รมช.เกษตรฯติดตามโครงการฯแก้ปัญหาน้ำ

รมช.เกษตรฯติดตามโครงการฯแก้ปัญหาน้ำ

รมช.เกษตรฯติดตามโครงการฯแก้ปัญหาน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.07 น.

รมช.เกษตรฯ ติดตามโครงการ อ่างเก็บน้ำคลองสะพานเต่า หนุนแก้ปัญหาน้ำสุราษฎร์ฯ

วันนี้ (18 ธ.ค.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสะพานเต่า ต.คลองศก อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการสำคัญในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และลดปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรและที่อยู่อาศัยของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสะพานเต่า มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุประมาณ 8.60 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างระบบส่งน้ำระยะทางรวมประมาณ 35 กิโลเมตร สามารถรองรับและกระจายน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 9,500 ไร่ โดยใช้งบประมาณดำเนินการทั้งโครงการประมาณ 600 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 4 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2573–2576

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาด้านน้ำแล้ว โครงการดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในด้านการเป็นแหล่งเพาะและอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรธรรมชาติ ช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชนในอนาคต

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการวางแผนศึกษารายงานความเหมาะสม (FS) และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ควบคู่กับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและการพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

015

เปิดคลินิกเกษตรฯบูรณาการให้บริการเกษตรกร

เปิดคลินิกเกษตรฯบูรณาการให้บริการเกษตรกร

เปิดคลินิกเกษตรฯบูรณาการให้บริการเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

รมช.เกษตรฯ เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ไตรมาส 1 ปี 2569 บูรณาการทุกภาคส่วน ยกระดับบริการเกษตรกรถึงพื้นที่

วันนี้ (18 ธ.ค.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสุราษฎร์ธานี อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนมาปฏิบัติ ผ่านการให้บริการด้านการเกษตรเชิงรุกที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้เกษตรกร ซึ่งช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรในระยะยาว  

ทั้งนี้ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ให้บริการในลักษณะครบวงจรในจุดเดียว อาทิ การวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพดิน การวินิจฉัยและป้องกันโรคพืช โรคสัตว์ และโรคสัตว์น้ำ การให้คำปรึกษาด้านการผลิต การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม การให้บริการวัคซีนสัตว์ช่วยป้องกันโรค ตลอดจนการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่  

นายนเรศ กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงแรงงาน ตลอดจนส่วนราชการในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมจัดกิจกรรมและนิทรรศการให้บริการความรู้และคำปรึกษา เพื่อให้สามารถเข้าถึงการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทั่วถึง  ขณะเดียวกันได้กำชับให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานด้วยความเสียสละ มีจิตอาสา และให้บริการอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรในพื้นที่

015

สศก.เผยGDPภาคเกษตรโตร้อยละ3.3

สศก.เผยGDPภาคเกษตรโตร้อยละ3.3

สศก.เผยGDPภาคเกษตรโตร้อยละ3.3

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.17 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผย GDP ภาคการเกษตรของไทยปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3.3 พร้อมคาดการ GDP ภาคการเกษตรปี 2569 เติบโตกว่าร้อยละ 2

วันนี้ (18 ธ.ค.) นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทยที่ต้องเผชิญกับ 5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ , มาตรการการกีดกันทางการค้าและมาตรฐานสินค้ารูปแบบใหม่ , สภาพอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติธรรมชาติการ , เติบโตสีเขียว และโครงสร้างประชากรสูงวัยที่มีมากขึ้นซึ่งส่งผลต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรด้วยนโยบาย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ผ่านกลไกลการสร้างรายได้ สร้างตลาด และสร้างโอกาส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและผลักดันให้ภาคการเกษตรไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568  ของไทย(GDP)ในภาพรวม มีการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (2567) ซึ่งในภาพรวมมีปัจจัยสนับสนุนจาก ปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ประกอบกับสภาพอากาศเอื้ออำนวย ไม่ประสบภัยแล้งรุนแรง

นอกจากนี้ยังมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น รวมถึงนโยบายจากภาครัฐที่ได้มีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการส่งเสริม และบริหารจัดการได้ดีขึ้น ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศไทยยังต้องเผชิญกับภัยพิบัติในหลายช่วง ไม่ว่าจะเป็นพายุวิภา และ คาจิกิ ทำให้ผลผลิตเกษตรได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเงินบาทแข็งค่าซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยในสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาการบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้มีการขยายตัว ในขณะที่ สาขาการประมงที่ยังคงหดตัว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2569 สศก.คาดว่าจะมีการขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2-3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่มีความต่อเนื่อง และความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัว รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า และความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย

ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จัดแคมเปญประกวดผลงานการสร้างสรรค์จาก Beauty Waste ‘SHISEIDO BEAUTY OF ART 2025 CONTEST’

ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จัดแคมเปญประกวดผลงานการสร้างสรรค์จาก Beauty Waste 'SHISEIDO BEAUTY OF ART 2025 CONTEST'

ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จัดแคมเปญประกวดผลงานการสร้างสรรค์จาก Beauty Waste ‘SHISEIDO BEAUTY OF ART 2025 CONTEST’

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

บริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดประกวดผลงานการสร้างสรรค์จาก Beauty Waste ภายใต้ชื่อแคมเปญ “SHISEIDO BEAUTY OF ART 2025 CONTEST” (ชิเซโด้ บิวตี้ ออฟ อาร์ต 2025 คอนเทสต์) โดยจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายใต้คอนเซปต์ SUSTAINABLE BEAUTY LOOPS ที่มุ่งสร้างวงจรความงามอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้หมดแล้ว นำมา UPCYCLE ให้เป็นสิ่งของที่มีมูลค่าและนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง เป็นการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้คุ้มค่า พร้อมทั้งร่วมสนับสนุนความสามารถทางศิลปะของนักศึกษา

คุณปาริชาติ วีระเสถียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ชิเซโด้ มุ่งมั่นและให้ความสำคัญเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจของเรา ภายใต้มิชชั่นของชิเซโด้ BEAUTY INNOVATIONS FOR A BETTER WORLD นวัตกรรมความงามเพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน โดยในปีนี้เรายังคงจัดแคมเปญการประกวด SHISEIDO BEAUTY OF ART CONTEST ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพขึ้นเป็นปีที่ 3 เพื่อต้องการส่งเสริมความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยในปีนี้เราได้นำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้หมดแล้วในเครือบริษัทชิเซโด้ กรุ๊ป อาทิ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระปุก หลอดโฟม ฯ นำมาให้น้องๆ นักศึกษา ได้ส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อแสดงความสามารถและสรรสร้างงานศิลปะ หรือสิ่งของที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่อีกครั้ง เพื่อชิงทุนการศึกษาจากทางบริษัทฯ  ทั้งนี้ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ และปลูกฝังแนวคิดในการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์แก่เยาวชนในเรื่องนี้ด้วยค่ะ

โดยในการประกวดครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากน้องๆ นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดอย่างมากมาย ซึ่งทุกๆ ผลงานที่ส่งเข้าประกวดได้ถ่ายทอดให้เห็นถึงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคนิคการใช้บรรจุภัณฑ์ในการสร้างงานเป็นชิ้นงานศิลปะอย่างสวยงาม และสิ่งของที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอีกด้วยค่ะ”

และเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดการประกาศรางวัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนี้

รายละเอียดผู้ชนะแคมเปญ “SHISEIDO BEAUTY OF ART 2025 CONTEST”

  • รางวัลที่ 1 ทุนการศึกษา 30,000 บาท (รูปซ้ายสุด)

ได้แก่ น.ส. เพ็ญพิชชา สร้อยทรัพย์ นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ ชั้นปีที่ 3

  • รางวัลที่ 2 ทุนการศึกษา 20,000 บาท (รูปกลาง)

น.ส. วรรณวิศา ขนิษฐา, น.ส. จิรัชยา ยุติธรรม และน.ส. ขวัญจิรา กีตา นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ ชั้นปีที่ 3

  • รางวัลที่ 3 ทุนการศึกษา 10,000 บาท (รูปขวาสุด)

น.ส. ณัฐธิดา เอ้โถบุตร นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะและการออกแบบ ชั้นปีที่ 2

และรางวัลชมเชยอีกจำนวน 12 รางวัล พร้อมกันนี้ทางบริษัทฯ ยังได้มอบเงินสนับสนุนการศึกษาให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นจำนวน 100,000 บาท โดย ดร.จิราพร เกิดชูชื่น ผู้ช่วยอธิการบดีสายวิชาการ เป็นผู้รับมอบ พร้อมกับทีมคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

บริษัท ชิเซโด้ (ไทยแลนด์) จำกัด ยังคงมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันความสุข ความสวย และสร้างรอยยิ้มให้กับสังคม เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนผ่านผลิตภัณฑ์ความงามของชิเซโด้ กรุ๊ป ภายใต้พันธกิจ BEAUTY INNOVATIONS FOR A BETTER WORLD  นวัตกรรมความงามเพื่อโลกที่ดีขึ้นของทุกคน

ตระการตาสวนดอกไม้กลางกรุงใน งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ ครั้งที่ 36

ตระการตาสวนดอกไม้กลางกรุงใน งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ ครั้งที่ 36

ตระการตาสวนดอกไม้กลางกรุงใน งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ ครั้งที่ 36

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

สมาคมปาร์คนายเลิศ จัดงานเทศกาลดอกไม้และศิลปะยิ่งใหญ่แห่งปี งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ ครั้งที่ 36” (The 36th  Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2025) ระหว่างวันที่ 18–21 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00–22.00 . ณ ปาร์คนายเลิศ ซอยสมคิด ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดหลัก “Garden of Tomorrow” ที่จะพาผู้เข้าชมสัมผัสประสบการณ์สวนแห่งอนาคตซึ่งผสานความงามของธรรมชาติ ศิลปะร่วมสมัยและนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน และเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมตามปณิธานของ ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ผู้ริเริ่มงานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ

งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ ครั้งที่ 36 เนรมิตสวนสวยใจกลางกรุง ภายใต้แนวคิด “Garden of Tomorrow” ให้กลายเป็นสวนศิลปะแห่งอนาคตที่ผสานความงาม ความสร้างสรรค์ และบรรยากาศชวนผ่อนคลายไว้ในที่เดียว โดยมีไฮไลต์ในงานดังนี้

นิทรรศการพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอุปถัมภ์งานศิลปะและวัฒนธรรมไทย สมาคมปาร์คนายเลิศ ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จัดนิทรรศการพิเศษ ‘ชุดไทยจากราชสำนักสู่ราชนิยม แสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ เพื่อเชิญชวนร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ผู้ทรงพระราชทานแนวทาง ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ให้เป็นต้นแบบแห่งความสง่างามของสตรีไทย ก่อนการผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปีหน้า

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง โขน โดยเยาวชนจาก สถาบันเอกชนการละคร (Eakkachon Kan Lakorn Institute) เพื่อสืบสานพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้อนุรักษ์และสืบสานการแสดงโขนให้คงไว้ซึ่งความเป็นศิลปะประจำชาติ รวมถึงการจัด งานศิลป์จากดอกไม้นามพระราชทานของสมเด็จพระพันปีหลวง อาทิ กุหลาบควีนสิริกิติ์ แคทลียาควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ถ่ายทอดความอ่อนช้อยและความหมายอันลึกซึ้งสะท้อนความผูกพันระหว่างพระองค์ท่านและศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างงดงาม ภายใต้การสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการสืบสานและผลักดันหัตถศิลป์ไทยสู่สากล จนได้รับการยกย่องจาก UNESCO และรางวัล WIPO Award for Creative Excellence กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้อนุเคราะห์ให้นำอาภรณ์จากโครงการ ผ้าไทยใส่ให้สนุก มาจัดแสดงในงานดอกไม้ฯ ในปีนี้ด้วย

แกนหลักแห่งความวิจิตรร่วมสมัย

งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ ครั้งที่ 36 ออกแบบภายใต้ 4 แกนหลัก เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและล้ำสมัย ทั้งดอกไม้และศิลปะ สมกับเป็น Garden of Tomorrow

Immersive Experience – สัมผัสประสบการณ์สวนที่ออกแบบให้ผู้ชม “กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว” อย่างแท้จริง พบกับ The Maze Garden สวนวงกตแห่งจินตนาการ ครั้งแรกใจกลางกรุงเทพฯ ประดับด้วย Sculpted Couture ประติมากรรมผ้าไทยร่วมสมัย โดย SACIT ถ่ายทอดความงามของภูมิปัญญาไทยในมิติใหม่ รวมทั้ง The Miracle Garden by PTTLNG เรียนรู้เรื่องราวการเพาะพันธุ์ไม้เหมืองหนาวในประเทศไทย ด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาดของ PTTLNG ภายใน The Glass House พร้อมผลิตผลจากพลังงานสะอาดให้เลือกช้อปชิม

Nature × Innovation × Humanity – งานศิลป์ที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างธรรมชาติ มนุษย์ และอนาคตที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างยั่งยืน อาทิ ศิลปะจากดอกไม้ที่รังสรรค์โดยนักจัดดอกไม้และพันธมิตรชั้นนำ ผสานความงามธรรมชาติกับนวัตกรรมอย่างวิจิตรงดงามทั่วบริเวณงาน และพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่ Young Designer Exhibition – ผลงานสร้างสรรค์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กับผลงาน “ดอกไม้แห่งอนาคต” สะท้อนคุณธรรมเหนือกาลเวลา โดยถ่ายทอดหลัก พรหมวิหาร 4 ผ่านผลงานประติมากรรมรังสรรค์จากวัสดุไม้และทองเหลือง

Art of Light & Sound – สวนที่มีชีวิตด้วยนวัตกรรมภาพ แสง และเสียง สร้างความมหัศจรรย์และ

แรงบันดาลใจในทุกย่างก้าว ครั้งแรกของงานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ กับ Garden Illumination ผลงานแสง สี และนวัตกรรมเลเซอร์ในยามค่ำคืน จัดแสดงตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Tradition Meets Tomorrow – การผสานอดีตและอนาคตเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ผ่านมรดกไทยอันทรงคุณค่า และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน Emerging Designers Showcase by VASSANA – ผลงานหัตถศิลป์จากไม้ไผ่ โดย รศ. ดร. วาสนา สายมา และคุณสาวิน สายมา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมรามเกียรติ์ ตอน “เกสรทมาลา” และ “มังกรกัณฐ์” ถ่ายทอดความรัก ความเสียสละ และมิตรภาพผ่านศิลปะมาลัยไทยร่วมสมัย ร่วมถ่ายทอดสัมผัสโดยกรุ่นกลิ่นหอม จากน้ำหอมแบรนด์ Saisalang และ Siva ที่นำแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์มาถ่ายทอดเป็นน้ำหอมสองกลิ่นพิเศษที่ปรุงขึ้นเฉพาะสำหรับงานนี้

อิ่มอร่อย ช้อปเพลิน เจริญใจ

– เมนูอาหารดอกไม้จานพิเศษ สินค้าคัดสรรจากร้านดัง และกิจกรรมความสุขตลอดงาน

Roots Beyond Tomorrow –การนำเสนอวัตถุดิบพื้นถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ถ่ายทอดความหมายของ รากเหง้าแห่งอาหาร และวัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยร้านอาหารของปาร์คนายเลิศ ได้แก่ ร้าน Ma Maison นำอาหารไทยต้นตำรับมาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ โดยเน้นวัตถุดิบท้องถิ่นจากชุมชน ร้าน Lady L และ Caviar Café คัดสรรวัตถุดิบจากฟาร์มไทย ทะเลไทย และสวนของนายเลิศ รังสรรค์เมนูอาหารตะวันตกร่วมสมัย พร้อมการตกแต่งสถานที่จากการสร้างสรรค์ของ Raksit Paperproject โดย คุณรักษิต บุญนาค ที่รังสรรค์ศิลปะกระดาษสื่อถึงวัฎจักรผีเสื้อ อิ่มอร่อยไปกับอาหารค่ำแห่งความยั่งยืน French-Thai Zero Waste Dinner ที่ L’Artisan Chef’s Table, École Ducasse Nai Lert Bangkok Studio อีกทั้ง อมัน นายเลิศ กรุงเทพ ยังได้รังสรรค์ Afternoon Tea เซ็ตพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

Workshops & Activities – กิจกรรมสุดสร้างสรรค์ เช่น การทำเข็มกลัดผ้าไทยจากวัสดุหมุนเวียน การประดิษฐ์ศิลปะจากดอกไม้แห้งและดอกไม้สด เวิร์กช้อปการทำอาหารคาวหวาน เครื่องดื่มและการตกแต่งหน้าเค้ก พร้อมทั้งกิจกรรมเพื่อทุกคนในครอบครัว อาทิ การเพ้นท์หน้าเด็ก และการแสดงดนตรีสด

The Market – ไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตที่รวบรวม ทั้งตลาดต้นไม้ งานคราฟต์ และแฟชั่นร่วมสมัย ผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ และอาหารไทยสตรีทฟู้ด

สุขใจ ได้กุศล

รายได้จากการจัดงานหลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้แก่ ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เพื่อการรักษาโรคมะเร็งสมองในผู้ป่วยเด็ก ด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ให้ประสิทธิภาพสูง และเกิดผลข้างเคียงน้อย

งานดอกไม้ปาร์คนายเลิศครั้งที่ 36 (The 36th Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2025) เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 18 – วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 – 22.00 . (เริ่มการแสดง แสง สี เวลา 18.00 .) ณ ปาร์คนายเลิศ ซอยสมคิด ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ

ราคาบัตรเข้าชมงานสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท สำหรับเด็ก นักเรียน นักศึกษา และผู้พิการ ราคา 100 บาท สำหรับเด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 100 ซมเข้าชมฟรี

รายละเอียดเพิ่มเติม Website:  https://nailertgroup.com/th/event/the-36th-nai-lert-flower-garden-art-fair-2025/,  Instagram: @nailertflowerandgardenartfair และ Facebook: Nai Lert Flower & Garden Art Fair

‘iHERB GROUP’ ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ’69

‘iHERB GROUP’ ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ’69

‘iHERB GROUP’ ร่วมส่งเสริมการศึกษาเด็กนักเรียนยากไร้ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ’69

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.30 น.

นายยัญชัย บุญใช้ กรรมการบริหาร iHERB GROUP ผู้ผลิตอาหารเสริมแบรนด์อินเซนต์ (Inzent) มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนเรียนดี แต่ยากไร้  มูลค่ารวม 50,000 บาท ณ โรงเรียนหนองตาแพ่ง จังหวัดกาญจนบุรี 

นายยัญชัย บุญใช้ CEOหนุ่มแห่ง iHERB GROUP กล่าวว่า “ในโอกาสใกล้วันเด็กปี 2569 นี้ ทางบริษัทเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาที่เป็นสิ่งสำคัญของเด็กไทย  จึงได้คัดเลือกโรงเรียนหนองตาแพ่งซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชน อยู่ใกล้เคียงกับโรงงานไอเฮิร์บ จ.กาญจนบุรี โดยได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุน ทุนละ 5,000 บาท(ห้าพันบาท) รวมมูลค่า 50,000 บาท(ห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยคัดเลือกจากนักเรียนที่เรียนดี ความประพฤติดี แต่ขาดทุนทรัพย์ รวมถึงบริจาคอุปกรณ์กีฬา ขนม และร่วมสมทบทุนซ่อมแซมอาคารเรียน รวมมูลค่ากว่า 1 แสนบาท โดยหวังว่าสิ่งเล็กๆเหล่านี้ จะเป็นแรงกำลังใจแก่นักเรียนและคณะครูต่อไป”

ด้านนางสาวสุดาพร  สุดใจ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองตาแพ่ง กล่าวว่า “รู้สึกดีใจแทนนักเรียนของเรา โดยโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเพียง 41 คน ส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองประกอบอาชีพเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ รับจ้างทั่วไป ในละแวกใกล้เคียง โดยนักเรียนจำนวนมากประสบปัญหาขาดทุนการศึกษา รวมไปถึงอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ทางไอเฮิร์บก็ได้มีการสนับสนุนที่ดีมาโดยตลอด”

นายยัญชัย บุญใช้ กล่าวเสริมในช่วงท้ายถึงทิศทางของ iHERB GROUP ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงว่า “ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมานั้น iHERB GROUP มีความตั้งใจในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เราสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก และนวัฒกรรมอันทันสมัยตามแบบฉบับของiHERB ราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ในคอนเซปของดีราคาไม่แพง เพื่อตอบโจทย์ในทุกกลุ่มเป้าหมาย และในปี 2569 iHERB เองก็จะยังคงจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งต่อสินค้าที่มีคุณภาพให้กับทุกคน รวมไปถึงการแบ่งปันสิ่งดีๆ ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดปี เช่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม , ทำนุบำรุงพุทธศานา , ช่วยเหลือผู้พิการทหารผ่านศึก เป็นต้น

-(016)

แพลทินัม x TikTok Shop ประกาศรางวัล ‘The Next Seller 2025’ สุดยอดนักขายแห่งปี

แพลทินัม x TikTok Shop ประกาศรางวัล  ‘The Next Seller 2025’ สุดยอดนักขายแห่งปี

แพลทินัม x TikTok Shop ประกาศรางวัล ‘The Next Seller 2025’ สุดยอดนักขายแห่งปี

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.21 น.

แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ และ TikTok Shop ประกาศผล ผู้ชนะจากเวทีการแข่งขัน “The Next Seller 2025” การประกวดที่เฟ้นหาสุดยอดนักขาย Live Commerce ยุคใหม่จาก 12 ผู้ประกอบการแฟชั่นไทย ที่ทุ่มพลังสร้างสรรค์คอนเทนต์และโชว์ สกิลไลฟ์สดแบบเข้มข้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมได้รับการสนับสนุนคูปองส่วนลดมูลค่ารวม 50,000 บาท จาก TikTok Shop เพื่อสร้างโอกาสในการขาย และเพิ่มผู้ติดตามให้มากยิ่งขึ้น

งานประกาศรางวัลจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมโนโวเทล แบงคอก แพลทินัม โดยได้รับเกียรติจาก ธนู ตรีวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารจาก TikTok Shop ชาลิสา ชาติวัฒนานนท์ และ ธนกิตต์ ดีประเสริฐ ร่วมพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ “กูรูฝน” นุชนารถ ดอนชัย และเหล่า Mentor สุดยอดนักการตลาดและนักขายออนไลน์ชื่อดัง ทั้ง 3 ได้ แก่ Turk, Nuebie และ Thomas ร่วมแสดงความยินดีภายในงาน

ผลการประกาศรางวัล The Next Seller 2025” รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 20,000 บาท ได้แก่ ชนกนันท์ ปลอดภัย  จากร้าน MANFAIR ,รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 10,000 บาทได้แก่ พรจันทร์ ศรีนาแค และ โชคชัย สวนทิพย์  จากร้าน Miralyn ,รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท ได้แก่ กนกพร แซ่เตียว จากร้าน MM Store ,รางวัล Popular View  เงินรางวัล 3,000 บาท ได้แก่ โชคชัย สวนทิพย์ จากร้าน Miralyn นอกจากนี้ ยังนี้รางวัลพิเศษสำหรับ 9 ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยทุกร้านต่างมีความรู้ความสามารถและประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตนเอง ได้แก่  ร้าน Rock Candy ,ร้าน Mirror Sister,ร้าน Posh ,ร้าน YANON, ร้าน Lady Shop, ร้าน THER Everyday,ร้าน  Zuuk,ร้าน Grand dell, ร้าน Marada พร้อมกันนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 – 3 ยังได้มาแบ่งปันความรู้สึก และความประทับใจที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการอีกด้วย

ชนกนันท์ ปลอดภัย  จากร้าน MANFAIR ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า “ภูมิใจกับรางวัลนี้มาก เพราะทุกอย่างเกิดจากการลงมือทำจริงๆ ได้เรียนรู้หลายอย่างจากโครงการนี้ ทั้งการไลฟ์ เทคนิคการขายออนไลน์ในช่องทาง TikTok ขอบคุณศูนย์การค้าแพลทินัมที่มอบโอกาสและพื้น ที่ในการพัฒนา ขอบคุณกูรูและเมนเทอร์สำหรับประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ และรางวัลนี้คือกำลังใจสำคัญที่จะพาร้านของเราเดินหน้าไปไกลและเติบโตมากยิ่งขึ้น”

โชคชัย สวนทิพย์ จากร้าน Miralyn ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และได้รับรางวัล Popular view รวม 2 รางวัล กล่าวว่า “ รางวัลนี้ถือเป็นเสียงสะท้อนว่าลูกค้าและผู้ชมให้การชื่นชอบร้านของเราซึ่งถือว่าเราตื่นเต้นและดีใจกับผลที่ได้มาก ซึ่งโครงการนี้มีส่วนสำคัญในการผลักดันช่วยให้ร้านค้าได้ฝึกฝนและลองทำสิ่งใหม่ ๆ ช่วยเราเปิดประตูออกจากเซฟโซนความกลัว สร้างกำลังใจให้เรากล้าทำหลังจากที่ได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆเกี่ยวกับการไลฟ์ขายของ โดยปัจจุบันเรายังได้ทำการไลฟ์ขายสินค้าอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มชำนาญขึ้น และคิดว่าจะดำเนินการทำการตลาดออนไลน์ ควบคู่ไปกับการเปิดหน้าร้านฐานที่มั่นที่ศูนย์การค้าแพลทินัมที่เรามั่นใจต่อไป”

กนกพร แซ่เตียว จากร้าน MM Store ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 กล่าวว่า “โครงการนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันขายสินค้าออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้เราได้เปิดโลก ได้ความรู้ใหม่ ได้เทคนิคใหม่ และได้เพื่อนใหม่ สิ่งที่ดีที่สุดคือความกล้าที่เพิ่มขึ้น กล้าที่จะลอง กล้าที่จะปรับตัว หลังจากนี้มั่นใจมากว่าจะเอาความรู้ที่ได้ทั้งหมดไปต่อยอดการขายออนไลน์ของร้านอย่างแน่นอน”

สำหรับโครงการ Platinum Empowering SMEs 2025 : Rack to Rise ภายใต้แนวคิด “Social Content to Social Commerce” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของร้านค้าให้มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สร้างโอกาสสู่การเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในวันข้างหน้า โดยมีรายการแข่งขัน “The Next Seller 2025” เป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการสร้างองค์ความรู้โดยเฉพาะเจาะจงให้กับแต่ละร้านผ่านทางกูรูและ Mentor ที่คอยให้คำแนะนำแต่ละร้านให้ลงมือทำปฏิบัติจริง  ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการขายหน้าร้าน On Ground ควบคู่ไปกับการ LIVE Online ไปด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี TikTok Shop คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนมอบคูปองส่วนลดพิเศษรวมมูลค่า 50,000 บาท ให้กับนักช้อปที่รับชมและซื้อสินค้าช่วงเวลาการแข่งขันไลฟ์สดของ 12 ร้านค้า  

ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าแพลทินัม ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการแฟชั่นไทยให้เติบโตเคียงคู่ไปพร้อมกับศูนย์การค้าในฐานะแฟชั่นฮับชั้นนำระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง ครองความเป็นศูนย์รวมแฟชั่นค้าส่งที่ดีที่สุดในอาเซียน “The Best Wholesale Fashion Hub of ASEAN” ติดตามข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Platinum Fashion Mall

KEMREX ยกระดับมาตรฐานการดูแลต้นไม้เมืองไทย เปิดตัว ‘Tree Care Hospital Thailand’

KEMREX ยกระดับมาตรฐานการดูแลต้นไม้เมืองไทย เปิดตัว ‘Tree Care Hospital Thailand’

KEMREX ยกระดับมาตรฐานการดูแลต้นไม้เมืองไทย เปิดตัว ‘Tree Care Hospital Thailand’

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด (KEMREX) ผู้นำด้านนวัตกรรมเสาเข็มเหล็ก ประกาศผลการวิจัยความแข็งแรงของระบบค้ำยันต้นไม้ “FlexiTree by KEMREX” นวัตกรรมที่ผสานองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมโครงสร้างเข้ากับธรรมชาติของการเจริญเติบโตของต้นไม้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลต้นไม้ในเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศเปิดตัว “Tree Care Hospital Thailand” (โรงพยาบาลต้นไม้) ศูนย์กลางการดูแลสุขภาพต้นไม้ครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ FlexiTree ในด้านความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวให้สอดคล้องกับโครงสร้างของต้นไม้แต่ละช่วงวัย โดยระบบค้ำยันถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เสมือน “รากแก้วของต้นไม้” ช่วยเสริมความมั่นคง ลดแรงกระทำจากลมและปัจจัยแวดล้อม โดยไม่รบกวนระบบรากและลำต้น อีกทั้งยังช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนไม้ค้ำยันซ้ำ ๆ ซึ่งมักเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บและชะลอการเติบโตของต้นไม้

ประเสริฐ ธรรมมนุญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด (KEMREX) กล่าวว่า FlexiTree เป็นผลลัพธ์ของการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมของ เข็มเหล็ก มาผสานกับความเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ เราไม่ได้มองเพียงโครงสร้างที่แข็งแรง แต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างสมดุลในระยะยาว งานวิจัยที่เปิดเผยในวันนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า FlexiTree สามารถตอบโจทย์การดูแลต้นไม้ในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และ เข็มเหล็ก ในฐานะผู้นำ Green Construction มุ่งเน้นทั้งความปลอดภัยและความยั่งยืน ต้องการให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจว่าการเลือกใช้เข็มเหล็ก คือการเลือกโซลูชันที่ปลอดภัย คุ้มค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ทั้งนี้ เข็มเหล็กเชื่อว่า FlexiTree จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมือง ที่ต้องการทั้งความมั่นคง ความปลอดภัย และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการใช้งานที่คุ้มค่าในระยะยาว นอกจากนี้ Flexi Tree ยังได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับต้นไม้หลากหลายขนาดและรูปทรง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับโครงการปลูกต้นไม้ในเมือง โครงการอสังหาริมทรัพย์ งานภูมิทัศน์ สวนสาธารณะ รวมถึงโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในระยะยาว

งานวิจัยดังกล่าวได้มีการเปรียบเทียบ ระบบค้ำยันต้นไม้ 4 รูปแบบ ผ่านการทดสอบและวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา อาทิ คุณประเสริฐ ธรรมมนุญกุล CEO บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด รศ.ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวนศาสตร์ จากคณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.นครินทร์ ศรีสุวรรณ นักวิจัย จากสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย–ฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 

ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า FlexiTree เป็นระบบค้ำยันที่ให้ความมั่นคง แข็งแรง และยืดหยุ่น สอดคล้องกับธรรมชาติของต้นไม้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการหักโค่น พร้อมทั้งลดผลกระทบต่อดินและราก เมื่อเทียบกับระบบค้ำยันแบบดั้งเดิม

สำหรับการค้ำยันต้นไม้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับต้นไม้ที่เพิ่งปลูกใหม่หรือมีรากยังไม่แข็งแรง เพราะช่วยป้องกันต้นไม้ล้มจากแรงลม และช่วยให้ลำต้นตั้งตรง ไม่เอียงเสียทรง ทั้งยังส่งเสริมให้รากตั้งตัวและเติบโตได้ดี โดยลดการเคลื่อนไหวของลำต้นซึ่งอาจทำให้รากหลุดจากดิน นอกจากนี้ การค้ำยันยังช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปลูกหรือขนส่งต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถควบคุมทิศทางการเจริญเติบโตของต้นไม้ให้เหมาะสมกับการจัดภูมิทัศน์ และที่สำคัญคือเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ ข้างถนน หรือโรงเรียน โดยลดความเสี่ยงจากการล้มของต้นไม้ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้คนหรือทรัพย์สินได้

นอกจากนี้ บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด ได้เปิดตัว Tree Care Hospital Thailand (โรงพยาบาลต้นไม้) อย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดตั้งขึ้นในฐานะ ศูนย์กลางการดูแลสุขภาพต้นไม้แบบครบวงจรของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยสุขภาพต้นไม้ การรักษาและฟื้นฟูต้นไม้ที่เสื่อมโทรม ตลอดจนการวางแผนดูแลและบริหารจัดการต้นไม้ในระยะยาว โดยยึดหลักวิชาการ ผสานองค์ความรู้ด้านชีววิทยา วนศาสตร์ รุกขกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่

โรงพยาบาลต้นไม้ทำงานภายใต้ความร่วมมือกับ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิชาการชั้นนำ อาทิ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งให้การสนับสนุนองค์ความรู้ด้านโครงสร้าง การเจริญเติบโต และระบบรากของต้นไม้ รวมถึงความร่วมมือกับ สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย–ฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี วิศวกรรม และการทดสอบเชิงโครงสร้าง เพื่อพัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานการดูแลต้นไม้ให้มีความแม่นยำและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Tree Care Hospital Thailand ยังเปิดกว้างในการทำงานร่วมกับ องค์กรด้านต้นไม้และสิ่งแวดล้อมทั้งภาครัฐและเอกชน นักรุกขกรรมรับรอง (Certified Arborist) เครือข่ายนักวิจัย ตลอดจนองค์กรและภาคีที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ต้นไม้ในเมือง เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการดูแลต้นไม้ใหญ่ การจัดการความเสี่ยง และการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว

การจัดตั้งโรงพยาบาลต้นไม้ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการยกระดับการดูแลต้นไม้ในเชิงปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างวิชาการ เทคโนโลยี และภาคปฏิบัติ เพื่อผลักดันมาตรฐานการดูแลต้นไม้ของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ และรองรับการพัฒนาเมืองสีเขียวในอนาคตอย่างยั่งยืน

ประเสริฐ เพิ่มเติมว่า การเปิดผลวิจัย FlexiTree และการเปิดตัว Tree Care Hospital Thailand (โรงพยาบาลต้นไม้) ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เข็มเหล็ก ในการพัฒนานวัตกรรมด้านโครงสร้างและสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านความแข็งแรงและความปลอดภัย แต่ยังคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างโครงสร้างกับธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของต้นไม้ให้แข็งแรง สวยงาม และยืนยาวอย่างแท้จริง

 -(016)

Thailand Halal Assembly 2025 จุดกระแส ‘Green Halal’ เดินหน้าพัฒนาอุตฯฮาลาลอย่างยั่งยืน

Thailand Halal Assembly 2025 จุดกระแส ‘Green Halal’ เดินหน้าพัฒนาอุตฯฮาลาลอย่างยั่งยืน

Thailand Halal Assembly 2025 จุดกระแส ‘Green Halal’ เดินหน้าพัฒนาอุตฯฮาลาลอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.12 น.

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จัดงาน Thailand Halal Assembly 2025 (THA2025) เวทีประชุมวิชาการด้านฮาลาลครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยปีนี้มาพร้อมแนวคิด “Green Halal Beyond Sustainability” หรือกรีนฮาลาล สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน มุ่งผลักดันโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลยุคใหม่ที่ผสานมิติด้านสิ่งแวดล้อม หลักศาสนา สังคม และนวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานฮาลาลไทยสู่ระดับสากล

ดร.พรพิมล มะหะหมัด ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานจัดงาน เปิดเผยว่า THA2025 ยังคงยืนหยัดในบทบาทเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล นวัตกรรม สังคมศาสตร์ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการพัฒนาที่ตอบโจทย์ทั้งมิติวิชาการและเศรษฐกิจโลกฮาลาลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ ดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาระบบฮาลาลมายาวนานกว่า 22 ปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรและองค์ความรู้รองรับอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย BCG ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเน้นการใช้พลังงานสะอาด การผลิตที่มีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยคาร์บอน และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล ภายใต้แนวคิด “Green Halal Beyond Sustainability” ที่เน้นการบูรณาการหลักสิ่งแวดล้อม ความถูกต้องตามหลักอิสลาม และเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง (Hub) ด้านการค้าและการผลิตผลิตภัณฑ์ฮาลาลที่มีมูลค่าส่งออกกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025 นี้อีกด้วย

Thailand Halal Assembly 2025 (THA2025) เป็นงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นเวทีสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล นักธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากนานาประเทศ ในปีนี้มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอซ กรุงเทพฯ โดยมีกิจกรรมภายในงานครอบคลุมด้านวิชาการอย่างหลากหลาย อาทิ การประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาล (The International Halal Science and Technology Conference: IHSATEC 2025 – The 18th HASIB) นิทรรศการวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Green Halal Economy: Beyond Sustainability” เพื่อแสดงให้เห็นว่าหลักการฮาลาลสามารถเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูโลกได้อย่างไร ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่ตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ยังมีการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ IMT–GT WGHAPAS เป็นการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์ของคณะทำงานด้านผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล ภายใต้แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค การรักษาความถูกต้องตามหลักฮาลาล (Halal Integrity) แนวปฏิบัติที่ยั่งยืน และกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ Green Halal Workshop เป็นเวิร์คช็อป “Green Halal Make-Your-Own Beauty” กับผู้เชี่ยวชาญจาก Herbalstudio ทำจริง ใช้จริง และนำผลิตภัณฑ์กลับบ้าน

และมีการทำข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากรด้านวิทยาศาตร์ฮาลาลระหว่างศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับหน่วยงานจาก 12 ประเทศ รวมถึงการนำเสนอและประกวดผลงานวิจัยจากนักวิจัย นิสิต และผู้สนใจทั้งจากในและต่างประเทศกว่า 70ผลงาน จาก 34 ประเทศ โดยผลงานที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการนานาชาติ Journal of Halal Science, Industry and Business (JHASIB) ซึ่งได้รับการจัดทำดัชนีในฐานข้อมูล ASCI, ICI Journals Master List, Google Scholar และอยู่ระหว่างการเข้าสู่ฐานข้อมูล Scopus

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ฯพณฯ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี, H.E. Mr. Ihsan Ovut เลขาธิการ SMIIC, พล.ต.ต. สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเดิมชัย คงคำ ผู้ช่วยอธิการบดี ในฐานะผู้แทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร. วินัย ดะห์ลัน ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล พร้อมผู้แทนองค์กรรับรองฮาลาลจากต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ–เอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขา

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ThailandHalalAssembly.com, Facebook: Thailand Halal Assembly หรือโทร. 02-218-0618

-(016)

เปิดเส้นทางเดินตามรอยบ้านศิลปิน กระตุ้นการท่องเที่ยวแนวศิลปะ

เปิดเส้นทางเดินตามรอยบ้านศิลปิน กระตุ้นการท่องเที่ยวแนวศิลปะ

เปิดเส้นทางเดินตามรอยบ้านศิลปิน กระตุ้นการท่องเที่ยวแนวศิลปะ

วันศุกร์ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

นางวิภาวี ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวการต้อนรับและชี้แจงถึงวัตถุประสงค์การจัดทริปนี้ ให้แก่คณะสื่อมวลชนจังหวัดชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการการท่องเที่ยว สถานที่แรก คณะได้ไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย Chiangrai Contemporary Art Museum จุดหมายแรกแห่งโลกศิลปะร่วมสมัยของจังหวัดเชียงราย อีกทั้งเป็นที่รวบรวมงานศิลป์ของ ศิลปินมากมายมีการจัดนิทรรศการ แสดงโชว์ผลงานหมุนเวียนกันไป  และมีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมตลอดทั้งวัน  โดยพิพิธภัณฑ์นี้ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางด้านศิลปะร่วมสมัยของภาคเหนือ ซึ่งคัดสรรผลงานศิลปะจากทั้งศิลปินเชียงรายผู้มีบทบาทสำคัญในวงการศิลป์ และศิลปินระดับประเทศที่สร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยในหลากหลายแนวทาง จากนั้นเดินทางไปที่ บ้านศิลปิน  คุณพุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปิน ภาพวาดพฤกษาศาสตร์  คุณเอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินแนวนามธรรมและงานไม้นำคณะร่วมกิจกรรม Workshop สร้างสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะจากเศษไม้เปิดประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์ ผ่านวัสดุธรรรมชาติของเชียงราย

คณะสื่อมวลชนได้ออกเดินทางสู่ Error Smith คาเฟ่-อาร์ตสเปชสุดชิคของเชียงราย คุณรัชรินทร์ อินธุระ กล่าวต้อนรับ ชมนิทรรศการ ศิลปะที่จัดแสดงทั้งผลงานถาวรและหมุนเวียน อาทิ ภาพวาด งานปั้น งานคราฟต์ งานเครื่องเงิน และแฟชั่นร่วมสมัย เป็นพื้นที่ที่ผสมงานศิลป์เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ หลังจากนั้นเดินทางกันต่อที่ ดอยดินแดง พิพิธภัณฑ์และสตูดิโอเครื่องปั้นดินเผา ที่ก่อตั้งโดย อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนงานเครื่องปั้นร่วมสมัยของล้านนาอย่างแท้จริง ภายในพื้นที่เต็มไปด้วยผลงานที่เกิดจาก   “ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ”  ซึ่งถูกยกระดับสู่ศิลปะที่ทรงเอกลักษณ์ ผ่านกระบวนการปั้น เผา และเคลือบ ที่อาจารย์ถ่ายทอดด้วยความปราณีต งานแต่ละชิ้นจึงเปี่ยมด้วยพลัง ความสงบ และสุนทรียภาพแบบเซน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสผลงานร่วมสมัยตั้งแต่ภาชนะดินเผา ประติมากรรม ไปจนถึง ถ้วยชาวิถีเซน อันโด่งดังที่สะท้อนความงดงามของความเรียบง่าย ความไม่สมบูรณ์แบบที่งดงาม (Wabi-Sabi) และความลึกซึ้งในปรัชญาแห่งงานฝีมือ พื้นที่ดอยดินแดงยังโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ทำให้การเดินชมศิลปะที่นี่ป็นประสบการณ์ที่เชื่อมผู้มาเยือนกับความนิ่งสงบของงานดินเผาและจิตวิญญาณแห่งล้านนาได้อย่างกลมกลืน  

หลังจากนั้นเดินทางไปยังหนึ่งในชุมชนศิลปะสำคัญของเชียงราย

ศิลปินซอย 8 บ้านป้าห้า ตำบลนางแล ชุนชนศิลปะซึ่งเป็นที่พำนักและสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินเชียงรายหลายท่าน บรรยากาศของซอยนี้เต็มไปด้วยความสงบ เรียบง่าย และแวดล้อมด้วยพลังสร้างสรรค์ของผู้คนที่รักในงานศิลปะอย่างแท้จริง  คณะได้รับการต้อนรับโดย อาจารย์ชาญศิลป์ ใจคำ ศิลปินผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนศิลปะร่วมสมัยของเชียงราย ก่อนนำชมบ้านศิลปินทั้ง 3 หลัง  ได้ฉายาว่า หมู่บ้านศิลปินขนาดย่อม ประกอบไปด้วย 1.อ.ชาญศิลป์ ใจคำ ผู้เป็นเจ้าของผลงานสีอะครีลิกแนวจินตนาการ อัดแน่นด้วยพลังอารมณ์ ถ่ายทอดผ่านเส้นสายอย่างอิสระ 2.อ.แก้วฟ้า เกษรศุกร์ เจ้าของผลงานปั้นและเคลือบซารามิก แนวคิดร่วมสมัยผสมผสานรูปทรงกับแนวคิดเชิงปรัญญาได้อย่างปราณีตสวยงาม 3.อ.ธีรยุทธ  สืบทิม ผู้รังสรรค์ผลงานสีน้ำและสีอะครีลิกในสไตล์ เนียบ ละมุนละไม เน้นความปราณีตของโทนสีและจังหวะลมหายใจ ถ่ายทอดออกมาในลักษณะ ล้านนาร่วมสมัย ซึ่งตั้งเรียงรายภายในพื้นที่เดียวกันราวกับ “หมู่บ้านศิลปินขนาดย่อม” ที่สะท้อนรสนิยมและตัวตนของศิลปินแต่ละท่านได้อย่างเด่นชัด  ถ่ายทอดความสงบ ความงาม และความเรียบง่ายในแบบล้านนาร่วมสมัย  พื้นที่ของ ศิลปินซอย 8 จึงเป็นเสมือนจุดรวมตัวของศิลปะหลายแขนง ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือน ได้สัมผัสตัวตนของศิลปินอย่างใกล้ชิด และเห็นถึงความหลากหลายของานศิลปะเชียงราย ที่เบ่งบานในชุมชนเล็กๆแห่งนี้อย่างมีชีวิตชีวา

-(016)