หลังจากนี้ อำเภอทั้งหมด878 อำเภอ และ 50 เขตในกรุงเทพมหานคร จะไม่มีเงื่อนไขนี้อีกต่อไป ตั้งแต่วันนี้ไม่ว่าคำนำหน้านามว่าอะไรก็จะสามารถจดทะเบียนสมรสได้ เป็นวันแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่อนุญาตให้ทุกคนจดทะเบียนสมรสได้ เราเลยมีความตั้งใจว่าจะจัดงานและจะเชิญทุกคู่ มาร่วมยืนยันและเฉลิมฉลองความรักร่วมกันจะจัดตั้งแต่ 8.30 – 16.00 น. โดยเราจะจัดยิ่งใหญ่ที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีท่านผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และนายกรัฐมนตรีมาร่วมงานด้วย เพื่อที่จะประกาศประวัติศาสตร์ของวันนี้  เราคาดหวังว่าจะมีมากกว่า 1,000 คู่ และหลังจากนั้นทุกสำนักงานเขต และทุกอำเภอจะจัดงานขึ้นพร้อมกัน และจะมีการจัดยิ่งใหญ่ที่ จังหวัดภูเก็ต บริเวณป่าตอง รวมทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน อีกด้วย

ด้าน ลูกนัท- นงนภัส จรเจริญ ตัวแทนของชาว LGBTQได้มอบแง่คิดด้านความรักปิดท้ายว่า “การที่เราจะคบกันได้ยาว ๆ เราต้องยอมรับกันและกันได้แม้ในวันที่เค้าไม่น่ารัก เราต้องหาตรงกลางของกันและกันวันนี้อาจจะเป็นตรงกลางของเรา และอีกวันอาจเป็นตรงกลางทางฝั่งเค้า แต่สุดท้ายถ้าเราหาตรงกลางระหว่างกัน และยอมรับซึ่งกันและกันจะทำให้ชีวิตรักของเรายืนยาว”

ร่วมลงชื่อในแบบฟอร์มรับสมัครคู่รักสมรสเท่าเทียม ในเพจ บางกอก ไพรด์ ผ่านแบบฟอร์ม https://www.support1448.org/lovewins/ เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์จดทะเบียนสมรสเท่าเทียมหมู่ครั้งแรกของประเทศไทยไปด้วยกัน

‘ดีพร้อม’ขานรับนโยบาย’เอกนัฏ’สนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ เชื่อมโยงอัตลักษณ์แฟชั่นไทย

https://www.naewna.com/lady/840636

'ดีพร้อม'ขานรับนโยบาย'เอกนัฏ'สนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ เชื่อมโยงอัตลักษณ์แฟชั่นไทย

‘ดีพร้อม’ขานรับนโยบาย’เอกนัฏ’สนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ เชื่อมโยงอัตลักษณ์แฟชั่นไทย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.16 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบาย“ปฏิรูปอุตสาหกรรม” ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเซฟพี่น้องอุตสาหกรรมไทย สร้างความเท่าเทียม สร้างรายได้ สร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นผ่านนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย
พร้อมผลักดันให้ออกสู่ตลาดสากล พัฒนาองค์ความรู้และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมแฟชั่นผ่าน
กิจกรรม
“เพิ่มศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมแฟชั่นสู่ตลาดสากล (DIPROMFashion Connext 2024) ประจำปี 2567”เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ระดับโลกคาดสามารถสร้างมูลค่า
ทางเศรษฐกิจได้กว่า 30 ล้านบาท

นางสาวอังสนา โสมาภา ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลากหลายประการ ทั้งทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตมีปริมาณจำกัดลงทุกขณะ ดังนั้น ผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ ต้องมีความพร้อมทั้งองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ทักษะการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามนโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศ ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดนโยบายในการ “ปฏิรูปอุตสาหกรรม”เซฟพี่น้องอุตสาหกรรมไทย สร้างความเท่าเทียม สร้างรายได้ สร้างโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM)เร่งดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ ประกอบไปด้วย การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรและทุนทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ พัฒนาทักษะอาชีพ และการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาธุรกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถของซอฟต์พาวเวอร์ไทย โดยการส่งเสริมธุรกิจให้ได้การรับรองมาตรฐาน หรือเครื่องหมายการรับรองไทยและสากลการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย สู่ระดับประเทศและระดับสากล เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างแบรนด์ของสินค้า อีกทั้งเป็นการส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจทั้งในระดับประเทศและสากล และการสนับสนุนปัจจัยเอื้อในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยด้วยการสร้างและส่งเสริมปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของซอฟต์พาวเวอร์เชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างเครือข่ายพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์ไทย และเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจ

นางสาวอังสนา กล่าวเพิ่มเติมว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM)ภายใต้การนำของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการส่งเสริมวัฒนธรรม ธุรกิจ และความเป็นไทยให้ก้าวสู่ซอฟต์พาวเวอร์ในระดับสากล ทั้งด้านการออกแบบ กระบวนการผลิต การตลาด มาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ บวกกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานร่วมกันกับเพื่อนนักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงผ่าน “กิจกรรมเพิ่มศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมแฟชั่นสู่ตลาดสากล (DIPROMFashion Connext 2024)” ประจำปี 2567ซึ่งมีผู้ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 26กิจการโดยกิจกรรมดังกล่าวมีหลักสูตรต่าง ๆ ประกอบด้วย 1) ฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบ Upskill & Reskillกับผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรมืออาชีพในด้านอุตสาหกรรมแฟชั่น เพื่อพัฒนานักออกแบบและแบรนด์แฟชั่นไทยสู่สากล 2) เชื่อมโยงสินค้าแฟชั่นเข้ากับอัตลักษณ์ของไทยใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และภาคใต้ จังหวัดสตูล เพื่อค้นหาความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค นำมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ ทั้งการใช้รูปแบบ ลวดลาย วัสดุที่นำมาผสามผสานกับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ใหม่ในเชิงพาณิชย์3) สัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยมีผู้เชี่ยวชาญ / วิทยากรมืออาชีพ ประจำกลุ่มอย่างใกล้ชิดเพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียการออกแบบให้ผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน 4) ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างแบรนด์แฟชั่นโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่น การสร้างแบรนด์แฟชั่น เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ผลิตจริงและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ 5) จัดประกวดผลิตภัณฑ์ต้นแบบภายใต้โจทย์“การเชื่อมโยงอัตลักษณ์ไทยกับสินค้าแฟชั่นเพื่อผลักดันสู่ระดับสากล” พร้อมนำเสนอผลงานและคัดเลือกผู้ชนะ จำนวน 3 กิจการเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ระดับโลก คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 30 ล้านบาท

การจัดงานดังกล่าว เป็นการแสดงถึงผลสำเร็จของผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วม “กิจกรรมเพิ่มศักยภาพและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมแฟชั่นสู่ตลาดสากล (DIPROMFashion Connext 2024)” ที่พร้อมผลักดันออกสู่ตลาดสากลซึ่งจะมีกิจกรรมภายในงาน อาทิ การเดินแฟชั่นโชว์ เพื่อเปิดประสบการณ์การจัดแสดงผลงานผ่านแฟชั่นโชว์ให้กับผู้ประกอบการทั้ง 26 กิจการ กิจกรรมเสวนา“อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยที่ก้าวไกลสู่สากล” กับนักออกแบบด้านแฟชั่นชั้นนำของไทย รวมทั้งมอบรางวัลให้กับผู้ผ่านการคัดเลือกที่จะได้ไปสู่ตลาดสากล จำนวน 3 กิจการ ได้แก่
มัดมอวาลูซน แฮนด์ดิคราฟท์ สตูดิโอ และ ตุ้ย จิวเวอรี่เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้สามารถสร้างความโดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ของตนเองและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน พร้อมเติบโตอีกระดับและก้าวสู่การเป็นแบรนด์สินค้าที่เป็นที่รู้จักในระดับสากลนางสาวอังสนา กล่าวทิ้งท้าย