สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810627

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ 'ปุ๋ยคนละครึ่ง'

สมาคมศูนย์ข้าวชุมชุน(ประเทศไทย) ประกาศหนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.09 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2567 นายภาคิณ มุสิกวรรณ นายกสมาคมศูนย์ข้าวชุมชน(ประเทศไทย) ประกาศจุดยืนสนับสนุนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง”ของรัฐบาล โดยมีถ้อยแถลงดังนี้

‘ธนาคารที่ดิน’ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810608

'ธนาคารที่ดิน'ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

‘ธนาคารที่ดิน’ปลื้มทุเรียนวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนาจันทบุรี ล็อตแรกสร้างรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 20.47 น.

ธนาคารที่ดิน ปลื้มทุเรียนจากวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จันทบุรี ชุดแรกให้ผลผลิต 700 – 800 กิโลกรัม ราคาขาย 120 – 160 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้ให้สมาชิกฯ มีชีวิตมั่นคง คาดปีหน้าผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม

วันที่ 14 มิถุนายน 2567 นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารที่ดิน สนับสนุนซื้อที่ดินให้แก่ วิสาหกิจชุมชน (วสช.) เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี  ในโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวนเนื้อที่ 77 ไร่ เมื่อปี 2563

โดยวสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา มีสมาชิกจำนวน 30 ราย ภายในวิสาหกิจฯ มีการพัฒนาศักยภาพด้วยการอบรมพัฒนาใช้เทคโนโลยี และอินทรีย์ชีวภาพ และปลูกพืชหลากหลาย อาทิเช่น ปลูกทุเรียน เน้นพันธุ์หมอนทอง ตั้งแต่แรกเริ่มที่สมาชิกฯ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ จำนวนประมาณ 1,500 – 2,000 ต้น ปัจจุบัน ทุเรียน มีอายุเข้าสู่ปีที่ 3 และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว แม้ยังไม่มาก แต่สมาชิกฯ ก็สามารถเก็บทุเรียนได้รวมกัน 700 – 800 กิโลกรัม โดยประมาณ ส่วนราคาขายอยู่ที่ 120 – 160 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันทุเรียนชุดแรก หมดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ปีหน้า ทุเรียนที่ วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จะให้ผลผลิตที่มากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากทุเรียน แล้ว วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา ยังมีอาชีพเลี้ยงผึ้ง แบบธรรมชาติ เป็นสินค้าขายดีอีกชนิดหนึ่ง และยังมีรายได้จากการแปรรูปผลผลิตที่เป็นจุดเด่น เช่นโกโก้ชนิดผง หรือเมล็ดโกโก้อบแห้ง น้ำโกโก้จากผงโกโก้ 100 % น้ำโกโก้สด ขนมอบจากส่วนประกอบโกโก้ และกล้วยหนึบ

ส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก  วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา จะนำไปจำหน่ายที่ตลาดจริงใจในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล จันทบุรี ทุกวัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2567   สำนักงบประมาณ นำโดยนายวิรัน แก้วลาย นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ ในฐานะผอ.กองประเมินผล 1  ได้ลงพื้นที่ วสช. เกษตรกรรุ่นใหม่พัฒนา เพื่อติดตาม และประเมินผลประกอบการประเมินความคุ้มค่าโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบรายงาน เป็นการสะท้อนการดำเนินงานของโครงการที่ธนาคารที่ดิน ดำเนินการตอบโจทก์ตามนโยบายรัฐบาล คือ สร้างรายได้ กระจายการถือครองที่ดินทำกิน

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/810550

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ประกาศจุดยืน สนับสนุนโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ของรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 16.41 น.

ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ(นบข.) มีมติเห็นชอบหลักการโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อสนับสนุนและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่กำลังเริ่มปลูกข้าวปีการผลิต 2567/68 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมาณ 4.68 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 16 ล้านคน ภายใต้โครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 กรอบวงเงิน  29,994.3445 ล้านบาท ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567 (ครั้งที่ 2/2567) โดยจะใช้จ่ายจากเงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ จำนวน 29,532.195 ล้านบาท และมอบหมายกรมการข้าวจัดทำข้อมูลเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการและงบประมาณ ภายหลัง นบข.มีมติดังกล่าวมีพี่น้องภาคประชาสังคมหรือมูลนิธิรวมถึงนักวิชาการได้วิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” อย่างกว้างขวางปรากฏตามสื่อสาธารณะทั่วไป นั้น

นายจารึก กมลอินทร์ ประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เปิดเผยว่า ผมในฐานะประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เห็นว่าโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เป็นมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคเกษตรในระยะสั้นที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยสนับสนุนปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในรูปแบบ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” (ภาครัฐและเกษตรกรจ่ายคนละครึ่ง) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสและบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าถึงปัจจัยการผลิตให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้นั้น เป็นแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านเกษตรที่ดี ศูนย์ข้าวชุมชนฯ และภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรยินดีสนับสนุนแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง ซึ่งการที่ นบข.มีมติเห็นชอบในหลักการ โดยปุ๋ยที่เข้าร่วมโครงการเป็นปุ๋ยที่ได้รับการขึ้นทะเบียน หรือหนังสือสำคัญรับแจ้งถูกต้องตามพ.ร.บ.ปุ๋ยและชีวภัณฑ์ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยสำหรับนาข้าวที่ขึ้นทะเบียน เบื้องต้นจำนวน 16 รายการ และจำนวน 16 รายการประกอบด้วยปุ๋ยเคมี 14 สูตร และปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ที่ควบคุมโรคพืชได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตขึ้นทะเบียนเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์อย่างถูกต้อง มากถึง 245 ราย

กรณีพี่น้องภาคประชาสังคมหรือมูลนิธิรวมถึงนักวิชาการได้วิพากษ์วิจารณ์หรือคัดค้าน โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” อย่างกว้างขวาง ผมขอชื่นชม เคารพ เห็นด้วยกับเหตุผลและความห่วงใยของทุกๆ ท่านที่มีต่อพี่น้องชาวนา แต่ผมมีความเห็นต่างด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) จากทุกๆท่าน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1) โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” มีวัตถุประสงค์หลัก “ เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตในการลดต้นทุนการผลิตข้าวแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว” เงื่อนไขโครงการฯ กำหนดว่า ” เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์สำหรับนาข้าวและชีวภัณฑ์ที่ขึ้น ทะเบียนสำหรับนาข้าว จำนวน 16 รายการ” รัฐบาลหาได้อุดหนุนเฉพาะปุ๋ยเคมีเท่านั้น แต่กลับเป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนและพี่น้องชาวนา จะสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยกระบวนการใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ หรือเปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ดังนั้นภาคส่วนต่างๆ ที่มีความห่วงใยพี่น้องชาวนาและกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และสิ่งแวดล้อม ควรฉวยโอกาสนี้หันหน้ามาร่วมมือกันเพื่อผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) การสร้างความคิดเชิงวิสัยทัศน์(Visionary Thinking) และการสร้างแผนทางเลือก (Scenario Planning) ภายใต้ภาวะความผันผวนของสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยมีเป้าหมาย ลดต้นทุน ลดภาระหนี้ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ ให้แก่พี่น้องชาวนาทั้งประเทศ

2) ประเด็นความห่วงใยและกังวลต่อการที่รัฐบาลดำเนินการอุดหนุนปุ๋ยเคมี ทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี นั้น ดังที่กล่าวไว้ตามข้อ 1. เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถเลือกรับการสนับสนุนปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์สำหรับนาข้าวและชีวภัณฑ์ที่ขึ้น ทะเบียนสำหรับนาข้าว จำนวน 16 รายการ รัฐบาลดำเนินการอุดหนุนปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ใช่เฉพาะปุ๋ยเคมีเท่านั้น แม้จะถูกมองว่าทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี แต่ในอีกด้าน มุมมองด้านทฤษฎี การเปลี่ยนอำนาจซื้อปุ๋ยไปสู่ชาวนาโดยตรงแบบคนละครึ่ง (ภาครัฐและเกษตรกรจ่ายคนละครึ่ง) ผ่านสหกรณ์การเกษตรและเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ จะทำให้เกษตรกรจะมีเงินกึ่งหนึ่งสำหรับใช้จ่ายในการดำรงชีพ ความคาดหวังคือการกระตุ้นอุปสงค์มวลรวมโดยให้การใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็นทอดๆ มูลค่าที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจจะมีค่ามากกว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดลงไป ผลของตัวคูณ (Multiplier effect) จะทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าขยายตัวอันส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะชะงักงันในปัจจุบัน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าทำให้มีเงินภาษีของรัฐไหลเข้าบริษัทปุ๋ยเคมี

3) หลายๆ ฝ่ายมองว่าเป็นช่องทางทุจริตจากการวิ่งเต้นขายปุ๋ยที่มีวงเงินในตลาดปุ๋ยกว่า 60,000 ล้านบาท นั้น ผมกลับเห็นว่าหน่วยดำเนินการกระจายปุ๋ยและชีวภัณฑ์คือ สหกรณ์การเกษตรหรือเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งมีมากกว่า 3,990 แห่ง และการทำธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตของสหกรณ์การเกษตรต่างๆ เป็นการประกอบธุรกิจปกติ อีกทั้งราคาจำหน่าย เป็นราคาควบคุมซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคาปุ๋ยและชีวภัณฑ์ของโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มีรองอธิบดีกรมการข้าวเป็นประธาน และกำหนดให้จำหน่ายปุ๋ยราคาเดียวกันในแต่ละสูตรแต่ไม่เกินราคาควบคุม ผมยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า สหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรธุรกิจหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีความสามารถในการดำเนิน การผลิต การจำหน่ายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะรวมกันซื้อรวมกันขาย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทั้งการรวมกันซื้อปัจจัยการผลิต และการรวมกันขายผลผลิต ดังนั้นเอกชนผู้ผลิตปุ๋ยทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์จะต้องการเสนอราคาจำหน่ายปุ๋ยถูกกว่าตลาด อันจะส่งผลดีต่อพี่น้องชาวนาที่จะได้ซื้อปุ๋ยราคาถูกกว่าตลาดและจ่ายเงินซื้อเพียงครึ่งเดียว

ในการนี้ผมในฐานะประธานกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ขอแสดงจุดยืนสนับสนุนโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ของรัฐบาล และขอเรียกร้องให้หน่วยงานผู้รับผลิตชอบโครงการฯ กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตและบทลงโทษ เพื่อควบคุม กรณีเกษตรกรไม่นำปุ๋ยหรือชีวภัณฑ์ไปใช้ในการผลิตข้าวจริง แต่นำไปจำหน่าย แจกจ่ายให้แก่บุคคลอื่น

คุณแหน : 15 มิถุนายน 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810556

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● หลังเกษียณ มนฤดี เกตุพันธ์ุ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทอท.ใช้ชีวิตอย่างที่ชอบ ด้วยการท่องเที่ยวต่างประเทศและต่างจังหวัดอย่างที่ใช่…ส่วนการเป็นวิทยากร บรรยายให้ความรู้ต่างๆ ก็ยังคงทำอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะงานการฝึกเจรจาต่อรอง ยังคงทำทุกปี ไม่มีขาด…ล่าสุดไปปฏิบัติหน้าที่เป็นครูฝึกเจรจาต่อรอง ที่ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ จ.ชลบุรี…ข่าวว่าสอนสนุก ศิษย์ได้ความรู้จาก “ครูมนดิ”ตัวจริง เสียงจริง ผู้มีประสบการณ์จากการเจรจาต่อรอง ที่สนามบินดอนเมือง เมื่อหลายปีก่อน…

●● อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ นันทจิต ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ เปิดตัวโครงการ “เปลี่ยนขยะเป็นบุญ” (เมื่อคุณหมุนเวียน)เพื่อมูลนิธิขาเทียมฯ เปลี่ยนกระป๋องอะลูมิเนียมใบเก่า เป็นขาเทียม เพื่อมูลนิธิขาเทียมฯ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา…

●● รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์อดีตคณบดี(คนแรก)ของคณะการสื่อสารมวลชน มช. ขอแสดงความยินดีกับ อาจารย์ใหม่หมาดๆ ของภาควิชาหลักสูตรการสอนและการเรียนรู้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) อ.ดร.วริสรา ไกรจิตเมตต์ ที่ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ประจำของ มช.ในภาคการศึกษานี้…

●● คุณหมอผู้เชี่ยวชาญการส่องกล้องอวัยวะภายในร่างกาย อาทิ ลำไส้ กระเพาะอาหาร พ.ท.นพ.ขจรศักดิ์ ยงวัฒนาไปศึกษาดูงานเพิ่มเติมที่ซานฟรานซิสโก เป็นเวลานาน 1 ปี คุณหมอบอกลาคนไข้ว่า พบกันใหม่ ก.ค.ปีหน้า…

●● วันนี้มีข่าวคอนเสิร์ตการกุศลมากมาย …ขอเชิญฟังดนตรีเถิดชื่นใจ อาทิ Top 93.5 เชิญ FC ไปสัมผัสงานดนตรีระดับโลกของศิลปินที่โด่งดังทั้งในอเมริกา ยุโรปและเอเชีย Lisa Onoในคอนเสิร์ต I wish you love – Lisa Ono The Greatest Hits Live inBangkok ประทับใจกับบทเพลงยอดนิยมด้วยสำเนียงเสียงร้องและเสียง guitar อันเป็นเอกลักษณ์พร้อมกับวงดนตรีมากฝีมือจากญี่ปุ่น 6 ก.ค. 20.00 น. Phenix Grand Ballroom ชั้น 5 Phenix Food Wholesale ประตูน้ำ จองบัตรที่ Thai Ticket Major…

●● กลับมาอีกครั้งคอนเสิร์ต “The Brothers Four Forever GreenField live in Bangkok 2024” วันที่ 3 ส.ค.ที่ ESC Park Hotel รังสิต จองบัตรได้ที่ Thai Ticket Major โทร.02-2623456…

●● รำลึกวันวาน…90 ปี ธรรมศาสตร์ พบกัน ณ ลุ่มเจ้าพระยาขอเชิญเพลินเพลง ได้บุญกับ “คอนเสิร์ตการกุศล เพื่อคุณภาพชีวิต 90 ปี ธรรมศาสตร์ กับสุนทราภรณ์” วันที่ 8 ก.ย. เวลา 13.30-15.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) พบกับ วงสุนทราภรณ์ เต็มวงและนักร้องรับเชิญ อาร์ม กรกันต์ สุทธิโกเศศ,อลิศ ธนัศลักษณ์ ฮัดสัน…รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิเพื่อคุณภาพชีวิต เพื่อโครงการช่วยเหลือผู้ยากไร้ โรงเรียนโรงพยาบาลที่ขาดแคลน และกองทุนทำบุญวันเกิดกับธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาขยายโอกาสให้กับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ Ticketmelon : http://www.ticketmelon.com foundationforbetterlife/tu90years หรือ Line ID : @FBL90TUSuntraporn…●●

บารอนเนส

อบรม ‘ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ’ ในโครงการ ที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม เพิ่มห่วงใย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810559

อบรม ‘ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ’  ในโครงการ ที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม เพิ่มห่วงใย

อบรม ‘ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ’ ในโครงการ ที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม เพิ่มห่วงใย

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อุบัติเหตุบนท้องถนน ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ ทำให้มีผู้บาดเจ็บพิการและเสียชีวิตจำนวนมาก สาเหตุหลักมาจากความประมาท ความคึกคะนองและไม่เคารพกฎจราจร ส่วนช่วงวัยที่เสียชีวิตสูงสุดคือ 15-19 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยงบนท้องถนน บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัดผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในเครือ เอ็ม บี เค เล็งเห็นถึงความสำคัญของป้องกันที่จะเกิดขึ้นต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ จึงร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดอบรม “ขับขี่ปลอดภัย ร่วมใจลดมลพิษ” ในโครงการที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม เพิ่มห่วงใย โดย พศินสินธนภัทร รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาดเช่าซื้อ บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัด รัทธพลศรีวชิโรบล ครูฝึกขับขี่ปลอดภัย บริษัทไทยฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหาร บริษัท เกียรติชัยบ้านบึง 1991 จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ร่วมกิจกรรม อบรมให้ความรู้ความเข้าใจกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนบ้านป่าแดง(ไชยอุปถัมภ์) อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมนี้ มุ่งเสริมความรู้ ปลูกฝังวินัยจราจร พร้อมสร้างความสุขให้เด็กๆ จากการเรียนรู้เทคนิคการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ในการขับขี่ และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดตลอดการเดินทาง ตลอดจนถ่ายทอดเทคนิคการตรวจเช็คเครื่องยนต์ เพื่อลดมลพิษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ครูฝึกประจำสถาบันฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัยรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รณรงค์ให้ผู้เข้าอบรมเล็งเห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดียิ่งขึ้นลดการเกิดค่าฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ปิดท้ายด้วยกิจกรรมอบรมการข้ามถนนอย่างปลอดภัย ก่อนร่วมมอบหมวกกันน็อกและอุปกรณ์การขับขี่ให้แก่นักเรียนและคุณครู ที่เข้าอบรม รวมจำนวน กว่า 250 คน

โซไซตี้ : ‘ไทยเบฟ’ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่ชุมชน หนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยสู่สากล ในงาน ‘OTOP Midyear 2024’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810560

โซไซตี้ : ‘ไทยเบฟ’ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่ชุมชน  หนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยสู่สากล ในงาน ‘OTOP Midyear 2024’

โซไซตี้ : ‘ไทยเบฟ’ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่ชุมชน หนุนผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยสู่สากล ในงาน ‘OTOP Midyear 2024’

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เยี่ยมชมนิทรรศการ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ของ บจ.ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) โดยมี โสภณ ราชรักษา ผช.กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และ ภาวินี ไชยสิทธิ์ กก.ผจก.บจ.ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) และชุมชน ต้อนรับ

กรมการพัฒนาชุมชน โดย กระทรวงมหาดไทย จัดงาน “OTOP Midyear 2024” ภายใต้แนวคิด “หลากหลายผลิตภัณฑ์ สีสันภูมิปัญญาไทย” ดันอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย ให้โดนใจคนทั่วโลก ชวนช้อปสินค้าสุดล้ำค่า อลังการงานผ้าจากฝีมือคนไทย หนุนผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทยสู่สากล และกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปีที่สำคัญงานหนึ่งของไทย เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก ให้เติบโตเข้มแข็ง และเชื่อมโยงไปยังเศรษฐกิจระดับมหภาค จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-16 มิถุนายน 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ประกอบด้วย โซนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โซนนิทรรศการกิจกรรมและการจำหน่ายสินค้าของหน่วยงานภาคี โซนแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP 3–5 ดาว กว่า 2,000 บูธ โซนโอท็อปชวนชิม กว่า160 ร้านค้าทั่วประเทศ โซน OTOP Trader ประเทศไทย และ OTOP Trader จังหวัด ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานการจัดหาช่องทางการตลาดสินค้า OTOP ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในส่วน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนทั่วประเทศ และมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยการจัดบูธนิทรรศการสำหรับจำหน่ายสินค้าชุมชน โดยแบ่งเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน รวบรวมสินค้าจากเครือข่ายประชารัฐรักสามัคคีต่างๆ ไฮไลท์เด่นครั้งนี้ ได้แก่ กระจูดสานปักลายวิถีชุมชน จากชุมชน VARNI (หัตถกรรมกระจูดวรรณี) สินค้าเด่นของประชารัฐรักสามัคคี พัทลุง เสื้อผ้าขาวม้า หมวกผ้าขาวม้า จากชุมชน อิมปานิ ผ้าขาวม้า สินค้าเด่นของประชารัฐ ราชบุรีเสื้อผ้าปักแปรรูปลายท้องถิ่น จากชุมชน แสงแก้วล้านนา สินค้าเด่นของประชารัฐรักสามัคคี ลำพูน โซนสารพัดสรรพศิลป์ สินค้าจากเพจสารพัดสรรพศิลป์ อาทิ เครื่องเงินแบรนด์ Smile Silver ดีไซเนอร์ คนรุ่นใหม่ทำงานร่วมกับชุมชนที่ทำเครื่องเงินจากกะเหรี่ยงลำพูน เสื้อผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ Mindhom Aroma Massage Oil วัตถุดิบจากสวนออร์แกนิกที่ได้มาตรฐาน เสื้อผ้าชาวเขา งานปักมือ ตะกร้าหวายสานโดยชนเผ่าบนดอยชาเขียวมะลิเข็มเงิน ชาเขียวชั้นดีอบผสมกับดอกมะลิ กระเป๋างานปักมือไหมราฟเฟียผสมผสานไหมแฟนซี เทคนิค 3 มิติ กระเป๋าผ้าอินเดียปักด้นมือ งานศิลปะการเย็บต่อผ้าฝีมือ ประณีตปักดิ้นทองและไหม ลายอินเดียโบราณ จากชุมชนในเครือข่ายสารพัดสรรพศิลป์ เป็นต้น โซนร้านกาแฟ ประกอบด้วย กาแฟผาฮี้ จ.เชียงราย และน้ำอ้อยอินทรีย์ (ไร่อิ่มบุญ) จ.สุโขทัย ร่วมมือกันสรรค์สร้างเมนูพิเศษ “กาแฟน้ำอ้อยกระชาย”นมแพะพาสเจอร์ไรส์ และไอศกรีมโบราณข้าวหอมนิลที่มีสำหรับงานนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าจากชุมชนต่างๆ ภายใต้โครงการ “ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย” และจากโครงการ “ชุมชนดีมีรอยยิ้ม” อีกด้วย

NT เปิดบ้านร่วมกับ Silicon Tech Park พาคณะผู้แทนรัฐบาลลาว เข้าชม ดาต้าเซ็นเตอร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810545

NT เปิดบ้านร่วมกับ Silicon Tech Park พาคณะผู้แทนรัฐบาลลาว เข้าชม ดาต้าเซ็นเตอร์

NT เปิดบ้านร่วมกับ Silicon Tech Park พาคณะผู้แทนรัฐบาลลาว เข้าชม ดาต้าเซ็นเตอร์

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด(มหาชน) หรือ NT ต้อนรับDr.Sthabandith Insisiengmayผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแผนการและการลงทุน,MR. Keovisouk Solaphom ผู้ช่วย NT เปิดบ้านร่วมกับ Silicon Tech Park พาคณะผู้แทนรัฐบาลลาว เข้าชม ดาต้าเซ็นเตอร์รัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือและเยี่ยมชมศึกษาดูงานในหัวข้อ “เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้าน AI และ Data Centerในประเทศไทย” พร้อมเข้าเยี่ยมชมศูนย์เอ็นที ดาต้าเซ็นเตอร์ (NT Data Center) เพื่อศึกษาข้อมูลและเตรียมการสำหรับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่มุ่งเน้นการใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ AI ในสปป.ลาว

สำหรับ เอ็นที ดาต้าเซ็นเตอร์ให้บริการด้วยมาตรฐานระดับสากล โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ทันสมัย รวมทั้งเครือข่ายการสื่อสารด้วยอินเตอร์เนตเกตเวย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน เอ็นทีมีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ มากที่สุดในประเทศจำนวน ١٣ แห่ง การเยี่ยมชมครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับสปป.ลาว และยังเป็นการแสดงถึงความพร้อมของ NT ในการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารในภูมิภาค โดยความร่วมมือกับ Silicon Tech Park โดยหลังจากนี้ทางทีมรัฐบาลลาว NT และ  Silicon Tech Park จะมีการกำหนดความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อการเป็นผู้นำในภูมิภาคร่วมกันต่อไป 

อย. ขับเคลื่อนโครงการเครือข่ายชุมชนร่วมใจ ป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810572

อย. ขับเคลื่อนโครงการเครือข่ายชุมชนร่วมใจ ป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ

อย. ขับเคลื่อนโครงการเครือข่ายชุมชนร่วมใจ ป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.35 น.

สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขับเคลื่อนโครงการเครือข่ายชุมชนร่วมใจ ป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ จัดกิจกรรมมอบรางวัล ผลการดำเนินงานสร้างสังคมรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ

สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดงานมอบรางวัลทรงคุณค่า “ผลงานเครือข่ายสร้างสังคมรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพโดดเด่นดีเยี่ยม ระดับประเทศ (Best of the Best)” ในการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ จากเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2567 ด้วยการขับเคลื่อนโดยเครือข่ายชุมชนร่วมใจ ป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือ เครือข่าย บวร.ร. และ โรงเรียน อย. น้อย ที่กระจายทุกพื้นที่ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

14 มิถุนายน 2567 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลทรงคุณค่าแก่ผู้ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหน้าสร้างสังคมรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบัน โลกกำลังรับมือกับปัญหาที่หลากหลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพ อย่างโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs ถือเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตคนทั้งโลก ซึ่งในประเทศไทย โรค NCDs เช่น โรคหัวใจ-หลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตและคนไทยมากกว่า 14 ล้านคนกำลังเผชิญกับโรค NCDs มากกว่า 4.8 ล้านคนเป็นโรคเบาหวาน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 5.3 ล้านคนในปี 2583

อย. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค และส่งเสริมความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ จึงเร่งสร้างกลไก สร้างชุมชน และสร้างคน ให้มีศักยภาพในการเลือกซื้อ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างสมประโยชน์ ด้วยการขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายชุมชนร่วมใจ ป้องกันภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือ เครือข่าย บวร.ร. สะสมทั่วประเทศ กว่า 255 ชุมชน และ โรงเรียน อย. น้อย ซึ่งกระจายอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศไทย กว่า 18,000 แห่ง ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย เกิดเป็นเครือข่ายชุมชนผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง ที่สามารถจัดการปัญหาด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ด้วยการมีส่วนร่วมรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหา และวางแผนจัดการอย่างยั่งยืน มีการดำเนินงานสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โดดเด่น (Best Practice) ทั้งในระดับจังหวัดและระดับเขตสุขภาพ เช่น ชุมชนหานโพธิ์ จังหวัดพัทลุง  ซึ่งซึ่งปัญหาที่พบในชุมชนมีทั้งการใช้ยาไม่ถูกต้อง เช่น ยาหมดอายุ เสื่อมสภาพ สเตียรอยด์ รวมถึงการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เป็นต้น โดยในชุมชนมีการร่วมมือกันแก้ไขและป้องกันปัญหาในรูปแบบเครือข่าย บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล เน้นกระบวนการ ร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมติดตามผลและใช้แนวคิด การพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง โดยวงล้อมเดิมมิ่ง/PDCA /วงล้อบริหารงานคุณภาพมาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2564-ปัจจุบัน โดยนำต้นทุนในพื้นที่มาออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนโดย นวัตกรรม 3 ต. ในการแก้ปัญหา (ติดอาวุธทางปัญญา ติดตาม และ ติดตั้งตู้ยาสามัญประจำบ้าน /ตาไว/ไต ) ปัจจุปันการดำเนินงานเกิดความสำเร็จทั้งในเชิงปริมาณ เช่น ปัญหาผู้ป่วยเรื้อรังใช้ยาไม่ถูกต้องลดลงจาก 40.85% เป็น 30.9 % และ 23.8% ตามลำดับ การจำหน่ายยาที่เหมาะสมในร้านชำเพิ่มขึ้นเป็น 100%  ปัญหาด้านการกินอาหารที่เหมาะสมกับโรค เพิ่มขึ้นจาก 15.63% เป็น 26.67% และ 32% ตามลำดับและ กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคไตของชุมชนหานโพธิ์ สามารถชะลอไตเสื่อมได้ 55%  ผู้ป่วยความดันสามารถควบคุมความได้เพิ่มขึ้นเป็น 61.88% ผู้ป่วยรายใหม่ลดลง 27.27% ด้านผลลัพธ์เชิงคุณภาพ เกิดข้อตกลงของชุมชน วัด โรงเรียน ผู้ป่วยโรคเรื้องรัง ร่วมกันลดเค็ม (อาหารลดโซเดียม) เกิดทีมทำงานเครือข่าย บวร.ร ที่มีเครือข่ายเพิ่มขึ้น โดยนำต้นทุนของแต่ละเครือข่ายมาร่วมแก้ปัญหาโดยใช้ นวัตกรรม 3 ต ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา

-(016)

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์และปฎิญาณตน ปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก MD-PSCM รุ่นที่ 1

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/810487

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์และปฎิญาณตน ปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก MD-PSCM รุ่นที่ 1

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์และปฎิญาณตน ปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก MD-PSCM รุ่นที่ 1

วันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 13.40 น.

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดพิธีมอบเสื้อกาวน์ และปฎิญาณตน ปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก MD-PSCM รุ่นที่ 1 ผ่านกิจกรรม “ Year 5 Introduction and Orientation Module ( IOM ) ” โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิสุทธิ์ ล้ำเลิศธน รักษาการรองคณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม นายแพทย์นพดล พิษณุวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และคณะผู้บริหารจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลนครปฐม และโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน  2567 ณ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 
 
กิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้มีการเตรียมความพร้อม สำหรับการเรียนรู้การทำงานในสภาพแวดล้อมทางคลินิก เพื่อการเติบโตเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพและมีจริยธรรม พร้อมกันนี้ ภายในงานยังจัดให้มีพิธีมอบเสื้อกาวน์และปฏิญาณตน พร้อมแนะนำศูนย์แพทยศาสตรศึกษา โรงพยาบาลนครปฐม และ ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานจริงในสภาพแวดล้อมทางคลินิก ช่วยให้เติบโตเป็นแพทย์ที่ดีมีคุณภาพและมีจริยธรรม ตามหลักปรัชญาสูงสุดของการผลิตแพทย์ CRA Doctor
 
อนึ่ง กิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 เป็นการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนในชั้น Early year ไปสู่การเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมทางคลินิกที่มีความซับซ้อน ต้องมีการประยุกต์ใช้ความรู้ให้เข้ากับบริบททางการแพทย์ รวมถึงการใช้ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิพากษ์ (critical thinking) การประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจ การปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและมีจริยธรรม โดยการฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางคลินิก การสังเกต การสื่อสารและการวินิจฉัย เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม นอกจากนี้แล้วยังช่วยให้นักศึกษาแพทย์เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร การทำงานระหว่างเพื่อนร่วมงาน บุคลากรสหวิชาชีพ เข้าใจหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์ รวมถึงทราบถึงวิธีการวัดและประเมินผลในชั้น later year ด้วย โดยท้ายสุดเป็นการเตรียมนักศึกษาแพทย์ ให้พร้อมเผชิญกับความท้าทายทางอารมณ์และความเครียดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการศึกษาและการปฏิบัติงานทางคลินิก ซึ่งเน้นการพัฒนาทักษะการจัดการเวลา การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การสื่อสารอย่างมีประสิทธิผลและการรับมือกับความเครียด ทั้งนี้ จะช่วยให้นักศึกษาแพทย์สามารถรักษาสมดุลทางอารมณ์และสุขภาพจิตในสภาพแวดล้อมต่างๆ พร้อมรับมือกับความเครียดและความท้าทายในวิชาชีพแพทย์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพ  สำหรับพิธีปฏิญาณตนและรับเสื้อกาวน์นั้น เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นและความพร้อมของนักศึกษาในการเริ่มต้นการศึกษาและการฝึกอบรมในสาขาวิชาแพทยศาสตร์และยังเป็นการเตือนใจถึงหลักจรรยาบรรณและหน้าที่ของแพทย์ ที่จะต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยและสังคมด้วยความเคารพ ความเมตตาและความมีจริยธรรม โดยการรับเสื้อกาวน์ไม่เพียงแต่เป็นการรับสัญลักษณ์ของการเป็นนักศึกษาแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยอมรับความท้าทายและความรับผิดชอบที่จะตามมาในการเป็นแพทย์ที่ดีต่อไปด้วย

‘หนุ่ม กะลา’ปลงผมนาค! เตรียมบวชทดแทนคุณ-อุทิศกุศลเจ้ากรรมนายเวร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/810643

'หนุ่ม กะลา'ปลงผมนาค! เตรียมบวชทดแทนคุณ-อุทิศกุศลเจ้ากรรมนายเวร

‘หนุ่ม กะลา’ปลงผมนาค! เตรียมบวชทดแทนคุณ-อุทิศกุศลเจ้ากรรมนายเวร

วันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 12.26 น.

วันที่ 15 มิถุนายน 2567 ที่คณะบัญจบเบญจมา วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร  “หนุ่ม กะลา” นักร้องชื่อดัง หรือนายณพสิน แสงสุวรรณ ได้เข้าพิธีปลงผมเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีอุปสมบททดแทนคุณบิดามารดาและอุทิศกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร

สำหรับกำหนดการอุปสมบทของ หนุ่มกะลา นั้น จะเริ่มในเวลา 13.00 น. โดยจะใช้ฉายา “สุวณโณ” ส่วนอาจารย์ของพระหนุ่มชื่อ “พระครูวิสุทธิธรรมภาณ”

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก “ทนายคลายทุกข์” โพสต์ข้อความระบุว่า  อนุโมทนาสาธุครับหนุ่ม กะลา จากพี่เด  บวชให้สบายใจลืมเรื่องทางโลกไป เดี๋ยวพี่เดจัดการเองเรื่องราวต่างๆใกล้จะจบด้วยดีแล้วครับ หนุ่มกะลาบวชวันนี้ครับที่วัดบวร