หนุ่มสหรัฐฯ วัย 19 ปี ดวงแข็ง ตกหุบเขาลึก 120 ม. แต่รอดตายปาฏิหาริย์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789120

หนุ่มสหรัฐฯ วัย 19 ปี ดวงแข็ง ตกหุบเขาลึก 120 ม. แต่รอดตายปาฏิหาริย์

29 พ.ค. 2567 04:12 น.

หนุ่มสหรัฐฯ วัย 19 ปี ดวงแข็ง ตกหุบเขาลึก 120 ม. แต่รอดตายปาฏิหาริย์

(ภาพจาก facebook / Mason County Sheriff’s Office)

วัยรุ่นชาวอเมริกันรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากเขาพลัดตกหุบเขาลึกกว่า 120 ม. ขณะเดินเขา โดยที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 พ.ค. 2567 ว่า วัยรุ่นอายุ 19 ปี ในรัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกของสหรัฐฯ รอดตายหลังจากเขาพลัดตกหุบเขาลึกถึง 400 ฟุต หรือราว 120 ม. ขณะไปเดินเขาใกล้สะพาน ‘ไฮ สตีล บริดจ์’ (High Steel Bridge) ไม่ไกลจากเมืองเชลตัน ในเขตเมสัน เคาน์ตี โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตำรวจท้องถิ่นโพสต์ข้อความลงบนเพจเฟซบุ๊ก เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ประสบความสำเร็จ และชายคนนี้ได้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัย พร้อมกับโพสต์ภาพแสดงให้เห็นทีมกู้ภัยโรยตัวลงจากสะพาน ‘ไฮ สตีล บริดจ์’ ซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำ ‘สโกโกมิช’ (Skokomish) ใกล้จุดเกิดเหตุ ลงไปช่วยหนุ่มวัย 19 ปี

ด้านนาย แมทธิว วีแลนเดอร์ หัวหน้าสำนักงานดับเพลิงเขตเมสันตะวันตก กล่าวว่า หนุ่มคนนี้โชคดีมากที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเดินไปตามทางที่ถูกกัดเซาะ ที่คนจำนวนมากใช้กัน จนกลายเป็นเหมืองรอยทาง แต่มันไม่ใช่รอยทาง มันคือรอยกัดเซาะ และมันชันมาก สุดท้ายเขาก็พลัดตกและสไลด์ลงเขาไปจนถึงแม่น้ำด้านล่าง

ทั้งนี้ ทางการท้องถิ่นประกาศเตือนหลายครั้งแล้วว่า ไม่ให้เดินเขาในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเป็นอันตรายต่อทั้งนักเดินเขาและเจ้าหน้าที่กู้ภัย โดยมีคนมากมายเสียชีวิตที่นี่เป็นประจำทุกปี และบางครั้งก็เป็นเหตุจบชีวิตตัวเอง

“เราบอกผู้คนแล้วให้อยู่ห่างจากเส้นทางนี้ เพราะมันอันตราย แต่ผู้คนไม่เห็นป้ายเตือนหรือไม่ก็ ไม่สนใจมัน” ตำรวจท้องถิ่นซึ่งมีส่วนร่วมในปฏิบัติการช่วยเหลือด้วย กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปฟรานซิสขอโทษ โดนแฉหลุดพูดคำหยาบดูถูกเกย์ ในการประชุมลับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789119

โป๊ปฟรานซิสขอโทษ โดนแฉหลุดพูดคำหยาบดูถูกเกย์ ในการประชุมลับ

29 พ.ค. 2567 03:32 น.

โป๊ปฟรานซิสขอโทษ โดนแฉหลุดพูดคำหยาบดูถูกเกย์ ในการประชุมลับ

โป๊ปฟรานซิสขอโทษ หลังจากถูกสื่ออิตาลีแฉว่า ใช้คำหยาบคายพูดถึงชาวเกย์ระหว่างการประชุมลับกับเหล่าบิชอป และบอกว่าเกย์ไม่ควรได้รับการฝึกเพื่อเป็นนักบวช

เมื่อวันอังคารที่ 28 พ.ค. 2567 นายมัตเตโอ บรูนี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อของสำนักวาติกันออกแถลงการณ์ ระบุว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ไม่ได้ตั้งใจที่จะล่วงเกินใคร หรือใช้คำพูดต่อต้านคนรักเพศเดียวกันเลย และพระองค์ขอโทษต่อทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดที่พระองค์ใช้

ความเคลื่อนไหวของวาติกันกิดขึ้นหลังจาก เว็บไซต์ข่าวอิตาลี ‘Dagospia’ รายงานว่า พระสันตะปาปาตรัสระหว่างการประชุมบิชอปอิตาลี (CEI) ซึ่งจัดขึ้นเป็นการลับว่า เกย์ไม่ควรได้รับการฝึกเพื่อเป็นนักบวช และว่าโรงเรียนสอนศาสนาเต็มไปด้วยบรรยากาศของ ‘frociaggine’ อยู่แล้ว

คำว่า frociaggine เป็นภาษาอิตาลี มีความหมายสื่อถึง ชายรักชาย แต่หลายคนมองว่าเป็นคำที่มีความหมายหยาบคายมาก

นายบรูโนเสริมด้วยว่า พระสันตะปาปาตระหนักถึงรายงานข่าวมากมายเกี่ยวกับคำพูดของพระองค์ที่เกิดขึ้นในการประชุมซึ่งจัดขึ้นเป็นการลับ “แต่อย่างที่พระสันตะปาปาเคยตรัสไว้ในหลายเหตุการณ์ ว่าโบสถ์มีพื้นที่สำหรับทุกคน ทุกคนจริงๆ ไม่มีใครไร้ประโยชน์ ไม่มีใครไม่สำคัญ มีพื้นที่สำหรับทุกคน อย่างเช่นที่เราเป็น”

ขณะที่ Corriere della Sera หนังสือพิมพ์เก่าแก่ของอิตาลี รายงานว่า บิชอปหลายคนที่ร่วมในการประชุม CEI อ้างว่าไม่รู้เลยว่าคำที่พระสันตะปาปาใช้เป็นคำที่ล่วงเกินคนรักเพศเดียวกัน

ทั้งนี้ ข่าวการใช้คำพูดหยาบคายต่อกลุ่มคนรักเพศเดียวกันของโป๊ปฟรานซิส สร้างความตกตะลึงไปทั่ว เพราะพระองค์เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ออกมาเรียกร้องให้เคารพชาวเกย์มากที่สุด และเมื่อไม่นานมานี้พระองค์ก็เพิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่ชาวคาทอลิก ด้วยการตรัสว่า นักบวชควรสามารถอำนวยพรให้แก่คู่รักเพศเดียวกันได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้พูดภาษาสเปนฝ่ายสนับสนุนโป๊ปฟรานซิส ออกมาปกป้องพระองค์ โดยชี้ว่า บางครั้งพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นชาวอาร์เจนตินาโดยกำเนิด ก็มีข้อผิดพลาดในการใช้วลีภาษาอิตาลี และไม่ได้ตระหนักถึงระดับของการล่วงเกินที่อาจเกิดขึ้นจากคำเหล่านั้น แม้ว่าพระองค์จะเติบโตมาในครอบครัวผู้พูดภาษาอิตาลีในอาร์เจนตินาก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , newsweek

สภาจอร์เจียคว่ำคำสั่ง ‘วีโต’ ของ ปธน. จ่อบังคับใช้ ก.ม.ตัวแทนต่างชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789124

สภาจอร์เจียคว่ำคำสั่ง ‘วีโต’ ของ ปธน. จ่อบังคับใช้ ก.ม.ตัวแทนต่างชาติ

29 พ.ค. 2567 06:55 น.

สภาจอร์เจียคว่ำคำสั่ง ‘วีโต’ ของ ปธน. จ่อบังคับใช้ ก.ม.ตัวแทนต่างชาติ

รัฐสภาจอร์เจียลงมติยกเลิกคำสั่ง ‘วีโต’ ของประธานาธิบดี ซึ่งพยายามคัดค้านการออกกฎหมายตัวแทนต่างชาติแล้ว และเตรียมเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาของประเทศจอร์เจียโหวตลงมติยกเลิกคำสั่ง ‘วีโต’ ของประธานาธิบดี ซึ่งคัดค้านการออกกฎหมายเจ้าปัญหาที่ถูกเรียกว่า ‘กฎหมายตัวแทนต่างชาติ’ แล้ว ในวันอังคารที่ 28 พ.ค. 2567 โดยไม่สนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาติตะวันตกที่กล่าวหาว่า กฎหมายฉบับนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากอำนาจเผด็จการของรัสเซีย

การโหวตคว่ำคำสั่งวีโต ของประธานาธิบดี ซาโลเม ซูราบิควิลี แห่งจอร์เจีย ซึ่งอำนาจส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงพิธีการอยู่แล้ว เป็นการเปิดทางให้ประธานรัฐสภาสามารถลงนามบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้ โดยคาดว่ามันจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

นางซูราบิควิลี ซึ่งพยายามเจรจาจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรพรรคฝ่ายค้าน เพื่อไปชิงชัยในการเลือกตั้งรัฐสภาวันที่ 26 ต.ค. กล่าวหลังจากการลงมติว่า สมาชิกสภาของพรรครัฐบาลเลือก ‘ระบบทาสของรัสเซีย’ และเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันโหวตพวกเขาออกไปในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

ทั้งนี้ ข้อพิพาทเรื่องกฎหมายตัวแทนต่างชาตินี้ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญว่า จอร์เจีย ซึ่งตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เป็นประเทศฝ่ายโปรชาติตะวันตกมากที่สุดในหมู่ประเทศที่แตกออกมาจากสหภาพโซเวียต จะรักษาจุดยืนหนุนตะวันตกเอาไว้ได้ หรือจะหันหน้าเข้าหารัสเซีย

กฎหมายตัวแทนต่างชาติ กลายเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก เนื่องจากมีข้อกำหนดว่า องค์กรใดๆ ที่ได้รับเงินทุนจากต่างประเทศมากกว่า 20% ของงบประมาณ จะต้องลงทะเบียนเป็น ‘ตัวแทนอิทธิพลต่างชาติ’ โดยมีโทษปรับอย่างรุนแรงสำหรับองค์กรที่ฝ่าฝืน และมีเงื่อนไขยุ่งยากอื่นๆ อีกหลายข้อ

รัฐบาลจอร์เจีย อ้างว่า กฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นเพื่อส่งเสริมความโปร่งใส และเพื่อหยุดสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การวางแผนของชาติตะวันตกเพื่อดึงจอร์เจียเข้าสู่สงครามกับรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ชาวจอร์เจียจำนวนนับพันนับหมื่นคนออกมาชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านกฎหมายฉบับนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในวันอังคาร พวกเขามารวมตัวกันหน้าอาคารรัฐสภา ที่การรักษาความปลอดภัยถูกยกระดับขึ้นจนเป็นเหมือนป้อมปราการ ประจันหน้ากับตำรวจปราบจลาจล

นายจอร์จี อัมซาชวิลี หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวว่า เหล่า สส.ที่โหวตคว่ำคำสั่งวีโตของประธานาธิบดี คือผู้ทรยศที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา “นี่คือวันแห่งหายนะในชีวิตเรา ในประวัติศาสตร์จอร์เจีย ผมไม่อยากจดจำอะไรอย่างนี้เลย”.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ฮ่องกงจับแล้ว 6 ราย ละเมิดกฎหมายความมั่นคงใหม่ ข้อหายุยงปลุกปั่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789118

ฮ่องกงจับแล้ว 6 ราย ละเมิดกฎหมายความมั่นคงใหม่ ข้อหายุยงปลุกปั่น

29 พ.ค. 2567 02:16 น.

ฮ่องกงจับแล้ว 6 ราย ละเมิดกฎหมายความมั่นคงใหม่ ข้อหายุยงปลุกปั่น

ตำรวจฮ่องกงจับกุมผู้ต้องสงสัยภายใต้กฎหมายความมั่นคงใหม่เป็นครั้งแรก โทษฐานโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจฮ่องกงจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 6 คนภายใต้กฎหมายความมั่นคงใหม่ ในวันอังคารที่ 28 พ.ค. 2567 โทษฐาน “โพสต์ข้อความโดยมีเจตนายุยงปลุกปั่น” ลงบนเพจเฟซบุ๊ก โดยเป็นข้อความเกี่ยวกับการรำลึกถึงการปราบปรามผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 2532

ผู้กระทำผิดดังกล่าวประกอบด้วย หญิง 5 คนและชายอีก 1 คน โพสต์ข้อความลงบนเพจเฟซบุ๊กตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 โดยมีการยืนยันในเวลาต่อมาว่าหนึ่งในหญิงที่ถูกจับกุม คือ น.ส.โจว ฮั่งถัง (Chow Hang-tung) นักเคลื่อนไหวคนดัง ซึ่งถูกคุมขังอย่างในเรือนจำความมั่นคงสูงสุดตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 แล้ว

โจว ฮั่งถัง เป็นหนึ่งอดีตผู้นำกลุ่มพันธมิตรฮ่องกง (Hong Kong Alliance) ที่ตอนนี้สลายตัวไปแล้ว ซึ่งคอยจัดงานจุดเทียนในฮ่องกง เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นประจำทุกปี และการจับกุมในวันอังคารก็เกิดขึ้นใกล้วันครบรอบ 35 ปีของเหตุการณ์นี้ ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 4 มิ.ย.

ตามการเปิดเผยของนาย คริส ถัง เลขาธิการความมั่นคงฮ่องกง เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมีชื่อว่า “Chow Hang-tung Club” โดยผู้ถูกจับกุมทั้ง 6 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 37-65 ปี ใช้วันอันอ่อนไหวนี้ในการยุยงปลุกปั่นสังคมให้มีการเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยสาธารณะ, ระเบียบของสังคม และความมั่นคงของชาติ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงที่เทียนอันเหมิน ซึ่งว่ากันว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อย ไปจนถึงมากกว่า 1,000 ศพ ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างมากต่อผู้นำจีน และการจัดงานรำลึกบนแผ่นดินใหญ่ก็ถูกสั่งห้ามเด็ดขาด

การจับกุมในวันอังคารยังนับเป็นครั้งแรกที่มีผู้ถูกจับกุมภายในกฎหมายความมั่นคงใหม่ของฮ่องกง หรือกฎหมาย ‘ปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ’ (Safeguarding National Security Ordinance) ซึ่งบังคับใช้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยข้อหายุยงปลุกปั่นมีโทษสูงสุดคือจำคุก 7 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สเปน-นอร์เวย์-ไอร์แลนด์ รับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789107

สเปน-นอร์เวย์-ไอร์แลนด์ รับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

29 พ.ค. 2567 00:31 น.

สเปน-นอร์เวย์-ไอร์แลนด์ รับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

รัฐบาลสเปน, นอร์เวย์ และไอร์แลนด์ ให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางเสียงประณามของอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศสเปน, นอร์เวย์ และ ไอร์แลนด์ ให้การรับรองสถานะ รัฐปาเลสไตน์ อย่างเป็นทางการแล้ว ในวันอังคารที่ 28 พ.ค. 2567 ทำให้อิสราเอลอกมาประณามอย่างรุนแรงว่า ทั้ง 3 ประเทศ กำลังให้รางวัลแก่กลุ่มฮามาส หลังจากสงครามในฉนวนกาซาดำเนินมานานกว่า 7 เดือน

สเปน, นอร์เวย์ และไอร์แลนด์ เชื่อว่า การริเริ่มของพวกเขา จะมีผลกระทบเชิงสัญลักษณ์ที่รุนแรงมากพอให้ประเทศอื่นๆ ทำตาม โดยพวกเขายึดถือเส้นเขตแดนปาเลสไตน์ที่กำหนดก่อนเกิดสงครามในปี 2510 เป็นหลัก และให้กรุงเยรูซาเลม เป็นเมืองหลวงของทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์

นายกรัฐมนตรี ไซมอน ฮาร์ริส กล่าวหลังรัฐบาลไอร์แลนด์อนุมัติการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ว่า เป้าหมายของการตัดสินใจครั้งนี้คือ การรักษาความหวังเรื่องสันติภาพในตะวันออกกลางให้ยังคงอยู่ต่อไป

“เราอยากรับรองปาเลสไตน์ที่ปลาดสุดของกระบวนการสันติภาพ อย่างไรก็ตาม เราตัดสินใจทำเช่นนี้เคียงข้างสเปนและนอร์เวย์ เพื่อรักษาปาฏิหาริย์แห่งสันติภาพให้ยังคงอยู่ต่อไป” นายฮาร์ริสกล่าว พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอล หยุดสร้างหายนะด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา

ด้านนาย เอสเพน บาร์ธ เอด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของนอร์เวย์ กล่าวหลังการรับรองรัฐปาเลสไตน์มีผลบังคับใช้ว่า นี่เป็นวันพิเศษสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างนอร์เวย์กับปาเลสไตน์ ขณะที่นายโฆเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีต่างประเทศสเปน ระบุเช่นกันว่า วันนี้จะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์ของสเปน

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งสเปน กล่าวว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้น จำเป็นต่อการสร้างสันติภาพ และยืนยันว่า การตัดสินใจทำเช่นนี้ไม่ได้เป็นการแสดงความต่อต้านใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอล และนี่เป็นเพียงทางเดียวเท่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอนาคตที่ทั้ง 2 รัฐอยู่เคียงข้างกันอย่างสันติและมั่นคง

ผู้นำสเปนย้ำด้วยว่า การตัดสินใจนี้ยังสะท้อนว่าสเปน ปฏิเสธกลุ่มฮามาสอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากฮามาสต่อต้านวิธีแก้ไขปัญหาแบบ 2 รัฐ และเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีเมื่อ 7 ต.ค. จนทำให้สงครามในกาซาอุบัติขึ้น

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของสเปน, นอร์เวย์ และไอร์แลนด์ เริ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งใน 145 ประเทศจากสมาชิกสหประชาชาติ 193 ชาติที่ให้การยอมรับความเป็นรัฐของปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้สร้างงความไม่พอใจให้แก่อิสราเอลอย่างหนัก และตอบโต้ด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตในสเปน, นอร์เวย์ และไอร์แลนด์ กลับทันที และเรียกตัวทูตของทั้ง 3 ประเทศในกรุงเทลอาวิฟ มาตำหนิ พร้อมเปิดวิดีโอภาพการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค.ให้ดูเพื่อตอกย้ำถึงความอันตรายของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้

อิสราเอลยังไม่พอใจรัฐบาลสเปนเป็นพิเศษ หลังรองนายกรัฐมนตรีสเปน โยลันดา ดิอาซ กล่าวว่า “เราจะหยุดไม่ได้ ปาเลสไตน์จะเป็นอิสราเอลตั้งแต่แม่น้ำไปจนถึงทะเล” ซึ่งทูตอิสราเอลในสเปนระบุว่า นี่เป็นการเรียกร้องให้เกิดการทำลายอิสราเอลอย่างชัดเจน

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล โพสต์วิดีโอลงบนโลกออนไลน์ เป็นภาพนกฟลามิงโกเต้นรำประกบคู่กับภาพการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. พร้อมกับข้อความว่า “ฮามาส : ขอบคุณนะสเปน” ซึ่งทำให้รัฐบาลแดนกระทิงดุออกมาประณามทันทีเช่นกัน

ในวันอังคาร นายคัตซ์โพสต์ข้อความผ่าน X เรียกร้องให้นายซานเชซซไล่นายดิอาซออกจากตำแหน่ง “ซานเชซ ตราบใดที่คุณไม่ไล่รองนายกฯ ของคุณออก และคุณให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ ก็เท่ากับว่าคุณกำลังมีส่วนร่วมในการยุยงปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอาชญากรรมสงครามต่อชาวยิว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อัปเดตอาการเจ้าหญิงเคท วังเผย การ์ดหลายหมื่นใบ ส่งมาอวยพรให้หายประชวร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2789075

อัปเดตอาการเจ้าหญิงเคท วังเผย การ์ดหลายหมื่นใบ ส่งมาอวยพรให้หายประชวร

28 พ.ค. 2567 20:15 น.

อัปเดตอาการเจ้าหญิงเคท วังเผย การ์ดหลายหมื่นใบ ส่งมาอวยพรให้หายประชวร

อัปเดตอาการเจ้าหญิงเคท ขณะรับการรักษาอาการประชวรด้วยโรคมะเร็งมาตั้งแต่มีนาคม ที่ผ่านมา ขณะที่วังอังกฤษเผยมีการ์ดหลายหมื่นใบถูกส่งมาอวยพรให้หายประชวรโดยเร็ววัน

เมื่อ 28 พ.ค. 2567 สื่อในอังกฤษรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับพระพลานามัยของเจ้าหญิงแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หรือเจ้าหญิงเคท พระชายาในเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ที่ทรงประชวรด้วยโรคมะเร็งและทรงอยู่ระหว่างการรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด (คีโม) ว่า สำนักพระราชวังอังกฤษเปิดเผย มีประชาชนพากันส่งการ์ดอวยพรเป็นจำนวนหลายหมื่นใบมาถวายพระพรขอให้เจ้าหญิงเคททรงหายประชวรโดยเร็ววัน หลังจากเจ้าหญิงเคท พระชนมายุ 42 พรรษา ออกมาแถลงด้วยพระองค์เองผ่านทางคลิปวิดีโอเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ว่าประชวรด้วยโรคมะเร็ง จนทำให้ประชาชนทั่วโลกตกใจเป็นอย่างมาก

เจ้าชายวิลเลียมทรงรับช่อดอกไม้ อวยพรให้เจ้าหญิงเคทหายประชวรโดยเร็ว

สำนักพระราชวังอังกฤษเปิดเผยว่า โดยปกติแล้ว ทางสำนักพระราชวังอังกฤษได้รับการ์ดหรือจดหมายอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันใบ หรือมากกว่านั้นไม่มากนักในหนึ่งสัปดาห์ แต่หลังจากเจ้าหญิงเคทได้ทรงออกมาบอกต่อประชาชนว่า ทรงป่วยด้วยโรคมะเร็ง ทำให้มีการ์ดหลายหมื่นใบถูกส่งมาอวยพรให้พระองค์หายประชวรโดยเร็ววัน

ขณะที่ Mail Online รายงานด้วยว่า ขณะนี้ เจ้าหญิงเคททรงหายดีพอที่จะสามารถออกไปข้างนอกได้มากขึ้นแล้ว แม้พระองค์ยังทรงต้องได้รับการรักษาต่อไป โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหญิงเคทและเจ้าชายวิลเลียมได้ทรงโพสต์ข้อความในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ผ่านบัญชีของสำนักพระราชวังเคนซิงตันว่า เนื่องในสัปดาห์แห่งการตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิต พวกเราได้ใช้เวลาร่วมกันในวันนี้ที่ Sam’s farm ในเมืองเฮริฟอร์ด ซึ่งได้คุยกันเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่ชุมชนเกษตรแห่งนี้ 

อย่างไรก็ตาม มีเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำสำนักพระราชวังคนหนึ่งกล่าวว่า พวกเราได้รับทราบอย่างชัดเจนว่าเจ้าหญิงเคทจำเป็นต้องการพื้นที่และความเป็นส่วนพระองค์ในการฟื้นฟูพระวรกายในขณะนี้ โดยเจ้าหญิงเคทจะสามารถกลับมาทรงงานได้อีกครั้งเมื่อคณะแพทย์ลงความเห็นว่าพระองค์ทรงแข็งแรงดีแล้ว

ที่มา Dailymail, Yahoonews

เกาหลีเหนือปล่อยดาวเทียมล้มเหลว ระเบิดกลางอากาศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788921

เกาหลีเหนือปล่อยดาวเทียมล้มเหลว ระเบิดกลางอากาศ

28 พ.ค. 2567 12:11 น.

เกาหลีเหนือปล่อยดาวเทียมล้มเหลว ระเบิดกลางอากาศ

เกาหลีเหนือประสบความล้มเหลวในการปล่อยดาวเทียมสอดแนมดวงใหม่ เมื่อดาวเทียมเกิดระเบิดกลางอากาศ

เกาหลีเหนือ กล่าวว่า ความพยายามในการส่งดาวเทียมสอดแนมดวงที่สองขึ้นสู่วงโคจรประสบความล้มเหลว หลังจรวดเกิดการระเบิด เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงดึกของวันจันทร์ (27 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากที่กองทัพเกาหลีใต้รายงานว่า พบการยิงจรวดที่ไม่ระบุชื่อ

รองผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารเทคโนโลยีการบินและอวกาศแห่งชาติของเกาหลีเหนือ กล่าวในรายงานที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลว่า การปล่อยจรวดขนส่งดาวเทียมรุ่นใหม่ประสบความล้มเหลวเมื่อเกิดระเบิดกลางอากาศระหว่างการปล่อยระยะแรก รายงานระบุว่า การวิเคราะห์เบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าสาเหตุมาจากมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงเหลวที่พัฒนาขึ้นใหม่ แต่สาเหตุที่เป็นไปได้อื่นๆ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 

เจ้าหน้าที่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า การปล่อยจรวดอาจประสบความล้มเหลว คณะเสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้กล่าวว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธไม่ทราบชื่อไปทางทิศใต้ เหนือทะเลเหลือง และหลายนาทีหลังจากนั้นก็พบเศษชิ้นส่วนจำนวนมากตกในทะเล ส่วนในญี่ปุ่น สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเครายงานผลลัพธ์ที่คล้ายกัน

เจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ขีปนาวุธไม่ได้บินเข้าไปในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศไว้ในตอนแรก และสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่เกาหลีเหนือคาดการณ์ไว้ เรายังคงวิเคราะห์ว่าเป็นดาวเทียมหรือไม่” 

ญี่ปุ่นได้ออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉินเพื่อสั่งอพยพประชาชนในจังหวัดโอกินาวา ก่อนที่จะยกเลิกคำเตือนดังกล่าว และระบุว่า คาดว่าจรวดดังกล่าวไม่บินข้ามดินแดนของญี่ปุ่น

เจ้าหน้าที่ด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ได้ร่วมหารือทางโทรศัพท์ ภายหลังการยิงประสบความล้มเหลว และประณามความพยายามดังกล่าวของเกาหลีเหนือ โดยระบุว่า เป็นการละเมิดต่อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่สั่งห้ามเกาหลีเหนือใช้เทคโนโลยีขีปนาวุธ และก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เกาหลีเหนือออกประกาศแผนการปล่อยดาวเทียมสอดแนมเมื่อช่วงเช้าวานนี้ (27 พ.ค.) โดยระบุว่า กรอบเวลาของการปล่อยจะคงอยู่จนถึงวันที่ 4 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นการปล่อยดาวเทียมจารกรรมดวงที่ 2 ขึ้นสู่วงโคจร หลังจากปีที่แล้วดาวเทียมอีก 2 ดวงตก แม้เกาหลีเหนือจะประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมจารกรรมดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรได้ในเดือนพฤศจิกายนก็ตาม

การปล่อยจรวดครั้งนั้นเกิดขึ้นสองเดือนหลังจากประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย พบกับ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ฐานปล่อยจรวดวอสโตชินี คอสโมโดรม ทางตะวันออกของรัสเซีย และสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่เกาหลีเหนือ

นายคิม กล่าวเมื่อปลายปีที่แล้วว่า เกาหลีเหนือจะปล่อยดาวเทียมสอดแนมทางทหารอีก 3 ดวง ในปี 2567 ในขณะที่เขากำลังดำเนินโครงการพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัย หลังมีการทดสอบขีปนาวุธมากเป็นประวัติการณ์ในปี 2566

ประธานาธิบดียุน ซอกยอล ของเกาหลีใต้ กล่าวว่า การปล่อยดาวเทียมครั้งนี้ ซึ่งเป็นความพยายามครั้งที่สี่ของเกาหลีเหนือ จะบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคและระดับโลก ในขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ทดสอบการบินเพื่อจำลองรูปแบบการโจมตีและการฝึกโจมตี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันแข็งแกร่ง และเจตจำนงของกองทัพ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ดาวเทียมสอดแนมจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการรวบรวมข่าวกรองของเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกาหลีใต้ และช่วยจัดหาข้อมูลที่สำคัญในความขัดแย้งทางทหาร

เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ กล่าวหาเกาหลีเหนือว่า ส่งอาวุธให้รัสเซียเพื่อใช้ในสงครามในยูเครนเพื่อแลกกับความช่วยเหลือด้านเทคนิค สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐบาล วิศวกรชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่งเข้าไปในเกาหลีเหนือเพื่อช่วยเตรียมการปล่อยดาวเทียม.

ที่มา Aljazeera

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

แอร์โฮสเตสรุ่นใหญ่ วัย 88 ปี เจ้าของสถิติอายุงานมากที่สุดในโลกเสียชีวิตแล้ว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788897

แอร์โฮสเตสรุ่นใหญ่ วัย 88 ปี เจ้าของสถิติอายุงานมากที่สุดในโลกเสียชีวิตแล้ว

28 พ.ค. 2567 10:30 น.

แอร์โฮสเตสรุ่นใหญ่ วัย 88 ปี เจ้าของสถิติอายุงานมากที่สุดในโลกเสียชีวิตแล้ว

“เบตต์ แนช” พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ทำงานมากกว่า 7 ทศวรรษ และเป็นเจ้าของสถิติโลก “พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่มีอายุการทำงานมากที่สุดในโลก” ได้เสียชีวิตแล้วในวัย 88 ปี

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2567 เว็บไซต์ข่าว BBC รายงานอ้างการเปิดเผยของ สายการบินอเมริกัน แอร์ไลนส์ และสมาคมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมืออาชีพ (The Association of Professional Flight Attendants) ที่ระบุว่า “เบตต์ แนช”  เจ้าของสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ทำงานให้บริการนานที่สุดในโลก เสียชีวิตแล้วในวัย 88 ปี

โดยสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส ระบุว่า ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของเบตต์ แนช ซึ่งเธอใช้เวลาเกือบ 7 ทศวรรษในการดูแลให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบิน ของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส อย่างอบอุ่นกลางอากาศ โดยระบุว่า เบตต์ แนช เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในปี 2500 และครองสถิติโลกกินเนสส์สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ให้บริการยาวนานที่สุด พร้อมกล่าวชื่นชมว่า เบตต์เป็นแรงบันดาลใจให้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำงาน

ทางด้านสมาคมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมืออาชีพ ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความไว้อาลัยต่อแนชบนเฟซบุ๊ก ด้วยข้อความว่า อาชีพการงานที่โดดเด่นของแนช ยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ ในระหว่างนั้นเธอได้สัมผัสกับชีวิตนับไม่ถ้วนด้วยความอบอุ่น ความทุ่มเท และการบริการที่หาใครเทียบได้ยาก โดยความหลงใหลในการบิน และความมุ่งมั่นของเธอที่มีต่อผู้โดยสารเป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง และเธอจะถูกจดจำตลอดไปในแวดวงการบินและโดยทุกคนที่ได้รับสิทธิพิเศษในการรู้จักเธอ.

จีนจวกคณะผู้แทน สส.สหรัฐฯแห่ให้กำลังใจผู้นำใหม่ไต้หวัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788891

จีนจวกคณะผู้แทน สส.สหรัฐฯแห่ให้กำลังใจผู้นำใหม่ไต้หวัน

28 พ.ค. 2567 10:28 น.

จีนจวกคณะผู้แทน สส.สหรัฐฯแห่ให้กำลังใจผู้นำใหม่ไต้หวัน

จีนแถลงต่อต้านอย่างรุนแรงกรณีที่คณะผู้แทนสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวันเพื่อแสดงการสนับสนุนและให้กำลังใจนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีคนใหม่ พร้อมเรียกร้องสหรัฐฯหยุดการเล่นไพ่ไต้หวัน แทรกแซงกิจการภายในของจีน

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2567 เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า รัฐบาลจีนแสดงการต่อต้านอย่างรุนแรงต่อกรณีที่คณะผู้แทนสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวันเพื่อแสดงการสนับสนุนและให้กำลังใจนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีคนใหม่ของไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าขัดต่อความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับไต้หวันเท่านั้น ทำให้จีนมองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดร้ายแรงไปยังกลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวัน 

โฆษกฯของจีนกล่าวว่า คณะผู้แทน สส.สหรัฐฯ ยืนกรานที่จะเยือนไต้หวันโดยไม่คำนึงถึงการต่อต้านที่รุนแรงของจีน ฝ่าฝืนหลักการจีนเดียว และแถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับระหว่างจีนและสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังขัดต่อความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับไต้หวันเท่านั้น โดยจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีนอย่างแข็งขัน

พร้อมกันนี้ โฆษกฯกล่าวว่า จีนเรียกร้องสหรัฐฯหยุดการเล่นไพ่ไต้หวัน แทรกแซงกิจการภายในของจีน สนับสนุนและยอมรับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนแห่งเอกราชของไต้หวัน และบ่อนทำลายความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตลอดจนความสัมพันธ์และสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน

ก่อนหน้านี้ นายไมเคิล แม็กคอล หัวหน้าคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งฝ่ายพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต เข้าพบนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีคนใหม่ของไต้หวัน เพื่อแสดงการสนับสนุนผู้นำใหม่ของไต้หวัน หลังจากจีนจัดการฝึกซ้อมรอบเกาะไต้หวัน เพื่อตอบโต้สุนทรพจน์รับตำแหน่งของเขา

โดยนายแม็กคอล ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครีพับลิกันจากรัฐเทกซัส และเป็นประธานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมดต้องยืนหยัดเคียงข้างกันเพื่อต่อต้านทรราชย์ อย่างรัสเซีย อิหร่าน และจีน

โดยระหว่างการเยือนไต้หวัน คณะผู้แทนจะพบกับผู้นำอาวุโสของไต้หวันและสมาชิกของภาคประชาสังคม เพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไต้หวัน ความมั่นคงในภูมิภาค การค้าและการลงทุน และประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน.

หวัดนกระบาดฟาร์มโคนมสหรัฐฯ พบเชื้อในนมดิบ เสี่ยงแพร่สู่คนแค่ไหน?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2788888

หวัดนกระบาดฟาร์มโคนมสหรัฐฯ พบเชื้อในนมดิบ เสี่ยงแพร่สู่คนแค่ไหน?

28 พ.ค. 2567 10:20 น.

หวัดนกระบาดฟาร์มโคนมสหรัฐฯ พบเชื้อในนมดิบ เสี่ยงแพร่สู่คนแค่ไหน?

  • ฟาร์มโคนมในสหรัฐฯ กำลังเผชิญการระบาดของไวรัสไข้หวัดนก H5N1 และที่น่ากังวลคือ พบไวรัสในนมที่ได้จากวัวที่ติดเชื้อ และพบเศษไวรัสในผลิตภัณฑ์หลายชนิด
  • ทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเสี่ยงต่อสังคมยังคงอยู่ในระดับต่ำ เศษไวรัสที่พบในผลิตภัณฑ์ก็เป็นซากที่ตายหมดแล้ว ไม่สามารถทำให้ใครติดเชื้อได้อีก
  • อย่างไรก็ตาม ทั้ง CDC กับ FDA ต่างแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการดื่มนมดิบ หรืออาหารที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเชื้อในนมดิบยังทำให้สัตว์ติดเชื้อได้ และอาจมีความเสี่ยงต่อมนุษย์

ไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ซึ่งคร่าชีวิตนกป่าไปหลายล้านตัว และระบาดเป็นพักๆ ที่ฟาร์มไก่ในหลายประเทศทั่วโลก ตอนนี้กำลังทำให้เกิดการระบาดในฟาร์มโคนมในหลายรัฐทั่วสหรัฐอเมริกา และมีมนุษย์ติดเชื้อจากวัวไปแล้ว 2 รายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แม้ว่ากรณีมนุษย์ติดเชื้อ H5N1 จะเกิดขึ้นน้อยมาก แต่หลังจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 การที่ไวรัสอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีโอกาสติดต่อสู่คนได้ กำลังแพร่กระจายมากขึ้นตามฟาร์มต่างๆ ทำให้กระแสความกังวลเพิ่มขึ้นไปด้วย

ตอนนี้ยังมีข่าวดีคือ ไม่มีกรณีการติดเชื้อไข้หวัดนกแบบคนสู่คนเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และเชื้อ H5N1 ก็ไม่ได้ถูกจัดเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขในสหรัฐฯ ในเวลานี้ ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ก็จัดความเสี่ยงต่อสังคมยังอยู่ในระดับต่ำ

แต่ก็มีข่าวน่ากังวลที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกัน นั่นคือการพบเชื้อในนมดิบจากวัวที่ติดเชื้อ และในผลิตภัณฑ์บางชนิดตามท้องตลาดของสหรัฐฯ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังทดสอบว่า นมที่ปนเปื้อนนี้สามารถแพร่เชื้อสู่สัตว์ชนิดอื่นๆ ได้หรือไม่ และกระบวนการฆ่าเชื้อในการผลิตสินค้าต่างๆ สามารถกำจัดมันได้มากน้อยเพียงใด

จุดเริ่มต้นการระบาดในสหรัฐฯ

เชื้อ H5N1 ถูกพบในสหรัฐฯ กับแคนาดาเป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 2564 จากนั้นเชื้อก็กระจายไปยังนกป่าหลากหลายสายพันธุ์ทั่ว 50 รัฐของอเมริกา ก่อนจะแพร่มาถึงฟาร์มไก่ และสัตว์ปีก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยจนถึงเดือนพฤษภาคม 2567 ไวรัสชนิดนี้ถูกตรวจพบในฟาร์มสัตว์ปีกใน 48 รัฐแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น มันยังก่อให้เกิดการติดต่อในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นครั้งคราว ทั้ง หมี, แมวป่า, สิงโตภูเขา, แรคคูน, สกังก์ และอื่นๆ และในปีนี้ มันแพร่กระจายไปถึงฟาร์มโคนม 58 แห่ง ใน 9 รัฐแล้ว

CDC ระบุว่า โคนมกลายเป็นโฮสต์ชนิดใหม่และเหนือความคาดหมายของไวรัส H5N1 เป็นสัญญาณว่าไวรัสชนิดนี้กำลังกลายพันธุ์ให้ติดต่อสู่สัตว์ต่างๆ หรือกระทั่งมนุษย์ได้ง่ายขึ้น โดยอาการป่วยในวัวจะเบากว่าที่เกิดกับนก แต่ก็ทำให้สังเกตโรคยากขึ้นด้วย

ในปี 2567 นี้ มีรายงานพบมนุษย์ติดเชื้อไข้หวัดนกจากวัวเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน โดยเป็นคนงานในฟาร์มโคนมแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส ก่อนที่ในเดือนต่อมา คนงานฟาร์มโคนมอีกแห่งในรัฐมิชิแกนก็ติดเชื้อจากการสัมผัสกับวัวที่ป่วย อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่มีเพียงอาการติดเชื้อในดวงตาเท่านั้น ซึ่งอาการไม่รุนแรงและหายดีในเวลาต่อมา

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกังวลว่า H5N1 จะแพร่ไปสู่หมูมากกว่า เพราะหมูสามารถติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ทั้งชนิดที่เกิดกับมนุษย์และเกิดกับสัตว์ ทำให้มันกลายเป็นหมอผสมไวรัสอย่างดี ที่อาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อได้ในระยะยาว

พาสเจอร์ไรซ์ฆ่าเชื้อได้หรือไม่?

ข่าวการพบเชื้อไวรัส H5N1 ในนมดิบจากวัวที่ติดเชื้อและในผลิตภัณฑ์บางชนิดในสหรัฐฯ สร้างความกังวลแก่ผู้บริโภคมากที่สุด ซึ่งนักวิจัยในเครือข่ายศูนย์เพื่อความเป็นเลิศด้านวิจัยและตอบสนองต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ (CEIRR) ได้นำตัวอย่างนมดิบจากโคนมที่ติดเชื้อ 4 ตัว ในรัฐนิวเม็กซิโกและรัฐแคนซัส มาทดสอบ และได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ

อย่างแรก พวกเขานำนมดิบที่มีไวรัส H5N1 อยู่เต็มไปหมด ไปเข้าตู้แช่เย็น เพื่อดูว่าระดับของไวรัสในนมจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่ ซึ่งหลังจากผ่านไป 5 สัปดาห์ นักวิจัยก็พบว่า ระดับไวรัสในนมลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่ง ดร.ซีมา ลักดาวาลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันและจุลชีววิทยา จากมหาวิทยาลัย เอโมรี กล่าวว่า “การที่เชื้อไม่ย่อยสลายไปเมื่อเวลาผ่านไป เป็นเรื่องที่น่ากังวล”

ทีมนักวิจัยยังตรวจสอบว่า การพาสเจอร์ไรซ์ (pasteurization) หรือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแบบใดสามารถฆ่าเชื้อหวัดนกในนมดิบได้ดีที่สุด โดยพวกเขานำตัวอย่างนมจำนวนหนึ่งมาทดสอบให้ความร้อนด้วยอุณหภูมิต่ำ เป็นเวลานาน หรือที่เรียกกว่า ‘vat pasteurization’ และนำตัวอย่างอีกกลุ่มมาให้ความร้อนด้วยอุณหภูมิสูงในระยะเวลาสั้นๆ หรือ ‘flash pasteurization’

ผลปรากฏว่า วิธี vat pasteurization ซึ่งให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5-30 นาที ทำให้ระดับไวรัสลดลงไปอยู่ระดับที่ไม่สามารถตรวจวัดได้ ขณะที่วิธี flash pasteurization ซึ่งให้ความร้อน 72 องศาเซลเซียส นาน 15-20 วินาที ลดระดับไวรัสในนมได้มาก แต่ไม่ได้ทำให้ไวรัสหมดสภาพ (inactivate) ทั้งหมด

ตัวอย่างนมที่ให้ความร้อน 15-20 วินาทียังสามารถแพร่เชื้อไปยังไข่ไก่ที่ยังไม่ฟักตัว อันเป็นวิธีที่มาตรฐานของสำนักงานจัดการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ ในการทดสอบว่า ไวรัสที่หลงเหลืออยู่ในนมยังสามารถติดต่อได้อยู่หรือไม่

ยืนยัน ความเสี่ยงยังต่ำ

อย่างไรก็ตาม ดร.โยชิฮิโระ คาวาโอกะ นักไวรัสวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านไข้หวัดใหญ่และอีโบลา ย้ำว่า เงื่อนไขของการทดลองที่เกิดขึ้น แตกต่างจากการจัดการนมดิบในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขณะที่ ดร.ลักดาวาลา ก็ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องแตกตื่นกับผลการศึกษานี้

เธอให้เห็นผลว่า กระบวนการ flash pasteurization ในเชิงพาณิชย์ มีขั้นตอนที่เรียกว่าการ ‘ให้ความร้อนล่วงหน้า’ (preheating) ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในการทดลอง และยังมีกระบวนการโฮโมจิไนซ์ (homogenization) เพื่อทำให้เม็ดไขมันในนมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งทั้งสองขั้นตอนนี้ทำให้มีโอกาสน้อยที่ไวรัสจะรอดชีวิต

FDA ทำการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากนมหลากหลายรายการเช่น ชีสสด, ซาวร์ครีม, นมผง และนมผงสูตรสำหรับเด็กมาตรวจสอบและพบว่า จากตัวอย่างทั้งหมด 297 รายการ ราว 1 ใน 5 หรือ 20% มีเศษซากของไวรัส H5N1 หลงเหลืออยู่ แต่พวกมันหมดสภาพ ไม่สามารถทำให้ใครป่วยได้อีกแล้ว

เชื้อในนมดิบทำสัตว์ติดเชื้อได้?

CDC ยังคงยืนยันว่า ความเสี่ยงของเชื้อ H5N1 ต่อสาธารณะยังคงต่ำ แต่ประชาชนไม่ควรกินหรือดื่มนมดิบ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมดิบ

ทีมนักวิจัยต้องการหาคำตอบว่า นมดิบที่ปนเปื้อนสามารถทำให้สัตว์อื่นๆ ติดเชื้อได้หรือไม่ พวกเขาจึงป้อนนมให้หนูทดลอง และมันก็เริ่มแสดงอาการป่วยในวันถัดมา พอถึงวันที่ 4 อวัยวะหลายส่วนของหนูก็เริ่มติดเชื้อ นักวิทยาศาสตร์พบไวรัสอยู่ทั่วร่างกายของมัน และพบเยอะมากในปอดกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน พวกเขายังพบไวรัสบริเวณเต้านมของหนูด้วย แม้ตอนนั้นมันจะไม่ได้ผลิตน้ำนมก็ตาม

การทดลองนี้จึงยืนยันว่า ไวรัสในนมดิบสามารถติดต่อสู่สัตว์ที่ไวต่อโรคชนิดอื่นได้ และอาจมีความเสี่ยงต่อมนุษย์ด้วย

กินนมดิบมีความเสี่ยง

เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการเกษตรของสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อไม่นานมานี้ว่า พวกเขายังไม่ได้รับรายงานว่า มีนมดิบจากฟาร์มที่พบการระบาดของเชื้อ H5N1 ถูกขายไปในท้องตลาด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ฟาร์มโคนมทุกแห่งที่ตรวจโรควัวของตัวเอง และวัวที่ติดเชื้อบางตัวก็ไม่แสดงอาการป่วยใดๆ ออกมา ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก

FDA ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการดื่ม, ผลิต หรือขายนมวัวดิบ และเลี่ยงผลิตภัณฑ์อย่าง ชีส, ไอศกรีม และโยเกิร์ต ที่ทำจากนมดิบ เพราะถึงแม้ว่าการติดเชื้อของมนุษย์ในฟาร์มโคนมทั้ง 2 กรณีจะไม่เกี่ยวข้องกับนมดิบ แต่ครึ่งหนึ่งของประชากรแมวเลี้ยงที่ฟาร์มในรัฐเท็กซัส ตายหลังจากดื่มนมดิบจากแม่วัวที่ติดเชื้อ H5N1

ดร.นิราฟ ชาห์ รองผู้อำนวยการใหญ่ของ CDC กล่าวว่า “นมดิบไม่ปลอดภัยเลย และความเชื่อที่ว่าคุณจะสามารถปกป้องตัวเองจากการติดเชื้อ H5 ได้ด้วยการบริโภคนมดิบนั้น ไม่ถูกต้อง มีวิธีที่ปลอดภัยกว่านั้นมากในการปกป้องตัวเองนั้นก็คือ การหลีกเลี่ยงนมดิบ”

ขณะที่ ดร.รุธ ฮาร์วีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์ไข้หวัดใหญ่โลก ในกรุงลอนดอน สรุปการทดลองนี้ว่า “ข้อจำกัดในการทดลองฆ่าเชื้อด้วยการให้ความร้อน บอกชัดเจนว่า เงื่อนไขในการทำไม่ตรงกับการจัดการนมดิบของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่”

“แต่การค้นพบว่า มีไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่ในตัวอย่างนมที่ถูกแช่เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสนาน 5 สัปดาห์ และการที่หนูสามารถติดเชื้อผ่านการดื่มนมที่ปนเปื้อนไวรัสได้ สนับสนุนข้อสรุปที่ว่า การดื่มนมดิบอาจมีความเสี่ยง”

ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cnn , yalemedicine