‘นํ้ายายืดอายุกระดาษ’ นวัตกรรม ‘จุฬาฯ’ อนุรักษ์เอกสารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

https://www.naewna.com/lady/849073

‘นํ้ายายืดอายุกระดาษ’นวัตกรรม‘จุฬาฯ’  อนุรักษ์เอกสารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

‘นํ้ายายืดอายุกระดาษ’นวัตกรรม‘จุฬาฯ’ อนุรักษ์เอกสารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 00.34 น.

นอกจากกาลเวลาแล้ว “ความร้อน ความชื้น และเชื้อรา นับเป็นตัวเร่งสำคัญในการลบและทำลายร่องรอยทางประวัติศาสตร์เอกสาร ภาพวาด ภาพถ่ายและแผนที่โบราณ” ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมหลายร้อยปีต่างแปรสภาพ กระดาษเปื่อย สีจางและรางเลือนความชื้นจับ ราขึ้น ฝุ่นเกาะ เหล่านี้เป็นปัญหาที่นักอนุรักษ์ทั่วโลกและชาวหนอนหนังสือทั้งหลายพยายามแสวงหาวิธีที่จะแก้ไขเพื่อยืดอายุประวัติศาสตร์และความทรงจำที่จารึกบนกระดาษ

ในต่างประเทศการเก็บหนังสือ ผลงานศิลปะ และเอกสารในห้องสมุดต่างๆ อยู่ในมือนักอนุรักษ์เอกสารโบราณ หรือนักวิทยาศาสตร์อนุรักษ์ (Conservator) ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีความรู้ในการเก็บหนังสือ หรือวัตถุทรงคุณค่าตามกฎการอนุรักษ์ โดยจะใช้สารเคลือบวัตถุที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเนื้อวัตถุ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแปรสภาพเนื้อวัตถุ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ การเก็บรักษาหนังสือและเอกสารโบราณจึงมักอยู่ในถุงพลาสติกซิปล็อก เก็บวางไว้ในที่แห้งและเย็น ซึ่งสามารถชะลอความเสื่อมของหนังสือได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ชะลอได้ไม่นานนัก

ปัญหาดังกล่าวได้จุดประกายให้ “ทีมนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ร่วมกันคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม “น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ” ที่เหมาะสมกับอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทย โดยทีมวิจัยประกอบด้วย ดร.ลัญจกร อมรกิจบำรุง นักวิจัยหลังปริญญาเอก C2F ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์, รศ.ดร.คเณศ วงษ์ระวี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และ อาจารย์ ดร.ภณิตา ศิลปวิทยาดิลก ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์

นวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษได้รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี ประจำปี 2567 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหอสมุดชั้นนำหลายแห่งในประเทศก็ได้นำไปใช้จริงแล้วด้วยโดยการชุบเคลือบหนังสือเอกสารโบราณต่างๆ ซึ่ง ดร.ลัญจกร กล่าวว่า น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไม่เพียงเหมาะกับการอนุรักษ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ ภาพวาดและภาพถ่ายโบราณเท่านั้น สำหรับบุคคลทั่วไปยังช่วยในการรักษาเอกสารสำคัญ หนังสือเล่มโปรด ภาพวาดและภาพถ่ายที่อยากเก็บให้คงสภาพและรักษาสีสันดั้งเดิมเอาไว้ให้นานขึ้นด้วย

ดร.ลัญจกร เล่าต่อไปว่า น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษเป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดจากงานวิจัยระดับปริญญาเอก ขณะที่ศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยกราซ (University of Graz) ประเทศออสเตรีย ซึ่งโจทย์วิจัยในตอนนั้น คือ การค้นหาวิธีรักษาเอกสารทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมากในห้องสมุดให้คงอยู่ ไม่สลายไปตามกาลเวลา โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ทำให้กระดาษแปลงสภาพ และช่วยยืดอายุ ชะลอความเสื่อมสภาพของกระดาษได้นาน 10 ปีขึ้นไป และเมื่อผลการวิจัยประสบผลสำเร็จด้วยดี จึงคิดจะต่อยอดเมื่อกลับมาประเทศไทย

“สภาพอากาศแบบประเทศไทย กระดาษมีความเสี่ยงที่จะเสื่อมสภาพได้เร็วกว่าในประเทศที่มีสภาพอากาศแห้งและหนาวเย็น เราจึงต้องเอางานวิจัยนี้มาพัฒนาปรับสูตรให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศเรา สูตรสารเคลือบกระดาษที่เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทยได้ผ่านการพิสูจน์ Aging Test ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าได้ผล

เราจำลองสภาพแวดล้อมในห้องทดลองที่อุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียส และมีความชื้นสูง 75% เป็นระยะเวลา 7 วันติดต่อกัน ซึ่งเทียบเท่ากับการอยู่ในอากาศภายนอก 20 ปี แล้วนำผลมาตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของกระดาษที่ถูกเคลือบ พบว่ากระดาษที่เคลือบน้ำยาจะเหลืองน้อยกว่าไม่เกิดเชื้อรา เนื้อกระดาษมีความแข็งแรงกว่ากระดาษที่ไม่ได้เคลือบน้ำยา” ดร.ลัญจกร กล่าว

ดร.ลัญจกร อธิบายว่า น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก 100% ผลิตจากเซลลูโลสที่สกัดได้จากพืชและใช้เทคโนโลยีนาโนคอมโพสิต จึงปลอดภัยทั้งกับวัสดุกระดาษต่างๆ และผู้ใช้งาน สามารถใช้ได้กับวัสดุที่มีส่วนประกอบจากเซลลูโลสทุกประเภท เช่น กระดาษ หนังสือ เอกสารโบราณ งานศิลปะ สิ่งทอ งานไม้เป็นต้น โดยน้ำยาจะช่วยปกป้องและชะลอการเสื่อมสภาพของกระดาษและวัสดุได้ยาวนานถึง 15-20 ปี โดยไม่เปลี่ยนแปลงสภาพของกระดาษ สีวาด หมึกพิมพ์ และองค์ประกอบของหนังสือ

มีคุณสมบัติกันน้ำ กันความชื้น กันรังสียูวี กันเชื้อรา กันฝุ่นและคราบสกปรก ไม่ทำให้กระดาษเหลือง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดาษได้มากถึง 65% ทั้งนี้ น้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ ได้จดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และมีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้า “SalvaStory (ซัลวาสตอรี)” โดยทีมวิจัยได้พัฒนาไว้ 2 สูตร คือ 1.สูตรอนุรักษ์หนังสือ น้ำยาเคลือบจะมีความเข้มข้นสูง ป้องกันน้ำช่วยเสริมความยืดหยุ่น ยืดอายุกระดาษ ไม่ทำให้กระดาษเป็นคลื่น ไม่ทิ้งคราบบนกระดาษ

ลักษณะบรรจุภัณฑ์มี 2 แบบ คือ 1.1 น้ำยาเคลือบบรรจุขวดแกลลอนสามารถเทน้ำยาใส่ภาชนะและนำหนังสือมาชุบได้เลย เหมาะกับบรรณารักษ์หอสมุด และประชาชนผู้ที่มีหนังสือเก่าหรือหนังสือทรงคุณค่าจำนวนมาก กับ 1.2สเปรย์สำหรับฉีดพ่น เหมาะสำหรับผู้ต้องการฉีดพ่นแผ่นเอกสารขนาดใหญ่ เช่น โฉนดที่ดิน แผนที่ขนาดใหญ่ หรือผู้ที่มีหนังสือเล่มบางๆ ที่ต้องการยืดอายุ

กับ 2.สูตรอนุรักษ์งานศิลปะ เป็นน้ำยาแบบพ่นเคลือบ ไร้สี ไร้กลิ่นฉุน ไม่เพิ่มความเงากระดาษทนน้ำ ใช้ได้กับสีไม้ สีน้ำ สีชาร์โคลสีชอล์ก สีอะคริลิก ดินสอแกรไฟต์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคุณสมบัติทนน้ำให้กระดาษ ลดการหลุดลอกของสี ลดความเสี่ยงเกิดคราบเหลือง ไม่เปลี่ยนสภาพกระดาษและสีบนงานศิลปะ แต่สูตรนี้จะเข้มข้นน้อยกว่าสูตรอนุรักษ์หนังสือ

ในการใช้งาน “กรณีชุบเคลือบหนังสือ” มี 4 ขั้นตอน คือ 1.เทน้ำยาใส่ภาชนะ 2.จุ่มแช่หนังสือลงไปทั้งเล่ม ให้น้ำยาท่วมและซึมเข้าหนังสือทั้งเล่ม นาน 5-10 นาที 3.ยกหนังสือขึ้นจากน้ำยาเคลือบ 4.ผึ่งลมหนังสือให้แห้ง จะปิดหนังสือ หรือเปิดหน้าหนังสือไว้ก็ได้ น้ำยามีคุณสมบัติแห้งไวประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขณะที่ “สเปรย์น้ำยาเคลือบ” มี 3 ขั้นตอน คือ 1.เขย่าขวดก่อนใช้งาน 2.ฉีดพ่นน้ำยาเคลือบบนภาพวาด ภาพถ่าย หน้าหนังสือ หรือเอกสารที่ต้องการเคลือบให้เปียกชุ่ม ทั้งด้านหน้าและด้านหลังทั่วทั้งชิ้นงาน 3.ผึ่งลมรอแห้ง ประมาณ 5 นาที

ดร.ลัญจกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนหนังสือหรือเอกสารกระดาษที่แห้งกรอบมากๆ แนะนำว่า “สามารถชุบหรือพ่นซ้ำได้ (หลายครั้ง) โดยรอให้การเคลือบรอบก่อนหน้าแห้งสนิทแล้วค่อยทำซ้ำ” ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และแข็งแกร่งแก่เอกสารกระดาษชุดนั้น” แต่ก็ยอมรับว่า ข้อจำกัดเดียวในขณะนี้ของน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ คือราคายังสูงอยู่พอสมควรเพราะสารบางอย่างยังหายากและราคาแพง

หลังผลิตออกมาใช้งานจริง มีสถานที่เก็บเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งได้นำไปใช้ อาทิ หอสมุดกลางและหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ ได้นำน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษไปใช้ชุบเคลือบหนังสือเอกสารโบราณแล้ว ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทีมวิจัยจึงเตรียมพัฒนาให้ครอบคลุมการอนุรักษ์ด้านอื่นๆ ต่อไป

“ทีมวิจัยเรามองการพัฒนาไว้ 2 แนวทางด้วยกัน แนวทางแรก เราจะพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบให้มีประสิทธิภาพทั้งปกป้องวัตถุ และสามารถฆ่าเชื้อราที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วย ส่วนแนวทางที่สอง เราอยากจะต่อยอดนวัตกรรมนี้ให้ใช้กับโบราณวัตถุประเภทอื่นๆ ได้ด้วย เช่น งานไม้และงานปูนปั้น โดยน้ำยาเคลือบจะต้องไม่เป็นสารแปลกปลอมหรือส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเนื้อโบราณวัตถุไปจากเดิมตามกฎของการอนุรักษ์” ดร.ลัญจกร กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมน้ำยาเคลือบยืดอายุกระดาษ SalvaStory (ซัลวาสตอรี) ได้ที่เว็บไซต์ https://www.chula.ac.th/highlight/197364/

ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณบดี‘CITE DPU’ฉายภาพ ‘AI’โอกาสและความท้าทายปี‘2025’

https://www.naewna.com/lady/849068

คณบดี‘CITE DPU’ฉายภาพ  ‘AI’โอกาสและความท้าทายปี‘2025’

คณบดี‘CITE DPU’ฉายภาพ ‘AI’โอกาสและความท้าทายปี‘2025’

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 00.32 น.

ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (College of Engineering and Technology : CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวถึงเทรนด์ที่น่าจับตามอง ปี 2025 (2568) โดยกล่าวว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ยังเป็นเทคโนโลยีที่สร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการเรียน ที่ทุกช่วงวัยไม่ควรมองข้าม ควรเตรียมพร้อมเพื่อก้าวให้ทันความท้าทายใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งนี้ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกในช่วง 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม AI ก็อาจมีบทบาทด้านลบได้ในแง่ของการทดแทนคนทำงานได้เช่นกัน โดย McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ ได้สำรวจพบว่ามีการใช้งาน Generative AI เพื่อช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนในการทำงานที่ซ้ำซ้อนลงได้จริง นำไปสู่การทำงานที่ประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมูลค่าตลาดทั่วโลกของธุรกิจที่ใช้งาน Generative AI ในปี 2024-2030 จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 46.47 ต่อปี ดังนั้น
ในปี 2025 นี้ AI จะมีบทบาทที่สำคัญและมีเทรนด์อะไรใหม่ที่น่าจับตามองเช่นใดจึงควรต้องทำความเข้าใจต่อไป

1.AI ตัวช่วยประมวลผลข้อมูลสุดล้ำ ปัจจุบันพบว่าการสืบค้นข้อมูลผ่าน ChatGPT หรือ AI ตัวอื่นๆ มีแนวโน้มสูงขึ้น ในขณะที่การสืบค้นแบบเก่า เช่น การสืบค้นผ่าน Search Engine ต่างๆ เริ่มลดน้อยลง เนื่องจาก AI มีความสามารถมากขึ้น สรุปข้อมูลที่ต้องการได้รวดเร็วกว่า นอกจากนี้ยังสามารถช่วยทำงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลต่างๆ ผ่านคอมพิวเตอร์ได้

เช่น ร่างเอกสาร วาดรูป แปลและเรียบเรียง แต่งเพลงสำรวจงานวิจัย สรุปเนื้อหาวิชา เขียนโปรแกรม รวมไปถึงงานขึ้นต้นแบบ เขียนแบบ โครงร่าง การทดสอบไอเดีย เปรียบเสมือนมีเลขาฯหรือผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่ง AI บางตัวสามารถสั่งการด้วยเสียงได้แล้ว รวมทั้งรองรับภาษาไทยได้ค่อนข้างดี “แต่ก็ต้องระวังผลงานที่ AI ทำออกมานั้นอาจจะมีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง หรือมีข้อผิดพลาดได้” ซึ่งเกิดจาก Halucination ของตัว AI เอง ทำให้เหมือนอาการของคนเพ้อ ดังนั้นผู้ใช้งานยังต้องกลั่นกรองผลลัพธ์ต่างๆ ให้ดีด้วย

2.AI Agent (ทำงานแทน) ปัจจุบันเริ่มมีการทดสอบการให้ AI ทำงานแทนหรือ AI Agent โดยใช้วิธีการ LAM (Large Action Model) เช่น การค้นหาและจองโรงแรมหรือตั๋วเครื่องบิน ค้นหาและซื้อสินค้าที่ต้องการ การอ่านและส่งอีเมล การลงตารางเวลา การตอบคำถามลูกค้าโดยอัตโนมัติ เขียนและทดสอบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นำเข้าข้อมูล spreadsheet และสร้างกราฟอัตโนมัติ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม “การให้ AI ทำงานบางอย่างได้แทนเรานั้น จำเป็นต้องให้ข้อมูลบางอย่างที่ใช้ในการเข้าถึงได้” เช่น ข้อมูลส่วนตัว ชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่าน เป็นต้น ซึ่งค่อนข้างมีความเสี่ยงพอสมควร เนื่องจากเราไม่เห็นกระบวนการทำงานของ AI ที่นำข้อมูลเราไปทำงาน รวมทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากการข้อมูลสำคัญหลุดหรือถูกแก้ไขจากข้อผิดพลาดของ AI เอง ซึ่งเรื่องนี้้อาจจะต้องระวัง รวมทั้งกำหนดนโยบายในการใช้งาน AI Agent ให้ดี

ปัจจุบันผู้ให้บริการ AI ส่วนใหญ่ให้บริการผ่านระบบสมาชิก ซึ่งอาจไม่มีหรือมีค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือนรายปี สำหรับผู้ใช้บริการแบบฟรีก็ยังคงมีอยู่ต่อไป เพียงแต่ว่าในอนาคตการหารายได้จากผู้ใช้งานฟรีนั้นอาจอยู่ในรูปแบบโฆษณา ดังนั้นอาจจะได้เห็นการใช้งาน Advertisement token ซึ่งผู้ให้บริการ AI อาจจะเปิดให้กับเจ้าของธุรกิจต่างๆ ซื้อ token สำหรับคำตอบของการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ prompt ที่ผู้ใช้งานถามตัว AI ดังนั้นในอนาคตเจ้าของธุรกิจอาจจะต้องทำการตลาดด้วย SEO หรือซื้อ Advertisement token กับผู้ให้บริการ AI ด้วย

“จากที่ทุกคนเคยมี Email Account หรือ Chat ID ใช้กันโดยทั่วไป ต่อจากนี้คาดว่าทุกคนจะมี AI Account ที่สามารถช่วยดำเนินการต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนการมี Jarvis เหมือนในภาพยนตร์ ช่วยงานเราต่างๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นสั่งให้รวบรวมข้อมูล ซื้อสินค้า จองห้องพัก เขียนตอบอีเมล เปิดโปรแกรม Excel แล้วเอาข้อมูลมาคำนวณ หรือสร้างกราฟ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานก็ต้องระวังความผิดพลาดที่อาจเกิดจากทำงานที่ผิดพลาดของ AI ได้ ดังนั้น ผู้ใช้งานจะต้องคอยระวังหรือไม่ให้เกิดผลกระทบจาก action ที่ผิดพลาดของ AI ด้วย รวมทั้งการให้ AI มี action ในงานที่อ่อนไหวต่างๆ รวมทั้งความมั่นคงด้วย” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าว

ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวต่อไปว่า แน่นอนว่างานที่ AI ทำออกมานั้นควรจะต้องจบหรือกลั่นกรองด้วยคนที่เป็นผู้ใช้งาน แต่ AI ก็จะลดจำนวนคนที่ต้องทำเพราะ AI ช่วยทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่า เปรียบเสมือนว่า ก่อนที่เราจะมีเครื่องคิดเลขใช้ เราก็ต้องเสียเวลามานั่งบวกลบคูณหารกัน แต่พอมีเครื่องคิดเลขเราก็สามารถร่นระยะเวลาการคำนวณที่ซับซ้อนได้เร็วมากขึ้น ดังนั้นเราในฐานะผู้ใช้งานจำเป็นต้องขยับขึ้นไปทำงานที่ซับซ้อนหรือใช้พลังความคิดหรือการสร้างสรรค์ที่มากยิ่งขึ้น หรือมองในภาพรวมของงานขนาดใหญ่มากขึ้น

AI ได้เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่ไม่เหมือนเดิม ในด้านบวก เป็นการเข้ามาสนับสนุนการทำงาน ที่ช่วยลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพงาน และสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันในอีกด้านเป็นการเข้ามาแทนตำแหน่งงานที่ทำได้เร็วและดีกว่าอย่างแน่นอน ดังนั้นจะอยู่รอดได้ในยุคของ AI ต้องมอง AI ให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเราทำงานเก่งขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้น แต่ถ้าขาดการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสุดท้ายเราก็จะถูกแทนที่

ทั้งนี้ หลักสูตรวิศวะ-ไอทีของ DPU ได้พัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยได้นำ AI และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องเข้ามายกระดับช่วยในการเรียนของนักศึกษา รวมทั้งการสร้างและพัฒนาตัว AI ขึ้นมาสำหรับประยุกต์ใช้งานต่างๆ โดยตรง เช่น หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลักสูตรวิศวกรรมข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น ซึ่งสอนโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่ทันสมัย โดยที่ในแต่ละปีนักศึกษาจะทำโครงงาน หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสำหรับตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ cite.dpu.ac.th

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ดานอน ประเทศไทย รวมพลังรณรงค์ ‘เด็กไทยฉลาด ต้องไม่ขาดธาตุเหล็ก’

https://www.naewna.com/lady/849063

ดานอน ประเทศไทย รวมพลังรณรงค์ ‘เด็กไทยฉลาด ต้องไม่ขาดธาตุเหล็ก’

ดานอน ประเทศไทย รวมพลังรณรงค์ ‘เด็กไทยฉลาด ต้องไม่ขาดธาตุเหล็ก’

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 00.24 น.

ดานอน ประเทศไทย รวมพลังรณรงค์ ‘เด็กไทยฉลาด ต้องไม่ขาดธาตุเหล็ก’ผลการศึกษาเผยข้อมูลเชิงลึกระบุเด็กไทยมากกว่า 1 ใน 3 เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง

ดานอน ประเทศไทย ผู้นำระดับโลกด้านอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ จัดงานแถลงข่าวในวันรณรงค์ภาวะขาดธาตุเหล็กโลก และเปิดตัวงาน “เด็กไทยฉลาด ต้องไม่ขาดธาตุเหล็ก” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (IDA) และเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการตรวจพบภาวะโลหิตจางตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการดูแลด้านโภชนาการในเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงภาวะดังกล่าว

ที่ผ่านมา ดานอนได้ร่วมมือกับบุคลากรทางการแพทย์และชุมชน และยังคงเดินหน้าเพื่อพัฒนางานด้านสุขภาพและโภชนาการทั่วประเทศผ่านการส่งเสริมการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะดังกล่าวตั้งแต่เนิ่นๆ และการสนับสนุนโภชนาการเสริมอาหาร ซึ่งสะท้อนถึงพันธกิจของดานอนในการส่งมอบสุขภาพที่ดีด้วยอาหารให้กับผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดานอนสนับสนุนให้การตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเป็นการตรวจภาคบังคับเพื่อให้สามารถรักษาได้เร็วและได้ผลดียิ่งขึ้น โดยงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ของดานอนเพื่อต่อสู้กับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก และได้รับเกียรติจากแพทย์หญิงดวงพร ปิณจีเสคิกุล รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และนางสาวประพิมพ์พรรณ สุวรรณกูฏ ผู้อำนวยการกลุ่มการพัฒนาเด็กปฐมวัย กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีการเสวนาโดยกุมารแพทย์ นักโภชนาการจากดานอน ประเทศไทย และตัวแทนคุณแม่เซเลบริตี้มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับผลการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ และการเสริมธาตุเหล็กผ่านอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน

รศ.นพ.พงศ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ จากคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล กล่าวย้ำว่า “ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กสามารถส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการทางร่างกาย และพัฒนาการทางสมอง รวมถึงการทำงานของร่างกายและสมองที่หากการขาดมีความรุนแรงหรือขาดอยู่ในระยะเวลานาน อาจจะส่งผลเสียอย่างถาวรได้ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ จึงมีความสำคัญอย่างมากในการตรวจพบและจัดการกับภาวะนี้ตั้งแต่ระยะแรกๆ”

นายธีรชัย ว่องเมทินี หัวหน้าฝ่ายออกแบบโภชนาการภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากดานอน ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในการต่อสู้กับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เราจำเป็นต้องเพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ผักใบเขียว หรืออาหารเสริมธาตุเหล็ก เช่น นมเสริมธาตุเหล็กและธัญพืชเข้าไปในอาหารประจำวันของเด็กๆ และจับคู่อาหารเหล่านี้เข้ากับอาหารที่มีวิตามินซีสูงจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกายได้อย่างมาก”

ภายในงาน แพทริเซีย รังสีสิงห์พิพัฒน์ เซเลบริตี้ชื่อดังที่กำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง กล่าวว่า “ความตั้งใจของคุณแม่ทุกคนคือดูแลเรื่อโภชนาการของลูกให้ดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็ต้องการความรู้เพิ่มเติมค่ะ” นอกจากนี้ แพทริเซียยังได้แบ่งปันเคล็ดลับการเพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กในมื้ออาหารของเด็ก เช่น เนื้อแดง ถั่ว ผักโขม และการรับประทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินซี เพื่อช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก หรือการดื่มนมเสริมธาตุเหล็กเพื่อให้ได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ“เด็กๆ บางครั้งเขาก็เลือกรับประทาน การรับประทานอาหารที่เสริมธาตุเหล็กอย่างการดื่มนมเสริมธาตุเหล็กเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้แน่ใจว่าเราได้รับโภชนาการที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายของเขาค่ะ”

ด้าน นีน่า อินฟลูเอนเซอร์เจ้าของเพจ “Nina Beauty World” ได้แบ่งปันประสบการณ์ในฐานะคุณแม่ที่พบว่าลูกมีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก “ตอนที่ลูกของนีน่าได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี่ไม่มีอาการเลยนะคะ เราพาเขาไปตรวจเลือดเพราะกังวลที่เขาทานอาหารน้อย แล้วเราก็เพิ่งมารู้ว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่ที่เริ่มมีภาวะนี้ก็ไม่มีอาการชี้บ่งเหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่อย่างเราๆ จึงมี
หน้าที่ดูแลให้เขาได้รับการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ และจัดเตรียมอาหารให้มีโภชนาการที่เหมาะสม”นีน่าเน้นย้ำว่า “ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง จับคู่กับวิตามินซีเพื่อการดูดซึมที่ดีค่ะ”

ทั้งนี้ ดานอน ประเทศไทย ยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินงานระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โดยนอกจากการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแบบไม่ต้องเจาะเลือดที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต ภายใต้การดูแลของกรมกิจการเด็กและเยาวชนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 และการมอบเครื่องมือสำหรับตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแบบไม่ต้องเจาะเลือดให้แก่สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนตุลาคม 2567 เพื่อใช้ตรวจเด็กๆ ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 6 แห่งในกรุงเทพมหานครด้วยเป้าหมาย 3,000 คนแล้ว ดานอน ประเทศไทยยังมีแผนขยายโครงการสร้างความตระหนักรู้และการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กไปยังสถานสงเคราะห์อื่นๆภายใต้กรมกิจการเด็กและเยาวชน รวมทั้งศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรในกลุ่มค้าปลีก เช่น บิ๊กซี ซีเจ และพี.วาย.กิจศิริ จำกัด เพื่อจัดบริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะดังกล่าวด้วยเครื่องมือแบบไม่มีการเจาะเลือด เพื่อให้เด็กในจังหวัดหลักทั่วประเทศสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

ด้วยการสนับสนุนจากพันธมิตรเหล่านี้ดานอนตั้งเป้าขยายการเข้าถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจพบและให้การดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยความมุ่งมั่นนี้ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่โครงการเดียว แต่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพเด็กทั่วประเทศ ทั้งนี้ ดานอน ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าร่วมมือกับภาครัฐ ตลอดจน บุคลากรทางการแพทย์ ชุมชน และพันธมิตรในกลุ่มค้าปลีก เพื่อลดปัญหาภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและยกระดับสุขภาวะโดยรวมของเด็กไทยอย่างยั่งยืน

เภสัชกรหญิง วิรัชดา สุทธยาคมผู้อำนวยการด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพดานอน ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า “ดานอนได้สนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โดยเริ่มจากการสนับสนุนการศึกษาวิจัยความชุกของภาวะความเสี่ยงต่อโรคโลหิตจางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวกับบุคลากรทางการแพทย์นับจนวันนี้ได้รวมแล้วกว่า 9,000 คน และสนับสนุนการตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ ซึ่งการผลักดันโครงการนี้ของเราเป็นไปตามพันธกิจในการส่งมอบสุขภาพที่ดีด้วยอาหารให้กับผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความทุ่มเทของดานอนในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกรอบการทำงานเพื่อความยั่งยืนที่เรียกว่า Danone Impact Journey ซึ่งหัวข้อด้านสุขภาพเป็นหนึ่งในนั้น โดยมีใจความหลักคือโครงการ 1,000 วันแรกที่ดานอนสนับสนุนการให้ความสำคัญแก่โภชนาการของเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จนถึงอายุครบ 2 ปีที่ลืมตาดูโลก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก สอดคล้องกับพันธกิจในการสร้างอนาคตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้นให้กับครอบครัวไทย”

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทางไกลช่วงเทศกาลปีใหม่

https://www.naewna.com/lady/849060

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทางไกลช่วงเทศกาลปีใหม่

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเดินทางไกลช่วงเทศกาลปีใหม่

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 00.22 น.

เพ็ญพิชชากร แสนคำ

ใกล้วันหยุดยาวช่วงปลายปี หลายท่านวางแผนกลับบ้านหรือท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเดินทางโดยเครื่องบิน ขับรถ หรือจะเป็นผู้โดยสารที่ต้องเตรียมตัว เตรียมใจ พบกับปัญหาต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งรถที่ติดยาว เจอกับผู้คนมากมาย ไปอยู่ในแหล่งที่แออัด เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) แนะนำวิธีดูแลและป้องกันกับปัญหาร่างกายที่มักจะพบในระหว่างเดินทาง และต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร

เมื่อต้องนั่งเครื่องบินนานๆ ปัญหาเกี่ยวกับร่างกาย ที่พบได้บ่อย คือ เท้าและขาบวม ตะคริวที่น่อง ปวดเข่า ปวดเมื่อยหลัง ปวดคอ หูอื้อ เวียนศีรษะ ฯลฯ

วิธีแก้ไขเบื้องต้น สวมเสื้อผ้า และรองเท้าที่สบาย หลวมเล็กน้อย ไม่ใส่รัดรูปเกินไปเหยียดเข่าให้ตึง กระดกข้อเท้า สลับซ้าย ขวา ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น วางฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง ให้เต็มพื้น ออกแรงยันพื้น จะรู้สึกเหมือนต้นขาด้านหลังกับก้นลอยขึ้น ยืดหลังให้ตรง แล้วบิดตัวไปด้านซ้ายขวา ให้เต็มที่ ช่วยลดอาการปวดหลัง หายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้สัก 2-3 นาที แล้วหายใจออก ยาวๆ สัก 5 รอบแล้วตามด้วยกลืนน้ำลาย เมื่อรู้สึกว่าหูอื้อ หรือเวียนหัว ลุกขึ้นเดิน บ่อยๆ ตามโอกาสอันสมควร

เมื่อต้องขับรถเดินทางไกลต่อเนื่องหลายชั่วโมง ปัญหาที่พบได้บ่อย ปวดต้นขาปวดเข่า ปวดน่อง เป็นตะคริว ปวดหลัง ปวดสะบักคอบ่า ปวดกระบอกตา ล้าเมื่อยทั้งหัว เนื่องจากการขับรถต้องใช้ร่างกายเกือบทุกส่วน และต้องใช้ประสาทสัมผัสหูตา ตลอดการขับรถ หากต้องเดินทางต่อเนื่องนานๆ เลยจำเป็นต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดี ดังนี้

ตรวจสอบสภาพรถก่อนการเดินทาง เตรียมหมอนเล็กๆ เพื่อเป็นอุปกรณ์ในการดันหลังช่วงล่างให้ยืด ป้องกันการเมื่อยหลัง เบาะนั่งควรปรับให้ก้นสูงกว่าเข่า เพราะการปรับให้เข่าชันสูงกว่าข้อพับสะโพกจะทำให้หลังรับน้ำหนักมากเกิดอาการปวดหลังได้ง่าย พร้อมกับใส่เสื้อผ้าหลวมสบายตัว คล่องต่อการเคลื่อนไหวขยับตัวปรับพวงมาลัยในระดับต่ำกว่าอก เพื่อไม่ต้องยกบ่าเวลาขับ ปรับเบาะให้จับพวงมาลัยในท่างอศอกเล็กน้อย เพื่อลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้ออก

ควรแวะพักปั๊มน้ำมันทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพราะหากขับรถต่อเนื่องมากเกิน กล้ามเนื้อจะล้าเสี่ยงต่อการปวดเมื่อย เมื่อลุกจากรถ ควรยืดกล้ามเนื้อหน้าขา และกล้ามเนื้อน่อง สัก 5 รอบเพื่อให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ใช้งานมากในท่านั่งหมุนหัวไหล่ ยืดอก หายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกและแขนได้ผ่อนคลายจากการที่ต้องเกร็งนานๆ ในการบังคับพวงมาลัย

ในขณะที่ขับรถหากมีอาการปวดก้น หรือล้าหลังให้ใช้เท้าซ้ายยันกับพื้น ให้รู้สึกต้นขากับก้นได้หดตัวเป็นจังหวะประมาณ 3-5 ครั้ง เพื่อให้เกิดการไหลเวียนของเลือดเพื่อบรรเทาอาการ และเมื่อถึงที่หมาย ควรยืดเหยียดแล้วอาบน้ำอุ่นเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และเมื่อนอนพักควรยกเท้าและขาสองข้างสูง เพื่อให้การไหลกลับของเลือดเป็นไปได้อย่างคล่อง ลดความเมื่อยล้าขา และลดอาการบวมของเท้าและขา

เทคนิคเหล่านี้ลองนำไปใช้ เพื่อปีใหม่นี้ทุกคนจะได้เดินทางไป-กลับอย่างปลอดภัย และมีความสุขตลอดการเดินทางกัน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

https://www.naewna.com/lady/849055

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : แก้อาการเมารถเมาเรือ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 00.18 น.

อาทิตย์ที่แล้ว ชวนทุกท่านคุยเรื่องยาที่ควรเตรียมเมื่อต้องเดินทางแล้ว วันนี้ขอนำเสนอถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยเวลาเดินทาง คือ อาการเมารถเมาเรือ จนถึงเมาเครื่องบิน ซึ่งอาจจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวของท่านไม่สนุก ในบางครั้งอาจจะถึงกับทำให้ทริปล่มได้เลย

อาการเมารถเมาเรือ ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า motion sickness ซึ่งแปลตรงๆ คือป่วยจากการเคลื่อนที่ เพราะเมื่อมีการเคลื่อนที่ เช่น การนั่งในรถ เรือ เครื่องบิน หรือการเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก ไม่ว่าจะเป็น ม้าหมุน รถไฟเหาะ ไวกิ้งฯลฯ ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างภาพที่ตาเห็น กับข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่หูชั้นในรับรู้โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างเร็ว หรือคดเคี้ยว การเคลื่อนที่ขึ้น-ลง การเคลื่อนที่หมุนเหวี่ยง ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการที่รุนแรงมากขึ้น

อาการเมารถเมาเรือ ที่เกิดขึ้นอาจอยู่ในระดับเบาๆ เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง ก็อาจมีอาการปวดหัว ใจสั่น แน่นหน้าอกเหงื่อแตก อาเจียน หน้าซีด รู้สึกเหมือนจะเป็นลมได้ และอาการเมารถเมาเรือนี้บางคนเป็น บางคนไม่เป็น บางคนเป็นบางวัน บางวันก็อาจจะไม่เป็น จากข้อมูลพบว่าเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนตั้งครรภ์ หรือกำลังใช้ยาฮอร์โมน พบว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเรื่องเมารถเมาเรือมากเป็นพิเศษ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเมารถเมาเรือได้ เช่น โรคปวดหัวแบบไมเกรน และโรคพาร์คินสัน ดังนั้น ถ้าพิจารณาแบบรวมๆ ก็คือเด็กวัยรุ่นผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือนและมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ เป็นคนที่เสี่ยงเมารถเมาเรือมากกว่าใครเพื่อน

บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมคนที่เป็นคนขับรถถึงไม่ค่อยเมารถ หรือบางคนตอนขับไม่เมา แต่ตอนนั่งรถที่คนอื่นขับกลับเมาเสียอย่างนั้น คำตอบก็คือคนที่ขับรถ เขาจะอยู่ตำแหน่งที่ต้องมุ่งความสนใจไปข้างหน้าตลอดเวลา ความสัมพันธ์ระหว่างการมองเห็นกับการรับรู้ของการเคลื่อนที่ย่อมดีกว่าคนที่นั่งโดยสารในรถนั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนนั่งที่ประเดี๋ยวก็มองข้างหน้า เบื่อแล้วก็มองข้างทาง บางทีก็ก้มเล่นมือถือ กลุ่มนี้สักพักก็จะจบลงด้วยอาการเมารถ

อย่างไรก็ตาม อาการเมารถเมาเรือนี้ก็ป้องกันได้แนะนำว่าก่อนการเดินทาง 30-60 นาที ให้กินยาชื่อไดเมนไฮดริเนต 50 มิลลิกรัม 1 เม็ด ยานี้ค่อนข้างปลอดภัย และราคาไม่แพง ในร้านสะดวกซื้อบางแห่งก็มีขาย ถ้าการเดินทางยาวนาน หรืออาการยังไม่ทุเลาก็สามารถกินซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง โดยจำนวนเม็ดต่อวันมากที่สุดที่กินได้อยู่ที่ 8 เม็ด หรือไม่เกินวันละ 400 มิลลิกรัม อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากยานี้คือ ง่วงนอนปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า เป็นต้น ผู้ที่ควรระวังการใช้ยานี้คือผู้สูงอายุ ผู้ที่เป็นโรคต้อหิน หรือมีโรคต่อมลูกหมากโต ซึ่งยาทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้นได้

นอกจากการใช้ยาแล้ว การป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงของอาการเมารถเมาเรือก็สามารถทำได้เช่นกัน เริ่มจาก (1) หากรู้กำหนดการเดินทางแน่นอน คืนก่อนหน้านั้นก็นอนให้พอ อย่าอดนอน (2) อย่าปล่อยให้ท้องว่าง ควรรองท้องด้วยอาหารเบาๆ แต่ก็อย่ากินเยอะเกินไปจนท้องแน่นอึดอัด (3) เตรียมพกยาดมหรือลูกอมรสเปรี้ยวๆ (4) ถ้าเลือกได้ให้นั่งข้างหน้ากับคนขับ เพราะเป็นจุดที่เราสามารถมองข้างหน้าได้ชัดเจนและลดโอกาสมองด้านข้าง รวมถึงพยายามล็อกเป้ามองไปเส้นขอบฟ้าข้างหน้าให้ได้มากที่สุด หรือถ้าเป็นเครื่องบินก็ให้นั่งตรงปีก (5) หลีกเลี่ยงการเล่นมือถือหรืออ่านหนังสือระหว่างนั่งรถ (6) พกยาแก้เมารถเมาเรือไปด้วยและรับประทานก่อนล้อหมุน หรือเครื่องบินขึ้นสัก 30-60 นาที

สุดท้ายแล้วหากเกิดอาการเมารถเมาเรือขึ้น ทางที่ดีที่สุดควรกินยาแล้วนอนพัก เชื่อว่าถ้าได้หลับพักสัก 1-2 ชั่วโมง อาการเมารถก็น่าจะทุเลาลงจนสามารถทำภารกิจให้ลุล่วงแล้วเสร็จจนได้ และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา สามารถสอบถามได้ที่ line @guruya

รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุยกัน7วันหน : ปิดคดีช็อกโลก สามีวางยาภรรยา ให้คนแปลกหน้าข่มขืน

https://www.naewna.com/lady/848911

คุยกัน7วันหน : ปิดคดีช็อกโลก  สามีวางยาภรรยา ให้คนแปลกหน้าข่มขืน

คุยกัน7วันหน : ปิดคดีช็อกโลก สามีวางยาภรรยา ให้คนแปลกหน้าข่มขืน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

ปิดฉากไปแล้ว กับคดีที่สร้างความตกใจให้กับผู้คนทั่วทั้งฝรั่งเศสและทั่วโลก กับเรื่องราวของ จีเซล เปลิโคต์ สตรีฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเหยื่อของ โดมินิก เปลิโคต์ สามีของเธอเอง ที่เชื้อเชิญชายหลายสิบคนร่วมกันวางยานอนหลับเพื่อข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และบันทึกภาพไว้ภายในบ้านของเธอเองต่อเนื่องเป็นเวลานับสิบปี

หลังจากไต่สวนมานานราว 4 เดือนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ธ.ค.) ศาลในเมืองอาวีญง ตัดสินจำคุก โดมินิกที่ตอนนี้เป็นอดีตสามี เป็นเวลา 20 ปีตามอัยการร้องขอโทษ ในระหว่างการไต่สวน เขาให้การรับสารภาพและได้ขอโทษต่อบาปกรรมที่ทำไว้ ส่วนจำเลยร่วมอีก 50 คน มีประวัติ ที่มา อายุและอาชีพ แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดทำผิดลักษณะเดียวกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทุกอย่างปรากฏในคลิปวีดีโอและภาพนิ่งหลายพันภาพที่โดมินิกบันทึกไว้เอง รวมถึงข้อความการติดต่อสื่อสารชี้ชวนของโดมินิกกับจำเลยร่วมที่มัดแน่น ทำให้ผู้พิพากษาตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืน พยายามข่มขืน และล่วงละเมิดทางเพศ รับโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี จนถึง 15 ปี ทั้งหมดล้วนถูกจำคุกโดยไม่มีการยกฟ้อง จำเลยหลายคนเดินทางมายังศาลพร้อมกระเป๋าสัมภาระที่เตรียมไว้สำหรับการเข้าเรือนจำ บางคนถึงกับร้องไห้และกอดคู่ชีวิต ครอบครัวของเขาก่อนเข้าไปในห้องพิจารณาคดี ส่วน โดมินิก จะไม่มีสิทธิ์ยื่นขอทัณฑ์บนจนกว่าจะรับโทษครบ 2 ใน 3 ของระยะเวลาจำคุก

โดมินิก เปลิโคต์ อดีตสามีจีเซล เป็นอดีตช่างไฟฟ้าและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ ที่คนในชุมชนมองว่า เป็นคนโอบอ้อมอารี มักเห็นเขาร่วมกิจกรรมกับลูกๆ อยู่เสมอ ไม่มีใครคิดว่าเขานำยานอนหลับผสมกับมันฝรั่งบดกาแฟ และไอศกรีม ให้ภรรยารับประทานแล้วเปิดประตูให้ชายหลายสิบคนเข้ามาข่มขืนถึงในบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น เขาซุกซ่อนกล้องวีดีโอบันทึกภาพเปลือยของภรรยา ลูกสาว และ ภรรยาของลูกชาย แล้วนำไปเผยแพร่ออนไลน์

โดมินิกให้การต่อศาลว่า เขาเคยถามภรรยาเรื่องรสนิยมทางเพศเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนคู่นอน แต่เธอปฏิเสธ เธอไม่คิดว่าความคิดนี้จะออกมา
จากสามีที่แสนดีที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเธอมานานกว่า 50 ปี และมีลูกด้วยกันถึง 3 คน เขาเป็นสามีและพ่อที่อบอุ่นมากสำหรับครอบครัว สุดท้ายโดมินิกแก้ต่างว่า มันเป็นเพียงคำถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น

แต่คำตอบของจีเซล กลับเป็นสิ่งที่กระตุ้น ประกอบกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศของโดมินิกในวัยหนุ่ม จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจกับอดีตภรรยา

ระหว่างปี 2554-2563 โดมินิกได้วางยาจีเซล ที่ปัจจุบันอายุ 72 ปีเท่ากัน ด้วยยากล่อมประสาทและยานอนหลับ โดยที่เธอไม่รู้ตัว ส่งผลให้เธอหมดสติและสูญเสียความทรงจำ จากนั้น โดมินิกได้ใช้เว็บไซต์หนึ่งชักชวนชายแปลกหน้าจากพื้นที่ใกล้เคียง ที่ส่วนใหญ่มาจากเมืองและหมู่บ้านในรัศมี 50 กิโลเมตรจากหมู่บ้านมาซองของครอบครัวเปลิโกต์ให้มาร่วมข่มขืนภรรยาของตัวเองภายในบ้านของพวกเขา ผู้ชายเหล่านี้มีทั้งคนหนุ่ม คนชรา อายุตั้งแต่ 26-74 ปีอาชีพหลากหลาย นักดับเพลิง คนขับรถบรรทุก พนักงานส่งของ ทหาร เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พัศดี ผู้สื่อข่าว และดีเจ

อัยการได้ทำสำนวนจำแนกการกระทำของจำเลยแต่ละคน จำนวนครั้งที่มีพฤติกรรมลวนลาม ล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่และลักษณะใด จำเลยคนหนึ่งชื่อ โรแม็ง วี วัย 63 ปี เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีข่มขืนจีเซล ถึง 6 ครั้ง โดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน ในขณะที่รู้ว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวีโชคดีที่เขาพ้นสภาวะการแพร่เชื้อ

การกระทำของ โดมินิก ปิดฉากลงเมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในซูเปอร์มาร์เก็ตจับกุมเขาขณะกำลังถ่ายภาพใต้กระโปรงผู้หญิงคนอื่น ต่อมา ตำรวจจึงค้นพบพฤติกรรมที่เลวร้ายนี้ ผ่านคลิปวีดีโอจำนวนมากที่เก็บไว้ในบ้าน ซึ่งเป็นคลิปที่เขาแอบถ่ายมาตลอดเวลานานนับทศวรรษที่กระทำผิดต่อภรรยาของเขา

ขณะที่ผู้ร่วมกระทำอีกหลายคน ปฏิเสธข้อหา โดยบอกว่า พวกเขาไม่เชื่อว่าจีเซลจะถูกวางยา เธออาจแกล้งทำเป็นนอนหลับเพราะขี้อาย นี่คือหนึ่งในขบวนการของครอบครัวนี้ ผู้ต้องหาให้การต่อศาลเพิ่มเติมว่า เขาก็ถูกวางยาเหมือนกับจีเซลเช่นกัน เมื่อไปถึงบ้านเปลิโคต์ เขาถูกบังคับให้ดื่มเครื่องดื่มบางอย่าง และทำให้เขาไม่รู้ตัว ในขณะที่อีกหลายคนบอกว่า ถ้ารู้ว่ามีการตั้งกล้องแอบถ่าย พวกเขาจะปฏิเสธอย่างแน่นอน

ความกล้าหาญของวีรสตรีที่ชื่อ จีเซล เปลิโคต์

จีเซล ได้รับการชื่นชมจนกลายเป็นหนี่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของสื่อหลายสำนัก ในคดีข่มขืนที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส อันที่จริง จีเซลสามารถที่จะร้องขอให้การพิจารณาคดีแบบปิดได้เพื่อไม่ให้เรื่องราวกระจายออกไป แต่เธอกลับเรียกร้องให้เปิดเผยทุกอย่างต่อสาธารณชน ด้วยความหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือสตรีคนอื่นๆ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อให้เปิดโปงความเลวร้ายออกมาด้วย การเป็นเหยื่อไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย คนทำผิดต่างหากที่สมควรละอาย

จีเซล เข้าร่วมการพิจารณาคดีเกือบทุกวัน เธอให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่เคยถูกข่มขืนคิดว่า ถ้ามาดามเปลิโกต์ทำได้ พวกคุณก็ย่อมทำได้”

จีเซลยื่นฟ้องคดีนี้มานานกว่า 2 ปีทนายความของเธอเล่าว่า เป็นคนแนะนำให้ลูกความของเขาลองถอดแว่นกันแดดออกขณะที่เดินทางไปศาล เพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ และการพยายามยอมรับ กล้าเปิดเผยความจริงเพื่อสื่อให้สังคมฝรั่งเศสได้เห็นว่า ความอับอายไม่ควรอยู่ข้างเธอ แต่ต้องไปอยู่กับฝั่งของผู้ก่อเหตุทั้งหมด

หลังคำพิพากษาของศาล จีเซลให้สัมภาษณ์กับสื่อทั่วโลกว่า เธอเคารพคำตัดสินของศาล พร้อมกับกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุน ทั้งองค์กรสิทธิสตรีต่างๆ นักข่าว ทนายความ โดยบอกว่าคำพูดของพวกเขาทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งและทำให้เธอมีกำลังใจที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดีทุกวัน พร้อมกับยืนยันว่า เธอไม่เคยรู้สึกเสียใจที่เปิดเผยตัวตนสู่การพิจารณาคดีเพื่อให้สังคมได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากทั้งในประเทศและทั่วโลก ส่วนหนึ่งมาจากการกล้าเปิดเผยตัวตนของ จีเซล ในการพิจารณาคดี กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมอย่าง Dare to be Feminist ระบุว่า จีเซลไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่การกระทำอันกล้าหาญของเธอ เป็นการเปลี่ยนมุมมองของสังคมที่มีต่อความรุนแรงทางเพศ ผู้ที่สนับสนุนเธอรวมตัวกันนอกศาลพร้อมป้ายและคำขวัญว่า “ความอับอายได้เปลี่ยนข้างแล้ว”

เรื่องราวในคดีนี้ แม้จะฟังดูโหดร้ายและหดหู่ แต่อย่างน้อย มันก็ยังแสดงให้เห็นความกล้าของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กล้าเปิดหน้าตีแผ่เรื่องราวเลวร้ายหวังให้เป็นบทเรียนแก่คนอื่นๆ อีกทั้งยังปลุกกระแสการชำระล้างทางศีลธรรม รวมไปถึงการปรับปรุงตัวบทกฎหมายของประเทศต่างๆ ให้เท่าทันสังคมมนุษย์ที่เสื่อมโทรมและซับซ้อน

โดย ดาโน โทนาล

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันส่งท้ายปีเก่า’ภูมิปัญญางานบุญของแผ่นดิน

https://www.naewna.com/lady/848876

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันส่งท้ายปีเก่า’ภูมิปัญญางานบุญของแผ่นดิน

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘วันส่งท้ายปีเก่า’ภูมิปัญญางานบุญของแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทำบุญวันส่งท้ายปีเก่า

ด้วยเหตุที่ปลายปีในช่วงเดือนธันวาคมนั้นเป็นเดือนของการถอยหลัง ก้าวจาก “วันสิ้นปี”สู่วันปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงวันที่มีการเฉลิมฉลองการส่งท้ายปีเก่าโดยเฉพาะผู้นับถือศาสนานั้นต่างให้ความสำคัญของวันส่งท้ายปีเก่ากันมากวันสิ้นปี คือวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันส่งท้ายปีเก่า และเป็นวันหยุดของทางราชการและเอกชนที่หยุดต่อเนื่องไปถึงวันปีใหม่ด้วยในประเทศไทยนั้นทางการได้กำหนดวันที่31 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันหยุดราชการ เพื่อที่ค่ำคืนของวันนี้ประชาชนจะได้ฉลองและมีการจัดงานนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ในเวลาเที่ยงคืน สำหรับวันสิ้นปีของประเทศไทย นอกจากจะเป็นวันหยุดของหน่วยงานราชการ ธนาคาร บริษัทต่างๆ แล้ว ได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่นอกเหนือจากความบันเทิงแล้ว การสวดมนต์ข้ามปี เพื่อเป็นสิริมงคลในค่ำคืนแห่งคืนสุดท้ายของปีจนไปถึงวันปีใหม่นั้นถือเป็นนิมิตหมายของการตั้งใจทำความดีของผู้ร่วมกิจกรรมวันส่งท้ายปีใหม่ด้วยเช่นเดียวกับวันสิ้นปีทั่วทั้งโลกซึ่งจะมีการจัดงานนับเคาท์ดาวน์เพื่อเข้าสู่วันปีใหม่ในเวลาเที่ยงคืนตามเมืองใหญ่ทั่วโลกซึ่งเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ในค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม ต่างถือตามปฏิทินเกรกอเรียนที่ได้ดัดแปลงมาจากปฏิทินจูเลียน จนใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศตะวันตก เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2125 ได้ประกาศใช้ครั้งแรกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 13 ซึ่งวันสิ้นปีของแต่ละสมัยประเทศ เวลาจึงแตกต่างกัน แต่ละประเทศได้มีการเฉลิมฉลองเช่นกัน

สำหรับชาวญี่ปุ่น เชื่อว่าวันสิ้นปีจะมีเทพเจ้ามาเยือน ทุกคนจึงให้ความพิเศษในวันส่งท้ายปีเก่า ถือเป็นการรวมญาติสิ้นปีด้วยในศิลาจารึกว่า สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนั้นได้นับปีตามปีมหาศักราชโดยใช้ปฏิทินจันทรคติต่อมาในพญาลิไท สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้เปลี่ยนมาใช้จุลศักราช ให้วันเถลิงศกเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ก็ยังคงใช้ปฏิทินจันทรคติตามเดิม ทางพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์ยังนิยมใช้เทียบปีในรูปแบบพุทธศักราช จนมีวันเปลี่ยนปีขึ้นจุลศักราชใหม่ตามปฏิทินสุริยคติแบบสุริยยาตร จึงให้วันเถลิงศก ตรงกับวันที่ 15 เมษายนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนปีนักษัตรให้นับเปลี่ยนปีตามปฏิทินจันทรคติ คือใช้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 แทน

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนจากปฏิทินจันทรคติมาใช้ปฏิทินสุริยคติแบบสากลตามปฏิทินเกรกอเรียนแทน ในปี พ.ศ.2431 ซึ่งถือเป็นปฏิทินสากล ที่ใช้กันเกือบทั่วโลกในแต่ละเดือนจะมี 28-31 วันตามปฏิทินสากล จากทั้งหมด 12 เดือน ในหนึ่งปี วันตามปฏิทินสากลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ตั้งชื่อเดือนซึ่งสมัยนั้นยังถือว่าเดือนเมษายน เป็นเดือนแรกของปีและเดือนมีนาคม คือเดือนสุดท้ายของปี และยังคงใช้รัตนโกสินทรศกโดยใช้1 เมษายน ร.ศ.108 แทนที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2432 ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามได้มีการปรับเปลี่ยนปฏิทินอีกครั้งด้วยมีการยกเลิกใช้ปีรัตนโกสินทรศกที่ 131 จึงได้เปลี่ยนเป็นปีพุทธศักราช (พ.ศ.) อย่างเป็นทางการ โดยปีพุทธศักราชแรกที่ใช้ คือ ปี พ.ศ.2456 เมื่อทำการปรับเปลี่ยนปฏิทินจึงได้ปรับเปลี่ยนให้ วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันสิ้นปี และวันที่1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่และเป็นวันเริ่มต้นของปีแทนที่รูปแบบเดิม โดยวันขึ้นปีใหม่ในรูปแบบนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 จนถึงปัจจุบันกิจกรรมที่นิยมทำกันทุกปี ได้แก่ การทำบุญตักบาตรพระปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด เข้าร่วมพิธีเคาท์ดาวน์ (countdown) นับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่และสวดมนต์ข้ามปี ปี ๒๕๖๗ นี้สถานที่ต่างๆ กรมการศาสนาได้จัดขึ้นในวัดและสถานที่สำคัญทั่วประเทศ ในกรุงเทพฯนั้นจัดงานทุกปีก็คือที่ท้องสนามหลวง และวัด ชุมชนและศูนย์การค้าต่างๆ ดังเห็นกิจกรรมเที่ยว ๑๑ วัดการทำบุญตามวัดต่างๆ และมีแสงไฟตระการตาจากสนามหลวงที่มีพระเขี้ยวแก้วมาสักการบูชาให้สว่างไสวงดงามด้วยแสง สี เสียง ที่มีคอนเสิร์ต ของเหล่าดารา ศิลปิน นักร้อง ร่วมให้ความบันเทิงและนับถอยหลังไปพร้อมๆ กัน เป็นคืนที่มีพลุสวยงามที่สุด

สวดมนต์ออนไลน์

สวดมนต์ออนไลน์

ชมไฟตามวัด ๑๑ แห่ง

ชมไฟตามวัด ๑๑ แห่ง

สื่อประชาสัมพันธ์

สื่อประชาสัมพันธ์

ชม ๑๑ วัด ๑ โบสถ์พราหมณ์ ๑ พิพิธภัณฑ์ิ

ชม ๑๑ วัด ๑ โบสถ์พราหมณ์ ๑ พิพิธภัณฑ์ิ

แสงสีวันนับถอย

แสงสีวันนับถอย

แสง สี เสียง สะพานพระราม ๘

แสง สี เสียง สะพานพระราม ๘

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

https://www.naewna.com/lady/848872

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

ตะลอนเที่ยว : ศิขิริยา (Sigiriya) แห่งศรีลังกา

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับคณะผู้อ่านแนวหน้ากลุ่มหนึ่งที่ขึ้นไปยืนบนยอดสูงสุดของศิขิริยา แห่งศรีลังกาได้สมความปรารถนา แม้บางคนจะบอกเชิงบ่นว่า สงสัยคงได้แค่ไปยืนดูที่บริเวณ
เชิงเขาเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงสถานที่แล้วไยจึงจะปล่อยให้ชาวคณะไม่ขึ้นไปบนยอดของพระราชวังแห่งนี้ เพราะ Mr.Flower ไม่มีวันปล่อยให้ชาวคณะพลาดโอกาสอย่างแน่นอน แม้จะต้องโอ้โลมปฏิโลมเป็นเวลานานพอสมควรก็ตาม

ก่อนอื่นขอเล่าสั้นๆ ว่า ศิขิริยาหรือ Sigiriya คือภูเขาแห่งสิงห์ ที่ถูกยกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งหรือสถานที่สำคัญของศรีลังกาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ไปศรีลังกาหมายใจจะไปเยือนให้จงได้

ศิขิริยาอยู่บริเวณตอนกลางของศรีลังกา อยู่ในเมืองมาตาเล เป็นโบราณสถาน(วัง) บนยอดเขา โดยสมัยที่ยังงดงามบริบูรณ์นั้น จะมีสวนหิน สวนน้ำพุ สวนดอกไม้บ่อน้ำขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังเท่านั้น แต่ก็ยังคงความงดงามตามสภาพที่ต้องใช้จินตนาการเข้าไปผสมอย่างค่อนข้างมาก แต่เท่าที่ได้ไปสัมผัสนั้น แม้จะเหลือเพียงซาก แต่ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้เคยใหญ่โตโอ่อ่าอลังการมาก่อนเมื่อครั้งอดีต

แม้จะเหลือเพียงซากอาคารโดยเฉพาะส่วนฐาน แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังหลงเหลือและงดงามมากคือภาพบรรดาสตรีนานาชาติถูกวาดบนส่วนที่เป็นหลืบของหน้าผา โดยเป็นภาพวาดแบบ fresco คือภาพที่วาดบนผนังขณะที่ผิวของผนังยังไม่แห้งสนิท ตามประวัติระบุว่าภาพที่หลงเหลือนี้มีอายุประมาณ 1,500 ปี หากภาพยังสมบูรณ์จะนับเป็นภาพ fresco ที่ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกก็ว่าได้

การเข้าชมศิขิริยานั้นต้องใช้ทั้งความพยายามและความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก(สำหรับผู้ที่แข้งขาไม่ค่อยจะดีมากนัก) แล้วยังต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 30 ดอลลาร์สหรัฐ(เรียกได้ว่าแพงเอาการเลยเชียวแหละ)

คณะของเราบุกบั่นไปจนถึงยอดของศิขิริยาได้เกือบทุกคน แล้วก็ได้ซึมซับกับความงดงามของซากวังเก่า ผสมผสานกับลมเย็นๆ บนยอดเขาสูง ที่มองไปทุกทิศทุกทางก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์ของป่าเขาพร้อมกับได้เห็นพระจันทร์ช่วงเย็น แล้วก็ต้องรีบลงมาจากยอดเขา ก่อนที่ฝนจะเทลงมา แต่ก็ชื่นใจที่ยังได้เห็นอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้า

ศิขิริยาถูกสร้างโดยพระเจ้ากัสสปะโอรสของพระเจ้าดธุเสนา แต่กัสสปะมีพระมารดาเป็นหญิงสามัญชน จึงมีศักดิ์ต่ำกว่าพระอนุชาที่ชื่อโมคคัลลานะ ซึ่งมีพระมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ ดังนั้น กัสสปะจึงชิงราชบัลลังก์จากพระบิดา เพราะพระบิดาจะยกราชบัลลังก์ให้น้องชาย เมื่อชิงบัลลังก์ได้แล้วจึงทรงสร้างวังที่ศิขิริยาแทนวังเดิมที่เมืองอนุราธปุระ ส่วนโมคคัลลานะก็ลี้ภัยไปอยู่อินเดีย จนวันหนึ่งจึงกลับมาทวงราชบัลลังก์คืน เมื่อได้ราชบัลลังก์คืนแล้ว ก็กลับไปอยู่ ณ อนุราธปุระ แล้วทอดทิ้งศิขิริยาให้ร้างว่างเปล่า

ขอเล่าแบบรวบรัดว่าบันไดขึ้นไปถึงยอดศิขิริยามีประมาณ 1,300 ขั้น โดยมีทั้งบันไดที่ทำมาตั้งแต่โบราณกาล และบันไดเหล็กที่มาทำในยุคหลังเพื่อให้นักท่องเที่ยวปีนป่ายขึ้นไปถึงยอดเขาได้โดยสะดวกมากกว่าใช้ทางเดิม

ขอย้ำว่าจุดสำคัญๆ ของศิขิริยาคือสวนต่างๆ ทั้งสวนหิน สวนน้ำพุ บ่อน้ำ กำแพงหิน ภาพ fresco และผนังกระจก หรือ the mirror wall ที่แต่เดิมเคยถูกขัดจนมันวาวสะท้อนเงาของผู้คนได้ แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้มีความมันวาวเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังคงความมหัศจรรย์อยู่ไม่เสื่อมคลาย และอีกสิ่งที่ต้องกล่าวถึงคือเท้าสิงห์ที่หลงเหลืออยู่หนึ่งคู่ ซึ่งอยู่บริเวณเกือบยอดสุดของ
ศิขิริยาแล้ว ขนาดเหลือเพียงเท้าสิงห์เท่านั้น แต่ก็บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่อลังการอย่างสุดบรรยาย

ปีหน้าตั้งใจจะไปเมืองอนุราธปุระ แห่งศรีลังกา ใครสนใจจะไปด้วยกัน รีบติดต่อจองที่นั่งนะครับ เราไปกันเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น 12-15 คนครับ สนใจร่วมทริปโปรดติดต่อ 091-7233615ครับผม

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

https://www.naewna.com/lady/848874

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โหด มันส์ ฮา! งานแข่ง ‘รถไร้เครื่องยนต์’ สุดเร้าใจในอินโดนีเซีย

ชวนชมยานพาหนะไร้เครื่องยนต์หลากหลายรูปแบบแปลกใหม่วิ่งทะยานผ่านด่านต่างๆ ตามเส้นทางที่กำหนดของการแข่งขันรถไร้เครื่องยนต์ (Soapbox Race) ในเมืองบันดุง จังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย ท่ามกลางเสียงเชียร์สนุกสนานจากผู้ชมริมทาง

ขอบคุณภาพ จากสำนักข่าวซินหัว

แหวกฟ้าหาฝัน : สีสันตลาดปลาที่โตเกียว

https://www.naewna.com/lady/848875

แหวกฟ้าหาฝัน : สีสันตลาดปลาที่โตเกียว

แหวกฟ้าหาฝัน : สีสันตลาดปลาที่โตเกียว

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บรรยากาศตลาด

ตั้งแต่ญี่ปุ่นอนุญาตให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ 15 วัน โดยไม่ต้อง ทำวีซ่า ญี่ปุ่นก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งในหลายๆ แห่งของคนไทยที่เดินทางไปประจำ ทั้งนี้ ไม่เพียงเพราะญี่ปุ่นมีความสะดวกสบาย สะอาด เดินทางไม่ยากแล้ว หลายปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ปีนี้ ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นยังทำให้การเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นทำได้ง่ายขึ้นมากด้วย จากเงินเยนที่มีอัตรา 100 yen ต่อ 30 กว่าบาท เหลือเพียง 22-23 บาท หรือลดไปถึงกว่า 30% เลยทีเดียว ยิ่งเมื่อสายการบิน low costเริ่มหันมาให้บริการเกือบเต็มที่ ต้นทุนการเดินทางไปญี่ปุ่นยิ่งถูกไปกันใหญ่ ญี่ปุ่นจึงกลายเป็นสวรรค์แสนใกล้ของคนไทยเลยทีเดียว

นักท่องเที่ยวที่ตัดสินใจไปญี่ปุ่นครั้งแรก หลังจากเตรียมแผนเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน โรงแรม วิธีการเดินทางในเมือง ระหว่างเมือง แลกเงินเยน และลงทะเบียน Visit Japan แล้วก็พร้อมที่จะเดินทาง เมืองแรกๆที่คนไทยเลือกไปคงไม่แคล้ว โตเกียว หรือเมืองหลวงของญี่ปุ่น ทั้งนี้ เพราะโตเกียวเป็นเมืองที่มีสายการบินทั้ง Full Service และ Low Cost เข้า-ออกวันละหลายเวลา และเข้า-ออกได้ทั้งสองสนามบิน คือ นาริตะ และฮาเนดะ ยิ่งกว่านั้นการเดินทางภายในโตเกียวก็มีต้นทุนไม่มาก และสถานที่ท่องเที่ยวก็มีให้เลือกมีจำนวนมากไม่ต่างกับกรุงเทพฯ เลย

นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเองครั้งแรกอาจเลือกไม่ถูกว่าควรเข้าสนามบินไหนระหว่างนาริตะ กับฮาเนดะ สนามบินทั้งสองคล้ายกับสุวรรณภูมิกับดอนเมืองนั่นคือสนามบินนาริตะเป็นสนามบินหลัก ใหญ่และอยู่นอกเมืองเทียบกับสุวรรณภูมิของบ้านเรา ค่าเดินทางเข้าเมืองจะสูง แต่มีสายการบินทั้ง Full Service และ Low Cost และจำนวนเที่ยวบินจากไทยไปเป็นจำนวนมาก ส่วนสนามบินฮาเนดะจะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองโตเกียวมากนักเฉกเช่นเดียวกันกับดอนเมืองของกรุงเทพฯแต่มีเพียงแค่สายการบิน Full Serviceให้บริการ และค่าตั๋วเครื่องบินก็สูงกว่ามาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสนามบินนี้เป็นที่นิยมของชาวโตเกียวมากกว่า

เมื่อมาถึงโตเกียวแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวสายกินไม่มีที่ใดเกินคือ Tsukiji Fish Market ตลาดปลาแห่งแรกของโตเกียวตั้งอยู่ที่ย่าน Nihonbashi อันเป็นสถานที่ตั้งบ้านเรือนในยุคแรกๆ ของ Edo หรือโตเกียว ตลาดที่ดั้งเดิมอยู่บริเวณTokyo Bay นี้ กลายเป็นที่ตระเตรียมอาหารให้กับปราสาท Edo โดยปลาส่วนหนึ่งขนมาจากโอซากา แต่หากเจ้าของปราสาทซื้อปลาไม่หมดก็จะนำมาขายแถวสะพาน Nihonbashi ในเดือนสิงหาคมปี 1918 เมื่อประชาชนก่อจลาจลจากการขาดแคลนอาหาร รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ก่อตั้งสถาบันขึ้นใหม่เพื่อกระจายอาหารจนก่อให้เกิดกฎหมายตลาดขายส่งขึ้นในเดือนมีนาคม 1923

ตลาดได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1923 เทศบาลเมืองโตเกียวจึงได้ตัดสินใจส่งสถาปนิกและวิศวกรจากเทศบาลไปศึกษาวิจัยในยุโรปและสหรัฐเพื่อหาตำแหน่งที่ตั้งตลาดใหม่ แต่เนื่องจากจำนวนและชนิดของสินค้าที่มีอยู่อย่างหลากหลาย พวกเขาจึงเลือกลักษณะของตลาดแบบใหม่ที่มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนใครในรูปแบบ 1/4 ของวงกลมเพื่อให้ง่ายต่อการจับจ่ายใช้สอย การย้ายตลาดไปไว้ย่าน Tsukiji ในครั้งนั้นถือเป็นโครงการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียวหลังแผ่นดินไหวโดยใช้เวลากว่า6 ปี และแรงงานกว่า 419,500 คน ตลาดซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ Tsukiji นี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1935 พร้อมสถานี Tokyo-shijo station ที่มีทางออกรอบตลาด

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนตลาดแห่งนี้จะไม่เพียงสามารถเสพบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ ยังสามารถซื้อหาอาหารดิบเพื่อไปปรุงเอง หรือกินสด และชนิดปรุงเสร็จพร้อมกินนานาชนิดได้อย่างจุใจ เสียอย่างเดียวที่นี่รับแต่เงินสดเป็นส่วนใหญ่ หลังจากเยือนตลาดแห่งนี้แล้ว รับรองได้ว่านักท่องเที่ยวจะโหยหาการเยือนตลาดอาหารญี่ปุ่นในทุกเมืองเลยทีเดียว