สุทิน ชี้ ทูตพิเศษจีน คือของจริงหยุดลมหายใจเขมรได้ ส่วน อันวาร์ แค่คนเดินสารให้สหรัฐ

สุทิน ชี้ ทูตพิเศษจีน คือของจริงหยุดลมหายใจเขมรได้ ส่วน อันวาร์ แค่คนเดินสารให้สหรัฐ

สุทิน ชี้ ทูตพิเศษจีน คือของจริงหยุดลมหายใจเขมรได้ ส่วน อันวาร์ แค่คนเดินสารให้สหรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 จากกรณี  สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความว่า  ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยการปะทะบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของกัมพูชาและไทย 

ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของกัมพูชาและไทย จีนมีความห่วงใยอย่างยิ่งกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน โดยได้พยายามไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและบรรเทาสถานการณ์ ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อดำเนินการไกล่เกลี่ย ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว (จับตาวันนี้ จีนส่งทูตพิเศษเยือนกัมพูชา-ไทย หวังไกล่เกลี่ยหยุดยิง)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ ได้แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “ทูตพิเศษจีน” คือ ของจริงที่สามารถถอดท่อออกซิเจนหยุดลมหายใจเขมรได้ “อันวาร์” เป็นเพียงคนเดินสารให้สหรัฐ ไม่มีความหมายในความขัดแย้งไทย-เขมรอีกต่อไป

พรรคประชาชน เผยโฉม 100 ชื่อ ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลือกตั้ง 2569

พรรคประชาชน เผยโฉม 100 ชื่อ ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลือกตั้ง 2569

พรรคประชาชน เผยโฉม 100 ชื่อ ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เลือกตั้ง 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.30 น.

วันที่ 18 ธันวาคม 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน ได้ทำการเปิดรายชื่อผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เลือกตั้งทั่วไป 2569 โดยเรียงตามตัวอักษร ประกอบด้วย

1.กรุณพล เทียนสุวรรณ
2.กฤษฎา บุญทศ
3.กฤษฎา อุดมเวช
4.กษิเดช แดงเดช
5.กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์
6.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ
7.กิตติศักดิ์ อารยะธำรงลักษณ์
8.คณาสิต พ่วงอำไพ
9.คณิศร ขุริรัง
10.คมเดช หลิมรัตน์
11.คำพอง เทพาคำ
12.ฆนัท นาคถนอมทรัพย์
13.จริยา เสนพงศ์
14.ชลธิชา แจ้งเร็ว
15.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
16.ชัยสักก์ สุนทรวิภาต
17.ชาญณรงค์ วงศ์ลา
18.ชุติมา คชพันธ์
19.โชติศักดิ์ อ่อนสูง
20.เซีย จำปาทอง
21.ฐิติพงศ์ พิมลเวชกุล
22.ฐิติยาภรณ์ ศุภรัตนสิทธิ
23.ณรงเดช อุฬารกุล
24.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
25.ณัฐดนัย วัดเกี้ยวพงษ์
26.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
27.ณัฐยา บุญภักดี
28.ณัฐวุฒิ บัวประทุม
29.ตามหทัย ชนะบูรณาศักดิ์
30.ถนัด ธรรมแก้ว
31.ทรงธรรม สุขสว่าง
32.ทวีพล ตั้งใจรักการดี
33.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์
34.เทพพร จำปานวน
35.แทนศร พรปัญญาภัทร
36.ธนพร วิจันทร์
37.ธนากร กลิ่นผกา
38.ธนู แนบเนียร
39.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์
40.ธิวัชร์ ดำแก้ว
41.ธีร์ อิสระดำรงกุล
42.ธีรพงศ์ ชื่นชอบ
43.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล
44.ธีรศักดิ์ จิระตราชู
45.ธีระ สุธีวรางกูร
46.ธีระชาติ ก่อตระกูล
47.นพณัฐ มีรักษา
48.นพดล สมยานนทนากุล
49.นรชัย อนันต์ศักดากุล
50.นิติพล ผิวเหมาะ
51.นิธิ ละเอียดดี
52.นิธิกร บุญยกุลเจริญ
53.บูรพา เล็กล้วนงาม
54.เบญจมาภรณ์ ศรีละบุตร
55.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
56.ปรเมศวร์ ศิริรัตน์
57.ประมวล สุธีจารุวัฒน
58.ปรินทร์ จิระภัทรศิลป
59.ปัญจมพงศ์ เสริมสวัสดิ์ศรี
60.ปารมี ไวจงเจริญ
61.ปิยรัฐ จงเทพ
62.พริษฐ์ วัชรสินธุ
63.พอล ศุภศิษย์ นิ่มสุวรรณ
64.พีรัช สงเคราะห์
65.พูนศักดิ์ จันทร์จำปี
66.ภคมน หนุนอนันต์
67.ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์
68.ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
69.ภีศเดช สัมมานันท์
70.ไมตรี สมณะ
71.รอมฎอน ปันจอร์
72.รักชนก ศรีนอก
73.รักชาติ สุวรรณ์
74.รังสิมันต์ โรม
75.รัชนาท วานิชสมบัติ
76.เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล
77.วรวุฒิ บุตรมาตร
78.วริสา มีเจริญ
79.วัลลภ ตรีฤกษ์งาม
80.วาโย อัศวรุ่งเรือง
81.วิชิต เมธาอนันต์กุล
82.วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
83.วิสุทธิ์ ตันตินันท์
84.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
85.ศนิวาร บัวบาน
86.ศิริกัญญา ตันสกุล
87.ศุภโชติ ไชยสัจ
88.ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ
89.สมชาย จันทร์แก้ว
90.สมเมธ ยุวะสุต
91.สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ
92.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล
93.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
94.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์
95.อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์
96.อัครพล ฮวบเจริญ
97.อัศวิน สุทธิวิเชียรโชติ
98.อำนาจ ชุณหะนันทน์
99.อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
100.เอกภพ สิทธิวรรณธนะ

อย่างไรก็ตาม นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า “Love you วิโรจน์สมัครใจลง สส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 100 เตรียมตัวเป็นฝ่ายบริหารของรัฐบาลพรรคประชาชน“

เท้ง คุยโว นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือเรื่อง common sense ทางการเมือง

เท้ง คุยโว นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือเรื่อง common sense ทางการเมือง

เท้ง คุยโว นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือเรื่อง common sense ทางการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.58 น.

วานนี้ (18 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเป็น สื่อหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ถึงการไปบรรยายที่คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในหัวข้อ ดิจิทัล กระจาย งบประมาณกับการพัฒนาประชาธิปไตย โดยข้อความที่โพสต์นั้นเล่าย้อนอดีตการเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 จุดเริ่มต้นทำให้สถานการณ์การเมืองไทยไม่ปกติ และย้ำถึงหลักคิดของพรรคตนเองว่า “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” ก่อนที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะสรุปในตอนท้ายว่า ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือเรื่อง common sense ทางการเมือง ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสที่พาประเทศไทยกลับสู่การเมืองที่ปกติอีกครั้ง การเมืองที่เสียงของประชาชนมีความหมายจริงๆ ครับ

ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันยกใหญ่ต่อความเคลื่อนไหวของนาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่เพจเฟซบุ๊กประชาชน- People’s Party ได้แชร์มา

พรรคประชาชน

‘เลือกตั้ง 2569 ตัดสินอนาคตประเทศไทย

วันนี้ผมรับเกียรติมาบรรยายที่คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และได้พบปะพูดคุยในหัวข้อ ดิจิทัล กระจาย งบประมาณกับการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับอาจารย์และนิสิตหลายคน

ก่อนอื่น ผมอยากชวนทุกท่านย้อนกลับไปมองอดีตการเมืองไทย ครั้งสุดท้ายที่การเลือกตั้งได้นายกรัฐมนตรีตามเจตนารมณ์ทางการเมืองจริงๆ คือ ปี 2554 อำนาจของประชาชนที่ลงคะแนนในคูหาสามารถสะท้อนเสียงประชาชนตามความเป็นจริง และภายหลังจากการเลือกตั้งปี 2554 การเมืองไทยก็กลับสู่วงจรรัฐประหารอีกครั้ง และอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติเป็นเวลากว่า 10 ปี และผลพวงจากการทำรัฐประหารที่ส่งผลกระทบถึงการเมืองไทยในปัจจุบันนั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560

และนี่คือเจตจำนงของการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อแก้ไขโครงสร้าง และกำจัดต้นตอปัญหาของประเทศ แม้วันนี้พวกเราจะยังทำไม่สำเร็จ แต่เราต้องการอำนาจรัฐเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้ประเทศ เพราะเราเชื่อว่าเรื่องยากๆ เหล่านี้จะแก้ไขได้ต้องเป็นพรรคการเมืองที่แน่วแน่และมีอุดมการณ์จริงๆ แต่การแก้ไขจะเป็นจริงได้นั้นเราต้องมีเสียงจำนวนมากในสภา

ประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่ใช่การเลือกตั้งปกติทั่วไป แต่เป็นการตัดสินว่า ประเทศไทยจะเดินต่อไปทางไหน

พรรคประชาชน

ตลอด 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 เสียงของประชาชนแทบไม่เคยเป็นผู้ตัดสินหน้าตารัฐบาลอย่างแท้จริง เพราะถูกการรัฐประหาร การสืบทอดอำนาจ และกติกาที่ไม่เป็นธรรม ทำให้การเลือกตั้ง กลายเป็นแค่พิธีกรรม ไม่ใช่การตัดสินอนาคตประเทศอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีทางออกจากวิกฤตที่รุมล้อมประเทศอยู่ตอนนี้ นั่นคือ รัฐบาลที่มีสเถียรภาพทางการเมือง มีเจตจำนงเข้ามาเพื่อขับเคลื่อนวาระแก้ไขปัญหายากๆให้ประเทศ สิ่งสำคัญและหลักคิดในการทำงานพวกเรา คือ รัฐบาลใหม่ต้อง โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นของประชาชน และนี่คือเป้าหมาย “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก”

ไทยไม่เทา คือ รัฐบาลต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีพื้นที่ให้คอร์รัปชัน และทุนสีเทา ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน นี่คือการตรวจสอบที่สำคัญที่สุด

ไทยเท่ากัน คือ สังคมที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสและบริการของรัฐอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าคุณจะเกิดที่ใดหรือมีฐานะเช่นไร พรรคประชาชนยึดมั่นในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทั้งอำนาจการตัดสินใจ บุคลากร และงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการและกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง

พรรคประชาชน

ไทยทันโลก คือ รัฐที่ทำงานอย่างทันสมัย มีเทคโนโลยีที่พัฒนาและใช้งานได้จริง บริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่คือการเลือกระหว่าง จะยอมอยู่กับรัฐแบบเดิมที่บริหารประเทศล้มเหลวต่อไป หรือจะเริ่มสร้างประเทศไทยใหม่ไปด้วยกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือเรื่อง common sense ทางการเมือง ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสที่พาประเทศไทยกลับสู่การเมืองที่ปกติอีกครั้ง การเมืองที่เสียงของประชาชนมีความหมายจริงๆ ครับ

สื่อหาเสียงอิเล็กทรอนิกส์นี้ผลิตโดย พรรคประชาชน ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. จำนวน 1 ชิ้น วันเดือนปีที่ผลิตตามที่ปรากฎ’

พรรคประชาชน
พรรคประชาชน
พรรคประชาชน
พรรคประชาชน
พรรคประชาชน
ประชาชน

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กประชาชน- People’s Party

เทพไท ชำแหละเป็นข้อๆ สันดานนักการเมืองยุคนี้

เทพไท ชำแหละเป็นข้อๆ สันดานนักการเมืองยุคนี้

เทพไท ชำแหละเป็นข้อๆ สันดานนักการเมืองยุคนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.21 น.

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า สันดานของนักการเมืองยุคนี้

ช่วงนี้เราจะเห็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง ของพรรคการเมืองต่างๆคึกคักเป็นพิเศษ มีพรรคการเมืองหลายพรรคเปิดตัวผู้สมัครส.ส. ที่ย้ายมาจากพรรคการเมืองอื่น บางพรรคมีกิจกรรมอบรมสัมมนาผู้สมัครส.ส.ทั้งในระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ แต่ที่น่าสนใจมีผู้สมัครส.ส.จำนวนหนึ่งที่เป็นส.ส.เก่า และย้ายมาจากพรรคการเมืองเดิม มาสังกัดพรรคการเมืองใหม่ โดยมีข้ออ้างถึงปัจจัยในการย้ายพรรค คือ

1.เลือกพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล เพราะการเป็นส.ส.ในสังกัดฝ่ายรัฐบาล มีโอกาสช่วยเหลือประชาชน นำงบประมาณลงพื้นที่ และสามารถที่จะหาประโยชน์จากการเป็นฝ่ายรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการต่างๆ หรือการใช้อำนาจแฝง เพราะการเป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง จึงไม่มีส.ส.คนใด อยากจะลงสมัครในพรรคที่มีโอกาสเป็นฝ่ายค้าน จะเลือกพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลสูงมากกว่า 

2.คำนึงถึงเงินทุนสนับสนุนจากพรรคการเมือง เราจะเห็นได้ว่ามีการย้ายจากพรรคการเมืองเดิม ที่เป็นพรรคการเมืองเล็ก มีเงินทุนสนับสนุนน้อย ไปสังกัดพรรคการเมืองใหญ่ที่มีเงินทุนสนับสนุนมาก จะไม่มีการย้ายจากพรรคการเมืองใหญ่มาสู่พรรคการเมืองเล็กเลย จึงทำให้เห็นว่าส.ส.ที่ย้ายพรรคคำนึงถึงเงินทุนมากที่สุด เพราะเงินทุนเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกตั้ง

3.คำนึงถึงอำนาจรัฐหรืออำนาจนอกระบบ เพื่อเข้ามาช่วยเหลือในการเลือกตั้ง เพราะระหว่างที่มีการรณรงค์หาเสียงกัน อาจจะชิงไหวชิงพริบ มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันในการหาเสียง ถ้าอำนาจรัฐอยู่ในฝ่ายพรรคการเมืองที่สังกัด ก็สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองได้ 

4.จะต้องเลือกพรรคที่มีคอนเน็คชั่นกับองค์กรอิสระ เพราะถ้าหากว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็สามารถวิ่งเต้น ล็อบบี้องค์กรอิสระได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรอิสระที่ให้คุณให้โทษกับการเลือกตั้ง จึงเลือกพรรคการเมืองที่เชื่อว่าสามารถที่จะช่วยเหลือ วิ่งเต้นหรือสั่งการให้รอดจากข้อหา หรือคำร้องเรียน หรือการทุจริตในการเลือกตั้งได้

5.เลือกพรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่ มีนักการเมืองหลายคนสนใจ ถ้าได้สังกัดพรรคการเมืองนี้แล้วก็เป็นการตัดคู่แข่งคนอื่นๆที่สมัครเข้ามาแข่งขันออกไป หรือจะเรียกว่าการฮั้วทางการเมือง หรือสมประโยชน์ทางการเมืองก็เป็นไปได้

การที่นักการเมืองย้ายพรรคเป็นจำนวนมาก ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าืเป็นนักการเมืองขายตัวบ้างทนักการเมืองโสเภณีบ้าง นักการเมืองที่ไร้ซึ่งอุดมการณ์บ้าง แต่นักการเมืองเหล่านี้ ก็จะมีข้ออ้างในการย้ายพรรคคือ 

1.ย้ายพรรคเพราะอุดมการณ์เดียวกัน ซึ่งเป็นข้ออ้างให้ดูดีเท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงแล้วการย้ายพรรคบ่อยๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับอุดมการณ์ บางคนเลือกตั้งทุกครั้งย้ายพรรคทุกครั้ง และไม่ได้คิดถึงอุดมการณ์เลย เมื่อไม่พอใจพรรคเก่าก็เร่ไปหาพรรคใหม่ เปลี่ยนพรรคเป็นว่าเล่น ถ้าหากยึดมั่นอุดมการณ์จริง คงจะไม่เปลี่ยนพรรคบ่อย หรือเปลี่ยนพรรคมากเหมือนที่นักการเมืองในยุคปัจจุบันทำอยู่

2.จะอ้างว่ามีปัญหากับพรรคการเมืองเก่า เพราะพรรคการเมืองเก่าไม่สนับสนุน อยู่ไปก็ขัดแย้งกับผู้บริหาร ขัดแย้งกับเพื่อนในพรรค มักจะอ้างว่า“คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก” อยากไปอยู่ในพรรคที่อยู่แล้วสบายใจ 

3.จะอ้างว่าเมื่อสังกัดพรรคการเมืองใหม่แล้ว จะมีโอกาสทำงานให้กับประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่า สามารถนำโครงการนำผลประโยชน์ หรือดูแลประชาชนในสารทุกข์สุกดิบได้มากกว่าพรรคการเมืองเดิม

4.จะอ้างเรื่องเสียงเรียกร้องจากพื้นที่ จากหัวคะแนนว่า อยากจะให้สังกัดพรรคการเมืองนี้ ดีกว่าการสังกัดพรรคการเมืองเก่า ซึ่งไม่มีกระแสนิยมทำให้หาเสียงยาก จึงจำเป็นต้องย้ายพรรค ไปหาพรรคการเมืองใหม่

ทั้งหมดนี้คือข้ออ้างของนักการเมือง นักเลือกตั้งในยุคนี้ จะฟังขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประชาชนจะจับได้ไล่ทันหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของประชาชนในแต่ละพื้นที่ แต่ปัจจัยชี้ขาดของการย้ายพรรคที่สำคัญมากที่สุด ก็คือเงินทุนการสนับสนุนจากพรรคการเมือง การพูดถึงราคาค่าตัวนักการเมืองยุคนี้ เกรด A ราคา 80 ล้านบาท เกรดบี ราคา 50 ล้านบาท เกรด C ราคา 30 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกินความจริงมากนัก 

จึงทำให้เห็นการตัดสินใจของนักการเมืองในยุคนี้ แม้ว่าจะอ้างเรื่องอุดมการณ์เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง จะอ้างเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของเงินทุนในการเลือกตั้งมากกว่าอุดมการณ์

‘ประชาคมแพทย์’ ปลุกคนไทยผนึกกำลัง รวมใจเป็นหนึ่ง ขอ 3 ข้อจากเพื่อนให้โลกรู้

'ประชาคมแพทย์' ปลุกคนไทยผนึกกำลัง รวมใจเป็นหนึ่ง ขอ 3 ข้อจากเพื่อนให้โลกรู้

‘ประชาคมแพทย์’ ปลุกคนไทยผนึกกำลัง รวมใจเป็นหนึ่ง ขอ 3 ข้อจากเพื่อนให้โลกรู้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.39 น.

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กในทำนองบทความว่า ““ขอ 3 ข้อจากเพื่อน” และ คนไทยต้องร่วมใจ ที่จะเห็นด้วย กับรัฐบาลอนุทิน” ระบุว่า ในการประกาศ “ขอ 3 ข้อจากเพื่อน” เพื่อหยุดยิง เพราะนี่คือสันติวิธีที่เหมาะสมที่สุด ท่ามกลางเกมการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังเดินอยู่

ท่ามกลางสถานการณ์ปะทะรุนแรงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในขณะนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ชัยชนะทางทหาร แต่คือ ความสงบ ความปลอดภัยของประชาชน และการยุติความสูญเสียที่ไม่จำเป็น

รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศจุดยืนต่อสาธารณะอย่างชัดเจน ด้วย “เงื่อนไข 3 ข้อ” เพื่อบรรลุการหยุดยิง (Ceasefire) ประชาคมแพทย์ เห็นด้วยกับรัฐบาลชุดนี้อย่าง 100% และขอชวนให้ประชาชน เห็นด้วย เช่นกัน นี่ไม่ใช่ท่าทีแข็งกร้าว แต่คือแนวทางสันติวิธีที่มีเหตุผล และเป็นมาตรฐานสากลที่สุดแล้ว

“ขอ 3 ข้อจากเพื่อน” ไม่ใช่คำขู่ แต่คือกรอบสันติภาพที่ประเทศใดก็ปฏิเสธได้ยาก ขอให้ กัมพูชา ทำ 3 ข้อนี้1. กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มใช้กำลัง ความรับผิดชอบในการแสดงความจริงใจในการยุติความรุนแรง ต้องเริ่มจากฝ่ายนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรี แต่คือหลักพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

2.ให้การหยุดยิงต้องเกิดขึ้น”จริง” และ”ต่อเนื่อง” ไม่ใช่หยุดเพื่อ “ตั้งหลัก” ไม่ใช่หยุดเพื่อ “เสริมกำลัง” และไม่ใช่หยุดเพียงชั่วคราวเพื่อรอรอบใหม่ของความรุนแรง เงื่อนไขข้อนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยต้องการ ความสงบที่ยั่งยืน ไม่ใช่ภาพลวงตาของสันติภาพ

3.ต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง ข้อนี้คือหัวใจของความเป็นมนุษย์ ทุ่นระเบิดไม่เลือกฝ่าย ไม่เลือกเชื้อชาติ และไม่เลือกเหยื่อ การเรียกร้องให้เก็บกู้ทุ่นระเบิด คือการยืนยันว่า ชีวิตของประชาชนต้องมาก่อนการเมืองและอาวุธ ซึ่งเป็นหลักคิดเดียวกับที่ประชาคมแพทย์ยึดถือมาโดยตลอด ไม่มีนักสันติวิธีคนใด จะเสนอแนวทางที่เหมาะสมไปกว่านี้ได้ง่าย ๆ

บางคนอาจถามว่า “ทำไมไม่ให้หยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข?” คำตอบคือ การหยุดยิงที่ไม่มีกรอบ ไม่มีหลักประกัน และไม่มีความจริงใจ ไม่ใช่สันติภาพ แต่คือการเลื่อนความรุนแรงออกไป

ในชั่วโมงนี้นักการเมือง หรือกองเชียร์การเมือง คนใดก็ตาม หรือนักสันติวิธีใดๆก็ตาม ที่บอกให้ “ประเทศไทยหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข” คือคนที่กำลัง แสดง สติปัญญา ที่ ขาดการไตร่ตรอง และ เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ และไม่มีมาตรฐานสากลใดๆ การพูดลอยๆ เช่นนี้ มีจุดประสงค์อย่างเดียวคือ ต้องการหวังผลทางการเมือง และรู้ดีว่าไม่มีรัฐบาลใด กระทำเช่นนั้นได้

ประโยคที่ว่า “รัฐบาลอนุทินกำลังนำประเทศไทยเข้าสู่สงครามยืดเยื้อ และความยากลำบากของประชาชน” โดยไม่เสนอทางออกที่ดีกว่า เงื่อนไข 3 ข้อที่ รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่นี้ ก็คือ การบ่น ไปเรื่อยๆโดยไม่มีความหมายใดๆ มากไปกว่า การแซะ หรือ ตำหนิรัฐบาลไปวันๆ โดยไม่มองถึงว่า 1.ใครคือผู้วางทุ่นระเบิดในช่วงปฏิญญา 2.การเคลื่อนกำลังพลมาประจำจุดทับซ้อนจำนวนมากซึ่งขัดกับข้อตกลงในปฏิญญา และ 3.ข้อความจริงที่ว่ากัมพูชาคือประเทศที่ยิง BM 21 มายัง บ้านเรือนของคนไทยก่อน ในช่วงปฏิญญา

ข้อความจริงทั้งหมดนี้สามารถพิสูจน์ได้โดย ภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งไทยก็เสนอเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้ว เงื่อนไข 3 ข้อของรัฐบาลไทย ไม่ใช่การยั่วยุ ไม่ใช่การข่มขู่ และไม่ใช่การปิดประตูเจรจา แต่คือ มาตรฐานขั้นต่ำของสันติภาพ ที่ผู้ต้องการยุติสงครามอย่างแท้จริง ต้องยอมรับได้

แต่…เมื่อเกมการทูตถูกยกระดับสู่เวทีอาเซียน และเวทีนั้นกลับถูก “เลื่อน”…นี่คือเกมการเมือง ของประธานอาเซียน มาเลเซีย

รัฐบาลไทยได้ประกาศชัดเจนว่าจะนำเงื่อนไข 3 ข้อนี้ เข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนในวันที่ 22 ธันวาคม เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศรับรู้จุดยืนของไทยอย่างเป็นทางการ นี่คือความชาญฉลาดทางการทูต เพราะเป็นการ “ล็อกกรอบเรื่อง” (lock the narrative) ก่อนที่ใครจะเล่าเรื่องแทนประเทศไทย

แต่เมื่อมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเสนอเลื่อนการประชุมออกไป สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องตารางเวลา ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ การเลื่อนเวที = การเปลี่ยนจังหวะของเกม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ เงื่อนไขของไทยยังไม่สามารถเข้าสู่เวทีพหุภาคีได้ในจังหวะที่เตรียมไว้ และผู้ที่ยังไม่พร้อมรับเงื่อนไขเหล่านี้ ได้ “ซื้อเวลา” ไปโดยปริยาย นี่อาจไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็นความจริงของเกมการทูต ที่ใครคุมเวที คนนั้นคุมจังหวะ

ยิ่งเวทีถูกเลื่อน ยิ่งตอกย้ำว่าทำไมการประกาศต่อสาธารณะของไทยจึงสำคัญ อย่างน้อยที่สุด โลกได้รับรู้จุดยืนของไทยแล้ว ไทยไม่ได้เงียบ ไทยไม่ได้ถอย ไทยไม่ได้เล่นเกมหลังฉากเพียงอย่างเดียว และนี่คือเหตุผลว่า จุดยืนร่วมของประชาชนไทย สำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ เพราะเมื่อเวทีอาเซียนถูกชะลอ สิ่งที่ยังทำงานอยู่ คือ ความชอบธรรม เสียงของสังคม และการยืนอยู่บนหลักการเดียวกันของทั้งประเทศ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพรรคการเมือง แต่คือเรื่องของประเทศ ประชาคมแพทย์ขอเน้นย้ำว่า การที่ “ประชาชนไทย” ยืนจุดเดียวกับรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ใช่การเชียร์สงคราม ไม่ใช่การปิดปากการตรวจสอบรัฐบาลในด้านอื่น แต่คือการส่งสัญญาณไปยังโลกว่า “ในเรื่องอธิปไตย ความปลอดภัย และชีวิตของประชาชน คนไทยยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน”
เพราะสันติภาพที่แท้จริง ต้องเริ่มจากความร่วมมือ ไม่ใช่จากความเงียบงันที่แฝงความรุนแรง

ประชาคมแพทย์ขอสนับสนุน จุดยืน “ขอ 3 ข้อจากเพื่อน” ของรัฐบาลไทย ในฐานะแนวทางสากลของผู้ที่ต้องการ ยุติสงคราม เพื่อความสงบสุขของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง และในยามที่เกมการเมืองระหว่างประเทศกำลังเดินอยู่ความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชน คือพลังการทูตที่สำคัญที่สุดของประเทศ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ขณะนี้เรากำลังพูดถึงปลายเหตุ จนลืมไปว่าต้นเหตุของการที่โบราณสถานถูกทำลาย คือกัมพูชาใช้ปราสาทตาควายเป็นฐาน หรือบังเกอร์ เป็นวัตถุประสงค์ทางการทหาร เป็นเหตุให้ไทยต้องมีการป้องกันตัวเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน อธิปไตย และทหาร”

น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

เตือน14ล้านคน รีบใช้‘คนละครึ่ง’ ให้หมดใน31ธ.ค. ก่อนตัดวงเงินคืน

เตือน14ล้านคน รีบใช้‘คนละครึ่ง’ ให้หมดใน31ธ.ค. ก่อนตัดวงเงินคืน

เตือน14ล้านคน รีบใช้‘คนละครึ่ง’ ให้หมดใน31ธ.ค. ก่อนตัดวงเงินคืน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เตือน14ล้านคน รีบใช้‘คนละครึ่ง’ ให้หมดใน31ธ.ค. ก่อนตัดวงเงินคืน

รัฐบาล ย้ำเตือนผู้ได้รับสิทธิ์“คนละครึ่งพลัส” กว่า 14 ล้านคน รีบใช้สิทธิใช้จ่ายเงินผ่านโครงการฯ ให้หมดภายใน 31 ธ.ค.นี้ ร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี ก่อนระบบจะตัดวงเงินสิทธิที่คงเหลือทั้งหมดคืนโดยอัตโนมัติ 

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 ล่าสุด ยังได้รับผลตอบรับที่ดีจากประชาชนและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างดี โดยรัฐบาลขอแจ้งเตือนผู้ที่ยังใช้สิทธิ์ไม่ครบกว่า 14 กว่าล้านคน ให้เร่งดำเนินการใช้จ่ายให้หมดภายในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ เนื่องจากเมื่อโครงการสิ้นสุดลง ระบบจะดำเนินการตัดวงเงินสิทธิที่คงเหลือทั้งหมดคืนโดยอัตโนมัติ ขอให้ประชาชนใช้โอกาสในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ เพื่อใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดและร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

ส่วนการพัฒนาผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ผ่านการอัปสกิลแอนด์รีสกิล แล้วถึง 93,881 ราย โดยคลังจะเปิดให้ผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส พัฒนาทักษะได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้เท่านั้น รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้าเข้าร่วมพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มศักยภาพการประกอบกิจการ

สำหรับร้านค้าที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพัฒนาทักษะจำนวนไม่เกิน 400,000 รายแรก จะได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย นับตั้งแต่วันที่ร้านค้าได้ดำเนินการพัฒนาทักษะสำเร็จ จนถึง 19 ธันวาคม 2568 เป็นเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อราย

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่าผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสยังสามารถเลือกเข้าร่วมการพัฒนาทักษะด้านการเงินและด้านดิจิทัลผ่าน 3 ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ดังนี้

1.เข้าร่วมเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery
Platform) ร้านค้าประเภทร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่งพลัส เริ่มสมัครเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง (Grab / Lineman / Robinhood / ShopeeFood)ในระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ถึง 19 ธันวาคม 2568 (ต้องไม่เคยสมัครเป็นร้านค้ากับแพลตฟอร์มรายดังกล่าวมาก่อนหน้า) เมื่อสมัครเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มรายดังกล่าวเรียบร้อยแล้วให้เลือกเชื่อมต่อร้านค้าของตนกับแพลตฟอร์มนั้นผ่าน แอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” โดยจะต้องมีธุรกรรมซื้อขายอาหารหรือเครื่องดื่ม ในโครงการคนละครึ่งพลัส ผ่านแพลตฟอร์มอย่างน้อย 5 รายการ โดยไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อ 

2.เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน ผู้ประกอบการร้านค้าสมัครและเรียนหลักสูตรพัฒนาความรู้ทางการเงินผ่าน http://www.gsb.or.th โดยต้องมีผลคะแนนก่อนเรียนและผลคะแนนหลังเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด 

3.เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการร้านค้าสมัครและเรียนหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งจากจำนวน 5 หลักสูตรของ DBD Academy ผ่าน https://dbdacademy.dbd.go.th/ โดยต้องมีผลคะแนนก่อนเรียนและผลคะแนนหลังเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยกระทรวงการคลังจะมีการประกาศผล ผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 23 ธันวาคม 2568โดยร้านค้าที่ร่วมพัฒนาทักษะจะทราบผลผ่านข้อความบนแอปพลิเคชั่น“ถุงเงิน” และข้อความสั้น (SMS) และ กระทรวงการคลังจะโอนเงินให้ผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ดังนี้
1.เว็บไซต์โครงการฯ : ติดตาม รายละเอียดโครงการฯ และข้อมูลข่าวสารได้ทาง www. คนละครึ่งพลัส .com 2.สอบถามข้อมูลโครงการฯ : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร.08-5842-7102,08-5842-7103, 08-5842-7104, 08-5842-7105, 08-5842-7106, 08-5842-7107, 08-5842-7108, 08-5842-7109 ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
3.ธนาคารออมสิน สอบถามข้อมูลหลักสูตรของธนาคารออมสิน โทร.1115 กด 7 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลอด 24 ชั่วโมง 4.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สอบถามข้อมูลหลักสูตรของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวง การพาณิชย์ โทร. 1570 ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

ตาควาย-ช่องอานม้า’เดือด ทหารลุยไล่เขมร นาวิกโยธินปักธงบ้าน3หลัง คุมชายแดนตะวันออกสำเร็จ

ตาควาย-ช่องอานม้า’เดือด ทหารลุยไล่เขมร นาวิกโยธินปักธงบ้าน3หลัง คุมชายแดนตะวันออกสำเร็จ

ตาควาย-ช่องอานม้า’เดือด ทหารลุยไล่เขมร นาวิกโยธินปักธงบ้าน3หลัง คุมชายแดนตะวันออกสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตาควาย-ช่องอานม้า’เดือด ทหารลุยไล่เขมร นาวิกโยธินปักธงบ้าน3หลัง คุมชายแดนตะวันออกสำเร็จ ตอกกัมพูชาต้องหยุดยิงก่อน

ศูนย์แถลงข่าวไทย-กัมพูชา แจงท่าทีรัฐบาล-กองทัพ รุกสมรภูมิสื่อสารประชาคมโลก เพิ่มประกาศ 5 ภาษาครอบคลุมทุกปท.อาเซียน กองทัพชี้เขมรรบตลอดแนว “เนิน 350” ยุทธภูมิสําคัญ“ปราสาทตาควาย” รบเข้มข้น ส่วนสระแก้ว-ตราด โดนหนัก “บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว” ขณะที่ ทภ.2ชี้สมรภูมิ “ตาควาย-ช่องอานม้า”เดือด ไทยเปิดเกมรุกใช้อาวุธหลายมิติตอบโต้เขมรเปิดฉากยิงใส่ไทย โดยใช้โดรน – BM-21 โจมตีต่อเนื่อง หวังยึดพื้นที่คืน แต่สุดท้ายทหารไทยเข้าคุมช่องอานม้าได้ 100% ปักธงชาติไทยสำเร็จ ทหารเจ็บ 5 “นาวิกฯ”ปักธงไทยยึดบ้านสามหลังสำเร็จ ทำลายเขมรสิ้นสภาพ-ไร้ตอบโต้ ขณะที่“สีหศักดิ์”ตอกเขมรต้องเริ่มหยุดยิงก่อนหันมาเจรจาจริงจัง ย้ำไทยไม่ได้เริ่ม นายกฯ เผยรับรายงานปะทะชายแดนทหารพลีชีพเพิ่ม 2 นายแล้ว ให้กองทัพ แจงสาเหตุ ฝากถึงเขมร หากใช้สติ ก็ควรรู้เรื่องเจรจา

เมื่แเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวย้ำหลักการศูนย์แห่งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายึดหลักการ 5 ข้อในการดําเนินการคือ 1.ความชอบธรรม 2.ด้านมนุษยธรรม 3.ความโปร่งใส เท่าทียมปลอดภัย 4.สื่อสารทิศทางเดียวกัน 5.สร้างความเชื่อมั่นและขวัญกําลังใจ ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้มีการสื่อสารผ่าน ภาษาไทยอังกฤษ กัมพูชา จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส อารบิก สเปน เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี อนาล็อก (ภาษาที่ฟิลิปปินส์ใช้) และได้เพิ่มเติมภาษา อินโดนีเซียมาเลเซีย เวียดนาม เมียนมาร์ สปป.ลาว ให้ครอบคลุมทุกภาษาที่ใช้ในอาเซียน เพื่อนําเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาคมโลกและประชาชนในอาเซียนได้รับทราบข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่า ศูนย์แห่งนี้ยังมุ่งมั่นดําเนินการลักษณะนี้ เพื่อนําข้อมูลสู่ประชาชนอย่างถ่วงที

เขมรรบตลอดแนว-ไทยยึดช่องอานม้าสำเร็จ

พลเรือตรี สุรสันต์กล่าวต่อว่า สําหรับไทม์ไลน์สถานการณ์ที่ผ่านมา กัมพูชายังคงเปิดการปะทะต่อเนื่องตลอดแนว ระดมอาวุธยิงสนับสนุนเข้าไปฝั่งไทย โดยเฉพาะพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเราได้ผลักดันและประสบความสําเร็จป้องกันการรุกราน นอกจากนี้ กัมพูชายังถล่มเนิน 350 บริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์ ทําให้กําลังพลเสียชีวิต 2 นาย แต่เรายังปกป้องพื้นที่ มีปฏิบัติการที่มีนัยสําคัญ ในส่วนบ้านหนองหญ้าแก้วบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว พื้นที่กองกําลังบูรพา กองทัพภาคที่1 ยังมีการปะทะต่อเนื่องช่วงที่ผ่านมา กัมพูชาระดมยิงอาวุธหนักเข้ามาในพื้นที่ แต่เราสามารถค้ำยันพื้นที่และผลักดันออกไป

นอกจากนี้ ในจ.ตราดแม้ประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ไปแล้ว เนื่องจากสถานการณ์เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ เราพยายามลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด แต่ช่วงค่ำที่ผ่านมากัมพูชายังระดมยิงต่อเนื่องตลอดแนว จ.ตราดยังได้รับผลกระทบและต้องชื่นชมกองทัพเรือที่รับมือการรุกรานของกองทัพเขมรได้มีประสิทธิภาพ

ตาควาย-เนิน350รบหนักทหารพลีชีพ2

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงเพิ่มเติมถึงความยากในการสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงปราสาทตาควายว่า การรบยากลำบาก ด้วยสภาพพื้นที่ เนื่องจากมีพื้นที่สูง เนิน 350 ที่ทหารกัมพูชายึดไว้ก่อนหน้านี้ และทำเป็นที่มั่นแข็งแรง การที่ทหารไทยจะยึดประสาทตาควายได้นั้น เนิน 350 เป็นจุดยุทธภูมิสําคัญ ตอนนี้บริเวณดังกล่าวสู้รบอย่างหนักเป็นพื้นที่ช่วงชิงอยู่ระหว่างการปฏิบัติการ ส่งผลให้ทหารสละชีพ 2นายตามที่เป็นข่าว ส่วนการนำร่างทหารสละชีพออกจากพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ต้องเรียนว่าด้วยความยากลําบาก สถานการณ์การรบบริเวณนั้นยังไม่จบ กําลังเข้มข้น พร้อมปฏิเสธกรณีทหารไทยถูกจับกุมว่าไม่มีรายงานเข้ามา

รบยืดเยื้อเพราะไทยป้องกันตัวไม่ได้รุกก่อน

พันเอกริชฌาย้ำว่าการรบที่ยืดเยื้อยืนยัน ไทยทำเพื่อป้องกันตนเองบนพื้นฐานการโจมตีเข้ามา เราไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเข้าไป ฉะนั้นการรบยืดเยื้อหากกัมพูชายังโจมตีเข้ามา ไทยต้องป้องกันตนเอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ พื้นที่ที่เราต้องยึดคืน ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทยเอง เพราะทําให้กัมพูชาได้เปรียบเข้ามาโจมตีไม่เพียงแต่ทหารที่ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตครอบคลุมถึงประชาชน หากยังโจมตีเข้ามาเราก็ต้องป้องกันตัวเอง ส่วนขีปนาวุธที่ยึดได้ นํามาใช้ประโยชน์ของเรา ส่วนรายละเอียดเชื่อว่าเราต้องทําให้เป็นประโยชน์ที่สุด ทั้งนี้ มีกระบวนขั้นตอนดําเนินการอยู่แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการ เราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ได้ เพราะมีผลกระทบต่อประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง

กต.ย้ำ3ข้อเสนอไทยบี้เขมรหยุดยิง

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงข่าวศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ว่า กระทรวงต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานรายละเอียดว่าเป็นองค์ประกอบ จากรูปแบบการประชุมเป็นโอกาสของฝ่ายไทยที่จะชี้แจงให้เพื่อนอาเซียนรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้น การปฏิบัติการของไทย ซึ่งมีความชอบธรรม ตามกฏหมายระหว่างประเทศ และเป็นโอกาสสำคัญที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศจะใช้โอกาสที่ดีในการชี้แจงสถานการณ์ทุกอย่าง แน่นอนว่าไทยต้องการสันติภาพตั้งแต่แรก แต่สันติภาพครั้งนี้ต้องมาพร้อมความมั่นคงความปลอดภัยของคนไทย

นางมาระตียังระบุเรื่องความคาดหวังว่ากัมพูชาจะตอบรับ 3 เงื่อนไขหยุดยิงของไทยว่า ไทยยืนยันใน 3 ข้อที่ประเทศไทยต้องการคือ 1. กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดจริงก่อน ในฐานะที่กัมพูชาเป็นฝ่ายรุกราน

2.การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต้องต่อเนื่อง ต้องไม่ยิงซ้ำ และ3.ขอเห็นความจริงใจของกัมพูชาในการให้ความร่วมมือ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมกันซึ่งในประเด็นนี้ กระทรวงการต่างประเทศพยายามผลักดันมาตลอด ตั้งแต่เกิดกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดครั้งแรกจนเสียขา

รบยืดเยื้อหรือไม่อยู่ที่เขมรรับเงื่อนไขหรือไม่

“ ย้ำว่า 3จุดยืนนี้ไม่เกี่ยวกับการประชุมอาเซียนวันที่ 22 ธันวาคม แต่จะเป็นคำตอบของฝ่ายไทย หากประเทศสมาชิกสอบถาม หลังหลายประเทศ เช่น สหรัฐ จีน มาเลเซีย ต้องการให้หยุดยิง และเราย้ำชัดเจนว่าเราไม่ใช่เป็นผู้รุกราน แต่กัมพูชาเป็นผู้รุกรานต้องเป็นผู้ประกาศ เพราะประเทศไทยมีหน้าที่ปกป้อง พื้นที่อธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ที่เราได้ให้ความสำคัญ เป็นลำดับแรก ส่วนสถานการณ์จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับกัมพูชาจะตอบรับสามข้อนี้หรือไม่” รองโฆษกกระทรวงต่างประเทศระบุ

ทภ.2เปิดสมรภูมิเดือดช่องอานม้า-ตาควาย

ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาประจำวันที่ 16 ธันวาคม ด้านจังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ช่องบกตลอดทั้งวันสถานการณ์โดยรวมปกติ ไม่มีการปะทะขนาดใหญ่ อยู่ในสถานะเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมพื้นที่ ช่องอานม้า เป็นพื้นที่การรบเข้มข้นที่สุดตลอดทั้งวัน ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติการเชิงรุกต่อเนื่อง เข้าตีที่หมายตามแผนปฏิบัติการ “ยุทธการศตวรรษ” ควบคุมพื้นที่ได้โดยสมบูรณ์ 100% เคลียร์พื้นที่ ปักธงชาติไทยได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังตรวจพบและทำลาย PMN-2 ในพื้นที่ฝ่ายกัมพูชาตอบโต้ด้วย BM-21 ปืนใหญ่ ปืน ค. ปทนเล็กยาว และโดรน ฝ่ายไทยมีการเสริมกำลังสถาปนาแนววางกำลังใหม่ และวางลวดหนามเพิ่มความมั่นคง

ศรีสะเกษยังปะทะ-ไทยคุมสถานการณ์ได้

จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่ซำแต – โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า ฝ่ายกัมพูชายิงปืนใหญ่ไปยังพื้นที่ช่องตาเฒ่า-สัตตะโสม โดยกัมพูชายิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้ามาที่บริเวณเขาสัตตะโสมต่อเนื่อง จากการข่าวพบฝ่ายกัมพูชา ขาดเสบียง และพยายามต่อต้านฝ่ายไทยด้วยอาวุธหนัก

พื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายปะทะเป็นระยะด้วยปืนเล็กยาว และ ปืน ค. ประปราย ฝ่ายไทยตรวจพบรถส่งกำลังบำรุงและรถบรรทุกฝ่ายตรงข้ามหลายครั้ง ไทยจึงใช้ปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิด ยิงทำลายเป้าหมายทางทหารกัมพูชา โดยกัมพูชาใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ รถถัง รวมถึงโดรนทิ้งระเบิดตอบโต้กันเป็นระยะตลอดทั้งวัน ภาพรวม ไทยยังควบคุมสถานการณ์ได้ พื้นที่ภูมะเขือ ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน ไทยพบโดรนขนาดใหญ่ คาดว่าเป็นโดรนทิ้งระเบิดของทหารกัมพูชา บินหาเป้าหมาย ส่วนแนวรบช่องสะงำ ไม่มีการสู้รบ

สุรินทร์เขมรยิงBM-21ตกฐานทหารเจ็บ5

สถานการณ์เฝ้าระวัง ชายแดนฝั่งจังหวัดสุรินทร์ ในพื้นที่ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยี ทหารกัมพูชายิงจรวดหลายลำกล้องBM – 21 จำนวน 1 ชุด เข้ามาฝั่งไทย พื้นที่คนา ไทยยึดที่หมายและควบคุมพื้นที่ได้ ทหารกัมพูชาใช้โดรนบินตรวจการณ์ในพื้นที่ตลอด นอกจากนี้ ทหารกัมพูชายังสั่งการให้ยิงปืนใหญ่สนับสนุนพื้นที่ปราสาทคนาหลายครั้ง กระสุนปืนใหญ่และBM-21 ตกบริเวณฐานทหาร แต่กำลังพลไม่ได้รับบาดเจ็บ

พื้นที่ปราสาทตาควาย ฝ่ายเราได้รับบาดเจ็บ 2 นาย จากการยิงตอบโต้ของฝ่ายทหารกัมพูชา กำลังพลฝ่ายไทยบาดเจ็บ 3 นาย จากสะเก็ดระเบิดของอาวุธวิถีโค้ง จากจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงเข้ามาที่เนิน 350

จากนั้นทหารกัมพูชา ยังสั่งการให้ใช้ปืนใหญ่ และรถถังบุกเข้ายิงไปที่พื้นที่ปราสาทตาควายหลายครั้ง ก่อนตรวจพบ UAV ของทหารกัมพูชา 1 ลำบินในพื้นที่ พื้นที่ช่องกร่าง กัมพูชาตรึงกำลังตลอดแนว ยิงปืนใหญ่เป็นห้วงๆ พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ไทยตรวจพบBM-21 และ UAV/Drone หลายช่วงเวลา และมีการยิงจากฝ่ายตรงข้ามใส่ฐานฝ่ายเรา แต่ยังไม่เกิดความสูญเสีย อยู่ในสถานะเฝ้าระวังระดับสูง

เช่นเดียวกับ ชายแดนจ.บุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู ปรากฏการยิงตอบโต้กันด้วยปืน ค. และปืนเล็กยาว ประปราย ไทยยิงตอบโต้ด้วยปืน ค. และ ปืนใหญ่หนาแน่นตลอดเวลา

ไทยยึดพื้นที่สำคัญรวมถึงช่องอานม้าสำเร็จ

สรุปสถานการณ์ภาพรวมวันที่ 16 ธันวาคม เป็นวันที่การรบรุนแรงสูง โดยเฉพาะพื้นที่ช่องอานม้าและปราสาทตาควาย ไทยเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกเชิงยุทธการ ใช้อาวุธประสานหลายมิติทั้งปืนใหญ่ รถถัง ทหารราบและโดรน ฝ่ายกัมพูชาใช้ BM-21 ปืนใหญ่ ปืน ค. UAV และโดรนทิ้งระเบิดต่อเนื่อง และไทยสามารถยึดควบคุมพื้นที่สำคัญหลายจุดได้สำเร็จ โดยเฉพาะพื้นที่ช่องอานม้า มีกำลังพลฝ่ายไทยบาดเจ็บหลายราย แต่ระบบแพทย์สนามและการส่งกลับทำได้ต่อเนื่อง แนวโน้มสำคัญคือ กัมพูชาใช้โดรน จำนวนมากขึ้นควบคู่กับการยิงจรวด BM-21 ภาพรวมไทยยังคงครองความได้เปรียบเชิงพื้นที่ และการควบคุมสถานการณ์ได้ดี

โคราชถกด่วนสกัด‘โดรนปริศนา’บินว่อน!

ที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) นครราชสีมา เรียกประชุมด่วนคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง จ.นครราชสีมา ร่วมกับผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 2 กอ.รมน. กองบิน 1 ตำรวจภูธรจังหวัด ป้องกันจังหวัด เพื่อวางแนวทางออกมาตรการบังคับใช้กฎหมายการบินโดรน หรืออากาศยานไร้คนขับในจ.นครราชสีมา หลังพบโดรนบินในพื้นที่จำนวนมาก เพื่อเฝ้าระวังโดรนสอดแนมเข้ามาในพื้นที่ จากความไม่ปกติทางแนวชายแดน เบื้องต้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบเสนอสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศ งดบินโดรนทั่วทั้งจังหวัดตลอด 24 ชม. จนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย อีกทั้ง ขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัด รวมถึงว่าวและอุปกรณ์อื่นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และกระทบความมั่นคงทางอากาศตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นาวิกฯปักธงชาติไทยยึดบ้าน3หลังสำเร็จ

ต่อมาเวลา 16.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอีกครั้งว่า จนถึงขณะนี้ยังเกิดการปะทะต่อเนื่อง เขมรโจมตีชายแดนพื้นที่สําคัญ ได้แก่ ประสาทตาควาย อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะเนิน 350 และพื้นที่อื่นตลอดแนว หวังเข้ามายึดครองพื้นที่ แต่ถูกฝ่ายไทยสกัดกั้นป้องแนวรบอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนช่วงบ่าย เขมรโจมตีบ้านสามหลัง จังหวัดตราด หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ตอบโต้จนสามารถป้องกันและยึดพื้นที่ได้สําเร็จแล้ว 100% และปักธงชาติไทยเรียบร้อยแล้ว

เขมรยิงBM-21ตกใส่ไทยไทย105จุด

ด้านพันตรีหญิง กัญญ์ณณัฐ พรนิพัทธ์กุล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบกสรุปความเสียหายฝ่ายไทยครอบคลุมทุกจังหวัด ถูกอาวุธหนัก BM-21 โจมตีบ้านเรือนประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กองทัพภาคที่ 1 จ.สระแก้ว อําเภอตาพระยา อ.โคกสูง มีกระสุนตก 13 จุด กองทัพภาคที่ 2 จ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ มีกระสุนตก 92 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 105 จุด มีบ้านเรือนเสียหาย 27 หลังคาเรือน ประชาชนเสียชีวิต 1ราย กระทบอาคารสถานพยาบาล 1 แห่ง ศาสนสถาน 4 แห่ง สถานศึกษา 1 แห่ง พร้อมยืนยันว่า การรบควรเกิดระหว่างทหารกับทหาร ไม่ควรกระทบประชาชน กองทัพบกขอประณามการกระทําของเขมรละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน กติกาสากลระหว่างประเทศ พร้อมทั้งรวบรวมหลักฐานส่งให้ส่วนเกี่ยวข้องขยายผลในเวทีโลกต่อไป

นย.ทำลายเขมรสิ้นสภาพคุมชายแดน100%

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.ตราด ภายใต้ยุทธการ“ตราดปราบปรปักษ์” จนถึงช่วงบ่ายวันนี้(17 ธันวาคม) ยังได้ยินเสียงปืนต่อเนื่อง เพราะมีการเข้าเคลียร์พื้นที่เป้าหมายตามแผนที่วางไว้

ผู้สื่อข่าวสอบถามน.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ทราบว่า ขณะนี้ทหารไทยลิดรอนกำลังฝ่ายกัมพูชาจนสิ้นสภาพแล้ว ไม่มีการตอบโต้ใดๆมายังฝ่ายไทย หลังกองเรือ กองทัพอากาศ ปฏิบัติการทางทหารอย่างหนักตลอด 8 วัน เพื่อยึดพื้นที่บ้าน 3 หลังคืนจากฝ่ายกัมพูชา

ยันทุกอย่างตามแผน-ไม่นานทุกคนได้กลับบ้าน

“ปัจจุบันทหารไทยเป็นฝ่ายคุมสถานการณ์และบังคับวิถีการรบได้แบบเบ็ดเสร็จ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนไม่นานทุกคนจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้ ขออย่ากังวล” น.อ.ธรรมนูญ กล่าว

และว่าส่วนโดรนปริศนานั้น เป็นเพียงการบินก่อกวนทางจิตวิทยา บางครั้งยากแยกแยะด้วยตาเปล่าระหว่างแสงดาวกับโดรน แต่ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบประชาชน

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะกันระหว่าง 2 ฝ่าย ทหารไทยบาดเจ็บ 5 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ประชาชนไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต กระสุนปืนใหญ่ กระสุนปืนคอ ตกใส่ในพื้นที่ฝั่งไทย 15 ลูก มีผู้อพยพ 4,528 คน ข้อมูลจนถึงเวลา 12.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม

ยันเขมรต้องเริ่มก่อน!หยุดยิงถึงเจรจา

ในส่วนความเคลื่อนไหวของรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังมีการสู้รบต่อเนื่องเป็นวันที่ 10 ว่า เราทำในส่วนที่เป็นอธิปไตยของเรา หวังว่าถึงจุดหนึ่ง เขาจะพร้อมคุยอย่างจริงจังในเรื่องการหยุดยิง แต่กัมพูชาต้องเริ่มก่อน เพราะเหตุการณ์นี้กัมพูชาก็เป็นคนเริ่มก่อน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสื่อกัมพูชารายงานว่า ทหารไทยเสียชีวิตเกิน 5,000 คนแล้ว นายสีหศักดิ์กล่าวว่า อย่าลืมว่าประเทศเขาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่เหมือนประเทศไทย การตรวจสอบก็ไม่เหมือนประเทศไทย

รับรายงานแล้วทหารพลีชีพเพิ่ม2

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหลังเข้าสู่วันที่ 10 และมีกำลังพลเสียชีวิตเพิ่มว่า ตนได้รับรายงานแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะนำร่างของทหาร 2 นายที่เสียชีวิตเพิ่มกลับออกมาได้เร็ววันนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำอย่างเต็มที่ และใช้ความพยายามทุกความสามารถ ถามต่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตนั้นเกิดจากการถูกจับเป็นเชลยศึกหรือเกิดจากสาเหตุอะไร นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ทราบสาเหตุ ต้องให้กองทัพเป็นผู้ชี้แจงสาเหตุการเสียชีวิต

ฝากถึงเขมรถ้าใช้สติควรต้องยอมเจรจา

ถามถึงกรณีที่การตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชาน้อยลง กลายเป็นว่าเราใกล้จะเผด็จศึกแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนบอก เรากำลังมีการปะทะเกิดขึ้น และต้องใช้หลักทางยุทธการ ฉะนั้น ส่วนนี้ต้องขออนุญาต แต่ตนก็หวังตลอดเวลาว่าเรื่องนี้จะให้เกิดผลที่ดีที่สุด ถามต่อว่าจะยึดเนิน 350 ได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าต้องได้สิ ในเรื่องกองทัพและยุทธการให้กองทัพ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ชี้แจง เพราะจะทราบว่าตรงไหนชี้แจงได้หรือส่วนไหนชี้แจงไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคง ความเป็นความตายของทหารของประชาชน

เมื่อถามว่าถึงเวลาที่กัมพูชาต้องยอมเจรจากับเราแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าเขาใช้สติเขาก็ควร

ส่วนกรณีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมบอกว่าขอเวลาอีกไม่นาน สำหรับสถานการณ์ชายแดน นายกฯกล่าวว่า ท่านเป็นรมว.กลาโหม ท่านเป็นนักการทหาร ฉะนั้น ก็ได้คำตอบจากท่านแล้ว

ลึกลับในสนามข่าว : 18 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 18 ธันวาคม 2568

ลึกลับในสนามข่าว : 18 ธันวาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

nn…นายกฯ “ลุงหนู – อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เคาะ “คำขวัญ” วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ออกมาแล้วว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และประชาคมโลก

อนุทิน ชาญวีรกูล

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

….นายกฯตั้งใจจะให้คำขวัญดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างรอบด้าน ให้มีจิตสำนึกในความเป็นไทย เคารพกติกาอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปิดมุมมองสู่โลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงระดับโลกพร้อมยืนยันว่า “รัฐบาลยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรงและเป็นพลังสำคัญของประเทศในอนาคต”

nn…ถือฤกษ์งามยามดีเมื่อ 8/12/68 เปิดศูนย์ประสานงาน สำนักงาน “สส.กานต์ –สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ผู้แทนคนงาม สาวแกร่งของคนเมืองอุบลฯ เขต 7 รับผิดชอบพื้นที่ “ศรีเมืองใหม่ โขงเจียม สิรินธร และพิบูลมังสาหาร”ณ อำเภอสิรินธรเจ้าตัวบอกว่า สถานที่แห่งนี้คือ บ้านของพ่อแม่พี่น้อง ชาวอำเภอสิรินธร พร้อมย้ำพิกัดที่ตั้ง “ตรงข้ามโรงพยาบาลสิรินธร /ข้างโรงแรมกรีนรูฟ ค่ะไผมีเรื่องทุกข์ใจ เมื่อไหร่ ก็แวะมานะคะหรือ คิดถึงเมื่อไหร่ก็แวะมาหากันเด้อจ้า อิอิ”พร้อมติดแฮชแท็ก “#อยู่ที่ไหนก็ขออยู่ในใจเสมอ” #ผู้แทนมีผลงาน สส.กานต์-สุดารัตน์…งานนี้ มีคนฮักกันชอบกันไปร่วมงานคับคั่ง ยืนยันเสียงดังฟังชัดอีกครั้งศูนย์ประสานงาน สำนักงานสส.กานต์พร้อมต้อนรับพ่อ-แม่พี่น้อง พร้อมรับฟังปัญหา และพร้อมลุยงานแล้วจ้า…nn

กกต.ยันจัดหย่อนบัตร8ก.พ.69 ไม่สนศึก‘ไทย-เขมร’ เตรียมแผนพิเศษรับมือ

กกต.ยันจัดหย่อนบัตร8ก.พ.69 ไม่สนศึก‘ไทย-เขมร’ เตรียมแผนพิเศษรับมือ

กกต.ยันจัดหย่อนบัตร8ก.พ.69 ไม่สนศึก‘ไทย-เขมร’ เตรียมแผนพิเศษรับมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กกต.ยันจัดหย่อนบัตร8ก.พ.69 ไม่สนศึก‘ไทย-เขมร’ เตรียมแผนพิเศษรับมือ ‘ภท.’ชู‘พูดแล้วทำPlus’ ประกาศปักธงสส.กทม. ปาร์ตี้ลิสต์ปชป.ไร้‘บัญญัติ’

“เลขาธิการ กกต.”ย้ำชัดไม่มีเลื่อนวันเลือกตั้ง ถึงมีเหตุตูมตามยังเปิดคูหาได้ วางแผนรับสถานการณ์พิเศษไว้แล้ว พร้อมเข้มตรวจสอบ นโยบายหาเสียงพรรคการเมือง พร้อมทำประชามติวันเลือกตั้ง แต่รอรัฐบาลประกาศวันชัดเจน เตือน พรรค-ผู้สมัครหาเสียงแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่ห้าม ชี้ควรเห็นชอบ- ไม่เห็นชอบ ส่วนเวทีประชามติห้ามหาเสียง ล้ำเส้นเสี่ยงผิดกฎหมาย ขณะที่“ปชป.” เปิดรายชื่อว่าที่ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ รุ่นใหม่มาเต็ม คัมแบ๊กเพียบ ขาด “บัญญัติ-เทอดพงษ์” ด้าน“ภท.” เปิดสโลแกน “พูดแล้วทำ Plus” สานต่อนโนบายเต็มสูบ ฟุ้งมีผู้สนใจร่วมงาน-ลงสมัครสส.เพียบ เตรียมเปิดชื่อแคนดิเดตนายกฯ

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความชัดเจนกรณีเหตุสู้รบชาย แดนไทย-กัมพูชา ถ้าเกิดในช่วงเลือกตั้ง (เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569) ว่า สถานการณ์ชายแดนกระทบความเป็นอยู่ของผู้อพยพรวมทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้ปฏิบัติงาน แต่อาจจะไม่กระทบกับการเลือกตั้งเลย เพราะเรามีวิธีบริหารจัดการเราคงอยากให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดวัน ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยในการแก้ปัญหา ซึ่งเราอำนวยความสะดวกอยู่แล้วอาจจะไม่ลำบากอะไร ซึ่งต้องย้ำว่าหากเป็นเพียงสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดน เรามีแผนบริหารจัดการอยู่แล้ว แต่หากมีการประกาศกฎอัยการศึก และก็ต้องดูว่า ประกาศแบบไหน ดูสาระสำคัญของกฎอัยการศึก

กกต.ไม่เลื่อนเลือกตั้ง-รบกันยังจัดได้

เมื่อถามว่า หากถึงกำหนดวันเลือกตั้งแล้วเกิดสถานการณ์ตูมตามขึ้นยังประกาศเลื่อนเลือกตั้งได้หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า หากเราประกาศให้มีการเลือกตั้งนั่นแสดงว่า เราสามารถจัดการเลือกเลือกตั้งได้ ไม่ว่าวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่กระทบ เพราะเราบริหารงานในสถานการณ์ พิเศษ พื้นที่พิเศษ ดังนั้นแสดงว่า วันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่กระทบ อย่างไรก็ตาม เราบริหารงานภายใต้ที่กฎหมายให้อำนาจจะทำน้อยกว่ากฎหมายไม่ได้ ส่วนจะสามารถจัดคูหาเลือกตั้งในศูนย์อพยพได้หรือไม่นั้น ยังตอบไม่ได้ ตอนนี้ยังต้องประเมินไปก่อน แต่เรามีทางออก แบบมีทั้งเพราะรูปแบบมีทั้งการเอาคนไปหาหน่วยและเอาหน่วยไปหาคน

เมื่อถามว่า การแข่งขันนโยบายตามประกาศใหม่ของ กกต.มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ นายแสวงกล่าวว่ามีผลประกาศตามราชกิจจานุเบกษาวันนี้ เป็นไปตามกระแสเรียกร้องจาก ประชาชนและสังคม ที่อยากให้กกต.ทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองให้มากขึ้น ซึ่งเราจะไปเชิญหน่วยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาช่วยตรวจสอบส่วนกรณีผลตรวจสอบของนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองนั้น จะทำได้หรือไม่ ตนยังไม่สามารถตอบได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการทำงานจะยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก การประกาศนี้ยอมรับว่า กกต.ทำเกินที่กฎหมายกำหนดแต่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของสังคม ส่วนพรรคการเมืองแต่ละพรรคจะสามารถส่งนโยบายให้กกต.ตรวจสอบ 20 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง ได้หรือไม่นั้น ต้องไปถามความพร้อมพรรคการเมืองแต่ละพรรค

ยันพร้อมทำประชามติวันเลือกตั้ง

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ยังกล่าวถึงการจัดทำประชามติ ว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. รัฐบาลได้ส่งหนังสือเรื่องการขอให้กกต.จัดทำประชามติ มาถึงกกต.ตามมาตรา 15 ของพ.ร.บ.ประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียด5 เรื่อง เช่น เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติงบประมาณ ตามกฎหมายกำหนดเพื่อให้กกต.เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน ซึ่งยังถือว่ากระบวนการประชามติยังไม่เริ่ม 100% ต้องรออีก 15 วัน ที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.หรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่โดยกฎหมายและการบริหารของกกต. สามารถทำประชามติในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งได้และกกต.ได้ให้ข้อมูลนี้กับรัฐบาลไปแล้วในวันที่มีการหารือร่วมกัน ดังนั้น กกต.พร้อม แต่อยู่ที่
รัฐบาลจะคิดอย่างไร ตอบแทนไม่ได้

ห้ามพรรคหาเสียงเรื่องแก้ไขรธน.

“จริงๆ ประเด็นหาเสียง เป็นการเสนอแนวทางและนโยบายว่าพรรคจะทำอะไร แต่เมื่อขึ้นเวทีประชามติเรื่องการแสดงความคิดเห็น เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราต้องพูดเฉพาะเนื้อหา ไม่ใช่การหาเสียง ซึ่งมันต้องแยกกันให้ชัด และในข้อมูลที่ครม.ส่งมาตามมาตรา 15 ต้องไม่เป็นการชี้นำ ต้องเป็นกลาง ซึ่งการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นกกต. ก็ต้องจัดให้ทัดเทียมกันทั้งฝ่ายเห็นด้วย แล้วไม่เห็นด้วย” 

เมื่อถามว่า ผู้สมัคร และพรรคการเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ชี้นำว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไม่ได้ใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นมันชี้นำอยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือที่สภาทำส่งมาให้ ข้อมูลนี้ชี้นำไม่ได้ เวลาที่ให้ข้อมูลกับประชาชนฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นตามเขา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะต้องให้ข้อมูลโน้มน้าวไปอีกทางหนึ่ง ดังนั้น ในส่วนของประชามติจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นอย่างนี้ทั่วโลก

หาเสียงหนุนแก้รธน.หรือไม่-ทำไม่ได้

ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งผู้สมัครพรรคการเมืองสามารถนำประเด็นประชามติไปหาเสียงได้ แต่ถ้าเป็นเวทีของการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ ในหนังสือที่ครม.ส่งมาให้กกต.ระบุว่า ให้กสทช.ดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชน จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกันสำนักงานฯก็จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อและประชาชนไปพร้อมกัน เมื่อถามว่า ในเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคสามารถบอกเลยได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับประเด็นที่ประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคสามารถบอกได้ว่ามีนโยบายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติคนที่พูดไม่ใช่พรรค หากอยากพูดก็ต้องไปลงทะเบียน เป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งมันใช้กฎหมายคนละฉบับ ดังนั้น การหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงสามารถเสนอว่าพรรคมีนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ไม่ใช่ไปบอกว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะถ้าทำเช่นนั้นมันจะเป็นเรื่องของการทำประชามติและในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว มีการเสนอนโยบายเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหาเสียงซึ่งก็ไม่ผิดกฎหมาย ขึ้นอยู่กับประชาชนว่า จะเลือกหรือไม่เลือก แต่ถ้าไปตั้งเวทีรณรงค์ว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของกฎหมายประชามติ พรรคการเมืองจึงต้องระมัดระวังจะหาเสียงว่า จะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่จะไปพูดว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เพราะมันดีอย่างนั้นอย่างนี้นั้นไม่ได้ และถ้าหากมีการล้ำเส้นก็จะมีโทษตามกฎหมาย

“ผู้สมัครและพรรคต้องระวังต้องคิดว่าขณะที่พูดๆ ในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้งหรือในกรอบการทำประชามติ ถ้าพูดในกรอบประชามติต้องไปลงทะเบียน ว่าเป็นฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เนื่องจากมันมีเวทีให้แสดงความคิดเห็นอยู่ แต่ถ้าพูดในฐานะสส.มันเปิดกว้าง พูดอย่างไรก็ได้ แต่อย่าไปพูดว่าควรเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ มันจะข้ามไปกฎหมายการทำประชามติ”

เปิด2คำถามประชามติชงกกต.ตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ส่งคำถามในการออกเสียงประชามติครั้งที่หนึ่งเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งดังนี้ 1.1 “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามมติที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

1.2 “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฯ ทั้งนี้ ตามมาตรา 9 วรรคสอง (2) และ (4) และมาตรา 11 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 2.ขอให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการจัดทำข้อมูลตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก่อนวันประกาศให้มีการออกเสียงประชามติ ไม่น้อยกว่า 15 วัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง (4) และมาตรา 11 ประกอบมาตรา 15 และมาตรา 14 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบ (คำถามข้อ 1.1) เป็นการทั่วไป

‘ภท.’เปิดสโลแกน‘พูดแล้วทำPlus’

ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย อดีตสส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้งรอบนี้พรรคใช้สโลแกน พูดแล้วทำ Plus ซึ่งยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์และจุดยืนเดิม การเป็นพรรคที่เมื่อพูดแล้วจะต้องทำ และทำให้สำเร็จ ส่วนคำว่า Plus เป็นการขยายความสิ่งที่พรรคได้พูดแล้วทำต่อไป เป็นการขยายแนวนโยบายทำให้พี่น้องประชาชนได้เห็นสิ่งที่พรรคทำสำเร็จมาแล้ว หรือสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี 2 เดือนกว่าที่ผ่านมา เป็นการเตรียมเลือกตั้งตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศไว้ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกพรรคและแจ้งความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคเป็นจำนวนมาก แม้จะมีบางส่วนถูกเรียกว่าเป็น บ้านใหญ่ แต่ยืนยันว่า มีผู้ที่สนใจจากทุกกลุ่ม และทุกกลุ่มอาชีพ การที่หลายฝ่ายมองว่าพรรคมีผู้ที่เป็นบ้านใหญ่เข้าร่วมนั้น แสดงให้เห็นว่าพรรคมีความพร้อม ทั้งการทำงาน การลงพื้นที่ต่างๆ ได้แสดงให้เห็นแล้วมีความพร้อมในการทำงานและการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างไร

เตรียมเปิดชื่อแคนดิเดตนายกฯ

เมื่อถามถึงการเปิดตัวแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จะได้ข้อสรุป และจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน การคัดเลือกแคนดิเดตนายกฯ ไม่จำกัดเฉพาะแคนดิเดตนายกฯ พรรคจะเลือกจากผลการทำงานและประสบการณ์
ในด้านต่างๆ โดยเปิดโอกาสให้ทุกท่านที่มีความสามารถในการทำงานในด้านต่างๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือทุกคนต้องพร้อมทำงาน สำหรับแคนดิเดต 2คน ที่ถูกกล่าวถึงก่อนหน้านี้ก็ยังต้องรอการสรุปอีกครั้ง เมื่อถามถึงสถานการณ์การหาเสียง น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่ายอมรับว่าไม่กล้าที่จะระบุถึงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานอย่างเฉพาะเจาะจง โดยเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้งนี้ ยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่บ้างในการหาเสียง แต่ปัจจุบันการเข้าถึงประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การติดป้ายหาเสียงแล้ว แต่สามารถเข้าถึงได้ผ่านสื่อออนไลน์ทุกอย่าง

ลั่นต้องปักธงในพื้นที่กทม.ให้ได้

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย แกนนำทีม กทม.พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของผู้สมัคร สส.กทม.โดย นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตอนนี้ทุกพรรคคงเตรียมความพร้อมแล้ว ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่สำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทย ตนเข้าใจว่าในประวัติที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส.กทม.มาก่อน หากมีก็จะเป็นครั้งแรก ยอมรับว่างานครั้งนี้เป็นงานหิน แต่ตนไม่ขอพูดว่าพร้อม หรือมั่นใจแค่ไหน แต่ตนมาพร้อมกับความตั้งใจ และในการทำงานที่ผ่านมา ก็สู้ไม่ถอย สู้สุดซอย วันนี้ตนก็มีผู้สนับสนุน ไม่ได้ทำอยู่คนเดียว แต่ช่วยกันทั้งพรรค รวมทั้งแม่ทัพหญิงของตนคือ น.ส.ศุภมาส ที่เคยเป็น สส.กรุงเทพมหานคร มาก่อนในยุคของพรรคไทยรักไทย ก็หวังว่าจะได้นำประสบการณ์ และทีมงานที่ตนได้ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่พรรครวมไทยสร้างชาติ จึงจะทำให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า กดดันหรือไม่เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยได้ สส.กทม.ครั้งนี้จะได้เก้าอี้ สส.ในกรุงเทพมหานครหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า มันเป็นสไตล์ชีวิตของตนที่ไม่เคยเจอเรื่องง่ายในชีวิต และทั้งชีวิตก็อยู่กับการต่อสู้ ไม่เคยเจอโจทย์ง่าย จึงเป็นเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทย เลือกตนให้มาลองรับผิดชอบดู ขอย้ำว่าเราพร้อมสู้ แต่ไม่ขอบอกว่าพร้อมขนาดไหน เพราะเป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องเผชิญ มั่นใจว่าผู้สมัครของเราในวันนี้ มีสัญญาณที่ดีที่ได้มาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย แม้พรรคภูมิใจไทย จะไม่เคยมี สส.ใน กทม.เลย ครั้งนี้ก็เป็นการเข้ามาสมัคร มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และทุกเขตมีมากกว่า 1 คน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของตน และ น.ส.ศุภมาส ที่จะต้องทำหน้าที่คัดคนให้ดีที่สุด ซึ่งทุกคนมีความพร้อมที่จะสู้ไปด้วยกัน

‘ซาบีดา’ลงปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

ด้าน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ต้องเรียนว่าตอนนี้เขตเลือกตั้งในจังหวัดอุทัยธานี เต็มหมดแล้ว ต้องลงระบบปาร์ตี้ลิสต์ ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเมินว่าการทำงานการเมืองที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า จากการที่ได้ทำงานเพื่อประชาชนมาเกือบหนึ่งปี รู้สึกว่ามีพลังที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน จึงคิดว่าเราน่าจะไปต่อได้ ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายชาดา ไทยเศรษฐ์อดีตสส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทยในฐานะบิดา ให้คำแนะนำอย่างไร ซึ่งน.ส.ซาบีดา กล่าวว่า เรียนตามตรงว่าคุณพ่อไม่ได้บอกอะไรเลย บอกแต่ว่าต้องมีผลงาน

‘สีหศักดิ์’ดอดเข้าภูมิใจไทยถ่ายรูป

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ เดินทางเข้ามที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยทันทีที่ผู้สื่อข่าวเห็นต่างเดินกรูกันเข้าไปสัมภาษณ์ถึงการเดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้เพื่อมาถ่ายรูป จะลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ โดยนายสีหศักดิ์ ตอบว่า ยังไม่ได้คิดตรงนั้น เมื่อถามว่าการเดินทางมาครั้งนี้ ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าจะมาลงเล่นการเมืองหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่คิดในเรื่องการเมือง แต่ถ้าให้มาถ่ายรูป ตนก็มาถ่ายไปก่อน เมื่อถามต่อว่าถึงขั้นเป็นแคนดิเดตนายกฯเลยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่มั้ง เพราะตอนนี้ตนเป็นรมว.การต่างประเทศอยู่ เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ทางนายกรัฐมนตรีบอกว่ามีแผนสำรองแล้วในเรื่องของแคนดิเดตนายกฯ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เขาให้มาถ่ายรูปตนก็มาถ่ายรูป

‘อนุทิน’จับชูมือ-แต่ไม่ได้บอกอะไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่ นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ามาที่พรรคเพื่อประชุมว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ทาบทาม นายสีหศักดิ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบ แต่ได้จับมือ นายสีหศักดิ์ ชูขึ้น พร้อมจูงมือกลับเข้าพรรค ก่อนระบุว่า เดี๋ยวจะขึ้นไปคุยงานข้างบน ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า นายสีหศักดิ์ เป็นแผนสำรองที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านสีหศักดิ์ เป็นสำรองใครได้ พร้อมบอกว่า ไม่มีแผนสำรอง มีแต่แผนหลักในช่วงท้ายผู้สื่อข่าวยังสอบถามอีกว่านายสีหศักดิ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ได้ตอบเพียงแค่ยิ้มให้กับสื่อและขึ้นชั้นบนที่ทำการพรรคไปทันที

ปชป.เคาะ100ปาร์ตี้ลิสต์-ไร้‘บัญญัติ’

พรรคประชาธิปัตย์ โดยคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสส. ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.แบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 100 รายชื่อโดยยังไม่ได้เรียงลำดับ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายชวน หลีกภัย, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายกรณ์ จาติกวณิช, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์, นายอลงกรณ์ พลบุตร, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์, พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์, รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี, นางการดี เลียวไพโรจน์ และ นายสุรบถ หลีกภัย บุตรชายนายชวนด้วย เป็นต้น โดยมีอดีตสส.ระบบเขตจำนวนมาก ที่มาลงสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่ออาทิ นายชัยชนะ เดชเดโช นางกันตวรรณ ตันเถียร, นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายสาคร เกี่ยวข้อง, นางรังสิมา รอดรัศมี, นายเจะอามิง โตะตาหยง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีชื่อ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติ มาลงสมัครด้วย

ส่วนรายชื่อที่ไม่ปรากฏที่น่าสนใจ อาทิ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน, นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ และนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์