ยกระดับสินค้า OTOP จัด ‘Business Matching’ เชื่อมโยงการค้ากลุ่มประเทศ BIMSTEC – อาเซียน

ยกระดับสินค้า OTOP จัด ‘Business Matching’ เชื่อมโยงการค้ากลุ่มประเทศ BIMSTEC - อาเซียน

ยกระดับสินค้า OTOP จัด ‘Business Matching’ เชื่อมโยงการค้ากลุ่มประเทศ BIMSTEC – อาเซียน

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.00 น.

นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานเปิดกิจกรรมเจรจาธุรกิจการค้า (Business Matching) ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างมูลค่าเพื่อเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ BIMSTEC และอาเซียน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดระนอง 

กิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากหลายภาคส่วน ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการจังหวัดระนอง รวมถึงผู้ซื้อจากภาคเอกชนจากต่างประเทศ Nepal และในประเทศ จังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี  ปราจีนบุรี  และกรุงเทพฯ

นางวิภารัตน์ฯ ระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าและเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการจังหวัดระนองกับผู้ประกอบการภาคกลาง เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะและเจรจากับผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการขยายช่องทางการตลาด สร้างเครือข่ายทางธุรกิจใหม่ๆ และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดระนองได้นำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานเพื่อเสนอสินค้าที่มีศักยภาพ อาทิ สินค้าเกษตร เช่น กาแฟ โกโก้ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์ OTOP เช่น งานแฮนด์เมด เครื่องประดับไข่มุก เครื่องแต่งกายจากผ้าปาเต๊ะ และแพ็กเกจการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้ซื้อได้ทำความรู้จักและพิจารณาศักยภาพของสินค้าอย่างรอบด้าน พร้อมขอบคุณผู้ซื้อที่ให้ความสนใจและเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการพัฒนาสินค้าและต่อยอดโอกาสทางการค้าของจังหวัดระนอง

นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า จังหวัดระนองมุ่งหวังที่จะต่อยอดการยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับสินค้า บริการ และแหล่งท่องเที่ยว ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จึงได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ(Business Matching)เพื่อเป็นการเสริมสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการของจังหวัดระนองได้มีโอกาสเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อโดยตรง สำหรับการจัดกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ในครั้งนี้มีทั้งรูปแบบ Onsite และ Online ซึ่งได้ความสนใจจากผู้ซื้อและผู้ขายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก นับเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงการค้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ตลอดจนเป็นการยกระดับรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการของจังหวัดระนองอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมเจรจาธุรกิจการค้า (Business Matching) ครั้งนี้ จัดขึ้นทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online มีผู้ประกอบการจากจังหวัดระนองและภาคกลาง เข้าร่วมกว่า 50 ราย บรรยากาศการเจรจาจับคู่ธุรกิจเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยผู้ซื้อภาคเอกชนให้ความสนใจสอบถามข้อมูลสินค้า กระบวนการผลิต และเงื่อนไขทางการค้า เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ คู่เจรจาที่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันภายในงานได้จัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย เพื่อเป็นการยืนยันความตั้งใจและสร้างความเชื่อมันระหว่างคู่ค้าซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินธุรกิจร่วมกันในอนาคต

-(016)

ถอดแนวคิด ‘มอนเดลีซฯ’ กับการเป็นองค์กรในดวงใจคนนิวเจน

ถอดแนวคิด 'มอนเดลีซฯ' กับการเป็นองค์กรในดวงใจคนนิวเจน

ถอดแนวคิด ‘มอนเดลีซฯ’ กับการเป็นองค์กรในดวงใจคนนิวเจน

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

ในโลกของการทำงานที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน พนักงานยุคใหม่ไม่ได้มองหาค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือต่างต้องการสถานที่ทำงานที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจที่จะช่วยให้เติบโตในสายงาน 
ได้รับการสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างแท้จริง 

มอนเดลีซ ประเทศไทย ไม่ใช่องค์กรที่นำเสนอแต่เพียงตำแหน่งงาน แต่มุ่งเน้นสร้างสภาพแวดล้อมที่เน้นการพัฒนาตนเอง และการเติบโตในสายงาน รวมถึงสร้างองค์กรที่น่าทำงานที่เต็มไปด้วยพลังงานเชิงบวกและการสนับสนุนทุกคนให้มีโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย และที่สำคัญ ทุกเสียงมีความสำคัญและทุกความคิดสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ได้ 

วศินี ฉัตรมานพ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เราต้องการให้มอนเดลีซ ประเทศไทย เป็นองค์กรที่พนักงานต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง สิ่งนี้ไม่เป็นเพียงเกี่ยวกับการเติบโตส่วนบุคคล แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเป็นส่วนหนึ่งของทีมและการมีความสุขตลอดเส้นทางการทำงาน เป้าหมายของเราคือการดึงดูดผู้มีความสามารถยอดเยี่ยมจากหลากหลายพื้นฐานและส่งเสริมให้พวกเขาประสบความสำเร็จไปพร้อมกับเรา”

ความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ดีนำไปสู่การยอมรับในวงกว้าง มอนเดลีซ ประเทศไทย ได้รับรางวัล Top Employer Awards 2025 ทั้งในประเทศไทยและระดับเอเชียแปซิฟิก จาก The Top Employers Institute องค์กรชั้นนำที่รับรองมาตรฐานการบริหารทรัพยากรบุคคลระดับโลก นอกจากนี้ ยังคว้ารางวัล HR Excellence Awards 2025 ด้านการสรรหาบุคลากรยอดเยี่ยม (Talent Acquisition) และการส่งเสริมสมดุลระหว่างการทำงาน (Work-Life Harmony) โดยรางวัลเหล่านี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเข้าใจความต้องการของบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนทั้งความเป็นอยู่ที่ดี และความก้าวหน้าในสายงานของพนักงาน

“การมีทีมงานที่มากความสามารถจากทั้งในระดับ local และ International เป็นส่วนผลักดันให้องค์กรของเราสร้างสรรค์สถานที่ทำงานที่เต็มไปด้วยการส่งเสริม การมีส่วนร่วมที่มีจุดมุ่งหมาย และที่สำคัญคือ ความสนุก!” วศินี กล่าวเสริม

วัฒนธรรมที่ร่วมสร้างโดยพนักงานและเพื่อพนักงาน

“วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ถูกกำหนดจากผู้บริหาร แต่สร้างขึ้นโดยพนักงานของเรา” วศินีกล่าว

มอนเดลีซเน้นยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน โดยจัดตั้ง Smile Club ซึ่งมีทีมพิเศษที่มีตัวแทนจากทุกแผนก
ในองค์กรมาร่วมกันสร้างสรรค์จัดกิจกรรมที่สนุกสนานและมีความหมายตลอดทั้งปี โดยครอบคลุมตั้งแต่เวิร์กชอปเกี่ยวกับสุขภาพกายและการเติมเต็มสุขภาพใจ ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์แบบสบาย ๆ และการแข่งขันอีสปอร์ต ซึ่งทุกอย่างถูกออกแบบโดยพนักงานเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์และเพิ่มความสนุกสนานในที่ทำงาน

กิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชวนเช็ก Personal Color, การทำเล็บ, การนวด, การแข่งกีฬา และอีสปอร์ต, รวมถึงการไปร้านอาหารยอดนิยม ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดสอดคล้องกับกรอบแนวคิด ‘The Right You’ ซึ่งเน้นการดูแลสุขภาพของร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล ทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ทุกคนรู้สึกดี เชื่อมโยงกับผู้อื่น และรู้สึกสนุกกับบรรยากาศในที่ทำงาน

Purpose in Action การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง!

พนักงานของมอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนลทั่วโลก จะรวมตัวกันทำกิจกรรมเพื่อสะท้อนและเชื่อมโยงกับภารกิจของบริษัท “Snacking Made Right” ใน Purpose Day ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี โดยในปีนี้ พนักงานในประเทศไทย ทั้งจากสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ โรงงานลาดกระบัง และขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมสนับสนุนชุมชน ความยั่งยืน และการมอบความสุข ซึ่งเสริมด้วยความสนุกสนาน พลังบวกที่เป็นเอกลักษณ์ของทีมมอนเดลีซ
 ไฮไลท์กิจกรรม:

พนักงานอาสาสมัครร่วมสร้าง “Spark the Joy Corner” ที่โรงเรียนวัดพิชัย สร้างพื้นที่อ่านหนังสือสำหรับเด็กๆ ในห้องสมุด
พนักงานโรงงานลาดกระบังและขอนแก่น จัดกิจกรรมจับฉลากการกุศลเพื่อระดมทุนซื้ออุปกรณ์จำเป็นสำหรับโรงเรียนในพื้นที่
โครงการผักปลอดภัยและลดขยะ ที่โรงงานขอนแก่น ส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันช่วยลดขยะอาหาร

โครงการเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อของบริษัทว่าการทำสิ่งที่ดีเพื่อชุมชนท้องถิ่นและการทำงานที่ดีเป็นสิ่งที่สอดคล้องกัน และพนักงานรู้สึกภูมิใจที่ได้รู้ว่าความพยายามของพวกเขามีส่วนร่วมในสิ่งที่มีความหมายเหล่านี้และยังได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับชุมชน

สถานที่ทำงานที่เข้าใจพนักงาน

มอนเดลีซ ประเทศไทย มุ่งมั่นสนับสนุนพนักงานทั้งในการพัฒนาตนเองและเติบโตในสายงาน บริษัทมีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นและแบบไฮบริด ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มการพัฒนาระดับโลก รวมถึงเปิดกว้างต่อความหลากหลาย การมีส่วนร่วมและความเท่าเทียม (DEI) โดยทุกเสียงมีความสำคัญ

เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากนโยบายบริษัทฯได้ใช้คำรองรับเป็นคำว่า ‘คู่สมรส’ โดยมิได้ระบุเพศสภาพ ส่งผลให้สิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันลาแต่งงาน วันลาดูแลบุตร บัตรสุขภาพ หรือสวัสดิการอื่นๆ สามารถใช้ได้ทันที นอกจากนั้น บริษัทยังให้ความสำคัญกับ ‘คนในครอบครัว’ ในอีกขั้น โดยได้จัดเอาท์ติ้งปิดคาเฟ่ ให้พนักงานพาสัตว์เลี้ยงไปทำงาน และใช้เวลาคุณภาพด้วยกัน

“บริษัทของเรามีพนักงานมากกว่า 10 สัญชาติ ความหลากหลายนี้แสดงถึงความเป็นสากลและพร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานในโปรเจกต์ต่าง ๆ ได้อย่างไม่จำกัดเฉพาะแค่ในประเทศของตัวเอง ความหลากหลายของพนักงานคือจุดโดดเด่นของเรา เป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดไอเดียสนุก ๆ และ innovation ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่เรานำเสนอสู่ผู้คนทั่วโลก” วศินี กล่าวเสริม

การพัฒนาสายงานด้วยการเข้าถึงและโอกาสระดับโลก

ที่มอนเดลีซ ประเทศไทย ได้มีการออกแบบการพัฒนาสายงานอย่างพิถีพิถันเพื่อเปิดโอกาส ขยายขอบเขต และสนับสนุนพนักงานในทุกช่วงของการทำงาน ด้วยกรอบการทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจน การเข้าถึงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับโลก และโอกาสในการเข้าร่วมโครงการระยะสั้นในตลาดต่างๆ พนักงานจึงได้รับการส่งเสริมให้เป็นผู้กำหนดเส้นทางการเติบโตของตนเอง พร้อมทั้งได้รับประสบการณ์การทำงานในระดับสากล การผสมผสานระหว่างเส้นทางสายงานที่ชัดเจน การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และประสบการณ์จริง ช่วยให้พนักงานสามารถขยายขีดความสามารถและเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับโลกที่กว้างขึ้น

ทำงานด้วยความสนุกและเติมเต็มอนาคตที่มอนเดลีซ

สำหรับมอนเดลีซ ประเทศไทย การเป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมเป็นมากกว่าแค่คำพูดติดปาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากร การฉลองความสำเร็จระดับโลก หรือการตอบแทนชุมชน บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างสถานที่ทำงานที่เต็มไปด้วยแพสชั่น สนุกสนานและมีประสิทธิภาพ

“เราได้รับคะแนนจากผลสำรวจความพึงพอใจ และการมีส่วนร่วมของพนักงานในปี 2568 สูงถึง 88 คะแนน (เพิ่มขึ้น 
4 จุดเทียบกับปีที่แล้ว) ซึ่งสะท้อนถึงการมีพนักงานที่เต็มไปด้วยความทุ่มเทและกระตือรือร้น ความสำเร็จนี้มาจากวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ส่งเสริมการเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร พร้อมกับโอกาสมากมายสำหรับการเติบโต การพัฒนา และการมีส่วนร่วมในระดับสูงเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยการสนับสนุนและการเติบโต” 

“เมื่อพนักงานของเราเติบโต แบรนด์ของเราก็จะเติบโตด้วย — และนั่นคือสูตรสำเร็จของวัฒนธรรมองค์กรที่มอนเดลีซ ประเทศไทย” คุณวศินี กล่าวสรุป 

-(016)

The Thailanders เชิดชูเกียรติองค์กรและบุคคลผู้ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

The Thailanders เชิดชูเกียรติองค์กรและบุคคลผู้ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

The Thailanders เชิดชูเกียรติองค์กรและบุคคลผู้ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดอะ ไทยแลนด์เดอร์ส (The Thailanders) สื่อสองภาษาชั้นนำของประเทศไทย โดย อมรสิริ บุญญสิทธิ์ บรรณาธิการบริหารกลุ่มสื่อ Numéro Thailand และ The Thailanders จัดงานมอบรางวัล “The Thailanders Top Business Organizations & People for Societies Awards 2025” เพื่อเชิดชูองค์กร และบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม โดยมี สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานมอบรางวัล  ณ โรงแรมแกรนด์   ไฮแอท เอราวัณ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ ผู้บริหารระดับสูง และผู้เสริมสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมจากหลายสาขา ร่วมงาน

ปานัดฌา  ไทยเศรษฐ์, ชญาภา จูตระกูล, อมรสิริ บุญญสิทธิ์, สนั่น อังอุบลกุล, เจนจิรา พรประภา,  สรพรรณ รัชนกูล และศราวุฒิ  รัชนกูล

สำหรับปีนี้บุคคลที่ได้รับรางวัล People for Societies 2025: The Best Mayor of the Year for Happiness  ได้แก่ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ที่สร้างสุขให้กับชุมชน โดยอันดับแรกดูแลความเป็นอยู่ มีโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปา เข้าถึง การแยกและกำจัดขยะ ถัดไปเศรษฐกิจภาคชุมชน สร้างโอกาส สร้างรายได้ ผ่านการจัดงานต่างๆ เป็นต้น และต้องไม่ละเลยเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ ต้องเตรียมพร้อมการแจ้งเตือนที่เข้าถึงผ่านทุกช่องทางทั้งโซเชียลมีเดีย ผู้นำชุมชน และแผนรองรับการอพยพ

ปานัดฌา  ไทยเศรษฐ์

อีกหนึ่งผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมด้านการแพทย์ที่ได้รับรางวัล The Thailanders People for Societies 2025:  Excellence in Endocrine Research & Clinical Practice ได้แก่ พ.ต.อ. พญ. มงคลธิดา อัมพลเสถียร ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานและด้านของต่อมไร้ท่อ ที่คุณหมอเผยว่า โรคเบาหวานหายขาดได้ ไม่ต้องทานยาตลอดชีวิต  โดยการรับประทานอาหารจำกัดพลังงาน 800 – 1,200 แคลอรี่ต่อวัน ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการรักษาเบาหวาน จากผลการวิจัยที่ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ทั้งหมด 3 งานวิจัย และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ต่างประเทศ หากรับประทานจำกัด 800 แคลอรี่ ทุกวัน 78% ของคนไข้หายขาดในเวลา 3 เดือน แต่อาจหิวโหยเกินทำให้ผู้ป่วยยากแก่การปฏิบัติ จึงนำมาซี่งงานวิจัยต่อ ถ้ารับประทานจำกัดเพียง สัปดาห์ละ 2  วัน ผลปรากฏว่า 30% ของคนป่วยหายขาดในเวลา 5 เดือน และถึงงานวิจัยปีล่าสุด ให้คนไข้รับประทานที่ 1,200 แคลอรี่ต่อวัน ประมาณการคือรับประทานวันละสองมื้อ ซึ่งผลลัพธ์คือ 15% หายขาดในเวลา 3 เดือน โดยงานวิจัยล่าสุดนี้ได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในลำไส้ตัวดี ซึ่งบ่งชี้ได้ถึงปริมาณที่เพิ่มขึ้น  จากการจำกัดพลังงานในอาหาร ส่งผลให้เบาหวานหายจริงหรือไม่ ซึ่งจะเป็นงานวิจัยชิ้นต่อไปในอนาคตว่าถ้าหากให้รับประทานจุลินทรีย์ตัวดีโดยตรงจะเป็นอย่างไร

พ.ต.อ. พญ. มงคลธิดา อัมพลเสถียร

นอกจากนี้ รางวัล People for Societies ยังมอบให้กับ นฤพันธ์ พรหมวิเศษ ผู้ร่วมก่อตั้งเ คลองท่อมเฮอริเทจ ผู้สร้างการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และมอบให้แก่ ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา กับการเป็นพิธีกรมาอย่างยาวนาน

ผู้ที่ได้รับรางวัล ศราวุฒิ รัชนกูล, เจนจิรา พรประภา, ไชยวัฒน์ กุลภัทรวาณิชย์, สุพัตรา บุศรากุล นฤพันธ์ พรหมวิเศษ และ  รัชนี แสนศิลป์ชัย

ส่วนรางวัล Top Business Organizations 2025 มอบให้กับ 16 องค์กร ที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน อาทิ สยามพิวรรธน์, เอ็มบีเค, ล็อกซเล่ย์, ศรีไทยซุปเปอร์แวร์, แบรนด์ SIRIVANNAVARI, แบรนด์ Sisley Paris ในประเทศไทย, แบรนด์ Rati,   ดิ เอราวัณ กรุ๊ป, โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ, โรงแรมเดอะ สุโขทัย กรุงเทพ,  เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์,  มากุโระ กรุ๊ป,  โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล, เดอะ บูโร ออฟ วอนเดอร์ส, ทรี เอเลเมนต์ส,  วินเนอร์ยี่ เมดิคอล

ธณพร ตันติยานนท์  แห่ง บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด รับมอบรางวัล

อมรสิริ กล่าวปิดท้าย “ส่วนหนึ่งของ เดอะ ไทยแลนด์เดอร์ส ตลอดระยะเวลา 8 ปี ของการทำงาน คือการสนับสนุนองค์กรและบุคคลที่ทำประโยชน์ส่วนรวมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ผ่านเวทีการมอบรางวัลประจำปีที่จัดขึ้น เพื่อยกย่องความสำเร็จที่ส่งผลเชิงบวกต่อประเทศในทุกมิติ ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กรและบุคคลสำคัญสู่วงการต่างๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมความสำเร็จให้กับทุกฝ่ายอย่างยั่งยีน”

คุณแหน : 19 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 19 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 19 ธันวาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

๐๐ศศิธร กิตติธรกุล รมช.กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 14..

๐๐ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานมอบบ้านกาชาดรวมใจ ของเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ในพื้นที่ อ.เมืองนครปฐม และ อ.พุทธมณฑล โดยมี ศิริลักษณ์ พึ่งเนียม ร่วมด้วย..

๐๐ ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม พร้อมคณะฯ เข้ายื่นหนังสือให้ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยื่น 6 ข้อเสนอ “คืนขวัญกำลังใจเภสัชกร” แก้ปัญหาสมองไหล พร้อมหนุนนโยบายยกระดับระบบยาและสุขภาพประชาชน..

๐๐ EXIM BANK จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูธุรกิจจากอุทกภัยภาคใต้ ครอบคลุมการซ่อมแซมและปรับปรุงสถานประกอบการโรง งาน และเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ตลอดจนเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในห่วงโซ่การส่งออกสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.99% ต่อปี วงเงินสูงสุดต่อราย 10 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท..

๐๐ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ สุดปลื้มที่ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2025 ในระดับสูงสุด “AAA” กลุ่มอุตสาหกรรม Agro & Food Industry จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ยึดหลักการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ..๐๐

๐๐ ยามนี้ นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ควงมาดาม พญ.สุภาณี ไปนครโอซากาและเมืองโกเบ 7 วัน ตะลุยชิมอาหาร ท่องออนเซน และนอนเรียวกังทุกวัน..

๐๐ มิตรสหายชาว Digital CEO#8 ยินดีกับ นทชาติ จินตกานนท์ ที่ได้เป็น Thailand Country Director ของ Asia Group Advisors (AGA) บริษัทในเครือ Access Partnership ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ..๐๐

๐๐ ดร.สมภพ อัษฎมงคล ผอ.ฝ่ายเทคโนโลยีระบบกำลังไฟฟ้ารูปแบบใหม่ กฟผ. ให้การต้อนรับ บุญทวี ดวงนิราช พร้อมเพื่อนๆชาว Digital Jumpstart #3 ที่มาศึกษางาน ณ ศูนย์ พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด..

๐๐ เทศบาลเมืองน่านขอเชิญ ร่วมกิจกรรม “ดนตรีในสวน ณ สวนศรีเมือง” เพื่อส่งเสริมการพักผ่อนในบรรยากาศเย็นสบายยามค่ำ พร้อมสร้างพื้นที่ให้ครอบครัวและทุกวัยได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติใจกลางเมือง ทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่ ธ.ค. ถึง ก.พ. นี้ ณ สวนสาธารณะศรีเมือง มานั่งพักผ่อน ฟังเสียงเครื่องสายเคล้าลมเย็นของเมืองน่าน..๐๐

๐๐ ปัจจุบันมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ มีผู้พิการในความดูแลที่อาศัยอยู่ประจำกว่า 800 คน ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิ การ มูลนิธิฯ ขอเชิญร่วมบริจาค ข้าวสาร ของใช้จำเป็น หรือ เงินผ่าน ธ.กรุงเทพ สาขาบางละมุง เลขที่ 342-3-04066-0  ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้..

๐๐ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญชวนร่วมงานคริสต์มาส ฟังเพลงคริสต์มาสแครอล จากนักร้องคนดัง อาทิ ปัญญชลี เพ็ญชาติ,ศลีล สุขุม พร้อม afternoon Tea วันอาทิตย์ 21 ธ.ค.15.00 น. ที่สมาคมนักเรียนเก่าฯ ไม่มีค่าใช้จ่าย..

น้องใหม่

ยูนิลีเวอร์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ยูนิลีเวอร์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ยูนิลีเวอร์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เดินหน้าภารกิจการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มอบผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภครวมกว่า 360,000 ชิ้น มูลค่ารวม 17,000,000 บาท ผ่านกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้โครงการ “รวมใจไทยฟื้นแดนใต้” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมทั้งประกาศลดราคาสินค้าจากหลากหลายแบรนด์เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สานต่อความมุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงข้างสังคมและพี่น้องชาวไทยอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานรับมอบจากนางสาวอริสา บำรุงสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย

นางสาวอริสา บำรุงสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกท่านก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ยูนิลีเวอร์ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจ Brighten Everyday Life for All ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สะท้อนถึงความพร้อมของยูนิลีเวอร์ที่จะอยู่เคียงข้างทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่ให้การสนับสนุนเราเป็นอย่างดีมาโดยตลอด พนักงาน รวมถึงพันธมิตรคู่ค้าทั้งโมเดิร์นเทรดและร้านขายของชำ”

ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหลากหลายรายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นใหม่ล่าสุด โอโม่ โปร ฟลอร์ คลีนเนอร์ ช่วยขจัดกลิ่นอับ และคราบเหนียว และทำให้พื้นหอมนาน, ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ได้แก่ บรีส โอโม่ และคอมฟอร์ท, ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ซันไลต์, ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ สบู่ ลักส์, แชมพู เคลียร์, และ วาสลีนเจลลี่ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่ช่วยเสริมสร้างพลังงานอย่าง คนอร์คัพโจ๊ก ตอกย้ำบทบาทในฐานะองค์กรที่ไม่เพียงสร้างการเติบโตทางธุรกิจแต่ยังพร้อมตอบแทนสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

จากพลังแห่งการ ‘ให้’ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด่านหน้าพร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง ‘ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต’

จากพลังแห่งการ ‘ให้’ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด่านหน้าพร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง ‘ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต’

จากพลังแห่งการ ‘ให้’ ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สู่ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ด่านหน้าพร้อมดูแลคนไทยตลอด 24 ชั่วโมง ‘ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต’

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความไม่แน่นอนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที แม้ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขก็ตาม เหตุฉุกเฉินอาจเปลี่ยนชีวิตได้ในชั่วพริบตา อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ระบุว่าในปีล่าสุดมี ผู้ป่วยฉุกเฉินมากกว่า 1.7 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทย และย้ำให้เห็นว่า ทุกวินาทีคือ โอกาสในการช่วยชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลที่ปริมาณผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่บทบาทของศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินระดับตติยภูมิ มีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคย

รศ. ดร. นพ.ไชยพร ยุกเซ็น หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี เกิดจากความจำเป็นในการเติมเต็มช่องว่างของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งในอดีตยังขาดศูนย์ฉุกเฉินระดับสูงที่มีศักยภาพเพียงพอรองรับผู้ป่วยอุบัติเหตุและภาวะวิกฤตที่ต้องการการดูแลเร่งด่วน ศูนย์ฯ จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยในช่วงนาทีทอง ด้วยความพร้อมของบุคลากรเฉพาะทาง เทคโนโลยีช่วยชีวิต และระบบการทำงานที่ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ภารกิจหลักคือการทำให้ทุกวินาทีในชั่วโมงวิกฤตเป็นโอกาสสูงสุดในการรักษา ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การดูแลก่อนถึงโรงพยาบาล การคัดแยกอาการ ไปจนถึงการรักษาและการส่งต่ออย่างแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลที่รวดเร็ว ปลอดภัย และได้มาตรฐานสูงที่สุด”

นวัตกรรมการรักษาที่พร้อมดูแลตั้งแต่วินาทีแรกที่พบผู้ป่วย ไปจนถึงขั้นตอนการรักษา

ด้วยปริมาณผู้ป่วยฉุกเฉินเฉลี่ยกว่า 150 รายต่อวัน โดย 30% เป็นผู้ป่วยอาการรุนแรง ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงต้องทำงานด้วยความแม่นยำและรวดเร็วในทุกนาที ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในห้องฉุกเฉินยาวนาน 24–48 ชั่วโมง จากข้อจำกัดด้านเตียงวิกฤต ขณะที่ข้อมูลในปีที่ผ่านมาพบว่า กว่า 80% เป็นผู้ป่วยอายุรกรรมฉุกเฉิน เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้น โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ระบบไหลเวียนล้มเหลว และภาวะติดเชื้อรุนแรง ส่วนผู้ป่วยอุบัติเหตุและบาดเจ็บคิดเป็นประมาณ 20% ซึ่งต้องการการประเมินและตัดสินใจที่แม่นยำในเสี้ยววินาที สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนบทบาทสำคัญของศูนย์ฯ ที่ต้องพร้อมรับมือเหตุวิกฤตทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

เพราะทุกวินาทีมีความหมายต่อชีวิต ศูนย์ฯ จึงออกแบบระบบการดูแลให้เริ่มตั้งแต่จุดเกิดเหตุ ผ่านเทคโนโลยีสำคัญอย่างกล้องติดตัว Portable X-ray และอัลตราซาวนด์แบบพกพา ที่เชื่อมข้อมูลสู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบเรียลไทม์ผ่าน Telemedicine ทำให้การวินิจฉัยและการรักษาเริ่มได้ทันทีแม้อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เมื่อถึงโรงพยาบาล ระบบ Fast Track จะเข้ารับช่วงต่อทันที ตั้งแต่การทำ CT Scan การตรวจ EKG การให้ยาละลายลิ่มเลือด ไปจนถึงการนำผู้ป่วยเข้าสู่ Cath Lab เพื่อรักษาโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันอย่างทันท่วงที

ศูนย์ฯ ยังทำหน้าที่เป็นจุดรับส่งต่อหลักของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผ่านระบบส่งต่อดิจิทัลที่ประเมินผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาเครือข่าย Tele consult และระบบ AI เพื่อช่วยประเมินความรุนแรงและเลือกโรงพยาบาลปลายทางที่เหมาะสมที่สุด ยกระดับการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินให้รวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังเป็นหน่วยงานสำคัญด้านการจัดการอุบัติภัยหมู่และสาธารณภัย โดยมีระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมแพทย์ฉุกเฉินกับภารกิจการดูแลประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้วยความมุ่งมั่นในการยืดหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับแพทยสภา และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สนับสนุนทีมแพทย์ทางอากาศและเทคโนโลยีการรักษาเพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตมหาอุทกภัย ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยทีมแพทย์ทางอากาศ หรือ Sky Doctor มีภารกิจสำคัญในการวินิจฉัย และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตผ่านทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลปลายทางได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางอุปสรรคในการคมนาคม พร้อมทั้งมีการสนับสนุนทีมแพทย์ เพื่อให้บริการตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้น และให้คำแนะนำในการรักษาดูแลสุขภาพ รวมถึงแจกจ่ายยาป้องกันโรคฉี่หนู (Leptospirosis) เพื่อป้องกันการระบาดและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจมาพร้อมกับสภาวะน้ำท่วมขัง

“หัวใจของงานเวชศาสตร์ฉุกเฉินคือ ‘ทุกวินาทีคือชีวิต’ ในฐานะศูนย์ตติยภูมิ ที่เพรียบพร้อมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกรรมแพทย์ และการส่งต่อผู้ป่วย ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดเคียงข้างคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยวิสัยทัศน์ของศูนย์ฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงการรักษา แต่ต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ผ่านการจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง การเสริมสร้างทักษะผ่านสถานการณ์จำลอง รวมถึงความร่วมมือกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนและพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ของประเทศ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการดูแลและรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในวันนี้และในวันหน้า” รศ. ดร. นพ.ไชยพร กล่าวเสริม

ศูนย์อุบัติเหตุและเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลา ทั้งยามวิกฤตที่ต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วน หรือช่วงเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี ทีมแพทย์ฉุกเฉินและผู้เชี่ยวชาญยังคงปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยและความสุขของคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง ศักยภาพทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากพลังแห่งการให้ของผู้ใจบุญทุกท่านผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่สนับสนุนเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงรถพยาบาลฉุกเฉินขั้นสูง ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ อาคารฉุกเฉินและอุบัติเหตุ การพัฒนาหลักสูตร และการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดีที่มีคุณภาพ ส่งกลับมาเป็นระบบการดูแลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง สะท้อนคุณค่าของ “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” ที่ส่งต่อจากผู้ให้…กลับไปสู่ชีวิตของคนไทยทุกคน

ติดตามความเคบื่อนไหวของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ : FB มูลนิธิรามาธิบดีฯ   LINE @RamaFoundation   IG @RamaFoundation   www.ramafoundation.or.th

PRINC Group เปิดตัว ‘สุ่มคราฟต์’ ยกระดับสินค้าชุมชน สู่โมเดล ‘การแพทย์ผสานชุมชน’

PRINC Group เปิดตัว ‘สุ่มคราฟต์’  ยกระดับสินค้าชุมชน สู่โมเดล ‘การแพทย์ผสานชุมชน’

PRINC Group เปิดตัว ‘สุ่มคราฟต์’ ยกระดับสินค้าชุมชน สู่โมเดล ‘การแพทย์ผสานชุมชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.04 น.

PRINC Group สร้างมิติใหม่ของขวัญปีใหม่ด้วยการนำเสนอ สุ่มคราฟต์ กล่องสุ่มภายใต้โครงการ One PRINC One Product (OPOP) โดยรวบรวมของดีมีคุณภาพจากชุมชนใน 14 จังหวัดที่มีโรงพยาบาลเครือพริ้นซ์ตั้งอยู่ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความตื่นเต้นจากการลุ้นรับสินค้า แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนกับผู้รับของขวัญ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีฝีมือและความตั้งใจ ให้ได้มีพื้นที่และโอกาสในการนำเสนอผลงานสู่ผู้รับของขวัญในวงกว้างมากขึ้น

สุ่มคราฟต์” คือรูปแบบการนำเสนอจากการดำเนินโครงการ One PRINC One Product (OPOP) ของ PRINC Group ในปี 2025 ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) โดยมองว่าโรงพยาบาลหนึ่งแห่งสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าสถานพยาบาล แต่เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนกับศักยภาพและอัตลักษณ์ของชุมชนรอบข้าง

โครงการ OPOP จึงทำหน้าที่คัดเลือกและรวบรวมสินค้าชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นมานำเสนอในรูปแบบของขวัญ และในปีนี้เลือกใช้ “กล่องสุ่ม” เป็นเครื่องมือในการเปิดพื้นที่ให้สินค้าจากหลากหลายชุมชน ได้ถูกมองเห็นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

อติยา อาวัชนากา

นางสาวอติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืน บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แนวคิดของ “สุ่มคราฟต์” ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ PRINC Group ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม (ESG: Social) โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากนั่นคือสินค้าในชุมชนซึ่งมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น โดยความโดดเด่นของ “สุ่มคราฟต์” คือ

  1. กล่องสุ่มที่ไม่เน้นกำไร แต่เน้นโอกาส: แทนที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง หรือมีศักยภาพในการผลิตจำนวนมาก PRINC Group กลับเลือกที่จะเป็น “ตัวกลาง” ในการค้นหาและรวบรวมสินค้าจากชุมชนเล็ก ๆ ที่อาจไม่ถนัดการสื่อสารการตลาด
  2. การผสานสินค้าเข้ากับการเล่าเรื่อง: หัวใจของกล่องสุ่มนี้คือการขยายขีดจำกัดด้านการตลาดให้แก่ชุมชน ผู้รับของขวัญไม่ได้เพียงแค่ได้รับสินค้า แต่ได้รับ “เรื่องราว” ที่เป็นบทสรุปของความตั้งใจและภูมิปัญญาจากหลากหลายพื้นที่ เป็นการสร้างคุณค่าทางอารมณ์และคุณค่าทางสังคมให้กับตัวผลิตภัณฑ์
  3. โรงพยาบาลเป็น Hub เชื่อมโยง: ในโมเดลนี้ โรงพยาบาลในเครือ PRINC ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสถานพยาบาล แต่เป็น “จุดกระจายเรื่องราว” และเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้สินค้าจากพื้นที่ห่างไกล (Micro-economies) สามารถเดินทางไปสู่ผู้บริโภคระดับองค์กรได้อย่างที่ไม่เคยทำได้เองมาก่อน

“สุ่มคราฟต์ คือการเน้นย้ำถึงแก่นของโครงการพริ้นซ์ผสาน ที่ว่า การดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์ ต้องดูแลทั้งกายและเศรษฐกิจชุมชน เมื่อชุมชนมีรายได้มั่นคง มีความภาคภูมิใจในตัวเอง สุขภาพกายและใจก็จะดีขึ้นตามไปด้วย” อติยากล่าว

นอกจากนี้ โครงการยังช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับพนักงานของ PRINC Group อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้ลงไปพบปะ พูดคุย และรับฟังเรื่องราวของชุมชนในพื้นที่ที่ตนเองทำงานหรืออาศัยอยู่ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงบทบาทขององค์กรเข้ากับผู้คนในพื้นที่ผ่านประสบการณ์ตรง

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ได้แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของแนวคิด One PRINC One Product (OPOP) ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงโครงการ CSR สู่การเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กรที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Strategy) อย่างแท้จริง

การตัดสินใจใช้รูปแบบ “กล่องสุ่ม” ในปี 2025 เป็นการเล่าเรื่องของโครงการ One PRINC One Product ให้สนุกและเข้าถึงได้มากขึ้น ผ่านความสุขเล็ก ๆ ของการได้ลุ้นรับของขวัญ โดยยังคงหัวใจสำคัญคือการรวบรวมสินค้าคุณภาพจากชุมชนในแต่ละพื้นที่ที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ มานำเสนอในรูปแบบที่สร้างทั้งความประทับใจและการจดจำให้กับผู้รับ

สรุป ปีแห่งเรื่องราว One PRINC One Product

  • ปี 2566 (กล้วยกรุ่น): ปีแรกของ OPOP ที่เล่าเรื่องผ่านของขวัญ 2 ชุด “กล้วย ๆ” รวบรวมผลิตภัณฑ์จากกล้วยของทุกจังหวัดที่ PRINC Group มีโรงพยาบาลอยู่ พร้อมคำอวยพรเรียบง่าย ส่วน “กรุ่น” คือการผสานกาแฟโรบัสต้าจากชุมพรกับถ้วยเซรามิกปั้นมือจากสกลนคร เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มกาแฟที่มีเรื่องราว
  • ปี 2567 (ชื่นชา): มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าผ่านการเล่าเรื่องเชิงลึก (Storytelling) ผ่านชาเฉพาะถิ่นที่หลากหลายในประเทศไทย
  • ปี 2568 (สุ่มคราฟต์): มุ่งเน้นการสร้างโอกาสและเปิดพื้นที่ให้สินค้าจากหลากหลายชุมชน ได้ถูกมองเห็นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

ในทุกปีหลังจบโครงการ สิ่งที่สะท้อนกลับมาอย่างชัดเจน คือความภาคภูมิใจของพนักงานที่ได้มีส่วนร่วมและเข้าใจบริบทของชุมชนรอบตัวมากขึ้น กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กร พนักงาน และชุมชน จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจเข้ากับคุณค่าทางสังคม และสนับสนุนการพัฒนาความยั่งยืนในระยะยาว

การนำเสนอไอเดียของขวัญจากชุมชนผ่าน “สุ่มคราฟต์” ในปีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการใช้ของขวัญปีใหม่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่โฆษณาตนเอง แต่ปล่อยให้สินค้าและเรื่องราวจากชุมชนทำหน้าที่บอกเล่าความตั้งใจที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ สานต่อ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’ สนับสนุนวัตถุดิบอาหารกลางวันให้นักเรียนทั่วประเทศ

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ สานต่อ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’ สนับสนุนวัตถุดิบอาหารกลางวันให้นักเรียนทั่วประเทศ

‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ สานต่อ ‘อาหารดีพี่ให้น้อง’ สนับสนุนวัตถุดิบอาหารกลางวันให้นักเรียนทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

17 ธันวาคม 2568 – บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ‘แม็คโคร-โลตัส’ มุ่งดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) พร้อมมุ่งส่งเสริมการมีสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของเยาวชนไทย ด้วยการขับเคลื่อนตามเป้าหมายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเข้าถึงโภชนาการ ผ่านโครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง” ที่ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ในการสนับสนุนวัตถุดิบคุณภาพเพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหาร โดยระหว่างปี 2566-2568 ได้ทำการสนับสนุนไปแล้วรวมทั้งสิ้น 333 โรงเรียน จำนวนนักเรียน 75,848 คน เป็นอาหารจำนวนกว่า 10 ล้านมื้อ

สำหรับโครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง ปีที่ 8” ในปี 2568 นี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ส่งมอบวัตถุดิบอาหารกลางวันคุณภาพให้แก่นักเรียน 115 โรงเรียน ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ โรงเรียนวัดบ้านพร้าว จังหวัดปทุมธานี, โรงเรียนหมอนทองวิทยา จังหวัดฉะเชิงเทรา,  โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท, โรงเรียนบ้านห้วยน้ำขาว จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนบ้านทุ่งนาเคียน และโรงเรียนวัดนาหม่อม จังหวัดสงขลา รวมถึงโรงเรียนในสังกัด สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ในภาคเหนือ 100 โรงเรียน

จากการที่ แม็คโครและโลตัส ได้ร่วมมือดำเนินกิจกรรม “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่ชุมชน” โดยนำรายได้จากการจำหน่ายลำไยทุก 1 กิโลกรัม ร่วมบริจาค 1 บาท สมทบเข้าโครงการ “อาหารดีพี่ให้น้อง” สนับสนุนเป็นวัตถุดิบอาหารและอาหารสดคุณภาพให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในภาคเหนือ 100 โรงเรียน เพื่อเป็นมื้ออาหารกลางวัน ควบคู่การส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในวัยเรียน ซึ่งได้จัดงานส่งมอบโดยมี คุณศิริพร ภักดีไชยกุล รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด เป็นตัวแทนมอบทุนให้ผู้แทนโรงเรียนต่างๆ

พร้อมกับการจัดกิจกรรมทัศนศึกษา “แหล่งการเรียนรู้นอกห้องเรียน” นำนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหาดนาค และโรงเรียนบ้านสบเตี๊ยะ เรียนรู้การเลือกวัตถุดิบอาหารที่สด สะอาด รวมถึงการทานอาหารที่มีประโยชน์ และถูกหลักโภชนาการ โดยมีคณะผู้บริหารและพนักงานแม็คโคร-โลตัส ให้การต้อนรับคณะครูและนักเรียนอย่างอบอุ่นที่ แม็คโคร-โลตัส จอมทอง

ซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนผ่านการโครงการต่างๆ ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำต้นแบบองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

บ.ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง นำเทคโนโลยี VR บำบัดจิตใจ ‘NeuroSight’ สนับสนุนทีม MCATT รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ดูแลสุขภาพจิตผู้อพยพ

บ.ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง นำเทคโนโลยี VR บำบัดจิตใจ ‘NeuroSight’ สนับสนุนทีม MCATT รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ดูแลสุขภาพจิตผู้อพยพ

บ.ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง นำเทคโนโลยี VR บำบัดจิตใจ ‘NeuroSight’ สนับสนุนทีม MCATT รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ดูแลสุขภาพจิตผู้อพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.05 น.

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการทหารกับกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้อพยพหลบหนีจากพื้นที่การสู้รบเข้ามาในศูนย์อพยพจำนวนมากกว่า 100,000 คน วิกฤตด้านสุขภาพจิตของผู้ประสบภัยสงครามกำลังทวีความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน บริ ษัททองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง ได้เร่งส่งมอบเครื่องมือเทคโนโลยี Virtual Reality(VR) สำหรับการบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพจิต “NeuroSight” ให้กับทีมเยียวยาจิตใจ MCATT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อช่วยดูแลผู้ที่ประสบความเครียด บาดแผลทางใจ และวิตกกังวลจากสถานการณ์สงคราม

พญ.ธีรธร ทองก้อนใหญ่ กรรมการบริษัททองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชาในขณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียทางกายภาพ แต่ยังทิ้งบาดแผลทางจิตใจที่ลึกซึ้งแก่ประชาชนที่ต้องหลบหนีออกจากพื้นที่สงคราม ผู้อพยพกว่า 100,000 คนที่หลั่งไหลเข้ามาในศูนย์อพยพล้วนประสบกับความบอบช้ำทางจิตใจ บางคนเห็นความรุนแรง สูญเสียคนที่รัก หรือถูกคุกคามต่อชีวิต สภาวะเหล่านี้นำไปสู่ความเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder) อาการบาดเจ็บทางใจจากเหตุการณ์รุนแรง (Trauma) และความวิตกกังวลที่รุนแรง

ปัญหาสุขภาพจิตในสถานการณ์สงครามเป็นวิกฤตเงียบที่มีความรุนแรงไม่แพ้การขาดแคลนอาหารหรือยารักษาโรค หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที อาจนำไปสู่ปัญหาระยะยาว เช่น โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ภาวะซึมเศร้า และการทำร้ายตนเอง เราจึงได้นำเครื่องมือ NeuroSight (นิวโรไซต์) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี VR ที่ได้รับการพัฒนาเฉพาะสำหรับการบำบัด ฟื้นฟู และดูแลผู้ที่ประสบภัยสงครามมาสนับสนุนทีมแพทย์และนักจิตวิทยา เพื่อให้การช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงทีแก่ผู้อพยพในวิกฤตครั้งนี้”

พญ.ธีรธร กล่าวถึง เทคโนโลยี NeuroSight หรือ นวัตกรรมการบำบัดจิตใจด้วย VR ต่อว่า NeuroSight เป็นเครื่องมือที่ผสมผสานเทคโนโลยี Virtual Reality เข้ากับหลักการทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่ช่วยในการผ่อนคลาย ลดความ เครียด และฟื้นฟูสภาพจิตใจ โดยมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่

การบำบัดด้วยสภาพแวดล้อมเสมือนจริง: สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและผ่อนคลาย ช่วยลดอาการวิตกกังวลและความเครียดเฉียบพลัน

โปรแกรมการฝึกจิตและสติ : ช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้เทคนิคการจัดการอารมณ์และความเครียดด้วยตนเอง

การติดตามและประเมินผล : วัดและบันทึกผลการบำบัด เพื่อปรับแต่งแผนการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ใช้งานง่ายและรวดเร็ว: สามารถให้บริการได้หลายคนในเวลาจำกัด เหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ พญ.ธีรธร ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วนในวิกฤตสงคราม ว่า การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาได้สร้างวิ กฤตด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ด้วยจำนวนผู้อพยพที่มากกว่า 100,000 คนซึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ศูนย์อพยพ ความต้องการด้านการดูแลสุขภาพจิตมีสูงเป็นประวัติการณ์ ผู้อพยพส่วนใหญ่ประสบกับ บาดแผลทางจิตใจจากการเห็นความรุนแรง การสูญเสียบ้าน ทรัพย์สิน และคนที่รัก ,ความกลัวและความไม่มั่นคงต่อชีวิต จากสถานการณ์สงครามที่ยังคงดำเนินอยู่, ความเครียดเฉียบพลันและวิตกกังวลรุนแรง จากการต้องอพยพอย่างกะทันหัน และความไม่แน่นอนในอนาคต ไม่ทราบว่าจะสามารถกลับบ้านได้เมื่อไหร่ ขณะที่ทรัพยากรบุคลากรด้านสุขภาพจิตในศูนย์อพยพมีอยู่อย่างจำกัด เทคโนโลยี NeuroSight จึงเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยเสริมประสิทธิภาพของทีมแพทย์ ช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้ต้องการความช่วยเหลือได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่การดูแลทางจิตใจต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

นพ.โกศล วราอัศวปติ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี ระบุว่า “ในสถานการณ์สงคราม ผู้อพยพที่เข้ามาต่างประสบกับบาดแผลทางใจที่รุนแรง หลายคนมีอาการหวาดกลัว นอนไม่หลับ หรือมีภาพเหตุการณ์รุนแรงย้อนกลับมาในหัว NeuroSight ช่วยให้เราสามารถให้การบรรเทาและดูแลเบื้องต้นแก่ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่มีผู้ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินจำนวนมากพร้อมกัน เครื่องมือนี้ช่วยลดภาระของทีมแพทย์ในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัด และทำให้ผู้อพยพได้รับการดูแลที่รวดเร็วและมีคุณภาพ แม้ในสถานการณ์วิกฤต”

แม้ว่า NeuroSight จะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ พญ.ธีรธร เน้นย้ำอย่างจริงจังว่า “สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในวิกฤตสงครามครั้งนี้มีขนาดใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะรับมือได้เพียงลำพัง ความต้องการด้านสุขภาพจิตในศูนย์อพยพมีมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่หลายเท่าตัว ยังคงต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น นักจิตวิทยาและนักจิตแพทย์เพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สุขภาพจิตผู้มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ประสบภัยสงคราม เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์ ทรัพยากรทางการเงินเพื่อขยายโครงการ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ การดูแลสุขภาพจิตของผู้อพยพสงครามไม่ใช่เรื่องที่สามารถรอได้ เพราะยิ่งปล่อยให้ล่าช้า บาดแผลทางใจจะยิ่งลึกและยากต่อการรักษา เราต้องการความช่วยเหลือตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพจิตของผู้อพยพทุกคนได้อย่างครอบคลุม มีศักดิ์ศรีและยั่งยืน”

ร้านอุปนายิกา อวดความงาม ‘ผ้าไหมไทย’ มรดกภูมิปัญญาที่ยังคงมีชีวิต ในงานกาชาดประจำปี 2568

ร้านอุปนายิกา อวดความงาม ‘ผ้าไหมไทย’  มรดกภูมิปัญญาที่ยังคงมีชีวิต ในงานกาชาดประจำปี 2568

ร้านอุปนายิกา อวดความงาม ‘ผ้าไหมไทย’ มรดกภูมิปัญญาที่ยังคงมีชีวิต ในงานกาชาดประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

งานกาชาดประจำปี 2568 “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตาองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เชิญชวนประชาชนเลือกซื้อ ผ้าไหมทอมือ จากโครงการส่งเสริมอาชีพประชาชนตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ ร้านอุปนายิกา (บูท 2.3) 

ผ้าไหมทุกผืนที่นำมาจำหน่ายภายในงาน ล้วนสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีต โดยมีให้ประชาชนได้เลือกซื้อหลากหลายลวดลาย อาทิ  ผ้าไหมบ้านมัดหมี่ ผ้าไหมลายหมี่คั่นขอ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าไหมลายประยุกต์ไข่หงส์ จาก ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ ผ้าไหมลายโฮล จากชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ 
ขอเชิญประชาชนร่วมเลือกชมและอุดหนุนผ้าไหมทอมือคุณภาพ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ และส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน ใน งานกาชาดประจำปี 2568 ตั้งแต่วันนี้ – 21 ธันวาคม 2568 ณ สวนลุมพินี เวลา 11.00 – 22.00 น.