ชูสหกรณ์ฯโพธารามต้นแบบร้านค้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802231

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เป็น 1 ใน 11 สหกรณ์ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ตัวอย่างการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบ ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ โดยปีงบประมาณ 2566 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านค้าให้ทันสมัยมากขึ้น

ปัจจุบันสหกรณ์ดังกล่าวมีสมาชิกทั้งหมด 2,806 ราย สินค้าจัดจำหน่ายในร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ข้าวสารและสินค้าอุปโภค-บริโภค แต่ละเดือนยอดขายให้สมาชิกในรูปเงินสดและให้สินเชื่อ เฉลี่ยเดือนละ 3-4 แสนบาท ทั้งนี้การให้บริการของซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จะให้บริการกับทั้งสมาชิกสหกรณ์ลูกหลานสมาชิก 70% และประชาชนทั่วไป 30% มี 3 ช่องทาง คือหน้าร้านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์, เฟซบุ๊ก : สหกรณ์การเกษตรโพธาราม และไลน์ :@coopphotaram ทั้งแนะนำสินค้า รับจองล่วงหน้า เยี่ยมเยียนผู้ผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงสร้างซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์สาขาย่อยในชุมชนอีก 4 แห่ง

“จากการดำเนินการตลอดเวลาที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าช่วงก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เดิมสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัดมียอดขายสินค้าอยู่ในระดับค่อนข้างน้อย แต่ปัจจุบันมียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นวันละ 1-2 หมื่นบาท เพราะสหกรณ์ฯ สามารถจัดหาสินค้าต้นทุนต่ำ มีคุณภาพและเป็นสินค้าสมาชิกมีความต้องการใช้อุปโภค-บริโภค อีกทั้งมีบริการรับเปลี่ยนสินค้าคืนหากสินค้าไม่มีคุณภาพที่เหมาะสม มีการให้บริการสะดวก รวดเร็ว สนองความต้องการของสมาชิกได้ทันที เปรียบเทียบได้จากยอดขายสินค้าอุปโภค-บริโภคและข้าวสาร ปี 2565 สมาชิกเข้ารับบริการ 850 ราย/ปี มูลค่ายอดขาย 6 ล้านบาท เป็นบุคคลภายนอก 150 ราย/ปี มูลค่ายอดขาย 4 แสนบาท แต่ในปี 2566มีมูลค่ายอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 6.11 ล้านบาท” นายวิศิษฐ์ กล่าว

เวสทิน โฮเทลส์ฯ เปิดตัวเตียงนอนรุ่นใหม่ Heavenly® Bed ตอกย้ำชื่อเสียงด้านการมอบประสบการณ์การนอนที่ดีที่สุด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802318

เวสทิน โฮเทลส์ฯ เปิดตัวเตียงนอนรุ่นใหม่ Heavenly® Bed ตอกย้ำชื่อเสียงด้านการมอบประสบการณ์การนอนที่ดีที่สุด

เวสทิน โฮเทลส์ฯ เปิดตัวเตียงนอนรุ่นใหม่ Heavenly® Bed ตอกย้ำชื่อเสียงด้านการมอบประสบการณ์การนอนที่ดีที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.38 น.

เวสทิน โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท ตอกย้ำชื่อเสียงด้านการมอบประสบการณ์การนอนที่ดีที่สุด ด้วยการเปิดตัวเตียงนอนรุ่นใหม่ Heavenly® Bed ทั่วโลก

เมื่อการนอนมีบทบาทสำคัญต่อการตื่นตัวในด้านสุขภาพและสุขภาวะในวงกว้างขึ้น เวสทินจึงทุ่มเทยกระดับประสบการณ์การนอนหลับด้วยเตียงนอนที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ดีไซน์ทันสมัยขึ้น พร้อมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาวะที่ได้รับการยกย่องระดับโลก

เวสทิน โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท แบรนด์ซึ่งพัฒนาชื่อเสียงความสำเร็จจากการส่งมอบการนอนหลับฟื้นฟูแก่ผู้เข้าพัก อันเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์โรงแรมชั้นนำในพอร์ตฟอลิโอของ แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) กว่า 30 แบรนด์ เปิดตัว Heavenly® Bed เตียงนอนรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับชั้นนำ รวมถึงพนักงานเวสทินและแขกผู้เข้าพัก เตียงนอนล้ำยุครุ่นใหม่นี้ช่วยเสริมสร้างพันธกิจและแนวทางด้านสุขภาพแบบองค์รวม 360 องศาของแบรนด์ ทั้งยังเสริมพลังให้นักเดินทางที่ชาญฉลาดสามารถรักษาและยกระดับสุขภาวะขณะเดินทางได้อีกด้วย

ในฐานะแบรนด์ด้านสุขภาพที่โดดเด่นในแวดวงโรงแรม เวสทินให้ความสำคัญกับการนอนหลับมาอย่างยาวนาน นักเดินทางหลายคนมองว่าการนอนหลับสบายและได้พักผ่อนเต็มที่ตลอดคืนกลายเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์การเดินทางโดยรวม ซึ่งเวสทินทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มาหลายทศวรรษ การให้ความสำคัญกับคุณภาพการนอนหลับที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ผู้คนแสวงหาแนวทางใหม่เพื่อยกระดับประสบการณ์การนอนหลับเมื่อเดินทาง ดังจะเห็นได้จากอุตสาหกรรมการนอนที่กำลังเฟื่องฟู คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 Heavenly® Bed รุ่นเดิมไม่เพียงแต่ช่วยปูทางสู่การมอบความสบายที่เหนือชั้นให้กับนักเดินทางเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคในการนำประสบการณ์การนอนหลับกลับไปใช้ที่บ้าน โดยมียอดจำหน่ายเตียง Heavenly® Bed มากกว่า 500,000 เตียงนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์ Westin Store

เวสทินได้รับแรงผลักดันจากความสำเร็จอันยาวนานและชื่อเสียงอันทรงเกียรติ จึงได้ริเริ่มโครงการต่อเนื่องหลายปีเพื่อยกระดับประสบการณ์การนอนหลับของแขกผู้เข้าพักและยกระดับสุขภาวะของนักเดินทางผู้มาเยือนโรงแรมและรีสอร์ทในเครือกว่า 240 แห่งทั่วโลก

“การเปิดตัว Heavenly® Bed รุ่นเดิมในปี 2542 ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม และปัจจุบันเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเราในการมอบประสบการณ์การนอนหลับที่ดีที่สุดให้แก่แขกผู้เข้าพักทั่วโลก ท่ามกลางวัฒนธรรมที่ยกย่องความขยันขันแข็งและการเพิ่มผลผลิตมาอย่างยาวนาน เวสทินตระหนักดีว่าการนอนหลับอย่างสบายนั้นสำคัญต่อสุขภาวะโดยรวมของแขกผู้เข้าพัก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม Heavenly® Bed อันโด่งดังของเรา จึงได้รับความนิยมจากนักเดินทางมาหลายทศวรรษ” ไบรอัน โพวิเนลลี รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายการตลาดและแบรนด์ระดับโลก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “เราเข้าใจฐานแฟนที่เหนียวแน่นของเตียงรุ่นเดิมที่มีมาหลายปี เป้าหมายของเราคือการรับฟังและทบทวนประสบการณ์ของแขกผู้เข้าพักและพนักงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการปรับปรุงทุกอย่างนั้นมาจากความตั้งใจและก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างแท้จริง เรามั่นใจว่าจะสามารถทำได้เกินความคาดหมายของทั้งแขกผู้เข้าพักประจำและแขกผู้เข้าพักใหม่ของเวสทินทั่วโลก และยกระดับมาตรฐานความสะดวกสบายให้แก่แขกผู้เข้าพักของเราอีกครั้ง”

เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานใหม่แห่งความเป็นเลิศด้านการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพขณะเดินทาง กระบวนการพัฒนาอันสำคัญของเวสทินครอบคลุมการทดสอบผลิตภัณฑ์หลายพันรายการ การจัดกลุ่มโฟกัสลูกค้าและการรับฟังความคิดเห็นจากพนักงานในโรงแรม รวมถึงการวิจัยเกี่ยวกับวิวัฒนาการของความสบายในการนอนและเทคโนโลยี ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย และความมุ่งมั่นอันกว้างขวางที่จะพัฒนาประสบการณ์การนอนหลับที่ดีของเวสทิน (Westin Sleep Well) อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ที่นอนส่วนบนที่นุ่มสบายผสานนวัตกรรมเส้นใยเงิน ไปจนถึงชั้นเมมโมรี่โฟมผสมเจลควบคุมอุณหภูมิที่เพิ่มเข้ามา ที่นอน Heavenly® Bed รุ่นใหม่ มอบประสบการณ์การนอนที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังมีการปรับปรุงวัสดุและการออกแบบเครื่องนอนอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนประกอบของเครื่องนอนทั้งหมดได้รับการยกระดับให้เป็นวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ และผ้านวมผสมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนั้นทำจากวัสดุผสมผสานแบบเฉพาะ ห่อด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ซึ่งออกแบบมาเพื่อควบคุมอุณหภูมิและช่วยให้แขกผู้เข้าพักรู้สึกเย็นสบายตลอดคืน เตียง Heavenly® Bed รุ่นใหม่ แทนที่สไตล์สีขาวล้วนของรุ่นเดิมด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัยของเวสทิน พร้อมผ้าห่มสีถ่านและขอบกว้างเต็มผืนบนปลอกหมอน เพื่อมอบความรู้สึกอบอุ่นสบายเหมือนอยู่บ้านและดูนุ่มเบาเหมือนปุยเมฆ ส่วนผ้าห่มทออย่างประณีตมีลวดลายโทนเดียวกัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหลักการออกแบบที่เชื่อมโยงธรรมชาติของแบรนด์ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นทั้งผ้าห่มเพิ่มความอบอุ่นและผ้าคลุมเตียงที่สวยงามเหมือนอยู่บ้าน การปรับปรุงการออกแบบเพิ่มเติม ได้แก่ ผ้าซาตินเนื้อด้านธรรมชาติ และการยกเลิกกระโปรงเตียงกับหมอนข้าง สะท้อนถึงประสบการณ์การนอนหลับที่ทันสมัยยิ่งขึ้นและความสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้เข้าพัก

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ The Westin Heavenly Bed และแนวทางส่งเสริมสุขภาวะแบบ 360 องศาของแบรนด์ ได้ที่ http://www.westin.marriott.com

-(016)

ICS Lifestyle Complex ชวนอิ่มอร่อยทุกมื้อ กับแคมเปญ ‘ICS POINT for PRIZE’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802315

ICS Lifestyle Complex ชวนอิ่มอร่อยทุกมื้อ กับแคมเปญ 'ICS POINT for PRIZE'

ICS Lifestyle Complex ชวนอิ่มอร่อยทุกมื้อ กับแคมเปญ ‘ICS POINT for PRIZE’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.36 น.

ICS Lifestyle Complex ชวนอิ่มอร่อยทุกมื้อกับร้านอาหารมากมาย ยิ่งอิ่ม ยิ่งคุ้ม กับแคมเปญ “ICS POINT for PRIZE” รับความสุขทุกแสตมป์ แลกรางวัลแบบดับเบิ้ล ตั้งแต่วันนี้ – 3 มิ.ย. 67

ICS Lifestyle Complex (ตรงข้ามไอคอนสยาม) ตอกย้ำแลนด์มาร์กใหม่ย่านฝั่งธนบุรี เชื่อมต่อประสบการณ์ระดับโลก ครบครันทุกมิติ มอบโปรโมชั่นยิ่งอิ่ม ยิ่งคุ้ม กับแคมเปญพิเศษสำหรับคนรักการกิน ICS Point for Prize เพียงสะสมใบเสร็จจากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มร้านใดก็ได้ภายใน ICS ให้ครบ 300 บาท แลกรับแสตมป์ใน LINE 1 ดวงเพื่อสะสมและนำมาแลกรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย

ก่อนจะไปรับสิทธิ์แสตมป์ ICS Lifestyle Complex ขอนำเสนอร้านอาหารมากมายให้ทุกท่านได้มาอิ่มอร่อยพร้อมรวบรวมใบเสร็จได้ทุกวัน เริ่มที่ชั้น G  แนะนำร้าน OMU Japanese Omurice & Café ร้านข้าวห่อไข่ลาวาที่กลายเป็น Comfort Food ของใครหลายคนไปแล้ว แต่ล่าสุดอีกหนึ่งเมนูเด็ด นั่นคือสปาเก็ตตี้หมูกับเห็ดซอสโชยุบัตเตอร์ ท็อปด้วยไข่ออนเซ็น อีกหนึ่งจานแนะนำคือข้าวห่อไข่ที่ท็อปทงคัตสึหมูทอด นอกจากนี้ยังมีร้าน getfresh ร้านอาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพ ที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่ มีเมนูเพื่อสุขภาพที่มีตั้งแต่ สลัดผัก จัดเต็มกับน้ำสลัดให้เลือกถึง 13 แบบ ไปจนถึงเครื่องดื่มสมูทตี้ หรือของหวานเพื่อสุขภาพ  และยังมีร้าน Mom’s Touch ร้านไก่ทอดต้นตำรับจากเกาหลี แนะนำเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ไธเฟล็กซ์ เบอร์เกอร์ (Thigh Flex burger) เบอร์เกอร์สะโพกไก่ทอดชิ้นใหญ่ 2 ชิ้น และแนะนำร้านเบอร์เกอร์สัญชาติญี่ปุ่น Mos Burger มีสารพัดเมนูให้เลือก สำหรับสายหวานแนะนำ Olino Crepe & Tea มีเมนูเครปหลากหลายทั้งเครปคาว หรือเครปหวาน และร้านเปิดใหม่อย่าง K-ZY SWEETHERY  (เคซี่ สวีทเทอรี่) ร้านขนมหวานที่มีเมนูขนมอบขึ้นชื่อ พร้อมแนะนำ เมนูไอศกรีมโฮมเมดที่มีรสชาติให้เลือกมากมาย รวมถึงรสชาติขนมไทยที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร หรือจะแวะซื้อเครื่องดื่มดับร้อนที่ร้านกาแฟอินทนิล หรือร้านใหม่ล่าสุดกับร้านชาผลไม้ระดับพรีเมี่ยม STAR ELEPHANT ชั้น 1

ยังมีร้านกาแฟ Rep Coffee ชั้น 3 ที่คอฟฟี่เลิฟเวอร์ตัวจริงต้องลอง “นครเลิศรส” กับสารพัดเมนูที่แซ่บถูกปากคนไทย เมนูแนะนำคือก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิวออสเตรเลียที่เสิร์ฟมาแบบแน่นๆ จุกๆ นอกจากงานเนื้อ ก็ยังมียำข้าวโพดหวานท็อปด้วยแซลมอนก็คือจัดจ้านในย่านคลองสานจริงๆ หรือเมนูส้มตำ ไก่ทอด ให้เลือกอิ่มอร่อยได้ทุกมื้อ และยังมีร้านซานตาเฟ่ และเตี๋ยวเรือเสาวรีย์อีกด้วย

นอกจากนี้ที่ชั้น 4 ยังมีร้าน “เฮียเล็ก เกาเหลาหมูสามอย่าง” แนะนำ Signature Menu ที่ใครๆ ก็ต้องสั่ง คือ “เกาเหลาหมูสามอย่าง” หรืออีกสองจานเด็ด “หมูกรอบคั่วพริกเกลือ” และ “บะช่อคั่วกระเทียม” ที่ทุกคนห้ามพลาดเช่นกัน  “Katei Shabu” กับเมนูชาบูและสุกี้น้ำดำแบบคันไซของญี่ปุ่น เน้นวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม โดยเฉพาะเนื้อชั้นดีที่มีให้เลือกหลากหลาย รวมถึงเมนูหมูสุดพิเศษที่นำมาให้ชิมอย่างจุใจ ทั้งหมูดำคาโกชิม่าและหมูดำคุโรบูตะ จะสายเนื้อหรือสายหมูก็ฟินแน่นอน นอกจากนี้ยังมีซูชิ ซาชิมิ และข้าวหน้าต่าง ๆ ให้ได้ลิ้มลอง “เอี่ยวไถ่สุกี้โบราณ” ตำนานความอร่อยกว่า 60 ปี ที่ใครมาแล้วต้องสั่งสุกี้โบราณสูตรจีนแต้จิ๋วที่มีความเด็ดดีตรงน้ำจิ้มผสมเต้าหู้ยี้ ให้รสละมุนคุ้นลิ้นรุ่นใหญ่ ถูกใจรุ่นเล็ก “You & I Premium Suki Buffet” บุฟเฟต์ขวัญใจคนรักสุกี้ชาบู ด้วยมาตรฐานระดับพรีเมี่ยมที่คัดสรรแต่วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมมาให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิวเกรดพิเศษ หมูคุโรบุตะนุ่มลิ้น กุ้งแชบ๊วยเนื้อแน่น พร้อมทัพของอร่อยที่ขนมาทั้งปลาไหลย่างซีอิ๊ว คานิมิโซะ หอยนางรม ปลาแซลมอน หอยเชลล์ ไข่ปลาหมึก ฯลฯ เข้ากันดีกับน้ำซุปและชุดผักจัดเต็ม ร้าน GoGo Gyoza & Ramen เมนูแนะนำเช่น ชิโอะราเมง สูตรเด็ดของน้ำซุบอยู่ที่เครื่องทะเล 5 ชนิด เช่น หอยตลับญี่ปุ่น หอยเชลล์ตากแห้ง ปลาแห้ง หรือคอมบุ นำมาเคี่ยวจนได้ซุปที่ใส รสชาติละมุนและให้กลิ่นทะเลเพิ่มความสดชื่น เสิร์ฟพร้อมหมูชาชู เนื้อนุ่ม ไม่ติดมันมาก เมนูต่อมาที่คนรักเนื้อห้ามพลาดกับ โชยุวากิวทรัฟเฟิล นุ่มละมุนลิ้น หอมมันด้วยเนื้อออสเตรเลียวากิว เข้ากับตัวน้ำซุปได้เป็นอย่างดี หอมกลิ่นทรัฟเฟิล ให้มิติในการรับรสชาติให้อร่อยอย่างลงตัว อีกหนึ่งเมนูห้ามพลาดคือ ทงคตซึราเมง น้ำซุบเข้มข้น รสเด็ดที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกหมู ที่ให้รสชาติเข้มข้นและกลมกล่อม

เมื่ออิ่มอร่อยกับร้านอาหารต่างๆมากมายแล้ว อย่าลืมสะสมแสตมป์ เพื่อรับของรางวัล โดยสามารถสะสมได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 67 – 3 มิ.ย. 67 โดยมีขั้นตอนร่วมแคมเปญสุดคุ้มง่ายๆ  ดังนี้ 

 ขั้นตอนที่ 1 หาร้านที่ใช่และเมนูที่ชอบ จากนั้นสั่งได้เลยแล้วเก็บใบเสร็จไว้ให้ดี เพราะใบเสร็จจากการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มใน ICS ทุก 300.- นำมาแลกรับแสตมป์ได้ 1 ดวง

ขั้นตอนที่ 2 นำใบเสร็จจากการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มมาแลกรับแสตมป์ได้ 1 ดวง ที่เคาน์เตอร์ Information ชั้น G เวลา 10:00 – 22:00 น. และ ชั้น 2 เวลา 12:00 – 20:00 น.

 ขั้นตอนที่ 3 สะสมแล้ว สะสมต่อ

                – สะสมครบ 1 ดวงแลกรับกระเป๋าผ้า ICS     

– สะสมครบ 4 ดวง แลกรับคูปองส่วนลดจาก Lotus Prive 150 บาท สำหรับการซื้อสินค้าครั้งต่อไป

ขั้นต่ำ 300 บาท

                 – สะสมครบ 8 ดวง แลกรับคูปองส่วนลดจาก Lotus Prive 400 บาท สำหรับการซื้อสินค้าครั้งต่อไป

ขั้นต่ำ 800 บาท

                – สะสมครบ 20 ดวง แลกรับสิทธิ์ร่วมทำกิจกรรมสุดพิเศษ! Exclusive Fan Meet กับคู่รักนักหยุม จูเนียร์

กาจบัณฑิต และฟลุ๊คจ์ พงศภัทร์ จากซีรีส์คุณได้ไปต่อ (จำกัด 100/สิทธิ์ ตลอดรายการ)

ICS Lifestyle Complex ยังมีร้านอาหารอร่อยอีกมากมาย ที่พร้อมให้คุณอิ่มอร่อยได้ทุกมื้อ และเมื่ออิ่มแล้วอย่าลืมสะสมแสตมป์ เพื่อรับของรางวัลกับแคมเปญยิ่งอิ่ม ยิ่งคุ้ม “ICS POINT for PRIZE” ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 67 – 3 มิ.ย. 67

-(016)

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘เรื่องข้าวชาวเกษตร’ จัดเต็มองค์ความรู้ด้านข้าว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802314

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘เรื่องข้าวชาวเกษตร’ จัดเต็มองค์ความรู้ด้านข้าว

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ชวนเที่ยวงาน ‘เรื่องข้าวชาวเกษตร’ จัดเต็มองค์ความรู้ด้านข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.34 น.

วันที่ 4 – 5 พฤษภาคมนี้ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี ชวนเที่ยวงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เรื่องข้าวชาวเกษตร” จัดเต็มองค์ความรู้ด้านข้าว เรียนรู้ความสำคัญของข้าวที่เป็นอาหารหลักของคนไทย ที่เชื่อมโยงวิถีเกษตรไทย วัฒนธรรมที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ภายในงานพบกับนิทรรศการ “เรื่องเล่าของข้าว จากปลูกสู่ปาก” บอกเล่าความสำคัญของพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ นิทรรศการ “จากเมล็ดข้าวสู่ขนมปัง” การแปรรูปข้าวเป็นแป้งขนมปังในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ พร้อมการอบรมวิชาของแผ่นดินและการอบรมเชิงปฏิบัติการ 8 วิชา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ชม ช้อป สินค้าผลิตเกษตรจากเครือข่ายและภาคีความร่วมมือทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. 

พลอากาศเอก เสนาะ  พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า “การเกษตรถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกเพาะปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย ที่อยู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาโดยตลอด และในทุกๆ ปี ประเทศไทยจะมีพระราชพิธีอันเป็นมงคลแห่งการเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก คือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรชาวไทย ซึ่งจัดขึ้นช่วงเดือนหก หรือประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพื่อเป็น การเชิดชูเกียรติเกษตรกรไทย พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จึงจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เรื่องข้าวชาวเกษตร” ขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนำเสนอสินค้า ผลผลิตปลอดภัย ไปสู่ประชาชนคนไทยต่อไป”

ภายในงานนำเสนอองค์ความรู้จาก นิทรรศการ “เรื่องเล่าของข้าว จากปลูกสู่ปาก” จัดแสดงความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวพื้นบ้านของไทยที่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหาร และประโยชน์มากมาย นิทรรศการจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “จากเมล็ดข้าวสู่ขนมปัง” การสร้างสรรค์และยกระดับข้าวพื้นบ้าน สู่การแปรรูปข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่า พลาดไม่ได้กับการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 8 หลักสูตร เรียนรู้ได้ทั้ง Onsite และ Online ฟรี อาทิ หลักสูตรเส้นทางข้าวไทย โดยอาจารย์แก่นคำหล้า พิลาน้อย กลุ่มชาวนาไทอีสาน จ.ยโสธร หลักสูตร เตาหุงข้าวพลังแสงอาทิตย์ โดยอาจารย์คมสัน หุตะแพทย์ ผู้อำนวยการชุมชนนิเวศสันติวนา กรุงเทพฯ หลักสูตรสู้ภัยแล้ง ด้วยธนาคารน้ำใต้ดิน อาจารย์จรังศรี มาดีสุขสถิตย์ เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ชัยภูมิ เป็นต้น

ชม ชิม ช้อปสินค้าเกษตรปลอดภัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กว่า 100 ร้านค้า จุใจ ทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้พันธุ์ไม้ โดยเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ในราคามิตรภาพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Line ID : @wisdomkingmuseum

-(016)

‘วันนี้เราวิ่งอยู่ ในขณะที่คนอื่นก็วิ่งอยู่เหมือนกัน’อุทยานวิทย์ฯ กับกลไกการเพิ่มการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้เศรษฐกิจภาคเหนือ โดย ‘รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802293

'วันนี้เราวิ่งอยู่ ในขณะที่คนอื่นก็วิ่งอยู่เหมือนกัน'อุทยานวิทย์ฯ กับกลไกการเพิ่มการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้เศรษฐกิจภาคเหนือ โดย 'รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย'

‘วันนี้เราวิ่งอยู่ ในขณะที่คนอื่นก็วิ่งอยู่เหมือนกัน’อุทยานวิทย์ฯ กับกลไกการเพิ่มการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้เศรษฐกิจภาคเหนือ โดย ‘รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.20 น.

เมื่อทิศทางของกระแสโลกเห็นพ้องต้องกันว่า การจะพัฒนาประเทศของตนให้ไปสู่ความยั่งยืนที่เป็นจริงได้นั้น จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และสติปัญญามากกว่าทรัพยากรธรรมชาติ “อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park)” จึงถือกำเนิดขึ้นทำความรู้จัก Science Park พร้อมรับฟังมุมมองจากผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยด้วย “กลไกการทำงานของอุทยานวิทยาศาสตร์” กับ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย หรืออาจารย์วิน ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บุคคลที่เลือกเดินในวงการเส้นทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมกว่า 15 ปี

จุดกำเนิดของอุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) บนแผนที่โลก ในฐานะความหวังใหม่ของมนุษยชาติหากเอ่ยถึง “อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park)” แน่นอนว่าต้องมีส่วนเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยว่าการเกิด Science Park บนโลกใบนี้นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากกระบวนการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกกันว่า Research, Technology & Innovation (RTI) ซึ่งเหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสหรัฐฯ ให้ก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ช่วยสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้กับทุกภาคส่วน ทำให้เกิดสิทธิเสรีภาพในการสร้างคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม พร้อมกับภาครัฐได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงมีการผลักดันและสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไก การดำเนินงานในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การจัดตั้ง “Science Park” ขึ้นมา จากนั้นจึงเกิดการกระจายแนวคิดนี้ไปยังหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก

การก่อเกิด Science Park ในประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในทำนองเดียวกัน ประเทศไทยเราก็มี Science Park ที่เรียกว่า “อุทยานวิทยาศาสตร์” หรือ “นิคมธุรกิจวิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นการผสานรวมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Science & Technology & Innovation : STI) เข้าด้วยกัน โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research Development Innovation : RDI) เป็นแกนหลักในการดำเนินงานซึ่งมีที่มาจากการวิเคราะห์ Model ของต่างประเทศมาอย่างเข้มข้น จนเราพบว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ในประเทศอื่น ๆ มักมีขนาดใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และมีทรัพยากรด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศ

จึงเกิดเป็นแนวคิดในการสร้าง “University Science Park” ภายในประเทศขึ้นมา โดยนำทรัพยากรจากมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ นักวิจัย เครื่องมือวิจัย องค์ความรู้ และงานวิจัยต่าง ๆ มาพัฒนาหรือปรับปรุงไปสู่กระบวนการผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยจุดสูงสุดที่มหาวิทยาลัยจะสามารถพัฒนาไปได้ คือ การมีห้องปฏิบัติการ (Laboratory) และต่อยอดไปสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ซึ่งจำเป็นต้องทดสอบสมมุติฐานและตรวจสอบตลาดก่อนว่าผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการของลูกค้าหรือไม่ หรือที่เรียกว่าการทำ “Market Validation” นั่นเอง

อุทยานวิทย์ฯ มช. และบทบาทการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนือให้เติบโตอย่างยั่งยืนเมื่อย้อนกลับมาที่อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) นอกจากการทำหน้าที่ในฐานะส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่แล้ว เรายังเป็นฐานให้กับ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ (Regional Science Park, North : RSP North) ในระดับภูมิภาคอีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน STeP ทำหน้าที่ในการสร้างห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจ (Value Chain) ให้มีความเข้มแข็งมากที่สุด ด้วยความเชื่อที่ว่า “ถ้าเกิดธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรมขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตาม เราต้องทำหน้าที่เพิ่มช่องทางและสร้างกำไร ด้วยการขยาย Value Chain ให้ได้ยาวมากที่สุด โดยมีจำนวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกิดตั้งแต่ซัพพลาย (Supply) ไปจนถึงปลายดีมานด์ (Demand) มากที่สุด จึงจะทำให้สามารถอัพสเกลเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจได้อย่างยั่งยืน” 

และด้วยสาเหตุนี้ เราจึงได้รับโอกาสในการพัฒนาแผนแม่บทระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor :NEC Master Plan) ในการเชื่อมโยงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง เพื่อก่อให้เกิดเครือข่ายทางเศรษฐกิจในลักษณะ Corridor ที่พร้อมต่อการลงทุนเพื่อพัฒนาสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด BCG Economy

อาจารย์วิน ได้กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ จำเป็นต้องมีการจัดตั้งรูปแบบองค์กรที่หลากหลาย ทั้งวิสาหกิจชุมชน ธุรกิจ SMEs และ Startup ที่มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำในการผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ 
ซึ่ง STeP มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจที่มีอยู่แล้ว พร้อมช่วยพัฒนาและขยายธุรกิจให้เติบโตใหญ่ขึ้น ส่วนธุรกิจที่ยังไม่มี เราจะนำมาบ่มเพาะและพัฒนาให้เป็น Startup Company โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาผสานกับการพัฒนาธุรกิจที่หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง Value Chain ที่แข็งแกร่งต่อไป

ก้าวถัดไปของ STePอาจารย์วิน เผยว่า ในปัจจุบันอุทยานฯ ได้เข้าสู่ระยะที่ต้องการขยับขยาย เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของสตาร์ทอัพในเครือข่ายให้เติบโตอย่างยั่งยืน จึงต้องพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ ให้สามารถสร้าง New S-Curve ด้วยนวัตกรรมใหม่ให้กับประเทศ นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นที่จะทำตลาดให้สินค้าและบริการของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับโลก (Global Market) เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในตลาดระหว่างประเทศ ซึ่งในอนาคตคาดหวังว่า จะมีสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงจัดเตรียมพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้เข้ามาทดลองและพัฒนานวัตกรรม เพื่อช่วยให้สามารถสร้างและพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดที่มีขนาดใหญ่ถึง 7,000 ล้านคน แทนที่จะจำกัดอยู่เพียง 70 ล้านคน

“หากในวันนี้ไม่มีอุทยานวิทยาศาสตร์ ก็จะไม่มีตัวเชื่อมโยงทุกภาคส่วน”แน่นอนครับว่า ประเทศชาติของเรายังต้องเหนื่อยอีกมากเพราะไม่ได้ร่วมมือทำงาน ทั้งในการสร้างความทันสมัยและพัฒนาสินค้าที่จะก่อให้เกิด GDP ของประเทศ รวมถึงการต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในอนาคต โดยต้องนำเข้าสินค้ามาจากต่างประเทศ ประเทศไทยจะขาดการรวมบุคลากรที่มีมุมมองทางการค้าในเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ยากเห็นได้ชัดว่า หากเราต้องการทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ประเทศของเราจำเป็นต้องมีอุทยานวิทยาศาสตร์ และหากไม่มี GDP ของประเทศจะไม่สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้

“ในวันนี้เราวิ่งอยู่ ในขณะที่คนอื่นก็วิ่งอยู่เหมือนกัน
ถ้าเราไม่สร้าง STeP ขึ้นมาในวันนี้ ก็เทียบเท่าเราหยุดวิ่ง”

คนกรุงเทพฯ ติดอันดับโลก‘Work ไร้ Balance’เสี่ยง‘ภาวะสมองล้า’ไม่รู้ตัว!

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802189

คนกรุงเทพฯ ติดอันดับโลก‘Work ไร้ Balance’เสี่ยง‘ภาวะสมองล้า’ไม่รู้ตัว!

คนกรุงเทพฯ ติดอันดับโลก‘Work ไร้ Balance’เสี่ยง‘ภาวะสมองล้า’ไม่รู้ตัว!

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.05 น.

คนไทยทำงานหนักไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะทุกวันนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่คนทำงานวันละเกือบสิบชั่วโมง หลายคนก็ติดนิสัยพกงานไปทำวันหยุด จนแยกชีวิตทำงานกับการพักผ่อนไม่ออก จากผลสำรวจ Cities with the Overworkedปี 2564 ของ KSI ยังจัดให้ “กรุงเทพฯ” ติดอันดับที่ 3 ของเมืองที่คนทำงานหนักที่สุดในโลกอีกด้วย นับเป็นสถิติที่น่ากังวลมาก เพราะคนที่ทำงานหนักนานวันเข้าจะเริ่มคิดงานได้ไม่ทันใจหรือไม่มีสมาธิเหมือนเดิม เป็นสัญญาณที่นำไปสู่ “ภาวะสมองล้า” อาการที่สมองทำงานหนักเกินไปจนกระทบการใช้ชีวิต และหากไม่รักษาอาจนำไปสู่โรคอันตรายมากมาย

นายแพทย์กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาทโรงพยาบาลวิมุต อธิบายถึงลักษณะของภาวะสมองล้า พร้อมบอกวิธีดูแลรักษา พร้อมแนวทางปรับไลฟ์สไตล์ จะได้ดูแลสมองและโฟกัสกับงานตรงหน้าได้เต็มที่ไปนานๆ

“ภาวะสมองล้า” คืออะไร

ภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) ไม่ใช่โรค แต่คือภาวะที่สมองทำงานหนักเกินไปจนทำให้สารสื่อประสาทไม่สมดุล ทำให้เซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันได้ช้ากว่าปกติ ในบางวิจัยบอกว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของเลือดในสมอง ทำให้สมองประมวลช้า เปรียบได้เหมือนการมีหมอกมาปกคลุมจนสมองทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ขาดสมาธิ ตัดสินใจได้ช้าลง ความจำระยะสั้นแย่ลง หรือปวดศีรษะ เป็นต้น

อาการแบบไหน เสี่ยง! “ภาวะสมองล้า”

ภาวะสมองล้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ และสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ส่วนมากเกิดจากการทำงานหนัก พักผ่อนน้อยเครียดสะสม และขาดการออกกำลังกาย จุดสังเกตของผู้ที่มีภาวะสมองล้าคือการจดจ่อกับอะไรนานๆ ไม่ได้ หรือทำงานอะไรก็ผิดพลาดเล็กน้อยอยู่บ่อยครั้ง แม้จะเป็นงานที่ทำอยู่ทุกวัน ในบางคนอาจมีปัญหาในเรื่องความจำระยะสั้น ทำให้เกิดอาการหลงลืมชั่วคราว “แม้ว่าอาการของภาวะสมองล้าอาจไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่หากไม่รักษาและปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการหรือโรคอื่นๆ ตามมา เช่น อาการปวดศีรษะ การนอนไม่หลับที่นำไปสู่โรคความดันโลหิตสูงและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เพราะฉะนั้นหากเริ่มมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวการรักษาที่ถูกต้อง” นพ.กฤตวิทย์ รุ่งแจ้ง อธิบาย

“ภาวะสมองล้า” รักษาไม่ยากแค่ปรับพฤติกรรม

การป้องกันและรักษาภาวะสมองล้าส่วนมากจะเป็นการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี อย่างแรกคือการจัดการความเครียด โดยหากิจกรรมผ่อนคลายที่เราชอบ อาจเป็นการทำสมาธิ ดูหนัง เล่นเกม หรืออ่านหนังสือ สองคือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ เพื่อให้การไหลเวียนเลือดในสมองดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะสมองล้า สามคือพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง และไม่เข้านอนดึกเกินไป เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายรวมถึงสมอง นอกจากนี้ ควรเสริมด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง เช่น ปลา ธัญพืช ผัก หลากสี อาหารที่มีแร่ธาตุ และลดการดื่มสุราและการสูบบุหรี่

อย่างไรก็ตาม ภาวะสมองล้าอาจไม่ได้เป็นการเจ็บป่วยร้ายแรง แต่ถ้าปล่อยไว้เราก็จะทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ทั้งยังอาจเสี่ยงต่อโรคอีกมากมาย ดังนั้น ใครที่มีอาการเข้าข่ายภาวะสมองล้าก็ควรรีบหาวิธีรักษา ด้วยการปรับการใช้ชีวิต กินให้ดี นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หันมาจัดการความเหนื่อยล้าเพื่อไม่ให้เครียดสะสม เหนื่อยก็พัก ไม่ไหวก็พอ และบอกตัวเองเสมอว่าสุขภาพของเราสำคัญที่สุด

อาหารทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนัก ออปติฟาสท์ ทดแทนมื้ออาหารร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802178

อาหารทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนัก ออปติฟาสท์  ทดแทนมื้ออาหารร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

อาหารทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนัก ออปติฟาสท์ ทดแทนมื้ออาหารร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ เนสท์เล่ เฮลท์ ไซเอนซ์ (Nestlé Health Science) ในฐานะหนึ่งในหน่วยธุรกิจ ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อโภชนาการที่ดี ภายใต้เนสท์เล่ ประเทศไทย จึงได้พัฒนา ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนัก ออปติฟาสท์ (OPTIFAST) สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องลดน้ำหนัก เช่น ผู้ที่อ้วน ผู้ที่เป็นโรคหรือมีภาวะผิดปกติจากความอ้วน แบรนด์แรกในประเทศไทย ที่สามารถใช้รับประทานเพื่อทดแทนมื้ออาหารร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (Lifestyle Modification) เช่น จำกัดพลังงาน รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ การปรับพฤติกรรมการออกกำลังกายเพื่อการลดน้ำหนัก*

อนุสรา ขมวิลัย ผู้บริหารหน่วยธุรกิจ เนสท์เล่ เฮลท์ ไซเอนซ์ กล่าวว่า“จากกลยุทธ์ในการมอบสิ่งดีๆ เพื่อผู้บริโภค หรือ Good for You ของเนสท์เล่ เพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อทุกคนในวันนี้ และในอนาคต เนสท์เล่ เฮลท์ ไซเอนซ์ จึงสานต่อความมุ่งมั่นในการใช้ความรู้ทางด้านโภชนาการ เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อโภชนาการที่ดี ด้วยการเปิดตัวออปติฟาสท์ ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนัก แบรนด์แรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาหารทางการแพทย์แล้ว นอกจากนี้ ออปติฟาสท์ ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกและเป็นทางเลือกของคนไทยที่จำเป็นต้องลดน้ำหนักเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลากหลาย ที่สำคัญคือดื่มได้ทุกวัน รสชาติอร่อย”

โดย ออปติฟาสท์ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนักที่มีสารอาหารหลากหลายและเหมาะสม โดยใน 1 ซอง ให้พลังงานทั้งหมด 215 กิโลแคลอรี โปรตีน 20 กรัมโปรตีนมีส่วนช่วยเสริมสร้างและคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ คาร์โบไฮเดรต 18.8 กรัม น้ำตาลฟรุกโตสต่ำกว่า 0.5 กรัม อีกทั้งผสมใยอาหาร3 ชนิด ใยอาหารเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหารช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (MUFA) รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างหลากหลายในช่วงที่จำกัดพลังงาน สามารถใช้แทนมื้ออาหารได้

พ.อ.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช, อนุสรา ขมวิลัย

พ.อ.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช อายุรแพทย์โภชนศาสตร์คลินิก กล่าวถึงความสำคัญและวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องไว้ว่า“ในปัจจุบันมีวิธีลดน้ำหนักมากมายซึ่งอาจเห็นผลในระยะสั้น แต่หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารร่วมด้วย อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวได้ เช่น การกินอาหารคีโตที่เน้นกลุ่มไขมันเป็นหลักอาจได้รับอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเกินไป จากพวกเนื้อสัตว์ติดมันต่างๆเนย กะทิ จึงเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาหรือใช้วิธีจำกัดพลังงานอย่างเข้มงวดด้วยการอดอาหาร ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอโดยเฉพาะโปรตีน จึงเกิดการสูญเสียทั้งไขมันและกล้ามเนื้อในร่างกายมาก แม้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว แต่การเผาผลาญของร่างกายก็ลดต่ำลงไปด้วย ดังนั้น หากกลับมารับประทานอาหารเพิ่มขึ้น จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว วนเป็นวัฏจักรต่อไป

ซึ่งในทางการแพทย์นั้น การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ต้องอาศัยหลักการคือ ลดหรือจำกัดพลังงานที่ได้รับ เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้ แต่ร่างกายยังควรได้รับโปรตีนสูง เพราะโปรตีนจะช่วยคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลต่อการคงประสิทธิภาพการเผาผลาญของร่างกายและจำเป็นต่อการรักษาน้ำหนักตัวในระยะยาว นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานไขมันชนิดดีต่อหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอเพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสมในช่วงที่จำกัดพลังงาน เพื่อลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยและเห็นผล”

ออปติฟาสท์ อาหารทางการแพทย์เพื่อลดน้ำหนัก อีกหนึ่งทางเลือกที่สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องลดน้ำหนักตามคำแนะนำของแพทย์ โดยใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการออกกำลังกาย ภายใต้การดูแลของแพทย์ จัดจำหน่ายแล้ววันนี้ ผ่านช่องทางโรงพยาบาล ร้านขายยา Health Up (เฮลท์ อัพ) และ Nestlé Health Science Official Stores ในช่องทางต่างๆ เช่น Lazada, Shopee

ผู้ที่สนใจสามารถปรึกษาสอบถามข้อมูลออปติฟาสท์ได้ที่โทร. 1162 กด 8 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือ 02-6578601 หรือ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.nestlehealthscience-th.com/brands/Optifast/Shake

เตือนกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก เสียชีวิตจากฮีทสโตรก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802179

เตือนกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก เสียชีวิตจากฮีทสโตรก

เตือนกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก เสียชีวิตจากฮีทสโตรก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนระวังป่วยจากภาวะอากาศร้อน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุและเด็ก แนะนำเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ในช่วงที่มี อากาศร้อนดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีมีสีอ่อน หลวม น้ำหนักเบา ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ควรพักในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้สะดวก และสังเกตอาการของตนเอง หากมีอาการ หน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็วให้รีบแจ้งบุคคลใกล้ชิด หากไม่ดีขึ้นควรรีบนำส่งโรงพยาบาล

นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยในหลายพื้นที่มีอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการป่วยจากภาวะอากาศร้อนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางเช่น คนที่ทำงานในที่แจ้ง คนงานก่อสร้าง หรือคนงานในเหมืองหิน ผู้ป่วย ผู้สูงอายุและเด็ก อากาศร้อนจะส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย และเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะโรคลมร้อน หรือ ฮีทสโตรก (Heatstroke) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว หรือควบคุมระดับอุณหภูมิภายในร่างกายได้ทำให้ความร้อนในร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว อาการ คือ ตัวร้อน วิงเวียน ปวดมึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ภาวะขาดน้ำ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นแรง เป็นลม อาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น พูดจาสับสน และชักได้ หากพบผู้เริ่มมีอาการดังกล่าว ขอให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่มหรือห้องที่มีความเย็น และให้ดื่มน้ำมากๆ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยนอนราบ คลายเสื้อผ้าให้หลวมใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ซอกคอรักแร้ และศีรษะ ร่วมกับใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จับนอนตะแคงเพื่อป้องกันไม่ให้โคนลิ้นอุดตันทางเดินหายใจและให้รีบนำส่งโรงพยาบาลหรือโทรแจ้งสายด่วน 1669

“นอกจากอาการทางกายแล้ว การทำงานในที่มีอากาศร้อนจัดจะทำให้เสียสมาธิ ส่งผลให้สมรรถนะ ในการทำงานที่ต้องใช้ความชำนาญลดลง มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนั้น คนแข็งแรงทั่วไปจะมีปฏิกิริยา ในร่างกายที่ทำให้ทนต่อความร้อนได้ระดับหนึ่ง แต่ในกลุ่มเสี่ยงและเปราะบาง เช่นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ป่วย ผู้สูงอายุและเด็ก คนที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไต หรือในคนอ้วน จะมีความทนต่อความร้อนได้น้อยกว่า”

ทั้งนี้ สามารถป้องกันฮีทสโตรกได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน เป็นต้น รวมทั้งเด็ก และหญิงตั้งครรภ์ โดยควรปฏิบัติดังนี้ 1.ลดหรือเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ในช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดของวัน (โดยเฉพาะช่วงเวลา 11.00-15.00 น.จะมีอากาศร้อนที่สุด) 2.ดื่มน้ำในระหว่างวันอย่างน้อย 2-4 แก้ว/ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอกระหายน้ำ3.หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง 4.สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีมีสีอ่อน หลวม น้ำหนักเบา 5.ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งควรพักในที่ร่ม อากาศถ่ายเทได้สะดวก และ 6.สังเกตอาการของตนเอง หากมีอาการ หน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็วให้รีบแจ้งบุคคลใกล้ชิด พาเข้าไปพักในที่เย็น มีอากาศถ่ายเทสะดวก หากมีอาการรุนแรง หรือหมดสติควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422

‘Sakura Spirit’ ผสานกลิ่นอายเฟมินีนแบบฝรั่งเศส เข้ากับป๊อปคัลเจอร์สไตล์ญี่ปุ่น

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802156

‘Sakura Spirit’ ผสานกลิ่นอายเฟมินีนแบบฝรั่งเศส  เข้ากับป๊อปคัลเจอร์สไตล์ญี่ปุ่น

‘Sakura Spirit’ ผสานกลิ่นอายเฟมินีนแบบฝรั่งเศส เข้ากับป๊อปคัลเจอร์สไตล์ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ลิน อราวนด์ (lyn around) แบรนด์แฟชั่นสไตล์เฟมินีนที่เติมเต็มจินตนาการของสาวช่างฝัน ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นประจำฤดูกาลซัมเมอร์สุดพิเศษ “Sakura Spirit” โดยนำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์ lyn around ให้ออกมามีความสดใหม่ ผสมผสานทั้งกลิ่นอายความเฟมินีนแบบฝรั่งเศสที่โคจรมาพบกับความขี้เล่นของ ป๊อปคัลเจอร์ญี่ปุ่น และนำมาบอกเล่าผ่านแฟชั่นไอเทมชวนหลงใหลที่สอดรับกับฤดูชมดอกซากุระบานของญี่ปุ่น

ความพิเศษของคอลเลคชั่น Sakura Spirit คือ ลวดลายกลีบดอกซากุระ Pinku สีชมพูฟูฟ่องที่น่ารักละมุนใจควงคู่มากับคาแร็กเตอร์อนิเมะเกิร์ลที่เข้ามาเพิ่มความสดใสแบบยกกำลังสองลวดลายนี้ได้โลดแล่นอยู่ในแฟชั่นไอเทมสีดำสุดเท่ที่ใส่ความเป็นสตรีทเอาไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเดรสสั้นสายเดี่ยวที่เข้าคู่กับคาร์ดิแกนลาย Pinku เสื้อบอมเบอร์แจ๊กเกตคู่กับมินิสเกิร์ตจับพลีต เดรสจับสม็อคแขนตุ๊กตาแบบโอเวอร์ไซส์ และมินิเดรสสายเดี่ยวพิมพ์ลายที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา นอกจากนี้เสื้อผ้าทั้งหมดถูกดีไซน์มาให้สามารถนำมาแมทช์กับชุดเครื่องประดับน้อง Pinku ทั้งต่างหูระย้า สร้อยคอ และแฮร์พีซสุดน่ารัก และปิดท้ายลุคด้วยรองเท้าแพลตฟอร์มประดับดอกไม้หลากสีสไตล์ฮาราจูกุ รองเท้าบู๊ทสีดำข้อต่ำพิมพ์ลาย Pinku และรองเท้าส้นสูงสีชมพูที่ใส่ความเปรี้ยว เท่ และหวานเข้าไปทั้งหมดได้ในชิ้นเดียว สัมผัสคอลเลคชั่นสุดพิเศษ “Sakura Spirit” ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน lyn around ทุกสาขา และออนไลน์ www.lynaround.com

ตลาดสี่มุมเมืองจัดใหญ่จัดเต็ม ‘งานทุเรียน Expo สี่มุมเมือง 2024’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/802184

ตลาดสี่มุมเมืองจัดใหญ่จัดเต็ม ‘งานทุเรียน Expo สี่มุมเมือง 2024’

ตลาดสี่มุมเมืองจัดใหญ่จัดเต็ม ‘งานทุเรียน Expo สี่มุมเมือง 2024’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คนรักทุเรียนเตรียมตัวให้พร้อม !!ตลาดสี่มุมเมือง อาณาจักรค้าส่ง-ปลีกผลไม้ใกล้กรุงเทพฯ ชวนมาช้อป กิน เที่ยว“งานทุเรียน Expo สี่มุมเมือง 2024” จัดวันที่ 21-26 พฤษภาคม 2567 นี้ บริเวณตลาดทุเรียนสี่มุมเมือง

ภายในงานพบกับโปรโมชั่นสุดเร้าใจ และกิจกรรมมากมาย อาทิ นาทีทองมาก่อนได้ซื้อก่อน ทุเรียนพร้อมทานเริ่มต้นพูละ 5 บาทเท่านั้น และทุเรียนลูกละ 99 บาท, เมื่อซื้อทุเรียนในงานครบ 500 บาท รับคูปองเงินสด 50 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อทุเรียนครั้งต่อไป รวมทั้ง โปรโมชั่นเด็ดจากร้านค้าทุเรียนที่เข้าร่วม อาทิ ร้านทุเรียนวิกานดา นาทีทองมาก่อนรับสิทธิ์ก่อน 14.00-16.00 น. ทุเรียนหมอนทองเกรดพรีเมียมเนียนนุ่ม แกะพร้อมทาน เพียง กก.ละ 99 บาทเท่านั้น ร้านทุเรียนเจ๊มณีมุก ซื้อทุเรียนครบ 3,000 บาท ลดเพิ่มทันที 99 บาท ร้านวัชรียาภร ซื้อทุเรียนครบ 2,000 บาทลดเพิ่มทันที 5%

ร้านทรัพย์ลูกจันทร์ ซื้อทุเรียนครบ 4,000 บาท รับฟรีทันทีทุเรียน 1 ลูก ร้านทุเรียนโชคหนุนนำ ซื้อทุเรียนครบ 5,000 บาท ลดเพิ่มทันที 150 บาทร้านณิรินทร์ญา ซื้อครบ 5,000 บาท แถมฟรีแตงโมไปรับประทานคู่กันคลายร้อน5 ลูก

พิเศษสำหรับพ่อค้าแม่ค้าซื้อไปขายพบโปรโมชั่นพิเศษ จากร้านทุเรียนอานนท์ และร้านทุเรียนเจ๊ฟีม เมื่อซื้อทุเรียนครบ 500 กก. ส่งฟรีทั่วไทย อีกทั้ง ร่วมเชียร์การแข่งขันปอกทุเรียน ปอกให้เร็ว ปอกให้สวย และแข่งขันกินทุเรียนกินให้เกลี้ยง กินให้เร็ว เพื่อคว้าหาแชมป์ ทุเรียน Expo สี่มุมเมือง 2024, เวิร์กช็อปสอนเคาะและปอกทุเรียน นำโดยแชมป์ระดับประเทศ

จุใจกับการเลือกซื้อทุเรียน ทั้งกองทัพรถทุเรียนสดส่งตรงจากสวน และแผงค้าที่ยกภูเขาทุเรียนมาจำหน่ายที่งานให้เลือกซื้อมากถึง 100,000 ลูก มีทั้งสายพันธุ์ยอดนิยม ก้านยาว หมอนทอง ชะนี พวงมณีนกกระจิบ กระดุม และสายพันธุ์หาทานยากป่าละอู หลงลับแล-หลินลับแล ภูเขาไฟศรีสะเกษ ย่ำมะหวาด ทองลินจง จันทบุรี กบสุวรรณ เป็นต้น มีทั้งขายส่งเพื่อพ่อค้าแม่ค้ารับไปขายต่อ และขายปลีกสำหรับคนรักทุเรียนที่ต้องการซื้อกลับบ้าน สามารถเข้ามาซื้อได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง