อนุทิน เผยทูตพิเศษจีนฯ ยังไม่ประสานเข้าพบคุยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

อนุทิน เผยทูตพิเศษจีนฯ ยังไม่ประสานเข้าพบคุยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

อนุทิน เผยทูตพิเศษจีนฯ ยังไม่ประสานเข้าพบคุยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

’อนุทิน‘เผยทูตพิเศษจีนฯ ยังไม่ประสานเข้าพบคุยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไม่ตอบกดดันให้หยุดสู้รบหรือไม่

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 10.47 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดพิเศษ ถึงกรณีทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ประสานเข้าพบเพื่อขอหารือและไกล่เกลี่ยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือไม่ ว่า ยังไม่ได้รับการประสานมา

เมื่อถามว่า การเดินทางมาประเทศไทยของทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนเพื่อกดดันให้ยุติการสู้รบหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าวเพียงแต่ยิ้มและหัวเราะ 

เมื่อถามต่อว่าทางการจีนจะมีการพูดคุยกับทั้งสองประเทศเพื่อให้ยุติการปะทะกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขอขึ้นไปประชุมก่อน

ยุทธการชิงเนิน 350 ‘ไทย-กัมพูชา’ ใครยึดได้ชนะทั้งสมรภูมิ!

ยุทธการชิงเนิน 350 ‘ไทย-กัมพูชา’ ใครยึดได้ชนะทั้งสมรภูมิ!

ยุทธการชิงเนิน 350 ‘ไทย-กัมพูชา’ ใครยึดได้ชนะทั้งสมรภูมิ!

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.41 น.

การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชารอบนี้ หากมองภาพรวมของพื้นที่ปะทะจะเห็นว่าในหลายจุด กองทัพไทยสามารถยึดคืนพื้นที่ได้เกือบทั้งหมดแล้วบางพื้นที่กลับมาอยู่ในการควบคุมของฝ่ายไทยอย่างสมบูรณ์ แนวปะทะจำนวนมากถูกกดลง และไม่ใช่จุดตัดสินอีกต่อไป 

แต่ในทางยุทธศาสตร์ สมรภูมิทั้งสนามยังไม่อาจปิดเกมได้ เพราะยังเหลือพื้นที่สำคัญเพียงจุดเดียว ที่ยังไม่ถูกยึดคืนอย่างถาวร นั่นคือ เนิน 350

เนินเขาลูกนี้ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ปราสาทตาควาย บนแนวสันพนมดงรัก และเป็นพื้นที่ที่ ทหารกัมพูชาเข้ายึดครองไว้ก่อนการปะทะระลอกล่าสุด

ยุทธการชิงเนิน 350

ในเชิงภูมิประเทศ เนิน 350 อยู่ทางทิศตะวันตกของตัวปราสาทตาควาย

ในระยะไม่กี่ร้อยเมตร เป็นพื้นที่สูงที่ยกตัวขึ้นจากบริเวณโดยรอบอย่างชัดเจน

ขณะที่ตัวปราสาทตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่า

ตำแหน่งเช่นนี้ทำให้ ผู้ที่อยู่บนเนินสามารถมองลงมาเห็นพื้นที่รอบปราสาท
เส้นทางการเคลื่อนกำลัง และจุดเข้าถึงพื้นที่ทั้งหมดได้โดยตรง ในทางทหาร นี่คือจุดที่สามารถยิงกด และกดดันพื้นที่ด้านล่างได้ตลอดเวลา

ความได้เปรียบของพื้นที่สูง จึงไม่ได้อยู่แค่การมองเห็น แต่คือการกำหนดจังหวะของสมรภูมิ ฝ่ายที่ยืนอยู่บนเนิน เป็นฝ่ายเลือกว่าจะกดดันตรงไหน เมื่อใด ขณะที่ฝ่ายที่อยู่ด้านล่าง ต้องเคลื่อนกำลังภายใต้เงื่อนไขนั้น

ยุทธการชิงเนิน 350

ในสมรภูมิแห่งนี้ ทหารไทย ต้องปฏิบัติการจากพื้นที่ที่ต่ำกว่า แม้ภาพรวมของการสู้รบจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ทุกการขยับขึ้นสู่เนิน 350 ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากที่สูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า แม้หลายพื้นที่ตามแนวชายแดนจะถูกยึดคืนแล้ว แต่การประเมินทางทหารทั้งหมด ยังคงกลับมาหยุดอยู่ที่เนิน 350 เพียงจุดเดียว

พื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ต่ำกว่าเนิน 350 อย่างชัดเจน เป็นพื้นที่ที่ทหารไทยสามารถเข้าควบคุมได้แล้วในหลายช่วงของการปะทะ

แต่ตราบใดที่เนิน 350 ยังไม่ถูกยึดคืนอย่างถาวร พื้นที่ด้านล่างก็ยังตกอยู่ในระยะการยิงจากที่สูง ไม่อาจใช้เป็นฐานถาวรในระยะยาวได้อย่างเต็มที่

ในทางทหาร นี่ไม่ใช่ปัญหาของ “การยึดคืนไม่ได้” แต่เป็นปัญหาของ การปิดเกมให้สมบูรณ์

ยุทธการชิงเนิน 350

เพราะในภาพรวม กองทัพไทยไม่ได้อยู่ในสถานะตั้งรับแต่เป็นฝ่ายที่รุกคืบและยึดพื้นที่กลับมาได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เหลืออยู่ คือการจัดการกับจุดสุดท้ายที่ยังคงมีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์สูงที่สุด

คำถามที่เกิดขึ้นในสังคมคือ เหตุใดกองทัพไทยจึงไม่ใช้กำลังทางอากาศหรือ F-16 เพื่อจัดการพื้นที่เนิน 350 ให้จบลงโดยเร็ว

คำตอบอยู่ที่ลักษณะของพื้นที่และการเตรียมการของฝ่ายที่ครองเนิน เป้าหมายสำคัญจำนวนมาก ไม่ได้อยู่บนผิวดิน

แต่ถูกจัดวางไว้ใต้ดิน ทั้งจุดกำลัง ที่กำบัง และเส้นทางเคลื่อนย้าย

การโจมตีจากอากาศ สามารถลดแรงกดดันและทำลายบางจุดได้ แต่ไม่สามารถยึดพื้นที่แทนทหารภาคพื้นดินได้

หากไม่มีทหารเข้าไปยืนพื้นที่จริง

พื้นที่นั้นก็สามารถถูกใช้ซ้ำได้อีก

สงครามลักษณะนี้ จึงต้องปิดเกมด้วยการยึดและรักษาพื้นที่บนพื้นดินเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้เนิน 350 ไม่ใช่เพียงจุดสุดท้ายบนแผนที่ แต่เป็นสมรภูมิจริง คือราคาที่ต้องจ่ายในการพยายามยึดพื้นที่นี้

ยุทธการชิงเนิน 350

จากการสู้รบในพื้นที่เนิน 350 กองทัพไทยสูญเสียกำลังพลแล้วอย่างน้อย 2 นาย ได้แก่ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน

และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23

ทั้งสองนายเสียชีวิตระหว่างการปะทะ

ในภารกิจเข้ายึดคืนพื้นที่บนเนิน 350

ความสูญเสียนี้ ไม่ได้สะท้อนความสูสีของสมรภูมิ แต่สะท้อนว่า จุดที่เหลืออยู่เป็นจุดที่ยากที่สุด

ในสมรภูมิเนิน 350 ฝ่ายที่ยืนอยู่คนละฝั่ง

มีสถานะที่ต่างกันอย่างชัดเจน

ทหารกัมพูชา เป็นฝ่ายที่ยังรักษาพื้นที่สูงไว้ได้ ใช้เนินนี้เป็นฐานกดดันพื้นที่โดยรอบ และถ่วงไม่ให้สมรภูมิปิดเกมลงได้ง่าย

ขณะที่ ทหารไทย เป็นฝ่ายที่ยึดคืนพื้นที่ได้แล้วเกือบทั้งหมด และกำลังเดินหน้าเพื่อจัดการกับจุดสุดท้าย ที่ยังคงมีผลต่อภาพรวมของการสู้รบ

ในทางยุทธศาสตร์ หากทหารไทยสามารถยึดเนิน 350 ได้ ภาพของสมรภูมิจะเปลี่ยนทันที พื้นที่ที่ยึดคืนมาแล้วจะสามารถจัดกำลังได้อย่างมั่นคง และการสู้รบในแนวนี้จะถูกปิดลงอย่างแท้จริง

ยุทธการชิงเนิน 350

เมื่อมองทั้งสมรภูมิในภาพรวม

การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชารอบนี้

ไม่ได้เป็นการวัดกันว่าใครยึดพื้นที่ได้มากกว่า เพราะคำตอบนั้นเริ่มชัดเจนแล้ว

สิ่งที่เหลืออยู่ คือการยึดพื้นที่เพียงจุดเดียว ซึ่งเป็นจุดสุดท้าย และเป็นจุดที่มีน้ำหนักมากที่สุด

เนิน 350 จึงไม่ใช่หนึ่งในหลายสมรภูมิ

แต่เป็นสมรภูมิสุดท้ายของยุทธการครั้งนี้

และนั่นคือเหตุผลว่า เหตุใดการสู้รบในรอบนี้ จึงถูกเรียกว่า ยุทธการชิงเนิน 350 ใครยึดได้ชนะทั้งสมรภูมิ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘วราวุธ-เผดิมชัย-กนก-นิกร’ ขอลงปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

'วราวุธ-เผดิมชัย-กนก-นิกร' ขอลงปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

‘วราวุธ-เผดิมชัย-กนก-นิกร’ ขอลงปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

วราวุธ-เผดิมชัย-กนก-นิกร ขอลงบัญชีรายชื่อ ภท. ปัดตอบรั้งลำดับเท่าไร เป็นระยะปลอดภัยได้เข้าสภา

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายนิกร จำนง สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการแสดงเจตจำนงต่อการลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสส. ในส่วนของกลุ่มชาติไทยพัฒนาเดิม ว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีตสส.นครปฐม นายกนก วงษ์ตระหง่าน และตน ได้แสดงเจตจำนงที่จะลงสมัครเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่จะพิจารณา ทั้งนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าการอยู่ลำดับบัญชีรายชื่อเท่าใดเป็นระยะปลอดภัยที่จะได้กลับไปเป็น สส. เพราะต้องดูสถานการณ์การเมืองประกอบด้วย

นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วน อดีตสส.เขตในกลุ่มนั้น ได้แสดงเจตจำนงไปแล้วว่าจะลงในเขตเดิม ทั้งในส่วนของ จ.สุพรรณบุรี  จ.นครปฐม จ.ร้อยเอ็ด ส่วนแนวทางการหาเสียงในพื้นที่ และการสร้างกระแสพรรคนั้นต้องรอฟังนโยบายหลักจากกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดเร็วๆ นี้

บวรศักดิ์ เปรย เตรียมเคาะใช้คำถามประชามติ ของ ครม.เพียงคำถามเดียว

บวรศักดิ์ เปรย เตรียมเคาะใช้คำถามประชามติ ของ ครม.เพียงคำถามเดียว

บวรศักดิ์ เปรย เตรียมเคาะใช้คำถามประชามติ ของ ครม.เพียงคำถามเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

“บวรศักดิ์” เผย ครม.เตรียมเคาะคำถามประชามติของ ครม.เพียงคำถามเดียว เหตุไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรธน.-กม. เผย กฤษฎีกา-สลค. เห็นด้วย หลัง กกต.ตีกลับ ให้ส่งคำถามเดียว แจงเหตุ ก่อนหน้าส่งคำถามของรัฐสภาไปด้วย เพราะให้เกียรติ แม้จะสุ่มเสี่ยง แต่เข้าใจว่าเป็นจังหวะรีบเร่ง บอก หากเลือกคำถามของ ภท.ตั้งแต่แรก ก็ไร้ปัญหา 

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ซึ่งมีวาระพิจารณาให้ ครม.เห็นชอบการเลือกส่งคำถามประชามติ ระหว่างคำถามของรัฐสภาและคำถามของ ครม. ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับให้เลือกเพียงคำถามเดียว ว่า สาเหตุคือเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ครม.ได้ส่งคำถามไปให้ กกต.สองคำถาม เนื่องจากมีการอภิปรายในที่ประชุม ครม. ซึ่งในส่วนของ ครม. เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ จึงต้องรักษาสัจจะ และตั้งคำถามที่ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประชามติ แต่คำถามที่รัฐสภาส่งมา ไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประชามติ เพราะฉะนั้นเมื่อ กกต.ต้องการให้ ครม.เลือกเพียงคำถามเดียว ก็ต้องเลือกคำถามของ ครม. จึงไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติที่ ครม.เลือกแบบนี้ แต่ที่ส่งคำถามของรัฐสภาไปตอนแรก ก็เพื่อให้เกียรติว่าเราเคารพมติของรัฐสภา ไม่ส่งไม่ได้ แต่ถ้าส่งคำถามของรัฐสภาเป็นคำถามเดียว แล้ว กกต.บอกว่าทำไม่ได้ จะเป็นเรื่องใหญ่ จึงเป็นเหตุให้ ครม.ต้องส่งคำถามประกบ 

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีนักวิชาการมาติง ว่าไม่สามารถทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้งได้ เนื่องจากระยะเวลาไม่ถึง 60 วัน คนที่พูดก็ไม่ใช่นักกฎหมาย คงจะอ่านกฎหมายประชามติ มาตรา 11 วรรค 3 ตอนท้ายข้ามไป หากมีเหตุจำเป็นเรื่องงบประมาณและเหตุผลอื่น ครม.สามารถกำหนดวันประชามติให้เร็วกว่านั้นได้ เพราะหากจัดการเลือกตั้งแยกกับการทำประชามติ จะเสียงบประมาณเพิ่ม 4 พันกว่าล้าน และประชาชนก็ต้องใช้สิทธิ์สองครั้ง หากไม่ไปครั้งใดครั้งหนึ่ง ก็จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง รวมถึง กกต.ก็ต้องเสียบุคลากรไปจัดงานทั้งสองครั้ง จึงไม่ใช่เหตุที่ไปทำความวุ่นวาย

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า หาก ครม.เห็นชอบ คำถามประชามติของ ครม. ก็จะต้องส่งเรื่องไปให้ กกต. และ กกต.ต้องออกประกาศเกี่ยวกับการทำประชามติภายใน 15 วัน หรือวันที่ 2 มกราคม 69 เพื่อให้สามารถทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกฤษฎีกา เคยแย้งว่าการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ต้องใช้คำถามจากรัฐสภา นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า กฤษฎีกาไม่เคยแย้งอย่างนั้น เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกากับตน เห็นตรงกันว่าต้องส่งสองคำถาม เพราะหากส่งคำถามของ ครม.เพียงคำถามเดียว ก็จะหาว่า ครม.ไม่ให้ความสำคัญกับรัฐสภา เพราะ ครม.รู้อยู่แล้วว่าหากส่งคำถามของรัฐสภาไป ก็จะต่อขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประชามติ

เมื่อถามว่า ขยายความได้หรือไม่ว่าทำไมคำถามของรัฐสภา ถึงขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและกฎหมายประชามติ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า คำถามของรัฐสภาเป็นคำถามของนายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่า “เห็นด้วยหรือไม่กับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “เห็นชอบว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่“ และคำตามกฎหมายประชามติ มาตรา 11 และมาตรา 16 ก็ใช้คำว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

“แต่ก็น่าเห็นใจรัฐสภา ไปโทษรัฐสภาก็ไม่ได้ เพราะวันนั้นพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และอภิปรายก็ถึงดึก และเมื่อญัตติเกี่ยวกับคำถามประชามติเสนอขึ้นมา ก็เลยเลือกคำถามของนายชูศักดิ์วันนั้น ถ้าเลือกคำถามของพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็จะไม่มีปัญหาอะไรเลย และ ครม. ก็ไม่ต้องส่งคำถามไปประกบ เพราะคำถามที่นายกฯ เซ็นไป คือใช้คำว่าเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ คำถามของรัฐสภายังมีปัญหา เมื่อไปดูกฎหมายประชามติมาตรา 11 วรรคหนึ่งบอกว่าให้ประธานรัฐสภา ส่งคำถามของแต่ละสภา แปลว่า อาจจะต้องมีการประชุมแยกกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และคำถามที่รัฐสภาส่งมา ไม่ใช่คำถามของแต่ละสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยอภิปรายในสภาว่า คำถามของรัฐสภาจะมีปัญหา เพราะต้องเป็นคำถามของแต่ละสภา เมื่อมีปัญหาหลายเรื่อง ทั้งตัวคำถามและตัวมติ แต่ที่ส่งคำถามไป ก็เพื่อให้เกียรติรัฐสภา ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ก็มีความเห็นตามแนวทางของตนด้วย

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุม ครม.วันนี้ก็จะเร็วมาก ไม่นานก็เสร็จ และจะเลือกคำถามของ ครม. ส่วน ครม.จะเห็นชอบตามที่ตนพูดมาหรือไม่ก็ไม่ทราบ ตนไม่บังอาจ เพราะยังไม่ประชุม

สุชาติ เผย วางตัวผู้สมัครชลบุรีครบทั้ง 10 เขต ไร้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ไม่หวั่นกระแส จับต้องไม่ได้

สุชาติ เผย วางตัวผู้สมัครชลบุรีครบทั้ง 10 เขต ไร้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ไม่หวั่นกระแส จับต้องไม่ได้

สุชาติ เผย วางตัวผู้สมัครชลบุรีครบทั้ง 10 เขต ไร้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ไม่หวั่นกระแส จับต้องไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

‘สุชาติ’ เผย วางตัวผู้สมัครชลบุรีครบทั้ง 10 เขต ไร้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน บอก ผู้แทนต้องพึ่งพาได้ไม่ใช่แค่ออกกฎหมาย ไม่หวั่นกระแส จับต้องไม่ได้ แนะชาวบ้านเลือกผู้แทนมาใช้งาน ไม่ใช่มาใช้เรา

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความคืบหน้าตัวผู้สมัครพื้นที่ชลบุรีของพรรคภูมิใจไทย ว่า ขณะนี้ลงตัวครบหมดแล้วทั้ง 10 เขต เช่นเดียวกับ จ.ระยอง ตราด เพชรบุรี ราชบุรี ที่ลงตัวแล้ว ส่วน จ.จันทบุรี ตนได้ทำหน้าที่ประสาน และไปดูเต็มตัว ทีม จ.นครศรีธรรมราช น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล อดีต รมว.อุตสาหกรรม ก็อยู่กับตน จ.สุราษฎร์ธานี 2 เขตที่ตนดูแลก็มาแล้ว จ.นราธิวาส 1 เขตก็มาแล้ว ซึ่งผู้สมัครที่ตนดูแลทั้งหมดประมาณ 20 คน คิดว่าเผื่อเหลือเผื่อขาด น่าจะได้ประมาณ 16-17 คน เพราะการจะลดหายไป 10-20% เป็นเรื่องปกติ เพราะสถานการณ์ 1-2 เดือนอะไรก็เกิดขึ้นได้ อาจเป็นจังหวะที่นายกรัฐมนตรีมีความนิยมขึ้นมา พีคสุดๆอาจได้ครบเลยทุกอย่างเป็นไปได้หมด 

นายสุชาติ กล่าวว่า ส่วนนโยบายของ จ.ชลบุรี จะยึดนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทยคือพูดแล้วทำ ตามที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้พูดมาตลอด และอย่างที่รู้ว่าคนที่มาเป็นกลุ่มบ้านใหญ่ทั้งนั้น มีพลังในการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ ทุกคนที่ลงสมัครชาวบ้านจับต้องได้ ตนเคยบอกว่าชาวบ้านจะเลือกใครก็ได้ที่รับโทรศัพท์ ไปหาได้ เดือดร้อนพึ่งพาได้ คนเหล่านี้คือผู้แทนของท่าน แต่ถ้าเป็นผู้แทนแล้วติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน กับวาทกรรมทางการเมือง การเป็นผู้แทนหรือสส.มีหน้าที่ออกกฎหมาย คือสิ่งที่ถูกต้อง ตนถือเป็นเรื่องหลัก  แต่อย่าลืมว่าถ้าท่านไม่รู้จักพื้นที่ท่านจะออกกฎหมายไม่ได้ ดังนั้นท่านต้องเริ่มจากต้นน้ำก่อน การพูดถึงปลายน้ำเป็นการอุปโหลกขึ้นมาว่าผู้แทนคือออกกฎหมาย แต่ถ้าคุณไม่เคยลงพื้นที่คุณจะไม่รู้อะไรเลย

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในส่วน จ.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต มีความคาดหวังที่จะนำเสนอให้พี่น้องประชาชนสนับสนุนทั้ง 10 เขต ผู้สมัครแต่ละท่าน เป็นสส.อยู่แล้ว  และยังมีสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) เป็นนักการเมืองที่อยู่ทางการเมืองมายาวนาน 
สำคัญที่สุดคือได้รับการสนับสนุนจาก นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำพรรคภูมิใจไทย ด้วย โดยยืนยันว่าพื้นที่จ.ชลบุรีไม่มีความทับซ้อนกัน ทุกอย่างจบหมดแล้ว ทุกคนยอมรับในความเหมาะสมของแต่ละคนแล้ว 

เมื่อถามว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ระหว่างกระแส บ้านใหญ่น้ำหนักจะไปทางไหน นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าดูจากการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา เราเชื่อว่าชาวบ้านรับทราบได้แล้วว่ากระแสจับต้องไม่ได้เป็นอากาศ แต่สิ่งที่จับต้องได้คือตัวแทนของเรา จึงเชื่อว่าความนิยมของการจัดตั้งคะแนนเดิมบ้านใหญ่ที่เป็นที่พึ่งพาพึ่งพิงมายาวนานของประชาชนร่วม 20 ปี ที่ประชาชนจับต้องได้มีคุณค่ามากกว่ากระแสที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวไป ส่วนกรณีการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมากระแสพรรคก้าวไกลมาในช่วงของสองสัปดาห์สุดท้าย จนได้สส.ในชลบุรีไปจำนวนมากนั้น การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาบริบทต่างออกไป เพราะมีการแข่งขันของกลุ่มที่มีพลังทางการเมืองทั้งบ้านใหญ่บ้านรอง มีพรรคการเมืองหลายพรรค และในชลบุรีเราคุยกันแล้วว่าเราทำเพื่อคนชลบุรี มีการเรียกร้องจากผู้นำในอดีต ทั้งอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อดีตผู้นำขอให้บ้านใหญ่ในชลบุรีรวมกันเพื่อให้ชลบุรีเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ให้เหมือนกับบางจังหวัดที่มีหลายพรรคการเมืองจะไม่มีการพัฒนา ถดถอยหมดเพราะจะมีทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ชลบุรีเป็นหนึ่งเดียวมากว่า 20 ปีจึงมีการพัฒนาในทิศทางเดียวกัน การเมืองเราต้องทำให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด อยากให้มองพรรคการเมืองไหนจับต้องได้ พูดแล้วทำ ก็ให้เลือกพรรคการเมืองนั้น และวันนี้ตนเชื่อว่ากระแสมัน จับต้องไม่ได้ แต่สิ่งที่จับต้องได้เมื่อประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะโทรไปหาผู้แทนเราก็จะชี้ช่องทางที่ถูกต้องว่าหากเกิดปัญหาแบบนี้จะไปพบใคร หากไม่ได้รับความเป็นธรรมเราก็ต้องไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้เขา

เมื่อถามย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้บ้านใหญ่จะสู้กระแสได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากระแสมันไม่มีหรอก ประชาชนรู้อยู่แล้วว่าต้องเลือกผู้แทนมาใช้งานไม่ใช่เลือกผู้แทนมาใช้เรา นี่คือความยั่งยืนที่ตายตัวทางการเมือง 

มังกร ยนต์ตระกูล อดีตเลขาฯ พรรคเสรีรวมไทย สมัครสมาชิก พท. เสริมแกร่งสู้ศึกเลือกตั้ง

มังกร ยนต์ตระกูล อดีตเลขาฯ พรรคเสรีรวมไทย สมัครสมาชิก พท. เสริมแกร่งสู้ศึกเลือกตั้ง

มังกร ยนต์ตระกูล อดีตเลขาฯ พรรคเสรีรวมไทย สมัครสมาชิก พท. เสริมแกร่งสู้ศึกเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.48 น.

“มังกร ยนต์ตระกูล” สมัครสมาชิก พท.เสริมแกร่งพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายมังกร ยนต์ตระกูล อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางเข้ายื่นใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย อย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองที่ถูกจับตามอง ท่ามกลางช่วงเวลาที่พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเร่งจัดทัพและเตรียมความพร้อมเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

สำหรับนายมังกร ถือเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนานในพื้นที่จ.ร้อยเอ็ด โดยเคยดำรงตำแหน่ง สส.ร้อยเอ็ดในยุคพรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันถึง 2 สมัย นอกจากนี้นายมังกรยังเป็นน้องเขยของนายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดคนปัจจุบัน

การกลับมาสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้สนามเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยังคงเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรค และเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในสมรภูมิการเมืองช่วงต่อจากนี้

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท

18 ธ.ค. 2568 11:06 น.

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันอย่างเป็นทางการ โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.49 แสนล้านบาท) ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจความช่วยเหลือทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยมีมา เพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลและการกดดันทางทหารจากจีน

กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า อาวุธสำคัญในรายการจัดซื้อครั้งนี้มีทั้งหมด 8 รายการหลัก ที่มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในการป้องปราม และการทำสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ได้แก่ ระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ซึ่งพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในสมรภูมิยูเครน, ปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง, ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Javelin, โดรนกามิกาเซ่ รุ่น Altius, อะไหล่และอุปกรณ์สนับสนุนอื่นๆ สำหรับยุทโธปกรณ์เดิมที่มีอยู่

เพนตากอนระบุในแถลงการณ์ว่า การขายอาวุธครั้งนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยจะช่วยให้ไต้หวันสามารถปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และสร้าง “ขีดความสามารถในการป้องกันตนเองที่น่าเชื่อถือ”

ขณะที่โฆษกสำนักประธานาธิบดีไต้หวัน แถลงขอบคุณสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าไต้หวันจะเดินหน้าปฏิรูปกองทัพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมในการป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง 

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน เดินทางเยือนสหรัฐฯอย่างลับๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน และสอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ที่เพิ่งประกาศงบประมาณป้องกันประเทศเพิ่มเติมสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยยืนยันว่า “เรื่องความมั่นคงของชาติไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม”

แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแผนเดินทางไปเยือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในปีหน้า จนทำให้เกิดความกังวลว่าความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวันอาจสั่นคลอน แต่การอนุมัติอาวุธล็อตใหญ่นี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ตั้งเป้าที่จะรักษาสมดุลอำนาจในภูมิภาค และกดดันให้พันธมิตรต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นตามนโยบายเดิมของเขา

ปัจจุบัน แผนการขายอาวุธนี้อยู่ในขั้นตอนการแจ้งต่อสภาคองเกรส ซึ่งคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบได้อย่างราบรื่น เนื่องจากไต้หวันได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากทั้งสองพรรครัฐบาลในสหรัฐฯ.

ที่มา Reuters

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ย้ำยังมีชีวิต แต่ไร้หลักฐานยืนยัน

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ย้ำยังมีชีวิต แต่ไร้หลักฐานยืนยัน

18 ธ.ค. 2568 10:58 น.

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธข่าว “อองซาน ซูจี เสียชีวิต” ย้ำยังมีชีวิต แต่ไร้หลักฐานยืนยัน

รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิเสธกระแสข่าว “อองซาน ซูจี” อาจเสียชีวิต ยืนยันยังมีสุขภาพดี ท่ามกลางเสียงกังขาจากนักสิทธิมนุษยชนและฝ่ายค้าน ชี้ถูกกักขังตัดขาดโลกภายนอกกว่า 2 ปี ไร้หลักฐานพิสูจน์

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 รัฐบาลทหารเมียนมาออกแถลงการณ์ปฏิเสธกระแสข่าวนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อาจเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัว โดยยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตและมีสุขภาพดี  อย่างไรก็ตามแถลงการณ์ฉบับนี้ไม่ได้แสดงหลักฐานหรือข้อมูลใดๆ ประกอบคำกล่าวอ้าง

คำชี้แจงของรัฐบาลทหารมีขึ้นหลังนายคิม แอริส บุตรชายของนางซูจี แสดงความหวั่นวิตกว่า มารดาอาจเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากครอบครัวไม่ได้รับการติดต่อหรือพบตัวเธอมานานกว่า 2 ปี โดยระบุว่า ซูจีมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหลายด้าน ทั้งหัวใจ กระดูก และเหงือก และที่ผ่านมาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับทีมกฎหมายหรือสมาชิกครอบครัวเลย พร้อมย้ำว่าตราบใดที่ไม่มีใครได้เห็นตัวเธอจริงๆ ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

ทางด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารตั้งคำถามว่า หากซูจียังมีสุขภาพดีจริง รัฐบาลควรอนุญาตให้ครอบครัว หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เข้าพบเพื่อคลายความกังวลของสาธารณชน

ขณะเดียวกันนายอู ตุน เมียะ แกนนำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัวหรือสภาพของซูจี โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารใช้เพียงการโฆษณาชวนเชื่อ ปล่อยให้ข่าวลือแพร่สะพัด และควรออกมาแสดงความจริงอย่างชัดเจน

โดยที่ผ่านมา ภาพสาธารณะล่าสุดของซูจี คือภาพกล้องวงจรปิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ระหว่างถูกนำตัวขึ้นศาล ส่วนการพบปะครั้งล่าสุดที่มีการยืนยัน คือการพบกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2566 เป็นเวลาราว 90 นาที

ทั้งนี้ นางอองซาน ซูจี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 และถูกพิพากษาจำคุกรวม 33 ปี จาก 19 ข้อหา ซึ่งนานาชาติมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง โดยนับตั้งแต่นั้น เธอถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง.

ที่มา Irrawaddy

นายกฯ ฟินแลนด์ขอโทษชาติเอเชีย เซ่นปมเหยียดเชื้อชาติ “ตาตี่” นางงาม-ส.ส.ขวาจัดลามวิกฤต

นายกฯ ฟินแลนด์ขอโทษชาติเอเชีย เซ่นปมเหยียดเชื้อชาติ “ตาตี่” นางงาม-ส.ส.ขวาจัดลามวิกฤต

18 ธ.ค. 2568 10:14 น.

นายกฯ ฟินแลนด์ขอโทษชาติเอเชีย เซ่นปมเหยียดเชื้อชาติ “ตาตี่” นางงาม-ส.ส.ขวาจัดลามวิกฤต

นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์แถลงขอโทษประเทศในเอเชีย หลังนางงาม “มิสฟินแลนด์” และสมาชิกพรรคขวาจัดโพสต์ภาพ “ดึงหางตาเฉียง” ล้อเลียนคนเอเชีย จุดกระแสวิจารณ์รุนแรง หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศและธุรกิจการบิน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า นายเปตเตรี ออร์โป นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ ออกแถลงขอโทษต่อประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีภาพและโพสต์ที่ถูกมองว่าเหยียดเชื้อชาติของนางงาม มิสฟินแลนด์ และสมาชิกพรรค ฟินส์ ปาร์ตี้ พรรคขวาจัดซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ สื่อฟินแลนด์ขนานนามว่าเป็นคดีอื้อฉาว “ตาเฉียง” (Slanted Eyes) หรือการล้อเลียนดวงตาคนเอเชีย โดยนายกฯ ออร์โป ผู้นำพรรคพันธมิตรแห่งชาติ (National Coalition Party) ซึ่งนำรัฐบาลผสม 4 พรรค ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสถานทูตฟินแลนด์ในจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ระบุว่า ขอโทษอย่างจริงใจต่อประเทศในเอเชีย พร้อมย้ำว่า การกระทำที่ออกมาไม่ได้สะท้อนคุณค่าความเท่าเทียมและการไม่แบ่งแยกของฟินแลนด์

นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และยืนยันต่อมิตรประเทศว่า ฟินแลนด์จะดำเนินการอย่างจริงจังกับปัญหานี้

โดยต้นตอของกระแสดรามาเริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังนางงาม มิสฟินแลนด์ ถูกเผยแพร่ภาพในโซเชียลมีเดีย ขณะดึงหางตาพร้อมคำบรรยายว่า “กำลังกินข้าวกับคนจีน” แม้เจ้าตัวจะออกมาขอโทษและอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่น แต่สุดท้ายก็ถูกปลดจากตำแหน่ง และต่อมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 คน และสมาชิกรัฐสภายุโรปอีก 1 คน จากพรรคฟินส์ ปาร์ตี้ ได้โพสต์ภาพล้อเลียนในลักษณะเดียวกัน ยิ่งจุดกระแสวิจารณ์ให้ลุกลาม

ขณะที่สายการบินแห่งชาติ ฟินแอร์ เปิดเผยว่า ภาพที่ออกมาได้สร้างกระแสต่อต้านในตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของเที่ยวบินระยะไกล ขณะที่พรรคฟินส์ ปาร์ตี้ เตรียมหารือเรื่องนี้ในการประชุมพรรคประจำสัปดาห์.

ที่มา Reuters

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

18 ธ.ค. 2568 09:01 น.

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

กรุงนิวเดลีของอินเดีย ออกมาตรการเข้มรับมือปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ทวีความรุนแรง ห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานเข้าพื้นที่ พร้อมจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน

ทางการกรุงนิวเดลีของอินเดีย ออกมาตรการคุมเข้มเมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ทวีความรุนแรง โดยประกาศห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษครั้งล่าสุดเข้าพื้นที่ พร้อมจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน

โดยดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index – AQI) ในเขตกรุงนิวเดลี ซึ่งมีประชากรราว 30 ล้านคน อยู่ในระดับรุนแรงมาก (Severe) ต่อเนื่องหลายวัน และหลายครั้งพุ่งเกินระดับ 450 ทั้งที่ระดับที่อยู่ในเกณฑ์ดีควรต่ำกว่า 50 เท่านั้น สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากหมอกควันบางๆ ในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลง กระทบการเดินทางของเที่ยวบินและรถไฟ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ คณะกรรมาธิการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ ตัดสินใจบังคับใช้ แผนรับมือมลพิษขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ Graded Response Action Plan (GRAP) ครอบคลุมกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา

โดยมาตรการดังกล่าวรวมถึงห้ามรถบรรทุกดีเซลรุ่นเก่าเข้าพื้นที่เมือง, ระงับงานก่อสร้างทุกประเภท รวมถึงโครงการภาครัฐ, ใช้ระบบการเรียนแบบผสม เพื่อลดการเดินทาง

นายกาปิล มิชรา รัฐมนตรีในรัฐบาลท้องถิ่นกรุงนิวเดลี แถลงว่าตั้งแต่วันพุธนี้เป็นต้นไป สำนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะทำงานแบบเข้าออฟฟิศเพียง 50% ส่วนที่เหลือให้ทำงานจากที่บ้าน เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากการเดินทาง

นอกจากนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชย 10,000 รูปี ให้แก่แรงงานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งหยุดงานก่อสร้าง

ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ทางการกรุงนิวเดลีได้เริ่มบังคับใช้มาตรการควบคุมรถยนต์อย่างเข้มงวด โดยห้ามรถที่ไม่ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษล่าสุดวิ่งบนท้องถนนในเมือง

ด้านนายมันจินเดอร์ สิงห์ เซอร์ซา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมกรุงเดลี กล่าวว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการแก้ปัญหาอากาศเป็นพิษ โดยรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำให้อากาศในเดลีสะอาดขึ้น และจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่องในช่วงวันข้างหน้า

ทั้งนี้ มลพิษทางอากาศในกรุงเดลีถือเป็นปัญหาซ้ำซากในช่วงฤดูหนาวของทุกปี เมื่ออากาศเย็นและหนาแน่นกักเก็บมลพิษจากรถยนต์ ไซต์ก่อสร้าง และการเผาพื้นที่เกษตรในรัฐใกล้เคียง ส่งผลให้ระดับฝุ่นพิษพุ่งสูงติดอันดับรุนแรงที่สุดในโลก และสร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจของประชาชน

พื้นที่ที่มีประชากรกว่า 30 ล้านคนแห่งนี้ มักถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบ โดยค่าดัชนีคุณภาพอากาศแตะระดับกว่า 450 เป็นประจำ ขณะที่ระดับ AQI ต่ำกว่า 50 เท่านั้นที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์อากาศดี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มลพิษทางอากาศ