โรคสมองขาดเลือด ภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาก่อนเสี่ยงอัมพาต

โรคสมองขาดเลือด ภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาก่อนเสี่ยงอัมพาต

โรคสมองขาดเลือด ภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาก่อนเสี่ยงอัมพาต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดหรือภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) คือ ภาวะที่การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางหรืออุดตัน ทำให้เนื้อสมองไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างเพียงพอ ส่งผลให้เซลล์สมองเริ่มตายภายในไม่กี่นาที เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการถาวรที่พบบ่อย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของภาวะสมองขาดเลือด

นายแพทย์วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ชำนาญการด้านโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ข้อมูลว่า ภาวะนี้เกิดขึ้นจากการอุดตันของหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ลิ่มเลือด (Blood Clot) เกิดขึ้นในหลอดเลือดสมองโดยตรง หรือหลุดมาจากหัวใจและไปอุดตันหลอดเลือดสมอง, ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ, โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือขาดการออกกำลังกาย

นายแพทย์วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท ชำนาญการด้านโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล

อาการของภาวะสมองขาดเลือด

อาการมักเกิดขึ้นทันทีและต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน โดยสามารถจดจำได้ง่ายด้วยหลัก BEFAST คือ B (Balance)  :: สูญเสียการทรงตัว รู้สึกเวียนศีรษะหรือเดินเซอย่างกะทันหัน E  (Eyes)  :: ปัญหาในการมองเห็น เช่น ภาพซ้อน มองไม่ชัด หรือตามัว ในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง F (Face drooping) : หน้าบิดเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arm weakness) : แขนหรือขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง S (Speech difficulty) : พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือไม่เข้าใจคำพูด

T (Time to call) : หากพบอาการเหล่านี้ ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที อาการอื่นที่อาจพบได้ เช่น เวียนศีรษะอย่างรุนแรง มองเห็นภาพซ้อน เดินเซ หรือหมดสติ

การวินิจฉัยภาวะสมองขาดเลือด

แพทย์จะใช้การตรวจหลายวิธีเพื่อหาสาเหตุและตำแหน่งการอุดตัน เช่น ตรวจร่างกายและระบบประสาท เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตรวจหลอดเลือดสมอง (MRA, CTA) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ตรวจเลือดเพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยง

การรักษาภาวะสมองขาดเลือด

การรักษาต้องทำอย่างเร่งด่วนภายในเวลาที่กำหนดเพื่อช่วยลดความเสียหายของสมอง คือ ให้ยาละลายลิ่มเลือด (rt-PA) ภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ ให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดซ้ำ เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด,การรักษาประคับประคอง เช่น ควบคุมความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด และการทำกายภาพฟื้นฟู และเทคโนโลยีการลากลิ่มเลือด (Thrombectomy) ด้วย Biplane DSA

การรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยการ ลากลิ่มเลือด (Thrombectomy) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดลิ่มเลือดที่อุดตันในเส้นเลือดสมอง กระบวนการนี้จะดำเนินการโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง ซึ่งแพทย์จะสอดสายสวน (Catheter) ขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดที่ขาหนีบ เพื่อนำลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดที่อุดตันในสมอง ซึ่งการใช้ Biplane Digital Subtraction Angiography (Biplane DSA) ทำให้แพทย์เห็นภาพหลอดเลือดสมองและลิ่มเลือดได้อย่างชัดเจนจากหลายมุมมองพร้อมกัน ช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงของหัตถการ     ทั้งนี้ โรงพยาบาลเวชธานี มีทีมแพทย์ชำนาญการด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมองที่พร้อมให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคนิคการลากลิ่มเลือดผ่าน Biplane DSA โดยเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและลดความเสี่ยงจากการทำหัตถการ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครบวงจร

ข้อดีของการรักษาด้วยเทคนิคการลากลิ่มเลือดผ่าน Biplane DSA

ลดความเสียหายต่อสมองและเพิ่มโอกาสฟื้นตัว ลดความเสี่ยงการทำลายเนื้อเยื่อสมองเพิ่มเติม ลดเวลาในการรักษา เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เหมาะกับผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลภายใน24ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ

การป้องกันภาวะสมองขาดเลือด

ควบคุมความดันโลหิต น้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดเค็ม ลดไขมันอิ่มตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงแต่เนิ่น ๆ

ภาวะสมองขาดเลือด เป็นโรคที่ต้องแข่งกับเวลา การรู้เท่าทันอาการและรีบเข้ารับการรักษา จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความพิการในระยะยาว โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยี Biplane DSA ที่ช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น

‘มาริษา เจียรวนนท์’ นำทีมมูลนิธิเดอะบิวด์ พร้อมเครือค่ายอาสาสมัครทั่วโลก เดินหน้าพัฒนาโรงเรียนท้องถิ่น เปิดตัว ‘BUILD Skills Lab’ ศูนย์ฝึกอาชีพต้นแบบ

‘มาริษา เจียรวนนท์’ นำทีมมูลนิธิเดอะบิวด์ พร้อมเครือค่ายอาสาสมัครทั่วโลก เดินหน้าพัฒนาโรงเรียนท้องถิ่น เปิดตัว ‘BUILD Skills Lab’ ศูนย์ฝึกอาชีพต้นแบบ

‘มาริษา เจียรวนนท์’ นำทีมมูลนิธิเดอะบิวด์ พร้อมเครือค่ายอาสาสมัครทั่วโลก เดินหน้าพัฒนาโรงเรียนท้องถิ่น เปิดตัว ‘BUILD Skills Lab’ ศูนย์ฝึกอาชีพต้นแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ก้าวสู่ปีที่ 20 มูลนิธิเดอะบิวด์ (The BUILD Foundation)  มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง  เปิดตัวโครงการ “BUILD Skills Lab”  ศูนย์ฝึกอาชีพต้นแบบด้านการทำอาหาร การสร้างผลิตภัณฑ์ และเมนูชุมชน แห่งแรก ณ โรงเรียนบ้านหมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นับเป็นทั้ง “ของขวัญ” และ “คำมั่นสัญญา” ที่มอบให้แก่ชุมชนในช่วงคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ตอกย้ำความเป็นพื้นที่แห่งการพัฒนาศักยภาพ ที่จะช่วยติดอาวุธทางปัญญาและทักษะให้กับคนในชุมชนบ้านหมูสีอย่างแท้จริง

าริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิเดอะบิวด์ (The BUILD Foundation)

าริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิเดอะบิวด์ (The BUILD Foundation) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งพัฒนาในด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 และคนไทยคนแรกที่คว้ารางวัล Blue Cloud Award 2025 จาก China Institute in America รางวัลเกียรติยศที่ได้รับการยกย่องเป็น “สัญลักษณ์แห่งความหวัง” เพื่อยกย่องผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ตลอดจนปลูกฝังความเป็น “ผู้ให้” ให้ผลิบานในสังคม

กว่า 19 ปีที่มูลนิธิเดอะบิวด์ (The BUILD Foundation)  มุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา สุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเยาวชนกลุ่มเปราะบางและชุมชน เป็นบทพิสูจน์ความเชื่อที่ว่า “การให้” เปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่ปีที่ 20 ในปีนี้ กับการเปิดตัวโครงการ “BUILD Skills Lab”  ศูนย์ฝึกอาชีพต้นแบบด้านการทำอาหาร การสร้างผลิตภัณฑ์ และเมนูชุมชน แห่งแรก ณ โรงเรียนบ้านหมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ และยกระดับทักษะให้คนในชุมชนก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โครงการนี้ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เครื่องมือส่งเสริมการขาย การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร รวมถึงทักษะปฏิบัติการด้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อรองรับการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต ช่วยสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชนอย่างยั่งยืน

BUILD Skills Lab จึงเป็นโมเดลที่มูลนิธิตั้งใจพัฒนาต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตท้องถิ่น และนับเป็นทั้ง “ของขวัญ” และ “คำมั่นสัญญา” ที่เรามอบให้แก่ชุมชนในช่วงคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

จุดกำเนิดของพื้นที่ความหวัง: The BUILD Foundation 

ด้วยตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น The BUILD Foundation องค์กรไม่แสวงผลกำไร จึงทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชื่อมโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนกลุ่มเปราะบางของไทย เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงความรู้และเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต

ภายใต้ความร่วมมือกับคณะกรรมการ จิตอาสา และพันธมิตร ที่ร่วมกันสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างอาคารเรียน การปรับปรุงห้องเรียน จัดหาหลักสูตรเสริมทักษะอาชีพ ส่งเสริมด้านสื่อการเรียนการสอน มอบทุนการศึกษา การสนับสนุนด้านโภชนาการและอาหารเสริม รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของเยาวชน ควบคู่กับการปลูกฝังให้เด็กๆ และชาวชุมชนร่วมกันดูแลและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

เมื่อ “โรงเรียน” สะท้อนช่องว่างที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล     

ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะชนบทห่างไกล ชายแดน หรือภูเขาสูง เด็กบางคนต้องเดินเท้าผ่านเส้นทางที่ยากลำบากบนภูเขาหลายกิโลเมตรต่อวันเพื่อไปโรงเรียนที่ใกล้ที่สุด เด็กบางคนจึงต้องหันหลังให้กับการศึกษาเพียงเพราะการเดินทางไปโรงเรียนยากลำบากเกินไป หรือปัญหาความยากจน ทำให้เด็กๆ ต้องออกจากระบบการเรียนเพื่อมาช่วยครอบครัวทำมาหากิน นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ไม่ปรากฏในตัวเลข GDP หรือรายงานทางเศรษฐกิจของชาติ หากแต่แฝงตัวอยู่บนเส้นแบ่งระหว่าง “โอกาส” กับ “อุปสรรค” มานานหลายสิบปี

หนึ่งในภารกิจหลักของ The BUILD Foundation คือการสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อส่งเสริมการ “เข้าถึง”องค์ความรู้ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย การสร้างโรงเรียนจึงไม่ได้เป็นแค่การนำอิฐไปก่อผนัง นำสีไปทากำแพง หากแต่สะท้อนความเชื่อที่ว่า เด็ก ๆ ทุกคนควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน เมื่อโรงเรียนแห่งหนึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางธรรมชาติ มันไม่ใช่แค่การส่งมอบอาคารเรียนหรือทุนการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เปรียบดัง “เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง” ที่เติบโตไปพร้อมกับเด็ก ๆ เพื่อบอกพวกเขาว่า “พวกเขามีสิทธิ์ที่จะฝัน และมีพื้นที่ให้เดินตามความฝัน เช่นเดียวกับเด็ก ๆ ทุกคนบนโลกใบนี้”

ก้าวสู่ปีที่ 20 : เปิดตัว “BUILD Skills Lab” ของขวัญและคำมั่นสัญญาเพื่อชุมชน

ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 และเพื่อมอบทั้ง “ของขวัญ” และ “คำมั่นสัญญา”ให้กับชุมชนในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ The BUILD Foundation เปิดตัว “BUILD Skills LabW ห้องปฏิบัติการฝึกทักษะแห่งแรกที่โรงเรียนบ้านหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

BUILD Skills Lab ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพด้านการทำอาหาร การสร้างผลิตภัณฑ์ และเมนูชุมชน มุ่งเน้นการให้ความรู้และยกระดับทักษะให้คนในชุมชนสามารถรู้เท่าทันและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงทักษะสำคัญอื่น ๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องมือส่งเสริมการขาย การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสาร และทักษะปฏิบัติการด้านอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมจัดเตรียม

กิจกรรมพิเศษเน้นการปฏิบัติจริง: วันเปิดตัว BUILD Skills Lab

คลาสเรียนภาษาอังกฤษและการใช้ AI ในการทำเมนูอาหารและเครื่องมือสื่อสาร: นำทีมโดย เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน และ เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์ จากร้าน CHADA Chef’s Table อ. เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI ในการสร้างสรรค์เมนูอาหารและการสื่อสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

คลาสเรียนทำคุกกี้: กิจกรรมพิเศษสำหรับครู นักเรียน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน นำโดย เชฟเพ็ญณี จิรายุวัฒนา (Penny The Chef) เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะปฏิบัติการด้านอาหารและส่งเสริมอาชีพในชุมชน

ขณะที่ เชฟพฤกษ์ สัมพันธวรบุตร ยอดฝีมืออาหารตะวันตกที่เป็นที่รู้จักจากรายการโทรทัศน์ชื่อดัง และหนึ่งในเชฟพันธมิตรของเชฟแคร์ส นำเมนูชุดอาหารเช้า – แพตตี้หมูสมุนไพร ไข่คน แพนเค้ก และผักรวม – มาสาธิตให้เด็กๆ และคนในชุมชนได้ลิ้มลองในงาน โดยเมนูนี้เป็นหนึ่งในสองผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานที่เชฟพฤกษ์ร่วมพัฒนากับเชฟแคร์สวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อีกหนึ่งเมนูคือ สปาเกตตี้ซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิลและแฮมไก่แบบแช่แข็ง ซึ่งทั้งหมดสะท้อนความตั้งใจของ “เชฟแคร์ส”  ในการมอบอาหารที่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

The BUILD Foundation เชื่อว่า “การให้”  ศาสตร์ความรู้ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดต่อสังคมแบบองค์รวม เพราะเยาวชนคือ ‘อนาคต’ ที่จะกลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง และลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน http://www.thebuildfoundation.or.th/

‘มาดามแป้ง’ ส่งผ้าห่ม 6,000 ผืน ช่วยผู้อพยพจากเหตุปะทะชายแดน

‘มาดามแป้ง’ ส่งผ้าห่ม 6,000 ผืน ช่วยผู้อพยพจากเหตุปะทะชายแดน

‘มาดามแป้ง’ ส่งผ้าห่ม 6,000 ผืน ช่วยผู้อพยพจากเหตุปะทะชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) #ส่งต่อน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกัน บริจาคผ้าห่ม จำนวน 6,000 ผืน แก่ ศูนย์พักพิง สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เพื่อบรรเทาความหนาวให้แก่ผู้อพยพ หลังเหตุการณ์ปะทะที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

ทั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงาน บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด ขอส่งกำลังใจให้ชาวบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และทหารแนวหน้าทุกนายที่ปฏิบัติภารกิจปลอดภัยและผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้โดยเร็ว

ปักหมุดเที่ยวงานกาชาด แวะร่วมสนุก ‘บูทไทยเบฟ’ ช้อป ชิม ฟินเว่อร์ สอยดาวลุ้นรับโชคใหญ่มากมาย

ปักหมุดเที่ยวงานกาชาด แวะร่วมสนุก ‘บูทไทยเบฟ’ ช้อป ชิม ฟินเว่อร์ สอยดาวลุ้นรับโชคใหญ่มากมาย

ปักหมุดเที่ยวงานกาชาด แวะร่วมสนุก ‘บูทไทยเบฟ’ ช้อป ชิม ฟินเว่อร์ สอยดาวลุ้นรับโชคใหญ่มากมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บรรยากาศดีๆ ช่วงปลายปีแบบนี้ ต้องไม่พลาดที่จะมาเดินเที่ยวในงานกาชาดประจำปี 2568 และต้องแวะมาร่วมสนุกกันที่บูทไทยเบฟ หมายเลขบูท 6.18  ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มาร่วมออกบูทในงานกาชาดเป็นประจำทุกปี โดยยกความสนุกและกิจกรรมมากมายมาให้ทุกคนได้ ชิม ช้อป กันแบบจุใจ แถมยังลุ้นรับของรางวัลใหญ่มากมายกับกิจกรรมสอยดาวยอดฮิต ได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.00 น.วันนี้ถึง 21 ธันวาคม 2568 นี้ ณ สวนลุมพินี

เรียกว่าบรรยากาศคึกคักกันตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว มีผู้สนใจเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดขึ้นอย่างงดงาม ภายใต้แนวคิด “สายใยแผ่นดิน” เพื่อสานต่อพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ภายในบูทกันอย่าเนืองแน่นตลอดทั้งวัน ซึ่งนอกจากทุกคนจะโฟกัสมาที่กิจกรรมสอยดาว และห้องภาพฉายานิติกรอันเลื่องชื่อแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ของบูทไทยเบฟที่ดึงดูดทุกคน ก็คือโซนร้านค้าชุมชน เครือข่ายรู้รักสามัคคี ที่ล้วนเป็นของดีให้ได้เลือกชมเลือกซื้อด้วยราคาสบายใจ โดยเฉพาะร้านขนมทองม้วนเจ้าดังจากเมืองเพชรสูตรต้นตำรับของ คุณยายวรรณา อินมี หรือยายเล็ก ผู้คิดสูตร บอกเลยว่า คุณยายไม่หวงสูตรด้วย หากใครสนใจอยากไปทำเอง ซึ่งคุณยายก็น่ารักมากๆ ขวักมือเรียกลูกค้าให้มาชิม มาลองนั่งทำด้วยตัวเอง ทั้งม้วน ทั้งขายกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ไทยเบฟยังเชิญชวนร่วมทำบุญสนับสนุน “สลากบำรุงสภากาชาดไทย” ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ราคาเพียงใบละ 50 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์ https://www.iredcross.org/raffle/campaign/rcfair2025 ได้ตั้งแต่วันนี้  นอกจากช่องทางออนไลน์แล้ว ยังสามารถซื้อได้ที่บูทของไทยเบฟ 6.18  ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2568

ลุ้นรับโชคใหญ่ และของรางวัลมากมายกว่า 130 รางวัล มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท อาทิ รถยนต์ TOYOTA YARIS, รถจักรยานยนต์ , ทองคำแท่ง ,ทองคำรูปพรรณ , iPhon 17 Pro max , iPad air 11 นิ้ว , เครื่องใช้ไฟฟ้า , Voucher Bic C ฯลฯ

งานนี้จัดเต็มทั้งนิทรรศการ ร้านค้าชุมชนราคาพิเศษ กิจกรรม เกมสนุกๆ ลุ้นรับของรางวัลมากมาย ให้ทุกคน เพลิดเพลินท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายของสวนลุมพินีส่งท้ายปลายปี แถมยังได้อิ่มบุญ อิ่มใจ และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ยังสามารถเที่ยวชมงานกาชาดทางออนไลน์ได้ที่ https://www.iredcross.org/

EARTONE เปิดตัวเทคโนโลยี AI และแอปฯ ตรวจการได้ยินครั้งแรกของประเทศ

EARTONE เปิดตัวเทคโนโลยี AI และแอปฯ ตรวจการได้ยินครั้งแรกของประเทศ

EARTONE เปิดตัวเทคโนโลยี AI และแอปฯ ตรวจการได้ยินครั้งแรกของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอียร์โทน (Eartone: Hearing Solutions) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพการได้ยินครบวงจรของไทย  จัดงาน “Eartone 30th Anniversary Dinner” ในโอกาสครบรอบ 30 ปี การเดินทางอันทรงคุณค่าที่ ได้อยู่เคียงข้างผู้มีปัญหาการได้ยินและบุคลากรทางการแพทย์ไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมเปิดตัวเทคโนโลยี AI เพื่อการทดสอบการได้ยินสุดล้ำ ที่จะเปลี่ยนมิติของการดูแลสุขภาพหูของคนไทยไปอีกขั้น

ภายในงานจัดขึ้น ณ rooftop ห้อง Grand Pearl ชั้น 35 โรงแรม Grand Richmond โดยมี นพ.มานัต อุทุมพฤกษ์พร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารและพาร์ทเนอร์ ระดับโลก ร่วมย้อนรอยเส้นทางความสำเร็จของเอียร์โทน พร้อมเฉลิมฉลอง ความร่วมมืออันยาวนานกว่า30ปี ในการ  เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟัง ทั้งแบบ 3D printing เฉพาะบุคคลด้วยห้องแลปปฏิบัติการมาตรฐาน ยุโรป,เครื่องช่วยฟังเชื่อมต่อบลูทูทกับโทรศัพท์มือถือ และ AI โดยมีผู้ร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติมาร่วม แสดงความยินดีกว่า 100 ท่าน

นพ.มานัต อุทุมพฤกษ์พร

ก้าวใหม่ของเทคโนโลยีการได้ยิน AI ที่เข้าถึงได้ทุกคน

เอียร์โทน ได้เปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดใน “EarTest by Eartone”แอปพลิเคชัน ตรวจการได้ยินด้วย AI อัจฉริยะ ซึ่งถือเป็นแอปฯ แรกในประเทศไทยที่สามารถตรวจคัดกรองการได้ยิน ภาษาไทยได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพงหรือเจ้าหน้าที่เฉพาะทาง เพียงใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเดียว ก็สามารถ ประเมินความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินได้อย่างแม่นยำและ รวดเร็ว

ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร 

นวัตกรรมนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยไทยและนานาชาติ ได้แก่ ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร และทีมวิจัยจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ University College London และได้รับทุนสนับสนุนจาก Royal Academy of Engineering (UK) และหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสุขภาพ การได้ยินของคนไทย  ลดการนำเข้าอุปกรณ์ หรือตู้ตรวจการได้ยิน จากต่างประเทศ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ตามโรงพยาบาล และศูนย์การแพทย์ทั่วประเทศได้ซึ่งการทดสอบ ได้ยินได้ด้วยตนเองที่บ้าน ผ่านเสียงพูดในสมาร์ทโฟน หรือ อุปกรณ์แท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับหูฟังนั้นสามารถ ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจทำให้ เกิดปัญหาสมองเสื่อมในอนาคตได้อย่างทันท่วงที ผู้สนใจสามารถ ดาวโหลดได้ทั้ง 2 ระบบ เพียงค้นหาคำว่า EarTest by Eartone หรือตามลิ้ง https://eartone.co.th/ทดสอบการได้ยินด้วยตัว

AI ในเครื่องช่วยฟัง เพิ่มประสิทธิภาพการเข้าใจคำพูดอย่างชัดเจน

นอกจากแอปพลิเคชันตรวจการได้ยินแล้ว เอียร์โทน ยังเปิดตัวเครื่องช่วยฟังรุ่นใหม่ล่าสุดของโลกที่ ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อช่วยแยกเสียงพูดจากเสียงรบกวน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถได้ยิน คำพูดชัดเจนขึ้น แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังรบกวน โดยมีผู้ใช้งานจริง มาร่วมแชร์ประสบการณ์จริงภายในงาน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับ อย่างประทับใจจากบุคลากรทางการแพทย์กว่า 100 ท่านที่มาร่วมทดลองใช้ ด้วยตนเอง

ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เอียร์โทนเติบโตจากคลินิกการได้ยินเล็กๆ ของแพทย์เฉพาะทางด้านหู สู่ผู้ให้บริการ Hearing Solution แบบครบวงจรครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยี เครื่องมือทดสอบเสียงที่ได้มาตรฐานจาก Chula Unisearch ไปจนถึงการฟื้นฟูด้วย เครื่องช่วยฟัง AI อัจฉริยะ โดยมีเครือข่าย สาขาให้บริการทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“30 ปีที่ผ่านมา เราดูแลปัญหาเรื่องหูและการได้ยินของผู้ป่วยชาวไทยด้วยมาตรฐานระดับโลก และในยุคใหม่ของ AI เรามุ่งมั่นเดินหน้าต่อเพื่อให้ทุกเสียงในชีวิต มีความหมายมากยิ่งขึ้น” นพ. มานัต อุทุมพฤกษ์พร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Eartone Hearing Solutions กล่าวทิ้งท้าย

Sofitel จับมือ Le Petit Prince เปิดตัวคิดส์คลับเจ้าชายน้อยแห่งแรกที่กระบี่

Sofitel จับมือ Le Petit Prince เปิดตัวคิดส์คลับเจ้าชายน้อยแห่งแรกที่กระบี่

Sofitel จับมือ Le Petit Prince เปิดตัวคิดส์คลับเจ้าชายน้อยแห่งแรกที่กระบี่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sofitel ต่อยอดความร่วมมือกับ Le Petit Prince เปิดโลกแห่งการเรียนรู้และจินตนาการสำหรับเด็กๆ นำธีมและคุณค่าจากวรรณกรรมคลาสสิกของ Antoine de Saint-Exupéry มาถ่ายทอดอย่างมีชีวิตชีวา ที่คิดส์คลับ Le Petit Prince (เจ้าชายน้อย) แห่งใหม่ ณ  โซฟิเทล กระบี่ (Sofitel Krabi Phokeethra Golf & Spa Resort) ถ่ายทอดเรื่องราวสุดคลาสสิกให้มีชีวิตขึ้นมา ผ่านการออกแบบและการเล่าเรื่องอย่างมีเสน่ห์และลึกซึ้ง กระตุ้นประสาทสัมผัสและแรงบันดาลใจจากโลกของผู้เขียนเจ้าชายน้อย

โปรเจคนี้ต่อยอดจากความร่วมมืออันยาวนานระหว่าง Sofitel และ Le Petit Prince เพื่อมอบประสบการณ์ที่เปิดจินตนาการมากขึ้นให้กับเด็ก ๆ ผ่านงานออกแบบร่วมสมัยและวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คิดส์คลับ Le Petit Prince (เจ้าชายน้อย) ขนาด 175 ตารางเมตรแห่งนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมชิ้นเอกของ Antoine de Saint-Exupéry เชิญชวนให้แขกตัวน้อยได้เชื่อมต่อกับเรื่องราวผ่านประสบการณ์หลากหลายชั้น ที่ถ่ายทอดฉากสำคัญอันคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นทะเลทราย ดวงดาว สวนกุหลาบ ป่าไม้ ไปจนถึงธีมนักบิน พื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนคุณค่าที่งดงามและเป็นอมตะของเรื่อง เช่น ความเป็นมนุษย์ การเคารพธรรมชาติ มิตรภาพ ความรัก และความเรียบง่ายของสิ่งต่างๆ

ภายในพื้นที่เฉพาะสำหรับเด็กแห่งนี้ ทุกมุมถูกออกแบบมาเพื่อให้เต็มไปด้วยความสนุกและการค้นพบใหม่ ๆ โซน Creative กระตุ้นจินตนาการผ่านศิลปะ งานประดิษฐ์ และการเล่าเรื่อง โซน Move ชวนให้เด็ก ๆ ปีน ป่าย ลื่นไถล และเล่นอย่างอิสระอย่างเต็มพลัง โซน Rest เด็ก ๆ สามารถผ่อนคลายกับหนังสือและเล่นเกมแบบเงียบๆได้ และ โซน Immersive ผสานการเล่นเข้ากับการเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทยและธรรมชาติรอบตัว

นอกจากโซนกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว เด็ ๆ ยังสามารถปีน Tree Tower หอต้นไม้ เพื่อสัมผัสความท้าทายครั้งแรกของการปีนป่ายและยังมีมุมเล่นบทบาทสมมติที่เด็กๆ สามารถเปลี่ยนให้เป็นเรือโจรสลัดหรือปราสาทเจ้าหญิงได้ตามจินตนาการ ในสตูดิโอศิลปะและงานประดิษฐ์ เด็ก ๆ จะได้แรงบันดาลใจจากแสงธรรมชาติและวิวสวน ส่วนมุมอ่านหนังสือก็สะท้อนความอยากรู้อยากเห็นแบบเจ้าชายน้อย เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น คิดส์คลับจะคึกคักด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อปธีมพิเศษ และกิจกรรมต่างๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ ได้ออกผจญภัยในเรื่องราวใหม่ๆ ของตัวเอง ขณะที่คุณพ่อคุณแม่สามารถผ่อนคลายได้อย่างสบายใจ

การออกแบบผสานทั้งความคิดสร้างสรรค์และความยั่งยืนไว้ด้วยกัน ผ่านการใช้วัสดุปลอดสารพิษ แสงธรรมชาติ และอุปกรณ์ของเล่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนของการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจลวดลายเด่นจาก Le Petit Prince ไม่ว่าจะเป็น ดอกกุหลาบ สุนัขจิ้งจอก เครื่องบินสีแดงของ Saint-Exupéry และหมู่ดาว ถูกซ่อนอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ เติมเสน่ห์ให้กับรายละเอียดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจและความสุขของเด็ก ๆ

การเล่าเรื่องยังคงต่อเนื่องไปไกลกว่าพื้นที่คิดส์คลับ ที่ห้องอาหารมายา ยังมีมุมพิเศษของ Le Petit Prince ที่นำเสน่ห์จากโลกในนิทานมาเติมสีสันให้กับประสบการณ์การรับประทานอาหาร พร้อมกิจกรรมธีมเจ้าชายน้อยและมอบช่วงเวลาอันอบอุ่นสำหรับครอบครัวในบรรยากาศสบาย ๆ

ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา Sofitel ได้ร่วมมือกับ Le Petit Prince และ มูลนิธิเยาวชน Antoine de Saint-Exupéry เพื่อสนับสนุนเด็กและเยาวชนทั่วโลก ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Sofitel Family Offer ที่มอบส่วนลดพิเศษสำหรับห้องพักที่อยู่ติดกัน (จ่ายเพียงครึ่งราคา), ช่วยให้เช็กเอาต์ได้ช้าขึ้น และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กโดยเฉพาะ พร้อมทั้งบริจาคเงิน 3 ยูโรต่อคืน ให้แก่ทางมูลนิธิ ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งเสริมจินตนาการ ความเข้าใจทางวัฒนธรรม และการให้ความสำคัญกับเสริมสร้างประสบการณ์ร่วมกันกับครอบครัว

“คิดส์คลับ Le Petit Prince รูปแบบใหม่ถ่ายทอดหัวใจสำคัญของปรัชญาสำหรับครอบครัวของเราได้อย่างแท้จริง ซึ่งคือการเชื่อมโยงจินตนาการ การเล่น และการเรียนรู้เข้าด้วยกันระหว่างคนต่างวัย” Jonathan Rudd  ผู้จัดการทั่วไปของ Sofitel Krabi Phokeethra Golf & Spa Resort กล่าว “เราภูมิใจที่ได้นำเสนอแนวคิดที่ได้รับการพัฒนานี้ที่กระบี่ สถานที่ที่เด็กทุกคนสามารถเป็นนักสำรวจ และทุกครอบครัวสามารถสร้างความทรงจำที่น่าจดจำร่วมกันได้”

เคล็ด(ไม่)ลับ ดูแลผิวให้ชุ่มชื้นสวยรับลมหนาว

เคล็ด(ไม่)ลับ ดูแลผิวให้ชุ่มชื้นสวยรับลมหนาว

เคล็ด(ไม่)ลับ ดูแลผิวให้ชุ่มชื้นสวยรับลมหนาว

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คงไม่มีใครอยากมีผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย ขรุขระ ไม่เรียบเนียน แต่เมื่อต้องเผชิญกับอากาศในหน้าหนาว กับลมหนาวๆ ที่เริ่มเข้ามาทักทายกันในช่วงนี้ ก็ยิ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดผิวแห้งได้ง่ายขึ้นอีก

ผิวแห้งสร้างปัญหากวนใจให้สาวๆ ทั้งอาการคัน เป็นขุย แต่งหน้าไม่เรียบ และยังทำให้มีโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย และไม่เพียงแค่ความแห้งของอากาศในหน้าหนาวเท่านั้นที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวแห้ง แต่การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง แสงแดด มลภาวะ และสภาพแวดล้อมก็เป็นตัวการสำคัญของการเกิดผิวแห้งอีกด้วยค่ะปัญหาผิวแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และสร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ อยู่เสมอๆ แล้วครีมบำรุงที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ที่ผสมมอยส์เจอร์ไรส์เซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว กับการทาครีมบำรุงอย่างเดียวจะเป็นตัวช่วยเรื่องผิวแห้งได้ดีจริงหรือ ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก ชวนมาทำความรู้จักกับตัวกา และตัวช่วย ในเรื่องของผิวแห้ง

ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ โดยปกติผิวหนังของคนเราที่ดูสดใสผุดผ่องก็เพราะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลส์ผิวหนัง สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง ดังนั้น ถ้าระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงก็จะส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย คัน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งตัวการมีทั้งภายในและภายนอกซึ่งเราสามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยตัวช่วยต่างๆ ดังนี้ค่ะ

ตัวการที่ทำให้ผิวแห้ง 

อายุ : อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง ผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และ ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ 

สภาพแวดล้อม : แสงแดด มลภาวะต่างๆ และอากาศที่มีความชื้นต่ำ (หน้าหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)

การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง: ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมถึงการอาบน้ำที่อุ่นจนเกินไปอีกด้วย 

ยาบางชนิด : เช่นยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ 

โรคบางชนิด : ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism) 

ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) : การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำ
ตัวช่วยลดอาการผิวแห้ง

ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้วยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท โดยสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากควรเลือกโลชั่นที่มี ความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม

เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิวนอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว

การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง

เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น เบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ รวมถึงงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์
ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป ให้สาวๆ สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์

Boots เนรมิตแลนด์มาร์กของขวัญแห่งปี ลิมิเต็ดเอดิชั่น ดีไซน์หรู ครบจบในที่เดียว

Boots เนรมิตแลนด์มาร์กของขวัญแห่งปี ลิมิเต็ดเอดิชั่น ดีไซน์หรู ครบจบในที่เดียว

Boots เนรมิตแลนด์มาร์กของขวัญแห่งปี ลิมิเต็ดเอดิชั่น ดีไซน์หรู ครบจบในที่เดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามชั้นนำระดับโลก ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีแบบเล่นใหญ่! เปลี่ยนการช้อปของขวัญให้เป็นเรื่องสนุก เนรมิตร้านภายใต้คอนเซปต์ “Boots Gifting Destination” ทุกโมเมนต์ของขวัญ…เริ่มที่ร้านบู๊ทส์

ซีซั่นนี้ บู๊ทส์รู้ใจคนรักความงามและแฟชั่นนิสต้าด้วย “Boots Gifting Collection” เซตของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟกว่า 18 รายการ คัดสรรเฉพาะสินค้าขายดีและเป็นที่นิยมจากหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมเสริมทัพด้วยแบรนด์ใหม่อีกมากมายที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรก เพื่อขยายทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อของขวัญที่หลากหลายยิ่งขึ้น ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ Luxury Skincare ไปจนถึง Body Care กลิ่นหอมชวนหลงใหล ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่

ทั้งนี้ บู๊ทส์ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์รูปแบบพิเศษเฉพาะฤดูกาล มาในแพ็กเกจจิ้งดีไซน์หรูเลอค่าแบบสวยจบไม่ต้องห่อเพิ่ม เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและมูลค่าในการมอบเป็นของขวัญในราคาที่เข้าถึงง่ายเริ่มต้นเพียงหลักร้อย พร้อมส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 50% เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าสูงสุด ที่ร้าน Boots ทุกสาขาทั่ว

พบกับไอเท็มระดับตำนาน และแบรนด์ชั้นนำจากอังกฤษที่ถูกจัดเซตมาเพื่อโมเมนต์พิเศษแห่งปี  No7 (นัมเบอร์เซเว่น) ที่สุดแห่งสกินแคร์อันดับ 1 จากอังกฤษ มอบของขวัญเลอค่าแด่คนพิเศษด้วย Best-selling gift ที่ผู้รับต้องประทับใจ Ted Baker (เท็ด เบเกอร์) ยกระดับความหรูหราด้วยกลิ่นอายผู้ดีอังกฤษแท้ๆ กับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายและน้ำหอมที่มาพร้อม Note กลิ่นหอมเย้ายวน แพ็กเกจจิ้งดีไซน์โมเดิร์น สะท้อนรสนิยมอันเหนือระดับ Soap & Glory (โซพ แอนด์ กลอรี่) เอาใจสาวๆ สายขี้เล่นด้วยบอดี้แคร์กลิ่นหอมฟุ้งอันเป็นซิกเนเจอร์ มาในแพ็กเกจจิ้งสไตล์วินเทจสีชมพูสดใส มอบความสนุกและผิวสวยโกลว์ในทุกครั้งที่ใช้ Boots Flavour (บู๊ทส์ เฟลเวอร์) เติมความสดชื่นให้ชีวิตชีวาด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวที่มาพร้อมความหอมสดใสและ กลิ่นหอม   ในราคาน่ารักที่ใครก็ปฏิเสธไม่ลง

สค.มอบรางวัลผู้โชคดี ร่วมกิจกรรมล้วงไข่ไดโนเสาร์ ณ บูธกระทรวง พม. ภายในงานกาชาดประจำปี 2568

สค.มอบรางวัลผู้โชคดี ร่วมกิจกรรมล้วงไข่ไดโนเสาร์ ณ บูธกระทรวง พม. ภายในงานกาชาดประจำปี 2568

สค.มอบรางวัลผู้โชคดี ร่วมกิจกรรมล้วงไข่ไดโนเสาร์ ณ บูธกระทรวง พม. ภายในงานกาชาดประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.17 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เยี่ยมชมร้านกาชาดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางพรนิภา มาสิลีรังสี และนางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและครอบครัว นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมออกร้านกาชาด ประจำปี 2568 ณ บูธกาชาดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ได้มอบของรางวัลแก่ผู้โชคดีที่เข้าร่วมกิจกรรมเกม “ล้วงไข่ไดโนเสาร์” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก สร้างบรรยากาศแห่งความสุข ความสนุกสนาน และการมีส่วนร่วมภายในบูธ

ทั้งนี้ กิจกรรมภายในบูธได้รับเกียรติจากทีม เหล่าสาวงามจากเวที MISS TIFFANY สาวงามจากเวที Miss Trans Thailand 2025 หนุ่มหล่อจากเวที Mr.Gay Universe Thailand 2025 และหนุ่มหล่อจากMister Bodyguard Thailand 2025 มาร่วมเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินกิจกรรม เชิญชวนประชาชนร่วมเล่นเกม แจกของรางวัลภายในบูธ และร่วมถ่ายทอดแนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเคารพในความหลากหลาย สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวง พม. ในการส่งเสริมความเสมอภาคและการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก อบอวลด้วยรอยยิ้มและความประทับใจตลอดการจัดกิจกรรม

สำหรับงานกาชาด ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ตั้งเเต่เวลา 11.00–22.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยบูธกาชาดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งอยู่ใน Zone 3 ส่วนราชการ (บูธ 3.11) ใกล้ประตู 1 ถนนวิทยุ

#ข่าวพม #พม #กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว #พมใกล้คุณ #สังคมไทยไร้รุนแรง #หยุดคุกคามทางเพศ #ฝึกอาชีพฟรี #เลี้ยงเดี่ยวไม่เดียวดาย #แตกต่างอย่างเท่าเทียม #DWF #สค.

ติดตามข่าวสาร สค.ได้ที่ เว็บไซต์: https://www.dwf.go.th/ , Facebook Fanpage : https://www.facebook.com/sorkor026596776/ , TikTok : https://www.tiktok.com/@dwf_tiktok?_t=8Zl3GRosGXq&_r=1 , เพื่อนครอบครัว: http://www.xn--42ca5dfr6ac6azcd1c9c9f0e.com/ , LINE Official : @linefamily , YouTube: https://www.youtube.com/channel/UCXtsy6w-fx3fkESr-C6UaAA

-(016)

สมเด็จพระสังฆราชประทานไฟพระฤกษ์ ‘สวดมนต์ข้ามปี’ เสริมสิริมงคล ถวายพระราชกุศล ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

สมเด็จพระสังฆราชประทานไฟพระฤกษ์ 'สวดมนต์ข้ามปี' เสริมสิริมงคล ถวายพระราชกุศล ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

สมเด็จพระสังฆราชประทานไฟพระฤกษ์ ‘สวดมนต์ข้ามปี’ เสริมสิริมงคล ถวายพระราชกุศล ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.12 น.

พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม โดยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้เข้ารับไฟพระฤกษ์ประทานแก่กระทรวงวัฒนธรรมนำไปมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดถวายแด่เจ้าคณะจังหวัด ทั้งมหานิกายและธรรมยุตทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ถวายพระราชกุศล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปีในส่วนกลาง ณ วัดสระเกศ วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และประทานกล่องไม้ขีดไฟประทับตราสมเด็จพระสังฆราช (ออป.) เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในกิจกรรมดังกล่าว สร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมในพิธี และเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ศักราชใหม่ โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ถวายพระราชกุศล ต้อนรับศักราชใหม่ 2569

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ต้อนรับปีใหม่และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ได้เริ่มต้นปีด้วยความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ในช่วงเทศกาลวันปีใหม่ อันมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรมดังกล่าว ได้จัดขึ้นในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศอาเซียน 14 จังหวัด ได้แก่ 1. เชียงราย 2. ตาก 3. นครพนม 4. นราธิวาส 5. บึงกาฬ 6. มุกดาหาร 7. แม่ฮ่องสอน 

8. ยะลา 9. ระนอง 10. เลย 11. สงขลา 12. สตูล 13. หนองคาย 14. อุบลราชธานี ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน 

-(016)