หมายจับศาล ICC ส่งผลต่อเนทันยาฮูและฮามาสอย่างไร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787243

หมายจับศาล ICC ส่งผลต่อเนทันยาฮูและฮามาสอย่างไร

22 พ.ค. 2567 08:00 น.

หมายจับศาล ICC ส่งผลต่อเนทันยาฮูและฮามาสอย่างไร

  • ศาลอาญาโลก ยื่นเรื่องขอหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล พร้อมผู้นำกลุ่มฮามาส จากกรณีการพุ่งรบทำสงครามในฉนวนกาซา ในฐานะผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมสงคราม แต่หมายจับนี้จะทำให้พวกเขาถูกดำเนินคดีได้จริงหรือไม่
  • ICC คือศาลอาญาระหว่างประเทศถาวรแห่งแรกของโลก ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002 ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อที่จะนำตัวผู้กระทำผิดทางอาญาระหว่างประเทศมาลงโทษ ด้วยความร่วมมือกันของประชาคมระหว่างประเทศ
  • อย่างไรก็ตาม ศาล ICC ไม่ได้มีกลไกในการบังคับใช้หมายจับ จึงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประเทศสมาชิกเป็นสำคัญ และอิสราเอลรวมทั้งกลุ่มฮามาสไม่ได้เป็นสมาชิกของศาล ICC แต่อย่างใด

จากการที่อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ได้ยื่นเรื่องขอหมายจับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล พร้อมด้วยนายโยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงนายยาห์ยา ซินวาร์ ผู้นำของกลุ่มฮามาส และสมาชิกระดับผู้นำของกลุ่มฮามาสอีกหลายคน ในข้อหาทำลายล้าง ข่มขืนและพฤติกรรมความรุนแรงทางเพศอื่นๆ และจับตัวประกัน ทำให้หลายฝ่ายต่างให้ความสนใจว่า หมายจับที่ออกมานี้จะส่งผลอะไรต่อตัวผู้นำอิสราเอลและผู้นำกลุ่มฮามาสได้หรือไม่ 

นายคาริม ข่าน อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทำความรู้จักกับศาล ICC และอำนาจของศาลนี้

ICC เป็นศาลอาญาระหว่างประเทศแบบถาวรแห่งแรกของโลก ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้ธรรมนูญกรุงโรมเมื่อปี 2022 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อที่จะนำตัวผู้กระทำผิดทางอาญาระหว่างประเทศมาลงโทษ ด้วยความร่วมมือกันของประชาคมระหว่างประเทศ

ศาลแห่งนี้อยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจะมีอัยการที่จะมีอำนาจในการสืบสวนและตั้งข้อหาบุคคลต่างๆ ด้วยข้อหาอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอาชญากรรมการรุกราน  

โดยศาล ICC จะติดตามคดีได้ก็ต่อเมื่อมีประเทศใดประเทศหนึ่งร้องขอให้มีการสอบสวนภายในอาณาเขตของตนหรือพลเมือง เมื่อทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชนร้องขอให้มีการพิสูจน์ หรือเมื่อคณะผู้พิพากษาของ ICC อนุญาตให้มีการไต่สวนที่ริเริ่มโดยอัยการของศาล โดยอัยการต้องมั่นใจว่าระบบกฎหมายในประเทศไม่มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่สามารถตัดสินโทษประหารชีวิตได้ จะมีเพียงโทษจำคุกในศูนย์กักกันของ ICC ซึ่งอยู่ในเรือนจำของเนเธอร์แลนด์เท่านั้น โดยปัจจุบันมีรัฐภาคี 124 ประเทศที่เป็นสมาชิกอยู่ ขณะที่ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ไม่ได้เป็นสมาชิก

จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

หลังจากนี้คำร้องของนายคาริม ข่าน อัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC จะถูกส่งไปยังห้องก่อนการพิจารณาคดี ซึ่งห้องนี้จะประกอบด้วยผู้พิพากษาสามคน ประธานผู้พิพากษา Iulia Motoc แห่งโรมาเนีย ผู้พิพากษาชาวเม็กซิกัน Maria del Socorro Flores Liera และผู้พิพากษา Reine Alapini-Gansou แห่งเบนิน โดยจะไม่มีกำหนดวันตายตัวสำหรับผู้พิพากษาว่าจะมีการอนุมัติออกหมายจับหรือไม่ อย่างหลายๆ คดีก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาอาจจะใช้เวลาราว 1 เดือน หรืออาจจะนานหลายเดือนก่อนพิจารณาตัดสิน

ซึ่งหากผู้พิพากษาเห็นตรงกันว่า มีเหตุผลที่เชื่อถือได้ว่ามีการก่ออาชญากรรมสงคราม หรือก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติจริง พวกเขาก็จะอนุมัติหมายจับ โดยหมายจับดังกล่าวจะมีการระบุชื่อบุคคลอย่างชัดเจน ระบุประเภทอาชญากรรมเฉพาะที่ต้องการจับกุม และคําชี้แจงข้อเท็จจริงว่าทำไมถึงถูกตั้งข้อหาเหล่านั้น

ความเป็นไปได้ที่เนทันยาฮูจะถูกพิจารณาคดีอาชญากรสงคราม?

มีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากศาล ICC ไม่สามารถตัดสินคดีได้ หากผู้ต้องหาไม่มาขึ้นศาล ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยากที่ ICC จะสามารถจับตัวนายเนทันยาฮู หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลมาขึ้นศาลได้ ทำได้ก็เพียงรอให้ชาติสมาชิกเป็นผู้ดำเนินการจับกุม และยิ่งอิสราเอลไม่ได้เป็นชาติสมาชิก ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เหมือนกับกรณีของนายปูติน ที่รัสเซียก็ไม่ได้เป็นชาติสมาชิกเช่นกัน ยกเว้นแต่ผู้ถูกออกหมายจับจะเดินทางเยือนประเทศพันธมิตรที่เป็นสมาชิกของศาล ICC และชาตินั้นต้องยินดีที่จะดำเนินการจับกุมให้ด้วย
ส่วนทางด้านของผู้นำกลุ่มฮามาส รัฐปาเลสไตน์ นับเป็นสมาชิกของ ICC ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว คณะผู้ปกครองฉนวนกาซาซึ่งก็คือผู้นำกลุ่มฮามาส นายยาห์ยา ซินวาร์ และผู้บัญชาการของกองกำลังกลุ่มฮามาส จะต้องปฏิบัติตามหมายจับด้วยการยอมเข้ามอบตัว แต่นายอิสมาอิล ฮานิเยห์ มีฐานอยู่ที่กาตาร์ ซึ่งก็ไม่ใช่ชาติสมาชิกของ ICC ด้วยเช่นกัน

นายยาห์ยา ซินวาร์ ผู้นำของกลุ่มฮามาส

ใครบ้างที่เคยถูก ICC ออกหมายจับ?

นับตั้งแต่ก่อตั้งมา ICC เคยออกหมายจับมาแล้วทั้งหมด 46 หมาย และมีการกักขังผู้ต้องหาไว้ที่ศูนย์กักกัน 21 คน ในจำนวนนี้เป็นบุคคล 17 คน รวมถึงนายวลาดิเมียร์ ปูติน และอดีตประธานาธิบดีซูดาน โอมาร์ อัล บาเชียร์ ซึ่งยังคงหลบหนีอยู่ โดยมี 7 ข้อหาที่ถูกยกเลิกไป เพราะเสียชีวิตแล้ว.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : Channelnewsasia, BBC

รัสเซียเริ่มซ้อมอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีใกล้ยูเครน อ้างตอบโต้ตะวันตก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787478

รัสเซียเริ่มซ้อมอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีใกล้ยูเครน อ้างตอบโต้ตะวันตก

22 พ.ค. 2567 06:58 น.

รัสเซียเริ่มซ้อมอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีใกล้ยูเครน อ้างตอบโต้ตะวันตก

รัสเซียประกาศเริ่มการฝึกซ้อมอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีในพื้นที่ใกล้ประเทศยูเครนแล้ว โดยอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้คำขู่ของชาติตะวันตก

กระทรวงกลาโหมของรัสเซีย เปิดเผยในวันอังคารที่ 21 พ.ค. 2567 ว่า กองทัพเริ่มการฝึกซ้อมอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี (tactical nuclear) ในเขตทหารภาคใต้ (Southern Military District) ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนยูเครนส่วนที่รัสเซียควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง แต่ไม่ระบุสถานที่ที่แน่ชัด

แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมบอกอีกว่า การฝึกซ้อมทางทหารดังกล่าวออกแบบมาเพื่อทดสอบความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์ของหน่วยต่อสู้ด้วยอาวุธที่ไม่ใช่นิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ (non-strategic nuclear) เพื่อตอบสนองและเพื่อรับรองความปลอดภัยของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของรัสเซียอย่างไม่มีเงื่อนไข

กระทรวงกลาโหมเสริมด้วยว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ยังเป็นการตอบสนองต่อถ้อยคำยั่วยุและคำขู่จากเจ้าหน้าที่ชาติตะวันตกบางคนด้วย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ออกคำสั่งให้กองทัพดำเนินการฝึกซ้อมอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี หลังจากตะวันตกออกแถลงการณ์ประณามเรื่องการโจมตีในยูเครนอย่างหนัก

หนึ่งในนั้นคือคำพูดของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งบอกว่าชาติสมาชิกนาโตไม่ควรตัดความเป็นไปได้เรื่องการส่งทหารไปช่วยยูเครน และคำพูดของนายเดวิด คาเมรอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ที่บอกว่า เคียฟมีสิทธิ์ยิงมิสไซล์ของชาติตะวันตกเข้าใส่ดินแดนของรัสเซีย

ทั้งนี้ เขตทหารภาคใต้ของรัสเซีย คือศูนย์บัญชาการการรบในยูเครนของพวกเขา มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง รอสตอฟ-ออน-ดอน ซึ่งห่างจากชายแดนยูเครน 60 กม. และมีอาณาเขตครอบคลุมถึงดินแดนของยูเครนที่รัสเซียผนวกเป็นของตัวเองทั้ง แคว้นไครเมีย, แคว้นโดเนตสก์, แคว้นเคอร์ซอน, แคว้นลูฮานสก์ และแคว้นซาปอริชเชีย

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังเผยแพร่วิดีโอ แสดงให้เห็นรถบรรทุกจรวดมิสไซล์เดินทางไปยังพื้นที่โล่งที่ระบบยิงมิสไซล์ถูกติดตั้งเอาไว้ และภาพทหารที่สนามบินกำลังเตรียมความพร้อมของเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งสามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้

พวกเขาระบุว่า นี่เป็น “ช่วงแรก” ของการฝึกซ้อม ซึ่งเป็นการฝึกบรรจุกระสุนใส่ยานพาหนะปล่อยจรวด, ขับเคลื่อนไปสู่จุดปล่อยที่กำหนด และบรรจุมิสไซล์ความเร็วเหนือเสียง ‘คินซาล’ ให้กับเครื่องบินรบ แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนรว่า จะมีการทดสอบยิงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คลื่นความร้อนเล่นงานเม็กซิโก ลิงขาดน้ำตกต้นไม้ตายเกือบ 100 ตัวแล้ว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787472

คลื่นความร้อนเล่นงานเม็กซิโก ลิงขาดน้ำตกต้นไม้ตายเกือบ 100 ตัวแล้ว

22 พ.ค. 2567 03:50 น.

คลื่นความร้อนเล่นงานเม็กซิโก ลิงขาดน้ำตกต้นไม้ตายเกือบ 100 ตัวแล้ว

เม็กซิโกกำลังเผชิญภัยแล้งกับคลื่นความร้อนรุนแรง ทำให้ลิงเสี่ยงสูญพันธุ์ร้อนตายไปเกือบ 100 ตัวแล้ว ขณะที่มนุษย์ก็เสียชีวิตนับสิบศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 พ.ค. 2567 ว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศเม็กซิโกกำลังเผชิญกับภัยแล้งและคลื่นความร้อนรุนแรง จนส่งผลให้ลิงหอนสีทอง (mantled howler) ซึ่งเป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ ในพื้นที่ป่าเขตร้อนทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ร้อนจนตกต้นไม้ตายเกือบ 100 ตัวแล้ว ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่รัฐทาบาสโก ซึ่งคาดกันว่าอุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะทะลุ 45 องศาเซลเซียสในสัปดาห์นี้ มีลิงหอนสีทองตกต้นไม้ตายถึง 85 ตัวแล้ว ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ขณะที่ทางการยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง โดยสำนักงานป้องกันพลเรือนเผยในช่วงสุดสัปดาห์ว่า สาเหตุการตายหลักคือภาวะขาดน้ำ แต่ไม่ยืนยันจำนวนลิงที่ตาย

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานในวันจันทร์ (20 พ.ค.) โดยอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวในสำนักงานป้องกันพลเรือนรัฐทาบาสโก ว่า เจ้าหน้าที่พบลิงตายเพราะอากาศร้อนใน 3 เขตเทศบาลแล้ว

ที่ป่านอกเมืองโคมัลกัลโก ของรัฐทาบาสโก ทีมอาสาสมัครเก็บซากลิงหอนสีทองที่ตายเพราะอากาศร้อนได้จำนวนมาก ก่อนจะวางถังน้ำและผลไม้ไว้ตามจุดต่างๆ หวังลดจำนวนการตายที่อาจเกิดขึ้นอีก

“มันเป็นเพราะว่าความร้อนรุนแรงเหลือเกิน ผมเยือนรัฐต่างๆ มานาน แต่ไม่เคยรู้สึกร้อนขนาดนี้มาก่อน” อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ประธานาธิบดีเม็กซิโก ซึ่งเป็นชาวรัฐทาบาสโก บอกกับสื่อเมื่อวันจันทร์ หลังถูกถามเรื่องลิงจำนวนมากที่ตายเพราะคลื่นความร้อน

ต่อมาในวันเดียวกัน กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเม็กซิโกก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขากำลังประสานความร่วมมือเพื่อลดจำนวนการตายของลิง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึง ลมแดด, ขาดน้ำ, ขาดสารอาหาร หรือการฉีดสารเคมีฟาร์มต่างๆ

คลื่นความร้อนยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อมนุษย์ด้วย โดยกระทรวงสาธารณสุขของเม็กซิโกเผยว่า นับตั้งแต่ฤดูร้อนของเม็กซิโกเริ่มขึ้นเมื่อ 17 มี.ค. จนถึงวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับความร้อนแล้วถึง 26 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้โดยสารสิงคโปร์แอร์ไลน์เล่านาทีระทึก เครื่องตกหลุมอากาศ ดับ 1 เจ็บอื้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787471

ผู้โดยสารสิงคโปร์แอร์ไลน์เล่านาทีระทึก เครื่องตกหลุมอากาศ ดับ 1 เจ็บอื้อ

22 พ.ค. 2567 02:35 น.

ผู้โดยสารสิงคโปร์แอร์ไลน์เล่านาทีระทึก เครื่องตกหลุมอากาศ ดับ 1 เจ็บอื้อ

ผู้โดยสารเครื่องบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เล่านาทีระทึก ตอนเครื่องตกหลุมอากาศอย่างรุนแรงจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และเสียชีวิต 1 ศพ และทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดฉุกเฉินที่ประเทศไทย

ผู้โดยสารเที่ยวบิน SQ321 ของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เผชิญหลุมอากาศรุนแรงโดยแทบไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เมื่อวันอังคารที่ 21 พ.ค. 2567 มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ในขณะที่เครื่องกำลังเดินทางจากกรุงลอนดอนใกล้ถึงจุดหมายที่ท่าอากาศยาน ชางงี ทำให้นักบินต้องตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางนเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิของไทย

ซาฟราน อัซเมียร์ นักศึกษาชาวมาเลเซียวัย 28 ปี เล่าช่วงเวลาเกิดเหตุให้สำนักข่าว รอยเตอร์ส ฟังว่า ตอนนั้นเหลือเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงจะถึงสิงคโปร์ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-300R ลำนี้เชิดหน้าขึ้น ก่อนจะเริ่มสั่น เขาจึงเตรียมตัวรับแรงกระแทก และตรวจสอบว่าตัวเองคาดเข็มขัดหรือยัง แต่มีผู้โดยสารหลายคนที่ไม่ได้คาด

“จู่ๆ เครื่องก็ดิ่งวูบอย่างรุนแรง จนทำคนที่นั่งอยู่แต่ไม่ได้คาดเข็มขัดถูกดีดขึ้นชนเพดานทันที บางคนหัวกระแทกกับช่องเก็บกระเป๋าโดยสารด้านบนจนบุบ บางคนชนกับส่วนที่เป็นดวงไฟกับพื้นที่เก็บหน้ากากจนแตก” อัซเมียร์กล่าว จากนั้น “ผู้คนก็ตกลงกับพื้น โทรศัพท์ของผมกระเด็นหลุดมือ ไปที่นั่งที่ห่างไป 2 ช่วง รองเท้ากระจัดกระจายไปทั่ว”

ตามการเปิดเผยของสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบิน SQ321 เผชิญหลุมอากาศรุนแรงอย่างกระทันหันขณะบินอยู่เหนือแม่น้ำอิรวดี ที่ความสูง 37,000 ฟุต หลังออกเดินทางจากกรุงลอนดอนได้ 10 ชั่วโมง ก่อนที่นักบินจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วเปลี่ยนเส้นทางไปยังกรุงเทพมหานคร แล้วลงจอดในเวลา 15.45 น.

เหตุการณ์นี้ทำให้ชายสูงวัยชาวสหราชอาณาจักรวัย 73 ปี เสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 30 คน หลายรายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ขณะที่ภาพห้องโดยสารซึ่งเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นความวินาศสันตะโร ถาดอาหารและสิ่งของต่างๆ กระจายเกลื่อนพื้น หน้ากากออกซิเจนห้อยต่องแต่ง และอุปกรณ์บางส่วนภายในห้องโดยสารเสียหาย

ผู้โดยสารอีกคนชื่อว่า แอนดรูว์ เดวีส เผยผ่าน X ว่า สัญญาณเตือนให้คาดเข็มขัดเปิดขึ้นมาก่อนที่เครื่องจะดิ่งไม่นาน “มีคนเจ็บมากมายเหลือเกิน ทั้งหัวแตก, เลือดกำเดาไหล, เลือดออกจากหู” ผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ส่วนลูกเรือพยายามสงบสติและทำทุกอย่างที่พวกเขาทำได้แล้ว และผู้โดยสารที่มีความรู้ทางการแพทย์ก็คอยช่วยเหลือคนอื่นๆ อย่างสุดความสามารถ

“ใครก็ตามที่ได้รับบาดเจ็บ คือคนที่ไม่ได้คาดเข็มขัด” นายเดวีสกล่าว

นายอัซเมียร์ระบุว่า ผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่ในห้องน้ำ คือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด “เราพบคนอยู่บนพื้นและไม่สามารถลุกขึ้นได้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะกับสันหลังเยอะมาก”

ด้านนาย อัลวิน ไล นักวิเคราะห์การบิน บอกกับสำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย ว่า เที่ยวบิน SQ321 น่าจะเผชิญกับหลุมอากาศท่ามกลางอากาศแจ่มใส (clear air turbulence – CAT) ซึ่งเรดาร์สภาพอากาศของเครื่องบินไม่สามารถตรวจจับได้

“ตามปกติแล้ว หลังอากาศจะเกิดจากการเคลื่อนตัวของเมฆ ซึ่งนักบินจะได้รับการแจ้งเตือนบนเรดาร์เพื่อที่พวกเขาจะได้เลี่ยงมัน หรือเตือนลูกเรือกับผู้โดยสารให้คาดเข็มขัดนิรภัย” นายอัลวิน ไล กล่าว “แต่เมื่อดูจากจำนวนผู้บาดเจ็บแล้ว ผมเชื่อว่า SQ321 เผชิญกับ CAT ซึ่งอาจทำให้เครื่องบินถูกเหวี่ยงอย่างรุนแรง”

นายไลเผยด้วยว่า หลุมอากาศเกิดหลังช่วงเวลาอาหารกลางวัน จึงคาดว่า มีผู้โดยสารหลายคนที่กำลังรอคิวเข้าห้องน้ำอยู่ ซึ่งนี่เองที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าชายเยอรมนีขึ้นศาล คดีวางแผนก่อรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787474

เจ้าชายเยอรมนีขึ้นศาล คดีวางแผนก่อรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาล

22 พ.ค. 2567 05:00 น.

เจ้าชายเยอรมนีขึ้นศาล คดีวางแผนก่อรัฐประหาร โค่นล้มรัฐบาล

เชื้อพระวงศ์ผู้ต้องสงสัยวางแผนโค่นล้มรัฐบาลเยอรมนี ถูกนำตัวขึ้นศาลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อันเป็นส่วนหนึ่งของการไต่สวนคดีใหญ่ เปิดโปงแผนของกลุ่มขวาจัดที่ต้องการบุกยึดรัฐสภา

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ไฮน์ริชที่ 13 เจ้าชายแห่งรอยส์ อายุ 72 ปี ถูกกล่าวหาว่า เป็นหนึ่งในแกนนำวางแผนโค่นล้มรัฐบาลเยอรมนี เพื่อที่ตัวเขาเองจะได้เป็นประมุขแห่งรัฐ โดยเขาถูกนำตัวขึ้นศาลความมั่นคงสูงในนครแฟรงก์เฟิร์ต ในวันอังคารที่ 21 พ.ค. 2567 พร้อมกับจำเลยอีก 8 คน ซึ่งรวมถึง อดีตผู้พิพากษา เบอร์กิต มัลแซค-วิงเคอมันน์ ผู้ที่จะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหากแผนการนี้สำเร็จ

จำเลยทั้ง 9 คนถูกตั้งข้อหาเป็นกบฏ และเชื่อว่าวางแผนที่จะโค่นรัฐบาลเยอรมนีเพื่อฟื้นคืนจักรวรรดิเยอรมันในอดีตขึ้นมาใหม่ โดยใช้ความรุนแรง ด้วยการบุกยึดอาคารรัฐสภาแห่งชาติ และลักพาตัวประธานาธิบดี แฟรงก์-วอลเตอร์ ชไตน์ไมเออร์

คดีนี้มีจำเลยรวมกันทั้งสิ้น 27 คน ถูกแยกกันไต่สวน 3 ศาลด้วยเหตุผลด้านการจัดการต่างๆ โดยการไต่สวนในวันอังคารนับเป็นการเปิดการไต่สวนศาลที่ 2 จากทั้งหมด 3 ศาลในเมืองสตุทท์การ์ต, แฟรงก์เฟิร์ต และมิวนิก ใช้ผู้พิพากษา 7 คน และจะมีการเบิกตัวพยานกว่า 2602 คน และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระหว่างการไต่สวนมากสุด 45 นาย รวมกันเป็นการไต่สวนคดีต่อต้านการก่อการร้ายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เยอรมนียุคใหม่

จำเลยคนอื่นๆ ยังรวมถึงนายแม็กซิมิเลียน เอแดร์ และ รือดิเกอร์ วอน เปสคาตอร์ ผู้ถูกกล่าวหาว่า เกลียดชังสถาบันรัฐเยอรมันและระเบียบพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาก

ทั้งนี้ แผนการโค่นล้มรัฐบาลนี้ถูกค้นพบในปี 2565 โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัยวางแผนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ว่าจะแทนที่รัฐบาลปัจจุบันด้วยสภาที่มีลักษณะคล้ายคณะรัฐมนตรี และปีกฝ่ายทหาร และใช้เงินไปกับการสะสมอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ เกือบ 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20 ล้านบาท)

อ่านข่าว : ส่องแผนรัฐประหารเยอรมนี ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามโค่นรัฐบาล?

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

วังอังกฤษอัปเดตเรื่องเจ้าหญิงเคทครั้งแรก ชี้ยังไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787468

วังอังกฤษอัปเดตเรื่องเจ้าหญิงเคทครั้งแรก ชี้ยังไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

22 พ.ค. 2567 00:52 น.

วังอังกฤษอัปเดตเรื่องเจ้าหญิงเคทครั้งแรก ชี้ยังไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจ

สำนักพระราชวังอังกฤษอัปเดตเรื่องเจ้าหญิงเคทเป็นครั้งแรก หลังจากพระองค์โพสต์วิดีโอเกี่ยวกับมูลนิธิของพระองค์ จนคนสงสัยว่า พระองค์กำลังจะกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจแล้วหรือไม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักพระราชวังเคนซิงตันมีอัปเดตเกี่ยวกับเจ้าหญิงเคทเป็นครั้งแรก หลังจากพระองค์เปิดเผยเรื่องการรักษาโรคมะเร็งเมื่อ 2 เดือนก่อน และแทบไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยตลอดช่วงปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าเจ้าหญิงเคทจะยังไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจในเร็วๆ นี้

การอัปเดตดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก เจ้าหญิงเคทกับเจ้าชายวิลเลียม พระสวามี โพสต์คลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมเมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 พ.ค. 2567 โดยเป็นวิดีโอโปรโมตที่จัดทำร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ‘ศูนย์เพื่อวัยเด็กตอนต้น’ (Royal Foundation Centre for Early Childhood) ที่เจ้าหญิงเคททรงก่อตั้งในปี 2564

ขณะที่สำนักข่าว บีบีซี รายงานด้วยว่า มูลนิธินี้เผยแพร่รายงานซึ่งเรียกร้องให้ธุรกิจต่างๆ ลงทุนเรื่องการช่วยเหลือครอบครัวที่เด็กอายุน้อยด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ยืดหยุ่นเรื่องเวลาทำงาน หรือช่วยเรื่องการเลี้ยงดูเด็ก และว่าเจ้าหญิงเคทได้รับแจ้งเรื่องรายงานฉบับนี้แล้วระหว่างที่พระองค์รับการรักษาโรคมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม วิดีโอนี้ทำให้เกิดกระแสบนโลกออนไลน์ว่า เจ้าหญิงเคทกำลังจะกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจแล้วหรือไม่ ส่งผลให้สำนักพระราชวังเคนซิงตันต้องออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับแผนในอนาคตของเจ้าหญิงเคท

“เจ้าหญิงเคทจะยังไม่กลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากทีมแพทย์ของพระองค์” โฆษกสำนักพระราชวังเคนซิงตันกล่าว “มูลนิธิ Early Childhood จะยังคงเป็นศูนย์กลางพระกรณียกิจสาธารณะของพระองค์ต่อไป”

นี่เป็นการอัปเดตอย่างเป็นทางการครั้งแรกเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งของเจ้าหญิงเคท นับตั้งแต่พระองค์เปิดเผยเรื่องการประชวรในเดือนมีนาคม โดยครั้งสุดท้ายที่มีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ คือตอนที่เจ้าชายวิลเลียมทรงบอกกับสื่อเมื่อเดือนเมษายนว่า พระชายากับลูกๆ ของพระองค์สบายดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สุดน่ากลัว เผยสิงคโปร์แอร์ไลน์ ดิ่งวูบ 6,000 ฟุต ตาย 1 ศพ ลงจอดสุวรรณภูมิ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787407

สุดน่ากลัว เผยสิงคโปร์แอร์ไลน์ ดิ่งวูบ 6,000 ฟุต ตาย 1 ศพ ลงจอดสุวรรณภูมิ

21 พ.ค. 2567 19:52 น.

สุดน่ากลัว เผยสิงคโปร์แอร์ไลน์ ดิ่งวูบ 6,000 ฟุต ตาย 1 ศพ ลงจอดสุวรรณภูมิ

เผยสิงคโปร์แอร์ไลน์ เผชิญสภาพอากาศแปรปรวน  เพดานบินวูบ 6 พันฟุตในเวลา 4 นาที หลังบินข้ามทะเลอันดามัน ใกล้ถึงน่านฟ้าไทย เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย บาดเจ็บหลายคน ขอลงจอดฉุกเฉินสนามบินสุวรรณภูมิ

สื่อต่างประเทศรายงานสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบิน SQ321 นำผู้โดยสาร 211 คนและลูกเรือ 18 คน ออกจากสนามบินในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปลายทางสนามบินชางงีในสิงคโปร์เผชิญสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงระหว่างการเดินทาง เป็นเหตุให้ผู้โดยสารเสียชีวิตอย่างน้อยหนึ่งราย และได้รับบาดเจ็บหลายคน และทำให้กัปตันต้องนำเครื่องบินลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในประเทศไทย เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 21 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

เว็บไซต์แชนแนลนิวส์เอเชีย สื่อภาษาอังกฤษในสิงคโปร์รายงานว่า มีข้อมูลเข้ามามากขึ้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเครื่องบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ โดยข้อมูลจาก Flight tracking ระบุว่า เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777-300ER ได้ตกวูบลงไปถึง 6,000 ฟุต ภายใน 4 นาที ซึ่งเกือบ 1.8 กิโลเมตร ตอนเวลา 4.06- 4.11 น. ซึ่งทำให้เพดานบินเปลี่ยนแปลงจากระดับ 37,000 ฟุต ลงไปอยู่ที่ 31,000 ฟุต

ขณะที่เดลี่เมลรายงานว่า หลังจากที่เครื่องบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ลำนี้เดินทางจากลอนดอนมาได้ 11 ชั่วโมง เครื่องบินได้ตกวูบจากระดับความสูงประมาณ 37,000 ฟุต มาอยู่ที่ 31,000 ฟุต และสามารถบินข้ามน่านฟ้าเหนือทะเลอันดามัน และใกล้ถึงน่านฟ้าประเทศไทย

มีผู้โดยสารหลายคนที่อยู่ในอาการตกใจเปิดเผยว่าได้รับการแจ้งเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนที่เครื่องบินจะตกวูบแบบทันที ซึ่งผู้โดยสารที่ไม่คาดเบลต์ จะทำให้ศีรษะกระแทกช่องเก็บสิ่งของสัมภาระด้านบนเหนือที่นั่ง

ด้านบีบีซีรายงาน Mr.Chee Hong Tat รมว.คมนาคมของสิงคโปร์ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กว่าเขาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งหลังทราบว่าเกิดเหตุการณ์รุนแรงบนเครื่องบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบิน SQ321 จากลอนดอนมายังสิงคโปร์ โดยรัฐบาลสิงคโปร์พร้อมจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้โดยสารและครอบครัวที่ประสบเหตุในครั้งนี้ 

ที่มา : Dailymail, Channelnewsasia

ช็อก สิงคโปร์แอร์ไลน์ออกแถลงการณ์ ลงจอดฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ ผู้โดยสารตาย 1

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787384

ช็อก สิงคโปร์แอร์ไลน์ออกแถลงการณ์ ลงจอดฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ ผู้โดยสารตาย 1

21 พ.ค. 2567 18:04 น.

ช็อก สิงคโปร์แอร์ไลน์ออกแถลงการณ์ ลงจอดฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ ผู้โดยสารตาย 1

(ภาพประกอบ)

สิงคโปร์แอร์ไลน์ ออกแถลงการณ์ เที่ยวบิน SQ321 จากลอนดอน สู่สิงคโปร์ เผชิญสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง มีผู้เสียชีวิตบนเครื่องบิน 1 ราย และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ต้องขอลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ออกแถลงการณ์เที่ยวบิน SQ321 จากลอนดอน สู่สนามบินชางงี ในสิงคโปร์ เผชิญสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงระหว่างการเดินทาง ทำให้ผู้โดยสารคนหนึ่งเสียชีวิตบนเครื่องบิน และได้รับบาดเจ็บหลายคน เป็นเหตุให้เครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 21 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ แจ้งผ่าน X ว่า ทางสายการบินสามารถยืนยันว่ามีผู้บาดเจ็บหลายคน และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บนเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ซึ่งทางสายการบินขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้โดยสารที่เสียชีวิต

ทั้งนี้ เครื่องบินโดยสาร 777-300ER ได้นำผู้โดยสาร 211 คน และลูกเรือ 18 คน รวม 229 คน เดินทางจากสนามบินลอนดอน มุ่งสู่สนามบินชางงี ในประเทศสิงคโปร์ แต่ต้องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังเกิดเหตุ

ที่มา : abc

ชาวอิหร่านหลายหมื่นคนเนืองแน่น อาลัย ปธน.ราอีซี เสียชีวิต เหตุ ฮ.ตก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787365

ชาวอิหร่านหลายหมื่นคนเนืองแน่น อาลัย ปธน.ราอีซี เสียชีวิต เหตุ ฮ.ตก

21 พ.ค. 2567 17:59 น.

ชาวอิหร่านหลายหมื่นคนเนืองแน่น อาลัย ปธน.ราอีซี เสียชีวิต เหตุ ฮ.ตก

ชาวอิหร่านหลายหมื่นคนยืนเนืองแน่นสองฝั่งถนนในเมืองทาบรีซ ร่วมแสดงความอาลัยแด่ประธานาธิบดีราอีซี และผู้เสียชีวิตอีก 7 ราย จากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกบนภูเขา ในเขตจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออก จนช็อกทั้งประเทศ

ชาวอิหร่านหลายหมื่นร่วมอาลัยต่อการจากไปของประธานาธิบดีอิบราฮิม ราอีซี แห่งอิหร่าน และผู้เสียชีวิตอีก 7 ราย จากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก รวมทั้ง รมว.ต่างประเทศ (ทางการอิหร่านปรับลดจำนวนผู้เสียชีวิตเป็น 8 ราย จากก่อนหน้านี้ที่แจ้งว่ามีผู้เสียชีวิต 9 ราย) ที่เมืองทาบรีซ เมืองเอกของจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่าน ขณะที่ทางการอิหร่านได้จัดพิธีศพเป็นครั้งแรก ให้กับประธานาธิบดีราอีซี และผู้เสียชีวิตอีก 7 ราย หลังจากสามารถกู้ศพออกมาจากจุดเกิดเหตุได้แล้วทั้งหมด 

หลังจากเสร็จพิธีศพที่เมืองทาบรีซแล้ว ทางการอิหร่านจะมีการส่งศพของประธานาธิบดีราอีซี ซึ่งเสียชีวิตในวัย 63 ปี และนายฮอสเซน อามีร์ อับดุลลาเฮียน รมว.ต่างประเทศของอิหร่าน ซึ่งจากไปด้วยวัย 60 ปี กลับไปยังกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน จากนั้นคาดว่าจะมีการนำร่างของประธานาธิบดีราอีซี ไปประกอบพิธีฝังศพ ที่บ้านเกิดในเมืองแมชแฮด เมืองใหญ่อันดับสองของอิหร่านต่อไป

ทั้งนี้ ชาวอิหร่านต้องช็อกตกใจกันทั้งประเทศ เมื่อเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งกำลังนำประธานาธิบดีราอีซี และคณะเจ้าหน้าที่ เดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองทาบรีซ หลังเสร็จพิธีร่วมเปิดเขื่อน บริเวณพรมแดนติดกับประเทศอาเซอร์ไบจาน ได้ประสบเหตุตกบนภูเขา ในเขตจังหวัดอาเซอร์ไบจาน เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา และได้จัดทีมกู้ภัยกว่า 70 ทีม ในการไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ และต้องใช้เวลานานนับ 12 ชั่วโมง จึงสามารถไปถึงจุดเกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

ที่มา :Aljazeera

สุดช็อก นักวิจัยพบไมโครพลาสติกในอัณฑะผู้ชาย พบในตัวอย่าง 100% ที่นำมาตรวจ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2787216

สุดช็อก นักวิจัยพบไมโครพลาสติกในอัณฑะผู้ชาย พบในตัวอย่าง 100% ที่นำมาตรวจ

21 พ.ค. 2567 16:39 น.

สุดช็อก นักวิจัยพบไมโครพลาสติกในอัณฑะผู้ชาย พบในตัวอย่าง 100% ที่นำมาตรวจ

นักวิจัยเผยผลการตรวจสอบเนื้อเยื่ออัณฑะผู้ชาย และของสุนัขเลี้ยง พบไมโครพลาสติกถึง 100% ของตัวอย่าง เชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับกรณีที่จำนวนอสุจิที่ลดลงในร่างกายผู้ชายทั่วโลกเป็นเวลาต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2567 เว็บไซต์ข่าว The Guardian รายงานอ้างคำเปิดเผยของศาสตราจารย์เสี่ยวจง หยู จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ในสหรัฐฯ ที่ระบุว่า พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในเนื้อเยื่อลูกอัณฑะของมนุษย์ โดยพบถึง 100% ของตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบ และมีความเป็นไปได้ที่มันอาจเชื่อมโยงกับจำนวนอสุจิที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในผู้ชายทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์หยูกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบตัวอย่างเนื้อเยื่ออัณฑะของมนุษย์ จำนวน 23 ชิ้น และตัวอย่างเนื้อเยื่ออัณฑะจากสุนัขเลี้ยง 47 ชิ้น ผลออกมาว่า พบมลพิษไมโครพลาสติกในทุกตัวอย่าง ศาสตราจารย์หยูกล่าวว่า ในตอนแรกนักวิจัยเกิดความสงสัยว่าไมโครพลาสติกสามารถแทรกซึมเข้าไปในระบบสืบพันธุ์ได้หรือไม่ และเมื่อได้รับผลการตรวจสุนัขครั้งแรก ก็ต่างพากันรู้สึกประหลาดใจ แต่ยิ่งประหลาดใจมากยิ่งขึ้น เมื่อได้รับผลการวิจัยจากตัวอย่างเนื้อเยื่อของมนุษย์

โดยผลการศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Toxicological Sciences เกี่ยวข้องกับการละลายตัวอย่างเนื้อเยื่อ และวิเคราะห์พลาสติกที่เหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบว่าผลการทดสอบนี้สัมพันธ์กับจำนวนอสุจิที่ลดลงหรือไม่สำหรับลูกอัณฑะของมนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากนักวิจัยต้องใช้เนื้อเยื่อของมนุษย์อายุระหว่าง 16-88 ปีที่เสียชีวิตแล้ว และถูกเก็บรักษาไว้ ทำให้ไม่สามารถวัดจำนวนอสุจิได้ 

อย่างไรก็ตาม สามารถประเมินจำนวนอสุจิในอัณฑะของสุนัขได้และพบว่ามันลดลงในกลุ่มตัวอย่างที่มีการปนเปื้อนด้วยไมโครพลาสติกสูงกว่า โดยการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์การปนเปื้อนไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบสืบพันธุ์และปริมาณอสุจิที่ลดลง แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า ไมโครพลาสติกทำให้จำนวนอสุจิลดลง

นักวิจัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาจำนวนอสุจิในผู้ชายลดลงมานานหลายทศวรรษ โดยเป็นผลมาจากมลภาวะทางเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง และเมื่อเร็วๆ นี้ ไมโครพลาสติกยังถูกค้นพบในเลือดของมนุษย์ รก และน้ำนมแม่ ซึ่งบ่งชี้ว่าร่างกายของมนุษย์มีการปนเปื้อนอย่างกว้างขวาง ขณะที่ผลกระทบต่อสุขภาพยังไม่ทราบแน่ชัด แต่จากการทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า ไมโครพลาสติกก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ของมนุษย์

โดยอนุภาคอาจฝังอยู่ในเนื้อเยื่อและทำให้เกิดการอักเสบได้ เช่นเดียวกับอนุภาคมลพิษทางอากาศ หรือสารเคมีในพลาสติกก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แพทย์ออกมาเตือนถึงผลกระทบที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หลังจากพบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมากต่อโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย และการเสียชีวิตก่อนหน้านี้ในผู้ที่มีหลอดเลือดปนเปื้อนด้วยพลาสติกขนาดเล็กจิ๋ว

ทั้งนี้ ขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลถูกทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม และไมโครพลาสติกได้ก่อให้เกิดมลพิษไปทั่วโลก ตั้งแต่ยอดเขาเอเวอเรสต์ ไปจนถึงมหาสมุทรที่ลึกที่สุด และเป็นที่ทราบกันว่าผู้คนบริโภคอนุภาคเล็กๆ ผ่านทางอาหารและน้ำ ตลอดจนหายใจเข้าไปด้วย.