ช็อก อินฟลูเอนเซอร์ดังในเกาหลี-ญี่ปุ่น เสียชีวิต หลังประสบอุบัติเหตุในไทย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824382

ช็อก อินฟลูเอนเซอร์ดังในเกาหลี-ญี่ปุ่น เสียชีวิต หลังประสบอุบัติเหตุในไทย

7 พ.ย. 2567 23:30 น.

ช็อก อินฟลูเอนเซอร์ดังในเกาหลี-ญี่ปุ่น เสียชีวิต หลังประสบอุบัติเหตุในไทย

(ภาพจาก theads / satton_korean101)

อินฟลูเอนเซอร์สาวซึ่งมีชื่อเสียงทั้งในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เสียชีวิตแล้ว และประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ในไทย และนอนหมดสตินานกว่า 1 เดือน

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ครอบครัวของ ซาโตมิ ยามานิชิ อินฟลูเอนเซอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเสียงทั้งในแดนอาทิตย์อุทัยและในประเทศเกาหลีใต้ หรือชื่อที่รู้จักกันในวงการคือ “ซัตตอน” (Satton) โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมของพี่สาวเพื่อแจ้งข่าวเศร้าว่า ยามานิชิ เสียชีวิตแล้ว หลังประสบอุบัติเหตุที่ประเทศไทยเมื่อเดือนก่อน

ครอบครัวของ น.ส.ยามานิชิ โพสต์แจ้งเมื่อ 8 ตุลาคมว่า อินฟลูเอนเซอร์สาววัย 30 ปีรายนี้ ประสบอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ ที่กรุงเทพมหานคร และอยู่ในอาการโคม่า และน่าจะหมดสติไปอีกสักพัก พวกเขาจึงจะขอหยุดกิจกรรมทั้งหมด รวมถึงบนอินสตาแกรม เอาไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 4 พ.ย. ญาติของยามานิชิก็โพสต์แจ้งข่าวร้ายว่า หลังจากซัตตอนนอนหมดสติมาประมาณ 1 เดือน หลังประสบอุบัติเหตุ โดยมีครอบครัวคอยดูแลอย่างดีที่สุดอยู่เคียงข้างตลอด เธอก็ได้จากไปอย่างสงบ ในเวลา 0.06 น. ของวันที่ 31 ต.ค. 2567

ครอบครัวของยามานิชิยังขอบคุณการสนับสนุนจากแฟนคลับของเธอ โดยระบุว่า “เธอมาได้ไกลขนาดนี้เพราะการสนับสนุนของพวกคุณ ข้อความแสดงความรักและให้กำลังใจจากทุกคน นำความเข้มแข็งและการปลอบโยนมาให้แก่ครอบครัวของเรา”

ทั้งนี้ ซัตตอนเป็นครูสอนภาษาเกาหลีใต้ และอาศัยอยู่ในแดนกิมจิมานาน 8 ปีแล้ว โดยเธอทำคอนเทนต์สอนภาษาบนแอปพลิเคชัน “ติ๊กต่อก” (TikTok) จนเป็นที่นิยมทั้งในเกาหลีใต้และที่ญี่ปุ่น โดยเธอมีผู้ติดตามบนติ๊กต่อก @satton_korean101 มากกว่า 240,000 คน และบนอินสตาแกรมอีกกว่า 279,000 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : satton_korean101 , world forum

เฉลยแล้ว นักวิทย์ออสเตรเลียเผยส่วนประกอบก้อนดำปริศนา เกลื่อนหาดซิดนีย์จนต้องสั่งปิดหาด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824290

เฉลยแล้ว นักวิทย์ออสเตรเลียเผยส่วนประกอบก้อนดำปริศนา เกลื่อนหาดซิดนีย์จนต้องสั่งปิดหาด

7 พ.ย. 2567 14:56 น.

เฉลยแล้ว นักวิทย์ออสเตรเลียเผยส่วนประกอบก้อนดำปริศนา เกลื่อนหาดซิดนีย์จนต้องสั่งปิดหาด

นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียเผยก้อนกลมสีดำปริศนา ที่เกลื่อนหาดซิดนีย์ออสเตรเลียเมื่อเดือนก่อน จนต้องสั่งปิดหาดชั่วคราว เป็นส่วนผสมของมูลมนุษย์ น้ำมัน สารเคมีและยาเสพติด

ผลการตรวจพิสูจน์ก้อนกลมสีดำปริศนาที่ลอยมาเกยชายหาดในนครซิดนีย์ที่ในตอนแรกคิดว่าเป็นก้อนยางมะตอยออกมาแล้ว โดยพบว่าก้อนกลมดังกล่าวมีส่วนผสมที่น่ารังเกียจหลายอย่าง ทั้งอุจจาระมนุษย์ น้ำมันปรุงอาหาร สารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและเครื่องสำอาง และยาเสพติดผิดกฎหมาย ก้อนแต่ละก้อนมีความแตกต่างกันเล็กน้อย โดยมีผิวด้านนอกที่แข็งเล็กน้อยจากการสะสมของทรายและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แต่มีแกนกลางนิ่ม โดยจากการตรวจสอบเพิ่มเติมของทางการในรัฐนิวเซาท์เวลส์ พบว่าวัสดุเหล่านี้ไม่น่าจะมาจากการรั่วไหลของน้ำมันหรือของเสียจากเรือเพียงอย่างเดียว

โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ชายหาด 8 แห่งรวมถึงหาดบอนไดที่มีชื่อเสียงในนครซิดนีย์ต้องถูกสั่งปิดหลายวัน และมีการสั่งทำความสะอาดครั้งใหญ่ หลังพบคราบสีดำจำนวนมากเกยอยู่บริเวณชายหาด ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม โดยผลการทดสอบเบื้องต้นจากนักเคมีเชื่อว่าก้อนเหล่านี้น่าจะเป็นผลจากการรั่วไหลของน้ำเสีย แม้ว่าต้นตอที่แท้จริงจะยังไม่ทราบแน่ชัดก็ตาม

ศาสตราจารย์วิลเลียม อเล็กซานเดอร์ โดนัลด์กล่าวว่าก้อนเหล่านี้คล้ายกับก้อนไขมันและน้ำมันที่มักจะเรียกว่า “แฟตเบิร์ก” ซึ่งพบได้ทั่วไปในระบบท่อระบายน้ำ การตรวจพบสิ่งนี้ร่วมกับสารเสพติดและสารเคมีอุตสาหกรรมชี้ไปที่ของเสียจากน้ำเสียและแหล่งน้ำเสียจากเมือง ขณะที่บริษัท Sydney Water ยืนยันว่ายังไม่พบปัญหาเกี่ยวกับระบบน้ำเสียในเมืองแต่อย่างใด ซึ่งต้องมีการตรวจสอบหาแหล่งที่มาที่แท้จริงของก้อนสีดำเหล่านี้ต่อไป.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ซิดนีย์

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เปิดข้อผิดพลาดแคมเปญหาเสียง “คามาลา แฮร์ริส” ที่ยังไม่โดนใจชาวอเมริกัน

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824228

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เปิดข้อผิดพลาดแคมเปญหาเสียง "คามาลา แฮร์ริส" ที่ยังไม่โดนใจชาวอเมริกัน

7 พ.ย. 2567 13:55 น.

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เปิดข้อผิดพลาดแคมเปญหาเสียง “คามาลา แฮร์ริส” ที่ยังไม่โดนใจชาวอเมริกัน

ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : เปิด 5 เหตุผลที่อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของ “คามาลา แฮร์ริส” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ความกังวลด้านเศรษฐกิจ การขาดเวลาในการเตรียมการ ความยากลำบากในการโต้แย้งข้อมูลที่ผิดพลาด การเลือกรองประธานาธิบดีที่มีข้อโต้แย้ง และการลดลงของการสนับสนุนจากชานเมือง 

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส กล่าวปราศรัยต่อกลุ่มผู้สนับสนุนยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับการคาดการณ์ว่าจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 แฮร์ริสกล่าวว่าเธอยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยบอกว่าได้โทรศัพท์ไปหาว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ แบบ เป็นการส่วนตัวเพื่อแสดงความยินดีกับชัยชนะของเขา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แคมเปญหาเสียงของแฮร์ริส อาจจะไม่โดนใจชาวอเมริกันที่คาดหวังถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยที่ผ่านมาประชาชนต่างมีวิตกกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาผู้อพยพทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ ปัญหาอาชญากรรม ตลอดจนปัญหายาเสพติดที่ไม่ได้รับการแก้ไข ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และสงครามความรุนแรงในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ นางแฮร์ริสซึ่งเพิ่งเข้ามารับไม้ต่อจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่นายไบเดนพ่ายแพ้การดีเบตรอบแรกกับทรัมป์ นำไปสู่การตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นผู้แทนพรรคเดโมแครตลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

ด้วยเหตุนี้นางแฮร์ริสอาจจะเสียเปรียบที่ขาดเวลาในการเตรียมการ เมื่อเทียบกับแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ นอกจากนี้ระหว่างการหาเสียงเธอยังไม่สามารถโต้แย้งข้อมูลที่ผิดพลาดของทรัมป์ได้ ขณะเดียวกันการตัดสินใจเลือกรองประธานาธิบดีเป็นนายทิม วอลซ์ ก็ทำให้เกิดข้อโต้แย้งมากมายว่าเขามีความเหมาะสมที่จะช่วยทำให้นางแฮร์ริสชนะการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ ขณะที่ผลการเลือกตั้งที่ออกมายังชี้ให้เห็นว่ากลุ่มผู้สนับสนุนเธอในกลุ่มย่านชานเมืองลดลงไปอย่างมาก หลังจากที่แฮร์ริสแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 ต่อไปนี้คือเหตุผลที่เธอแพ้:

ไม่ได้รับความไว้วางใจในการจัดแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ในขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจของแฮร์ริส ยังดูไม่โดดเด่นและไม่อาจจับต้องได้สำหรับการเป็นแนวทางแก้ปัญหาเศณษฐกิจของประเทศในขณะนี้ นางแฮร์ริสดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการเลือกตั้งในปี 2024

โดยภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความกังวลเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานเป็นประเด็นสำคัญที่เอื้อประโยชน์ต่อนโยบายที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศออกไปมากกว่าแฮร์ริส

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งระบุว่า ส่วนใหญ่ไว้วางใจทรัมป์มากกว่าเมื่อต้องจัดการเศรษฐกิจ ซึ่งมันบดบังความสำคัญของสิ่งที่แฮร์ริสชูเป็นนโยบายสำคัญ นั่นก็คือสิทธิการทำแท้ง และการเธอได้สูญเสียผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มแรงงานไปให้กับฝ่ายรีพับลิกัน ได้กลายเป็นมีส่วนสำคัญนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของเธอ

เวลาในการเตรียมตัวไม่เพียงพอ

นางแฮร์ริสต้องเผชิญกับความท้าทายในการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโดยมีเวลาเตรียมการน้อยมาก หลังจากได้รักบารเปิดตัวเป็นตัวแทนประธานาธิบดีโจ ไบเดน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาโดยเธอมีเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้นในการจัดการสิ่งต่างๆ และทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานของประธานาธิบดีไบเดน เธอต้องความยากลำบากในการสื่อสารข้อความที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ

กำหนดเวลาที่เร่งรีบทำให้เธอต้องพลิกจุดยืนทางนโยบายที่สำคัญ อาทิ การลักลอบย้ายถิ่นฐาน ซึ่งลดความน่าเชื่อถือของเธอลงและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความเป็นผู้นำของเธอ

ความล้มเหลวในการจัดการแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด

ข้อมูลเท็จ โดยเฉพาะในยุคหลังทรัมป์ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับแฮร์ริส ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับประวัติและบุคลิกของเธอถูกเผยแพร่โดยทรัมป์และขยายวงกว้างผ่านสื่อฝ่ายขวา ทำให้แคมเปญของแฮร์ริสต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนัก ตั้งแต่การกล่าวอ้างที่เกินจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมผู้อพยพ ไปจนถึงการสมคบคิดฉ้อโกงการเลือกตั้ง แคมเปญของแฮร์ริสต้องดิ้นรนเพื่อต่อต้านข้อมูลเท็จที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมีประสิทธิภาพ

 
การเลือกรองประธานาธิบดีที่มีข้อสงสัย

การตัดสินใจของแฮร์ริสในการเลือกทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา เป็นคู่ชิงตำแหน่งแทนที่จะเป็นนายจอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ทำให้บรรดาผู้วางกลยุทธ์ของพรรคเดโมแครตบางส่วนรู้สึกประหลาดใจ แม้ว่าวอลซ์จะถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งผิวขาวในชนบท แต่นายชาปิโรกลับถือเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งกว่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากอิทธิพลทางการเมืองของเขาในรัฐที่เป็นสมรภูมิสำคัญอย่างเพนซิลเวเนีย และเขาได้รับการคาดหมายว่าจะสามารถช่วยเชื่อมโยงนางแฮร์ริสกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตชานเมือง นอกจากนี้สไตล์การพูดที่น่าสนใจของเขาอาจทำให้แคมเปญหาเสียงของนางแฮร์ริสมีสีสันมากกว่านี้

วาทกรรมต่อต้านทรัมป์

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียง แฮร์ริสได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงกล่าวเพื่อโจมตีทรัมป์ โดยเรียกทรัมป์ว่าเป็นพวกฟาสซิสต์ และเตือนว่าทรัมป์อาจเป็นตัวบ่อนทำลายประชาธิปไตยของประเทศ แม้ว่าเธออาจตั้งใจพูดเพื่อกระตุ้นความฮึกเหิมของกลุ่มฐานเสียงของเธอ แต่กลับการเป็นว่าคำพูดเหล่านี้ได้สร้างความแตกแยกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และอาจยิ่งทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางไม่พอใจมากขึ้นไปอีก

การที่เธอกล่าวเน้นย้ำว่าทรัมป์เป็นคนไร้สติและไม่มั่นคง และเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยและสิทธิสตรี ก็ถูกมองว่าเป็นคำพูดที่สร้างความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทความกังวลทางเศรษฐกิจที่น่ากลัวกว่าหลายเท่า.

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

https://www.naewna.com/local/840259

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.03 น.

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

ขอแสดงความยินดีกับ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 (ทีม 19 มะดันศิลปากร) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกการสื่อสารเชิงธุรกิจ (เน้นการลูกค้าสัมพันธ์) หรือ BC-CRM คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับรางวัล Best Young Influencer Award  ในฐานะตัวแทนจากทีมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร จากเวทีระดับประเทศ Thailand Influencer Awards 2024 โดยรางวัลนี้เป็นผลมาจากโครงการ “Young Influencer Challenge Thailand 2023: ชวนยูสร้างรอยยิ้ม”

ที่สร้างปรากฏการณ์ในการพัฒนาสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงพลัง นำความคิดสร้างสรรค์ พร้อมนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแผนการตลาดจำหน่ายสินค้าชุมชนในโครงการ “ชุมชนยิ้มได้ โดย กลุ่ม ปตท.” ผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างประสบการณ์จริง ซึ่งตลอดการแข่งขันมีเยาวชนเข้าร่วม 30 ทีม กว่า 137 คน จาก 10 มหาวิทยาลัย ได้แสดงศักยภาพในการสื่อสารการตลาดทางออนไลน์ให้กับสินค้ากับชุมชน โดยศึกษาอัตลักษณ์สินค้าชุมชนร่วมกับชุมชนเจ้าของสินค้านั้น ๆ อย่างจริงจังจนมาสู่การวางแผนการตลาด

ทำให้สามารถสร้างรายได้ในการจำหน่ายสินค้าส่งเสริมให้สินค้าชุมชนในโครงการฯ เป็นที่รู้จักแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการจุดประกายความตระหนักในบทบาทของเยาวชนไทยในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนยั่งยืนได้

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

https://www.naewna.com/local/840200

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.24 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงเรียน วัดสมหวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)สุราษฎร์ธานี-ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี  ว่า  โรงเรียนวัดสมหวัง เป็นโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ มีการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพตามหลักพระพุทธศาสนา คือ กิน ดู อยู่ ฟัง ทั้งนี้ จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนและตรวจดูห้องสุขาของโรงเรียน ตามโครงการสุขาดีมีความสุขแล้ว ตนได้เน้นย้ำกับ ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ ผอ.โรงเรียน ว่าให้ปรับปรุงและพัฒนาห้องสุขาให้สะอาด ปลอดภัย มีกลิ่นหอม ถูกสุขลักษณะ และให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และเพื่อฝึกนิสัยความรับผิดชอบ และให้จัดแบ่งนักเรียนดูแลห้องน้ำผนวกกับโครงการคุณธรรมของโรงเรียนด้วย

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนโรงเรียนที่สอง โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา 2 เป็นโรงเรียน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ และเป็นสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม โดยในการตรวจเยี่ยม เด็ก ๆ ได้นำเสนอเรื่องสุขาดีมีความสุข ซึ่งฟังแล้วรู้สึกชื่นใจ เพราะนักเรียนบอกว่านักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะ ทำให้มีความสุขและอยากมาโรงเรียน ที่สำคัญยังได้ฝึกเรื่องความรับผิดชอบ จะได้เป็นนิสัยติดตัวเวลาไปใช้ห้องน้ำที่อื่น ก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม นอกจากนี้โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา2 ยังมีจุดเด่นเรื่องของการเรียนแบบสะเต็มศึกษา โดยเด็กนำปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมาศึกษาเรียนรู้ และออกแบบการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี แล้วนำไปใช้ในสถานที่จริง ซึ่งการใช้เทคโนโลยีมาจัดการเรียนการสอนถือเป็นจุดเด่นของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆมาอย่างต่อเนื่อง

“ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นจุดเน้นที่ทำให้นักเรียนอยากมาโรงเรียน และทำให้โรงเรียนมีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการตอบโจทย์ ”เรียนดี มีความสุข“ ซึ่งผมได้ขอให้ผอ.เขตพื้นที่ฯ  ทั้ง ผอ. สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ผอ. สพม.สุราษฎร์ธานี-ชุมพร และผอ.โรงเรียนทั้ง 2 แห่ง  ดำเนินการเพื่อให้เด็กรู้สึกว่ามาโรงเรียนแล้วน่าอยู่  โรงเรียนเป็นที่แห่งความปลอดภัย เป็นที่แห่งความสุข ซึ่งจะนำไปสู่ เป้าหมายตามนโยบายเรียนดี มีความสุข” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว และว่า ขณะนี้ โรงเรียนสังกัด สพฐ.ได้ปรับปรุงห้องสุขาทุกแห่งแล้ว ตามบริบทของโรงเรียน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อ ส่วนเรื่องเด็ก Dropout ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น เท่าที่ได้รับรายงานจาก ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พบว่า  มีเด็ก Dropout กระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 30 -40 คน จากเด็กทั้งหมด 60,000 กว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องของการอพยพย้ายถิ่น เท่าที่ดูคาดว่าน่าจะมีมากที่เกาะสมุย เพราะเป็นพื้นที่ธุรกิจ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่พาลูกมาด้วย เมื่อถึงฤดูทำนาก็จะกลับไปทำนา เด็กก็ต้องติดตามผู้ปกครองไปด้วย จึงทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ดังนั้น จึงมอบหมายให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯไปคิดระบบดูแลนักเรียน เรื่องระบบการส่งต่อนักเรียน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะห้ามไม่ให้เด็กย้ายตามผู้ปกครอง แต่เมื่อเด็กต้องย้ายที่อยู่เด็กต้องสามารถไปเรียนต่อในพื้นที่ใหม่ได้ เด็กจะต้องไม่ตกหล่นจากระบบการศึกษา
 

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567

https://www.naewna.com/local/840199

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.22 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดธรรมบูชา ตําบลตลาด อําเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. , นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. , นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคจตุปัจจัยทำบุญ และร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

ในการที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดธรรมบูชา ตําบลตลาด อําเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมียอดกฐินเพื่อถวายพระภิกษุ สามเณร และถวายจตุปัจจัยบำรุงพระอาราม รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียน จำนวน 5 โรง ได้แก่ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โรงเรียนสุราษฎร์ธานี โรงเรียนวัดสมหวัง โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย และโรงเรียนท่าเฟืองวิทยา เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4,541,331 บาท

ทั้งนี้ การทอดกฐินเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชน ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน เพื่อเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่จำพรรษากาลครบถ้วนไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย และเป็นทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม โดยเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ในการสร้างบุญกุศล สร้างความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเป็นการจรรโลงและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงดำรงอยู่เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023

https://www.naewna.com/local/840163

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.55 น.

คอนเทนต์คุณภาพระดับโลก! ธรรมะเรียลลิตี้แห่งทศวรรษ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023 ส่งตรงจากนิวยอร์ก

8 พฤศจิกายน 2567 สะท้อนความมุ่งมั่นในฐานะสื่อที่ร่วมเผยแพร่ธรรมะสู่สายตาคนทั่วโลกมากว่า 10 ปี จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล…ล่าสุด รายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ที่ริเริ่มโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศอีกครั้ง ด้วยเป็นรายการหนึ่งเดียวจากไทยและภูมิภาคเอเชีย รับรางวัล The Telly Awards 2023 ประเภทรายการโทรทัศน์ ด้านศาสนา ที่จัดขึ้น ณ กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกหนึ่งเวทีอันทรงเกียรติที่จัดการประกวดคอนเทนต์มากกว่า 10,000 ผลงานจากทั่วโลก

รายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 9 เป็นธรรมะเรียลลิตี้ที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านคุณภาพและเนื้อหาที่เหมาะสำหรับผู้ชมทั่วไป ถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงรูปแบบออนไลน์ ทำให้พุทธศาสนิกชนทุกคนที่ไม่เพียงอยู่แค่ในประเทศ แต่ทั่วโลก รวมถึงคนทุกชนชาติ สามารถเข้าถึงธรรมะได้อย่างทั่วถึง ซึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ ให้เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนหยัดที่จะเดินหน้าพัฒนาคอนเทนต์ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป 

รายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม เป็นธรรมะเรียลลิตี้ถ่ายทอดสดแห่งแรกในเมืองไทย ซึ่งขณะนี้ ก้าวสู่ปีที่ 11 และกำลังเปิดรับสมัครเยาวชนชายใฝ่ธรรมะ อายุ 7 – 12 ปี โดยน้องๆ ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการด้วยการส่งวิดีโอแนะนำตัว บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของตนเอง พร้อมภาพถ่าย และเรียงความเรื่อง “เหตุผลที่อยากบรรพชากับโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมปี 11”  ตั้งแต่วันนี้ – 15 มกราคม 2568 ทาง http://www.truelittlemonk.com/apply  โดยน้องๆ ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรปลูกปัญญาธรรม ในช่วงปิดภาคฤดูร้อน ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม อ.ปากช่อง เป็นระยะเวลา 1 เดือน (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

ทั้งนี้ เชิญชวนผู้สนใจติดตามรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม โดยจะมีการถ่ายทอดสดในช่วงเดือนเมษายน 2568 ให้ได้รับชมกิจวัตรของสามเณรน้อยได้ทางช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333 และช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99 รวมทั้งออกอากาศช่วงไฮไลท์ประจำวันทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 และ 111  พร้อมรับชมรายการผ่านทางออนไลน์ได้ที่ ผ่านแอปพลิเคชัน TrueID และแอปพลิเคชัน สามเณรปลูกปัญญาธรรม หรือ http://www.truelittlemonk.com นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand อีกด้วย

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

https://www.naewna.com/local/840349

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

กรมชลประทาน เดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงรางแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.33 น.

กรมชลประทานเดินหน้าปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียมและเริงราง ลพบุรี สระบุรี แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน เพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ ในช่วงฤดูฝน 15,400 ไร่ และช่วงฤดูแล้ง 9,600 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ พื้นที่น้ำท่วมในพื้นที่กว่า 9 หมื่นไร่  โดยมีการจัดปัจฉิมนิเทศ โครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โคกกะเทียมและเริงราง ในเขตลพบุรี สระบุรี โดยมีนายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศฯ นายทินกร รัตนพัวพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกระเทียม เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 10 ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี  

นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า การจัดการน้ำของโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โคกกะเทียมและเริงราง ในเขตลพบุรี สระบุรี เมื่อมีการปรับปรุงระบบชลประทานจะช่วยให้ชาวบ้าน เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ สามารถมีการใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งน้ำกิน น้ำใช้ที่จะมีอย่างเพียงพอตลอดปี  การจัดระดมความคิดเห็นจากภาคประชาชนจะช่วยให้การจัดการน้ำสอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งยังสามารถรองรับน้ำหลากทางพื้นที่ตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยา เป็นการนำน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก มาใช้ประโยชน์ สามารถสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน เกษตรกร ได้เป็นอย่างดี

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม และ เริงราง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเจ้าพระยาใหญ่ ประเภทส่งน้ำและระบายน้ำ โดยใช้น้ำต้นทุนจากแม่น้ำเจ้าพระยาในการส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานไปตามคลองชลประทาน หลังจากใช้งานมาอย่างยาวนานบางส่วนชำรุดเสียหาย ทำให้ระบบชลประทานมีประสิทธิภาพการใช้งานลดลง แม้ว่าจะมีการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถปรับปรุงให้ได้ประสิทธิภาพดังเดิมทั้งโครงการได้

กรมชลประทาน จึงมีแผนงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม และ เริงราง จังหวัดลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 2566-2567 โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม มีแผนงานปรับปรุงโครงการที่สำคัญ ประกอบด้วย แผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและระบบคลองระบายน้ำ โดยการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน 182 แห่ง ถนนคันคลอง 139.39 กิโลเมตร คลองส่งน้ำ 90.45 กิโลเมตร ขุดลอกตะกอนคลองระบายน้ำรวม 2.86 ล้าน ลบ.ม. ซ่อมแซมถนนคันคลองระบาย 1.48 ล้าน ตร.ม. แผนบรรเทาอุทกภัยและการระบายน้ำ การปรับปรุง ปตร.กลางบางคู้ ปตร.บางเพลิง รวมทั้งการปรับปรุงขุดลอกคลองระบายสายสำคัญในพื้นที่ อาทิเช่น คลองระบายใหญ่เริงราง, คลองระบายใหญ่มหาราช, คลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก3 ฯ เป็นต้น แผนการปรับปรุงแก้มลิงที่สำคัญในพื้นที่ 6 แห่ง ประกอบด้วย หนองช้างทะลุ หนองสมอใส หนองน้ำพล แก้มลิงบางลี่ หนองกระพุ่ม และบึงหางสิงห์ รวมพื้นที่ 533.42 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำท่าวุ้ง ด้วยการปรับปรุงคันกั้นน้ำคลองระบายสายใหญ่-ชัยนาทป่าสัก3 ความยาว 15.31 กิโลเมตร คลองระบาย1ซ้ายลพบุรี 8.70 กิโลเมตร คลองระบายใหญ่เริงราง 23 กิโลเมตร คลองตาเมฆ 7.60 กิโลเมตร และก่่อสร้างอาคารประกอบที่สำคัญ ดังนี้ ปรับปรุง ปตร.กลางคลอง ร.1 ซ้ายลพบุรี ปรับปรุงไซฟอนปลายคลอง ร.1 ซ้ายลพบุรี ก่อสร้างท่อระบายน้ำ 35 แห่ง และปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ 1 แห่ง

นายไชยวัฒน์ คุณวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง กล่าวว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง มีแผนงานปรับปรุงโครงการที่สำคัญประกอบด้วยแผนการปรับปรุงระบบคลองส่งน้ำและระบบคลองระบายน้ำ โดยการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทาน 187 แห่ง ถนนคันคลอง 195.25 กิโลเมตร คลองส่งน้ำ 96.66 กิโลเมตร ขุดลอกตะกอนคลองระบายน้ำรวม 1.03 ล้าน ลบ.ม. ซ่อมแซมถนนคันคลองระบาย 0.55 ล้าน ตร.ม. 

แผนบรรเทาอุทกภัยและการระบายน้ำ โดยการปรับปรุง ปตร.บางกุ่ม โดยเพิ่มบานระบาย ขนาด 6×7 ม.จำนวน 3 ช่อง พร้อมก่อสร้างสถานีสูบน้ำ ขนาด 4.00 ลบ.ม./วินาที จำนวน 3 เครื่อง สำรอง 1 รวมทั้งการปรับปรุงขุดลอกคลองระบายสายสำคัญในพื้นที่ อาทิเช่น คลองบางพระครู คลองระบาย 3 ซ้าย-ลพบุรี และคลองระบาย 4-9 ซ้าย-เริงราง ความยาวรวม 57.45 กิโลเมตร แผนการปรับปรุงแก้มลิงที่สำคัญในพื้นที่ 2 แห่ง ประกอบด้วย แก้มลิงทะเลสาปบ้านหมอ พื้นที่ 1,738.40 ไร่ และพัฒนาบริเวณคลองระบายใหญ่เริงราง กม. 29+700 พื้นที่ 160 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง แผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำบางกุ่ม ด้วยการลอกตะกอนดินในคลองระบายน้ำและปรับปรุงคันกั้นน้ำ และปรับปรุงอาคารประกอบที่สำคัญ ดังนี้ ก่อสร้างท่อระบายปากคลอง ร.4 ซ้าย-เริงราง และปากคลอง ร.1ข-4ซ เริงราง ก่อสร้างประตูระบายน้ำที่สำคัญดังนี้ ปตร.ดอนพุด ปตร.บางมน ปตร.บางเพลิง และ ปตร.เกาะเลิ่ง             

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ อาทิเช่น การติดตั้งระบบ IoT (Internet of Things) สำหรับใช้ติดตามควบคุมการส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ แผนการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ แผนพัฒนาและส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้ำในการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำทุ่งท่าวุ้งและทุ่งบางกุ่ม แผนการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทาน (JMC) ร่วมกันทั้ง 4 โครงการส่งน้ำคลองชัยนาท-ป่าสักทั้ง คบ.มโนรมย์ คบ.ช่องแค คบ.โคกกะเทียม และ คบ.เริงราง แผนพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเครื่องมือของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาให้มีความพร้อมทันต่อสถานการณ์ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ยังได้เสนอให้มีการปรับธรณีปากคลองส่งน้ำสายหลักเพื่อให้สามารถรับน้ำได้มากขึ้น การก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบริเวณปากคลองส่งน้ำ และ การก่อสร้าง แท่นโมบายบริเวณปากคลองเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำในช่วงที่ระดับน้ำต่ำกว่าธรณีปากคลอง เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังมีแผนงานปรับปรุงโครงการเร่งด่วนที่สำคัญจำเป็น ประกอบด้วยการปรับปรุงซ่อมแซมระบบชลประทานเดิม ที่มีการชำรุดเสียหายไม่สามารถใช้งาน ให้สามารถใช้งานได้ ได้แก่ คลองส่งน้ำ คลองระบาย และ อาคารชลประทาน เตรียมความพร้อมสำหรับแผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำร่วมกับการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้ง

หากโครงการนี้แล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำ การจัดสรรน้ำ และการระบายน้ำ ได้เต็มพื้นที่ตามศักยภาพระบบการชลประทาน โดยเฉพาะเขตพื้นที่โครงการ และถ้ามีปริมาณน้ำมากเพียงพอสามารถจัดสรรส่งต่อให้กับพื้นที่ใกล้เคียงได้ รวมถึงการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำในระบบได้มากขึ้น เพิ่มน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ ในช่วงฤดูฝน 15,400 ไร่ และช่วงฤดูแล้ง 9,600 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ พื้นที่น้ำท่วมของโครงการฯ โคกกะเทียม ลดลงจำนวน 48,400 ไร่ พื้นที่น้ำท่วมของโครงการฯ เริงราง ลดลงจำนวน 46,100 ไร่ 
ผลประโยชน์ที่ด้านเกษตรกรรม ภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ชลประทานจะมีผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20 ของผลผลิตเดิมก่อนมีการปรับปรุงโครงการชลประทาน คาดว่าจะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับรายได้ภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี

นายรุจฒิชัย ลีมีชัย ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.หนองโดน อ.หนองโดน จ.สระบุรี  เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ บอกว่า  ศูนย์การเรียนรู้ฯแห่งนี้มีการทำการเกษตรบนพื้นที่ 14 ไร่ ใช้น้ำจากคลองชลประทานเป็นหลัก ที่ส่งต่อมาตามคลอง  เดิมทีคลองมีความทรุดโทรม ในฤดูฝนน้ำจะช้า และอยู่ปลายน้ำ ทำให้เกษตรกรมีการใช้น้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก  หากมีการซ่อมแซม เพิ่มประตูระบายน้ำ เกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากจะช่วยให้เกษตรกรสามสามารถทำการเกษตรได้เต็มฤดู ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ตามนโยบายของจังหวัดสระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ อีกทั้งยังได้มีการวางแผนการบริหารจัดการใช้น้ำหลังจากนี้ เกษตรกรทุกคนจะมีต้องน้ำใช้ครบทุกครัวเรือน ไม่ต้องรอ โดยใช้ระบบทดน้ำและสามารถทำการเกษตร ปลูกอื่นๆได้หลากหลายชนิดมากขึ้นอีกด้วย

‘กรมการข้าว’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

https://www.naewna.com/local/840209

'กรมการข้าว'ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

‘กรมการข้าว’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.35 น.

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินพระราชทาน ให้กรมการข้าว น้อมนำมาถวายแด่พระสงฆ์ ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ในการนีั นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้แทนพระองค์อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน​ พร้อมด้วย​ ผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ เจ้าหน้าที่จากกรมการข้าว ตลอดจนพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา นำไปถวายแด่พระวินัยสาทร (ถวิล ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง

– 006

‘นฤมล’เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/840169

'นฤมล'เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

‘นฤมล’เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.13 น.

‘นฤมล’เล็งสร้างภาวะผู้นำนักบริหารยุคใหม่ หวังขับเคลื่อนนโยบาย ขจัดความยากจนให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม นักบริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และผู้ผ่านการอบรมฯ ทั้ง 9 รุ่นจำนวน 922 คน ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ ว่า การฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ มีการบูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ และการทำงานร่วมกัน ตลอดจนการสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

นางนฤมล กล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับกรม กองต่าง ๆ และสามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาในภาพรวมของรัฐบาล โดยจะก่อให้เกิดการทำงานที่มีผลสะท้อนมายังคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และความสุขของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยขับเคลื่อนงานภายใต้นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ทั้ง 9 ข้อ ซึ่งจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง รวมทั้งจะเป็นแนวทางพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรไทยที่จะสร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิต ขจัดความยากจนให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ด้านนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ คาดหวังที่จะสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงานได้อย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิด ทฤษฎีและกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับภารกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในปัจจุบันและอนาคตซึ่งนักบริหารที่ดีจะต้องมีภาวะผู้นำ มีหลักการบริหาร การวางแผน และพร้อมที่จะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะต้องรู้จักสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของตนเอง และบูรณาการงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโอกาสต่อไปอีกด้วย

ทั้งนี้ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สถาบันเกษตราธิการได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด องค์การมหาชนในกำกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบุคลากรภาครัฐจากหน่วยงานภายนอก มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากทุกหน่วยงานในสังกัด และนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประกอบด้วย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รุ่นที่ 7(นบส.กษ.) จำนวน 54 คน หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่ 86 – 88 จำนวน 349 คน และหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 108 – 112 จำนวน 519 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 922 คน