มาแน่เฟส2! ‘อนุทิน’ยันทำ‘คนละครึ่งพลัส’ต่อ หากยังเป็น ‘รัฐบาลอำนาจเต็ม’

มาแน่เฟส2! ‘อนุทิน’ยันทำ‘คนละครึ่งพลัส’ต่อ หากยังเป็น ‘รัฐบาลอำนาจเต็ม’

มาแน่เฟส2! ‘อนุทิน’ยันทำ‘คนละครึ่งพลัส’ต่อ หากยังเป็น ‘รัฐบาลอำนาจเต็ม’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.37 น.

‘อนุทิน’ ยันทำแน่ ‘คนละครึ่งพลัสเฟส2’ ถ้ายังเป็น ‘รัฐบาลอำนาจเต็ม’ ยันไม่ทำสิ่งที่ขัดต่อรธน. ชอบแฟร์เกมส์

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสที่ 2 จะทำก่อนยุบสภาหรือไม่ ว่า เราต้องทำทุกอย่างในเวลาที่มีอยู่ให้เต็มที่ ส่วนจะมีการเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้ายังเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบอยู่ เราก็จะทำ และจะไม่ทำอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเราไม่มีอำนาจเป็นรัฐบาลหรือยุบสภาแล้ว ก็ต้องรักษากฎกติกาของการเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ ไม่ช่วงชิงความได้เปรียบใดๆ ตนไม่ให้เกิดสิ่งนั้นแน่นอน  ตนชอบแฟร์เกมส์ ชอบการต่อสู้ที่มีความเป็นธรรม

‘นายกฯ’หวังแก้รธน.พ่วงคำถามประชามติเสร็จช่วงม.ค. ก่อน‘ยุบสภา’ เว้นแต่ถูกเล่นเกมการเมืองใส่

‘นายกฯ’หวังแก้รธน.พ่วงคำถามประชามติเสร็จช่วงม.ค. ก่อน‘ยุบสภา’ เว้นแต่ถูกเล่นเกมการเมืองใส่

‘นายกฯ’หวังแก้รธน.พ่วงคำถามประชามติเสร็จช่วงม.ค. ก่อน‘ยุบสภา’ เว้นแต่ถูกเล่นเกมการเมืองใส่

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

‘นายกฯ’หวังแก้รัฐธรรมนูญพ่วงคำถามประชามติเสร็จช่วงม.ค. ก่อน ‘ยุบสภา’ ตามไทม์ไลน์ เว้นแต่ถูกเล่นเกมการเมืองใส่ ลั่น ‘ไม่ปล่อยให้เกิดโอกาสเช่นนั้น’ โยน ‘พรรคส้ม’ ต้องไปหาคำตอบพรรคจ้องล้ม พลิ้วตอบลือยุบสภา16ม.ค.69 ‘วันครูไม่ใช่เหรอ’

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยผลการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่าวันนี้ได้ประชุมเกี่ยวกับท่าทีของพรรคร่วม ที่เกี่ยวกับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสอง ซึ่งท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลจะสนับสนุนรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเอ็มโอเอ

เมื่อถามว่า มีสส.ถามในที่ประชุมหรือไม่ ว่านายกรัฐมนตรีจะยุบสภาช่วงเวลาไหน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้บอกให้เตรียมพร้อม แต่จริงๆ วันนี้ไม่ต้องมาคุยเรื่องการยุบสภาฯ กันแล้ว เพราะใกล้เดือนมกราคมก็ไปทุกที ถ้าถามช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคมก็อาจจะมีผลอะไรบ้าง ซึ่งตนคิดว่าเตรียมพร้อมเรื่องการเลือกตั้งไว้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าวันที่ 12 ธันวาคม ให้คาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้ แสดงว่าตอนนี้ไม่ต้องคาดแล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็มีหลักของตน มีหลักเกณฑ์ในการยุบสภา เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีและเป็นการตัดสินใจของตนแต่เพียงผู้เดียว

เมื่อถามว่า ปัจจัยที่จะยุบสภาคือการที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าก็มีหลายๆ อย่างประกอบกัน

เมื่อถามต่อว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ยุบสภาด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเรื่องปกป้องอธิปไตยของชาติรัฐบาลให้ความร่วมมือ ให้การสนับสนุน และเชื่อมั่นในกองทัพไทย ตนไม่เอาเรื่องความขัดแย้งของประเทศมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และเกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎร    

เมื่อถามว่า สามารถบอกไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากนี้ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็อยากเห็นรัฐธรรมนูญได้รับการแก้ไข ถ้าทุกพรรคเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่ทำโดยสมาชิกรัฐสภาที่มาจากประชาชน ถ้าอยากเห็นรัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ์ และเกิดขึ้นจากปวงชนชาวไทยฉบับสมบูรณ์ ก็อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วย

“ถ้ามีพรรคใดพรรคหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่าเล่นเกมการเมือง และชิงไหวชิงพริบทางการเมืองสำคัญกว่าการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือเรื่องของส่วนรวม ผมคงไม่ปล่อยให้เกิดโอกาสเช่นนั้น“ นายกรัฐมนตรี กล่าว 

เมื่อถามว่า การโหวตรัฐธรรมนูญวาระสาม จะเกิดขึ้นในปีนี้หรือต้นเดือนม.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนทำตามกติกา ถ้าสัปดาห์นี้โหวตวาระสองเสร็จก็พักไว้ 15 วัน จึงจะโหวตวาระสาม ทั้งนี้ ด้วยเงื่อนเวลาขณะนี้ก็จบเดือนมกราคมอยู่แล้ว แต่สำหรับตน ต้นเดือน กลางเดือน หรือปลายเดือนไม่มีความหมาย รวมถึงยังมีขั้นตอนการทำคำถามประชามติเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญด้วย ตนจึงบอกว่าเป็นความร่วมมือของสส. และสว. ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะเราลงเอ็มโอเอเป็นลายลักษณ์อักษรกับพรรคประชาชน และเราก็หวังว่าพรรคประชาชนจะเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ มาถึงจุดนี้แล้วไม่อยากให้ปล่อย มิฉะนั้นพี่น้องประชาชนก็จะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่สามารถบอกได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญของพวกเขา นอกจากเอ็มโอที่ทำไว้ เรื่องนี้ก็เป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาด้วย แต่ถ้าเขาไม่อยากให้อยู่ครบ และไม่อยากให้เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องไปโทษกับคนที่คิดเช่นนั้น และพรรคประชาชนก็ต้องไปหาคำตอบจากฝ่ายที่ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า แม้จะมีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็จะไม่อยู่เลยไทม์ไลน์ 31 มกราคม 2569 ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แน่นอน กองทัพมีแสนยานุภาพ และมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าจะยุบสภาวันที่ 16ม.ค.2569 นายกรัฐมนตรี หัวเราะ ก่อนตอบว่า “วันครูไม่ใช่เหรอ” 

เปิดไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญ คาดถกต่อวาระ 3 ช่วง 29 ธ.ค. หรือต้น ม.ค. 69

เปิดไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญ คาดถกต่อวาระ 3 ช่วง 29 ธ.ค. หรือต้น ม.ค. 69

เปิดไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญ คาดถกต่อวาระ 3 ช่วง 29 ธ.ค. หรือต้น ม.ค. 69

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.29 น.

’ภูมิใจไทย‘ เตรียมชงญัตติด่วนพรุ่งนี้ ให้ ‘รัฐสภา’ ถกคำถามประชามติคำถามแรกเพื่อส่งไปยัง ‘ครม.’ หลังจบแก้ไขรธน.วาระ 2 – คาดลงมติวาระ3 ช่วง29ธ.ค.หรือต้นม.ค.69 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคภูมิใจไทยว่า สืบเนื่องจากที่จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาสมัยวิสามัญ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) ในวาระ2 ระหว่างวันที่10-11ธ.ค.นี้ ก่อนหน้านี้ทางคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้หารือกันว่าจะทำคำถามประชามติในคำถามที่หนึ่ง แต่เมื่อสอบถามความเห็นไปทางคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับคำตอบมาว่า ครม.ไม่สามารถทำคำถามประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญในครั้งที่หนึ่งได้ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าการเริ่มต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เริ่มต้นจากรัฐสภา ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยจึงหารือและมีข้อสรุปว่า จะเสนอเป็นญัตติด่วนต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้(10ธ.ค.) เพื่อให้ประธานรัฐสภาบรรจุญัตติเรื่องนี้ไว้ในระเบียบวาระการประชุม เมื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม)วาระที่สองเสร็จแล้ว จะนำญัตติดังกล่าวนี้ขึ้นมาพิจารณาต่อ เพื่อให้รัฐสภามีมติส่งคำถามประชามติครั้งที่หนึ่ง ไปยังครม. เพื่อให้ครม. เสนอต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ต่อไป
     
“สำหรับไทม์ไลน์ต่อจากนี้ ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) หากไม่เสร็จภายในวันที่11ธ.ค. จะขยับไปเป็นวันที่ 12 ธ.ค. และหลังจากลงมติวาระสองเสร็จแล้ว รัฐสภาจะนำญัตติเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้ส่งคำถามประชามติคำถามที่หนึ่งให้กับรัฐบาลซึ่งถามว่าประชาชนเห็นชอบที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หลังจากนั้นตามรัฐธรรมนูญต้องทิ้งไว้ 15 วันเพื่อลงมติในวาระที่สาม ซึ่งนับตัวเลขดูแล้วน่าจะพิจารณาในวันที่ 29 ธ.ค. แต่เนื่องจากวันดังกล่าวใกล้กับเทศกาลปีใหม่ จึงต้องหาหารือในที่ประชุมว่าวันที่ 29 ธ.ค. สมาชิก กับประธานรัฐสภาเห็นอย่างไร จะบรรจุหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาจะบรรจุหรือไม่ ถ้าบรรจุก็จะพิจารณาวันที่ 29 ธ.ค.แต่ถ้ายังไม่บรรจุ ก็จะเป็นช่วงหลังปีใหม่ช่วงวันที่ 6-9ม.ค.69 เมื่อลงมติวาระสามแล้ว ประธานรัฐสภาจะต้องส่งคำถามประชามติคำถามที่สองให้กับคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งคำถามที่สองเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา256(9) ที่มีการแก้ไขมาตรา256 แล้วเพิ่มหมวดใหม่ก็จำเป็นที่จะต้องถามคำถามประชามติที่การแก้มาตรา 256” นายภราดร กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีการยุบสภาไปก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่เสร็จตามกรอบที่วางไว้นี้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่าหากมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการลงมติในวาระสาม ก็จะไม่สามารถมีวาระสามได้ ขณะเดียวกันหากยุบสภาก่อนที่ครม.จะมีมติให้ทำประชามติก็ไม่สามารถทำประชามติทั้งคำถามที่หนึ่งและสองได้เหมือนกัน เพราะมันขึ้นอยู่กับครม.

‘ธนกร’ขับเคลื่อนความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ปักธงอุตสาหกรรมอนาคต สร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน

'ธนกร'ขับเคลื่อนความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ปักธงอุตสาหกรรมอนาคต สร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน

‘ธนกร’ขับเคลื่อนความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ปักธงอุตสาหกรรมอนาคต สร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

‘ธนกร’ขับเคลื่อนความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ปักธงอุตสาหกรรมอนาคต สร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกัน ยกระดับศักยภาพ SMEs – Startups ทั้งสองประเทศ และพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมรีไซเคิล ผลักดันไทยสู่อุตสาหกรรมมาตรฐานสูงของเอเชีย

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 – นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ให้การต้อนรับ นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ณ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยานยนต์สมัยใหม่ ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม และการพัฒนาบุคลากร  SMEs ไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ของญี่ปุ่น

นายธนกร เปิดเผยว่า การพูดคุยในครั้งนี้ได้ข้อสรุป 3 เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรเดินหน้าทันที คือ 1) เชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ร่วมขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแรงร่วมกัน ไทยพร้อมผลักดัน SMEs เข้าสู่เครือข่ายญี่ปุ่น รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนและสิทธิประโยชน์เต็มที่

2) พัฒนาศักยภาพ SMEs และ Startups ทั้งสองประเทศจะเร่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มาตรฐาน และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่นมากขึ้น ควบคู่กับการยกระดับบุคลากรและระบบนวัตกรรม เพื่อให้ SMEs และ Startups เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจใหม่

3) วางระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและรีไซเคิล โดยร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมรีไซเคิล และการจัดการซากรถและแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบ ซึ่งไทยต้องการเรียนรู้ประสบการณ์จากญี่ปุ่นเพื่อนำมาต่อยอด ลดการพึ่งพาทรัพยากร และก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง

นายธนกร กล่าวอีกว่า ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันกรอบดำเนินงานภายใต้กลไกหารือพลังงานและอุตสาหกรรมไทย–ญี่ปุ่น (EID) พร้อมเร่งจัดทำ Roadmap ความร่วมมือร่วมกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนเชิงเวลาและผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าหมายให้ภาคเอกชนเห็นความคืบหน้าและโครงการความร่วมมือจริงให้เร็วที่สุด

“นี่คือการเริ่มต้นความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสมัยใหม่ร่วมกับญี่ปุ่น และสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างความมั่นใจในสายตาของนักลงทุน” นายธนกร กล่าว

สำหรับการพบปะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยและญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าความร่วมมือเชิงรุกในอุตสาหกรรมอนาคตอย่างจริงจัง โดยใช้การเติบโตที่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นกรอบร่วมเพื่อผลักดันไทยสู่อุตสาหกรรมมาตรฐานสูงของเอเชียในระยะยาว
 

‘ภูมิใจไทย’ ลุยเปิดตัว ‘รัชกิจประการ’ รุ่น 2 ลงสนามการเมือง ส่ง ‘ปีเตอร์’ ลูก ‘โกโต’ ชิงสตูลเขต 1

‘ภูมิใจไทย’ ลุยเปิดตัว ‘รัชกิจประการ’ รุ่น 2 ลงสนามการเมือง ส่ง ‘ปีเตอร์’ ลูก ‘โกโต’ ชิงสตูลเขต 1

‘ภูมิใจไทย’ ลุยเปิดตัว ‘รัชกิจประการ’ รุ่น 2 ลงสนามการเมือง ส่ง ‘ปีเตอร์’ ลูก ‘โกโต’ ชิงสตูลเขต 1

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

‘ภูมิใจไทย’ ลุยเปิดตัว ‘รัชกิจประการ’ รุ่นสอง ลงสนามการเมือง ส่ง ‘ปีเตอร์’ ลูก ‘โกโต’ ชิงสตูลเขต 1 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 14.50 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดตัวนายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ หรือ ปีเตอร์ (ลูกชาย นายพิบูลย์ รัชกิจประการ หรือ โกโต) ว่าที่ผู้สมัครส.ส.จังหวัดสตูล เขต 1 พรรคภูมิใจไทย  แทนนายพิบูลย์  รัชกิจประการ ที่จะไปเป็น ว่าที่ผู้สมัครส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย  และนายอนุทินยังได้สวมเสื้อแจ็คเก็ตพรรคภูมิใจไทยให้กับนายพีรพัฒน์อีกด้วย

จากนั้นนายพีรพัฒน์ กล่าวว่า ตนมีความต้องการที่จะมาลงสมัครเป็นสส. จังหวัดสตูล และในปัจจุบันเป็นดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬา จังหวัดสตูล พร้อมระบุว่า ตนขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย

สำหรับนายพิบูลย์ รัชกิจประการ เป็นน้องชายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมและแกนนำภาคใต้พรรคภูมิใจไทย

นายกฯ โพสต์ธงชาติไทย สดุดี 3 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย

นายกฯ โพสต์ธงชาติไทย สดุดี 3 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย

นายกฯ โพสต์ธงชาติไทย สดุดี 3 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

นายกฯ โพสต์ธงชาติไทย สดุดี 3 ทหารกล้า เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตย สัญญาจะดูแลครอบครัววีรชนเป็นอย่างดี 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 15.58 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงทหารที่เสียชีวิตจากการทําหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทยทั้ง 3 นาย ว่า “ขอกราบคารวะวีรบุรุษผู้กล้าทั้งสามท่าน ที่สละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย ผมขอส่งกำลังใจให้แก่ครอบครัวของท่านและให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้การดูแลสมาชิกในครอบครัวทุกคนอย่างดีที่สุดและการเสียสละของท่านจะไม่เป็นสิ่งที่สูญเปล่าอย่างแน่นอน” 

พร้อมภาพธงชาติไทย ที่มีข้อความที่เป็นบทประพันธ์ว่า “เกิดมาได้เป็นไทย ใช่ทาสเขา ชีพคนเราต้องแตกดับอย่างมั่นแม่น หากต้องตาย ตายอย่างไรไม่เหมือนแม้น ตายเพื่อแผ่นพสุธามาตุภูมิ” 

เปิดภาพลงนามMOUพิสดาร ‘เบนสมิธ’ร่วมพิธี ‘ไชยชนก’สั่งยกเลิก

เปิดภาพลงนามMOUพิสดาร 'เบนสมิธ'ร่วมพิธี 'ไชยชนก'สั่งยกเลิก

เปิดภาพลงนามMOUพิสดาร ‘เบนสมิธ’ร่วมพิธี ‘ไชยชนก’สั่งยกเลิก

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.19 น.

เปิดพิรุธ MOU พิสดาร ก.ดีอี-บ.สิงคโปร์ ก่อนโดน ‘ไชยชนก’สั่งยกเลิก เผยภาพลงนาม ‘ประเสริฐ-ธรรมนัส-นฤมล-เบน สมิธ’ ร่วมด้วย

จากกรณีที่มีข่าวว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้สั่งยกเลิกบันทึกความเข้าใจ(MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากสิงคโปร์ แหล่งข่าวจากกระทรวงดีอี ได้เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ว่าMOU โครงการนำร่องศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลไทย ดีลสุดพิเศษ ใช้เวลาแค่ 3 วัน(25-27 มีนาคม 2568) เริ่มต้นจาก นายวัลลภ รุจิรากรเลขานุการ รมว.ดีอี นำร่าง MOU มาเสนอกระทรวง ทำสัญญาพิสดาร ผ่าน 3 หน่วยงาน กระทรวงต่างประเทศ อัยการสูงสุด และ กฤษฎีกา และให้ ปลัดกระทรวงดีอี.ลงนาม โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี เกษียณหนังสือ “เห็นชอบ”

แหล่งข่าวให้ข้อมูลด้วยว่า นายวัลลภ รุจิรากรเลขานุการ รมว.ดีอี คือคนของนายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ทักษิณ ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร ชินวัตร)

ทั้งนี้แหล่งข่าวยังได้ชี้ประเด็นที่น่าสนใจซึ่งนำมาสู่การรยกเลิก MOU ดังนี้

MOU เพื่อใคร ?

อ้างว่าทำโครงการนำร่องเพื่อการพัฒนา และส่งเสริมศูนย์ธุรกิจดิจิทัลสำหรับประเทศไทย จึงจะเรียกว่า Thailand International Digital Business & Finance Centre (“TIDC”)

อ้างว่า ทำ Sandbox Digital Economy Regulatory Sandbox (“DERS”) โดยอ้างว่า มีเป้าหมายสูงสุดคือการศึกษา พัฒนา และจัดทำกรอบและเครื่องมือในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ของประเทศไทย

1.ให้สิทธิประโยชน์เอกชน แบบกว้างขวาง ครอบจักรวาล เป็นบริษัทเทวดา ในโลกธุรกรรมทางการเงินยุคใหม่ โทเคน สินทรัพย์ดิจิทัล ข้อมูลชีวภาพ กล้าระบุแม้กระทั่งการพนัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ?
-ธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลและระบบการชำระเงิน
-ตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลและการซื้อขายหลักทรัพย์ตราสารอนุพันธ์ -ฟินเทค ธนาคารดิจิทัล หลักทรัพย์ การบริหารสินทรัพย์ การลงทุนและการจัดการกองทุน และบริการประกันภัยออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ ที่เน้นสินทรัพย์ดิจิทัลและเสมือนจริง
-การแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenisation ofsecurities)
-ผู้ให้บริการประมวลผลการชำระเงินออนไลน์
-บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (blue-chip) และสตาร์ทอัพ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ดิจิทัลระดับภูมิภาค
-บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก (blue-chip) และสตาร์ทอัพ
-การจัดตั้งสำนักงานใหญ่ดิจิทัลระดับภูมิภาค
-บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การเข้ารหัส และการจัดการข้อมูล
-ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพกราฟิกคอมพิวเตอร์ (CGI) ในการผลิตวิดีโอเกม อีสปอร์ต ภาพยนตร์ โทรทัศน์ สตรีมมิ่ง และสื่อ
-บริการเกมออนไลน์และการเดิมพันหรือพนันกีฬา
-นักพัฒนาเกม ร้านแอปพลิเคชัน และร้านเกมออนไลน์
-ทรัพธ์สินทางปัญญาดิจิทัล และกองทุนวิจัยและพัฒนา รวมถึงยานพาหนะการลงทุน
-ข้อมูล วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

2. คนไทย เป็นหนูทดลอง ใช่ไหม ? เพราะ MOU กำหนดว่า DERS regulatory sandbox สถานการณ์ กิจกรรม ธุรกรรม หรือการจำลองใด ๆ ทั้งหมด (“ธุรกรรม”) ที่ดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ในการทดสอบระบบ และการนำร่องโครงการ เพื่อการศึกษาและพัฒนาต่อไป จะดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ในการทดสอบเท่านั้น และไม่ถือว่าเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงในโลกแห่งความเป็นจริง

3. MOU กำหนดว่า ระบบทั้งหมด เป็นทรัพย์สินทางปัญญาแต่เพียงผู้เดียวของผู้พัฒนา ข้อมูลทั้งหมด เป็นของใคร ?
ผู้เข้าร่วมตกลงว่า ระบบทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที สถาปัตตกรรมแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะประกอบขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ระบบเดียว หรือของ
ระบบ/โครงสร้างพื้นฐาน/สถาปัตยกรรม เว้นแต่จะถูกจัดหาโดย MDES หรือถูกพิจารณาว่าไม่เป็นกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งหมด ถือเป็นและจะยังคงเป็นทรัพย์สินทางปัญญาแต่เพียงผู้เดียวของผู้พัฒนา และข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือความรู้เกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เงื่อนไข “การรักษาความลับ” ของ MOU นี้

4. อ้างว่า นำเข้าบุคลากรไอทีมาล้วงตับ คนไทย หรือไม่ ?
MOU ระบุ ผู้พัฒนาจะต้องมีความสามารถในการเริ่มต้นจัดสรรผู้เชี่ยวชาญด้านไอที่จำนวน 500 คน
การกำหนดหน้าที่ไม่ชัดเจน สามารถลักลอบ นำข้อมูลสำคัญ ออกไปจาก ระบบได้

5. ไม่มีหลักประกันการกำหนดเก็บความลับ มีช่องให้นำความลับออกไปใช้มากมาย ?
โดย MOU กำหนดแค่ว่า ผู้เข้าร่วมแต่ละฝ่ายจะต้องเก็บรักษาความลับอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการเจรจาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการมีอยู่และเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เงื่อนไขหลักของข้อตกลง โครงการ และเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่คาดหมายตามบันทึกนี้ และจะต้องไม่เปิดแยข้อมูลดังกล่าวโดยไม่ได้รับ
ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าจากอีกฝ่ายหนึ่ง เว้นแต่จะเปิดเผยต่อบริษัทในเครือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรรมการ พนักงาน และที่ปรึกษาของแต่ละฝ่ายตามความจำเป็นต้องทราบ ข้อกำหนดนี้รวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะการห้ามอย่างเคร่งครัดในการอภิปรายเรื่องใด ๆ ข้างต้นในที่สาธารณะ สื่อมวลชน หรือสื่ออื่นใดหรือวิธีการใด ๆ

6. โครงการ MOU เล่นใหญ่ขนาดนี้แต่กลับกำหนดในตอนท้ายว่า ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เจตนาต้องหลบเลี่ยงอะไรหรือไม่ ?
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้และเงื่อนไขหลักของข้อตกลงนี้ไม่ได้มีเจตนาให้มีผลผูกพันตามกฎหมายต่อผู้เข้าร่วม

7. การทำ MOU นี้มีบริษัทเกี่ยวข้องกับการ สแกนม่านตาคนไทย มากกว่า 1.2 ล้านคน ซึ่งไม่ได้รับอนุญาต อย่างถูกต้อง และฉ้อโกงคนไทย
-ประชาชน ถูกปิดบังรายได้ จากที่ควรต้องได้รับเงินทุกเดือน เป็นได้รับแค่ครั้งเดียว
-มีบริษัทชั้นน้ำ ในประเทศไทยเข้าร่วม ทั้งเอกชนทำกิจการคมนาคมระบบราง ห้างสรรพสินค้า (กำลังนำสืบ อยู่ว่าร่วมกินส่วนต่างรายได้รายเดือนจากการสแกนม่านตาด้วยหรือไม่)
-กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประชาชนฐานราก กว่า 30 ล้านคน (สืบ อยู่ว่าร่วมกินส่วนต่างรายได้จากการสแกนม่านตาด้วยหรือไม่)
-ประชาชน คิดว่าไม่มีการเก็บประวัติ แต่จริงๆแล้วมีการบันทึกประวัติ โดยการทดลองส่งคนเข้าร่วม และทำซ้ำ ซึ่งระบบแจ้งว่าไม่ผ่านเพราะเคนสแกนม่านตามาแล้ว
-การสแกนม่านตา เป็นการนำข้อมูล ชีวภาพส่วนบุคคล ไปใช้ ซึ่งในอนาคตถ้าระบบสแกนม่านตานำมาใช้อย่างกว้างขวางจริง ประชาชน 1.2 ล้านคน สุ่มเสี่ยงว่าจะถูกนำข้อมูลไปแอบอ้างใช้ในทางที่ผิดได้
-การสแกนม่านตา โดยผิดกฎหมาย กระทรวงดีอี. สามารถเรียกค่าปรับได้ 5 ล้านบาท ต่อ คนต่อเคส หรือรวมเป็นเงินก้อนโต 60 ล้านล้านบาท

8.เรื่องสแกนม่านตา มีข้อมูลเชื่อมโยงไปที่บริษัททุนเทา ทั้ง เบน สมิธ “นายเบนจามิน เมาเออร์ เบอร์เกอร์” และนายยิม เลียก 2 ผู้ประสานงาน Fixer ตระกูล ฮุน และตระกูลชิน

9. นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงเรื่องเงินสกุลดิจิทัลและโทเคน ต่างกรรมต่างวาระ

1. การใช้ “Stablecoin” หรือ “พันธบัตรดิจิทัล” (G-Token) เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เสนอให้รัฐบาลออก Stablecoin หรือ โทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (G-Token) ที่มีสินทรัพย์ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือสินทรัพย์อื่นค้ำประกัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการระดมทุนจากประชาชนรายย่อย และนำเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แทนที่จะพึ่งพาสถาบันการเงินที่ซื้อพันธบัตรแล้วถือไว้เพื่อกินดอกเบี้ย

2. ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบล็อกเชนและคริปโต เคอร์เรนซี ในระดับภูมิภาคเสนอให้มีการศึกษาการใช้ บิตคอยน์ (Bitcoin) และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ โดยอาจเริ่มจากพื้นที่นำร่อง (Sandbox) เช่น จังหวัดภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง

3. เชื่อมโยงกับนโยบาย “เงินดิจิทัล วอลเล็ต” 10,000 บาท ถูกวางแผนให้ใช้ระบบ บล็อกเชน เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่นี้ และช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เติบโตช้าเพราะขาดสภาพคล่อง

ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวถึงแนวคิดการใช้ บิตคอยน์ เพื่อชำระค่าบริการและสินค้าแบบนำร่องในพื้นที่ ภูเก็ต ในงานสัมมนาเชิงกลยุทธ์ “Dinner Talk Chat with Tony : Bull Rally of Thai Capital Market” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568

งานสัมมนาพรรคเพื่อไทย ที่ หัวหิน (ช่วงประมาณปลายปี 2567 ตามเวลาในข่าว):
ในครั้งนี้มีการพูดถึงการให้กระทรวงการคลังศึกษาการใช้ Bitcoin ในพื้นที่ภูเก็ตเป็นแซนบ็อกซ์ (Sandbox) ด้วย

งานปาฐกถาภายในงาน “ISAN NEXT” : พลิกเศรษฐกิจไทย ฝ่าวิกฤตโลก ที่ จังหวัดนครราชสีมา ช่วงประมาณปลายปี 2567

งาน MFC’s 50th Anniversary: The World’s Next Opportunities and Beyond (โอกาสและการลงทุนแห่งอนาคต) โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ วันที่ 14 มีนาคม 2568 เน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital Economy Hub)

การหารือกับนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกในกรุงเทพฯ สิงหาคม 2568 เปิดโต๊ะหารือกับผู้เล่นสำคัญในวงการคริปโตฯ ระดับโลก เช่น Metaplanet และ UTXO Management โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Crypto Hub ของอาเซียน และการพิจารณาจัดตั้ง “กองทุนสำรองเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่ง และ ข้อเสนอเรื่อง Bitcoin Sandbox ที่ภูเก็ต

9 กรกฎาคม 2568 55 ปี เนชั่น ผ่าทางตันประเทศไทย นายทักษิณ สนับสนุนแนวคิดการใช้สกุลเงินดิจิทัลและบิตคอยน์เพื่อเป็นเครื่องมือในการ กระตุ้นเศรษฐกิจ และ เพิ่มสภาพคล่อง ผ่านแนวคิด Sandbox และการออก Stablecoin ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้
10.บทสรุป MOU เพื่อใคร ? เพื่อไทย ? เพื่อเทา ?

ไม่เชื่อว่า นายประเสริฐ และ นายวัลลภ จะคิดทำเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง ต้องมีคนชักใย บงการ และสั่งการ โดยมีผลประโยชน์ เคลือบแฝง วางงานเป็นขั้นเป็นตอนก่อนมามีอำนาจรัฐ เพื่อครอบครองตลาดการเงินสมัยใหม่ “เงินสกุลดิจิทัลของประเทศไทย” โดยใช้ประชาชนไทย เป็นหนูทดลอง ทั้งการทดลองระบบบ เครื่องมือ การบริหารจัดการ ข้อมูล ไปจนถึงม่านตาชีวะภาพ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของส่วนตัวของประชาชน ถูกนำมาขายล่วงหน้าถึง 1.2 ล้านคน โดยไม่รู้จุดประสงค์เพื่ออะไร

ทั้งนี้แนวหน้าออนไลน์ ได้รับมอบภาพถ่ายพิธีการลงนามบันทึกความเข้าใจหรือ MOU ระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทไพรม์ ออพพอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 โดยภาพถ่ายดังกล่าว มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี ในขณะนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ศ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย และนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ร่วมถ่ายภาพเป็นสักขีพยานด้วย

‘นายกฯ’สั่งทุกหน่วยงานดูแลปชช.ที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

'นายกฯ'สั่งทุกหน่วยงานดูแลปชช.ที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

‘นายกฯ’สั่งทุกหน่วยงานดูแลปชช.ที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

‘นายกฯ’สั่งการทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด พร้อมเตรียมงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ให้เสร็จโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดําเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจําเป็น พร้อมมอบหมาย 

1) ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2) ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3) ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

โดยในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัด

‘พ่ออนุทิน-มีชัย’คว้ารางวัล‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ’ ปัดตอบปมแก้กติกาประเทศมีปัญหา

‘พ่ออนุทิน-มีชัย’คว้ารางวัล‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ’ ปัดตอบปมแก้กติกาประเทศมีปัญหา

‘พ่ออนุทิน-มีชัย’คว้ารางวัล‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ’ ปัดตอบปมแก้กติกาประเทศมีปัญหา

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.10 น.

‘พ่ออนุทิน-มีชัย ฤชุพันธ์’ ซิวรางวัล ‘พ่อดีเด่นแห่งชาติ 2568’ ด้าน ‘อดีตมือร่างรธน60’ ปัดตอบปมแก้กติกาประเทศมีปัญหา ลั่นไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด-ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวแล้ว

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานมอบรางวัล “พ่อดีเด่นแห่งชาติ” ประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ และสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยผู้ที่ได้รางวัลพ่อดีเด่นภาคประชาสังคมและนักการเมือง คือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น

ขณะที่ผู้ที่ได้รางวัลพ่อดีเด่นภาคข้าราชการพลเรือน มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ, นายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีรางวันพ่อดีเด่นด้านต่างๆด้วยรวมทั้งหมด 45 คน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายมีชัย ถึงปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยนายมีชัย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ พูดเพียงว่า “ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด และไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว”
 

‘วันนอร์’ระบุเป็นสิทธิ‘รัฐบาล’ขอหารือสภาฯในวาระสำคัญ ชี้ทำซ้อนกับซักฟอกได้

‘วันนอร์’ระบุเป็นสิทธิ‘รัฐบาล’ขอหารือสภาฯในวาระสำคัญ ชี้ทำซ้อนกับซักฟอกได้

‘วันนอร์’ระบุเป็นสิทธิ‘รัฐบาล’ขอหารือสภาฯในวาระสำคัญ ชี้ทำซ้อนกับซักฟอกได้

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เพื่อปรึกษาหารือในปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงวันที่ 24 – 26 ธ.ค.นี้ ว่า เป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะดำเนินการและยื่นเรื่องมายังประธานรัฐสภาให้ดำเนินการ ทั้งนี้ ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับการประสานมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น อยู่กับการหารือของฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้วแจ้งมายังตน หากเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสามารถดำเนินการได้

เมื่อถามว่า กรณีการยื่นเปิดอภิปรายทั่วไปสามารถทำทับซ้อนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทำได้ไม่ทับซ้อน เพราะเป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดทั้งการอภิปรายทั่วไปโดยมีการลงมติไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 การอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา 152 รวมถึงกรณีที่รัฐบาลร้องขอ แต่ในการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 นั้น ในสมัยปรระชุมหนึ่งสามารถทำได้เพียงครั้งเดียว