ตร.ตั้งข้อหา 3 คน เอี่ยวการเสียชีวิต เลียม เพย์น อดีตสมาชิก One direction

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824406

ตร.ตั้งข้อหา 3 คน เอี่ยวการเสียชีวิต เลียม เพย์น อดีตสมาชิก One direction

8 พ.ย. 2567 08:23 น.

ตร.ตั้งข้อหา 3 คน เอี่ยวการเสียชีวิต เลียม เพย์น อดีตสมาชิก One direction

ตำรวจอาร์เจนตินาตั้งข้อหาบุคคล 3 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเลียม เพย์น นักร้องวง One Direction ที่ตกจากระเบียงโรงแรมในบัวโนสไอเรสเมื่อเดือนที่แล้ว หนึ่งในนั้นเป็นคนใกล้ชิดของนักร้องหนุ่ม

ตำรวจอาร์เจนตินายังคงเดินหน้าในการสอบสวนการเสียชีวิตของเลียม เพย์น นักร้องวง One Direction วัย 31 ปี ที่ตกจากระเบียงโรงแรมในบัวโนสไอเรสจนเสียชีวิตเมื่อเดือนก่อน

โดยสำนักงานอัยการกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จากผลชันสูตรเผยว่า อดีตสมาชิกวงบอยแบนด์มีร่องรอยของการใช้แอลกอฮอล์ โคเคน และยาแก้โรคซึมเศร้าในร่างกาย ขณะที่สายด่วน 911 จากพนักงานโรงแรมในวันที่เลียม เพย์น เสียชีวิตได้แจ้งว่าเขามีพฤติกรรมก้าวร้าวและอาจอยู่ภายใต้อิทธิพลของยาเสพติดและแอลกอฮอล์

ล่าสุดตำรวจอาร์เจนตินา ได้ตั้งข้อหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักร้องดัง 3 คน ประกอบด้วย ผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด พนักงานโรงแรมที่อาจจะเป็นคนมอบโคเคนให้กับเพย์น และบุคคลที่ใกล้ชิดกับนักร้องหนุ่มอีก 1 คน โดยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ยาเสพติดกับเพย์น โดยพนักงานโรงแรมถูกกล่าวหาว่าให้โคเคนกับเพย์นอย่างน้อยสองครั้งระหว่างการเข้าพักของเขา และผู้ค้ายาเสพติดที่เชื่อว่ามอบโคเคนให้เขาอีกสองครั้งก่อนเขาเสียชีวิตสองวัน ส่วนบุคคลใกล้ชิดที่อยู่กับเพย์นในขณะนั้นก็ถูกตั้งข้อหา “การละทิ้งบุคคลจนทำให้ถึงแก่ความตาย”

ตามแถลงการณ์ระบุว่าบุคคลที่ถูกตั้งข้อหาทั้งหมดยังไม่ได้รับการเปิดเผยชื่อ แต่พวกเขาจะได้รับการแจ้งข้อหาและถูกห้ามไม่ให้ออกจากประเทศ

ทั้งนี้ การสืบสวนเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของเพย์นยังคงดำเนินต่อไป โดยอัยการะบุว่าพวกเขายังคงพยายามปลดล็อกแล็ปท็อปที่เสียหายของนักร้องหนุ่ม เพื่อตรวจสอบเบาะแสต่างๆที่อาจจะเกี่ยวข้องเนื่องจากพยานหลายคนให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่นว่า พวกเขาเห็นเพย์นทุบแล็ปท็อปของเขาในล็อบบี้ของโรงแรม.

ที่มา:channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วันไดเรกชัน

“ทรัมป์” ชนะ “แฮร์ริส” กลับคืน “ทำเนียบขาว”

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824297

“ทรัมป์” ชนะ “แฮร์ริส” กลับคืน “ทำเนียบขาว”

8 พ.ย. 2567 06:23 น.

“ทรัมป์” ชนะ “แฮร์ริส” กลับคืน “ทำเนียบขาว”

เป็นอันว่าเรียบร้อยโรงเรียนโดนัลด์ ทรัมป์ ไปแล้วนะครับ สำหรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่ 60 (วันที่ 5 พ.ย. 2024) เมื่อผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า คุณทรัมป์ แกได้คะแนนเสียง “คณะผู้เลือกตั้ง” หรือ “อิเลคโทรัลโหวต” เกิน 270 เสียงที่ต้องการ ไปเมื่อราวๆบ่าย 3 ของวันพุธที่ 6 พ.ย. ตามเวลาบ้านเรา

ผมปิดต้นฉบับที่ “เวลา 17.00 น.เป๊ะ เว็บไซต์ข่าว CNN รายงานว่า คุณทรัมป์ได้เสียงคณะผู้เลือกตั้งไปแล้ว 276 เสียง และได้คะแนนดิบแบบป๊อปปูลาร์โหวตไป 70 ล้านเศษเสียง

ในขณะที่คุณ คามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ได้เสียงคณะผู้เลือกตั้ง 219 เสียง และป๊อปปูลาร์โหวต 65 ล้านเศษเสียง แพ้กันขาดลอย ทั้งๆที่ยังนับไม่หมดเหลืออีก 3-4 รัฐ ซึ่งคุณทรัมป์นำอยู่เช่นกัน

ผมเปิดดูข่าว CNN ตอน 9 โมงเช้าวันพุธ ซึ่งเพิ่งนับคะแนนไปสัก 2-3 ชั่วโมงเห็นจะได้ พบว่าคุณทรัมป์แกนำโด่งไปแล้วเฉพาะอีเลคโทรัลโหวตถึง 105-27 เสียง

แม้ CNN จะบอกว่าถึงนำขนาดนี้ แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ เพราะยังเหลืออีกหลายรัฐ และคุณแฮร์ริสก็กำลังทำคะแนนได้ดีในรัฐเหล่านี้

แต่คนที่ติดตามผลการเลือกตั้งทั้งของสหรัฐฯและประเทศอื่นๆในโลกอีกหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยเราด้วยมากว่า 50 ปีอย่างผมก็ยังไม่เคยพบเคยเห็นว่าคนที่โดนนำมากๆขนาดนี้จะกลับมาชนะได้

ซึ่งในที่สุด ทุกสิ่งอย่างก็เป็นอย่างที่คิดไว้ เพราะแม้คุณคามาลาจะตีตื้นขึ้นมาได้เยอะ แต่ในที่สุดก็ยังแพ้อยู่ดีตามผลอย่างไม่เป็นทางการ แต่ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ที่ผมสรุปไว้ข้างต้น

ก็เป็นอันว่าประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีพิธีอย่างเป็นทางการในต้นเดือนมกราคม จะไม่มีทางเป็นใครอื่นไปได้ละครับ นอกจากคุณ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีที่ชนะเลือกตั้งมารับตำแหน่งเมื่อ ค.ศ.2017 แล้วถูกน็อกไปโดยคุณ โจ ไบเดน เมื่อ ค.ศ.2021 ก็กลับมาใหม่ได้อีกครั้ง

จะชอบหรือไม่ชอบ ก็ต้องทนอยู่กับคุณทรัมป์อย่างน้อยอีก 4 ปี

โดยส่วนตัวผมเอง–ผมเอาใจช่วยคุณ คามาลา แฮร์ริส มาอย่างเงียบๆ ไม่ใช่เพราะ “นโยบาย” หรือ “วิสัยทัศน์” อะไรของท่านหรอกครับ…แต่เป็นเพราะผมฟังเธอพูดแล้วอยู่กับร่องกับรอยมากกว่า

ไม่ออกไปทางเพี้ยนๆ หรือกวนๆ หรือนักเลงๆ หรือบางครั้ง ก็โกหกเอาดื้อๆแบบคุณทรัมป์ 

ก็เอาเถิดครับ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด…เมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องยอมรับและเตรียมตัวที่จะรับผลกระทบในเชิงลบที่จะเกิดขึ้น

สหรัฐฯนั้นเป็นยักษ์ใหญ่เป็นเบอร์หนึ่งตัวจริงของโลก และก็เป็นอธิบดีกรมตำรวจของโลกอย่างที่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งเคยมีคนเปรียบเปรยไว้

นโยบายหรือการกระทำใดๆของสหรัฐฯ ย่อมมีผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวาง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

กล่าวเฉพาะนโยบายไม่พูดถึงคุณสมบัติส่วนตัวของคุณทรัมป์ ผมก็รู้สึกว่านโยบายเศรษฐกิจหลักๆของแกจะสะเทือนโลกหนักกว่าคุณคามาลาอยู่แล้ว

เช่นบอกว่าจะเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์, จะเล่นงานและเพ่งเล็งประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลทุกประเทศ (ไทยเราก็เกินเสียด้วย) และข้อนี้สำคัญ แกบอกว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหนักกว่าคนอื่นๆ คือจะเล่นงานถึง 60 เปอร์เซ็นต์โน่นเลย

ย่อมจะมีผลทำให้เศรษฐกิจจีนซึ่งหนักอยู่แล้วหนักลงไปอีก และถ้าจีนหนักเศรษฐกิจโลกก็หนัก มีผลกระทบอย่างกว้างขวางถึงไทยเราด้วยที่ต้องพึ่งพาจีนค่อนข้างเยอะทั้งด้านท่องเที่ยวและการส่งออก

แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้อง กัดฟันยอมรับและพยายามเอาตัวรอดให้ได้ต่อไป

อย่าให้การกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกรอบของคุณทรัมป์มาทำให้แผนงานสนุกๆของเราโดยเฉพาะ “Winter Festival” ที่จะเริ่มตั้งแต่ 15 พ.ย. “วันลอยกระทง” ไปจนถึงปีใหม่ กร่อยลงก็แล้วกันครับ

ป.ล. ชัยชนะของทรัมป์คราวนี้ถือว่าหักปากกาเซียนครับ เพราะเซียนส่วนใหญ่ทายว่า คุณคามาลาจะชนะหวุดหวิด–ยกเว้นเซียนดังจากประเทศไทย “น้องหมูเด้ง” จากสวนสัตว์เปิดเขาเขียวที่ไปกินกระทงที่สลักชื่อทรัมป์ ทายถูกเป๊ะเลยว่าทรัมป์ชนะแน่นอน.

“ซูม”

คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม

“ปากท้อง” จุดแข็ง “ทรัมป์”

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824282

“ปากท้อง” จุดแข็ง “ทรัมป์”

8 พ.ย. 2567 06:19 น.

“ปากท้อง” จุดแข็ง “ทรัมป์”

“โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งรีพับลิกัน ประกาศชัยชนะการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 47 เป็นสมัยที่ 2 ของเขา

แม้คะแนนจะสูสีมาตลอดแต่สุดท้ายเขาก็คว้าชัยเหนือ “คามาลา แฮร์ริส” แห่งเดโมแครต ซึ่งเป็นสุภาพสตรี รองประธานาธิบดีสมัย “โจ ไบเดน”

เป็นอันว่าผู้หญิงยังไม่สามารถเป็นผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกใบนี้ได้

แรกๆก็ทำท่าจะดีเพราะมีคะแนนนิยมเหนือมาตลอดแต่พอมาถึงการประกาศนโยบายกลับเรียกความนิยมไม่ได้

อีกทั้ง “แฮร์ริส” นั้นแม้มีภาพลักษณ์ที่ดี มีการศึกษาสูง แนวคิดทางการเมืองก็ก้าวหน้าชูประชาธิปไตยที่โดดเด่น

แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มี “เสน่ห์” ที่ทำให้ผู้คนหลงใหลได้

ต่างกับ “ทรัมป์” ที่ชวนให้หลงใหลมากกว่า

อีกทั้งระหว่างหาเสียงเขาถูกลอบสังหารถึง 2 ครั้ง แต่ก็

รอดมาได้ นั่นคงทำให้ได้รับความสงสารจากชาวอเมริกัน

แต่ประเด็นที่ทำให้เขาชนะคือ “ปากท้อง” นี่แหละครับ…

ไม่ว่าชนชาติไหนต่างก็จะนึกถึงเรื่องนี้เป็นหลักเพราะ

ทุกคนต้องกินต้องใช้ หากเศรษฐกิจดีทุกอย่างก็ดีตามไปด้วย

“อิ่มท้อง” ดีกว่ากิน “อุดมการณ์” นี่เป็นสัจธรรมของโลก

ในสหรัฐฯนั้นมีประชากรเป็น “ผู้หญิง” มากกว่า “ผู้ชาย” แฮร์ริสจึงออกนโยบายเพื่อให้มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นโดยประกาศว่าทำแท้งไม่ผิดกฎหมาย

ไม่กีดกันผู้อพยพสามารถอาศัยในสหรัฐฯได้

ที่สำคัญคือการเชิดชูประชาธิปไตยและมุ่งหวังจะได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ที่จะลงคะแนนให้

เปรียบไปก็ไม่ต่างไปจาก “ก้าวไกล” ของประเทศไทย!

แต่ “ทรัมป์” มาอีกแบบหนึ่ง เขาประกาศอเมริกันมาก่อนและมุ่งเน้นที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น จะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ลดภาษีให้ประชาชนทั้งประเทศ

ตั้งกำแพงภาษีสินค้าทุกชนิดไม่ว่าจะมาจากประเทศไหน โดยเฉพาะจีนจะมีมาตรการพิเศษเพราะเป็นคู่แข่งสำคัญ

แค่นี้ก็กินใจอเมริกันชนแล้ว…

ด้านต่างประเทศก็จะทำให้สงครามในตะวันออกยุติเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามกลายเป็นสงครามโลก

ปัญหายูเครนก็ชัดเจนสหรัฐฯจะไม่สนับสนุนเงินทองและอาวุธให้อย่างปัจจุบัน รวมถึงให้สมาชิกนาโตควักเงินสนับสนุนเอง

แต่โดยสรุปแล้วการที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจปากท้องน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะ เพราะยุคสมัยของ “โจ ไบเดน” นั้นเศรษฐกิจของอเมริกาไม่ดีและยังเจอโควิดเข้าไปอีกยิ่งหนักเข้าไปใหญ่

ดังนั้นแม้ว่าปูมประวัติของเขาจะเป็นคนก้าวร้าว มีคดีติดตัวและมีแนวคิดค่อนไปทางเผด็จการ แต่คนอเมริกันยอมยกให้ไม่ถือสา

พูดง่ายๆลืมไปเลย…

จนมีการเปรียบเทียบกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย “ทักษิณ ชินวัตร” แม้จะมีปัญหาหลายเรื่องถูกกล่าวหา “โกงกิน”

แต่คนไทยคนส่วนใหญ่จำได้ว่าสมัยที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีเขาทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นและจำฝังใจมาถึงวันนี้

ทำให้ “เพื่อไทย” เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยม

นี่น่าจะเป็นความจริงด้านหนึ่งที่พรรคประชาชนต้องคิดเหมือนกัน!

“สายล่อฟ้า”

คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม

ทรัมป์คือเมล็ดพันธุ์

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824269

ทรัมป์คือเมล็ดพันธุ์

8 พ.ย. 2567 06:14 น.

ทรัมป์คือเมล็ดพันธุ์

ชัดเจนแล้วว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 47 สมาชิกวุฒิสภาเกินครึ่งก็เป็นของพรรครีพับลิกัน แม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันก็มีที่นั่งมากกว่าพรรคเด็มโมแครต

นอกจากทรัมป์แล้ว ในอดีตก็มีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 22 เมื่อหมดวาระการเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก (1885-1889) แล้ว คลีฟแลนด์ก็แพ้เบนจามิน แฮร์ริสัน

คลีฟแลนด์กลับมาชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 24 ดำรงตำแหน่งระหว่าง ค.ศ.1893–1897 คลีฟแลนด์เป็นประธานาธิบดีคนแรกของเด็มโมแครตที่ได้รับเลือกตั้งนับตั้งแต่สงครามกลางเมืองอเมริกันเป็นต้นมา

คลีฟแลนด์กับทรัมป์มีหลายอย่างคล้ายกัน คลีฟแลนด์สร้างศัตรูไว้บานเบอะเยอะแยะในระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่กลับได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติพิเศษที่หาได้ยากในยุค Gilded Age ภาษาไทยน่าจะแปลว่ายุคทองชุบคลีฟแลนด์มีคุณสมบัติที่ซื่อสัตย์สุจริต กล้าหาญ ขึงขัง จริงจัง และยึดมั่นในหลักการ

ทรัมป์กับคลีฟแลนด์ต่างกันตรงที่ทรัมป์มาจากครอบครัวร่ำรวย แต่คลีฟแลนด์มาจากครอบครัวยากจนข้นแค้น อายุเพียง 16 ปีพ่อก็ตาย ต้องทำงานเป็นครูในโรงเรียนสอนคนตาบอด และเริ่มเข้าสู่การเมืองด้วยการเป็นอาสาสมัครรณรงค์หาเสียงให้กับพรรคเด็มโมแครต แล้วก็ไต่เต้าจนเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

คนอเมริกันจำนวนหนึ่งชอบคลีฟแลนด์ในเรื่องปาก แกค้านทุกเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ต่อสู้กับนักการเมืองที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงและผู้มีอิทธิพล คลีฟแลนด์พูดตรงไปตรงมาว่าไม่ควรให้สวัสดิการแก่ประชาชน โดยบอกว่าคนอเมริกันต้องมีการปกครองที่เน้นการประหยัด โปร่งใส ยุติธรรม และไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

ในยุคของคลีฟแลนด์ แกไม่ให้อภิสิทธิ์แก่นายทุนหรือนักธุรกิจใหญ่ๆ ทุกอย่างเป็นระบบคุณธรรม ไม่ยอมให้มีการฝากเข้าทำงาน ใครจะเป็นข้าราชการต้องสอบคัดเลือกอย่างโปร่งใสตามรัฐบัญญัติข้าราชการพลเรือน ค.ศ.1883 ไม่ยอมให้ข้าราชการประพฤติมิชอบและใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ความโปร่งใสของคลีฟแลนด์ทำให้รัฐเรียกที่ดินกลับคืนมาเป็นของรัฐได้มากถึง 202.5 ล้านไร่ เมื่อมีการสอบสวนได้ว่าบรรษัทรถไฟได้รับที่ดินจากรัฐไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

สมัยนั้นในสหรัฐฯมีการฉ้อฉลและปลอมแปลงบัญชีเรื่องเงินบำนาญของทหารผ่านศึกที่พิการในสงครามกลางเมือง ประธานาธิบดีคนอื่นไม่กล้าแตะต้องการปลอมแปลงบัญชีขององค์การทหารผ่านศึก แต่คลีฟแลนด์สั่งให้ยกเลิกการจ่ายเงินบำนาญ เรื่องนี้นี่ละครับ ทำให้ทหารผ่านศึกไม่ยอม เป็นผลทำให้คลีฟแลนด์แพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่สอง

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่สองของคลีฟแลนด์ใน ค.ศ.1892 มีนโยบายของสองพรรคการเมืองเหมือนกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯใน ค.ศ.2024 ที่ห้ำหั่นกันเรื่องภาษี ประชาชนเห็นว่านโยบายของคลีฟแลนด์ไม่เน้นความฟุ่มเฟือย มุ่งประสิทธิภาพของรัฐบาลเป็นสำคัญ นโยบายภาษีทำให้ประชาชนสนับสนุนคลีฟแลนด์และได้รับคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง 277 คะแนน ในขณะที่คู่แข่งได้เพียง 145 คะแนน

ย้อนกลับมาที่ไบเดน ระหว่างเป็นประธานาธิบดี ไบเดน ทำเฟอะฟะอยู่หลายเรื่อง อยู่ดีๆก็ไปสนับสนุนเซเลนสกี ทำให้เกิดสงครามรัสเซีย–อูเครน ผลของสงครามสร้างความปั่นป่วนรวนเรให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐฯและของโลก

แทนที่จะนำภาษีของประชาชนคนอเมริกันมาใช้ในการบริหารประเทศเพื่อทำให้สหรัฐฯยิ่งใหญ่ ไบเดนกลับนำไปใช้กับสงครามตัวแทนที่ถึงแม้จะชนะก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับสหรัฐฯ แถมยังทำให้จีนและรัสเซียจับมือกันอย่างแข็งแรงขึ้น เพื่อสู้กับนโยบายของสหรัฐฯและมีหลายประเทศถอยห่างจากสหรัฐฯ เข้าไปอยู่กับกลุ่มใหม่อย่าง บริกส์ ทำให้สหรัฐฯมีพันธมิตรน้อยลง

ตอนที่ทรัมป์แพ้ไบเดนเมื่อ ค.ศ.2020 หลายคนคิดว่าทรัมป์โดนฝังลงไปอยู่ในหลุม ใครๆก็คิดว่าทรัมป์ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี เป็นผีเน่าแน่นอน เพราะนอกจากจะแพ้ไบเดนแล้ว ทรัมป์ยังมีคดีความอีกมากมาย

ทว่าทรัมป์คือเมล็ดพันธุ์ แม้จะโดนดินกลบ แต่เมื่อได้น้ำก็โผล่เป็นต้นอ่อน แทรกแผ่นดินขึ้นมาแตกใบได้อีก.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

คลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม

ในที่สุด “สิงห์เฒ่าจอมห้าว โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ผงาดกลับมาคว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีอเมริกา รอบ 2 แบบหักปากกาเซียน

https://www.thairath.co.th/news/politic/2824258

พลิกล็อก

8 พ.ย. 2567 06:04 น.

พลิกล็อก

ในที่สุด “สิงห์เฒ่าจอมห้าว โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ผงาดกลับมาคว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีอเมริกา รอบ 2 แบบหักปากกาเซียน

ไม่ได้เฉือนชนะสูสี แต่ชนะแบบขาดลอย

ชนะทั้งคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต ชนะทั้งคะแนนอิเล็กโทรัลโหวตแบบแดงทั้งกระดาน!!

ที่เหลือเชื่อยิ่งกว่า…คือการนำพรรครีพับลิกันยึดเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา กินสองต่อเข้าฮอสแบบไม่เกรงใจใคร

คำถามคืออะไรทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะศึกเลือกตั้งรอบ 2 ได้อย่างน่าตื่นตะลึง??

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าปัจจัยสำคัญคือ ชาวอเมริกันเบื่อรัฐบาลปัจจุบันที่บริหารประเทศแบบเช้าชามเย็นชาม ทำให้เศรษฐกิจอเมริกาตกต่ำ ทำให้คนตกงาน ทำให้อาชญากรรมเต็มเมือง

ชาวอเมริกันอยากได้ “ผู้นำคนใหม่” ที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่เป็นเจ้าโลกอย่างเดิม

และคนคนนั้นคือนายโดนัลด์ทรัมป์ อดีตผู้นำตัวตึงผู้ลั่นวาจาจะทำให้ “อเมริกากลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม”

ซึ่ง “โดนใจชาวอเมริกัน เต็มเปา”!!

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ายังมีอีก 10 เหตุปัจจัยที่ทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะนางคามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครตแบบล็อกแตกแหกกระจาย

ปัจจัยข้อที่ 1, ความเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้เลือกตั้ง 4 ปีก่อน เป็นแรงผลักดันให้ “ลุงทรัมป์” ลุยหาเสียงเลือกตั้งสุดลิ่มทิ่มประตู

ปัจจัยข้อที่ 2, นโยบายหาเสียงของ “ทรัมป์” เฉียบกว่าเจ๋งกว่า นโยบายหาเสียงของ “แฮร์ริส” เทียบกันประเด็นต่อประเด็น

ปัจจัยข้อที่ 3, บุคลิกผู้นำ “สไตล์ทรัมป์” สร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าบุคลิกผู้นำ “สไตล์แฮร์ริส” ที่อ่อนนอกแข็งใน

ปัจจัยข้อที่ 4, การจีบปากจีบคอ ปราศรัยหาเสียงด่าว่าคู่แข่งอย่างดุดันหยาบคายของ “ทรัมป์” สร้างความมันสะใจกว่าการปราศรัยอย่างสุภาพของคู่ชิงดำ

ปัจจัยข้อที่ 5, นายเจดี แวนซ์ ผู้สมัครรองประธานาธิบดีของ “ทรัมป์” ก็ฮึกเหิมห้าวห่ามกว่า “นายทิม วอลซ์” ผู้สมัครรองประธานาธิบดีของ “แฮร์ริส”

ปัจจัยข้อที่ 6, กลุ่มพลังสตรีอเมริกันที่ควรจะรวมพลังเลือก “แฮร์ริส” เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกอย่างถล่มทลาย

ดันแอบปันใจไปเลือก “ทรัมป์”

ปัจจัยข้อที่ 7, กลุ่มประชากรผิวสีที่เชื่อว่าจะเทคะแนนเสียงให้ “แฮร์ริส”

ก็มีบางส่วนกลับลำไปโหวต “ทรัมป์”

ปัจจัยข้อที่ 8, กลุ่ม “นิวโหวตเตอร์” ซึ่งควรเป็นฐานคะแนนสำคัญของ “แฮร์ริส”

เกิดเสียงแตกแบ่งคะแนนไปให้ “ทรัมป์”

ปัจจัยข้อที่ 9, กลุ่มประชากรสูงอายุที่เคยเลือก “ทรัมป์” ก็ยังลงคะแนนให้ “ทรัมป์”

ไม่ยอมเปลี่ยนใจไปเลือก “แฮร์ริส”

ปัจจัยข้อที่ 10, ผลโพลทุกสำนักฟันธงว่าแฮร์ริสจะเฉือนชนะทรัมป์

เป็นตัวแปรทำให้ทรัมป์ชนะแฮร์ริส

เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละโยม.

แม่ลูกจันทร์

คลิกอ่านคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” เพิ่มเติม

ทรัมป์ชนะขาดลอย การกีดกันการค้าโลกจะรุนแรงขึ้น

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824298

ทรัมป์ชนะขาดลอย การกีดกันการค้าโลกจะรุนแรงขึ้น

8 พ.ย. 2567 06:03 น.

ทรัมป์ชนะขาดลอย การกีดกันการค้าโลกจะรุนแรงขึ้น

ผมเขียนบทความนี้บ่ายสี่โมงวันพุธ การนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯยังไม่เสร็จสิ้น สำนักข่าวฟอกซ์นิวส์ สื่อเลือกข้างที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ประกาศคาดว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 47แม้การนับคะแนนยังไม่เสร็จสิ้น แต่คะแนนทรัมป์ก็ทิ้งห่าง นางคามาลา แฮร์ริส คู่แข่งไปไกลมาก ทรัมป์ได้เสียงคณะกรรมการเลือกตั้ง 267 เสียง ได้อีก 3 เสียงก็ชนะแล้ว นางคามาลา แฮร์ริส ได้ 214 เสียง คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต ทรัมป์ก็ชนะแฮร์ริส 69.6 ต่อ 64.3 ล้านเสียง วุฒิสภา พรรครีพับลิกันก็ชนะได้เสียงข้างมาก 51 เสียง ทั้งที่ยังนับคะแนนไม่เสร็จ สภาผู้แทนฯ พรรครีพับลิกันก็นำพรรคเดโมแครต 197 ต่อ 170 เสียง ซึ่งยังนับคะแนนไม่เสร็จ

ชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์  และ พรรครีพับลิกัน ครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้ง ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสียงข้างมากวุฒิสภา เสียงข้างมากสภาผู้แทนฯ ทำให้ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯที่มีอำนาจมากที่สุดในการเมืองสหรัฐฯ และมากที่สุดในโลกด้วย

การกลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยสอง หลังจากที่เว้นไปหนึ่งสมัย ไม่ใช่เรื่องง่าย ปี 2016 ทรัมป์ ชนะ นางฮิลลาลี คลินตัน ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยแรกด้วยนโยบาย “Make America Great Again–ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ปี 2020 ทรัมป์ แพ้ให้กับ โจ ไบเดน และปีนี้ 2024 ทรัมป์ ชนะ นางคามาลา แฮร์ริส ได้เป็นประธานาธิบดีสมัย 2 ด้วยนโยบายเดิมแต่เพิ่ม Once เข้าไปคือ “Make America Great Once Again–ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง” ซึ่งชาวโลกจะต้องแลกด้วยอะไรบ้าง ต้องดูกันต่อไป

ครั้งก่อน ทรัมป์ใช้นโยบาย “Make America Great Again” ในการ ก่อสงครามการค้ากับจีน ขึ้นภาษีสินค้านำเข้า ทำลายระบบการค้าเสรี Globalization ทำลายห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยี ก่อสงครามการค้า สงครามเย็นทางเทคโนโลยี โดยอ้างความมั่นคงของสหรัฐฯ ทำให้โลกต้องแบ่งแยกและแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์  ทั้งการเมือง การค้า สังคม และเทคโนโลยี

วันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาอีกครั้งด้วยอำนาจที่มากกว่าเดิม ทำให้นโยบาย Make America Great Once Again รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นโยบายต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศของไทยจึงน่าเป็นห่วง เพราะรัฐบาลของ “นายกฯฝึกหัด” แพทองธาร ชินวัตร ไม่มีรัฐมนตรีระดับ “มืออาชีพสากล” ที่ เวทีการเมืองระหว่างประเทศให้การยอมรับนับถือ ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีพาณิชย์ ฯลฯ มีแต่รัฐมนตรีที่เข้าแถวเป็นระเบียบวินัยประดับฉากหลัง นายกฯแพทองธาร แล้วเราจะไปสู้รบปรบมือกับนักการเมืองมืออาชีพระดับโลกอย่าง สหรัฐฯ และ จีน  ได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของชาติ ไม่ใช่การด้อยค่าใคร รัฐมนตรีแต่ละคนก็รู้ตัวดี มือถึงระดับอินเตอร์หรือไม่

ไปดู นโยบายการค้าระหว่างประเทศ  ของ ว่าที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ เสียหน่อยนะครับ มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยและทุกประเทศทั่วโลกแน่นอน

เริ่มจาก นโยบายภาษีของทรัมป์ ที่จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า เมื่อ ประธานาธิบดีทรัมป์  ขึ้นครองอำนาจ จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศในอัตรา 10–20% จากอัตราเฉลี่ย 3% ในปัจจุบัน จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตรา 60% จากอัตราเฉลี่ย 20% ในปัจจุบัน นโยบายด้านพลังงาน ค่อยยังชั่ว ทรัมป์มีนโยบายเร่งขุดน้ำมันในสหรัฐฯ เพื่อลดการนำเข้า หวังให้ราคาน้ำมันในประเทศลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกลดลงด้วย ในสหรัฐฯ จะลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 15% จาก 21% ซึ่งจะทำให้การค้าในสหรัฐฯคึกคักขึ้น

แต่การขึ้นภาษีนำเข้า 20% สถาบันนโยบายภาษีและเศรษฐกิจสหรัฐฯ  วิเคราะห์ว่า จะทำให้ครัวเรือนรายได้ต่ำล่างสุด 20% มีรายได้แท้จริงลดลง 5.7% ครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลาง รายได้แท้จริงจะลดลง 4.6% ส่วนครัวเรือนที่รวยสุด 1% รายได้แท้จริงลดลงแค่ 1.4%

นโยบายสำคัญอีกข้อคือ ทรัมป์สนับสนุน Cryptocurrency ทำให้ ราคา Bitcoin วันเลือกตั้งพุ่งขึ้นไปถึง 75,300 ดอลลาร์ สถิติสูงสุดใหม่  เมื่อทรัมป์มีคะแนนนำ ก่อนลงมาที่ 73,870 ดอลลาร์ (16.30 น.)ที่ทำนายไว้ว่า Bitcoin จะถึง 1 แสนดอลลาร์ ทำท่าจะจริง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม

ปูตินลั่นพร้อมหารือ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความยินดีคว้าชัยเลือกตั้ง

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824388

ปูตินลั่นพร้อมหารือ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความยินดีคว้าชัยเลือกตั้ง

8 พ.ย. 2567 04:48 น.

ปูตินลั่นพร้อมหารือ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความยินดีคว้าชัยเลือกตั้ง

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แสดงความยินดีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชมเปาะเป็นผู้กล้าหาญ ลั่นพร้อมหารือด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวที่การประชุมของ “ชมรมการสนทนาระหว่างประเทศ” (Valdai International Discussion Club) ในเมืองโซชิ ทางใต้ของประเทศว่า “ผมขอถือโอกาสนี้ แสดงความยินดีกับเขา (โดนัลด์ ทรัมป์)” และเมื่อถูกถามว่า เขาพร้อมจะจัดการพูดคุยกับนายทรัมป์หรือไม่ ผู้นำรัสเซียก็ตามว่า “พร้อม”

ทั้งนี้ ก่อนที่การเลือกตั้งจะเริ่มต้นขึ้น นายปูตินเคยถูกถามว่า ใครที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้ว จะเป็นผลดีกับรัสเซียมากที่สุด ซึ่งนายปูตินตอบว่า เขาอยากเห็น โจ ไบเดน หรือ คามาลา แฮร์ริส อยู่ในทำเนียบขาวมากกว่า

อย่างไรก็ตาม มอสโกถูกมองว่าชอบแนวคิดต่อต้านระบบของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงความปั่นปว่นที่เขาทำให้เกิดขึ้นในภาคการเมืองอเมริกาและโลกอย่างมาก โดยรัสเซียถูกกล่าวหาว่า แทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2559 เพื่อเพิ่มความนิยมของนายทรัมป็ ในการต่อสู้กับ ฮิลลารี คลินตัน แต่รัฐบาลเครมลินปฏิเสธ

ในวันพฤหัสบดี (7 พ.ย. 2567) ปูตินกล่าวด้วยว่า เขาประทับใจในการวางตัวของนายทรัมป์ ระหว่างเกิดความพยายามลอบสังหารเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา “ปรากฏว่าเขาเป็นคนกล้าหาญ”

“ผู้คนจะแสดงออกมาให้เห็นว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร ก็ตอนอยู่ในสถานการณ์ที่ผิดปกติ นี่ที่คือที่คนคนหนึ่งเปิดเผยตัวตนออกมา และเขาแสดงให้เห็นตัวตนของเขา ซึ่งในความคิดของผม เขาแสดงออกมาได้อย่างถูกต้องมากๆ และกล้าหาญ สมเป็นลูกผู้ชาย” ปูตินกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : cna

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ทรัมป์จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อไร?

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824387

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ทรัมป์จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อไร?

8 พ.ย. 2567 03:49 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ทรัมป์จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อไร?

โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐอเมริกา หลังคว้าชัยชนะเด็ดขาดในการเลือกตั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งเขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเป็นครั้งที่ 2

คามาลา แฮร์ริส คู่แข่งของเขา ออกมายอมรับความพ่ายแพ้ รวมทั้งเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนของเธอยอมรับในชัยชนะของนายทรัมป์ และยืนยันว่า เธอจะช่วยให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นอดีตประธานาธิบดีคนแรกในรอบกว่า 130 ปี ที่คัมแบ็กกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง หลังแพ้ในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 แต่การที่นายทรัมป์จะได้รับตำแหน่งจริงๆ นั้น ต้องรอให้กระบวนการเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์เสียก่อน

ยืนยันผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อไร?

ชัยชนะของนายทรัมป์ในตอนนี้ยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เพราะจนถึงตอนนี้ รัฐสวิงสเตทบางแห่งก็ยังไม่ประกาศผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการออกมา เนื่องจากคะแนนมีความใกล้เคียงกันมาก

แต่การที่นายทรัมป์ชนะด้วยส่วนต่างคะแนนที่ชัดเจนในรัฐ นอร์ทแคโรไลนา, จอร์เจีย, เพนซิลเวเนีย และ วิสคอนซิน ทำให้เขาได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งถึง 270 เสียง ที่ต้องการเพื่อเป็นประธานาธิบดีแล้ว โดยไม่ต้องรอผลในรัฐอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการหลังการเลือกตั้งจะดำเนินต่อไปได้ ต้องรอผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการถูกประกาศออกมาก่อน ซึ่งคาดกันว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ เพื่อยืนยันผลอย่างเป็นทางการในทุกรัฐ

ทรัมป์จะได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อไร?

สถานะของนายทรัมป์ตอนนี้ ยังคงเป็นเพียง ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เท่านั้น เช่นเดียวกับนาย เจ.ดี. แวนซ์ ที่เป็นว่าที่รองประธานาธิบดี

นายทรัมป์จะสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันจันทร์ที่ 20 ม.ค. พ.ศ.2568 และในตอนนั้น เขาจะได้รับมอบอำนาจและความรับผิดชอบของตำแหน่งประธานาธิบดีตามกฎหมาย

ในตอนที่เขาชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2559 นายทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2560 และอยู่ในตำแหน่งจนถึงปี 2564

จะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างวันเลือกตั้งจนถึงวันสาบานตน

เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการถูกประกาศออกมาแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นกระบวนการให้ “คณะผู้เลือกตั้ง” (electoral college) ยืนยันผลการเลือกตั้ง

ระบบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ นั้น จะมีสิ่งที่เรียกว่า “คณะผู้เลือกตั้ง” หรือ “Electoral College” ซึ่งจะทำหน้าที่โหวตเลือกประธานาธิบดีแทนประชาชนในแต่ละรัฐ และรัฐต่างๆ ก็จะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนประชากร แต่รวมทั้งหมดอยู่ที่ 538 คน ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้ง 270 เสียง จะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่

ฝ่ายที่ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุดในรัฐใดๆ ก็จะได้คะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งในรัฐนั้นๆ ไปทั้งหมด ยกเว้นเพียง 2 แห่งที่รัฐเมน และเนบราสกา ซึ่งใช้ระบบแบ่งสัดส่วนตามคะแนนที่ได้รับ

คณะผู้เลือกตั้งจะประชุมกันในวันที่ 17 ธ.ค. 2567 เพื่อยืนยันผลการเลือกตั้ง จากนั้นสมาชิกสภาคองเกรสชุดใหม่จะประชุมกันในวันที่ 6 ม.ค. 2568 เพื่อนับจำนวนโหวตของคณะผู้เลือกตั้ง และยืนยันตัวประธานาธิบดีคนใหม่ โดยที่ น.ส.คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีที่กำลังจะหมดวาระ จะเป็นประธานดูแลกระบวนการนี้

อนึ่ง การประชุมเดียวกันนี้ คือการประชุมที่ผู้สนับสนุนของนายทรัมป์พยายามหยุดยั้ง จนเกิดเป็นการจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อ 6 ม.ค. 2564 หลังจากนายทรัมป์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งให้แก่นายโจ ไบเดน

ตอนนี้ ว่าที่ประธานาธิบดีกับรองฯ กำลังทำอะไรอยู่

ตอนนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ กับ เจ.ดี. แวนซ์ กำลังเตรียมทีมเปลี่ยนผ่านอำนาจของตัวเอง เพื่อจัดการการส่งมอบอำนาจจากรัฐบาลของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่กำลังจะหมดวาระในอีกประมาณ 70 วันข้างหน้า

พวกเขาจะจัดลำดับความสำคัญของนโยบาย เริ่มการคัดเลือกแคนดิเดทที่จะมารับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่ และเตรียมตัวรับข่วงการทำงานของรัฐบาล

ที่งานประกาศชัยชนะ นายทรัมป์กล่าวเป็นนัยว่า นายโรเบิร์ต เจ. เคนเนดี อดีตแคนดิเดตชิงประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน และเป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่เชื่อถือในวัคซีน จะได้รับตำแหน่งด้านสาธารณสุข

ส่วนนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท เทสลา และ สเปซเอ็กซ์ ก็คาดว่าจะมีตำแหน่งในรัฐบ้านชุดใหม่ของนายทรัมป์ด้วย โดยก่อนหน้านี้ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะขอให้นายมัสก์เก็บกวาดขยะของรัฐบาล

นอกจากนั้น นายทรัมป์กับทีมงานของเขา จะเริ่มรับรายงานสรุปเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นความลับ โดยครอบคลุมถึงเรื่อง ภัยคุกคามในปัจจุบันและปฏิบัติการทางทหารต่างๆ

ว่าที่ประธานาธิบดีกับรองฯ จะได้รับการคุ้มกันเต็มรูปแบบจากหน่วยตำรวจลับ

ทีมงานของนายทรัมป์ระบุว่า นายทรัมป์รับคำเชิงตามประเพณีจาก โจ ไบเดน ให้ไปเยือนทำเนียบขาว เพื่อทำให้แน่ใจว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจระหว่างคณะบริหารประเทศ จะเป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ ตามธรรมเนียม ประธานาธิบดีที่กำลังจะหมดวาระ จะเข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ด้วย แต่ในการเลือกตั้งครั้งก่อน นายทรัมป์บอยคอตต์ไม่เข้าร่วม แต่ทำตามประเพณีที่เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยของนาย โรนัลด์ เรแกน คือการเขียนจดหมายลายลักษณ์อักษรทิ้งเอาไว้ในห้องทำงานรูปไข่ ให้ผู้นำคนถัดไปได้อ่าน

หลังจากพิธีสาบานตนเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีคนใหม่จะสามารถเริ่มทำงานได้ในทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : bbc

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ไบเดนแถลงครั้งแรกหลังทรัมป์ชนะ สัญญาส่งต่ออำนาจอย่างสันติ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824384

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ไบเดนแถลงครั้งแรกหลังทรัมป์ชนะ สัญญาส่งต่ออำนาจอย่างสันติ

8 พ.ย. 2567 00:34 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ : ไบเดนแถลงครั้งแรกหลังทรัมป์ชนะ สัญญาส่งต่ออำนาจอย่างสันติ

โจ ไบเดน ออกแถลงการณ์ครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง โดยรับปากว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติและเป็นระเบียบ

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2567 โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก หลังจากนาย โดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันอังคารที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยไบเดนรับปากว่า จะเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติและเป็นระเบียบ พร้อมเรียกร้องให้ชาวอเมริกัน ลดอุณหภูมิทางการเมืองลง

โจ ไบเดน เริ่มการแถลงที่สวน “โรส การ์เดน” ในทำเนียบขาว โดยระบุว่า กว่า 200 ปีมาแล้วที่สหรัฐฯ ดำเนินการทดสอบรัฐบาลปกครองตนเองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ที่ประชาชนโหวตและเลือกผู้นำของตัวเอง และเลือกอย่างสันติ โดยที่ความต้องการของประชาชนเป็นฝ่ายชนะเสมอ

ไบเดนยืนยันว่า เขาได้คุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว โดยกล่าวแสดงความยินดีกับชัยชนะ และสัญญาว่าจะช่วยเขาโอนถ่ายอำนาจอย่างเป็นระบบ นอกจากนั้น ไบเดนยังได้คุยกับ คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี และตัวแทนผู้สมัครฝ่ายเดโมแครต โดยเขาชื่นชมการหาเสียงที่สร้างแรงบันดาลใจของแฮร์ริส กับความกล้าหาญของเธอ และว่าเธอควรภูมิใจกับงานที่เธอทำ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า สำหรับคนบางกลุ่ม นี่เป็นเวลาแห่งชัยชนะ แต่เป็นเวลาเป็นความพ่ายแพ้สำหรับคนอีกกลุ่ม “ประเทศเลือกได้เพียงทางใดทางหนึ่ง และเรายอมรับตัวเลือกที่ประเทศได้เลือกแล้ว” “คุณจะรักประเทศของคุณแค่ตอนที่คุณชนะไม่ได้ คุณจะรักเพื่อนบ้านของคุณแค่ตอนที่ความคิดเห็นตรงกันไม่ได้”

ไบเดนยังกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่เลือกตั้ง โดยระบุว่า พวกเขาทุกคนควรได้รับความเคารพและคำขอบคุณ “เจ้าหน้าที่มากมายเป็นอาสาสมัครที่มาด้วยความรักต่อประเทศ”

ไบเดนย้ำว่า จะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติในวันที่ 20 ม.ค. 2568 และ “ผมจะทำหน้าที่ของผมในฐานะประธานาธิบดี”

“นี่เป็นการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งประวัติศาสตร์” ไบเดนกล่าว “เราได้ฝากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งที่สุดเอาไว้ให้แก่โลก” “ตอนนี้เราเหลือเวลา 74 วันก่อนจะจบวาระการดำรงตำแหน่ง วาระของเรา มาทำให้ทุกวันมีความหมายกันเถิด”

ไบเดนเสริมว่า นี่เป็นความรับผิดชอบในฐานะรัฐบาล “การก้าวถอยหลังนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การยอมแพ้ก็ยกโทษให้ไม่ได้เหมือนกัน” “เราทุกคนล้วนเคยถูกอัดจนล้มลง แต่สิ่งที่วัดคุณลักษณะของเราก็คือ คุณจะลุกขึ้นมาแบบใด” “เราแพ้การต่อสู้นี้ อเมริกาในความฝันของพวกคุณกำลังเรียกร้องให้พวกคุณลุกกลับขึ้นมา”

จากนั้น ไบเดนก็ปิดการแถลงโดยบอกให้ผู้สนับสนุนมีศรัทธาต่อไป “เราจะไม่เป็นไร แต่เราจำเป็นต้องมีส่วนร่วมอยู่เสมอ”

“เราจำเป็นต้องรักษาศรัทธาเอาไว้” ไบเดนกล่าว ก่อนจะเสริมว่า เขาภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรีและทีมงานของเขา

“ขอให้พระเจ้าอวยพรพวกคุณทุกคนและอเมริกา” จากนั้นจึงส่งจูบให้ฝูงชน และให้หลานสาวที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด แล้วจบการแถลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ติดตามการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/uselection2024

ที่มา : bbc

ฟิลิปปินส์อพยพคนหลายหมื่น หนีไต้ฝุ่น “หยินซิ่ง” พายุลูกที่ 3 ในรอบ 1 เดือน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824383

ฟิลิปปินส์อพยพคนหลายหมื่น หนีไต้ฝุ่น “หยินซิ่ง” พายุลูกที่ 3 ในรอบ 1 เดือน

7 พ.ย. 2567 23:59 น.

ฟิลิปปินส์อพยพคนหลายหมื่น หนีไต้ฝุ่น “หยินซิ่ง” พายุลูกที่ 3 ในรอบ 1 เดือน

ฟิลิปปินส์อพยพประชาชนหลายหมื่นคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อหนีไต้ฝุ่น หยินซิ่ง ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 3 ที่เข้าเล่นงานแดนตากาล็อก ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประชาชนกว่า 21,000 คน จาก 200 หมู่บ้านในจังหวัดคากายัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฟิลิปปินส์ ต้องอพยพไปยังที่ปลอดภัย เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ไต้ฝุ่น “หยินซิ่ง” จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในช่วงบ่ายวันที่ 7 พ.ย. 2567 ทำให้เกิดลมกระโชกแรงซัดต้นไม้หักโค่น เศษซากอาคารปลิวว่อน

หยินซิ่งเป็นพายุลูกที่ 3 ในรอบไม่ถึง 1 เดือนที่เข้าเล่นงานประเทศฟิลิปปินส์ ต่อจากไต้ฝุ่นกำลังแรง “จ่ามี” และซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “กองเร็ย” ซึ่งพายุทั้ง 2 ลูกทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากถึง 158 ศพ แต่ส่วนใหญ่เป็นอิทธิพลจากพายุจ่ามี

สำหรับพายุ หยินซิ่ง มีความเร็วลมสูงสุด 175 กม./ชม. และความเร็วลมกระโชกสูงสุด 240 กม./ชม. พัดเข้าสู่เมืองซานตา อานา บริเวณชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดฝนตกหนักในเมืองแห่งนี้และบริเวณใกล้เคียง สร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือน รวมถึงสถานีตำรวจ ซานตา อานา แต่ยังไม่มีรายงานพบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ด้านสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของฟิลิปปินส์ เตือนว่าจังหวัดคากายัน ซึ่งมีประชากร 1.3 ล้านคน จะได้รับผลกระทบจากพายุ หยินซิ่ง เต็มๆ

ขณะที่จังหวัดใกล้เคียงอย่าง อิโลโกส นอร์เต (Ilocos Norte) มีเจ้าหน้าที่กู้ภัย, ตำรวจ, หน่วยดับเพลิง และทหาร เตรียมความพร้อมรอปฏิบัติการฉุกเฉินอยู่แล้ว โดยพวกเขากำลังจับตาความเป็นไปได้ที่จะเกิดดินถล่ม, น้ำท่วมฉับพลัน และแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง รวมถึงคลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง (สตอร์มเซิร์จ) ใน 2 จังหวัดนี้

ส่วนเจ้าหน้าที่บรรเทาภัยพิบัติในจังหวัด อาปาเยา ระบุว่า มีประชาชนต้องอพยพไปยังที่หลบภัยประมาณ 500 คน

ทั้งนี้ ทางการฟิลิปปินส์สั่งหยุดการเรียนการสอนในโรงเรียนหลายแห่งทางภาคเหนือ โดยประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส สั่งการให้หน่วยงานรัฐทั้งหมด ตื่นตัวในระดับสูง เพื่อที่จะได้ตอบสนองต่อภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna