‘บุญสิงห์’ร่วมวงถกคกก. วางแนวทางบริหารน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/806200

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ผศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เข้าร่วมประชุม
คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 ตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายการบริหารทรัพยากรน้ำของ กนช.โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดขับเคลื่อนแผนงานโครงการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (ปรับปรุงครั้งที่ 1 พ.ศ.2566-2580) ให้ครอบคลุมนโยบายและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกทั้งเห็นชอบต่อ (ร่าง) มาตรการรองรับฤดูแล้งปี 2567 พร้อมกับมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดจัดทำแผนปฏิบัติการมาตรการรองรับฤดูแล้งปี 2567 โดยให้มีการรายงานผลการดำเนินการให้ สทนช.ทราบอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง

กตส.ยกย่องครูบัญชีอาสา แบบอย่างการพลิกชีวิต โดยใช้บัญชีนำทาง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806272

กตส.ยกย่องครูบัญชีอาสา แบบอย่างการพลิกชีวิต โดยใช้บัญชีนำทาง

กตส.ยกย่องครูบัญชีอาสา แบบอย่างการพลิกชีวิต โดยใช้บัญชีนำทาง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.10 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยกย่องเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ ประจำปี 2567 เป็นแบบอย่างความสำเร็จในการนำ “บัญชี” เป็นวัคซีนแก้ความจน ลดต้นทุน ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน เพิ่มรายได้จากการประกอบอาชีพและสามารถนำความรู้ด้านบัญชีมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนในชุมชนให้มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นางสาวอัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า “ครูบัญชีอาสา” เป็นกลไกสำคัญที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เป็นเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีขยายผลไปสู่ภาคประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถใช้องค์ความรู้ด้านบัญชีช่วยวางแผนการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มรายได้ และมีเงินเหลือเก็บออม นำไปสู่ความมั่นคงในชีวิต ปัจจุบันมีครูบัญชีอาสาที่ขึ้นทะเบียนและปฏิบัติงานกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำนวน 5,636 คน ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดทำบัญชีสู่พื้นที่ภาคการเกษตร และเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เกษตรกรและประชาชน โดยในแต่ละปีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะคัดเลือกครูบัญชีจากทั่วประเทศที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร และนำบัญชีมาปรับเปลี่ยนชีวิตตนเองและชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ระดับประเทศ

นางอวยพร ราชเล็ก เกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม จังหวัดพัทลุง ผู้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2567 ระดับประเทศ เปิดเผยว่า มีความคิดริเริ่มในการทำบัญชีมาตั้งแต่ปี 2540 เนื่องจากครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินและคิดว่าควรทำอย่างไรให้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นหรือลดรายจ่ายลง จึงเข้าไปขอรับองค์ความรู้ด้านการทำบัญชีครัวเรือนจากสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์พัทลุง โดยมุ่งมั่นในการนำความรู้ทางบัญชีไปวิเคราะห์ต้นทุน เพื่อแก้ไขปัญหาในการประกอบอาชีพ หลังจากได้มีการบันทึกบัญชี ทำให้รู้ว่างานเกษตรที่ทำอยู่ มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน จึงได้นำข้อมูลทางบัญชีที่มีการบันทึกไว้มาดูย้อนหลัง เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาในเรื่องการลดต้นทุนอาชีพ พัฒนาควบคู่ไปกับการทำสวนเกษตรผสมผสาน โดยการยกเลิกการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาต้นทุนสูงมาใช้เป็นปุ๋ยหมักแทน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง มีรายได้เพิ่มขึ้น และทำให้ฐานะทางการเงินดีขึ้นตามลำดับ หลังจากที่สามารถพึ่งพาตนเองและครอบครัวผ่านวิกฤติด้านเศรษฐกิจไปได้

จึงมีแนวคิดในการถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชี เผยแพร่สิ่งที่ตนเองทำและประสบความสำเร็จไปสู่ผู้คนในชุมชน เยาวชนและผู้ที่สนใจทั่วไป โดยเปิดศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงและศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) รวมทั้งจัดตั้ง “ชุมชนคนทำบัญชี” สร้างแรงจูงใจจากความสำเร็จที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

จากผลความสำเร็จของตนเองให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ มุ่งหวังให้เกษตรกรหันมาให้ความสำคัญกับการจดบันทึกทางบัญชี ศึกษาความสำเร็จของครูบัญชี เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน การใช้จ่าย การลงทุนในการเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรของตนเองไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ด้าน นางสามัญ โล่ห์ทอง ครูบัญชีอาสา จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2567 รองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ เปิดเผยว่า มีอาชีพทำนามาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทำนาแบบดั้งเดิม ไม่รู้รายรับ รายจ่าย ไม่รู้กำไรขาดทุน กระทั่งในปี 2548 ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างภูมิปัญญาทางบัญชีแก่เกษตรกรไทยของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำให้ได้รับความรู้ด้านการบันทึกบัญชีรับ – จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพมาประยุกต์ใช้ และทราบว่าอาชีพทำนานั้นมีต้นทุนค่อนข้างสูง จำเป็นต้องนำข้อมูลทางบัญชีมาวิเคราะห์ วางแผนการผลิต

สิ่งแรกเริ่มจากการปรับตนเอง ปรึกษากับครอบครัวและลงมือทำ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีมาเป็นการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้แทนปุ๋ยเคมี ซึ่งช่วยลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าข้าวเปลือกแปรรูปเป็นข้าวสารอินทรีย์ จัดจำหน่ายเอง เพราะสามารถเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเองได้ โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลทางบัญชีมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้สถานะของครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ก็พัฒนาตนเองเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชีอาสา) นำความรู้ไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรและผู้นำชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการจดบันทึกรายได้ ค่าใช้จ่ายของตนเองทุกวัน เพื่อสร้างความรับผิดชอบ เกิดความเคยชิน บันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอให้ติดเป็นนิสัย และได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรไปสอนแนะการจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับ นางประสาน พาโคกทม ครูบัญชีอาสา จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2567 รองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทำไร่นาสวนผสม มีความคิดริเริ่มในการทำบัญชีมาตั้งแต่ปี 2556 แต่ยังไม่เป็นระบบ กระทั่งในปี 2560 สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ร้อยเอ็ด เข้ามาให้คำแนะนำในการจดบันทึกทางบัญชีที่ถูกต้อง ทำให้สามารถนำข้อมูลวิเคราะห์มาวางแผนในการทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากอดีตที่ยังไม่ได้จด ยังไม่ได้หาเหตุผลในการใช้จ่าย ยังไม่รู้จักวิเคราะห์ต้นทุนในอาชีพที่ทำ ทำให้ไม่สามารถรู้ต้นทุนที่แท้จริงได้ การจดบันทึกบัญชีเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นสิ่งที่ผ่านมา เมื่อได้จดและนำข้อมูลที่จดมาพิจารณาวางแผนจึงรู้จักตัวเองมากขึ้น สามารถลดต้นทุนจากอาชีพที่ทำ และรู้จักการต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ครอบครัวเข้มแข็ง มีเงินออม ไม่มีหนี้สิน และสามารถซื้อที่ดินเพื่อขยายการผลิตได้

จากคำกล่าวของครูบัญชีอาสาทั้ง 3 ท่าน เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า บัญชีครัวเรือนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ ทำให้การบริหารการเงินในครัวเรือนมีระเบียบ รู้ถึงที่มาของรายรับและที่ไปของรายจ่าย ทำให้รู้จักบริหารเงินในครอบครัวให้มีความพอดีเหลือไว้พอใช้และไว้เก็บออมอีกด้วย

-(016)

Burberry อวดโฉม ซัมเมอร์ คอลเลคชั่น 2024

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806148

Burberry อวดโฉม ซัมเมอร์ คอลเลคชั่น 2024

Burberry อวดโฉม ซัมเมอร์ คอลเลคชั่น 2024

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เบอร์เบอรี่ (Burberry) เปิดตัว Burberry Summer ที่มาพร้อมลวดลาย Burberry Check ในคู่สีใหม่สีน้ำตาลอ่อน (Sand) และสีเทา (Lichen) และสัญลักษณ์ Equestrian Knight Design ที่ปรากฏบนชุดว่ายน้ำ เสื้อยืด ชุดเดรส กระเป๋าและผ้าขนหนูชายหาด

เทรนช์โค้ทฤดูร้อนได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จากอาร์ไคฟ์ มาพร้อมกับเข็มขัดคาดเอวและการเคลือบเงาที่แวววาว เสื้อแจ๊กเกตออกแบบมาให้ใช้งานได้จริง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชุดกีฬาที่ผลิตจากผ้าทวิลและผ้าไนลอนน้ำหนักเบา

รองเท้าในคอลเลคชั่นนี้มีความทนทานและน้ำหนักเบา ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าแตะสไตล์เรียบง่ายที่มีพื้นรองเท้าบุนวม รองเท้าสนีกเกอร์หนังและรองเท้าส้นแพลตฟอร์มหนา สไตล์เอสพาดริลล์

แว่นตา เป็นอีกหนึ่งสีสันที่ขาดไม่ได้ในฤดูร้อนนี้ เบอร์เบอรี่เพิ่มกรอบแว่นในหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคลาสสิกและแบบโมเดิร์น พร้อมสลักสัญลักษณ์ประจำแบรนด์

แพทย์แนะดูแลเส้นผมและหนังศีรษะสำหรับคนรักการทำสีผม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806136

แพทย์แนะดูแลเส้นผมและหนังศีรษะสำหรับคนรักการทำสีผม

แพทย์แนะดูแลเส้นผมและหนังศีรษะสำหรับคนรักการทำสีผม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กลุ่มผลิตภัณฑ์ธัญ THANN ดูแลและบำรุงสำหรับผมทำสี

“การทำสีผม” อีกหนึ่งแฟชั่นที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่หากเส้นผมที่ผ่านการทำสีมานั้น ไม่ได้รับการบำรุงอย่างถูกต้องมักจะพบปัญหาต่างๆ ตามมาทีหลัง เช่น ผมแห้งเสีย แตกปลาย หยาบกระด้าง ชี้ฟู ไม่มีน้ำหนัก ขาดและหลุดร่วงได้ง่าย รวมถึงการทำสีผม
ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของหนังศีรษะ “ธัญ” (THANN) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมและหนังศีรษะ แพทย์หญิงรมิดา เกษมสมพร แนะนำ “วิธีดูแลและฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะสำหรับคนรักการทำสีผม” ด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลฟื้นฟูเส้นผมและหนังศีรษะ อาทิ Eden Breeze Colour Treated Hair Shampoo ทำความสะอาดเส้นผมได้อย่างอ่อนโยนและไม่ทำลายสีผม, Eden Breeze Colour Treated Hair Conditioner ครีมบำรุงผมที่ช่วยปกป้องและรักษาสีผมไม่ให้ซีดจาง ฟื้นฟูสภาพเส้นผมให้มีน้ำหนัก ป้องกันการหลุดร่วง, Advance Protective Hair Serum เซรั่มสูตรบางเบาสำหรับบำรุงผม ช่วยปกป้องและฟื้นฟูสภาพเส้นผมจากความร้อน และสารเคมีจากผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม และ Reviving Scalp Tonic ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศรีษะ ช่วยปรับสมดุลความชุ่มชื้นและควบคุมความมันของหนังศรีษะ

แพทย์หญิงรมิดา เกษมสมพร 

แพทย์หญิงรมิดา เกษมสมพรแนะนำวิธีดูแลและฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะสำหรับคนรักการทำสีผมว่า “การทำสีผมหรือฟอกสีผมเป็นการทำลายเกล็ดผมชั้นนอกสุด เพื่อให้สารเคมีเข้าไปทำปฏิกิริยากับเม็ดสีที่อยู่แกนกลางของเส้นผม ทำให้โปรตีนในเส้นผมถูกทำลาย ส่งผลให้เส้นผมสูญเสียความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้น ผมจึงแห้งเสีย ขาดความยืดหยุ่น และเปราะบาง สังเกตได้ว่าหลังการทำสี เส้นผมจะหยาบกระด้างแตกปลาย ชี้ฟู ไม่มีน้ำหนัก และขาดง่าย บางรายยังส่งผลต่อสุขภาพหนังศีรษะทำให้เกิดอาการแสบคันที่เกิดจากสารเคมีอีกด้วย

ร่วมทดลองผลิตภัณฑ์ จากธัญ อาทิมา หิมะทองคำ, พริมา เสนาขันธ์, รัสรินทร์ ชุมสาย ณ อยุธยา และแพทย์หญิงรมิดา เกษมสมพร

ในน้ำยาเปลี่ยนสีผมจะประกอบด้วยสารเคมีสำหรับกัดสี และย้อมสีผมประกอบด้วยสาร “ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์” (Hydrogen Peroxide),“พีพีดี” (PPD; Para-Phenylene Diamine) และแอมโมเนีย (Ammonia) โดยสารเคมีเหล่านี้จะไปขจัดเม็ดสีตามธรรมชาติหรือ “เมลานิน” (Melanin) ทำให้เส้นผมมีสีที่อ่อนลง และทำให้สีใหม่ติดเส้นผมได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกันสารเคมีเหล่านี้ก็ส่งผลโดยตรงต่อเส้นผมและหนังศีรษะด้วยเช่นกันดังที่กล่าวมาข้างต้น น้ำยาเปลี่ยนสีผมสามารถแบ่งป็น 3 ประเภท คือ แบบชั่วคราว ทำให้สีติดชั่วคราว ไม่คงทน สามารถล้างสีออกได้ด้วยการสระผมด้วยแชมพูเพียง 1-2 ครั้ง แบบกึ่งถาวร มีส่วนประกอบของสีที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถซึมลึกเข้าติดถึงชั้น Cortex ของเส้นผม โดยเกาะจับกับ Keratin ในเส้นผมได้ สามารถปิดหงอกได้ไม่เกิน 30% และสีจะมีความคงทนได้นาน 3-5 สัปดาห์ เช่น แชมพูย้อมสีผม, โลชั่น และโฟมย้อมสีผม เป็นต้น และ แบบถาวร สีประเภทนี้จะติดผมในเส้นผมค่อนข้างคงทนนานหลายเดือน สามารถปกปิดผมขาวได้ รวมถึงสามารถย้อมสีใหม่ได้ เม็ดสีมีความคงทนต่อการสระโดยไม่ทำให้สีลอก แต่ก็ส่งผลเสียต่อเส้นผมมากกว่าประเภทอื่นๆ

ส่วนวิธีการดูแลสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมทำสีสามารถทำได้ดังนี้

– ควรเตรียมผมให้พร้อมก่อนการทำสี ด้วยการทำแฮร์ทรีตเม้นต์ อบไอน้ำ ร่วมกับหมักครีมบำรุงผมหรือแฮร์มาส์ก ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนทำสีผม หากเส้นผมเรามีสุขภาพดีแข็งแรง เมื่อเราไปทำสีผม สีก็จะติดง่าย และติดทนนาน

– หากเพิ่งทำสีใหม่ๆ ควรงดสระผมหลังการทำสีผม 72 ชม. เพื่อให้เวลาเกล็ดผมปิดและลดการชะล้างเม็ดสีที่ย้อม หลังจากนั้นให้สระผมด้วยแชมพูและครีมนวดสูตรสำหรับผมทำสีโดยเฉพาะ และหลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นผมสีซีดจางหรือสีหลุดไว

– เน้นการบำรุงผมและหนังศีรษะเป็นพิเศษ โดยการทำทรีตเม้นต์รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะหลังการสระผมทุกครั้ง และใช้แฮร์เซรั่มบำรุงเส้นผมเป็นประจำ

– ลดการใช้ความร้อนในการจัดแต่งทรงผม อย่าลืมว่าเส้นผมที่ผ่านการฟอกสีย่อมอ่อนแอกว่าปกติ ดังนั้นก่อนจัดแต่งทรงผมด้วยความร้อน จะต้องฉีดสเปรย์กันความร้อนก่อนทุกครั้งและไม่ควรใช้ความร้อนสูง เพราะจะทำให้ผมแห้งเสียมากกว่าเดิม หากเป็นไปได้ก็ควรใช้ลมเย็นเป่าผมจะดีที่สุด

– พักฟื้นเส้นผม ควรปล่อยให้ผมได้ฟื้นฟูตัวเองบ้าง อย่างน้อยที่สุดคือ 1 เดือน เพื่อให้เวลาผมกลับมาแข็งแรงมากพอ และมีความพร้อมที่จะทำสีหรือทำเคมีได้อีกครั้ง

– รับประทานอาหารบำรุงเส้นผมพวกถั่ว ธัญพืช ผักใบเขียว นมสด ชีส โยเกิร์ต ปลาแซลมอน ไข่ หอยนางรม และหอยแมลงภู่ นอกจากนี้ยังสามารถรับประทานวิตามินจำพวกไบโอติน วิตามินบีวิตามินเอ แร่ธาตุสังกะสี หรือแร่ธาตุเหล็กเพื่อเสริมความแข็งแรงให้เส้นผมได้

มีงานวิจัยในต่างประเทศให้ข้อมูลว่าโดยเฉลี่ยแล้วสามารถทำสีผมได้มากสุดปีละ 9 ครั้ง แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ไม่ควรทำสีผมบ่อยจนเกินไป เพื่อลดการรบกวนหนังศีรษะ และลดการทำลายเส้นผม รวมถึงหากเรามีวิธีการดูแลสุขภาพหนังศีรษะและเส้นผมหลังการทำสีผมที่ดี ก็จะช่วยให้สีติดทนนาน เป็นเงางาม และไม่ต้องกังวลเรื่องผมขาดหลุดร่วงง่ายด้วยค่ะ”

ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806139

ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม  ป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อ

ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก ปี 2567 เน้นย้ำให้ประชาชนวัดความดันโลหิต อย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งสามารถแปลผลค่าความดันโลหิตของตนเองได้ หากป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยการรับประทานยาลดความดันโลหิตตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ควรหยุดยาเอง เผยประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 14 ล้านคน ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7 ล้านคน ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมได้ในระยะยาว จะส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือดและโรคไตวายเรื้อรัง ก่อให้เกิดความพิการและเสียชีวิตได้

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าในวันที่ 17 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension Day) ในปี 2567 นี้ สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension League) ได้กำหนดประเด็นการรณรงค์ คือ “Measure Your Blood Pressure Accurately, Control It, Live Longer : วัดความดันอย่างไร สูงเกินไปคุมให้ดี ช่วยยืดชีวีให้ยืนยาว” มุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถวัดความดันโลหิตได้อย่างถูกต้อง สามารถแปลผลความดันโลหิตได้ และทราบวิธีปฏิบัติตัวเมื่อป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงโรคความดันโลหิตสูงถึงแม้จะไม่มีอาการหากปล่อยทิ้งไว้นานๆ และไม่ได้รับการรักษา ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มมากขึ้นอาจมีอาการแสดงต่างๆ ได้แก่ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น ตาพร่ามัว เป็นลมหมดสติ และเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งส่งผลให้เกิดความพิการและเสียชีวิตได้ ดังนั้น ประชาชนควรวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท ถ้าเกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท คือ เริ่มสูง ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าป่วยเป็นความดันโลหิตสูงต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และเข้ารับการรักษาถ้าเกิน 160/100 มิลลิเมตรปรอท คือ สูงมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และถ้าเกิน 180/110 มิลลิเมตรปรอท สูงถึงขีดอันตรายต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากถึง 14 ล้านคน จากระบบรายงานข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ภาพรวมของประเทศ ปี 2566 (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2566) พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาเพียง 7 ล้านคน และผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา แต่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ มีจำนวนมากถึง 2.8 ล้านคน การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควบคุมได้ด้วยการใช้ยาลดความดันโลหิตร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดี และสามารถควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะสามารถหยุดยาได้ตามแพทย์เห็นสมควร การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ทำได้โดยการลดน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน ค่าดัชนีมวลกายไม่ควรเกิน 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หลีกเลี่ยงอาหาร รสเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง ประชาชนทั่วไปจำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และผู้ป่วยไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอออกกำลังกายสะสมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3-5 วัน

นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิดผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวว่า การวัดความดันโลหิตด้วยตัวเอง ที่บ้าน ควรวัดต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน ช่วงเช้าหลังตื่นนอนและปัสสาวะแล้ว 2 ครั้งติดกัน ห่างกันครั้งละ 1 นาที ควรวัดก่อนรับประทานอาหารเช้า และยังไม่ได้รับประทานยาลดความดันโลหิต (ถ้ามี) ช่วงเย็นควรวัดก่อนเข้านอน 2 ครั้งติดกัน ห่างกันครั้งละ 1 นาที วิธีการวัดความดันโลหิตที่ถูกต้อง ควรนั่งบนเก้าอี้หลังพิงพนักและหลังตรงเท้าทั้ง 2 ข้างวางราบกับพื้น ไม่ไขว่ห้าง และวัดความดันโลหิตหลังจากนั่งพักอย่างน้อย 2 นาที วางแขนไว้บนโต๊ะเรียบ ให้ Arm cuff อยู่ระดับเดียวกับหัวใจ ขณะวัดความดันโลหิตไม่เกร็งแขน ไม่กำมือ ไม่พูดคุยหรือขยับตัว ไม่ดื่มชาหรือกาแฟ และไม่สูบบุหรี่ก่อนทำการวัดความดันโลหิตอย่างน้อย 30 นาที สำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี หรือเข้ารับการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงในสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

คุณแหน : 23 พฤษภาคม 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806164

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

●● เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร จะมอบรางวัลเสาอโศกผู้นำศีลธรรมประจำปี 2567 และเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จะมอบใบเกียรติคุณ แก่พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี 24 พ.ค. ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระนครศรีอยุธยา จากนั้น องคมนตรี จะเป็นผู้มอบรางวัลเสาอโศกแก่ท่านอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลปีนี้ด้วย..

●● พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร),พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล,นที เอกวิจิตร,กิตติ เชี่ยววงศ์กุล เสวนา “อารยธรรม รมณีย์ เนื่องในโอกาสปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ วิสาขบูชา 2567” ดำเนินการเสวนาโดย ทรงกลด บางยี่ขัน 29 พ.ค. 14.00-18.15 น. ที่โถงชั้นล่าง และ
ลานโพธิ์ สวนโมกข์กรุงเทพ https://bit.ly/roma-nee และรับชม Live ได้ทาง FB : กิจกรรมสวนโมกข์กรุงเทพ..

●● เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ72 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 สมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิกและเอเชียอาคเนย์ฯ (ส.ป.อ.ท.) โดย ชวาลี โอสถานุเคราะห์ จัดคอนเสิร์ตการกุศล Glory of Love Concert รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้กับมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายที่ด้อยโอกาสที่ “บ้านพิงพัก” (Pink Park Village) โครงการ Immunotherapy พร้อมกับซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลที่ห่างไกล และนำรายได้สมทบทุนเพื่อโครงการสาธารณกุศลต่างๆ ของสมาคมสตรีภาคพื้นแปซิฟิกฯพบกับศิลปิน เกรท-วรินทร, ป๊อด-ธนชัย, รัดเกล้า อามระดิษ, วิน-วศิน, Getsunova, หวาย-ปัญญ์ธิษา ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์กรุงเทพฯ 26 พ.ค. 14.00 น..

●● รพ.จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย เชิญร่วมบริจาคสมทบกองผ้าป่าสามัคคี เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลพระภิกษุสามเณรอาพาธ ในโอกาสครบรอบ 110 ปีวันสถาปนาโรงพยาบาลจุฬาฯ 30 พ.ค. ชื่อบัญชีสภากาชาดไทย ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่ 045-2-88000-6 ใบเสร็จหักภาษี 2 เท่าส่งหลักฐาน Line:@kcmhdonate..

●● มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เปิดรับสมัครเยาวชนรุ่นใหม่อายุ 15-25 ปี ที่มีความสามารถด้านการแสดงโขนเพื่อแสดง โขนรามเกียรติ์ ตอน พระจักราวตาร รับสมัคร 15 พ.ค.-7 มิ.ย. ที่ artculture.bpi01@gmail.com หรือที่ คณะศิลปนาฏดุริยางค์ ชั้น 11 กลุ่มศิลปวัฒนธรรม ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์..

●●สวด ศ.(เกียรติคุณ) ดร.คุณหญิงพยอม สิงห์เสน่ห์ 21-26 พ.ค. 18.00 น. ศาลา 7วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน..พระราชทานเพลิงศพ 27 พ.ค. 16.00 น. เมรุ 1..

●● พระราชทานเพลิงศพ พันเอกณรงค์ กิตติขจร 23 พ.ค.17.00 น. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม..

●●ครบรอบวันเกิดปีนี้ นิรัชฎา พงษ์โสภณ ยิ้มรับเซอร์ไพรส์วันเกิดจากสุดยอดสามี เลิศชาย โดยมีกลุ่มเพื่อนนำโดย ภัทรดา ศิวายพราหมณ์ ร่วมทำเซอร์ไพรส์..

●● ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ภาวิไล บุราวาศ, แววตา อัมพรายน์, ยศวดี บุณยเกียรติ, ยุพยง นิ่มสมบุญ, ชุติมา พงษ์เลื่องธรรม
เป็นตัวแทนเพื่อนรัก อมรา ศิลปิกุล ซึ่งพำนักอยู่ที่ออร์แลนโด ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ไปกราบอวยพรคุณแม่ ม.ล.ปฤถา สุทัศน์ ศิลปิกุล อายุ 103 ปี ประทับใจมากที่เห็นท่านยังแต่งตัวสวยงามสดใส แข็งแรง..●●

น้อง

สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ทรงสนับสนุนองค์กรเด็กในไทย พิทักษ์เด็กถูกละเมิดทางเพศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806167

สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ทรงสนับสนุนองค์กรเด็กในไทย พิทักษ์เด็กถูกละเมิดทางเพศ

สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ทรงสนับสนุนองค์กรเด็กในไทย พิทักษ์เด็กถูกละเมิดทางเพศ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งราชอาณาจักรสวีเดน เสด็จฯทรงเป็นประธานในงาน “The Exhibition of Children Projects and ACORN Sit-down Dinner for Donators” จัดโดย มูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (SafeguardKids Foundation) ร่วมกับ บิวตี้ เจมส์ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในประเทศไทยที่ถูกล่วงละเมิดสิทธิ โดยทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์เครื่องประดับ คอลเลคชั่น “ROYAL ACORN” และนำไปผลิตโดยผู้ประกอบการไทย คือ บิวตี้เจมส์รายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดมอบให้กับมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (SafeguardKids Foundation) ผ่านทาง มูลนิธิ World Childhood Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเจตนารมณ์พิทักษ์และต่อต้านการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ

สเวน ฟิลลิป โซเรนเซน ผู้แทนมูลนิธิ World Childhood Foundation ก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งราชอาณาจักรสวีเดน กล่าวว่า “ด้วยพระราชปณิธานมุ่งมั่นของสมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งราชอาณาจักรสวีเดน เพื่อเด็กทุกคนบนโลกปราศจากการถูกคุมคามทางเพศ ทรงให้ความสำคัญกับประเด็นความรุนแรงต่างๆ ของเด็ก ทั้งยังเห็นพ้องและผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในปี 2030 ของ UN ในการยุติความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศเด็กทั่วโลก โดยการสนับสนุนผ่านมูลนิธิ World Childhood Foundation ภายใต้ภารกิจส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ กับองค์กรเด็กทั่วโลก เช่นเดียวกันกับในประเทศไทย มูลนิธิ World Childhood Foundation มอบความรู้
นวัตกรรมต่างๆ และทุนสนับสนุนแก่ 15 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเด็กมาตลอด20 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547จวบจนปัจจุบัน”

มูลนิธิ World Childhood Foundation ร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (SafeguardKids Foundation) ของประเทศไทย และบิวตี้เจมส์ (BEAUTY GEMS) เป็นผู้นำหลักในความร่วมมือให้เกิดการจัดงาน “The Exhibition of Children Projects and ACORN Sit-down Dinner for Donators” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในประเทศไทยที่ถูกล่วงละเมิดสิทธิ โดยได้รับพระกรุณาจาก สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งราชอาณาจักรสวีเดน ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวคิดการสร้างสรรค์เครื่องประดับ คอลเลคชั่น “ROYAL ACORN” ซึ่งรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายเครื่องประดับมอบให้กับมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (SafeguardKids Foundation) โดยผ่านทาง มูลนิธิ World Childhood Foundation

นอกจากนี้ ในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ The Hush-A-Bye ผลงานภาพถ่ายของ “ออสการ์ วิลเลกาส-ปาเอซ” (Oscar Villegas-Paez) ช่างภาพมืออาชีพชาวฝรั่งเศส สะท้อนความรู้สึกหลากอารมณ์ของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพฯและปารีสผ่านภาพถ่ายขาวดำ โดยจัดแสดงภาพถ่ายบางส่วน ณ โชว์รูมบิวตี้ เจมส์ เซ็นเตอร์ ศาลาแดง 1/1 และเชิญชมนิทรรศการได้ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK-MOCA Museum of Contemporary Art Bangkok) ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567

ในโอกาสเดียวกันนี้ มูลนิธิ World Childhood Foundation ได้ร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (Safeguardkids Foundation) ของประเทศไทย จัดงานประชุมสุดยอดการคุ้มครองเด็ก Child Protection Summit 2024 โดย สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งราชอาณาจักรสวีเดน เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมงาน พร้อมมีพระราชดำรัสเปิดการประชุม และทรงเป็นองค์ปาฐกแสดงปาฐกถาเรื่อง “ภัยร้ายแรงและการแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก” ในฐานะผู้ก่อตั้งมูลนิธิ World Childhood มากว่า 25 ปี ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินร่วมงานและพระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้เข้าร่วมงาน ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ

ทั้งนี้ การจัดงานประชุมสุดยอดการคุ้มครองเด็ก Child Protection Summit 2024 กำหนดจัดขึ้นเวลา 09.00-13.00 น. ณ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ (United Nations Conference Centre-UNCC) เพื่อร่วมกันสร้างแรงสะเทือนอันยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศไทยในการแก้ปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงต่อเด็กให้บรรลุผลสำเร็จ

ชเล วุทธานันท์ ประธานมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (SafeguardKids Foundation) กล่าวว่า “สถานการณ์การล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในวันนี้เข้าสู่ขั้นวิกฤต สังคมต้องคำนึงถึงความสำคัญในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากประสบการณ์เลวร้ายและเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานพิทักษ์และต่อต้านการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กไทย”

มูลนิธิ SafeguardKids รวบรวมข้อมูลสถิติคดีค้ามนุษย์ในเด็กและการแสวงผลประโยชน์ทางเพศผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก โดยอ้างอิงฐานข้อมูลจากชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เนต (Thailand Internet Crimes Against Children – TICAC Task Force) สำนักงานตำรวจแห่งชาติพบเด็กและเยาวชนไทยถูกล่วงละเมิดทั้งการค้ามนุษย์ ล่วงละเมิดทางเพศ ถูกครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กและเยาวชน และนำข้อมูลอนาจารของเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด และพบว่ากลุ่มที่ถูกล่วงละเมิดมากที่สุดคือช่วงอายุ 8-14 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 15-17 ปี ในจำนวนนี้คิดเป็นเด็กผู้หญิง 70.56% และเด็กผู้ชาย 29.44% ดังนั้นต้องร่วมกันหยุดยั้งการละเมิดทางเพศในเด็กผลักดันให้สังคมปฏิเสธการดำรงอยู่ของปัญหาเหล่านี้

สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทบิวตี้เจมส์ในฐานะรองประธานและกรรมการมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (SafeguardKids Foundation) และประธานการจัดงาน The Exhibition of Children Projects and ACORN Sit-down Dinner for Donators กล่าวว่า ความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป้าประสงค์ให้เกิดองค์ความรู้ สร้างความเข้าใจ ส่งเสริมสิทธิและคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กและเยาวชนไทย จึงขอร่วมเป็นกระบอกเสียงเตือนภัยให้กับประเทศชาติ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น สนับสนุนการเสริมสร้างกฎหมายที่เข้มแข็ง เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชน ตลอดจนป้องปรามผู้กระทำผิดให้เกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์

“เด็กและเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ การคุ้มครองพวกเขาจากการถูกทารุณกรรมทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงเป็นหน้าที่สำคัญของทุกคน
ในสังคม มูลนิธิ SafeguardKids ร่วมกับภาคีเครือข่ายต้องการรณรงค์และป้องกันอย่างจริงจัง โดยการสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดแก่สาธารณชน ด้วยการจัดงานนิทรรศการ “The Hush-A-Bye” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวและถ่ายทอดความรู้สึกของเด็กและเยาวชนผ่านภาพถ่ายขาวดำฝีมือศิลปินระดับโลก จัดแสดงระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2567 ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK-MOCA Museum of Contemporary Art Bangkok) ชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น มูลนิธิ SafeguardKids และภาคีเครือข่ายในการจัดงานครั้งนี้หวังว่าสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นศูนย์ในอนาคตอันใกล้นี้”

‘ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน’ มาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806135

‘ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน’  มาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

‘ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน’ มาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นักวิชาการยืนยันกระบวนการผลิตอาหาร มีกฎหมายบังคับและระบบการประกันคุณภาพ มีการตรวจสอบคัดกรองวัตถุดิบคุณภาพที่ดีและได้มาตรฐานก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก และเครื่องปรุงรสสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย

ผศ.ดร.รชา เทพษร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ทั้งอาหารแปรรูป อาหารแช่เย็น อาหารแช่เยือกแข็งหรืออาหารกล่องพร้อมรับประทาน มี“ระบบการประกันคุณภาพ” ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอาหาร นำไปปฏิบัติใช้เพื่อควบคุมการทำงาน ให้การผลิตอาหารในทุกขั้นตอน มีคุณภาพมีมาตรฐานรับรอง และปลอดภัยต่อผู้บริโภค หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถได้รับการรับรอง และไม่สามารถแสดง สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายที่ผลิตภัณฑ์อาหารได้

ผศ.ดร.รชา เทพษร

สำหรับ “ระบบการประกันคุณภาพ”มีหลายมาตรฐานที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น ระบบพื้นฐานของโรงงานผลิตอาหาร (Good Hygiene Practices : GHP) หรือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP เดิม) (Good ManufacturingPractices), การวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต (HACCP), ระบบการจัดการความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน (ISO22000), มาตรฐานการรับรองความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร และออกแบบมาเพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ (Food Safety System Certification : FSSC) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสากลที่เกิดจากสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร (British Retail Consortium : BRC) ซึ่งทุกมาตรฐานมีข้อกำหนดที่ตรงกันในเรื่องของคุณภาพ และความปลอดภัยของวัตถุดิบ มาตรฐานเหล่านี้จะเป็นหลักประกันที่ดี เพราะอาหารที่ดี ต้องมาจากวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ที่ได้รับการตรวจสอบวัตถุดิบ (Test Element) โดยเฉพาะมาตรฐาน GHP (GMP เดิม) เป็นกฎหมายบังคับของกระทรวงสาธารณสุข (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 420) กำหนดให้ผู้ผลิตต้องตรวจสอบวัตถุดิบก่อนนำเข้าสู่การผลิตอาหาร

ผศ.ดร.รชา กล่าวเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติอาหาร ปี พ.ศ 2522 ระบุว่าห้ามผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์ ซึ่งมีลักษณะคือไม่เป็นอาหารที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วยนั่นคือหากมีการปนเปื้อนด้วยสิ่งใดก็ตามที่อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคก็ไม่สามารถนำวัตถุดิบนั้นมาผลิตอาหารได้ จึงไม่มีผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตรายใดจะเข้าไปเสี่ยงกับการนำวัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพมาผลิตอาหาร ขณะที่ผู้ให้การรับรองมาตรฐาน ก็จะไม่นำชื่อเสียงมาเสี่ยงกับการอนุญาตให้โรงงานนำวัตถุดิบที่ไม่ปลอดภัยมาใช้ในการผลิต เช่นกัน

นอกจากนี้ ระบบประกันคุณภาพ ยังครอบคลุมการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อติดตามสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตติดตามแต่ละส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ จากซัพพลายเออร์ผ่านกระบวนการผลิต ไปจนถึงผู้บริโภคในขั้นสุดท้ายได้ กรณีที่ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากอาหาร ผู้ผลิตจะตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเกิดจากอะไร และรัฐธรรมนูญยังระบุด้วยว่า ผู้บริโภคมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย จากความผิดพลาดของผู้ผลิตได้ตามสมควร จึงไม่มีผู้ผลิตรายใดเสี่ยงผลิตอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะหากเกิดปัญหาจะได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเสียหายตามมาอีกมาก ดังนั้น ด้วยระบบที่ดี และกฎหมายที่เคร่งครัดของไทยผู้บริโภคสามารถเชื่อมั่นในระบบประกันคุณภาพอาหารปลอดภัยได้

เคทีซี เดินหน้ามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง จับมือพันธมิตรส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806146

เคทีซี เดินหน้ามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง  จับมือพันธมิตรส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ

เคทีซี เดินหน้ามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง จับมือพันธมิตรส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เคทีซี จัดทัพกระตุ้นการใช้จ่ายหมวดท่องเที่ยวปี 2567 จับมือพันธมิตรเดินหน้ามอบประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างด้านการท่องเที่ยวให้สมาชิกทั้งในและต่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและคืนประโยชน์สู่สังคม นำเสนอผลิตภัณฑ์กรีนโปรดักส์ด้านการเดินทางท่องเที่ยว อาทิ บัตรรถไฟบัตรรถราง รถเช่าไฟฟ้า (EV) และแพ็กเกจท่องเที่ยวชุมชน ตอกย้ำจุดเด่นการให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือของ เคทีซี เวิลด์ ทราเวล เซอร์วิส เพื่อสร้างการจดจำ “เคทีซีเรื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ”

เมื่อเร็วๆ นี้ เคทีซี นำโดยนางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดทริปพิเศษ “ล่องใต้ลงเล ชมเสน่ห์อันดามัน มหัศจรรย์ความยั่งยืน” แถลงกลยุทธ์การตลาดท่องเที่ยวของเคทีซี ในหมวดการท่องเที่ยวปี 2567 ร่วมกับพันธมิตร นางสาวเพลินพิศ โกศลยุทธสาร ผู้อำนวยการส่วนกิจกรรมการตลาดด้านการท่องเที่ยว บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ นายต่อพงษ์ วงเสถียรชัย ผู้ก่อตั้งเลิฟอันดามัน พร้อมด้วยกิจกรรมไฮไลท์ ล่องเรือแบบไม่ทำร้ายธรรมชาติและปะการังไปยังเกาะพีพีเล ชมความงดงามของหน้าผาหินสูงชัน โค้งอ่าวที่ถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติ รวมทั้งชายหาดลึกลับ รูปพระจันทร์เสี้ยวสีขาวบริสุทธิ์ ณ อ่าวมาหยา และดำน้ำดูปะการัง ที่เกาะไม้ท่อน โดย เลิฟอันดามัน ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Sustainable Hotel Tour โดยโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ท ภูเก็ต

(ซ้าย) เจนจิต ลัดพลี, ต่อพงษ์ วงเสถียรชัย, ประณยา นิถานานนท์ และ เพลินพิศ โกศลยุทธสาร

นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทยจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องหลังโควิด-19เคทีซีจึงเดินหน้ามอบประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างด้านการท่องเที่ยวให้สมาชิกด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย1) เสริมความแข็งแกร่งด้านการใช้จ่ายท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์กับสิทธิพิเศษจากกว่า 100 เว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำโดยเพิ่มความสะดวกสบายผ่านการปรับโฉมเว็บไซต์รวมสิทธิพิเศษท่องเที่ยว 2) ขยายฐานสมาชิกกลุ่มกำลังซื้อสูงจับมือพันธมิตรมอบสิทธิพิเศษทั้งในและต่างประเทศ และ 3) ตอกย้ำจุดเด่นการให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือผ่านเคทีซี เวิลด์ ทราเวล เซอร์วิส พร้อมสร้างการจดจำ “เคทีซีเรื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ” โดยคาดว่าสิ้นปี 2567 นี้ หมวดท่องเที่ยวยังครองแชมป์ยอดรวมใช้จ่ายสูงสุดด้วยอัตราเติบโตมากกว่า 20%

“ทุกวันนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของสมาชิกได้มีการปรับรูปแบบแตกต่างไปจากที่ผ่านมา เช่น มีการวางแผนท่องเที่ยวด้วยตัวเอง หรือใช้ช่องทางออนไลน์เป็นแหล่งข้อมูลในการหาสถานที่ท่องเที่ยว จองตั๋วโดยสาร จองโรงแรมที่พักมากขึ้น รวมถึงเลือกเส้นทางท่องเที่ยวหรือมีกิจกรรมที่เฉพาะเจาะจงตามแต่ละไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มที่ชัดเจน (Travel with purpose) ปี 2567 เราจึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับการใช้จ่ายท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยสิทธิพิเศษจากเว็บไซต์ท่องเที่ยวครบทุกหมวดย่อยจากกว่า 100 พันธมิตรการเดินทางชั้นนำให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสะดวกสบายยิ่งขึ้นพร้อมเป็นช่องทางสนับสนุนพันธมิตรหมวดท่องเที่ยวที่ร่วมรายการ ผ่านการปรับโฉมเว็บไซต์ www.ktc.co.th/online-travel-booking เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูลและตัดสินใจได้แบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-Stop Online Travel Hub) พร้อมสิทธิพิเศษส่วนลดสูงสุดถึง 50%

นอกจากนี้ เคทีซี ยังได้จับมือกับพันธมิตรสายการบินฟูลเซอร์วิสเพื่อมอบสิทธิพิเศษที่ตรงใจ ครอบคลุมร้านค้าในต่างประเทศ รวมถึงแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังระดับโลก ในขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศด้วยการจับมือกับโรงแรมคุณภาพระดับสากล ออกแคมเปญหลากหลายให้กับสมาชิกอีกด้วย” นางประณยา กล่าว

สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่หลงใหลการท่องเที่ยว “เคทีซี เวิลด์ ทราเวล เซอร์วิส” สามารถตอบโจทย์ด้วยบริการที่ไว้ใจได้ (Trusted Service) โดยผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่น่าเชื่อถือ ติดต่อและเข้าถึงสะดวก รวมถึงสามารถให้คำแนะนำพร้อมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ พร้อมจุดเด่นที่สมาชิกสามารถเลือกทำรายการผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน หรือแลกคะแนน KTC FOREVER แทนส่วนลดได้ทุกผลิตภัณฑ์ เมื่อใช้จ่ายตามที่กำหนด

“เคทีซี ยังยืนยันในจุดยืนของการเป็นผู้นำในหมวดท่องเที่ยวที่มีความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้น กับพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลายมาโดยตลอด ทั้งสายการบิน โรงแรม รถเช่า รวมถึงองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ อาทิ การท่องเที่ยวสวิสเซอร์แลนด์ (Swiss Tourism)/องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (JNTO)/องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO)/ การท่องเที่ยวฮ่องกง (HKTB) และการท่องเที่ยวไต้หวัน (TTB) ที่ทำให้หมวดท่องเที่ยวของเคทีซี และผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวของเคทีซี เวิลด์ ทราเวล เซอร์วิส มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิก”

เมื่อเทรนด์ด้านการท่องเที่ยวเดินหน้าสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(Sustainable Tourism) นางประณยากล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2567 นี้ การดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว เคทีซียังคำนึงถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อาทิ การที่ร่วมกับสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและคืนประโยชน์สู่สังคมผ่านโครงการ“บิน 1 เที่ยว ปลูก 1 ต้น” (1 Ticket 1 Tree) การนำเสนอผลิตภัณฑ์กรีนโปรดักส์ด้านการเดินทางท่องเที่ยวผ่านช่องทาง เคทีซี เวิลด์ ทราเวล เซอร์วิส อาทิ บัตรรถไฟ บัตรรถราง รถเช่าไฟฟ้า (EV) และแพ็กเกจท่องเที่ยวชุมชน เป็นต้น

“เคทีซี สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในทุกรูปแบบ พร้อมเชิญชวนให้สมาชิกบัตรร่วมสร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวไปพร้อมกับเรา เรามีพันธมิตรที่เป็นมืออาชีพด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการดูแลธรรมชาติระบบนิเวศ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโรงแรมรีสอร์ท และที่พัก ที่ดำเนินกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันเราก็ส่งเสริมแพ็กเกจการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับสมาชิกบัตรเคทีซี คือ “เคทีซีเรื่องเที่ยวบัตรเดียวครบ” จบทุกสไตล์การท่องเที่ยว”

สนใจสิทธิพิเศษด้านการเดินทางท่องเที่ยว สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ktc.co.th/online-travel-booking หรือติดต่อเพื่อรับบริการด้านการท่องเที่ยว ที่ KTC World Travel Service โทรศัพท์ 02-1235050 สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงก์ https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช”ทุกสาขาทั่วประเทศ

ตลาดนัดชุมชน BKK Market กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/806127

ตลาดนัดชุมชน BKK Market  กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน

ตลาดนัดชุมชน BKK Market กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ขานรับนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนร่วมกับ กรุงเทพมหานคร โดย สำนักงานเขตประเวศ สำนักงานการส่งเสริมอาชีพ สำนักงานพัฒนาสังคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยการสนับสนุนพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการ บางกอก แบรนด์ และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนได้มีช่องทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้า นำสินค้าของดีมีคุณภาพและผลิตภัณฑ์ของกินของใช้มาให้ช้อป ชม ชิม พร้อมกับเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย ในงานตลาดนัดชุมชน BKK Market ณ ชั้น 1 บริเวณ Lifestyle Zone ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค โดยมี พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร ณรงค์ เรืองศรี รองปลัดกรุงเทพมหานครดิชา คงศรี ผู้อำนวยการเขตประเวศ และ เอกรัตน์ ชลลัมพี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด ร่วมเปิดงานพร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมภายในงาน

ภายในงานแบ่งออกเป็น 3 โซนต่างๆได้แก่ โซน BKK Market เต็มไปด้วยสินค้า ของดี ของเด็ด อาหารและสินค้าคุณภาพจากบางกอก แบรนด์ และชุมชนเขตประเวศ อาทิ ผลิตภัณฑ์นมแพะ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนบ้านนา ผ้าปัก ผ้าคราฟต์ โซนฝึกวิชาชีพ มีวิทยากรผู้ชำนาญวิชาชีพจากสำนักพัฒนาสังคม กทม. มาถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ และ โซน Family ที่ได้รับความร่วมมือจาก น้องๆ คณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนเขตประเวศนำกิจกรรมสนุกแบบสร้างสรรค์ ทั้งการ
เล่านิทาน การพับกระดาษ บิงโก เล่นบอร์ดเกมส์สิ่งประดิษฐ์ D.I.Y การวาดรูประบายสี ฯลฯ และห้องสมุดออนไลน์ หนังสือ E-Book เป็นต้น

การจัดตลาดนัดชุมชน BKK Market ครั้งนี้ ไม่เพียงแค่สร้างทราฟฟิกที่คึกคักและสีสันให้กับพาราไดซ์ พาร์ค แต่ยังสร้างความประทับใจให้ลูกค้าและผู้มาใช้บริการที่ชื่นชมกับการจัดงาน สร้างรายได้รวมให้กับผู้ประกอบการที่มาออกบูธ กว่า 1 ล้านบาท เรียกว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ชุมชนให้เติบโตต่อไป