FBI เร่งสอบสวน ข้อความป่วนเหยียดผิวส่งถึงคนผิวดำทั่วสหรัฐฯ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824630

FBI เร่งสอบสวน ข้อความป่วนเหยียดผิวส่งถึงคนผิวดำทั่วสหรัฐฯ

9 พ.ย. 2567 12:29 น.

FBI เร่งสอบสวน ข้อความป่วนเหยียดผิวส่งถึงคนผิวดำทั่วสหรัฐฯ

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ FBI เร่งสอบสวนหาต้นตอแหล่งที่มาของข้อความป่วนเหยียดผิว หลังมีการส่งข้อความในลักษณะเดียวกันให้แก่คนผิวดำในหลายรัฐทั่วสหรัฐฯ หลังจากวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ FBI กำลังสืบสวนกรณีข้อความเหยียดเชื้อชาติที่ถูกส่งไปยังชาวอเมริกันผิวดำทั่วประเทศ โดยมีเนื้อหาใจความ บอกให้พวกเขาไปรายงานตัวที่ไร่เพื่อ “เก็บฝ้าย” ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยพวกเขาว่าเป็นทาสเหมือนกับในยุคกว่า 400 ปีก่อนที่ยังคงมีการค้าทาสในอเมริกา

โดยชาวอเมริกันผิวดำ รวมถึงนักเรียนโรงเรียนและนักศึกษาวิทยาลัย ต่างก็ได้รับข้อความนี้ในหลายรัฐ ทั้งในแอละแบมา นอร์ทแคโรไลนา เวอร์จิเนีย นิวยอร์ก และเพนซิลเวเนีย

โดยเอฟบีไอรับทราบเกี่ยวกับข้อความที่ก้าวร้าวและเหยียดผิวที่ถูกส่งไปยังบุคคลทั่วประเทศแล้ว และได้ติดต่อกับกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้เพื่อประสานขอความร่วมมือต่อไปโดยมีรายงานว่าข้อความเหล่านี้เริ่มถูกกระจายส่งให้แก่บุคคลต่างๆในวันพุธ หลังจากวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเพียง 1 วัน ซึ่งบางข้อความมีการกล่าวถึงแคมเปญของทรัมป์ 

แต่สตีเวน ชุง โฆษกของแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ ยืนยันว่าทีมรณรงค์หาเสียงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความเหล่านี้อย่างแน่นอน โดยจนถึงขณะนี้ ยังไม่ทราบแหล่งที่มาของข้อความและจำนวนข้อความที่ถูกส่งไปทั้งหมด

แม่วัย 42 ปีคนหนึ่งในรัฐอินเดียนา ได้ส่งข้อความที่ลูกสาวของเธอซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมปลายได้รับ ให้แก่บีบีซี โดยข้อความดังกล่าวระบุว่าลูกสาวของเธอได้รับเลือกให้เป็นทาสที่ไร่ใกล้ที่สุดของคุณ และจะมีรถตู้สีขาวไปรับ และเธอจะต้องถูกตรวจค้นอย่างละเอียดเมื่อไปถึงที่หมาย
ซึ่งเธอรู้สึกตกใจมาก และรู้สึกเหมือนถูกคุกคาม โดยมองว่าช่วงเวลาของการส่งข้อความเจาะจงหลังจากวันเลือกตั้งพอดีจึงน่าจะเป็นความพยายามที่มีการวางแผนมาแล้ว

ขณะที่ เฮลีย์ เวลช์ ซึ่งได้รับข้อความเช่นกันให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์นักศึกษามหาวิทยาลัยแอละแบมาว่า นักเรียนหลายคนในวิทยาเขตก็ได้รับข้อความเหล่านี้เช่นกัน ตอนแรกเธอคิดว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น แต่ทุกคนต่างก็ได้รับข้อความกันหมด มันทำให้เธอรู้สึกเครียดและกลัวเพราะฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าถ้อยคำในข้อความมีความแตกต่างกันไปเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะบอกให้ผู้รับไปรายงานตัวที่ไร่ หรือรอให้มีรถตู้มารับ และกล่าวถึงแรงงานทาส

ด้าน CBS News รายงานว่า ข้อความเหล่านี้ถูกส่งจากหมายเลขที่มีรหัสพื้นที่อย่างน้อย 25 รัฐ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชน NAACP ประณามข้อความเหล่านี้ว่าเป็นผลมาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ ตำรวจในหลายรัฐได้รับทราบถึงข้อความนี้แล้ว และขอให้ประชาชนแจ้งเจ้าหน้าที่หากได้รับข้อความเหล่านี้ ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุดของเนวาดากล่าวว่ากำลังตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อความที่ดูเหมือนจะเป็นข้อความอัตโนมัติ เช่นเดียวกับอัยการสูงสุดรัฐหลุยเซียนา ลิซ เมอร์ริล กล่าวว่าหน่วยงานสืบสวนของรัฐได้ตรวจสอบพบว่าข้อความบางส่วนมาจากเครือข่ายส่วนตัวเสมือน หรือ VPN ซึ่งเป็นวิธีในการปกปิดแหล่งที่มาของการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหมายความว่าข้อความเหล่านี้อาจมาจากรัฐหรือภูมิภาคใด ๆ ของโลกก็ได้.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหยียดผิว

ตะลึงภาพถ่ายจากอวกาศ เห็นควันพิษปกคลุมปากีสถาน-อินเดียชัดเจน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824623

ตะลึงภาพถ่ายจากอวกาศ เห็นควันพิษปกคลุมปากีสถาน-อินเดียชัดเจน

9 พ.ย. 2567 11:20 น.

ตะลึงภาพถ่ายจากอวกาศ เห็นควันพิษปกคลุมปากีสถาน-อินเดียชัดเจน

มลพิษทางอากาศในอินเดียและปากีสถานรุนแรงถึงขั้นมองเห็นได้จากนอกโลก โดยภาพถ่ายดาวเทียมของนาซาสามารถจับภาพของหมอกควันพิษที่ลอยปกคลุมพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

เมืองละฮอร์และชาวเมืองจำนวน 13 ล้านคน ถูกหมอกควันปกคลุมมากว่า 1 สัปดาห์แล้ว โดยดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งเกิน 1,000 หลายครั้งในเดือนนี้ ซึ่งค่าที่สูงกว่า 300 ถือว่าเป็นอันตราย

โรงเรียนถูกสั่งปิด พนักงานถูกสั่งให้ทำงานจากที่บ้าน และประชาชนถูกขอให้อยู่ในบ้าน และภายในสิ้นสัปดาห์นี้ ศาลสูงละฮอร์ได้สั่งให้ตลาดทั้งหมดในจังหวัดปัญจาบปิดทำการทุกคืนเวลา 20:00 น. และปิดทำการทั้งหมดในวันอาทิตย์ สวนสาธารณะและสวนสัตว์ก็ถูกสั่งปิดจนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน

พาวัน คุปตา นักวิทยาศาสตร์นาซากล่าวว่าปัญหาคือ ระดับมลพิษในเมืองจะพุ่งสูงสุดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น วันที่มลพิษจะเลวร้ายที่สุดอาจยังมาไม่ถึง 

โดยภาพถ่ายดาวเทียมจากองค์การนาซาแสดงให้เห็นทั้งชั้นหนาทึบของหมอกควันและจุดของไฟไหม้หลายแห่งในพื้นที่ระหว่างเมืองเดลี เมืองหลวงของอินเดีย และเมืองละฮอร์ของปากีสถาน
ซึ่งหากไปย้อนดูภาพเมื่อหกสัปดาห์ก่อน จะเห็นความแตกต่าง โดยท้องฟ้ายังแจ่มใสและมีจุดไฟที่น้อยกว่ามาก

สาเหตุหลักของหมอกควันนี้มาจากการเผาตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยวโดยเกษตรกรทั้งในปากีสถานและอินเดีย ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วในการเคลียร์พื้นที่สำหรับเพาะปลูกครั้งต่อไป

ในปีนี้ นาซาคาดการณ์ว่าจะนับจุดไฟไหม้ได้ ระหว่าง 15,500 ถึง 18,500 จุด ตามการรายงานของ ฮิเรน เจธวา นักวิจัยอาวุโสที่ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดของนาซาและมหาวิทยาลัยมอร์แกน สเตท ซึ่งสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา

ตามการรายงานของหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของปากีสถาน ประมาณ 30% ของหมอกควันในละฮอร์มาจากฝั่งชายแดนอินเดีย แม้ว่ารัฐบาลอินเดียได้เพิ่มค่าปรับเป็นสองเท่าสำหรับเกษตรกรที่ถูกจับได้ว่าเผาตอซังในปีนี้เพื่อลดปัญหานี้

ขณะที่มลพิษทางอากาศในละฮอร์ส่วนใหญ่มาจากรถมอเตอร์ไซค์ห้าล้านคันและไอเสียจากยานพาหนะนับล้านคันอื่น ๆ  ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาศาลสูงละฮอร์ระบุว่าการปล่อยมลพิษจากการจราจรหนักเป็นสาเหตุหลักของหมอกควันตามรายงานของสำนักข่าวแห่งชาติของปากีสถาน

นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ชานเมือง เช่น โรงงานอิฐที่ใช้ถ่านหิน ซึ่งเพิ่มมลพิษในอากาศมากขึ้น เมื่อถึงช่วงปลายปีที่อากาศเย็นจากทิเบตพัดเข้ามา ก็จะยิ่งทำให้เกิดหมอกควันปกคลุมเมืองเช่นในเวลานี้

ตามดัชนีคุณภาพอากาศของสหรัฐฯ (AQI) ค่าที่ต่ำกว่า 50 แสดงถึงคุณภาพอากาศที่ดี ในขณะที่ค่าที่สูงกว่า 300 หมายถึงคุณภาพอากาศที่เป็นอันตราย ขณะที่แนวทางขององค์การอนามัยโลกระบุว่าค่าเฉลี่ยของ PM2.5 ควรต่ำกว่าห้า

อาบิด โอมาร์ ผู้ก่อตั้งโครงการคุณภาพอากาศของปากีสถานซึ่งเก็บข้อมูลจากเครื่องวัดคุณภาพอากาศ 143 แห่งทั่วประเทศ กล่าวว่า ค่าที่วัดได้ในละฮอร์สูงเกินดัชนีในทุกวันของเดือนพฤศจิกายน
บางพื้นที่ในละฮอร์มีค่ามากกว่า 1,000 โดยเมื่อวันพฤหัสบดีค่า AQI ที่วัดได้คือ 1,917


ดร.อิรฟาน มาลิก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปอดจากโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในละฮอร์กล่าว่า มีคนเข้ามารักษามากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยอาการหอบหืด คอคัน และไอ เฉพาะเมื่อวันอังคาร มีรายงานคนไข้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในละฮอร์ ด้วยโรคระบบทางเดินหายใจว่า 900 คน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มลพิษ

แฟนบอลอิสราเอลถูกรุมทำร้ายในเนเธอร์แลนด์ ทางการอิสราเอลจัดเที่ยวบินพิเศษรับกลับบ้าน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824590

แฟนบอลอิสราเอลถูกรุมทำร้ายในเนเธอร์แลนด์ ทางการอิสราเอลจัดเที่ยวบินพิเศษรับกลับบ้าน

9 พ.ย. 2567 08:02 น.

แฟนบอลอิสราเอลถูกรุมทำร้ายในเนเธอร์แลนด์ ทางการอิสราเอลจัดเที่ยวบินพิเศษรับกลับบ้าน

ทางการอิสราเอลจัดเที่ยวบินฉุกเฉินรับแฟนบอลอิสราเอลกลับบ้าน หลังมีชนวนเหตุความรุนแรงคาดว่ามาจากการที่แฟนบอลอิสราเอลตะโกนเหยียดชาวอาหรับและเผาธงปาเลสไตน์ ก่อนถูกกลุ่มแฟนบอลที่สนับสนุนปาเลสไตน์ตรงเข้ารุมทำร้าย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย ด้านตร.เนเธอร์แลนด์กวาดจับกลุ่มผู้ก่อความรุนแรง 62 ราย พร้อมยืนยันชาวอิสราเอลต้องได้รับการปกป้องและไม่มีข้ออ้างในการทำร้ายกัน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แฟนบอลทีม มัคคาบี เทล อาวีฟ ของอิสราเอล ได้เดินทางจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ของเนเธอร์แลนด์ กลับถึงกรุงเทลอาวีฟอย่างปลอดภัย โดยทางการอิสราเอลได้จัดเที่ยวบินฉุกเฉิน 2 ลำไปรับ หลังจากเกิดเหตุรุนแรงแฟนบอลกลุ่มที่สนับสนุนปาเลสไตน์ได้รุมทำร้ายร่างกายแฟนบอลอิสราเอล ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย เมื่อคืนวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หลังจบการแข่งขันฟุตบอลที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างทีม มัคคาบี เทล อาวีฟ ที่ฟาดแข้งกับทีมอาแจ็กซ์ ในศึกฟุตบอลยูโรป้าลีก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่ได้ทำให้บรรดาผู้นำทั่วทั้งยุโรป สหรัฐฯ และอิสราเอล ต่างออกมาประณาม เนื่องจากถือว่าเป็นเรื่องน่าตกใจอย่างมากสำหรับหลายๆ คน

ทางด้านปีเตอร์ ฮอลลา หัวหน้าตำรวจกรุงอัมสเตอร์ดัม ยืนยันว่ามีเหตุการณ์โกรธแค้นกันระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังจากผู้สนับสนุนอิสราเอล ได้ไปกระชากธงปาเลสไตน์ออกจากกำแพงแล้วจุดไฟเผา และได้โจมตีรถแท็กซี่ และยังมีรายงานว่าแฟนบอลอิสราเอลได้จุดพลุไฟ และบางคนตะโกนถ้อยคำต่อต้านชาวอาหรับ พร้อมกันนี้ยืนยันว่า ยืนยันว่า มีผู้บาดเจ็บ 5 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และมีผู้ก่อความรุนแรง 62 รายถูกจับกุมตัว ขณะที่ตำรวจกำลังสืบสวนเหตุการณ์เพิ่มเติม

พร้อมระบุว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้สนับสนุนชาวอิสราเอลครั้งนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับพฤติกรรมต่อต้านชาวยิวที่แสดงออกมา

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ประณาม การตะโกนต่อต้านชาวอาหรับ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ปกป้องชาวปาเลสไตน์และอาหรับที่อาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์.

ทิ้งทวน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824440

ทิ้งทวน

9 พ.ย. 2567 05:29 น.

ทิ้งทวน

ระหว่างกลัวความบ้าระห่ำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กับกลัวความตกต่ำของเศรษฐกิจและสงคราม คนอเมริกันเลือกอย่างหลังมากกว่า ก็เพราะอย่างนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จึงคว้าชัยชนะหวนสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ด้วยวัย 78 ปี สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 เตรียมพลิกชะตาโลกอีกสมัย

ประธานาธิบดีคนที่ 47 ประกาศชัยชนะอย่างฮึกเหิมว่า หลายคนบอกผมว่า พระเจ้าไว้ชีวิตผม เพราะมีเหตุผลหนึ่ง เหตุผลนั้นคือ เพื่อกอบกู้ประเทศชาติ ฟื้นฟูอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่ และพวกเรากำลังจะไปด้วยกัน ผมขอบคุณคนอเมริกันสำหรับการให้เกียรติ ที่เลือกผมเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 และคนที่ 45 ผมขอให้คำมั่นกับประชาชนทุกคนว่าผมจะสู้เพื่อคุณ เพื่อครอบครัวของคุณ เพื่ออนาคตของคุณ ทุกวันต่อจากนี้ผมจะสู้เพื่อคุณ ด้วยทุกลมหายใจที่มี ผมจะไม่พักผ่อนจนกว่าจะผลักดันให้เกิดอเมริกาที่แข็งแกร่ง, ปลอดภัย และเจริญรุ่งเรือง

การคืนบัลลังก์ในยุคสองของทรัมป์ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย บ้างก็ว่าโลกจะไม่มีวันสงบสุข บ้างก็ว่าสถานการณ์โลกคงไม่มีอะไรแย่ลง เพราะทรัมป์เน้นค้าขายฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกา ไม่หิวสงครามแบบยุค “โจ ไบเดน” ที่สนับสนุนสงครามในยูเครน และสงครามอิสราเอล-ฮามาส จนทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงทั่วโลก และเงินเฟ้อทะยานสูงสุดในรอบ 40 ปี ปั่นป่วนกันไปทั้งโลก

ยุคสองของทรัมป์ยังเน้นเอาใจประชาชนในประเทศ ตามคอนเซปต์ “อเมริกาต้องมาก่อน” ชาวมะกันจะเสียภาษีลดลงทั้งภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ทำให้บริษัทจ้างพนักงานได้เพิ่มขึ้น และนักลงทุนมีเงินเหลือไปเล่นหุ้นมากขึ้น ถามว่าจะชดเชยรายได้รัฐยังไง ทรัมป์ชดเชยด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยพุ่งเป้าไปที่คู่แข่งอย่างจีนเต็มๆ เตรียมงัดบทลงโทษทางการค้าที่รุนแรงมาฟาดชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ยกเลิกการนำเข้าสินค้าจำเป็นจากจีนทั้งหมด, ไม่ให้จีนซื้อสินค้าอเมริกา, หยุดการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯในจีนทั้งหมด และตั้งกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 60%

กลุ่มโลกสวยคาดหวังว่า สมัยสองของทรัมป์จะเป็นการทิ้งทวนทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ เพื่อลบภาพตัวอันตราย และผู้นำที่มีหัวใจเผด็จการแบบนาซีเยอรมัน ซึ่งหากทรัมป์ทุ่มเทกำลังกายกำลังสมองอย่างเต็มที่ ไม่เฉพาะเศรษฐกิจอเมริกาที่จะกลับมาเฟื่องฟูเหมือนช่วงก่อนวิกฤติโควิด แต่เศรษฐกิจทั้งโลกก็จะรอดจากภาวะถดถอยไปด้วย และไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามตัวแทน

อย่างไรก็ดี แม้การประกาศทำสงครามการค้าระหว่างอเมริกากับจีนจะเพิ่มบทบาทให้ประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตใหม่ของจีนในภูมิภาคอาเซียน แต่การย้ายฐานผลิตครั้งใหญ่ของจีนเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษีนำเข้าของอเมริกา ก็ไม่สามารถชดเชยการค้าโลกระหว่างอเมริกาและจีนที่ลดฮวบลงได้ เพราะเมื่อจีนส่งออกได้น้อยลง ก็จะลดการนำเข้าวัตถุดิบจากอาเซียน และส่งผลให้การค้าของภูมิภาคนี้ชะลอตัวลง ภาคการส่งออกของไทยจึงเสี่ยงโตช้าและถึงขั้นหยุดชะงัก อันเป็นผลมาจากการทะเลาะกันของสองมหาอำนาจโลก

อีกเรื่องที่ทรัมป์ลุยแน่ๆคือ การขจัดพวกที่เป็นภัยต่ออเมริกาให้สิ้นซาก พร้อมตราหน้าผู้อพยพเข้าเมืองว่าเป็นพิษต่อเลือดของอเมริกา เขาประกาศว่าจะกำจัดสมาชิกแก๊งอาชญากรรม, ผู้ค้ายาเสพติด และพันธมิตรของมาเฟียออกจากอเมริกา โดยจะดำเนินการส่งตัวชาวต่างชาติกลับประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ ยังประกาศทำสงครามกับกลุ่มค้ายาเสพติด โดยจะขอให้สภาคองเกรสผ่านมติให้ผู้ลักลอบขนยาเสพติดและผู้ค้ามนุษย์ต้องรับโทษประหารชีวิต พร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเรือกับกลุ่มค้ายา, ตัดการเข้าถึงระบบการเงินทั่วโลกของพวกค้ายา และใช้กองกำลังพิเศษภายในกระทรวงกลาโหมเด็ดหัวผู้นำแก๊งค้ายา

ทรัมป์ขายฝันคนรุ่นใหม่ โดยสัญญาสร้างเมืองใหม่ 10 เมือง บนที่ดินของรัฐบาลกลาง เพื่อมอบโอกาสทางเศรษฐกิจให้หนุ่มสาว พร้อมเดินหน้าพัฒนารถบินได้เอาชนะจีน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ทรัมป์มองว่าเป็นตัวการทำลายอุตสาหกรรมรถยนต์ดั้งเดิมของอเมริกา ก็เตรียมกลับบ้านเก่าได้เลย

หนึ่งในเครื่องพิสูจน์ฝีมือคือ การยุติสงครามยูเครนกับรัสเซียทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง มีเวลา 4 ปีเต็มเพื่อทิ้งทวนครั้งสุดท้าย เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้มหาบุรุษชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์”.

มิสแซฟไฟร์

คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม

เพลงประกาศชัยชนะ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824444

เพลงประกาศชัยชนะ

9 พ.ย. 2567 05:13 น.

เพลงประกาศชัยชนะ

ช่วงเวลานี้บุคคลที่ได้รับความสนใจถูกจับจ้องไปทุกท่วงท่า หนีไม่พ้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 อย่างแน่นอน

ภาพของทรัมป์ออกสเต็ปเปิดฟลอร์ฉลองชัยชนะด้วยการเต้นดุ๊กดิ๊กๆ ไปกับท่วงทำนองคึกคักสนุกสนานของเพลง YMCA เพลงดิสโก้ดังในตำนาน ผลงานในปี 2521 ของวง “วิลเลจ พีเพิล” หลังจบการประกาศชัยชนะในรัฐฟลอริดา เมื่อค่ำวันที่ 6 พ.ย. กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก

อันที่จริงทรัมป์ใช้เพลงนี้ในการรณรงค์หาเสียงมานานหลายปีแล้ว จนกลายเป็นเพลงประจำแคมเปญ “Make America Great Again” (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) หลังจากเริ่มต้นด้วยการใช้เพลงนี้เมื่อครั้งหายป่วยด้วยโรคโควิด-19 ทรัมป์มองว่าเป็นเพลงที่เหมาะสมมีจิตวิญญาณอันสดใสช่วย เติมพลัง และการมองโลกในแง่ดีให้กับบรรดาผู้สนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงนี้ถูกเปิดผ่านลำโพงขนาดใหญ่ดังก้องในระหว่างการประท้วงต่อต้านการล็อกดาวน์ที่ศาลาว่าการของรัฐมิชิแกน ทรัมป์ ยังเล่นเพลงนี้เมื่อตอนออกจากทำเนียบขาวเมื่อสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อต้นปี 2564 อีกด้วย

ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่แต่หน้าเก่าเคยให้สัมภาษณ์เรื่องเพลงที่ชอบฟัง ทรัมป์บอกว่าชอบฟังเพลงหลากหลายแนว ทั้งบรอดเวย์ อย่างแฟนธอม ออฟ ดิ โอเปร่า รวมถึงเพลงดิสโก้ ยังพูดด้วยว่าชอบเพลง YMCA ที่ได้ชื่อว่าเป็นเพลงชาติเกย์ ให้เหตุผลว่า “เพลงที่กระตุ้นให้รู้สึกคึกคักตื่นตัวและขยับแข้งขยับขา”

ส่วนวิคเตอร์ วิลลิส นักร้องนำวิลเลจ พีเพิล ที่เคยคัดค้านการนำเพลงนี้ไปใช้ในกิจกรรมหาเสียงของทรัมป์ แต่เมื่อเห็นผลดีจากการถูกเปิดใช้เป็นประจำ ก็เลยเสนอทีมหาเสียงพรรคเดโมแครตใช้เพลงนี้ได้…ไม่ว่ากัน.


อมรดา พงศ์อุทัย

คลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม

สหรัฐฯ ตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยชายชาวอิหร่าน เอี่ยววางแผนลอบสังหารทรัมป์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824580

สหรัฐฯ ตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยชายชาวอิหร่าน เอี่ยววางแผนลอบสังหารทรัมป์

9 พ.ย. 2567 04:26 น.

สหรัฐฯ ตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยชายชาวอิหร่าน เอี่ยววางแผนลอบสังหารทรัมป์

สหรัฐฯตั้งข้อหาชายชาวอิหร่าน ที่ได้รับมอบหมายให้ วางแผนลอบสังหาร “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯได้ตั้งข้อหานาย ฟาร์ฮาด ชาเครี ชายชาวอิหร่านที่เชื่อมโยงกับแผนการลอบสังหารนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเชื่อว่าเบื้องหลังคือกองทัพอิหร่าน

ในแถลงการณ์ระบุว่า นายฟาร์ฮาด ชาเครี วัย 51 ปี ได้รับคำสั่งจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Revolutionary Guards Corps-IRGC) ของอิหร่าน ซึ่งในคำร้องเรียนคดีอาญาที่ยื่นต่อศาลแมนฮัตตัน อัยการกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ในกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ของอิหร่าน ได้สั่งให้นายชาเครี วางแผนเฝ้าติดตามและลอบสังหารทรัมป์

โดยนายเมอร์ริก การ์แลนด์ อัยการสูงสุดกล่าวในแถลงการณ์ว่า กระทรวงยุติธรรมได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองอิหร่าน ซึ่งได้รับมอบหมายจากระบอบการปกครองให้กำกับดูแลเครือข่ายผู้ก่อการร้ายเพื่อขยายแผนลอบสังหารเป้าหมายของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 

ขณะเดียวกัน อัยการระบุว่า นายชาเครี ยังคงรักษาสายสัมพันธ์กับเครือข่ายอาชญากรที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอิหร่าน ให้ทำงานต่างๆ อาทิ การสอดเเนมและวางแผนสังหารบุคคล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า นายชาเครีไม่ได้ถูกจับกุมตัว และเชื่อว่าขณะนี้เขาอยู่ในอิหร่าน

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมยังได้ตั้งข้อกล่าวหาบุคคลอื่นอีก 2 รายที่มีข้อมูลว่าได้รับการว่าจ้างให้สังหารผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์อิหร่านอย่างเปิดเผย

บุคคลอื่นๆ ได้รับการระบุตัวตนโดยกระทรวงยุติธรรมว่าคือ ได้แก่ คาร์ไลล์ ริเวร่า หรือ “ป๊อป” วัย 49 ปี จากบรูคลิน และโจนาธาน โลดโฮลต์ อายุ 36 ปี จากเกาะสแตเทน ในนิวยอร์ก ซึ่งทั้งคู่ได้ปรากฏตัวต่อศาลในเขตใต้ของนิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา และถูกควบคุมตัวไว้ระหว่างพิจารณาคดี

ทั้งนี้ ในปีนี้ ทรัมป์เผชิญกับความพยายามลอบสังหารถึงสองครั้งในปีนี้ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม มือปืนได้ยิงเฉียดหูเขาในระหว่างการปราศรัยหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย จากนั้นในเดือนกันยายน ชายคนหนึ่งถูกจับกุมตัวไว้ เนื่องจากจ่อปืนไรเฟิลไปที่ทรัมป์ ซึ่งกำลังเล่นกอล์ฟในสนามของเขาที่เวสต์ปาล์มบีช.

ทรัมป์ตั้ง “ซูซี่ ไวลส์” ผจก.ฝ่ายหาเสียงเป็น “แม่บ้านทำเนียบขาว” ผู้หญิงคนแรกที่รับตำแหน่งนี้

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824457

ทรัมป์ตั้ง "ซูซี่ ไวลส์" ผจก.ฝ่ายหาเสียงเป็น "แม่บ้านทำเนียบขาว" ผู้หญิงคนแรกที่รับตำแหน่งนี้

8 พ.ย. 2567 11:30 น.

ทรัมป์ตั้ง “ซูซี่ ไวลส์” ผจก.ฝ่ายหาเสียงเป็น “แม่บ้านทำเนียบขาว” ผู้หญิงคนแรกที่รับตำแหน่งนี้

“โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ปธน.สหรัฐฯ เตรียมตั้ง “ซูซี่ ไวลส์” ผู้จัดการแคมเปญหาเสียงของเขาเป็น “หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว” นับเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่รับตำแหน่งนี้

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาจะตั้งนางซูซี่ ไวลส์ คนสนิทของเขา ที่เป็นผู้จัดการแคมเปญหาเสียงของเขามาดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว” ซึ่งนางไวล์ส จะเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติสาสตร์ของสหรัฐฯที่ได้รับตำแหน่งนี้

โดยตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของสำนักงานบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ทรงอำนาจและมีอิทธิพลมากที่สุด เพราะต้องรับหน้าที่ติดต่อกับประธานาธิบดีทุกวัน รวมทั้งควบคุมสำนักงานบริหารของประธานาธิบดี

ที่ผ่านมา นางไวลส์ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้ดำเนินการหาเสียงที่มีวินัยและทำงานได้ดีที่สุดของทรัมป์ และถือเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนี้ ขณะที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นจุดสนใจ โดยปฏิเสธที่จะขึ้นเวทีในวันที่ทรัมป์เฉลิมฉลองชัยชนะ  

การแต่งตั้งนางจ้างไวลส์ มารับตำแหน่งสำคัญในทำเนียบขาว ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งแรกของทรัมป์ในฐานะว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ และอาจเป็นการทดสอบครั้งสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากเขาต้องสร้างทีมขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยบริหารรัฐบาลกลาง.

ผงะ ลิง 43 ตัว หลุดจากห้องแล็บวิจัยยา และวัคซีนในสหรัฐฯ จนท.เร่งตามจับ แนะปชช.อยู่แต่ในบ้าน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824426

ผงะ ลิง 43 ตัว หลุดจากห้องแล็บวิจัยยา และวัคซีนในสหรัฐฯ จนท.เร่งตามจับ แนะปชช.อยู่แต่ในบ้าน

8 พ.ย. 2567 10:01 น.

ผงะ ลิง 43 ตัว หลุดจากห้องแล็บวิจัยยา และวัคซีนในสหรัฐฯ จนท.เร่งตามจับ แนะปชช.อยู่แต่ในบ้าน

ชาวบ้านแตกตื่น ลิง 43 ตัวหลุดจากห้องทดลองยาและวัคซีนของบริษัทวิจัยทางการแพทย์ ในรัฐเซาท์ แคโรไลนา ของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าลิงไม่ได้ป่วยหรือติดเชื้อแต่ต้องเร่งตามจับกลับมา วอนประชาชนอยู่แต่ในบ้านก่อนเพื่อความปลอดภัย และหากพบเห็นลิงอย่าเข้าไปใกล้ หรือพยายามให้อาหารลิง

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 สำนักข่าว BBC รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายเกรกอรี อเล็กซานเดอร์ หัวหน้าตำรวจเมืองเยมาสซี ในรัฐเซาท์ แคโรไลนา ของสหรัฐฯ ที่ะระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุ ลิง 43 ตัว หลุดออกมาจากบริเวณที่กักขังลิง ที่เรียกว่า “ฟาร์มลิง” (Monkey farm) ของห้องแล็บวิจัยยาและวัคซีน บริษัทวิจัยทางการแพทย์ “Alpha Genesis”

รายงานข่าวระบุว่า มีประชาชนแจ้งว่าพบเห็นลิงตัวหนึ่งท่าทางดูน่ากลัว นั่งอยู่บนเครื่องปรับอากาศบริเวณหน้าบ้านของเขา โดยเห็นได้ชัดว่า ลิงอยู่ในสภาพป่วยเป็นโรคและดูไม่มีความสุขเลย นอกจากนี้ยังดูเหมือนมีบางอย่างอยู่ในตาของลิงตัวนั้น จากนั้นเขาเลยรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจ และมีการประสานไปยังห้องแล็บ ต่อมามีเจ้าหน้าที่สวมชุดป้องกันสารพิษมาจับลิงไป

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ลิงหลุดออกไปหลังจากเจ้าหน้าที่ลืมปิดกรง และยังลืมปิดประตูห้องแล็บ โดยลิงที่หลุดออกไปเป็นลิงวอก พร้อมยืนยันว่าเป็นลิงที่ไม่ได้ป่วยหรือมีอาการติดเชื้อโรคใดๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นอันตรายกับประชาชน

ขณะที่ทางบริษัทวิจัยเปิดเผยว่า กำลังวางกับดักลิงตามแนวป่า และใช้กล้องถ่ายภาพความร้อนตามหาลิงที่อาจจะหลบเข้าไปในป่า พร้อมเตือนประชาชนหากพบเห็นลิงอย่าเข้าไปใกล้ อย่าให้อาหารหรือพยายามจับกลับไปเลี้ยง

ทั้งนี้ บริษัท Alpha Genesis เลี้ยงลิงจำนวนมากไว้ใช้ในการวิจัยวัคซีนและยาสำหรับโรคต่างๆ มากมาย โดยดร. เกร็ก เวสเตอร์การ์ด กล่าวว่า ฝูงลิงที่หลบหนีออกมาในปัจจุบันไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการติดเชื้อในคน เพราะยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการทดลอง ทางด้านดร.เวสเตอร์การ์ด ยังกล่าวว่า ลิงที่หลบหนีส่วนใหญ่เป็นลิงเพศเมียตัวเล็กที่มีลักษณะนิสัยขี้ตกใจ และไวต่อเสียงดังและการเคลื่อนไหวแบบฉับพลัน.

สหภาพยุโรปเผยโลกทุบสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2024

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824414

สหภาพยุโรปเผยโลกทุบสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2024

8 พ.ย. 2567 09:14 น.

สหภาพยุโรปเผยโลกทุบสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ ในปี 2024

หน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศของยุโรปโคเปอร์นิคัสระบุว่าปี 2024 อาจจะเป็นปีที่อุณหภูมิทั่วโลกร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการจดบันทึกมา 

นับเป็นครั้งแรกที่โลกในปีนี้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม อ้างอิงข้อมูลจากโครงการบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส ของสหภาพยุโรป(Copernicus Climate Change Service – C3S)

โดยนายคาร์โล บูออนเทมโป ผู้อำนวยการของโคเปอร์นิคัสกล่าวว่าข้อมูลนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดการทำลายสถิติของอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง

บูออนเทมโปยังกล่าวอีกว่าการที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสใน 1 ปีนั้น เกินจากเป้าหมายที่ตกลงกันในข้อตกลงปารีสปี 2015 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยในระยะเวลา 20 ถึง 30 ปี

การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ มีขึ้นก่อนหน้าที่ประเทศต่างๆ กำลังเตรียมการเจรจาในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 29 หรือ COP29 ในปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นที่อาเซอร์ไบจานในสัปดาห์หน้า โดยคาดว่าประเทศต่างๆ จะพยายามแสวงหาข้อตกลงร่วมในการระดมทุนเพื่อรับมือกับสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง

รายงานของสหประชาชาติในปีนี้กล่าวว่า ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1800 เป็นต้นมา อุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.3 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าประมาณการก่อนหน้านี้ที่อยู่ที่ 1.1 หรือ 1.2 องศา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากสหประชาชาติระบุว่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เป้าหมายควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเป็นจริง -ขณะที่ชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ก็ยิ่งทำให้ความหวังที่จะบรรลุเป้าประสงค์จากที่ประชุมครั้งนี้ลดลงไปมาก.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โลกร้อน

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ชัยชนะของ ทรัมป์ มีความหมายอย่างไรต่อภูมิภาคต่างๆ ของโลก

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824390

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ชัยชนะของ ทรัมป์ มีความหมายอย่างไรต่อภูมิภาคต่างๆ ของโลก

8 พ.ย. 2567 09:00 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ชัยชนะของ ทรัมป์ มีความหมายอย่างไรต่อภูมิภาคต่างๆ ของโลก

ผลลัพธ์จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มักส่งผลกระทบไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะการมาของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2564 ซึ่งสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว ด้วยความคาดเดาไม่ได้ของเขา

ตอนนี้ หลังจากเว้นไป 4 ปี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้ง ทำให้นักวิเคราะห์พากันออกมาคาดการว่า การมารอบ 2 ของมหาเศรษฐีฝีปากกล้าคนนี้ จะมีความหมายอย่างไรกับภูมิภาคต่างๆ ในโลกใบนี้

รัสเซีย

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย เปลี่ยนไปจากตอนที่นายทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรกมาก ตอนนั้น พวกเขาแค่เถียงกันเรื่องการแทรกแซงเลือกตั้ง ขณะที่นายทรัมป์คอยปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่ยอมวิพากษ์วิจารณ์มอสโก แต่ตอนนี้ สงครามในยูเครนที่ดำเนินมานานเกือบ 3 ปี ได้บดบังภาพดังกล่าวไปจนหมดแล้ว

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวว่า เขาอย่างให้ โจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้งมากกว่า เพราะคาดเดาได้ง่ายกว่าโดนัลด์ ทรัมป์

คำพูดของปูตินมีเกินจากความเป็นจริง เพราะถึงแม้ว่านายทรัมป์จะมีวาทกรรมที่รุนแรงต่อการช่วยเหลือยูเครนของสหรัฐฯ และว่าที่รองประธานาธิบดีอย่าง เจ.ดี. แวนซ์ ก็พูดอย่างเปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ จะส่งความช่วยเหลือทางทหารให้ยูเครนมากกว่านี้ แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่า ทรัมป์จะทำ หรือสามารถตัดความช่วยเหลือที่มอบให้แก่ยูเครนได้หรือไม่

นายดีมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย โพสต์ข้อความผ่านเทเลแกรมในวันพุธว่า นายทรัมป์เป็นนักธุรกิจของแท้ เข้าไม่เห็นด้วยการกับใช้จ่ายเงินกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และยูเครนคือหนึ่งในนั้น “ตอนนี้คำถามคือ พวกเขา (สภาคองเกรส) จะบีบให้ทรัมป์ใช้จ่ายในสงครามได้เท่าไร เขาดื้อรั้น แต่ระบบเข้มแข็งกว่า”

ด้านนาย ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ก็แสดงความเห็นโดยไม่คาดเดาอะไรมากจนเกินไป โดยระบุว่า ทรัมป์แสดงความตั้งใจที่จะสร้างสันติในเวทีนานาชาติ และความปรารถนาที่จะยุตินโยบายขยายเวลาสงครามเก่าที่ยังคงดำเนินอยู่นี้ แต่ในแง่ของขั้นตอนต่อไป “เราจะได้เห็นกันหลังจากเดือนมกราคม” ตอนที่เขารับตำแหน่ง

ตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกมาแสดงความยินดีต่อโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่กี่นาทีหลังจากเขาประกาศชัยชนะเมื่อคืนวันอังคาร และเรียกผลการเลือกตั้งที่ออกมาว่า เป็นการคัมแบ็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของอเมริกา และการเป็นพันธมิตรระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐฯ

ผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้าการเลือกตั้งชี้ว่า อิสราเอลสนับสนุนนายทรัมป์อย่างท่วมท้น เพราะรัฐบาล โจ ไบเดน กับ คามาลา แฮร์ริส ไม่เห็นด้วยที่อิสราเอลมีปฏิบัติการทางทหารอย่างรุนแรงในฉนวนกาซา, เลบานอน กับอิหร่าน

แต่ในทางกลับกัน ทรัมป์เคยมีความเคลื่อนไหวสนับสนุนอิสราเอลหลายอย่างตอนดำรงตำแหน่งสมัยแรก เช่นย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปยังกรุงเยรูซาเลม ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท ประกาศยอมรับอธิปไตยของอิสราเอลเหนือที่ราบสูงโกลัน ซึ่งอิสราเอลชิงไปจากซีเรีย การมารอบ 2 ของทรัมป์ จึงทำให้อิสราเอลมีความหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม สำหรับที่อื่นๆ ในตะวันออกกลาง ชัยชนะของทรัมป์ทำให้เกิดความรู้สึกกังวล โฆษกรัฐบาลอิหร่านระบุว่า การที่นายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีก็ไม่มีอะไรแตกต่างออกไปสำหรับพวกเขา แต่ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับอิสราเอลในตอนนี้ ความเป็นไปได้ใดๆ ที่สหรัฐฯ จะสนับสนุนรัฐบาลยิวมากขึ้น น่าจะเป็นเรื่องน่ากังวลมากสำหรับอิหร่าน

ด้านกลุ่มฮามาส ในฉนวนกาซา ออกมาเรียกร้องทันทีให้ยุติสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การสนับสนุนอย่างมืดบอดของอเมริกาที่มีต่ออิสราเอลและรัฐบาลฟาสซิสต์

ยุโรป

การปกครองสมัยแรกของ โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างรอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ กับชาติพันธมิตรในยุโรปเอาไว้ เพราะเขาเคยขู่จะพาสหรัฐฯ ออกจากนาโต หากชาติสมาชิกไม่เพิ่มการจ่ายเงินสมทบทุนเข้านาโตให้มากขึ้น แม้ผู้นำชาติตะวันตกหลายประเทศจะออกมาแสดงความยินดีกับชัยชนะรอบ 2 ของเขา แต่ก็เป็นคำยินดีที่แฝงไว้ด้วยความกังวล เพราะ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สนว่าพันธมิตรของเขาจะคิดอย่างไร

ตลอดเส้นทางการหาเสียง ทรัมป์พูดตลอดว่าจะยุติสงครามยูเครนใน 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ชาติสมาชิกนาโต ว่า ทรัมป์จะมอบรางวัลให้กับการรุกรานอย่างผิดกฎหมายของปูติน และจะทำให้ผู้นำรัสเซียกระหายอยากใช้กำลังทหารยึดดินแดนอื่นๆ ภายในเขตแดนของชาติสมาชิกนาโต

คาดกันว่า ความพยายามของชาติยุโรปในการขัดขวางทรัมป์ไม่ให้ทอดทิ้งยูเครนจะเป็นไปอย่างดุเดือด และไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องมีผู้ย้ำเตือนนายทรัมป์แน่นอนว่า เงิน 1.9 แสนล้านดอลลาร์ที่สหภาพยุโรปกับสหราชอาณาจักร มอบให้ยูเครนนั้น มี 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ใช้ไปเพื่อซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อมอบให้ยูเครน กล่าวคือ สหรัฐฯ ก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน

เลขาธิการนาโตคนใหม่อย่าง มาร์ก รุทเทอ พยายามใช้วิธีเดียวกับ เยนส์ สโตลเตนเบิร์ก รุ่นพี่ของเขาเพื่อรับมือนายทรัมป์ ด้วยการเล่นการเล่นกับอีโก้ของเขา โดยส่งข้อความยินดีทันที ยกย่องนายทรัมป์ว่าเป็นหุ้นส่วนที่ทรงพลังที่สุดของนาโต และว่า ความเป็นผู้นำของเขาจะเป็นกุญแจสำคัญการทำให้นาโตเข้มแข็งขึ้น

การอ้อนวอนอย่างระมัดระวังอาจทำให้นาโตรอดจากการล่มสลายได้ แต่โอกาสที่เซเลนสกีจะทวงคืนดินแดนที่ถูกรัสเซียชิงไปกลับน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกรณีที่นายทรัมป์อยากเร่งทำข้อตกลงกับปูตินเพื่อยุติสงคราม

จีน

ตลอดช่วงการหาเสียง สื่อทางการของจีนพากันประโคมข่าว โดยใช้ถ้อยคำว่า สหรัฐฯ มีความเห็นชอบร่วมกันที่จะกดจีนไม่ให้ผงาดขึ้นมา หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ สำหรับจีน ไม่ว่า ไบเดน แฮร์ริส หรือ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดี ก็แย่ไม่ต่างกัน

ในทางหนึ่ง แนวคิด “อเมริกาต้องมาก่อน” ของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประโยชน์ต่อจีนในเชิงยุทธศาสตร์ของปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ไต้หวันไปจนถึงข้อพิพาทในทะเลจีนได้ ต่างจากนโยบาย “แนวหน้าร่วมกัน” ของโจ ไบเดน กับคามาลา แฮร์ริส ที่สหรัฐฯ กับชาติพันธมิตรรวมกันกดดันจีน

แต่ความคาดเดาไม่ได้ของโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่จีนจำนวนมากกังวลจนนอนไม่หลับ หลายคนกลัวว่า การเจรจาระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่เพิ่มกลับมาเดินหน้าต่อ จะต้องหยุดชะงักอีก

ขณะที่วาทกรรมเรื่องการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน และแนวคิดต่อต้านผู้อพยพ ก็สร้างความกังวลให้แก่ผู้ส่งออกและบรรดานักศึกษา นักข่าวจีนในต่างประเทศก็เคยมีประสบการณ์ถูกโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งขับไล่ออกจากสหรัฐฯ จนทำให้เกิดการไล่นักข่าวสหรัฐฯ ตอบโต้กันมาแล้ว

ไต้หวัน

ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเอเชีย มองชัยชนะของนายทรัมป์ว่า เป็นแหล่งกำเนิดความไม่แน่นอนอย่างมีนัยสำคัญ และอาจกลายเป็นดาบสองคมสำหรับไต้หวัน

ภายใต้กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน สหรัฐฯ ถูกผูกมัดด้วยกฎหมายให้ต้องช่วยเหลือไต้หวันให้ปกป้องตนเองจากการรุกรานของจีนได้ และพวกเขาก็ส่งอาวุธเพื่อการป้องกันมาให้ดินแดนแห่งนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

แต่ทรัมป์เคยพูดว่า ไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐฯ มากขึ้นเพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ ซึ่งนี่อาจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเป็นหุ้นส่วนระหว่างทั้งสองฝ่าย และเพิ่มแรงกดดันให้ดินแดนที่มีประชาชน 23 ล้านคนแห่งนี้มากขึ้นไปอีก

นอกจากเรื่องความมั่นคง เรื่องเศรษฐกิจก็น่ากังวลไม่แพ้กัน นายทรัมป์กล่าวหามาตลอดว่า ไต้หวันขโมยธุรกิจชิปคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ ไป และขู่จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าชิปของไต้หวัน ซึ่งสำคัญมากต่อการผลิตเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงดาวเทียม

แต่ในความเป็นจริง ไต้หวันไม่ได้ขโมย แต่พัฒนาอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเองขึ้นมาจนเป็นที่หนึ่งของโลก โดยใช้วิสัยทัศน์, การทำงานหนัก และการลงทุน

ตอนนี้ ไต้หวันต้องรับมือความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างโอกาสกับความไม่แน่นอน ซึ่งจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับสหรัฐฯ อย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไป ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศให้โดนัลด์ ทรัมป์

คาบสมุทรเกาหลี

การมารอบสองของนายทรัมป์สร้างความกังวลให้เกาหลีใต้อย่างมาก เพราะเขาพูดมาตลอดว่า จะลดจำนวนทหารอเมริกันที่ประจำการในคาบสมุทรเกาหลีที่ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 28,500 นาย และขอให้รัฐบาลเกาหลีจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อแลกกับการคุ้มครองจากสหรัฐฯ

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อเดือนก่อน ทรัมป์บอกว่า หากเขาได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง เกาหลีใต้จะต้องจ่ายเงินให้แก่ทหารอเมริกันที่ประจำการในเกาหลีเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากปัจจุบันที่จ่ายอยู่ปีละ 1.13 พันล้านดอลลาร์ และรัฐบาลแดนโสมเพิ่งลงนามข้อตกลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่าจะเพิ่มเงินดังกล่าวเป็น 1.26 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569

“หากตอนนี้ผมอยู่ในทำเนียบขาว พวกเขา (เกาหลีใต้) จะต้องจ่ายเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีไปแล้ว และคุณรู้อะไรมั้ย? พวกเขาจะยินดีจ่าย” นายทรัมป์กล่าว “เกาหลีใต้เป็นเครื่องจักรผลิตเงิน”

เกาหลีใต้เป็นที่ตั้งของค่ายทหารสหรัฐฯ ในต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และทหารเหล่านี้คงอยู่เพื่อคานอำนาจกับกองทัพเกาหลีเหนือและจีน ซึ่งสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้จัดการซ้อมรบร่วมกันเป็นประจำเพื่อแสดงแสนยานุภาพ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่า นายทรัมป์จะลดจำนวนหรือขนาดของการฝึกซ้อมลงเพื่อประหยัดงบประมาณหรือไม่

อีกเรื่องที่ถูกตั้งคำถามคือ ทรัมป์จะหาทางจัดการประชุมสุดยอดกับ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออีกครั้งหรือเปล่า แต่โอกาสในตอนนี้เป็นไปได้ยากแล้ว เพราะเปียงยางประกาศละทิ้งเป้าหมายการรวมชาติกับเกาหลีใต้ และหันไปผูกมิตรกับรัสเซีย จนมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้นายคิม ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเจรจากับสหรัฐฯ อีก

แอฟริกา

ทรัมป์มีผู้สนับสนุนมากมายในแอฟริกา แม้อิทธิพลของสหรัฐฯ ในทวีปนี้จะลดลงเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสต่อต้านชาติตะวันตกที่รุนแรงขึ้น แต่ประชากรแอฟริกาเต็มไปด้วยชาวคริสต์หรืออิสลาม ที่เห็นด้วยกับจุดยืนเรื่องค่านิยมครอบครัวของนายทรัมป์ ที่ทั้งต่อต้านการทำแท้ง และไม่สนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ LGBTQ

ตำนานเรื่องความเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของนายทรัมป์ก็ยังคงรุนแรงในแอฟริกา บางส่วนเป็นเพราะรายการ The Apprentice ที่ถูกฉายเป็นวงกว้าง และเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเข้มแข็งกว่าในมือของนายทรัมป์ ด้วยความคาดหวังว่า หากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น การค้าของแอฟริกาจะดีขึ้นตามไปด้วย

ชาวแอฟริกาที่ต้องการให้สหรัฐฯ ยุติการ “ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ของพวกเขา ก็สนับสนุนนายทรัมป์ โดยหวังว่านโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” จะทำให้เขาไม่มายุ่งกับแอฟริกา ขณะที่นักวิเคราะห์มากมายกล่าวว่า แอฟริกาประสบความสำเร็จมากกว่า หากสหรัฐฯ อยู่ภายใต้รัฐบาลรีพับลิกัน และมองชัยชนะของทรัมป์ในแง่บวก แต่ระมัดระวัง

ความพยายามของรัฐบาลไบเดน-แฮร์ริส ในการตอบโต้อิทธิพลของจีนในแอฟริกา อาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากชัยชนะของนายทรัมป์ และยังไม่แน่ชัดว่า ไบเดนจะยังเดินทางเยือนแองโกลาในเดือนหน้า เพื่อเน้นย้ำเรื่องโครงการทางรถไฟ Lobito Corridor หรือไม่

ลาตินอเมริกา

ชัยชนะของนายทรัมป์ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทวีปลาตินอเมริกา ผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมเช่น ประธานาธิบดี ฮาเบียร์ มีเล แห่งอาร์เจนตินา, นายิบ บูเคเล แห่งเอลซัลวาดอร์ และ ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตผู้นำบราซิล เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ตบเท้าออกมาแสดงความยินดีกับโดนัลด์ ทรัมป์

แต่ประเทศที่มีผู้นำฝ่ายก้าวหน้าอย่าง กุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย และ คลอเดีย เชนบาม แห่งเม็กซิโก ก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับความสัมพันธ์แบบลุ่มๆ ดอนๆ กับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ

เม็กซิโกอาจได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะการส่งออกของพวกเขาอาจต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่นายทรัมป์รับปากกับประชาชนเอาไว้ และความกังวลในเรื่องนี้ก็ทำให้ค่าเงินเปโซร่วงจนอ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 ปี ในเช้าวันพุธ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวคืนมา น.ส.เชนบามยืนยันว่า ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องกังวล และสหรัฐฯ กับเม็กซิโกก็ไม่ได้แข่งขันทางการค้าระหว่างกัน

แต่รัฐบาลของเธอต้องหาทางผูกมิตรกับโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเร็ว และลงนามข้อตกลงใดๆ ก่อนที่นโยบายเศรษฐกิจฉบับใหม่ของสหรัฐฯ จะถูกร่าง โดยเฉพาะเรื่องผู้อพยพที่นายทรัมป์ต้องการให้เม็กซิโกมีมาตรการป้องกันเชิงรุกมากกว่านี้ และจำกัดไม่ให้ผู้อพยพไปถึงชายแดนสหรัฐฯ

นายทรัมป์ประกาศกร้าวว่า พวกเขาจะบังคับเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายหลายล้านคน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง มันจะสร้างความปั่นป่วนไปทั่วภูมิภาค เพราะหลายประเทศกำลังพึ่งพาเงินที่ถูกส่งกลับไปจากสหรัฐฯ ในการส่งเสริมเศรษฐกิจของตัวเอง

แต่การจำกัดไม่ให้ผู้อพยพมายังสหรัฐฯ นั้นจะไปเป็นความท้าทายที่ยากมากไปตลอด 4 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะหากแผนกระตุ้นการผลิตในประเทศของนายทรัมป์ ต้องแลกมาด้วยเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ที่เหลือในทวีปอเมริกา

สุดท้าย รัฐบาลเผด็จการอย่างของเวเนซุเอลา และนิการากัว อาจมองว่าการมาของนายทรัมป์ทำให้พวกเขาเผชิญกับนโยบายต่างประเทศยอมรับสถานะปัจจุบันของพวกเขามากขึ้น เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่น่าจะยอมมองข้ามการละเมิดประชาธิปไตยของพวกเขา ตราบใดที่สามารถสกัดผู้อพยพเอาไว้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : cnn