ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

18 ธ.ค. 2568 08:16 น.

ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

ทหารกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส อ้างว่าเครื่องบินรบของไทยใช้แก๊สพิษโจมตี จนทำให้ตัวเองหายใจไม่ออกและต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ด้านไทยย้ำชัดไม่เคยใช้อาวุธเคมีในการโจมตี

นายกุน ยง ทหารกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส ขณะนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีภรรยานั่งอยู่ข้าง ๆ ฃโดยกล่าวอ้างว่าเขามีอาการหายใจติดขัด เหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ภายหลังเครื่องบินของไทยปฏิบัติการบินโจมตีในพื้นที่

โดยรอยเตอร์สรายงานว่าในโรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ทหารและตำรวจหลายรายต่างอ้างว่า พวกเขาประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจ หลังจากเครื่องบินของไทยโปรยสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของเหลวมีพิษ

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวอ้างเกือบทุกวันว่า กองทัพไทยใช้แก๊สพิษ ในการสู้รบ โดยล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ระบุว่ามีการใช้สารดังกล่าวในหมู่บ้านที่นายกุน ยง ประจำการอยู่ด้วย

ในแถลงการณ์ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า การใช้แก๊ส รวมถึงยุทธวิธีอื่น ๆ ลักษณะนี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงไม่ได้ระบุว่าเป็นแก๊สชนิดใด ไม่ได้นำเสนอหลักฐานประกอบ และไม่ได้ระบุว่าได้ยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการต่อองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่ ขณะที่โฆษกของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลกัมพูชาไม่รับสายโทรศัพท์ของผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สที่พยายามติดต่อเพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม ทางสำนักข่าวรอยเตอร์สจึงระบุว่า ไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างอิสระ

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กองทัพอากาศไทย ไม่เคยใช้หรือมีการใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใด และระบุว่ารายงานที่กล่าวอ้างเช่นนั้นเป็นข่าวปลอม ที่มีเป้าหมายเพื่อบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการปฏิบัติการทางทหารของไทย

“หากเป็นอาวุธเคมีจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงไม่ได้มีเพียงอาการหายใจติดขัด แต่คงเสียชีวิตไปแล้ว” เขากล่าว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 คน และทำให้ประชาชนในทั้งสองประเทศต้องอพยพมากกว่า 500,000 คน ถือเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดระหว่างสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรอบหลายทศวรรษ

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

18 ธ.ค. 2568 05:32 น.

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ อนุมัติการแต่งตั้งนาย จาเรด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีนักลงทุน เป็นผู้อำนวยการใหญ่ของนาซาคนใหม่แล้ว หลังจากการเสนอชื่อยืดเยื้อมานานเกือบปี

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 วุฒิสภาสหรัฐฯ อนุมัติการแต่งตั้งนาย จาเรด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีนักลงทุน ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ ปิดฉากการเสนอชื่ออันยุ่งเหยิง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อของเขาเป็น ผอ. ก่อนจะถอนชื่อ แล้วเสนอชื่อใหม่อีกครั้ง

ไอแซกแมน วัย 42 ปี เป็นนักบินเครื่องบินเจ็ตสมัครเล่นผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศที่ไม่ใช่ระดับมืออาชีพคนแรกที่ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศ (Spacewalk) และเขายังเป็นผู้อำนวยการนาซาคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งโดยมาจากภาคเอกชนโดยตรง

หลายฝ่ายมองว่า การดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซาของไอแซกแมนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว จะถูกตัดสินด้วยบททดสอบสำคัญหนึ่งเดียวคือ สหรัฐฯ จะสามารถส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ได้ก่อนประเทศจีนหรือไม่

ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯ สร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อเปิดทางให้กับการขุดเจาะทรัพยากร และเพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งสำคัญสำหรับการเดินทางต่อไปยังดาวอังคารในอนาคต

อนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเสียงท่วมท้น 67 ต่อ 30 เสียง เพื่อยืนยันการแต่งตั้งนายไอแซกแมนให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา โดยเขาจะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก ชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่เป็นรักษาการผู้อำนวยการนาซามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

เดิมทีนายทรัมป์ประกาศความตั้งใจที่จะเสนอชื่อไอแซกแมนเมื่อเดือนธันวาคม 2567 แต่เขาได้ถอนการเสนอชื่อในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความขัดแย้งกับนาย อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของนายไอแซกแมน โดยผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ในอดีตอย่างถี่ถ้วน

นายมัสก์ หนึ่งในผู้บริจาคทางการเมืองรายใหญ่ที่สุดของทรัมป์และประธานบริหารของ SpaceX เคยปรากฏตัวในห้องทำงานรูปไข่เคียงข้างทรัมป์อยู่เป็นประจำ แต่ทั้งคู่ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในประเด็นเรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน นายทรัมป์เสนอชื่อนายไอแซกแมนใหม่อีกครั้ง โดยในระหว่างการพิจารณาเพื่อรับรองตำแหน่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายไอแซกแมนกล่าวว่าเขาพร้อมรับภารกิจของทรัมป์ในการทำเหมืองบนดวงจันทร์ ในขณะที่นานาชาติต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นผิวดวงจันทร์

“นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับการรีรอ แต่เป็นเวลาสำหรับการลงมือทำ เพราะหากเราตามหลัง หรือหากเราทำผิดพลาด เราอาจไม่สามารถไล่ตามได้ทันอีกเลย และผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนขั้วอำนาจบนโลกใบนี้ได้” ไอแซกแมนกล่าวต่อสมาชิกวุฒิสภา

ทั้งนี้ นายไอแซกแมนมองว่าการดึงภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น คือกุญแจสำคัญในการชิงชัยในศึกชิงอวกาศ

แต่การเปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของเขาอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนายมัสก์ได้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน ไอแซกแมนได้กล่าวชื่นชมการมอบสัญญาจ้างรายใหญ่ให้กับบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของ Amazon ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ SpaceX ของ อีลอน มัสก์

เขายังเสนอด้วยว่านาซาควรเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาให้มากขึ้น โดยวางบทบาทให้หน่วยงานนี้เป็น “ตัวทวีคูณศักยภาพทางวิทยาศาสตร์” และว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หากเราใกล้จะบรรลุบางสิ่งที่พิเศษสุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ครอบครัว ร็อบ ไรเนอร์ เปิดใจครั้งแรกหลังเหตุฆาตกรรม ลูกชายถูกจับกุม

ครอบครัว ร็อบ ไรเนอร์ เปิดใจครั้งแรกหลังเหตุฆาตกรรม ลูกชายถูกจับกุม

18 ธ.ค. 2568 04:35 น.

ครอบครัว ร็อบ ไรเนอร์ เปิดใจครั้งแรกหลังเหตุฆาตกรรม ลูกชายถูกจับกุม

ครอบครัวของ ร็อบ ไรเนอร์ ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังรายนี้และภรรยา ขณะที่ นิก ลูกชายขึ้นศาลครั้งแรกแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 เหล่าทายาทของนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนานผู้ล่วงลับ ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับนายไรเนอร์กับภรรยา และเรื่องที่นาย นิก ไรเนอร์ ลูกคนกลางของทั้งคู่ถูกจับกุมตัวในข้อหาฆาตกรรมบิดาและมารดาของตัวเอง

ทั้งนี้ ร่างของสามีภรรยาไรเนอร์ถูกพบเสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) ภายในบ้านพักของพวกเขาในลอสแอนเจลิส ขณะที่นิก ไรเนอร์ ถูกควบคุมตัวในคืนที่เกิดเหตุ และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมเมื่อวันอังคาร (16 ธ.ค.)

“ความสูญเสียที่น่าสยดสยองและสะเทือนใจจากการจากไปของ ร็อบ และ มิเชล ไรเนอร์ พ่อแม่ของเรา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครควรต้องประสบพบเจอ” เจค กับ โรมี ไรเนอร์ ลูกชายคนโตกับลูกสาวของร็อบ ไรเนอร์ ระบุในแถลงการณ์ “พวกท่านไม่ได้เป็นเพียงแค่พ่อแม่ แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเราด้วย”

“พวกเราขอขอบคุณสำหรับคำไว้อาลัย ความเมตตา และกำลังใจที่หลั่งไหลเข้ามา ซึ่งเราได้รับไม่เพียงแค่จากครอบครัวและมิตรสหายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนจากทุกสาขาอาชีพด้วย”

พวกเขายังขอให้สังคมให้ความเป็นส่วนตัวและความเคารพต่อครอบครัวของพวกเขา พร้อมทั้งขอให้ คาดเดาเรื่องต่างๆ ด้วยความเห็นอกเห็นใจและอยู่บนหลักความเป็นมนุษย์ “และขอให้ทุกคนจดจำพ่อแม่ของเราในฐานะผู้ที่ใช้ชีวิตได้อย่างยอดเยี่ยมและมอบความรักให้กับผู้อื่นเสมอมา” โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาที่มีต่อนิกผู้เป็นพี่ชายโดยตรง

นิก ไรเนอร์ วัย 32 ปี ได้ปรากฏตัวต่อศาลเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ และได้สละสิทธิ์ในการให้การ (ว่ารับสารภาพหรือปฏิเสธ) ต่อข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 จำนวน 2 กระทงที่เขาถูกฟ้องร้อง

ในการพิจารณาคดีดังกล่าว อัยการและทีมทนายความฝ่ายจำเลยของนายไรเนอร์เห็นพ้องให้เลื่อนการ ฟ้องให้การ (Arraignment) ออกไปจนถึงวันที่ 7 มกราคม ซึ่งจะเป็นวันที่เขามีโอกาสเข้าให้การต่อศาลอีกครั้ง และจนกว่าจะถึงวันนั้น นิกจะถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถาน ทวิน ทาวเวอร์ ในลอสแอนเจลิส

อัยการระบุว่า หากนิกให้การปฏิเสธและถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน หรืออาจได้รับโทษประหารชีวิต ซึ่งทางอัยการระบุว่าในขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะมีการเรียกร้องให้นิกมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เวเนซุเอลาลั่น ยังส่งออกน้ำมันปกติ แม้ทรัมป์ประกาศปิดกั้น

เวเนซุเอลาลั่น ยังส่งออกน้ำมันปกติ แม้ทรัมป์ประกาศปิดกั้น

18 ธ.ค. 2568 04:03 น.

เวเนซุเอลาลั่น ยังส่งออกน้ำมันปกติ แม้ทรัมป์ประกาศปิดกั้น

ทางการเวเนซุเอลายืนยัน ยังสามารถส่งออกน้ำมันได้เป็นปกติ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 เวเนซุเอลายังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ โดยยืนกรานว่าการส่งออกน้ำมันดิบของพวกเขา ไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดล้อมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มแรงกดดันทั้งทางทหารและเศรษฐกิจต่อรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร

เวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ไม่แยแสต่อคำขู่ว่าจะได้รับความยากลำบากที่เพิ่มมากขึ้น โดยยืนยันว่าการดำเนินงานต่างๆ ยังคงเป็นไปตามปกติ

“ปฏิบัติการส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์พลอยได้ยังคงดำเนินไปอย่างปกติ เรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของ PDVSA ยังคงเดินเรือด้วยความปลอดภัยอย่างเต็มที่” บริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลา (PDVSA) ระบุในแถลงการณ์

นายทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่าเขากำลังบังคับใช้ การปิดล้อมอย่างเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำที่เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพูดถึงการวางกำลังทหารสหรัฐฯ อย่างหนาแน่นในทะเลแคริบเบียน ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย พร้อมเตือนว่า เวเนซุเอลาถูกโอบล้อมอย่างสมบูรณ์โดยกองเรือรบ (Armada) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดตั้งขึ้นในประวัติศาสตร์ของอเมริกาใต้

ข่าวการปิดล้อมดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในการซื้อขายช่วงเช้าวันพุธที่กรุงลอนดอน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรลำหนึ่งใกล้ชายฝั่งเวเนซุเอลา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยกระดับความเคลื่อนไหวทางทหารในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยยิงเรือที่อ้างว่าขนยาเสพติดไปนับสิบลำ จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อ้างว่าเป็นปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวโจมตีเวเนซุเอลาอย่างชัดเจนว่าเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

ฝ่ายรัฐบาลเวเนซุเอลาเชื่อว่า ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดดังกล่าวเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อพยายามโค่นล้มอำนาจของนายมาดูโร ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา และเพื่อเข้ายึดครองทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณกำกวมมาตลอดว่าจะเข้าแทรกแซงในเวเนซุเอลาหรือไม่ แต่เขากล่าวว่าเขาเชื่อว่าเวลาในอำนาจของนายมาดูโรนั้น “ใกล้จะหมดลงแล้ว”

อนึ่ง เศรษฐกิจที่บอบช้ำของเวเนซุเอลาต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กองทัพของเวเนซุเอลาซึ่งให้การสนับสนุนนายมาดูโร ผู้นำฝ่ายซ้ายจัด กล่าวว่าพวกเขา “ไม่เกรงกลัว” ต่อการข่มขู่ของนายทรัมป์

“เราขอบอกกับรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีของพวกเขาว่า เราไม่เกรงกลัวต่อคำขู่ที่หยาบคายและจองหองของพวกเขา” นายวลาดิเมียร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวในงานซึ่งเต็มไปด้วยผู้บัญชาการระดับสูงที่ย้ำคำสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อมาดูโรมาโดยตลอด

ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักสำหรับน้ำมันของเวเนซุเอลา กล่าวปกป้องรัฐบาลมาดูโรระหว่างการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา ต่อกรณีที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “การข่มเหง” ของสหรัฐฯ

“จีนคัดค้านการข่มเหงฝ่ายเดียวในทุกรูปแบบ และสนับสนุนทุกประเทศในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเวเนซุเอลา “มีสิทธิ์ที่จะพัฒนาความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับประเทศอื่นๆ อย่างเป็นอิสระ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

18 ธ.ค. 2568 00:43 น.

จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเดินทางเยือนกัมพูชากับไทยอีกครั้งในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหาทางลดความตึงเครียด และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายฟื้นฟูสันติภาพกลับคืนมา

เมื่อคืนวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ประกาศว่า ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางเยือนประเทศกัมพูชากับไทยอีกครั้งในวันพฤหัสบดีนี้ (18 ธ.ค.) เพื่อดำเนินการเจรจาทางการทูตแบบไปกลับ (shuttle diplomacy) เพื่อส่งเสริมการลดความตึงเครียด และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายฟื้นฟูสันติภาพกลับคืนมา

“ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของกัมพูชาและไทย จีนมีความห่วงใยอย่างยิ่งกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน โดยได้พยายามไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทอย่างแข็งขันด้วยวิธีการของตนเพื่อช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและบรรเทาสถานการณ์”

“ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อดำเนินการไกล่เกลี่ย ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว” แถลงการณ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / ChineseEmbassyinBangkok

แอฟริกาใต้ช็อก ดีเจคนดังโดนยิงดับ กลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก

แอฟริกาใต้ช็อก ดีเจคนดังโดนยิงดับ กลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก

17 ธ.ค. 2568 23:51 น.

แอฟริกาใต้ช็อก ดีเจคนดังโดนยิงดับ กลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก

ดีเจชื่อดังชาวแอฟริกาใต้ถูกยิงดับกลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก โดยที่ตำรวจยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ และยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใดได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย วอร์ริก สต็อก หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ดีเจ วอร์รัส” ดีเจวิทยุและดีเจคลับชื่อดังชาวแอฟริกาใต้ถูกยิงเสียชีวิตในย่านใจกลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ เมื่อช่วงบ่ายวันอังคารที่ผ่านมา (16 ธ.ค. 2568) ตอกย้ำปัญหาอาชญากรรมที่ฝังรากลึกในแอฟริกาใต้

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัย 3 คนเดินตรงเข้าหาดีเจชื่อดังวัย 40 ปีรายนี้ซึ่งยืนอยู่นอกอาคาร “แซมเบซี เฮาส์” (Zambesi House) ใกล้กับตึก “คาร์ลตัน เซ็นเตอร์” (Carlton Centre) ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเปิดฉากยิงปืนใส่เขา แล้วพากันวิ่งหนีไป โดยจนถึงตอนนี้ ตำรวจยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ และยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใดได้

ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า ชายคนหนึ่งซึ่งไว้ผมทรงเดรดล็อก และแต่งกายด้วยชุดที่ดูเหมือนเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัยเปิดฉากยิงใส่สต็อกก่อนจะหลบหนีไป ขณะที่ดีเจหนุ่มพยายามวิ่งหนีหลังจากถูกยิง ก่อนจะล้มลงที่ฝั่งตรงข้ามของถนน

ตำรวจบอกอีกว่า สต็อกมีอาวุธปืนติดตัวอยู่แต่ไม่ได้ถูกใช้งาน และไม่มีทรัพย์สินใดๆ ถูกขโมยไปในระหว่างการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งตำรวจพบหลักฐานสำคัญอย่างปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ และเรียกร้องให้พยานที่เห็นเหตุการณ์และประชาชนที่อาจพบเห็นผู้ต้องสงสัยเข้ามาให้ข้อมูล

สถานีโทรทัศน์ SABC ของรัฐบาลแอฟริกาใต้รายงานว่า สต็อกใช้เวลาหลายชั่วโมงที่อาคารดังกล่าวเพื่อควบคุมดูแลการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่ โดยอาคารแห่งนี้กำลังมีข้อพิพาทเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลปริศนาเข้าบุกรุกครอบครอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหา 59 กระทง รวมฆาตกรรม

มือกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหา 59 กระทง รวมฆาตกรรม

17 ธ.ค. 2568 22:17 น.

มือกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหา 59 กระทง รวมฆาตกรรม

ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า มือปืนคนเดียวที่รอดชีวิตในเหตุกราดยิงหาดบอนไดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหามากถึง 59 กระทง ซึ่งรวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 กระทง

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่า นายนาวีด อัคราม หนึ่งในผู้ก่อเหตุกราดยิงงานเทศกาลของชาวยิวที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหารวมทั้งสิ้น 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 กระทง และข้อหาก่อการร้าย 1 กระทง

นายอัคราม วัย 24 ปี ถูกตำรวจยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างก่อเหตุ ขณะที่นายซาจิด อัคราม พ่อของเขา วัย 50 ปี ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยเป้าหมายของการโจมตีคือกลุ่มชุมชนชาวยิวในออสเตรเลีย ที่กำลังจัดงานเฉลิมฉลองคืนแรกของเทศกาลฮานุกกะห์ (Hanukkah) นับเป็นเหตุกราดยิงครั้งที่รุนแรงที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2539

นอกจากนั้น นายอัครามยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยเจตนาฆ่าอีก 40 กระทง รวมถึงข้อหาแสดงสัญลักษณ์ขององค์กรก่อการร้ายต้องห้ามต่อสาธารณะอีก 1 กระทงด้วย

ศาลท้องถิ่นแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า นายอัครามได้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีนัดแรกจากเตียงในโรงพยาบาล และศาลได้สั่งเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปจนถึงเดือนเมษายน ปี 2569

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ นายมัล แลนยอน ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่าเจ้าหน้าที่กำลังรอให้ฤทธิ์ยาบรรเทาลงก่อนที่จะเริ่มสอบปากคำนายอัครามอย่างเป็นทางการ “เพื่อความยุติธรรมต่อตัวเขาเอง เราจำเป็นต้องให้เขามีสติรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะนี้”

ตามข้อมูลล่าสุด ณ เย็นวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ยังคงมีผู้บาดเจ็บ 17 รายที่กำลังรับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วซิดนีย์ โดยมี 1 รายอยู่ในอาการวิกฤต และอีก 4 รายอาการวิกฤตแต่ทรงตัว

ตำรวจออสเตรเลียยืนยันว่า เหตุกราดยิงครั้งนี้เป็นการก่อการร้าย โดยนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ระบุว่าการกระทำดังกล่าวดูเหมือนจะมี “แรงจูงใจจากอุดมการณ์ของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส)”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีข้อมูลปรากฏว่าสองพ่อลูกคู่นี้ได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเดือนพฤศจิกายน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์เปิดเผยกับ BBC ว่า ทั้งคู่พำนักอยู่ในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 28 พฤศจิกายน โดยโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า จุดหมายปลายทางสุดท้ายของพวกเขาคือเมืองดาเวา (Davao) ทางตอนใต้ของประเทศ

เจ้าหน้าที่ชายแดนในกรุงมะนิลาให้ข้อมูลกับ BBC ว่า นายนาวีด อัคราม เดินทางเข้าฟิลิปปินส์โดยใช้หนังสือเดินทางออสเตรเลีย ในขณะที่นายซาจิด ผู้เป็นบิดา ใช้หนังสือเดินทางอินเดีย

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจากรัฐเตลังคานาของอินเดีย ระบุว่า นายซาจิด มีพื้นเพเดิมมาจากเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของอินเดีย แต่ที่ผ่านมาเขามีการติดต่อกับครอบครัวที่นั่น “เพียงเล็กน้อย” เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘แม็คโคร–โลตัส’ เดินหน้าขับเคลื่อน Green SEA Games ปลุกจิตสำนึกสนามไร้ขยะพลาสติกผ่าน 3 ภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม

‘แม็คโคร–โลตัส’ เดินหน้าขับเคลื่อน Green SEA Games ปลุกจิตสำนึกสนามไร้ขยะพลาสติกผ่าน 3 ภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม

‘แม็คโคร–โลตัส’ เดินหน้าขับเคลื่อน Green SEA Games ปลุกจิตสำนึกสนามไร้ขยะพลาสติกผ่าน 3 ภารกิจรักษ์สิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” ภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 อย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของมหกรรมกีฬาอาเซียน ตอกย้ำบทบาทองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าพร้อมกลุ่มบริษัทเอกชนร่วมใจขับเคลื่อนแนวคิด Green SEA Games ผ่านกิจกรรมอาสาทำความดีตลอดช่วงการแข่งขัน โดยมุ่งปลุกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน  พร้อมสร้างความยั่งยืนร่วมกัน ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสนามไร้ขยะขวดพลาสติก ควบคู่กับการเชิญชวนคนไทยรวมพลังส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬา  

หนุน Green SEA Games ผ่าน 3 กิจกรรม

AXTRA Drop Point จุดเก็บกลับ–รับคืนขวดพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิล : ตั้งจุดรับขวดพลาสติกภายในสนามแข่งขันและพื้นที่กิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้แฟนกีฬามีส่วนร่วมในการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ขวดที่รวบรวมได้จะถูกนำไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยเปลี่ยนเป็น “เสื้อนักเรียน รีไซเคิล” มอบให้เด็กไทยทั่วประเทศ เป็นการต่อยอดประโยชน์สู่สังคมอย่างยั่งยืน

ทีมอาสาสะอาด – พลังอาสาเพื่อสนามแข่งขันที่ปลอดขยะขวดพลาสติก : จิตอาสาแม็คโคร–โลตัส พร้อมด้วยกลุ่มอาสาจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมลงพื้นที่เก็บขยะและคัดแยกขวดพลาสติกในทุกจุดของสนามแข่งขัน เพื่อรักษาความสะอาดและลดภาระขยะตกค้างในงานขนาดใหญ่ระดับประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างมาตรฐานใหม่ของมหกรรมกีฬาที่รักษ์โลกอย่างแท้จริง

ทิ้งขวดก่อนกลับ รับรางวัล – สร้างพฤติกรรมรักษ์โลกแบบสนุกและเข้าถึงง่าย : จัดกิจกรรมรับคืนขวดพลาสติกบริเวณจุดขึ้นรถรับ–ส่ง (Shuttle Bus) เพื่อกระตุ้นให้แฟนกีฬาทิ้งขวดให้ถูกที่ก่อนเดินทางกลับบ้าน พร้อมมอบของที่ระลึกรักษ์โลกเป็นแรงจูงใจ เปลี่ยนการทิ้งขยะให้เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ พร้อมปลูกฝังนิสัยรักษ์สิ่งแวดล้อมในทุกช่วงของการชมการแข่งขัน

นอกจากนี้ แม็คโคร–โลตัส ยังร่วมสร้างประสบการณ์เชียร์กีฬาให้สนุกยิ่งขึ้น ผ่านบูธกิจกรรมภายในสนาม แข่งขัน ที่นำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายพร้อมสิทธิพิเศษและกิจกรรมสร้างสีสันให้แฟนกีฬา รวมถึงการเปิดพื้นที่ “เชียร์โซน” ในสาขา เพื่อให้ชุมชนได้มีพื้นที่รวมพลังเชียร์ทัพนักกีฬาอย่างอบอุ่น พร้อมกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษตลอดช่วงการแข่งขัน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า มุ่งมั่นขับเคลื่อนการสนับสนุนวงการกีฬาควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน หวังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง SEA Games ที่โดดเด่นทั้งด้านกีฬาและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมส่งแรงใจให้ทัพนักกีฬาสร้างผลงานบนเวทีอาเซียนปี 2025 อย่างภาคภูมิใจ

BDMS Wellness Clinic ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก

BDMS Wellness Clinic ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก

BDMS Wellness Clinic ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายแพทย์ ตนุพล  วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจาก นางสาววารุณี ปั้นกระจ่าง เอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน เพื่อหารือแนวทางสานต่อความร่วมมือด้านสุขภาพระหว่างไทยและโอมาน ภายใต้แนวคิด “Health Vision 2050” ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวด้านระบบสุขภาพของโอมานในมิติที่สำคัญ ทั้งด้านการเงินสุขภาพ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การให้บริการทางการแพทย์ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ Wellness Hub Thailand ของนายแพทย์ตนุพล ในการผลักดัน Wellness Tourism ของไทยสู่ระดับสากล พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็น Wellness Hub ระดับโลก

นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชากรโอมานกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้นจากภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สะท้อนภาพที่ชัดเจนถึงบทบาทของ “ภาวะอ้วน” ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นประเด็นด้านรูปลักษณ์ภายนอก หากแต่เป็นจุดตั้งต้นสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลากหลายชนิดดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดย ณ ปัจจุบัน พบว่า ชาวโอมานกว่า 66.9% หรือราว 3,328,275 คน อยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างระบบสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างอนาคตสุขภาพที่มั่นคงให้กับประเทศ

นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจัยหลักที่ทำให้ภาวะอ้วนเพิ่มสูงขึ้นในหมู่ประชาชนชาวโอมาน มาจากการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการบริโภคที่เน้นความสะดวกและรวดเร็ว การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ลดลงจากการมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในชีวิตประจำวัน ตลอดจนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานซึ่งทำให้เวลาสำหรับการดูแลตนเองลดน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้ได้ค่อย ๆ หล่อหลอมจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเกิดโรคอ้วนจึงเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Proactive Healthcare จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เราตรวจพบความเสี่ยงและป้องกันโรคตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการปรับวิถีชีวิตให้สมดุล ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการดูแลตนเองเชิงรุกที่สามารถป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว และสนับสนุนให้ระบบสุขภาพของประเทศมีความยืดหยุ่น แข็งแรง และพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาวะในอนาคต” นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้วยบริการด้านสุขภาพต่าง  ที่ตอบโจทย์การพักผ่อนผสานกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และประสบการณ์ด้านสุขภาพในมิติที่หลากหลาย ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน การฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วย การรักษาเฉพาะทาง ไปจนถึงการพักผ่อนเชิง Wellness ที่ผสมผสานศาสตร์การแพทย์ไทยและแพทย์แผนปัจจุบัน เข้ากับวัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมทั้งโอบล้อมด้วยทิวทัศน์และธรรมชาติอันงดงามในประเทศไทย อย่างภูเขา ทะเล และแม่น้ำ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายที่เอื้อต่อการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาน ทำให้ผู้มาเยือนได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมสุขภาพครบมิติที่หลากหลาย

ด้วยเหตุนี้ การให้ความสำคัญกับบริการที่มุ่งส่งเสริมสุขภาพ จึงกลายเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจจากทั้งประชากรในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยศักยภาพและความได้เปรียบทางด้านต่างๆ ของประเทศไทย ไม่เพียงแค่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ยังเสริมสร้างรายได้และการเติบโตของ GDP ในภาคการท่องเที่ยว และยังสะท้อนถึงศักยภาพของไทยในการต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub 

ซัมซุงยกระดับความร่วมมือภาครัฐ ช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

ซัมซุงยกระดับความร่วมมือภาครัฐ ช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

ซัมซุงยกระดับความร่วมมือภาครัฐ ช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซัมซุงเดินหน้าภารกิจ “เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ หลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย โดยขยายการดำเนินงานจากการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินในพื้นที่ สู่การฟื้นฟูและดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง พร้อมยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อร่วมกันให้ความช่วยเหลือด้านการซ่อมบำรุงและบริการหลังการขายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ทีมงานซัมซุงในพื้นที่ภาคใต้ยังคงเร่งให้ความช่วยเหลือในทุกมิติ ทั้งการส่งมอบถุงยังชีพ เครื่องใช้ไฟฟ้าจำเป็น ไปจนถึงการติดตั้งและซ่อมแซมอุปกรณ์ในครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและสคบ. เพื่อสนับสนุนแนวทางการดูแลผู้บริโภคหลังภัยพิบัติ โดยฝ่ายบริการลูกค้า (Customer Service) ของซัมซุงได้จัดทีมช่างผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้บริการฟรีสำหรับการตรวจเช็ก ซ่อมแซม ให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ พร้อมฟรีค่าอะไหล่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน และส่วนลด 50% ค่าอะไหล่สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ซัมซุงยังร่วมมือกับตัวแทนจัดจำหน่ายในพื้นที่ จัดโปรโมชันมอบส่วนลดสำหรับซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของซัมซุงสูงสุดถึง 50%* เพื่อช่วยให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบสามารถทดแทนเครื่องที่เสียหายและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยเร็ว ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซัมซุงในการยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์

* เฉพาะสินค้ารุ่นที่กำหนดและร้านค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ call center 1282