‘เอส โคล่า’ เดินหน้าภารกิจรักษ์โลก เปิดตัวขวด rPET จากพลาสติกรีไซเคิล 100%

https://www.naewna.com/lady/836868

‘เอส โคล่า’ เดินหน้าภารกิจรักษ์โลก เปิดตัวขวด rPET จากพลาสติกรีไซเคิล 100%

‘เอส โคล่า’ เดินหน้าภารกิจรักษ์โลก เปิดตัวขวด rPET จากพลาสติกรีไซเคิล 100%

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สุภรณ์ เด่นไพศาล และผู้บริหารเอส โคล่า พร้อมด้วย เจฟ ซาเตอร์ พรีเซ็นเตอร์

“เอส โคล่า” แบรนด์น้ำอัดลมซ่าของคน Gen Z นอกจากมีการเติบโตทุกด้านอย่างต่อเนื่องแล้ว เอสยังเดินหน้าภารกิจรักษ์โลกขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน ล่าสุด เปิดตัวแคมเปญ “เอสโคล่า เปลี่ยนขวดเพื่อโลกที่ดีกว่า Genซ่ารักษ์โลกเริ่มที่ขวด” ด้วยการเปลี่ยนขวดบรรจุภัณฑ์เอส โคล่า ขนาด 515 มล. เป็นขวดที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 100% หรือ Recycled Polyethylene Terephthalate (rPET)

สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการสำนักการตลาด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด ตัวแทนแบรนด์เครื่องดื่มน้ำอัดลมเอส กล่าวว่า “เอส โคล่า มุ่งมั่นพัฒนาและส่งมอบเครื่องดื่มที่มีคุณภาพให้กับคนไทยมานานกว่า 13 ปี เราดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดให้กลยุทธ์ด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนเป็นหนึ่งในแนวทางสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยความตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกจากบรรจุภัณฑ์ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้าง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่ดีต่อโลก เอส โคล่า ในฐานะผู้ผลิตที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความยั่งยืน และเป็นเครื่องดื่มที่พร้อม Support ทุก Passion ของGen Z จึงเปิดตัวบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ภายใต้แคมเปญ “เอส โคล่า เปลี่ยนขวดเพื่อโลกที่ดีกว่า Gen ซ่ารักษ์โลกเริ่มที่ขวด” เริ่มต้นที่บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์เอส โคล่า ขนาด 515 มล. โดยผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล 100% ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน มั่นใจได้ในความสะอาดปลอดภัย นอกจากนั้นเอส โคล่า จับมือพาร์ทเนอร์ตัวจริงเรื่องความยั่งยืน “โครงการเก็บกลับ-รีไซเคิล” โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล ผลิตและติดตั้งตะแกรงจุดรับคืนขวดพลาสติกกว่า 70 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล 100% และเอส โคล่า ยังสนับสนุนเรื่องการแยกขยะให้เป็นเรื่องง่ายด้วยการนำนวัตกรรม AI มาใช้ในแคมเปญ ได้แก่ ตู้ AI รับคืนขวด โดยเครื่องสามารถแยกประเภทขยะได้อย่างแม่นยำ เพื่อนำกลับเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังได้รับแต้มสะสมแลกของรางวัลมากมาย เพื่อเชิญชวนให้ Gen z ร่วมกิจกรรม

นอกจากนั้น เอส โคล่า ได้จัดทำสื่อดิจิทัลในสถานที่ต่างๆ เช่น ภายในสถานีรถไฟฟ้า ถนนในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงร้านสะดวกซื้อมากกว่า 2,000 จอทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ของแคมเปญ ที่ขาดไม่ได้ เอส โคล่ายังสื่อสารเรื่องการลดการเกิดขยะใหม่ ด้วยการแนะนำให้หันมาใช้ของใช้ที่ผลิตจากกระบวนการ Upcycling

“กระบวนการ Upcycling เป็นการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์เก่าให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าเอสใส่ใจรักษ์โลกในทุกมิติ โดยเป้าหมายของเอส คือ ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตขวดพลาสติกใหม่ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ร่วมกันเปลี่ยนแปลงโลก เริ่มต้นได้ง่ายๆ แค่เริ่มจาก เอส โคล่า ขวดใหม่”

โดยแคมเปญ “เอส โคล่า เปลี่ยนขวดเพื่อโลกที่ดีกว่า เจนซ่ารักษ์โลกเริ่มที่ขวด” ครั้งนี้ เอส ขอเล่นใหญ่ออกสตาร์ทเปิดตัวแคมเปญเมื่อเร็วๆ นี้ ในงาน SX SUSTAINABILITY EXPO 2024 มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชวน “เจฟ ซาเตอร์” พรีเซ็นเตอร์สุดฮอตของเอส ตัวแทน Gen Z มาส่งต่อ Passion รักษ์โลกบนเวที SX Grand Plenary Hall ผ่านการร่วมเสวนาในหัวข้อ “พลิกโฉมบรรจุภัณฑ์เอส โคล่า ขวด rPET เอส โคล่าร่วมผลักดัน ชาว Gen Z ร่วมสร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืน เริ่มที่ขวด” นำทีมโดยสุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการการตลาดสายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย ตัวแทนแบรนด์ เอส โคล่าร่วมด้วย ดร.นภัส พันธ์พงษ์เจริญผู้จัดการงานพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้จัดการโครงการ SX SUSTAINABILITYEXPO และ ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้งนิตยสารออนไลน์ The Cloud ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเสวนา Sustainability และต่อด้วยอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญกับมินิคอนเสิร์ตจาก เจฟ ซาเตอร์ พร้อมแฟนคลับกว่า 1,000 คน ที่มารวมพลังกันเพื่อโลกที่ดีกว่าไปกับเอสขวดใหม่ และกิจกรรมแจกกระเป๋าที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล “iPad Pouch Design by Jeff Satur” พิมพ์ด้วยเทคนิคเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มอบให้กับแฟนๆที่ร่วมกิจกรรม Snap & Share ภาพที่บูธ เอส Wave of plastic bottle waste ภายในงาน

สำหรับระยะเวลาแคมเปญ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป สามารถเช็คจุดรับคืนขวดหรือพิกัดตู้ AI รับคืนขวดสะสมแต้ม และติดตามรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook est

ต้นกล้าชุมชนผู้สืบสานภูมิปัญญางานจักสานผิวไม้ไผ่-ไร้มอด ผู้พัฒนา-ต่อยอด สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/lady/836866

ต้นกล้าชุมชนผู้สืบสานภูมิปัญญางานจักสานผิวไม้ไผ่-ไร้มอด ผู้พัฒนา-ต่อยอด สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ต้นกล้าชุมชนผู้สืบสานภูมิปัญญางานจักสานผิวไม้ไผ่-ไร้มอด ผู้พัฒนา-ต่อยอด สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เครื่องจักสานจากไม้ไผ่ในอดีต ได้นำมาใช้เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ในกิจวัตรประจำวันหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเครื่องจักสานผิวไม้ไผ่จากไผ่ซางนวล พืชท้องถิ่นของดีแห่งชุมชนบ้านนางามอำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ที่ใช้ผิวไม้ไผ่เป็นวัสดุหลักในการสาน ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีความคงทน แม้จะใช้ไปนานๆ มอดก็ไม่ขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งงานเครื่องจักสานที่เกิดจากภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ที่คิดค้นการจักสานวัสดุสิ่งของ โดยมีลวดลายที่เป็นลายเฉพาะถิ่นที่รู้จักกันในชื่อของ “ลายก่องข้าวดอก” ซึ่งชาวบ้านนางามยังคงสืบทอดมาจนทุกวันนี้

“โบว์-พรกนก ลาภเกิด” ต้นกล้าชุมชนรุ่นที่ 6 จากโครงการต้นกล้าชุมชน โดยมูลนิธิเอสซีจี หนึ่งในสมาชิกชุมชนบ้านนางาม ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของการพัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์จักสานผิวไม้ไผ่ที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นบ้านเกิด รวมถึงการพัฒนาตลาดให้มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น และการฝึกคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ให้หันมาทำงานจักสานที่นอกจากจะสร้างรายได้โดยไม่ต้องออกไปหางานทำนอกชุมชนแล้ว ยังเป็นการสืบสานภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของถิ่นฐานบ้านเกิด เป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของชุมชนแห่งนี้ที่ได้ใช้หลักการ Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด ด้วยการใช้ทักษะที่มีอยู่ทั้ง ทักษะความรู้ หรือ Hard Skill และทักษะชีวิต หรือ Soft Skill

“เคยมีโอกาสได้ร่วมอบรมในโครงการรักษ์น้ำจากภูผาสู่มหานทีของ SCG สาขาลำปาง ก็ได้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมในครั้งนั้นมาต่อยอดกับงานจักสานในชุมชน และอยากจะอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ไว้ เพราะวัสดุที่นำมาสานคือผิวไม้ไผ่จากไผ่ซางนวล ที่เป็นพืชท้องถิ่น มีความแข็งแรง ทนทาน มอดไม่ขึ้น และลวดลายที่สาน คือลายก่องข้าวดอก เป็นลายประจำท้องถิ่นที่มีมานานถึง 142 ปี ควรจะสืบทอดให้ลายจักสานนี้คงอยู่ตลอดไป จึงเริ่มจากการชักชวนสมาชิกกลุ่มให้ไปจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนจักสานผิวไม้ไผ่บ้านนางามเมื่อปี 2563”

หลังจากที่ “ต้นกล้าโบว์” ได้ทดลองขายงานจักสานทางเฟซบุ๊กส่วนตัว รวมถึงการฝากวางขายตามร้านค้าต่างๆ จากเดิมที่ทางกลุ่มจักสานจะรอนำผลิตภัณฑ์มาขายตามงานออกร้านในอำเภอเท่านั้น ได้พบว่ามียอดสั่งซื้อมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยอดสั่งซื้อหายไปเพราะร้านค้าที่เคยฝากวางขายก็ปิดทำการ จึงต้องหาวิธีเพื่อช่วยให้สมาชิกกลุ่มที่มีอยู่ประมาณ 30 คนอยู่รอดได้ ต้นกล้าโบว์ได้เรียนรู้ว่าการขายของทางออนไลน์สามารถขายได้จึงมาสร้างเฟซบุ๊ก “จักสาน บ้านนางาม”และเฟซบุ๊กเพจ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานผิวไม้ไผ่บ้านนางาม” เพื่อให้เป็นช่องทางขายที่เป็นทางการและเป็นช่องทางขายที่ถาวร ทำให้งานจักสานของชุมชนได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และชุมชนกลับมามีรายได้อีกครั้ง จากยอดขายที่เคยทำได้คนละ 500-ไม่เกิน 2,000 ต่อเดือน ก็เพิ่มมากขึ้นโดยสมาชิกกลุ่มในปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ยถึงคนละ 1,000-6,000 บาทต่อเดือน จากงานจักสานเดิมที่มีเพียงกระติ๊บข้าว ก็พัฒนาต่อยอดเป็นของใช้อื่น เช่น กระเป๋ารูปทรงต่างๆ กระจาด ตะกร้าทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทำให้ขยายตลาดได้มากขึ้น โดยเน้นเจาะกลุ่มคนวัยทำงาน พร้อมทั้งพัฒนาการผลิตด้วยการนำจักรเย็บเข้ามาใช้งาน ทำให้มีกำลังการผลิตมากขึ้น นอกจากนี้ยังชักนำคนรุ่นใหม่ในชุมชนให้เข้ามาเรียนรู้งานจักสาน เพื่อที่จะสืบทอดมรดกภูมิปัญญาของท้องถิ่นให้คงอยู่ และยังเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีรายได้และพึ่งพาตัวเองได้

เมื่อมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการต้นกล้าชุมชนของมูลนิธิเอสซีจี “ต้นกล้าโบว์” ได้นำเงินที่ได้รับการสนับสนุนมาใช้ปรับปรุงศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนจักสานผิวไม้ไผ่บ้านนางาม การสร้างเครือข่ายและพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งต่อยอดด้วยความหวังที่จะให้กลุ่มวิสาหกิจฯแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานแก่นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานราชการและภาคประชาชน แม้ว่าในวันนี้จะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ 100% แต่ต้นกล้าโบว์และสมาชิกกลุ่มยังมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำให้ศูนย์ฯแห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ครบวงจร

ก้าวต่อไปที่ “ต้นกล้าโบว์” กำลังดำเนินการอยู่ คือการยื่นขอจดสิทธิบัตรลวดลายใหม่ เพื่อนำมาใช้พัฒนาและต่อยอดกับงานจักสานที่ทำอยู่ให้มีความแปลกใหม่และทันสมัยมากขึ้นรวมไปถึงการหาแหล่งเงินทุนที่จะเป็นงบประมาณในการจัดซื้อครุภัณฑ์ที่จำเป็น และการส่งสินค้าเครื่องจักสานไปร่วมคัดสรรดาวจากกรมพัฒนาชุมชน รวมถึงการผลักดันให้เป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพมาตรฐานของตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อจะเป็นบันไดให้ก้าวต่อไปสำหรับการทำตลาดในวงกว้าง และตลาดต่างประเทศต่อไปในอนาคต

“การที่ได้มีโอกาสได้เข้ามาทำงานในฐานะของ “ต้นกล้าชุมชน” ทำให้เรารู้จักการพัฒนาตนเองว่าจะอยู่อย่างไรให้มีรายได้ มีงานประจำที่สามารถบริหารด้วยตนเอง สร้างรายได้ให้กับตนเองและคนในชุมชนของตนเองได้ และยังสอนให้เรามีแนวคิด มีความรู้ เพื่อที่จะนำมาใช้พัฒนาธุรกิจให้อยู่รอด รวมกับการพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีและสังคม เพื่อให้ทันกับการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน หากวันนี้ต้องเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ก็มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคนั้นให้ลุล่วงไปได้ ตามแนวทางของ Learn to Earn เรียนรู้เพื่ออยู่รอด เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”

ติดตามความคืบหน้าของ Learn to Earn และติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิเอสซีจี ได้ที่ www.scgfoundation.org เฟซบุ๊ก LEARNtoEARN และ TIKTOK : LEARNtoEARN

รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ส่งมอบเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูชาวไทยในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติไต้ฝุ่นยางิ

https://www.naewna.com/lady/836892

รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ส่งมอบเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูชาวไทยในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติไต้ฝุ่นยางิ

รัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ส่งมอบเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูชาวไทยในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติไต้ฝุ่นยางิ

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นยางิ และเพื่อแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของไต้หวันในความเป็นห่วงใยและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดย จางจวิ้นฝูผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลไต้หวันในการบริจาคเงิน 100,000ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับสภากาชาดไทย ณ สำนักงานใหญ่สภากาชาดไทย โดยมี ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทยเป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้ สมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย, สมาคมไต้หวันแห่งประเทศไทย,สมาคมการค้าไทย-ไต้หวัน, สมาคมการช่วยเหลือฉุกเฉินชาวไต้หวันประเทศไทย ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีดังกล่าว

จาง จวิ้นฝู กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไต้หวันในภูมิภาคนี้และประชาชนชาวไต้หวันรู้สึกเห็นใจที่เห็นภัยพิบัตินี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ไต้หวันขอแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อรัฐบาลและประชาชนชาวไทยที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในพื้นที่ประสบภัย เราหวังว่าผู้ประสบภัยชาวไทยจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ดร.เตช บุนนาค ได้ขอบคุณที่ไต้หวันได้มอบเงินบริจาคธารน้ำใจนี้

เดือนกันยายนปีนี้ พายุไต้ฝุ่นยางิ พัดถล่มประเทศไทย ฝนตกหนักหลายวันทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ทำให้ผู้คนในพื้นที่สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา หลิน เจียหลง รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเข้าร่วมพิธีเปิด “การประชุมประจำปีของสภาหอการค้าไต้หวันแห่งโลก (WTCC) สมัยที่ 30และพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ 3” ได้กล่าวชมเชยนักธุรกิจชาวไต้หวันทั่วโลกที่ให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูหลังประสบภัยพิบัติซึ่งเป็นการแสดงความเข้มแข็งและความกระตือรือร้นของไต้หวันในต่างประเทศ พร้อมยังประกาศว่าไต้หวันจะบริจาคเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐให้กับประเทศไทยเพื่อช่วยบรรเทาภัยพิบัติทั้งนี้ หวังว่านักธุรกิจชาวไต้หวันที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าวจะสามารถกลับมาผลิตและดำเนินการได้ปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและกระชับมิตรภาพระหว่างไต้หวัน ไทย และประชาชน

เอาใจคนรักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์

https://www.naewna.com/lady/836869

เอาใจคนรักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์

เอาใจคนรักกิจกรรมเอ้าท์ดอร์

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สปอร์ตมอลล์ (SPORTSMALL) เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา, เดอะมอลล์ โคราช, พารากอน และเอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ แหล่งรวมสินค้าและอุปกรณ์กีฬาครบวงจร จัดงาน “SPORTSMALL CAMPING & OUTDOOR SPORTS” ชวนคนรักแคมป์ปิ้งเอ้าท์ดอร์ ทั้งสายชิลและสายลุย ร่วมสัมผัสความครบครันของสินค้า อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง และกีฬาสปอร์ตเอ้าท์ดอร์ จากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ลดสูงสุด 60% ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2567 ที่สปอร์ตมอลล์ ทุกสาขาติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : SPORTSMALL https://www.facebook.com/SportsMallThailand 

ลูกเสือไทยช่วยผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม

https://www.naewna.com/lady/836927

ลูกเสือไทยช่วยผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม

ลูกเสือไทยช่วยผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.57 น.

จากเหตุการณ์อุทกภัยหรือน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายๆอำเภอของ จังหวัดเชียงราย แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน พืชผักสวนครัวที่ลอยหายไปกับน้ำ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการฟื้นฟู ซ่อมแซมบ้านเรือนให้กลับมาพักอาศัยได้เหมือนเดิม ในส่วนของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำโครงการ “ลูกเสือสวนครัว” ขึ้นโดยเชิญชวนสมาชิกมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือ ครูลูกเสือ Mop. ลูกเสือสันติภาพ ตลอดจนสมาชิกลูกเสือทั่วประเทศ ร่วมกันเพาะกล้าพืชสวนครัว หรือร่วมส่งมอบ ดิน เมล็ดพันธุ์ พืชสวนครัวที่สามารถนำไปปรุงอาหารได้ เช่น ผักบุ้ง แตงกวา แตงร้าน กะเพราะ โหระพา พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ตะไคร้ มะนาว มะกรูด แคบ้าน ถั่วพู มะละกอ ฟักทอง หน่อกล้วย ฯลฯ โดยมีเป้าหมายส่งมอบพืชสวนครัว 100,000 ต้น มอบให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 10,000 ครอบครัว

และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ตค 67 ลูกเสือโรงเรียนผาขวางวิทยา อ.แม่ยาว เชียงรายนำกล้าต้นมะละกอแขกดำ 400 ต้น ไปปลูก ให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมโคลนถล่มทีบ้านพนาสวรรค์ และบ้านห้วยลุ ตำบลแม่ยาว อ.เมือง จ. เชียงราย

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเครื่องยนต์สูบน้ำ คฑาลุยโคลน โทรโข่ง รถขนดิน สนับสนุนมณฑลทหารบกที่ 37 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ อำเภอแม่สาย จ.เชียงราย อีกด้วย

-(016)

ผู้นำการศึกษาเสนอ 6 จินตภาพใหม่เพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนและประชากรวัยแรงงาน

https://www.naewna.com/lady/836831

ผู้นำการศึกษาเสนอ 6 จินตภาพใหม่เพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนและประชากรวัยแรงงาน

ผู้นำการศึกษาเสนอ 6 จินตภาพใหม่เพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนและประชากรวัยแรงงาน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.59 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยูเนสโก กรุงเทพฯ และกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEA) แสดงวิสัยทัศน์ถึงระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ได้มากขึ้นและยั่งยืน ในการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3

“จินตภาพใหม่การศึกษา ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน” เป็นประเด็นสำคัญในการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3 ซึ่งจัด โดย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยูเนสโก กรุงเทพฯ และกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEA) เมื่อวันที่ 18-19 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ที่อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 260 คน ณ สถานที่จัดงาน ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำเยาวชน พร้อมกับผู้เข้าร่วมอีกกว่า 3,000 คนผ่านทางออนไลน์ เพื่อเน้นโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การพัฒนาทักษะสำหรับทุกคน และความร่วมมือระดับนานาชาติ

นางมารีนา ปาทรีเย รองผู้อำนวยการ สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้แนวทางที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่มีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้นและทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยกล่าวว่า “ในโลกที่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งจำเป็น” พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของข้อเสนอแนะของครูในการพัฒนานโยบายที่เป็นนวัตกรรม

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยกล่าวว่า “เราต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เรามีร่วมกัน” พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อวาระความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาค

การประชุมยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของเยาวชน นางสาวนูรฮายาตี สุลตาน ผู้ก่อตั้งร่วมและผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเยาวชนและ ความรู้ด้านดิจิทัล เครือข่าย Rohingya Maìyafuìnor Collaborative Network ได้กล่าวว่า ผู้ลี้ภัยถูกกันออกจากระบบการศึกษา และอยากขอเรียกร้องให้พวกเขามีสิทธิในการสามารถเข้าถึงการศึกษา นอกจากนี้ นางสาวนดา บินร่อหีม ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ได้พูดถึงความท้าทายเฉพาะที่เยาวชนจากชุมชนมุสลิมยากจนในจังหวัดปัตตานีเผชิญ โดยเสนอให้พวกเขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับผู้กำกับนโยบายด้านการศึกษา สู่การหาทางออก

การรับฟังมุมมองของเยาวชนได้สะท้อนในคำกล่าวของ นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ซึ่งได้สรุปถึงนโยบายที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ทางดิจิทัลที่ครอบคลุม การลงทุนในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต การศึกษาที่เน้นทักษะ และส่งเสริมการพัฒนาครู

หัวข้ออื่น ๆ ที่ได้มีการแลกเปลี่ยนในที่ประชุม ได้แก่ ความสำคัญของการเรียนรู้โดยมีนวัตกรรมตัวแบบและมีความยืดหยุ่น การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและทั่วถึงมากขึ้น และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

นายจอห์น อาโนลด์ เซียนา รองผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO) ด้านการพัฒนาโครงการและกิจกรรม ได้เน้นว่า การลงทุนในด้านการศึกษาควรมุ่งเน้นในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ เพราะ “การใช้เทคโนโลยีสามารถปรับปรุงการเข้าถึงการศึกษาให้กับเด็กที่ถูกกันออกไปได้อย่างมีนัยสำคัญ” และกล่าวว่า “การเสริมสร้างพลังให้ชุมชนด้วยการสนับสนุนตรงจุดกับกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าวิธีการแก้ไขปัญหาจะครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน”

นายจาฮโย ปรีฮาดี ผู้อำนวยการฝ่ายติดตามและประเมินผล Programme Management Office of Prakerja กระทรวงการประสานงานด้านเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้กล่าวว่า เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ของโครงการ โดยกล่าวว่า “การลดความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุมและมุ่งเน้นเยาวชนและประชากรวัยแรงงานเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาการเข้าถึงการเรียนรู้”

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวในที่ประชุมนี้ว่า “การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการระดมความร่วมมือ บทเรียน และประสบการณ์จากทุกองค์กรประเทศต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้มีการฟื้นฟูระบบการศึกษาให้มีการปรับตัวส่งเสริมให้มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการแรงงานในอนาคตมากขึ้น ผ่านความร่วมมือการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ให้เกิดความอย่างยั่งยืนด้วยปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education)”

การประชุมนานาชาติครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมีข้อสรุปสำคัญคือ

1. การเข้าถึงการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องมอบโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับทุกคนไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรือความท้าทายใด ๆ

2. หลักสูตรการศึกษาควรสอดคล้องกับการนำไปใช้ในชีวิตจริงและเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับอาชีพในอนาคต

3. เพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพครู เครื่องมือ และทรัพยากร

4. การกระจายอำนาจเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น

5. รัฐบาลควรเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงช่องว่างของนโยบายเพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

6. การร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนภายในปี 2573

การประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่ในปีพ.ศ. 2564 โดยสามารถติดตามรายงานฉบับสมบูรณ์ที่จะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์การประชุมที่ https://afe2024.eef.or.th/

-(016)

LDC จับมือ Paper Planes ร่วมส่งมอบสิ่งดีๆ ให้สังคมในโครงการ ‘แปรงเล็กๆ เพื่อเด็กฟันดี’

https://www.naewna.com/lady/836830

LDC จับมือ Paper Planes ร่วมส่งมอบสิ่งดีๆ ให้สังคมในโครงการ 'แปรงเล็กๆ เพื่อเด็กฟันดี'

LDC จับมือ Paper Planes ร่วมส่งมอบสิ่งดีๆ ให้สังคมในโครงการ ‘แปรงเล็กๆ เพื่อเด็กฟันดี’

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.51 น.

LDC ร่วมกับ Paper Planes ฮาย-เชน ขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนม จัดทำโครงการ “แปรงเล็กๆ เพื่อเด็กฟันดี” ส่งมอบแปรงสีฟัน ให้กับเด็กที่ขาดแคลนและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล โดยเปิดรับบริจาคที่ LDC ทุกสาขาทั่วประเทศ ถึงวันที่ 15 ธ.ค. พร้อมลุ้นเป็น 50 ผู้โชคดี ได้ Meet & Greet แบบใกล้ชิด!

ทันตแพทย์วัฒนา ชัยวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอลดีซี เด็นทัล จำกัด (มหาชน) หรือ LDC ผู้ให้บริการศูนย์ทันตกรรมทันตแพทย์เฉพาะทางความปลอดภัยขั้นสูงในนาม “LDC Dental” ด้วยคุณภาพและบริการบนมาตรฐานของห้องทำฟันที่อากาศสะอาดเทียบเท่าห้องผ่าตัด จับมือกับ Paper Plane ทำโครงการ “แปรงเล็กๆ เพื่อเด็กฟันดี” เปิดรับแปรงสีฟันใหม่ ที่มีบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทเรียบร้อย สามารถบริจาคได้ที่ LDC ทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งหมด 23 สาขา ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เพื่อรวบรวมส่งมอบให้เด็กในชุมชน ที่ขาดแคลน ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและสร้างสุขภาพของฟันที่แข็งแรง ปลูกฝังความตระหนักรู้ และกระตุ้นความใส่ใจในการดูแลสุขภาพฟันของเด็กๆ โดยมีการเปิดโครงการไปในวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ และเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระมารดาแห่งการทันตสาธารณสุขไทย

สำหรับเด็กๆ ที่มาบริจาคแปรงสีฟันร่วมกับ LDC จะได้รับการตรวจฟันฟรีทุกคน เพื่อเป็นการเช็คสุขภาพของช่องปากและฟัน ป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะนำไปสู่ปัญหาฟันผุและเหงือกอักเสบได้ในอนาคต เป็นการตอบแทนน้ำใจในการร่วมบริจาคแปรงสีฟันในครั้งนี้

ทั้งนี้ยังได้นักร้องชื่อดังขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนมอย่าง Paper Planes นำโดย ฮาย-ธันวา เกตุสุวรรณ และ เซน-นครินทร์ ขุนภักดี ที่โด่งดังจากเพลง ทรงอย่างแบด ที่ครองใจเด็กๆทั่วประเทศ มาร่วมเชิญชวนให้เด็ก ๆ ส่งมอบน้ำใจในโครงการนี้ด้วยกัน พร้อมแถมความพิเศษ สำหรับเด็กที่มาร่วมบริจาคแปรงสีฟัน นอกจากจะได้รับการตรวจสุขภาพฟันฟรีจาก LDC แล้ว ยังมีสิทธิ์ได้รับคัดเลือกเป็น 50 ผู้โชคดี ที่จะได้ Meet & Greet กับ Paper Planes อย่างใกล้ชิด โครงการ “แปรงเล็กๆ เพื่อเด็กฟันดี” สามารถบริจาค แปรงสีฟันใหม่ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ได้ที่ LDC ทุกสาขาทั่วประเทศ ครอบคลุม 23 สาขา ทั้งในกรุงเทพมหานคร 16 สาขา และต่างจังหวัด 7 สาขา จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. หลังจากส่งมอบสิ่งดีๆแล้ว เตรียมรอ Meet & Greet กับ Paper Planes พี่ฮาย-พี่เชน กันได้เลย

-(016)

สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก จัดงานเสวนา ‘บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน กับ ดอกไม้ทะเลทิเบต’

https://www.naewna.com/lady/836826

สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก จัดงานเสวนา 'บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน กับ ดอกไม้ทะเลทิเบต'

สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก จัดงานเสวนา ‘บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน กับ ดอกไม้ทะเลทิเบต’

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.45 น.

สำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊กจัดงานเสวนาในหัวข้อ “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน กับ ดอกไม้ทะเลทิเบต” โดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี ผู้แปล และ อาทิตย์ ธรรมชาติ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 29 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

งานเสวนานี้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” (เต้ามู่ปี่จี้) เป็นวรรณกรรมออนไลน์ที่เขียนโดย “หนานไพ่ซานซู” ซึ่งสร้างปรากฏการณ์เป็นนิยายจีนแนวผจญภัยที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ทั้งในแง่ของความนิยมและยอดขาย โดยมียอดขายในประเทศจีนมากกว่า 20 ล้านเล่ม

หนังสือชุดนี้เล่าเรื่องราวของกลุ่มโจรล่าสมบัติในสุสานที่ต้องเผชิญหน้ากับปริศนาลึกลับและอันตรายในสุสานโบราณหลายแห่ง มีตัวละครหลักคือ อู๋เสีย ผู้สืบทอดบันทึกเก่าของคุณปู่ และคณะ ต้องเผชิญหน้ากับการเดินทางผจญภัยที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ความท้าทายและปริศนาในชาติตระกูล

สำหรับภาคต่ออย่าง “ดอกไม้ทะเลทิเบต” (จั้งไห่ฮวา) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ห้าปีหลังภาคหลักของ “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” เป็นเรื่องราวตามหาอดีตของจางฉี่หลิง หนึ่งในสามเหลี่ยมเหล็ก และเปิดเผยความลับของบ้านสกุลจาง ส่วน “ทะเลทราย 1-2” (ซาไห่) คือเหตุการณ์ราวเจ็ดแปดปีให้หลัง ที่อู๋เสียและพวก เป็นผู้นำตัวละครชุดใหม่ หลีชู่ ซูว่าน หยางห่าว ออกปฏิบัติการไล่ล่าศัตรูผู้ชักใยสารพัดเหตุการณ์อยู่เบื้องหลัง ซึ่งทั้งสองภาคล้วนได้ถ่ายทำเป็นซีรีส์ ที่ได้รับความนิยมสูงมากทั้งผู้ชมชาวไทยและชาวจีน โดยเฉพาะ “ดอกไม้ทะเลทิเบต” เพิ่งออนแอร์จบไปทางช่อง WeTV

อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี ผู้แปลและผู้จัดพิมพ์นิยายชุดนี้ในนามสำนักพิมพ์แมงมุมบุ๊ก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจักรวาลของ “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน” ฉบับภาษาไทยในอนาคตไว้ว่า นอกจากภาคหลักทั้ง 9 เล่ม ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว “ดอกไม้ทะเลทิเบต” จะมีสองเล่ม ภาษาไทยพิมพ์แล้วหนึ่งเล่ม “ทะเลทราย” จะมีสี่เล่ม ภาษาไทยพิมพ์แล้วสองเล่ม ส่วนเล่ม “สิบปี” จบในเล่ม “บันทึกหมู่บ้านฝน” ที่เป็นเรื่องราวต่อจากเล่ม “สิบปี” อยู่ระหว่างการแปล และจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้า และเนื่องจากกระแสตอบรับจากผู้อ่านชาวไทย ที่ให้ความสนใจในนิยายชุดนี้อย่างล้นหลาม ทางสำนักพิมพ์จึงเตรียมการซื้อลิขสิทธิ์เล่ม “บันทึกส่วนตัวของอู๋เสีย” “ฮวาเยี่ยเฉียนสิง” “หนานปู้ตั้งอั้น” เพิ่มเติมอีกด้วย

สำหรับแฟน ๆ ของ “บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน“ งานเสวนาครั้งนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับจักรวาลของนิยายอย่างลึกซึ้ง และติดตามการแปลเล่มใหม่ ๆ ที่จะมาสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้อ่านในอนาคต ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานในจักรวาล ”บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน“ ได้จากร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป

-(016)

อีสานม่วนหลาย ชาวอุดรฯ – ขอนแก่น แห่สมัครงาน ‘โก โฮลเซลล์’ เพียบ  

https://www.naewna.com/lady/836824

อีสานม่วนหลาย ชาวอุดรฯ - ขอนแก่น แห่สมัครงาน 'โก โฮลเซลล์' เพียบ  

อีสานม่วนหลาย ชาวอุดรฯ – ขอนแก่น แห่สมัครงาน ‘โก โฮลเซลล์’ เพียบ  

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.41 น.

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร จุดหมายใหม่เพื่อผู้ประกอบการ ดำเนินงานโดยบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดอุดรธานี และสำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น เปิดโอกาสการจ้างงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเปิดรับสมัครพนักงานระดับผู้จัดการฝ่าย ผู้จัดการแผนก จังหวัดละ 170ตำแหน่ง เพื่อรองรับการเปิดสาขาในอนาคต งานนี้ได้รับความสนใจจากชาวอุดรธานี และชาวขอนแก่น เป็นอย่างมาก จนมีผู้เดินทางมาสมัครงานกันอย่างล้นหลาม  โดยเหตุผลสำคัญที่อยากร่วมงานกับ โก โฮลเซลล์ คือ การได้ทำงานใกล้บ้าน ในบริษัทฯ ที่มีความมั่นคง มีสวัสดิการดี

ปัจจุบัน โก โฮลเซลล์ มีสาขา 9 แห่ง ประกอบด้วย ศรีนครินทร์ เชียงใหม่ อมตะชลบุรี พัทยาใต้ พระราม2 รังสิต รามคำแหง ราไวย์ภูเก็ต และสาขาเมืองภูเก็ต

-(016)

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

https://www.naewna.com/local/836961

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 22.10 น.

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน ชวนโรงเรียนที่มีความพร้อมร่วมสร้างบรรยากาศ”เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และรองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการจัดการศึกษา มีนโยบายการบริหารจัดการชั้นเรียนแบบครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพผ่านการศึกษาที่ครอบคลุม รวมถึงส่งเสริมและช่วยเหลือแก้ปัญหาการเรียนรู้พฤติกรรมผู้เรียนเพื่อวิเคราะห์เป็นรายบุคคล ให้ครูสามารถวางแผนการสอนที่เหมาะสมและตรงกับทักษะของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการนี้ สพฐ.ได้มีหนังสือสำรวจความประสงค์ไปยังโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นบันไดขั้นแรกในการเรียนรู้พฤติกรรมของเด็กที่ชัดเจน ทำให้ส่งเสริมทักษะและพัฒนาความสามารถเด็กได้ถูกทาง หากพบรอยต่อความบกพร่องที่เป็นสาเหตุให้เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จนอาจจะทำเด็กมีโอกาสเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เรื่องนี้จะเป็นแนวทางนำร่องก่อน เพื่อให้สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเปิดกว้างให้โรงเรียนที่มีความพร้อม สมัครเข้าร่วม โดย สพฐ.เชื่อมั่นว่าการวางรากฐานการศึกษาที่ดีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาตอนต้น เป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จในชีวิตต่อไปในทุกระดับ หากนักเรียนได้พบครูที่เอาใจใส่ มีความผูกพันและติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดกับผู้ปกครอง สามารถเลื่อนชั้นเรียนตามเด็กได้ มีความชำนาญในการดูแลเด็กเล็ก ยกตัวอย่างเช่น รักเด็ก ใจดี อบอุ่น มีความอ่อนโยน ร้องเพลงได้ เล่านิทานเก่ง เต็มไปด้วยพลังบวก กอดและปลอบประโลมเป็น เพราะครูที่รักและเข้าใจปัญหาของเด็กจนเกิดความผูกพันกับเด็ก จะทำให้เด็กมีความสุข มีความคิดสร้างสรรค์ เกิดแรงบันดาลใจอยากไปโรงเรียนทุกวัน ซึ่งการวางรากฐานที่ดีให้กับเด็กได้อย่างมั่นคงแล้ว ในอนาคตเด็กเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน” รองโฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนงานตามนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทุกเขต ดำเนินการแจ้งโรงเรียนในสังกัดที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ โดยตอบแบบสำรวจตามแบบฟอร์ม QR Code ภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป