นายกฯ เผยผลหารือ ทรัมป์ อยากให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิง เชื่อคุยเขมร มาก่อนถึงเข้าใจไทยผิด

นายกฯ เผยผลหารือ ทรัมป์ อยากให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิง เชื่อคุยเขมร มาก่อนถึงเข้าใจไทยผิด

นายกฯ เผยผลหารือ ทรัมป์ อยากให้ไทย-กัมพูชาหยุดยิง เชื่อคุยเขมร มาก่อนถึงเข้าใจไทยผิด

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.29 น.

“นายกฯ” เผยคุย ‘ทรัมป์’ อยากให้ไทย-เขมรหยุดยิง เผยไม่คุยเรื่องเลือกตั้ง บอกไม่เกี่ยวปกป้องอธิปไตย เชื่อคุยกัมพูชามาก่อนแล้ว แต่ได้ข้อมูลผิดๆ  ด้าน ‘สีหศักดิ์’ทิ้งท้ายปริศนา หยุดยิงเป็นกลยุทธ์ลั่นไม่ทำอะไรขัดกฎหมาย

เมื่อเวลา 21.00น.วันที่ 12 ธ.ค. ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรมว.ต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มหารือในเวลา 21.00 น.และใช้เวลาพูดคุยเกือบ 20 นาที  ก่อนเวลา 22.00 น.นายกฯแถลงภายหลังหารือว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกันโดยที่มีรมว.ต่างประเทศทั้ง 2 ประเทศอยู่ด้วยและตนก็มีนางศุภจีอยู่ด้วยก็ได้พูดคุยกัน ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยก็เป็นไปด้วยดีประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีความเป็นห่วงสถานการณ์ และอยากให้ทุกอย่างกลับไปยังจุดที่มันเคยเป็นอยู่คือการกลับไปที่ปฎิญญาร่วมไทย-กัมพูชาที่เราลงนามที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งตนได้ยืนยันกับประธานาธิบดีสหรัฐฯว่าประเทศไทยเราปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อยู่ในปฎิญญามาตลอด ไม่เคยที่จะออกนอกเงื่อนไขเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าทางฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ที่ละเมิด เมื่อมีการละเมิดแล้วถ้าเป็นการละเมิดด้วยการปฏิบัติ เช่น ไม่ถอนกำลังออกไป ไม่มีการทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต เราก็จะต้องมาพูดคุยกันให้เขาปฏิบัติ แต่ว่าถ้ามีการละเมิดโดยที่ทำให้ฝ่ายไทยเกิดการสูญเสียอวัยวะชีวิตทรัพย์สิน แบบนี้ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องตอบโต้ในสิ่งที่เราต้องป้องกันอธิปไตยของเราป้องกันดินแดนของเรา ป้องกันทรัพย์สินของคนไทยและสุดท้ายคือเราจะต้องป้องกันและดำเนินการอย่างสูงสุดคือป้องกันชีวิตของประชาชนนี่คือเหตุที่ตนต้องอธิบายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นท่านก็จะไปเข้าใจว่าเราเป็นฝ่ายจู่โจม รุกรานประเทศกัมพูชา ซึ่งไม่ใช่เลยเราตอบโต้ แต่เราเวลาตอบโต้บางครั้งก็ต้องทำให้เขาได้ยิน ทำให้เขาเห็นว่าอย่ามาทำอย่างนี้กับเรา เราไม่ใช่ประเทศที่คุณอยากจะทำอะไรคุณก็มาทำได้ นี่คือสิ่งที่ตนได้บอกกับเขาไปแล้วว่าคนที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอย่างเรากับกัมพูชา ถ้าเขาพูดกับฝ่ายไหนเขาก็คงใช้ข้อมูลฝ่ายเดียวไม่ได้ ฉะนั้นเขาก็ต้องมาฟังข้อมูลจากฝ่ายไทย ผู้ซึ่งเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำก่อน 

เมื่อถามว่า นายกฯได้มีการพูดคุยกับสหรัฐฯหรือไม่ว่าอย่างน้อยไทยเราจะมีการเลือกตั้ง เพื่อให้เขาได้เห็น นายกฯกล่าวว่า นี่มันเรื่องของประเทศไทยไม่เกี่ยวกัน ทำไมต้องเอาเรื่องของการเลือกตั้งมาเกี่ยวกับเรื่องของการปกป้องอธิปไตย หรือป้องกันประเทศ ตอนนี้ตนต้องพูดถึงเรื่องว่าทำอย่างไรทำอย่างไรไม่ให้พี่น้องทหาร ประชาชนต้องได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการรุกราน จากการยิงจรวด ยิงระเบิด ยิงกระสุน สไนเปอร์ต่างๆเข้ามามาจากฝั่งกัมพูชา วันนี้เรื่องการเมืองหรือเรื่องของการเลือกตั้งไม่มีความสำคัญเลยกับตนเลยแม้แต่น้อยเท่ากับชีวิตของแม้กระทั่งคนๆหนึ่งที่อยู่ตามแนวชายแดนที่เป็นคนไทย 

เมื่อถามต่อว่าหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯฟังแล้ว ได้ฟังแล้วมีคำตอบหรือมีคำพูดอะไรกลับมาถึงนายกฯบ้าง นายกฯกล่าวว่า ท่านบอกท่านก็เข้าใจและถ้ามีเรื่องแบบนี้ขอให้นายสีหศักดิ์ ต่อสายตรงถึงรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯได้ตลอดเวลา และท่านก็บอกว่าถ้ามีอะไรให้ตนโทรศัพท์หาท่านได้ตลอดเวลาเหมือนกัน แต่ท่านยังไม่บอกเบอร์ตนเลย แต่ตนก็บอกท่านไปว่าคงไม่ถึงขั้นนั้น ตนคิดว่าประเทศไทยก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และนายสีหศักดิ์ได้มีการพูดคุยกับทางฝ่ายสหรัฐฯในหลายระดับเป็นประจำอยู่แล้ว

เมื่อถามอีกว่าวันนี้เขายังไม่ได้กดดันให้เราหยุดยิงใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เขาก็อยากให้เราหยุดยิงตนก็บอกท่านไปว่าขอให้ไปบอกเพื่อนเราดีกว่าว่าอย่าบอกว่าหยุดยิงเฉยๆ ต้องออกมาบอกให้โลกรู้ว่าเอาละกัมพูชาจะหยุดยิง กัมพูชาจะถอนกำลังออกไปกัมพูชาจะเก็บกู้วัตถุระเบิดที่วางเอาไว้ออกไปให้หมด และทำให้เห็น ถ้าทำให้เห็นประเทศไทย เราไม่เคยเข้าไปอยากจะได้อะไรของเขาอยู่แล้ว ไม่มี แต่เขาต้องหยุดทุกอย่างก่อน นี่เป็นสิ่งที่ทางฝ่ายกองทัพได้รายงานตนมาตลอดว่ามันจะถึงจุดนี้เมื่อวันที่เรามีการเก็บกู้วัตถุระเบิดภายใต้ปฎิญญาไปถึงจุดหนึ่ง จุดที่จะเจอเยอะมาก และเขาจะไม่ยอมให้เราเข้าไป ซึ่งเราเก็บมา 2-3 อาทิตย์ ผู้สื่อข่าวก็เห็น และผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งเป็นสักขีพยานของนานาชาติเข้ามาร่วมกับเรา และวัตถุระเบิดที่เราไปเก็บกู้มาหรือตัวกับระเบิดที่ทำให้ น้องๆทหารของเราต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับการยืนยันจาก ผู้สังเกตการณ์อาเซียนยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นระเบิดใหม่เพิ่งวาง ซึ่งมันก็มีความชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้วว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดสัญญา เพราะฉะนั้นคนที่ละเมิดสัญญาต้องแก้ไขไม่ใช่คนที่ถูกกระทำมาแก้ไข ฉะนั้นมันเป็นหลักสากลที่ทุกคนต้องเข้าใจ

เมื่อถามด้วยว่าพื้นที่ที่เขายึดอยู่ เขาจะไม่ยอมออกไป เพราะฉะนั้นเราจะต้องยืนยันในส่วนของเรา นายกฯกล่าวว่า ถึงแม้ว่าพื้นที่นั้นเป็นของเขา แต่ภายใต้ ปฏิญญาไทย-กัมพูชาเขียนว่า ไทยและกัมพูชา จะต้องปฏิบัติการ กู้ทุ่นระเบิดที่เป็นอันตราย ไม่ใช่มาบอกอันนี้ของกัมพูชาไม่กู้ คือต้องกู้ด้วยหลักมนุษยธรรม ทั้งนี้ ย้ำว่าพื้นที่ที่กัมพูชาที่อ้างว่าเป็นของเขาพื้นที่เหล่านี้ก็ควรจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันเพื่อมนุษยธรรม

เมื่อถามด้วยอย่างปราสาทควายที่เขายึดอยู่เขาก็ไม่ปล่อย และไม่ถอยแน่ เราต้องยื่นรายละเอียดไหมว่าเขาจะต้องปล่อยต้องหยุด นายกฯกล่าวว่า ในรายละเอียดทางกองทัพ อย่างเรื่องไปยึดจุดไหน เป้าหมายของกองทัพเป็นอย่างไร ตนเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ เขามีแผนที่ และมีแผนเขาจะดำเนินการของเขาในส่วนของฝ่ายยุทธการเขามีการแถลงให้ประชาชนรับทราบอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ของทุกเหล่าทัพฉะนั้นตรงนี้ตน 3 คนดูในเรื่องของนโยบาย และดูในเรื่องของการหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ถ้าเราทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ และประเทศเราได้ประโยชน์ตนไม่ใช่จะต้องรบลูกเดียว มันไม่มีใครอยากรบ ไม่มีใครอยากเห็นคนเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ แต่อธิปไตยดินแดนของไทย ประชาชนคนไทย ถ้าตนเป็นนายกฯอยู่จะมาถูกกลั่นแกล้ง มาถูกละเมิด หรือมาถูกลอบยิง เพราะฝ่ายผู้บริหารประเทศมีความขัดแย้งกัน โดยที่ประชาชนไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ตนยอมไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่าได้พูดกันหรือไม่ว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดตรงไหน นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้คุยเรื่องความขัดแย้งเป็นเรื่องของสองประเทศสิ่งที่ ประธานาธิบดีสหรัฐ หรือนายกฯมาเลเซีย ต่างไม่ต้องการให้มีการสูญเสียชีวิต เป็นจุดเดียวกับพวกพวกเรา เมื่อถามว่าที่ชายแดนทหารยังคงปฎิบัติหน้าที่ต่อไปโดยยังไม่มีกรอบเวลาใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อแต่มีกรอบเวลา ตนนี้เราสู้รบ เราไม่สามารถที่จะไปบอกได้ว่าเราจะทำอะไร ทุกคนก็ต้องดำเนินการ สิ่งที่ยืนยันได้คือทุกอย่างเป็นไปภายใต้กฎหมายทั้งไทยและสากลไม่มีการละเมิดจากฝ่ายไทยแน่นอน เราสามารถยืนยันกับทุกประเทศได้คือเราไม่เคยละเมิดสัญญาที่เราลงไว้และไม่เคยรุกรานดินแดนของเพื่อนบ้าน เมื่อถามว่าทหารมีเวลาพอที่จะยืดคืนสิ่งที่เสียไป นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับผบ.เหล่าทัพ และปลัดกระทรวงกลาโหม ทุกท่านมั่นใจและชัดเจน เราต่างสนับสนุนซึ่งกันและมีเป้าหมายเดียวกัน และนายโดนัลท์ ทรัมป์ไม่ได้ถามถึงการยุบสภาฯของประเทศไทย

เมื่อถามว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ บอกหรือไม่ว่าไปคุยกับกัมพูชาในวันไหน นายกฯ กล่าวว่า ในการคุย ตนได้บอกเขาว่าขอให้ไปบอกฝั่งโน้น เพราะเป็นผู้ละเมิดสัญญา

เมื่อถามอีกว่า ดูเหมือนกัมพูชาพร้อมหยุดยิง แต่ถ้าเราหยุดยิงในตอนนี้ ในขณะที่การสู้รบยังเผด็จศึกไม่จบ ยังมีเวลาอีกกี่วัน นายอนุทิน กล่าวว่า คำว่าสำเร็จหมายความว่าอย่างไร จะต้องมายิงคนอีกกี่คนนั้นไม่ได้ และตอนนี้เขาก็ยังไม่หยุดยิง 

ขณะที่นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถือว่าการหยุดยิงเป็นกลยุทธ์

เมื่อถามว่า ประเมินหรือไม่ว่าทำไมนายโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกที่จะคุยกับฝ่ายไทยก่อน นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าเขาได้คุยกับทางกัมพูชามาก่อนแล้ว เพราะดูท่าทางแล้วไม่ได้คุยกับฝ่ายไทยก่อน ซึ่งได้ข้อมูลผิดๆมาว่า เราเป็นคนรุกราน ซึ่งเราใช้กองกำลังทางอากาศก็ดูเหมือนว่า เราเป็นฝ่ายรุกราน เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ค้าน ซึ่งเราไม่ได้เป็นฝ่ายรุกรานแต่เป็นการตอบโต้

เมื่อถามว่า บรรยากาศการคุยท่าทีของสหรัฐฯ เชื่อเราหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ ประเทศไทยเป็นประเทศอธิปไตย เขาต้องเชื่อเรา ผมไม่ได้พูดในฐานะนายอนุทิน แต่พูดในฐานะรัฐบาลไทย คำพูดของรัฐบาลไทยต้องได้รับความน่าเชื่อถือจากนานาชาติ ไม่เช่นนั้นเราจะยืนอยู่บนแผนที่โลกไม่ได้”

สอท.หวั่นยุบสภา ทำเศรษฐกิจสะดุด จี้แก้ไข3โจทย์ใหญ่ ช่วงรบ.รักษาการ

สอท.หวั่นยุบสภา ทำเศรษฐกิจสะดุด จี้แก้ไข3โจทย์ใหญ่ ช่วงรบ.รักษาการ

สอท.หวั่นยุบสภา ทำเศรษฐกิจสะดุด จี้แก้ไข3โจทย์ใหญ่ ช่วงรบ.รักษาการ

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สอท.หวั่นยุบสภา ทำเศรษฐกิจสะดุด จี้แก้ไข3โจทย์ใหญ่ ช่วงรบ.รักษาการ

ส.อ.ท.หวั่นยุบสภา ทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด ชี้ช่วงรักษาการ เร่งแก้ 3 ปัญหาใหญ่ ยังคาราคาซัง ทั้งเยียวยาน้ำท่วมใต้-ปะทะชายแดนไทย-เขมร และเจรจาภาษีสหรัฐฯ ด้านหอการค้าฯ เรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ตามกรอบ ก.ม.เพื่อให้มีรัฐบาลชุดใหม่ ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ ย้ำพร้อมร่วมมือทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องน่าตกใจหรือแปลกใจ เนื่องจากนายกฯ เคยส่งสัญญาณและพูดถึงเงื่อนไขไว้แล้ว หลายฝ่ายมีการคาดการณ์ถึงช่วงเวลาการยุบสภาไว้ถึง 3 ระยะ และช่วงเวลานี้ถือเป็นระยะที่ 1 ที่ใกล้ที่สุด ตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่โครงสร้างมีความเปราะบางนี้ ได้อยู่บริหารประเทศเต็มที่ประมาณ 2 เดือนกว่า และยุบสภาเร็วกว่ากำหนดประมาณเดือนกว่า

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้แปลกใจเล็กน้อย คือการที่พรรคประชาชน เป็นฝ่ายยื่นเรื่องซักฟอก แทนที่จะเป็นพรรคเพื่อไทย ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ การยุบสภาครั้งนี้มาจากการที่พรรคประชาชน ไม่พอใจการผิดข้อตกลง MOA ส่วนตัวกังวลว่าการยุบสภา เข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ เป็นเวลาประมาณ 60 วัน อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ ที่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพยุงเศรษฐกิจ หรือ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ทั้งนี้ มาตรการ “Quick Big Win” ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ออกมา เพื่อหวังไม่ให้เศรษฐกิจไทยเหมือนรถติดหล่ม มีความจำเป็นมาก เนื่องจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ถึง 0.5% แม้ว่ามาตรการเหล่านี้ถือว่าทำได้ดีและได้ผลตอบรับที่ดีในช่วงต้น แต่จำเป็นต้องคอยติดตามว่าการเป็นรัฐบาลรักษาการ จะส่งผลอย่างไรและจะลดความเข้มข้นของมาตรการเหล่านี้หรือไม่

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคาราคาซัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ จำเป็นต้องขับเคลื่อนจากรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม แต่กลับอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้แก่ 1.สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนัก ทั้ง 9 จังหวัด อาจล่าช้าหรือสะดุดไป 2.การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รอบ 2 ยังทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ และ 3.การเจรจาระหว่างประเทศ ระหว่างไทย-สหรัฐฯ ถือเป็นการบ้านใหญ่ ที่ยังค้างและชะลออยู่ หากมีการเจรจาในช่วงนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัด หรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่

“ส.อ.ท.จึงฝากให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยดำเนินงาน มีการบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้ ดังนั้นช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ประกาศและอนุมัติไปแล้ว จะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่ อย่างไร เพราะ Quick Big Win ที่ออกมาถือว่าเป็นนโยบายที่จะหนุนเศรษฐกิจในช่วงท้ายของปีที่ดี และยิ่งขณะนี้ประเทศต้องสะดุดในหลายเรื่อง จะกระทบ GDP ที่โตช้าไปอีกหรือไม่ อย่างไร” นายเกรียงไกร กล่าว

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการยุบสภา ว่าเข้าใจถึงความจำเป็นทางการเมือง ในการตัดสินใจของนายกฯ แต่ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและระหว่างประเทศ ที่มีความผันผวนสูง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน และปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ หอการค้าไทย ขอเรียกร้องให้มีการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญและกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่รอการพิจารณาและผ่านสภาฯ และต้องมีขับเคลื่อนอีกหลายประเด็น อาทิ การเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เช่น FTA Thai-EU ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัฐบาลรักษาการหอการค้าไทย เห็นว่ายังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่มติ ครม.อนุมัติไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประสบปัญหา รวมถึงการดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งควรดำเนินการต่อเนื่องไม่ให้สะดุด โดยให้ระวังเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการตามระเบียบ เชื่อมั่นว่าทั้งรัฐบาลรักษาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน จะร่วมกันทำงานต่อเนื่องเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่แม้จะมีข้อจำกัด

นายพจน์กล่าวอีกว่า หอการค้าไทย ไม่ต้องการให้การยุบสภาครั้งนี้ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

‘กัมพูชา’ยังทำเมินเฉย ไม่ปล่อยคนไทยกลับปท.

‘กัมพูชา’ยังทำเมินเฉย ไม่ปล่อยคนไทยกลับปท.

‘กัมพูชา’ยังทำเมินเฉย ไม่ปล่อยคนไทยกลับปท.

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘กัมพูชา’ยังทำเมินเฉย ไม่ปล่อยคนไทยกลับปท.

กองทัพบก เผยกัมพูชา ยังไม่ยอมให้คนไทยที่ติดค้างอยู่ฝั่งปอยเปตเดินทางกลับประเทศ ด้าน กต. ยอมรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตึงเครียด ส่งผลต่อการประสานงานแต่ไม่เป็นอุปสรรค ยืนยันจะทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้คนไทยได้กลับบ้าน ระบุ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ แนะนำให้ประชาชนไทยเลือกวิธีเดินทางกลับผ่านช่องทางที่ยังสามารถดำเนินการได้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ จ.สระแก้ว โดยตอนหนึ่งได้ระบุถึงสถานการณ์พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้วางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ สถานการณ์บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ นำเข้าสู่กระบวนการรับตัว และคัดกรองตามขั้นตอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ อยู่ระหว่างการเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย

วันเดียวกัน ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พล.ร.ต.สันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวความคืบหน้า ในการนำคนไทยติดค้างในกัมพูชากลับไทยว่า กระทรวงต่างประเทศได้ประสานขอความร่วมมือไปทางฝ่ายกัมพูชาในการขอให้พลเรือนไทยเดินทางกลับข้ามแดนมายังฝั่งไทย ซึ่งติดค้างอยู่บริเวณปอยเปต ซึ่งปัจจุบันยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยยังติดค้างไม่สามารถดําเนินการหรือเดินทางกลับมาได้ เพราะฝ่ายทางกัมพูชาไม่อนุญาตให้กลับมา อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศก็ยังไม่หยุดยั้งในการประสานงานไปยังฝ่ายกัมพูชาเพื่ออนุญาตให้คนไทยเดินทางกลับมาได้

นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่กระทรวงต่างประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์และทราบว่าได้ติดต่อ ตอนนี้เข้าใจว่ามีหนังสือกลางของกระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่อยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียง 1 ฉบับ ซึ่งเรามีการติดต่อมาโดยตลอดทุกระดับทั้งส่วนกลางและส่วนที่อยู่ในพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและฝั่งกัมพูชา ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ความตึงเครียดมีผลต่อการประสานงานในลักษณะนี้ แต่ไม่เป็นอุปสรรคที่คิดว่ากระทรวงต่างประเทศจะก้าวข้ามไปได้ ยืนยัน จะขอความร่วมมือฝ่ายกัมพูชาอย่างเต็มที่ และจะประสานให้คนไทยกลับบ้านได้

“ตั้งแต่วานนี้ (11ธ.ค.) ได้มีคนติดต่อมาหลายคนในพื้นที่บริเวณนั้นและทางสถานทูตได้พยายามประสานเครื่องบิน รถขนส่งขอให้อย่ากังวลเรื่องเอกสารที่ยังไม่ครบทางสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่สามารถออกเอกสารเดินทางฉุกเฉินได้ทันทีไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่เราติดตามอยู่อย่างใกล้ชิดหวังว่าจะมีผลความคืบหน้าในเร็ววันนี้” นางมาระตี กล่าว

นางมาระตี ระบุด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ ได้แนะนำให้ประชาชนไทยเลือกวิธีเดินทางกลับประเทศผ่านช่องทางที่ยังสามารถดำเนินการได้ รวมทั้งยังคงความพยายามที่จะประสานกับฝ่ายกัมพูชาในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศกัมพูชาได้

ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย – กัมพูชา และอพยพไปอาศัยในในศูนย์พักพิงชั่วคราว 259,121 คน และมีประชาชนเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1 ราย จากการที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังและไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้สะดวก เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น รวมจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 5 ราย มีโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ 20 แห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้รับผลกระทบ 212 แห่ง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ยืนยันว่า ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมนั้น แม้จะยุบสภา แต่รัฐบาลก็ยังรักษาการอยู่ ยังสามารถบริหารจัดการสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนได้ กลไกภาครัฐก็ยังเดินต่อไปได้ ส่วนทหารก็ยังมีอำนาจเต็ม ดูแลสถานการณ์ชายแดนต่อไป”

นายธนกร วังบุญคงชนะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

หารือสถานการณ์ไทย-เขมร ‘หนู’คุย‘ทรัมป์’ ดึง‘รมว.ตปท.’ร่วมรับฟังด้วย

หารือสถานการณ์ไทย-เขมร ‘หนู’คุย‘ทรัมป์’ ดึง‘รมว.ตปท.’ร่วมรับฟังด้วย

หารือสถานการณ์ไทย-เขมร ‘หนู’คุย‘ทรัมป์’ ดึง‘รมว.ตปท.’ร่วมรับฟังด้วย

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หารือสถานการณ์ไทย-เขมร ‘หนู’คุย‘ทรัมป์’ ดึง‘รมว.ตปท.’ร่วมรับฟังด้วย รบ.ยังทำหน้าที่แม้ยุบสภา ‘ปธน.สหรัฐฯ’สุดมั่นใจ หย่าศึกไทย-เขมรสำเร็จ

“อนุทิน” คุย“ผบ.เหล่าทัพ”เตรียมข้อมูลชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนหารือ“ทรัมป์” ปัดกระแสข่าวรู้กันกับ“ฮุนเซน” ด้าน ปธน.ทรัมป์ ยืนยัน โทร.หาผู้นำไทย-กัมพูชา แน่ มั่นใจทำให้ 2 ประเทศหยุดทะเลาะกันได้

เมื่อเวลา 10.10 น.วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีมีกระแสข่าวนัดหารือทางโทรศัพท์กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าคืนนี้เวลา 21.20น.ตนจะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเป็นอัพเดตสถานการณ์หลังจากพูดคุยกันล่าสุดตอนที่ตนเดินทางตามเสด็จที่ประเทศจีนก็เป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว แต่เรื่องการตัดสินใจดำเนินการอะไรต่างๆ นั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลไทยที่สนับสนุนและมอบอำนาจให้กองทัพดำเนินการ

เมื่อถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะยุติก่อนเลือกตั้งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการปกป้องอธิปไตยปกป้องดินแดนทหารเขาก็ทำเต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาประกาศหยุดยิง ได้รับรายงานหรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามว่า หยุดยิงเมื่อไหร่ ตนยังไม่ได้รับทราบ และเสร็จจากนี้ตนจะเดินทางไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย เนื่องจากเย็นวันเดียวกันนี้ตนต้องคุยกับ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็จะไปรับฟังผลการสรุปการดำเนินการของกองทัพ

เมื่อถามว่ามีข้อสังเกตว่าการตัดสินใจยุบสภาฯสอดคล้องกับกระแสข่าวที่สมเด็จ ฮุนเซน สั่งหยุดยิง ทำให้ถูกมองว่ารัฐบาลไทยและกัมพูชาสมรู้ร่วมคิดกัน นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ตนยุบสภาฯเพราะหัวหน้าพรรคประชาชนบอกให้ยุบ ผมก็ยุบ”

เมื่อถามว่าได้รับรายงานการกักตัวคนไทย ที่ด่านปอยเปตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับรายงานแล้ว ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือทางความมั่นคงจะเป็นผู้ดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมีข่าวว่านายกฯ ให้ นายเบน สมิธ ยืมเครื่องบิน นายอนุทิน เพียงแค่หันมามองหน้าผู้สื่อข่าว แต่ไม่ตอบคำถามใดๆ

ต่อมาเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เข้าหารือกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และผบ.เหล่าทัพ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนการหารือกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากนั้น เวลา14.30 น. ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ นายอนุทินให้สัมภาษณ์ ถึงการหารือร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ว่า เป็นการรับฟังความคืบหน้าการดำเนินการและได้ยืนยันว่าแม้จะยุบสภาฯ แต่รัฐบาลยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ยังให้การสนับสนุนเหล่าทัพในการปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชนเหมือนเดิม เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าทุกอย่างยังมีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อถามว่ากองทัพได้วางหลักการในการพูดคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์หรือไม่ว่าอะไรยอมได้อะไรยอมไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการพูดคุยกัน ตนได้รับข้อมูลมา และในการหารือคืนวันเดียวกันนี้ ตนจะเชิญ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ มาเข้าสายด้วยกัน เพื่อให้เกิดการรับรู้อย่างเป็นทางการของรัฐบาลไทย

เมื่อถามต่อว่าการพูดคุยวันนี้จะเรียกว่าเป็นการเจรจาได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ การพูดคุยครั้งนี้ถือเป็นการหารือ และเป็นการอัพเดตสถานการณ์

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าในพื้นที่ทหารกัมพูชา บางส่วนยกธงขาวแล้ว ได้รับรายงานแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้คุยเรื่องนี้ เรื่องของยุทธศาสตร์และดินแดนเป็นการตัดสินใจ ของผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายกองทัพและภายใต้มติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

เมื่อถามอีกว่าจากการรับฟังรายงานของกองทัพมีการประเมินว่าไทยได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมว่าดีก็แล้วกัน”

เมื่อถามย้ำว่า สถานการณ์จะยืดเยื้ออีกหลายวันหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดได้แค่นี้ เรื่องของการทหารเรามาพูดผ่านสาธารณะไม่ได้ และฝากไปยังหลายท่านว่าไม่ควรประเมินหรือวิเคราะห์ เพราะฝ่ายศัตรูก็ฟังอยู่ด้วย เขาก็จะนำไปประเมินหรือวิเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม ที่มีกระแสข่าวมีทหารรับจ้างต่างชาติเข้ามาในกัมพูชานั้น ตนยังไม่ได้รับรายงาน

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า เขากำลังเตรียมจัดการโทรศัพท์สายสำคัญกับผู้นำของทั้งไทยและกัมพูชา เพื่อหารือเกี่ยวกับ ความขัดแย้งที่เพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในวันพฤหัสบดีตามเวลาในท้องถิ่น แต่ไม่ได้ระบุเวลาแน่ชัด โดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ผมคิดว่าผมสามารถทำให้พวกเขาหยุดทะเลาะกันได้ และ ผมคิดว่าผมมีกำหนดจะพูดคุยกับพวกเขาในวันที่ 12 ธ.ค. 2568

แวดวงนักปกครอง : 13 ธันวาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 13 ธันวาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 13 ธันวาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทันทีที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ กรมการปกครองได้สั่งการด่วนให้ทุกจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เดินหน้าใช้ “แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” เพื่อรองรับการอพยพ ดูแลความสงบเรียบร้อย และคุ้มครองประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การจัดระเบียบศูนย์พักพิงชั่วคราวการอำนวยความสะดวกการเดินทาง การดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความร่วมมือของ นายอำเภอ – ปลัดอำเภอ – กำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน – อส. – ชรบ. ที่พร้อมยืนด่านหน้าแทนประชาชน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองนำคณะลงพื้นที่ศูนย์พักพิงของจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ติดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเยี่ยม พบปะพูดคุย ให้กำลังใจ รวมทั้งรับฟังปัญหา และสถานการณ์ เพื่อให้การช่วยเหลืออำนวยความสะดวก และให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทำหน้าที่ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังทุกนาย

นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ พร้อมฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน จำนวนกว่า 15 หมู่บ้านของ ต.หนองไม้งาม ที่ชาวบ้านอพยพหนีภัยความไม่สงบไปอยู่ศูนย์พักพิง พร้อมเน้นย้ำให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายแทนชล ชุมเกษียร รักษาการนายอำเภอพนมดงรัก จ.สุรินทร์ นำฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบกรณีปืนใหญ่ลงพื้นที่โรงพยาบาลพนมดงรัก พร้อมนำส่งเสบียงและเสื้อเกราะให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัย ป้องกันทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนกว่า 55 หมู่บ้าน

อีกด้านหนึ่งภารกิจฟื้นฟูหาดใหญ่ ขอขอบคุณสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ทุกนาย ที่สละเวลา แรงกาย และหัวใจ ลงพื้นที่หาดใหญ่ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อส. จากทั่วประเทศกว่า 4,000 นายทำงานกับประชาชนทั้งกลางวันกลางคืน จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง

ล่าสุด อส. ชุดแรก 2,000 นาย ได้ถอนกำลังกลับจังหวัดต้นสังกัดหลังภารกิจลุล่วง ส่วน อส. ชุดที่ 2 อีกกว่า 2,000 นาย ยังคงอยู่ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเมืองหาดใหญ่กลับมาใช้ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด

งานกาชาดประจำปี 2568 เริ่มแล้วโดยรูปแบบการจัดงานในห้วงเวลาของการถวายความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ภายใต้แนวคิด “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” ในระหว่างวันที่ 11 – 21 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ www.iredcross.org โดย ร้านกาชาดกรมการปกครองได้ยกสำนักทะเบียนมาให้บริการพี่น้องประชาชนดังเช่นทุกปีพร้อมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมทำบุญอุดหนุนสลากกาชาดกรมการปกครองและลุ้นโชคทองกว่า 50 รางวัล

นาย..อำเภอน้อย

นายกฯยันกลางวงถกผบ.เหล่าทัพ หนุนทหารรบต่อ กห.ยันยึดเนิน677-ช่องอานม้า100%

นายกฯยันกลางวงถกผบ.เหล่าทัพ หนุนทหารรบต่อ กห.ยันยึดเนิน677-ช่องอานม้า100%

นายกฯยันกลางวงถกผบ.เหล่าทัพ หนุนทหารรบต่อ กห.ยันยึดเนิน677-ช่องอานม้า100%

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯยันกลางวงถกผบ.เหล่าทัพ หนุนทหารรบต่อ กห.ยันยึดเนิน677-ช่องอานม้า100% สระแก้วระอุเขมรป่วนไม่เลิก 12สมรภูมิอีสานปะทะหนัก ไทยตีโต้กัมพูชาดับ165นาย

ทภ.2 เผยเขมรเสริมกำลัง-อาวุธประชิดชายแดนไทย แสดงความเป็นภัยคุกคามต่อเนื่อง 12 พื้นที่ 4 จว.อีสานสู้รบเดือด กัมพูชายิงปืนใหญ่ BM-21 โจมตีไม่แผ่ว บ้านเรือนปชช.เสียหายวงกว้าง แต่ 3 เหล่าทัพไทยจัดหนักตอบโต้เขมรกระเจิง ยันยึด “ช่องอานม้า” ได้ 100% สถาปนาพื้นที่เนิน 677 ได้แล้ว ทหารพลีชีพ 1 นาย ส่วนพื้นที่พระวิหาร ไม่มีท่าทียอมจำนน มีปะทะต่อเนื่อง ขณะที่โฆษกกองทัพไทยเผยยุบสภาไม่กระทบสู้รบ เพราะมีพ.ร.บ.กลาโหมให้อำนาจ ผบ.ทสส.อำนวยการรบต่อ ส่วนนายกฯหารือเหล่าทัพยันพร้อมหนุนกองทัพรบป้องกันอธิปไตยเต็มที่เหมือนเดิม ขณะที่สถานการณ์รบด้านสระแก้วยังเดือด ทหารกัมพูชายึดคืนบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ทัพไทยกร้าวเดินหน้าทวงคืน ทร.แฉ“กัมพูชา” เพิ่มกำลังทหารฝั่งชายแดนตราด-จันท์ต่อเนื่อง อีกทั้ง ยิงกระสุนตกในชุมชนพลเรือนไทยชายแดนตราด ซัดไม่เคารพกติกาสากล-ขัดหลักมนุษยธรรม

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาประจำวันว่า สถานการณ์ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันที่ 11 ธันวาคมเป็นต้นมาจนถึงเช้ามืดวันนี้ (12 ธันวาคม) กัมพูชายังคงตรึงกำลังตลอดแนวชายแดน และใช้การยิงอาวุธปืนเล็กยาว ปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรนลาดตระเวนเป็นระยะ บางช่วงมีการยิงอาวุธยิงสนับสนุนวิถีโค้งใส่ที่มั่นของฝ่ายไทยในพื้นที่ล่อแหลมหลายจุด

เขมรเสริมกำลังโจมตีไทยต่อเนื่อง

ศูนย์ปฎิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เผยต่อว่า ขณะเดียวกันข้าศึกมีความเคลื่อนไหวลักษณะเตรียมกำลัง เช่น การเพิ่มเติมยุทโธปกรณ์ เติมกำลัง การสับเปลี่ยนกำลัง และจัดกำลังยามกลางคืน ฝ่ายไทยดำเนินการระวังป้องกันในพื้นที่ส่วนหน้าต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนตามความจำเป็น รวมทั้งใช้ระบบตรวจการณ์และโดรน เพื่อหาที่หมาย ขณะที่บางพื้นที่ยังพบการปะทะย่อยด้วยอาวุธปืนเล็กยาวเป็นช่วงๆ

บ้านเรือนปชช.4จว.เสียหายจากBM-21

ความเสียหายต่อพื้นที่พลเรือน ตั้งแต่เริ่มการปะทะ วันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นมา ฝ่ายกัมพูชายิงอาวุธยิงสนับสนุนวิถีโค้งเข้ามาในพื้นที่พลเรือนของไทยในพื้นที่ 4 จังหวัด มีกระสุนปืนใหญ่ และลูกจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ 55 แห่ง บ้านเรือนเสียหาย 13 หลัง ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี 1 แห่ง ไม่มีบ้านเรือนเสียหาย , จังหวัดศรีสะเกษ 15 แห่ง บ้านเรือนเสียหาย 10 หลัง, จังหวัดสุรินทร์ 34 แห่ง บ้านเรือนเสียหาย 3 หลัง และจังหวัดบุรีรัมย์ 5 แห่ง ไม่มีบ้านเรือนเสียหาย ส่วนการช่วยเหลือประชาชน ปัจจุบันมีเกษตรกรหลายครัวเรือนที่ไม่ได้นำสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ และอาหารสัตว์เริ่มไม่เพียงพอ กองทัพภาคที่ 2 ประสาน กรมการสัตว์ทหารบกสนับสนุนหญ้าฟ่อนแห้งให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยจะนำส่งหญ้าฟ่อนแห้งในเที่ยวแรกแจกให้เกษตรกรอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และพื้นที่อื่นต่อไป

ปะทะวันที่หก12จุด-เขมรยิงBM-21ใส่ไทย

กองทัพภาคที่ 2 ยังรายงานเหตุการณ์ประทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาวันที่หก เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น.โดยกัมพูชาใช้อาวุธปืนใหญ่ยิงเข้ามาฝั่งไทยหลายพื้นที่ต่อเนื่อง รวมสถานการณ์ที่เกิดเหตุปะทะหนักมี 12 พื้นที่ ได้แก่ ช่องบก ช่องอานม้า พลาญบั้งไฟ พนมประสิทธิโส เขาสัตตะโสม ห้วยตามาเรีย ภูมะเขือ ช่องโดนเอาว์ พลาญหินแปดก้อน พื้นที่ปราสาทคนา ปราสาทตาเมือน และปราสาทตาควาย ทั้งนี้ กัมพูชายังตอบโต้ด้วยจรวด BM-21 และปืนใหญ่ โดรนทิ้งระเบิด ต่อเนื่องช่องอานม้าทางฝ่ายไทยตอบโต้ตามได้สัดส่วนเช่นกัน

นายทหารเขมรถูกกระสุนเจ็บสาหัส

นอกจากนี้ มีรายงานข่าวจากกัมพูชาว่า พลจัตวาพน ซารุม รองผู้บัญชาการกองพลน้อยสนับสนุนที่ 8 (รอง.ผบ.พลน้อย.สสน.8) ผู้บัญชาการกองพันสนับสนุนที่ 384 (ผบ.พัน.สสน.384) รับผิดชอบพื้นที่ตาซึม (ตรงข้ามช่องโดนเอาว์ติดกับภูมะเขือ) ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากการโดนกระสุนปืนใหญ่ฝ่ายไทย ขณะนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเปรียะเกตุมาลา กรุงพนมเปญ

กองทัพย้ำยุบสภาไม่กระทบรบชายแดน

ต่อมาเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี รอง ผบ.ทอ.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย – กัมพูชา กล่าวระหว่างการแถลงข่าวประจำวันว่า แม้จะมีการยุบสภา แต่การปฏิบัติการทางทหารเพื่อปกป้องดินแดน ของฝ่ายไทยยังปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันนี้ พร้อมย้ำว่า กองทัพไทยปฏิบัติ ตามสิทธิป้องกันตนเอง หลังโดนกัมพูชาโจมตีก่อน โดยกองทัพไทยจะใช้กําลังเท่าที่จําเป็นเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

ใช้พรบ.กลาโหม-ผบ.ทสส.บัญชาการรบ

พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงเพิ่มเติมว่า การยุบสภาไม่ได้มีผลกระทบอะไรในอํานาจสั่งการของทหาร เนื่องจากทหารมีพ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ในการยึดถือปฏิบัติมีแนวทางปฏิบัติชัดเจน ไม่ได้เกี่ยวโยงกับประเด็นทางการเมืองที่มีการยุบสภา ขอยืนยันชัดเจนว่า ถึงแม้ว่าจะมีการยุบสภาการปฏิบัติการทางทหาร มีกฎหมายอื่นที่ทหารยังปฏิบัติตามได้ มีโครงสร้างการปฏิบัติอย่างชัดเจน ทั้งนี้ พ.ร.บ.กลาโหมสั่งการผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)เป็นผู้บัญชาการทหาร มีอํานาจควบคุมบังคับบัญชากับเหล่าทัพ การปฏิบัติการต่างๆเหล่านั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผบ.ทหารสูงสุดสั่งการและมอบหมายบทบาทต่างๆให้เหล่าทัพดำเนินการ ขอให้ประชาชนอย่ากังวลย้ำว่าการปฏิบัติการทางทหารยังคงมีต่อเนื่อง เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย

สระแก้วเดือด!ทร.ตอบโต้เขมรุกรานไทย

โฆษกกระทรวงกลาโหมยังแถลงความคืบหน้าการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาว่า กัมพูชายังโจมตีฝ่ายไทยอย่างหนัก โดยเฉพาะในจ.สระแก้ว เราจำเป็นต้องตอบโต้ เพื่อรักษาบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของไทยต่อเนื่อง การดำรงกลยุทธ์ต่างๆของไทยตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคมยังดำเนินการต่อเนื่องกระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมา กองทัพเรือเปิดปฏิบัติการทำลายศูนย์บัญชาการของกัมพูชาที่ควบคุมสั่งการรุกรานอธิปไตยของไทยก็ยังดําเนินการอยู่ต่อเนื่อง

เขมรยึดคืนบ้านคลองแผงตาพระยา

ด้านพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่สระแก้ว ไทยคุมบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูงได้เบ็ดเสร็จ ส่วนบ้านคลองแผง อําเภอตาพระยา ที่ปรากฎภาพทหารไปร้องเพลงชาติ แต่ทหารกัมพูชาโจมตีโต้ตอบมาอย่างหนักใช้ BM-21 ถล่มทหารบาดเจ็บ จึงพิจารณาแล้วว่าบริเวณดังกล่าวไม่สามารถวางกำลังได้ จึงปรับการวางกําลังเข้ามา เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชานําธงชาติของไทยลง แต่ยืนยันไม่ต้องกังวล พื้นที่นี้อยู่ในความพยายามฝ่ายไทยเข้าควบคุมพื้นที่อีกครั้ง

พ.อ.ริชฌา กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่คุมบางส่วน เช่น ช่องอานม้า จ. อุบลราชธานี ช่องคนา จ.สุรินทร์ ส่วน ปราสาทตาควาย อําเภอพนมดงรัก จังหวัดบุรีรัมย์ แม้ว่าเราสามารถทําลายการโจมตีและฐานทหารต่างๆโดยรอบจํานวนมาก แต่ด้วยภูมิประเทศมีความยากลําบาก ทหารยังมีความพยายามที่จะเข้าปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ให้ได้ การประมาณการสูญเสียของทหารกัมพูชาทั้งในส่วนกองทัพภาคที่1และกองทัพภาคที่2 ทำลายยานเกราะรถถัง 9 คัน โดรน 68 ลํา ระบบแอนตี้โดรน1ระบบ แอนตี้โดน 1ระบบ BM-21 จำนวน 1 คัน ทหารกัมพูชาเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 165 นาย พร้อมยืนยันไม่มีพลเรือนได้รับผลกระทบ

เขมรเติมกำลังด้านชายแดนตราด-จันท์

ด้านนาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือยืนยันปฏิบัติการเครื่องบิน F-16 บริเวณบ้าน3 หลัง อ.ชำราก จ.ตราด ตรวจพบการขุดคูเลตเป็นที่มั่นทางทหารกัมพูชา สร้างบังเกอร์ คอนกรีตที่อยู่ใต้ดิน เป็นภัยคุกคาม ทำให้เราไม่สามารถนำทหารราบนาวิกโยธินเข้ายึดที่หมายได้ และมีอาวุธสนับสนุนยิงมาจากเขตดินแดนของกัมพูชามายังพื้นที่เป้าหมาย จากรายงานข่าวกรองทราบว่ากัมพูชาเพิ่มกำลังด้านจ.จันทบุรีบริเวณด่านผักกาด ด่าน จ.ตราด บ้านหนองลีบน ทำให้เห็นความตั้งใจในการพยายามเป็นภัยคุกคาม ทำให้เรายังต้องดำรงการปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในปฏิบัติการของเรา ทหารบก เรือ อากาศ ที่ทำงานเต็มที่ เพื่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

ทร.แฉเขมรละเมิดยิงกระสุนตกชุมชนตราด

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือชี้แจงว่า จากสถานการณ์ปะทะบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในจ.ตราด ล่าสุดปรากฏมีกระสุนและวัตถุระเบิดจากฝ่ายทหารกัมพูชาตกในพื้นที่ชุมชนฝั่งไทย ทั้งบนเส้นทางคมนาคม วัด และบ้านเรือนประชาชน ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของพลเรือนชัดเจน อย่างไรก็ตาม บริเวณดังกล่าวไม่มีประชาชนในพื้นที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะจ.ตราดอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าแล้ว ทำให้ผลกระทบจำกัดอยู่เฉพาะความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนบางส่วนเท่านั้น เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการปฏิบัติการทางทหารที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ไม่เคารพกติกาสากล ตามหลักมนุษยธรรม (IHL) และเป็นการกระทำยั่วยุ และสร้างความตึงเครียดและคุกคามสันติภาพในพื้นที่อย่างไม่อาจยอมรับได้ กองทัพเรือยืนยันว่า กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ยังคงทำทุกวิถีทางในการปกป้องประชาชนและปกป้องอธิปไตยของชาติด้วยความระมัดระวังสูงสุด และจะดำเนินมาตรการตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อพฤติกรรมคุกคามทุกลักษณะ เพื่อให้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมและไม่ให้กระทบต่อประชาชนเพิ่มเติม

นายกฯคุยเหล่าทัพหนุนรบต่อแม้ยุบสภาแล้ว

เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเข้าหารือกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และผบ.เหล่าทัพ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนคุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ก็ไปรับฟังการดำเนินการ ความคืบหน้าและได้ไปยืนยันว่า แม้จะยุบสภาแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ดังนั้น การสนับสนุนเหล่าทัพทำภารกิจปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชนก็จะยังเหมือนเดิม ขาดเหลืออะไรก็ยังจะให้การสนับสนุนและดูแลต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าความเข้มแข็ง ศักยภาพ และการดูแลประชาชนเราต้องมีประสิทธิภาพอยู่

ถามถึงกระแสข่าวว่าในพื้นที่ด้านกัมพูชามีการยกธงขาวจริงหรือไม่ นายกฯเผยว่า ตนยังไม่ได้คุยเรื่องนี้ เรื่องยุทธศาสตร์หรือการตัดสินใจรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาทุกฝ่ายของกองทัพ

ฃส่วนเรื่องการจะยกธงขาว มอบให้ฝ่ายทหารดำเนินการใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถูกต้อง ภายใต้มติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งหมด ตอนนี้การดำเนินการต่างๆถือว่าเป็นการดำเนินการภายใต้มติของสมช. ปัจจุบันแนวโน้มสถานการณ์ถือว่าดี

“ส่วนจะยืดเยื้อหรือไม่ ผมพูดได้แค่นี้ เรื่องของทหาร เราเอามาพูดทางสาธารณะไม่ได้ จึงขอฝากหลายๆ ท่านด้วยว่าเราไม่ควรประเมิน ไม่ควรวิเคราะห์ เพราะมันเท่ากับว่าฝ่ายศัตรูฟังอยู่ด้วย”นายกฯกล่าว และว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องทหารรับจ้างมาช่วยเขมรรบ

กลาโหมยันคุมสถานการณ์ช่องอานม้า100%

กระทั่งเวลา 16.00 น. สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ “ช่องอานม้า” ได้แล้ว 100% หลังมีเหตุปะทะตลอดช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา

แนวรบ7จว.ยังเดือด-ไทยยึดช่องอานม้า/เนิน677

เวลา 16.00 น.ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมแถลงคืบหน้าสถานการณ์สู้รบว่า ตั้งแต่เวลา 06:29 น. กัมพูชาเปิดฉากโจมตีมายังฝ่ายไทยทำให้เราจำเป็นต้องตอบโต้การรุกราน ซึ่งสถานการณ์ตลอดแนวชายแดน 7 จังหวัดยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง โดย เวลา 12:00 น.ฝ่ายกัมพูชาระดมยิงอาวุธหนักเข้ามาบริเวณช่องอานม้าทำให้ทหารไทย จากกรมรบพิเศษที่1 เสียชีวิต 1 นาย กองทัพบกได้ตอบโต้จนสามารถยึดเนิน 677 ที่ช่องอานม้าได้อย่าง 100% แม้มีกำลังพลเสียชีวิตถือว่าเป็นวีรชนผู้เสียสละเพื่อชาติ ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ยังไม่เสร็จสิ้น กัมพูชายังคงระดมยิงอาวุธสนับสนุนเข้ามา ไทยจึงต้องยิงต่อต้าน เพื่อสถาปนาพื้นที่เอาไว้ เพราะยังไม่ไว้วางใจว่ากัมพูชาวางอาวุธแล้วหรือยัง จึงยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง

3เหล่าทัพลุยตราดปราบปรปักษ์เข้มข้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวต่อว่า ด้านหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ยังดำเนินยุทธการ ‘ตราดปราบปรปักษ์’ ต่อต้านการรุกรานของกัมพูชาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านท่าเส้น จังหวัดตราด ที่กัมพูชาเพิ่มกำลังอาวุธหนักมาประชิดตามแนวชายแดน ขณะที่กองทัพอากาศยังส่งกำลังสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดินของทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ปฏิบัติการตลอดทั้งวันนี้ สะท้อนถึงการดำเนินการร่วมกันของทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อต่อต้านปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา

ไม่มีชักธงขาวที่ปราสาทพระวิหาร

ด้าน พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ได้สอบถามหน่วยในพื้นที่กรณีที่ปรากฏข่าวเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ว่าปรากฏธงสีขาวในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารนั้นว่า เป็นการแสดงสัญลักษณ์ของฝ่ายกัมพูชา ว่าต้องการเปิดเจรจาหรือประนีประนอมหรือไม่ แต่จากข้อเท็จจริงพบว่า ในพื้นที่ยังคงมีการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธอย่างต่อเนื่อง ธงสีขาวที่ปรากฏ จึงไม่น่าจะเป็นสัญญานของการยอมจำนนแต่อย่างใด

นักรบป่าหวายพลีชีพอีก1ที่ช่องอานม้า

วันเดียวกัน ทีมโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)โพสต์เฟซบุ๊ก ประกาศไว้อาลัยแด่ ส.อ.พชร แย้มแตงอ่อน ทหารกล้ารายที่ 10 ผู้พลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ส.อ.พชร เป็นนักรบพิเศษ สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) ซึ่งรู้จักกันในนาม “รบพิเศษป่าหวาย” ประจำการที่จ.ลพบุรี โดยปฏิบัติราชการสนามกับกองกำลังรบกองทัพภาคที่ 2 ด้วยหน้าที่สำคัญคือ พนักงานวิทยุสนาม ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสื่อสารข้อมูลท่ามกลางสมรภูมิอันตราย ซึ่งเหตุเกิดขึ้นที่เนิน 677 ในพื้นที่สมรภูมิช่องอานม้า ต.นาเยีย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ส.อ.พชรถูกระเบิดจากฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้าที่ศีรษะโดยตรง ทำให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที แม้ในวินาทีสุดท้าย ส.อ.พชร ก็ยังยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อยืนยันคำมั่นว่า “ทุกตารางนิ้วของไทย ต้องปลอดภัยจากการรุกราน” วีรกรรมนี้ไม่เพียงแสดงถึงความเสียสละ แต่ยังเป็นแบบอย่างให้กับทหารไทยทุกนาย

10ล้านคนฝันค้าง ‘คนละครึ่ง’เฟส 2 พับยาว หลังประกาศยุบสภาแล้ว

10ล้านคนฝันค้าง ‘คนละครึ่ง’เฟส2พับยาว หลังประกาศยุบสภาแล้ว

10ล้านคนฝันค้าง ‘คนละครึ่ง’เฟส2พับยาว หลังประกาศยุบสภาแล้ว

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

10ล้านคนฝันค้าง ‘คนละครึ่ง’เฟส2พับยาว หลังประกาศยุบสภาแล้ว

ดับฝัน “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 “ภราดร” รับต้องพับโครงการไปก่อน หลังยุบสภา อีก 10 ล้านคน รอรับสิทธิ์ต้องฝันค้าง “เอกนิติ” ชี้รอฟัง กกต.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-เจรจาภาษีสหรัฐฯ ด้าน“บวรศักดิ์” แจงรัฐบาลมีอำนาจเต็ม ยกเว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้ง โยกย้าย ขรก.ลุ้นนัดคุย กกต. 15 ธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะต้องพับไปใช่หรือไม่ ว่า คงจะต้องหยุดไว้ก่อน ด้วยข้อจำกัดข้อกฎหมายเลือกตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็ระบุว่าจะนำเข้า ครม.วันที่ 16 ธันวาคมนี้ แต่ก็ยุบสภา ไปก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่องในปีหน้า เบื้องต้นคาดว่าจะให้จำนวน 10 ล้านสิทธิ วงเงินคนละ 2,000 บาท ซึ่งจะเปิดลงทะเบียนช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 และจะให้มีการใช้จ่ายในเดือนมกราคม 2569 หลังจาก ครม.อนุมัติ ซึ่งจะแบ่งเป็น 5 ล้านสิทธิแรก สำหรับกลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ และอาจเน้นพื้นที่อุทกภัยทั่วประเทศ ขณะที่อีก 5 ล้านสิทธิที่เหลือ จะเปิดกว้างให้ประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการแล้ว แต่เรื่องนี้ยังไม่ตกผลึก ต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง และเมื่อมีการยุบสภาครั้งนี้ก็จะส่งผลให้ 10 ล้านสิทธิ ที่จะได้รับดังกล่าว ก็จะพลาดไปทั้งหมด

นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ ภายหลังนายกฯ ประกาศยุบสภา ว่าต้องรอฟังนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะว่าอย่างไร เมื่อถามว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ต้องหยุดไปด้วยใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องรอฟังนายบวรศักดิ์ และต้องคุยกับ กกต.เมื่อถามถึงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ รองนายกฯ กล่าวว่า เช่นเดียวกันต้องรอฟังหมดเลย ต่อข้อถามว่า นายกฯ ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษแล้วหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่ได้เรียก

ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ กล่าวภายหลังโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภา จะมีการเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษหรือไม่ ว่าไม่มี จะเป็นการประชุม ครม.ตามปกติ ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพราะไม่มีเหตุที่จะต้องประชุม ครม.นัดพิเศษ เมื่อถามถึงแนวทางปฏิบัติในฐานะรัฐบาลรักษาการ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า คำว่ารัฐบาลรักษาการ เป็นคำที่นักวิชาการใช้ แต่ในรัฐธรรมนูญไทยไม่มี รัฐบาลนี้ยังมี ครม.ที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ เข้ารับหน้าที่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป โดยมีอำนาจเหมือนเดิมทุกอย่าง ทั้งเรื่องความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่มีสิ่งต้องห้ามทำ 2 ข้อ คือห้ามทำโครงการใหม่ที่ผูกพัน ครม.ใหม่ และห้ามนำทรัพยากรของรัฐ ทั้งบุคคลและยานพาหนะ ไปใช้เพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง

“ส่วนบางเรื่องที่ ครม.พูดไว้ก่อนที่จะยุบสภา เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องหารือกับ กกต.ว่าจะอนุมัติให้ทำได้หรือไม่ และเรื่องการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 23 ธันวาคมนี้ เพื่อช่วยฟื้นฟูหาดใหญ่ เพื่อบอกกล่าวว่าหาดใหญ่ กลับมาเป็นปกติแล้ว เป็นการส่งสัญญาณถึงนักท่องเที่ยว ให้กลับมาเที่ยวได้ในช่วงปีใหม่ ที่จะมีเข้ามามากที่สุด ตรงนี้ไม่ใช่การหาเสียง แต่เป็นสิ่งที่นายกฯ พูดไว้กับพี่น้องชาวสงขลา และหาดใหญ่ ใน ครม.เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ว่าจะไปจัดประชุม ครม.สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ ก็ต้องทำได้” นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้หากจะต้องทำ มี 2 เรื่องที่ต้องขอ กกต.คือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และการใช้งบประมาณ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นอกนั้นมีอำนาจเหมือนเดิมทุกประการ รวมถึงเรื่องความมั่นคง และยังสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ เช่นเดียวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังมีเหมือนเดิม และการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัย ก็ยังเหมือนเดิม แต่ถ้าต้องใช้งบกลางเพิ่มจะต้องขอ กกต.ตามรัฐธรรมนูญ ย้ำว่าคำว่ารักษาการเป็นคำทางวิชาการ ไม่ต้องกังวลอะไร โดยรัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต.ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือถึงเรื่องการเลือกตั้ง

เมื่อถามถึงการจัดทำคำถามประชามติ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า จะมี 2 ข้อ คือ 1.คำถามว่าท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยสภาฯ ลงมติส่งมาที่ ครม.4 ฉบับ ให้ ครม.เลือก และ 2.ครม.สามารถถามเองได้ว่าท่านจะเห็นชอบหรือยกเลิกเอ็มโอยู ปีไหนหรือไม่ และให้อ่านกฎหมายดีๆ ว่าการกำหนดวันเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้อง 60 วันก็ได้ เพราะกฎหมายมาตรา 11 วรรคสุดท้าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พูดไว้ชัดว่าถ้ามีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณหรืออะไร ครม.สามารถกำหนดวันใหม่ได้ สมมุติเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะห่าง 2 วัน เหลือเพียงแค่ 58 วัน ถือว่าไม่มีอะไรต่างและกฎหมายให้อำนาจทำได้

ปธ.กกต.ลั่นพร้อมจัดเลือกตั้งสส. กาบัตร8ก.พ.69 หารือ‘ครม.’สัปดาห์หน้า

ปธ.กกต.ลั่นพร้อมจัดเลือกตั้งสส. กาบัตร8ก.พ.69 หารือ‘ครม.’สัปดาห์หน้า

ปธ.กกต.ลั่นพร้อมจัดเลือกตั้งสส. กาบัตร8ก.พ.69 หารือ‘ครม.’สัปดาห์หน้า

วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปธ.กกต.ลั่นพร้อมจัดเลือกตั้งสส. กาบัตร8ก.พ.69 หารือ‘ครม.’สัปดาห์หน้า ‘อนุทิน’ปัดหักหลัง‘ปชน.’ ชี้โหวตรธน.ไม่อยู่ในMOA ‘เท้ง’ยังหวังแก้รธน.สำเร็จ

โปรดเกล้าฯพ.ร.ฎ.ยุบสภา เดินหน้าจัดเลือกตั้งภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ด้าน “อนุทิน” เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง “เท้ง” บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง ยึดตาม MOA แต่เรื่องคงอำนาจ สว.โหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง รับสั่งสว.ไม่ได้ แย้มพร้อมหนุนประชามติแก้รัฐธรรมนูญคำถามแรกขณะที่ “ปชน.” พร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลง-แก้วิกฤตรุมล้อมประเทศ ยอมรับ-ขอโทษประชาชนผลักดันวาระ รธน.ไม่สำเร็จ ยังมีความหวังกระบวนการทำรธน.ใหม่เต็มเปี่ยม ปธ.กกต.ยืนยันว่าพร้อมจัดเลือกตั้งเต็มที่และเตรียมคุยครม.ต้นสัปดาห์หน้า หารือคำถามประชามติ ยอมรับเป็นไปได้หย่อนบัตรวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ.2568 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า ด้วยนายกรัฐมนตรี ได้นำความกราบบังคมทูลฯ สมควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพที่ได้รับอาณัติที่ชอบธรรมจากประชาชนเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยราบรื่นและเรียบร้อยสืบไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา103และมาตรา175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ มาตรา 1.พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า“พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มาตรา2.พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 3.ให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป มาตรา 4 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45วัน แต่ไม่เกิน60วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มาตรา5 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

‘อนุทิน’แจงยุบสภา’เท้ง’ไม่ให้ไปต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจยุบสภาว่า ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ตนและพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลได้ เพราะพรรคประชาชนให้มาเป็นและการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็พยายามทำมาตลอด ในสัญญาที่มีต่อกันใน MOAทั้ง 4-5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจสว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันในเอ็มโอเอมาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้นายกฯยุบสภา

“ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น” นายอนุทิน กล่าว

ไม่มีการหักหลังปชน.-ท้าไปดูเอ็มโอเอ

เมื่อถามว่า ก่อนถึงจุดนี้ได้เจรจากับพรรคปชน.แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการพูดคุย และประสานกัน ซึ่งคนที่ประสานงานหลัก คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อถามว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยุบสภามาจากการพรรคปชน.เตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา151 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจนที่ท่านต้องการให้ยุบสภา ตนก็ยุบ เพราะท่านให้ตนมาเป็นรัฐบาล ตนก็ให้เกียรติท่าน เมื่อถามว่า การที่พรรคภท.สนับสนุนคงอำนาจ สว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นการหักหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ให้ไปดู MOAเขียนไว้อย่างไร ซึ่งMOAไม่มีเรื่องเกี่ยวกับสว.เลย แต่เป็นข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อตกลงที่จะไม่มีการเพิ่มจำนวนสส.และไม่พยายามเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นบริบททางการเมืองที่เราสามารถทำได้ แต่เราก็ไม่ทำ ซึ่งการขอให้มีมติเกี่ยวกับคำถามแก้รัฐธรรมนูญเราก็ทำให้ หากส่งมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนได้หารือกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ท่านก็บอกว่าสามารถที่จะกำหนดวันทำประชามติได้ โดยอำนาจคณะรัฐมนตรีที่ยังรักษาการอยู่ ตนก็ทำให้ รักษาเงื่อนไขตามเอ็มโอเอ พร้อมย้ำว่า ไม่มีการหักหลังใดๆทั้งสิ้น

ลต.ไม่เกิน60วัน-รับรอง45วัน-ตั้ง ครม1ด.

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงจะให้ความมั่นใจประชาชนตามแนวชายแดนอย่างไรเพราะเมื่อมีการยุบสภาฯแล้วทำให้มีความกังวลว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อว่า รัฐบาลรักษาการก็มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน มีเพียงข้อยกเว้นบางอย่างเท่านั้นแต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ข้อยกเว้นนั้นก็ไปอธิบายกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้และถ้าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อดูตามวางไทม์ไลน์ที่เคยดำเนินการมาเลือกตั้งไม่เกิน 60 วัน การรับรองผลการเลือกตั้งภายใน 45 วัน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ทุกรัฐบาลจะหมดวาระไปเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณซึ่งเมื่อนับๆดูก็แค่ 5-6 เดือน”นายอนุทิน กล่าว

‘ปชน.’แถลงพร้อมเดินหน้าเลือกตั้ง

ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงความพร้อมเดินหน้าเลือกตั้งและการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังมีความชัดเจนเรื่องการยุบสภา โดย นายณัฐพงษ์ ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดที่มีการประกาศยุบสภาไปแล้ว ตนรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่พรรคปชน.ผลักดันไม่สำเร็จและขอโทษต่อประชาชนกับภารกิจในครั้งนี้ แม้ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดได้ ในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปพร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเมื่อวานที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภายังมีมติให้มีคำถามประชามติในครั้งที่1 ซึ่งตอนนี้เป็นข้อผูกพันตามกฏหมายตาม พรบ.ประชามติ ที่ได้ส่งครม.แล้ว หวังว่าครม.จะดำเนินการตามข้อกฎหมายที่เป็นอยู่ ในการจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมกับการจัดทำประชามติในส่วนของคำถามที่1เพื่ออย่างน้อยยังทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเดินหน้าได้อยู่ วันนี้ขอประกาศความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ตอนนี้พรรคประชาชนมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ

หวังปชช.เลือกสส.มาก-แก้รธน.ได้

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันตั้งคำถามต่อนายกฯโดยตรงว่า เหตุใดพรรคภูมิใจไทยถึงเลือกที่จะลงมติสวนมติวิปรัฐบาลของตัวเอง พรรคประชาชนได้แสดงจุดยืนก่อนหน้านี้มาตลอดแล้ว ด้วยการทำงานผ่านกรรมาธิการหรือการประสานงานกันโดยตลอดระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ว่าพรรคประชาชนไม่สามารถจะยอมรับได้ถ้ามีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ยังคงอำนาจ สว.1ใน3ไว้ ฉะนั้นในเรื่องของการผิดหรือไม่ผิดเอ็มโอเอ ตนอยากให้ถามคำถามในเชิงปฎิบัติกับนายกฯด้วย ส่วนกระบวนการต่อไปในครั้งหน้า อย่างน้อยเงื่อนไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็คือคำถามที่ 1 ที่จะต้องมีการจัดทำประชามติก่อน ซึ่งตอนนี้รัฐสภาได้ผ่านญัตติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นข้อผูกมัดตามกฎหมายที่ครม.รักษาการต้องดำเนินการตาม เพราะฉะนั้นความหวังในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงเดินหน้าอย่างเต็มที่ และในการเลือกตั้งครั้งหน้ายิ่งเสียงของประชาชนเห็นด้วยกับพรรคประชาชนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ความสำเร็จมากขึ้นได้เท่านั้น

‘จุลพันธ์’ฟาด‘ปชน.-ภท.’รับผิดชอบ

ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปไม่ถึงวาระ 3 ถือว่าเกินความคาดหมายหรือไม่ ว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่พูดมาโดยตลอด เพราะเห็นมาตั้งแต่ต้นว่าเอ็มโอเอที่ทำมาจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาชน (ปชน.) มีแต่ทางล้มเหลว เพราะเป็นดีลการเมืองที่พังพินาศที่สุดเท่าที่เคยมีมา และขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วมีแต่ไปสู่ความผิดพลาด สุดท้ายปรากฏชัดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม

เมื่อถามถึง กรณีที่สถานการณ์มาถึงจุดนี้ดูเหมือนว่าพรรคปชน.กับพรรคภท.โยนความผิดกันไปมา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องรับผิดชอบทั้งคู่ สำหรับพรรค พท.ต้องแสดงความผิดหวังกับรัฐบาลก่อน เพราะสภาวะประเทศขณะนี้ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา เรื่องน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ และเลือกที่จะหนีการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจและยุบสภา ทิ้งให้ประชาชนเดือดร้อนต่อไป แต่แน่นอนว่ากลไกภาครัฐยังสามารถเดินต่อไปได้ ทหารก็ดูแลชายแดนไป แต่รัฐบาลปัดความรับผิดชอบของตนเอง ยุบสภาหนีการตรวจสอบ

“ซึ่งต้องใช้คำว่า ปล่อยหนูเข้าป่า เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถที่จะยุบสภาได้ทัน เพื่อที่จะไม่ต้องตรวจสอบกัน เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาล ไม่ต้องโดนตรวจสอบ ซึ่งเราผิดหวังทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และอีกหลายพรรคการเมือง ที่มาลงชื่อไว้กับผม ก็พร้อมที่จะตรวจสอบ เรารอพรรคประชาชนว่าจะเอาอย่างไร”นายจุลพันธ์ กล่าว

ยันปล่อย’หนู’ลอยตัวหนีซักฟอก

เมื่อถามว่า สถานการณ์แบบนี้เหมือนปล่อยให้รัฐบาลลอยตัวเหนือความผิดหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ความจริงแล้วกระบวนการถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สภาก็เดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อได้ สภามีหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาใหม่ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกจากตำแหน่ง ซึ่งยังสามารถเสนอชื่อเข้ามาได้ ไม่ได้ผิดอะไร และการแก้ไขปัญหาประเทศก็เดินหน้าต่อ เมื่อมีรัฐบาลใหม่มาก็ประสานงานต่อแค่นั้น แต่ตอนนี้คือมีสุญญากาศ เมื่อถามย้ำว่า เป็นการเตะหมูเข้าปากหนูใช่หรือไม่ พรรค พท.จะตั้งเกมรับมืออย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราไม่ตั้งเกม เพราะเราเตรียมพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว วันนี้ต้องบอกประชาชนว่าอย่าสิ้นหวัง วันนี้ต้องใช้เวทีการเลือกตั้งนำพาประเทศกลับสู่ความถูกต้อง พรรค พท.พร้อมเป็นตัวเลือก

เมื่อถามว่า จะได้เห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาล ในการเดินหน้าทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไร สุดท้ายพวกเราที่อยู่ในสภาก็คุยกัน เพื่อที่จะเร่งกระบวนการในการผ่านญัตติเรื่องคำถามประชามติ คำถามที่ 1 ว่า เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งจบด้วยดี

“ตอนนี้ไม่ได้ถามถึงความจริงใจรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลต้องดำเนินการ ดังนั้น ไม่ต้องไปถามหาความจริงใจ ผมว่าความจริงใจเขาหมดตั้งแต่เข้าสู่เอ็มโอเอและกระบวนการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อคืนนี้แล้ว วันนี้ไม่ได้มาถามหาความจริงใจ แต่ขอให้ทำตามกฎหมายคือ คำสั่งที่รัฐสภาส่งไปให้ถาม ก็ไปถามซะ” นายจุลพันธ์กล่าว

‘ภูมินทร์-กิตติ-ประเสริฐ-นุชนาถ’ซบ ภท..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีต สส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ภาพหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย พร้อมโพสต์ภาพถ่ายร่วมกับ 3 สส.พรรคเพื่อไทย คือ นายกิตติ สมทรัพย์ อดีต สส.ร้อยเอ็ด เขต 6 , นายประเสริฐ บุญเรือง อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 2 และ นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีต สส.ศรีสะเกษ เขต 9 พร้อมโพสต์ข้อความว่า “ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้วนะครับ”ต่อมา นพ.ภูมินทร์ เปิดเผยว่า ตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากพรรคเพื่อไทย และได้กรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยเตรียมจะยื่นในวันที่ 13ธ.ค.68 รวมถึง นายกิตติ , นายประเสริฐ และ นางนุชนาถ ได้เตรียมยื่นสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วยเช่นกัน

ปชป.พร้อมเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้ง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้งหลังรัฐบาลประกาศยุบสภา ว่า พรรคมีความพร้อม ไม่มีปัญหาอะไร เราเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว ตนก็ได้กำชับผู้บริหารทุกคนมาตั้งแต่ต้น ว่าเราทำงานแข่งขันกับเวลา แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดในหลายเรื่อง แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆแต่ก็มั่นใจ ขณะนี้เราเร่งทำกันมาก ซึ่งก็มีความพร้อม และเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศ ในแง่ผู้สมัครก็เร่งรัดปฏิบัติตามขั้นตอน และเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างครบถ้วน และมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำการเมืองแบบสุจริตจำนวนมาก ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องกลั่นกรองและคัดเลือกให้เหมาะสมที่สุด

เสียดายยังแก้สู้รบเขมร-น้ำท่วมไม่จบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ห่วงใย และได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้ ทั้งการสู้รบตามแนวชายแดน และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย หากเรามีการเมืองที่เป็นเอกภาพ มีพลังและมีอำนาจเต็ม ก็จะสามารถผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี พร้อมกับยอมรับว่ารู้สึกเสียดาย อาจจะเรียกว่าการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองสุดก็แล้วแต่ ทำให้เกิดการชะงักงัน สิ่งที่ตนอยากจะเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจ ทั้ง 2 เรื่องให้เสร็จสิ้นด้วยดี แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดไปโดยปริยาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้กระทั่งรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี ต้องมาใช้เวลากับการรณรงค์หาเสียง การที่รัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเต็ม และต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา และการตัดสินใจในนโยบายใหม่ๆ ก็คงทำไม่ได้ และอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะมีเรื่องของกกต.ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ถ้าเริ่มต้นวันนี้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาล จะดูแลภารกิจเหล่านี้ว่าจะไม่กระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะนำเสนอในวันนี้มากกว่า ส่วนเรื่องการเลือกตั้งก็ว่าไปตามกระบวนการของพรรคการเมือง

จัดได้ทั่วปท.หรือไม่ต้องไปถามกกต.

เมื่อถามว่าคิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะอาศัยช่วงนี้เป็นรัฐบาลรักษาการณ์ยาว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปลากยาวด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ได้ ยกเว้นเท่าที่กฏหมายให้อำนาจไว้ อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่มีการเลื่อนเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นไปตามกฎหมาย คือกกต.เห็นแล้วว่าการจะเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้นมันจัดไม่ได้ หรือไม่สามารถจัดได้ และทำให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนมีส่วนร่วมด้วย ก็เป็นอำนาจของกกต.ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง แต่จะเป็นการทั่วไปยังมองไม่เห็นว่ากฎหมายจะอนุญาตอย่างไร

เมื่อถามว่ามีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญิวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องเลือกตั้งพร้อมกันทั่งประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ามีบทบัญญัติที่พยายามมาปรับ เพื่อแก้สถานการณ์ตรงนั้นอยู่ว่าในกรณีบางพื้นที่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรก็คงเป็นหน้าที่และอำนาจของกกต.ที่จะวินิจฉัย ส่วนการชิงยุบสภากระทันหันมองว่าพรรคภูมิใจไทยเอาเปรียบเพื่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่อยากไปถกเถียงว่าใครเป็นคนผิดข้อตกลงหรืออะไร เพียงแต่มันน่าเสียดายตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ไปว่าถ้าพรรคการเมืองจะพยามยามหาทางออกร่วมกันผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันสักนิดก็จะหลีกเลี่ยงที่จะทำให้บางปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศต้องได้รับผกระทบไปด้วย

ถ้าหันหน้าหากันก็แก้ไขรธน.ได้

“ความได้เปรียบเสียเปรียบก็ทราบกันมาอยู่แล้วตามเงื่อนไข ให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ เพราะนายกฯพูดมาตลอดว่าถ้าขยับอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เขาก็จะยุบสภา เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้พรรคประชาชนก็ไม่ได้บอกว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเคยถูกสอบถามก็บอกว่ารัฐบาลยังไม่มีความผิดร้ายแรง แต่พอมีปัญหาเรื่องตกลงกันไม่ได้ เรื่องสาระของรัฐธรรมนูญเลยทำให้เป็นเหตุขึ้นมา ในใจผมก็นึกว่าถ้าเราเอาเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาเป็นตัวตั้งของประเทศแล้วคุยกันเสีย เผื่อหาทางออกได้มันก็น่าจะดีกว่านี้ แต่เมื่อถึงจุดนี้ก็ต้องเดินไปตามกระบวนการ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ยังสับสนทำไมชิงประกาศยุบสภา

เมื่อถามว่า เสียดายหรือไม่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆที่ค้างอยู่ในสภาฯไม่สามารถออกมาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ตนมีความรู้สักสับสนนิดหน่อยว่า ฝ่ายที่ต้องการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อยู่ดีๆก็เลือกเส้นทางทำให้มันจบลง แม้จะเสนอให้ ครม.อนุมัติให้ทำประชามติ แต่จริงๆแล้วตรงนี้ไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพราะจริงๆแล้วก่อนหน้านี้คำถามที่ไปถามประชาชนจะไปถามพร้อมกับตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้จัดทำใหม่ แม้มีการทำประชามติไปพร้อมการเลือกตั้งแล้วผ่านก็ยังต้องทำประชามติอีกรอบอยู่ดี วันที่ไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา256 จริงๆแล้วก็แปลกใจอยู่ว่าแทนที่จะพยายามหาทางออกก็ไปเลือกเส้นทางที่เหมือนกับมาตั้งต้นกันใหม่

‘โสภณ’มองยังอพยพ ไม่น่าเลือกตั้งได้

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกำกับดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคอีสาน ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดการเลือกตั้ง สส. ซึ่งกฎหมายกำหนดให้จัดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด 400 เขต แต่ยังมีสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จะมีปัญหาหรือไม่ ว่า ถ้ามันไม่สงบก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ้าคนยังอพยพอยู่อย่างนี้จะเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งไม่น่าจะได้ เพราะต้องเลือกตั้งพร้อมกัน เมื่อถามถึงการหาเสียงของพรรค ภท.ในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายโสภณ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราก็ดูแลประชาชน ซึ่งจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ยังไม่รู้ อยู่ที่ กกต.

‘วราวุธ’ลาออกชทพ.15ธ.คซบ.ภท.

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) หลังจากที่นายวราวุธศิลปอาชา อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นำอดีต สส.ของพรรคทั้ง 10 คน ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ล่าสุด บรรดาอดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนาทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายวราวุธ, นายประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาธิการพรรค , นายสรชัด สุจิตต์ , นายนพดล มาตรศรี , นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีต สส.สุพรรณบุรี , นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ นายอนุชา สะสมทรัพย์ และนายศุภโชค ศรีสุขจร อดีต สส.นครปฐม และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต สส.ร้อยเอ็ด ต่างทยอยเดินทางมายังที่ทำการพรรค ชทพ. เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคต่อนายทะเบียนพรรคแล้ว และในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม นี้ อดีตสส.ทั้ง 10 คน นำโดยนายวราวุธจะเดินทางไปสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

รายงานข่าว ระบุว่า หลังจากที่นายวราวุธ ลาออกแล้ว เท่ากับว่ากรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งและต้องมีการเลือกขึ้นมาใหม่ ภายในระยะเวลา 60 วัน ดังนั้นการปรับโครงสร้างภายในพรรคจะดำเนินการหลังจากนี้ และเมื่อนายวราวุธ ลาออกแล้ว จะให้นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ อดีตรองหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคไปพรางก่อน เพื่อรอการเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคของน.ส.กัญจนา ศิลปะอาชา

ประธานกกต.พร้อมจัดเลือกตั้ง

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ให้สัมภาษณ์หลังรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง ว่า วันนี้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและเมื่อมีการยุบสภา กกต.ก็จะต้องมีการประชุมเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งเรามีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการยุบสภาขึ้น จึงได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ โดยมีการแบ่งเขตตามจำนวนประชากรที่เพิ่มลดในบางจังหวัดแล้ว คาดว่าภายในวันจันทร์หรืออังคารจะมีความชัดเจน ส่วนไทม์ไลน์การเลือกตั้งสำนักงานกกต.ก็เตรียมไว้แล้ว ส่วนวันเลือกตั้งเป็นไปได้ที่จะเป็นวันอาทิตย์ที่ 8ก.พ.69 เหมือนที่สื่อคาดการณ์

เป็นไปได้จัดหย่อนบัตร8ก.พ.69

เมื่อถามว่าสถานการณ์สู้รบไทยกัมพูชา อาจทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายในวันเดียวกันตามที่กฎหมายกำหนดมีการเตรียมการอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า เราก็คาดการณ์ไว้ และได้มีการติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา แต่การจัดการเลือกตั้งต้องจัดพร้อมกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะทำเต็มที่ และยังเชื่อว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ ส่วนเรื่องทำประชามติจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ต้องรอ ครม. ก่อน ทราบว่า ครม.จะส่งผู้แทนมาพบ กกต.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเห็นว่าครม.รักษาการมีอำนาจในการจัดออกเสียงประชามติได้และมีอำนาจที่จะอนุมัติงบประมาณ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อถามว่า รู้สึกกดดันกับการทำงานหรือไม่เพราะเข้ามาในช่วงที่ประชาชนมีความคาดหวัง นายณรงค์กล่าวว่า “ไม่กดดันครับ เพราะเป็นหน้าที่ และจะจัดการเลือกตั้งให้ดีที่สุด”

เลขาวุฒิสภา แจ้ง สว. ยกเลิกประชุมวุฒิสภา 15- 16 ธ.ค.นี้ หลังยุบสภาแล้ว

เลขาวุฒิสภา แจ้ง สว. ยกเลิกประชุมวุฒิสภา 15- 16 ธ.ค.นี้ หลังยุบสภาแล้ว

เลขาวุฒิสภา แจ้ง สว. ยกเลิกประชุมวุฒิสภา 15- 16 ธ.ค.นี้ หลังยุบสภาแล้ว

วันศุกร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.39 น.

“เลขาวุฒิสภา”แจ้งสว.ยกเลิกประชุมวุฒิสภา 15- 16 ธ.ค.นี้ หลังยุบสภาแล้ว

วันที่ 12 ธัยวาคม 2568 เวลา 21.00 น. นางปัณณิตา สท้านไตรภพ  เลขาธิการวุฒิสภา ได้ออกหนังสือ ด่วนมาก ที่ สว 0007 /(ว 2) ถึงสมาชิก วุฒิสภา เรื่องยกเลิกการประชุมวุฒิสภา พร้อมแนบสําเนาพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 โดยระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงประธานวุฒิสภาได้มีคําสั่งให้นัดประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจําปี ครั้งที่สอง) วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 และครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจําปี ครั้งที่สอง) วันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568  เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมวุฒิสภาอาคารรัฐสภา ชั้น 2 ถนนสามเสน แขวงถนน นครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นั้น

เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 วันที่ 12 ธันวาคม 2568 จึงส่งผลให้ในระหว่างที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 126 ดังนั้น จึงไม่มีการประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม2568 และวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงขอยกเลิกการนัดประชุมวุฒิสภาทั้ง 2 ครั้ง ดังกล่าว