ครม.ไฟเขียว’ศุภชัย ใจสมุทร’นั่งโฆษก ก.ยุติธรรม

ครม.ไฟเขียว'ศุภชัย  ใจสมุทร'นั่งโฆษก ก.ยุติธรรม

ครม.ไฟเขียว’ศุภชัย ใจสมุทร’นั่งโฆษก ก.ยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.48 น.

ครม.ไฟเขียว’ศุภชัย  ใจสมุทร’นั่งโฆษก ก.ยุติธรรม

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง โดยแต่งตั้ง นายศุภชัย  ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.2568 เป็นต้นไป

ครบทั้ง 4 เขต! ‘อนุทิน’เปิดตัว‘ว่าที่ผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร ภูมิใจไทย’

ครบทั้ง 4 เขต! ‘อนุทิน’เปิดตัว‘ว่าที่ผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร ภูมิใจไทย’

ครบทั้ง 4 เขต! ‘อนุทิน’เปิดตัว‘ว่าที่ผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร ภูมิใจไทย’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.35 น.

ครบทั้ง 4 เขต! “อนุทิน”เปิดตัว”ว่าที่ผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร ภูมิใจไทย” ด้าน”นภินทร”มั่นใจกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ปักธงได้ โวกระแสพรรคดี-ทำงานในพื้นที่ตลอด

เมื่อเวลา 13.35 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จังหวัดสมุทรสาคร ทั้ง 4 เขต ประกอบด้วย นายธนชิต ทัศนีย์ไตรเทพ , นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ , นายธนวัฒน์ ทองโต และ นายปัญญา ชวนบุญ โดยนายอนุทิน ได้สวมเสื้อแจ๊คเก็ตพรรคให้กับว่าที่ผู้สมัครทั้ง 4 คน

ขณะที่ นายนภินทร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า ในส่วนของ จ.สมุทรสาคร พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครลงสู้ครบทั้ง 4 เขต โดยมีความมั่นใจกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ว่าจะผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีกระแสที่ดี และทุกคนทำงานในพื้นที่มาตลอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายธนชิต ทัศนีย์ไตรเทพ เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรสาคร , นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ เคยเป็นอดีต สส.สมุทรสาคร , นายธนวัฒน์ ทองโต อดีตผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ และ นายปัญญา ชวนบุญ อดีตผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร พรรคภูมิใจไทย ปี 2566

– 006

‘วันนอร์’ย้ำ 10 ธ.ค.นี้ ไม่ใช่แค่วันรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภาจะถกแก้ รธน.ปี 60 ในวาระ 2 ด้วย

‘วันนอร์’ย้ำ 10 ธ.ค.นี้ ไม่ใช่แค่วันรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภาจะถกแก้ รธน.ปี 60 ในวาระ 2 ด้วย

‘วันนอร์’ย้ำ 10 ธ.ค.นี้ ไม่ใช่แค่วันรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภาจะถกแก้ รธน.ปี 60 ในวาระ 2 ด้วย

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

“วันนอร์”ย้ำ 10 ธ.ค.นี้ ไม่ใช่แค่วันรัฐธรรมนูญ แต่รัฐสภาจะถกแก้ รธน.ปี 60 ในวาระ 2 ด้วย เผยวาระ 3 ช้าสุดพิจารณา 29 ธ.ค.นี้ แจงหากใช้ 27 ธ.ค.สมาชิกอาจติดภารกิจเหตุเป็นวันเสาร์ ระบุอยากให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญลงมติโดยพร้อมเพรียงกัน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภากล่าวถึงวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค.ว่า เนื่องจากเรามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงอยากให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศไทยเรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ เพราะเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วก็มีการฉีกรัฐธรรมนูญอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอาจจะไม่เหมือนกับมีฉบับเดียว ซึ่งอยากให้ประชาชนทุกคนรักแล้วหวงแหนการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แล้วหวังว่าในวันพรุ่งนี้นอกจากเป็นวันรัฐธรรมนูญของประเทศแล้ว วันพรุ่งนี้ก็จะมีการประชุมวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ซึ่งหาแก้ไขสำเร็จตามที่สมาชิกรัฐสภาต้องการ ที่จะมีการกระจายอำนาจ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีสิทธิ์เฉพาะขึ้นมา

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การแก้รัฐธรรมนูญจะมีขึ้นในวันที่ 10 – 11 ธ.ค.นี้ ที่เป็นการประชุมวิสามัญฯ ในวาระ 2 เมื่อผ่านแล้วต้องรอ 15 วัน เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขใหม่ในวาระ 3 จากนั้นก็ถามประชาชนด้วยการทำประชามติอีกครั้ง ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ที่จะมีการแก้ไข ซึ่งการแก้ไขอย่างไรก็จะมีการกำหนดเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา โดยรายละเอียดจะมีการอภิปรายในวันที่ 10 – 11 ธ.ค.นี้

ส่วนจะพิจารณาจบภายใน 2 วันได้หรือไม่นั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า วาระ 2 ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ ว่าจะเป็นกี่วันเพราะขึ้นอยู่กับ การสงวนความเห็น การแปรญัตติของสมาชิก และการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ หากชี้แจงและสมาชิกยอมรับได้หรือไม่ติดใจก็จะผ่านไปเร็ว แต่ถ้าติดใจก็จะให้อภิปรายได้ตามสมควรแต่ตนคิดว่า วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีไม่กี่มาตรา แต่มีรายละเอียดยิบย่อยจำนวนมาก พรุ่งนี้ประธานกรรมาธิการก็จะเริ่มชี้แจงก่อน แตกต่างจากวาระแรกมีอะไรบ้าง จึงจะเริ่มให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งสมาชิกอาจจะเห็นชอบที่กรรมาธิการแก้ไขก็ได้หากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการลงมติ ส่วนการลงมติในวาระ 3 ระเบียบระบุว่าต้องทิ้งระยะเวลาอย่างน้อย 15 วัน หลังจาก 15 วัน ก็สามารถพิจารณาได้ทั้งนั้นแต่อย่างน้อยจะไม่ลงมติก่อน 15 วัน ซึ่งเมื่อนับวันลงมติแล้วจะลงวันที่ 26 ธ.ค.ซึ่งไม่ใช่วันประชุมสภาฯ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรน่าจะลงมติวาระ 3 ในวันจันทร์ ที่ 29 ธ.ค.ได้

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเสนอให้มีการลงมติในวันเสาร์ที่ 27 ธ.ค.นั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นไปได้ ถ้าในตอนสุดท้ายก่อนที่จะปิดวาระ 2 มีการสอบถามความเห็น หรือปรึกษาหารือกันว่าวันที่ 27 ธ.ค.สมาชิกพร้อมที่จะมาหรือไม่ เพราะตรงกับเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากวาระ 3 เป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผยต้องขานชื่อสมาชิก ถ้าหากสมาชิกจำนวนมากมาไม่ได้ก็อาจจะโดนต่อว่าได้ แต่ถ้าเป็นวันประชุมเขาไม่มาก็จะเป็นความรับผิดชอบของเขา ซึ่งตนอยากให้ดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อย เพราะ รัฐธรรมนูญสำคัญที่สุดจึงอยากให้ทุกคน มาลงมติโดยพร้อมเพียงกัน และมากที่สุด

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย

โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอ นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ต่อไป อีกวาระหนึ่ง และสมาชิกอื่น (ฝ่ายไทย) อีก 6 คน ในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คงองค์ประกอบเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 (เรื่อง การแต่งตั้งประธานร่วมและสมาชิกฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย) โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่ง รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.ร.เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.

2. นายธนศักดิ์ มังกโรทัย ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.

3. นางสาวณฐิณี สงกุมาร ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.

4. นางสาวจิตตา กิตติเสถียรนนท์ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1. นายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

2. นางธรรมพร แข็งกสิการ รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

3. นางจีรนันท์ เพ่งพินิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

4. นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

5. นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอรับโอน นายชยันต์ เมืองสง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรีมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างและเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

1. นายพีรพันธ์ คอทอง พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

2. นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร

3. นายศรัญญู พูลลาภ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน ดังนี้

1. นายพรชัย ฐีระเวช ประธานกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

2. นายพลจักร นิ่มวัฒนา กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

3. นายนรพรรษ เพ็ชรตระกูล กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

4. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ กรรมการ

5. รองศาสตราจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการ

6. นางสาวศศิธร พลัตถเดช กรรมการ

7. นายอนุรักษ์ นิยมเวช กรรมการ

8. นายวิษณุ ตัณฑวิรุฬห์ กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

8. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ดังนี้

1. นายธีรลักษ์ แสงสนิท (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) ประธานกรรมการ

2. นางชนันภรณ์ พิศิษฐวานิช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) กรรมการ

3. พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา กรรมการ

4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทศพล สอตระกูล กรรมการ

5. นายทองเปลว กองจันทร์ กรรมการ

6. นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ กรรมการ

7. นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

9. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นายสมฤกษ์ จึงสมาน(ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข) กรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม แทน นายพงศธร พอกเพิ่มดี ประธานกรรมการที่ขอลาออก แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม  ทั้งนี้ ให้มีผลในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป และให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง คือ เท่ากับวาระของคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมชุดปัจจุบันที่คงเหลืออยู่ 

10. เรื่อง แต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2568

11. เรื่อง การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง โดยแต่งตั้ง นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

สดุดีทหารกล้า ‘พลฯวายุ’เคยบาดเจ็บรักษาหาย กลับรับใช้ชาติอีกครั้งก่อนพลีชีพ ที่สมรภูมิปราสาทตาควาย

สดุดีทหารกล้า 'พลฯวายุ'เคยบาดเจ็บรักษาหาย กลับรับใช้ชาติอีกครั้งก่อนพลีชีพ ที่สมรภูมิปราสาทตาควาย

สดุดีทหารกล้า ‘พลฯวายุ’เคยบาดเจ็บรักษาหาย กลับรับใช้ชาติอีกครั้งก่อนพลีชีพ ที่สมรภูมิปราสาทตาควาย

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.16 น.

สดุดี พลฯวายุ ขวัญเสือ ผู้พลีชีพในสมรภูมิปราสาทตาควาย เคยบาดเจ็บจากการปะทะรอบที่แล้ว

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 รายงานข่าวแจ้งว่า พลทหาร วายุ ขวัญเสือ ซึ่งได้พลีชีพในสมรภูมิการปะทะระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา ที่ปราสาทตาควาย เมื่อเช้านี้ เคยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และได้รับการรักษาจนหายก่อนกลับเข้าประจำการ และออกปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติในแนวหน้าอีกครั้ง

โดยเมื่อช่วงเช้า พลทหารวายุ ขวัญเสือ สังกัด พัน.ร.27/ร.31 พัน.3 ตำแหน่งปกติ พลยิง ปลก.ร้อย.อวบ.ร.31 พัน.3 รอ. ตำแหน่งในสนาม พลยิง ปลก. พัน.ร.27 (RDF-X3) ได้รับบาดเจ็บถูกสะเก็ดระเบิดแขนขวาขาด นำส่งโรงพยาบาลพนมดงรัก และเสียชีวิตเวลาเมื่อเวลา 09.04 น.
 

‘หัวหน้าเอ้’นำทัพไทยก้าวใหม่ ลุยเปิดตัว 15 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภาคใต้

‘หัวหน้าเอ้’นำทัพไทยก้าวใหม่ ลุยเปิดตัว 15 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภาคใต้

‘หัวหน้าเอ้’นำทัพไทยก้าวใหม่ ลุยเปิดตัว 15 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภาคใต้

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

โวลั่น!กา”ไทยก้าวไทยใหม่”เป็นรัฐบาลคนใต้รวย “หัวหน้าเอ้”ลุยเปิดตัว 15 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภาคใต้ – ดัน 4 ยุทธศาสตร์ด้ามขวานทอง พัฒนาพื้นที่ เร่งรัด รฟฟ.ความเร็วสูง-เพิ่มเส้นทางรถไฟสายอันดามัน-พลิกโฉมภูเก็ตเป็นอาเซียนฮับ-หัวใจ 4 ห้อง แก้ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติภาคใต้อย่างยั่งยืน ย้ำตั้งใจเป็นพรรคการเมืองที่เปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานไทย

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่อาคารที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานที่ปรึกษาพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.ภาคใต้ ภายใต้สโลแกน มอบเสื้อ สวมหมวก พร้อมลุย และแถลงยุทธศาสตร์ด้ามขวานทอง นโยบายการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้

โดย นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันของพรรคไทยก้าวใหม่ เพราะทุกครั้งที่เราจะเปิดตัวผู้ประสงค์ลงสมัครของพรรคไทยก้าวใหม่แต่ละชุด เราจะมีการเปิดตัวพร้อมกับนโยบายด้วย ขอย้ําว่า พรรคไทยก้าวใหม่ตั้งใจจะเป็นพรรคการเมืองที่เปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกให้หลานของคนไทย ดังนั้น พรรคไทยก้าวใหม่นโยบายที่มาจากเรา คือนโยบายที่ทําได้จริง และต้องทํา ซึ่งผ่านการกลั่นกรองจากทีมคนมืออาชีพจริงๆ วันนี้เห็นหรือไม่ ว่าการบริหารประเทศโดยไม่ใช่ความรู้ มีความเสียหายเป็นอย่างไร ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ อย่างประเมินค่าไม่ได้ อย่างไรก็ตามพรรคไทยก้าวใหม่ ทีมงานยุทธศาสตร์นโยบายภาคใต้ และยุทธศาสตร์ของพรรค ได้ทํานโยบายชุดแรก 4 อย่าง และยังจะมีนโยบายภาคใต้ตามมาอีกจํานวนมาก โดยขอใช้คําว่า 4 นโยบายแรกแห่งการพัฒนาด้ามขวานทอง

“ขวานทองจริงๆ แล้ว เขาบอกว่าขวานใช้งานไม่ได้ ถ้าไม่มีด้ามขวานที่แข็งแรง ฉันใดฉันนั้น ประเทศไทยถ้าขาดภาคใต้แล้ว ประเทศไทยมีโอกาสที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วยากจริงๆ ดังนั้น ภาคใต้ถือเป็นภาคหนึ่งที่เป็นหัวใจของประเทศไทยโดยรวม” นายสุชัชวีร์ กล่าว

นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายที่ 1.เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายใต้ เราเห็นแล้วว่ามีโครงการในภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้วทําไมถึงยังไม่มีในภาคใต้เสียที ทั้งที่ภาคใต้เชื่อมโยงกับประเทศที่เป็นลูกค้าสําคัญที่สุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านการท่องเที่ยว คือมาเลเซีย และสิงคโปร์ นี่จะเป็นนโยบายเรือธงของผู้ที่จะประสงค์ลงสมัคร สส.ภาคใต้ และเป็นนโยบายเรือธงของพรรคไทยก้าวใหม่ในการสื่อสารแก่พี่น้องของไทย

“ที่บอกว่าไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ไม่เคยได้เป็นสักที เดี๋ยวนี้เขาบอกว่าเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม จริงๆ แล้ว ประเทศไทยตามภูมิรัฐศาสตร์ คือศูนย์กลาง แต่เราก็พูดกันเอง คนอื่นเขาไม่ให้เราเป็นศูนย์กลางด้วยซ้ํา จึงต้องมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมไป” นายสุชัชวีร์ กล่าว

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า หากมีเส้นทางนี้ จะสามารถสร้างรายได้ตลอดเส้นทางมหาศาล สร้างจีดีพีประเทศไทย สร้างเงินในกระเป๋าคนใต้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่คือนโยบายของพรรคก้าวใหม่ ที่จะสนับสนุนให้คนใต้มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโลก พรรคไทยก้าวใหม่ขออาสาเป็นหัวหอกในการสนับสนุนคนใต้ให้มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อกับมาเลเซีย กรุงเทพฯ และไปยังประเทศจีนให้ได้ นโยบายที่ 2.เพิ่มเติมเส้นทางรถไฟสายอันดามัน ไม่เคยมีมาก่อนที่พรรคการเมืองใดบอกว่า จะสร้างเส้นทางรถไฟสายอันดามัน เพื่อยกระดับความเจริญของจังหวัดที่สวยงาม แต่ยังยากจน เมื่อมีรถไฟสายนี้แล้ว ก็จะเปลี่ยนชีวิตคนที่ยากจนให้เป็นคนร่ํารวย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ถ้าพรรคไทยก้าวใหม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล

นายสุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า นโยบายที่ 3.พลิกโฉมภูเก็ตสู่การเป็นอาเซียนฮับ มีอะไรที่ภูเก็ตสู้สิงคโปร์ไม่ได้หรือ แต่ทําไมภูเก็ตวันนี้ไข่มุกอันดามันจึงไม่ยกระดับตัวเองเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เหมือนกับประเทศสิงคโปร์ วันนี้พรรคไทยก้าวใหม่ไม่ยอม เราเสนอนโยบายยกระดับภูเก็ต ให้เจริญทั้งภาคใต้และประเทศ จะมีมหาลัยระดับโลกมาตั้งที่ภูเก็ตให้ได้อย่างสิงคโปร์ และนโยบายที่ 4.หัวใจ 4 ห้อง แก้ปัญหาภัยพิบัติ ธรรมชาติภาคใต้อย่างยั่งยืน จะมีนโยบายทั้งระยะสั้นกลางยาว ที่แก้ปัญหาภัยพิบัติ มีศูนย์บัญชาการรับมือภัยพิบัติ ส่วนกลางเชื่อมโยงกับภาคใต้แบบเรียลไทม์ มีการวางแผนการปรับตัว ใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรม ทํามาตรฐานการรับมือภัยพิบัติ

นายสุชัชวีร์ กล่าวด้วย ภาคใต้เป็นหัวใจของพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นหัวใจของผมเช่นเดียวกัน พ่อแม่ผมก็โตมาจากภาคใต้ ผมลงไปช่วยภาคใต้ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมมีความผูกพันกับพี่น้องคนใต้โดยสายเลือด ทนไม่ได้หรอก ที่พี่น้องคนใต้วันนี้จมน้ําตา ความทุกข์แสนสาหัส ไม่มีอะไรเหลือเลย จากความผิดพลาดในการบริหารงานของผู้นําในพื้นที่ และรัฐบาล ทั้งที่ข้อมูลทุกอย่างมี แต่สุดท้ายแล้วการบริหารอย่างไม่มืออาชีพ โดยไม่ใช่ความรู้ สุดท้ายมันรุนแรงยิ่งกว่าการคอร์รัปชั่นด้วยซ้ํา เพราะสูญเสียทุกอย่าง ทั้งชีวิต ประชาชนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นชีวิตได้เมื่อไหร่ ชีวิตเขาไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิม วันนี้พรรคไทยก้าวใหม่ไม่ยอม ตั้งใจพลิกโฉมการรับมือภัยพิบัติภาคใต้ เป็นต้นแบบของประเทศไทยให้ได้

“คนใต้เลือกแบบเดิมก็ได้แบบเดิม ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลือกพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเปลี่ยนภาคใต้ ดูแลลูกหลานให้เขาได้ร่ํารวย มีโอกาสในชีวิต ได้อยู่อย่างปลอดภัย ไม่ต้องหนีน้ําท่วม วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ ในฐานะที่ผมหัวหน้าพรรคที่เป็นคนใต้ ไม่ยอมให้คนใต้ต้องจน ไม่ยอมให้คนใต้ต้องจม วันนี้พรรคไทยก้าวใหม่ขอประกาศว่า ถ้าพรรคไทยก้าวใหม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล คนใต้ไม่จน ไม่จมน้ํา และคนใต้จะไม่แพ้สิงคโปร์ มาเลเซีย แน่นอน” นายสุชัชวีร์ กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับรายชื่อผู้ประสงค์ลงสมัคร สส.ในนามพรรคไทยก้าวใหม่ ในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่

1.นายกิตติเดช วรรณบวร จังหวัดตรัง
2.ดร.สุมิตร สามห้วย จังหวัดตรัง
3.นางสาวอัจฉรา วงศ์สุทธิวัตร จังหวัดตรัง
4.นายสุริยา แก้วเสน จังหวัดนครศรีธรรมราช
5.รศ.ดร.สืบพงษ์ ธรรมชาติ จังหวัดนครศรีธรรมราช

6.นายโรสลี บือราเฮง จังหวัดนราธิวาส
7.นายบุญยงค์ ทองมุสิก จังหวัดพังงา
8.นายอธิคม ขุนแก้ว จังหวัดพัทลุง
9.นายศุภณัฐ สำอางค์ จังหวัดพัทลุง
10.นายวิวัฒน์ หนูมาก จังหวัดพัทลุง

11.นายสมภพ สุภนรานนท์ จังหวัดยะลา
12.นายธนาคม พจนาพิทักษ์ จังหวัดสตูล
13.นายเรืองเดช เติมทอง จังหวัดสุราษฏร์ธานี
14.นายณัฐพงษ์ สาโรจน์ จังหวัดสุราษฏร์ธานี
15.ดร.มาโนช เพชรชู จังหวัดสุราษฏร์ธานี

– 006

‘เหล่าทัพ’แถลงจุดยืน! ปฏิบัติการทหารจนกว่า’กัมพูชา’สยบยอม สู่สันติภาพแท้จริง

'เหล่าทัพ'แถลงจุดยืน! ปฏิบัติการทหารจนกว่า'กัมพูชา'สยบยอม สู่สันติภาพแท้จริง

‘เหล่าทัพ’แถลงจุดยืน! ปฏิบัติการทหารจนกว่า’กัมพูชา’สยบยอม สู่สันติภาพแท้จริง

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

“เหล่าทัพ”แถลงจุดยืน! ปฏิบัติการทหารจนกว่า”กัมพูชา”สยบยอม สู่สันติภาพแท้จริง ด้าน ทอ.ย้ำหนุนปฏิบัติการทางอากาศ หนุน ทบ.-ทร.หยุดภัยคุกคามอธิปไตย-ประชาชน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก พลเรือตรี สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม , พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ , พลอากาศโท จักรกฤษณ์  ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ , พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก และ พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวการดำเนินการของเหล่าทัพต่อสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวว่า สถานการณ์การปะทะที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจากการเปิดฉากยิงโจมตีทหารไทย ในพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 7 ธ.ค.รวมทั้งการปะทะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.68) เป็นสาเหตุหลักที่ไทยไม่สามารถอดทนอดกลั้นกับการกระทำของกัมพูชาได้อีกต่อไป เนื่องจากการกระทำแบบเดิม ๆ ของฝ่ายกัมพูชา โดยเป็นการรุกรานไทยและปฏิเสธการกระทำดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการยั่วยุในรูปแบบต่างๆ เช่น ลอบวางทุ่นระเบิด แต่สร้างภาพเรียกร้องสันติภาพ

ขณะที่ฝ่ายไทยมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และจำเป็นต้องดำเนินการทางทหารอย่างถึงที่สุด เช่นเดียวกับประชาชนชาวไทย หมดความอดทนอดกลั้นต่อการดำเนินการของกัมพูชาที่ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศไทย รวมถึงการที่คนไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อความปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า รัฐบาลไทยจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และประชาชนทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จนกว่าอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของไทยจะไม่ถูกคุกคาม

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวถึงท่าทีของไทย และการปฏิบัติการทหารของไทยจะดำเนิน ไปจนกว่ากัมพูชาจะเปลี่ยนแปลงจุดยืน เช่น การกลับมาเลือกเดินบนทางเดินสู่สันติภาพที่แท้จริง และประเด็นสุดท้ายก็คือ กัมพูชานั้นเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงต่างๆ รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง และถ้อยแถลงร่วม หรือ joint declaration ที่ได้มีการลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ผ่านมา

ขณะที่ พันเอก ริชฌา ชี้แจงสถานการณ์การปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่รับผิดชอบ ภายหลังเหตุปะทะเมื่อวันที่ 7 – 8 ธันวาคม การปะทะได้ขยายวงครอบคลุมพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว โดยฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธทุกประเภทโจมตี เช่น อาวุธกล ปืนใหญ่ จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด รวมทั้งการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เข้าดำเนินการต่อฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้สถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียด กองทัพบกได้ปฏิบัติการทางทหารตามแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อการป้องกันตนเอง ควบคู่กับการผลักดันพื้นที่ที่ถูกรุกล้ำอธิปไตย และทำลายศักยภาพการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาไม่ให้สามารถเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย

พื้นที่กองทัพภาคที่ 2

1.ทำลายตึกคาสิโนร้างเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานที่ตั้งทางทหารและจุดปล่อยโดรน ในพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

2.ทำลายเสาสัญญาณระบบ Anti-Drone ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

3.กวาดล้างพื้นที่ ที่รุกล้ำแนวปฏิบัติการ บริเวณช่องระยี ทิศตะวันออกของช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

4.เข้าผลักดันทหารกัมพูชาในพื้นที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ เนื่องจากมีสนามทุ่นระเบิดอยู่บริเวณโดยรอบ

5.ทำลายกระเช้าลำเลียงเสบียงบริเวณเนิน 350 พื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

1.ผลการปฏิบัติการผลักดันและควบคุมพื้นที่ตามแนวเส้นปฏิบัติการ ใน 3 ที่หมาย ได้แก่ บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง และบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว สามารถทำลายที่มั่นดัดแปลงของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ปฏิบัติการได้บางส่วน และเมื่อวานนี้เวลา 17.00 น.สามารถยึดและควบคุมพื้นที่ตามแนวเส้นปฏิบัติการบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อยแล้ว ส่วนพื้นที่อื่นยังคงอยู่ระหว่างการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบก ขอยืนยันว่า ทุกการปฏิบัติการที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดน ตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยกองทัพบกไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ต้อง ตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตย อย่างจำเป็นและเหมาะสม

ด้าน พลเรือตรี ปารัช กล่าวว่า ภารกิจของกองทัพเรือในช่วงเช้าของได้เปิดปฏิบัติการทางทหารในการขับไล่ผู้รุกรานในพื้นที่บ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด หรือ บ้าน 3 หลัง หลังตรวจพบทหารกัมพูชากลับเข้ามายึดครองพื้นที่ใหม่อีกครั้ง และมีการเสริมกำลังปรับปรุงฐานที่มั่น และปรับปรุงบ้านเรือนที่ยังคงค้างอยู่ในพื้นที่ 3 – 4 หลัง โดยทำเป็นที่พักอาศัยและเป็นพื้นที่เก็บยุทโธปกรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงพัฒนาเป็นฐานยิง มีการขุดคูเลตเพื่อวางกำลังเพิ่มเติม ประกอบกับมีการเสริมกำลังด้วยพลซุ่มยิงและรบพิเศษ มีการลาดตระเวนในพื้นที่บ่อยครั้ง ซึ่งนอกจากจะมีการวางกำลังทหารแล้ว ก็ยังมีการยั่วยุโดยใช้อากาศยานไร้คนขับมาตรวจการในพื้นที่ของไทย ซึ่งจุดที่มีการยั่วยุโดยอากาศยานไร้คนขับนั้น กระทำในจุดที่เป็นฐานที่มั่นของกองกำลังนาวิกโยธิน

ล่าสุดเมื่อเช้ามืดวันนี้ ทางกำลังทหารเรือได้ใช้กำลังทหารในการผลักดันทหารของกัมพูชาให้ถอยร่นออกจากพื้นที่ไป โดยใช้อาวุธขับไล่ และจนถึงขณะนี้ก็ยังคงติดพันการรบอยู่ ปฏิบัติการทหารยังไม่เสร็จสิ้น คาดว่าจะจบภายในเร็ววันนี้

ทั้งนี้ ยืนยันว่า กองทัพเรือ ยึดมั่นในการรักษาอธิปไตยเป็นหลัก ไม่ได้มีการใช้อาวุธหนักเกินความจำเป็น เพียงเพื่อต้องการให้ทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ของประเทศไทยไปโดยเร็วที่สุด โดยก่อนหน้านี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดตราดก็ได้สั่งการให้มีการอพยพพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนออกไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วน พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ชี้แจงรายละเอียดการปฏิบัติการทางทหารร่วมกับกองกำลังสุรนารี ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยมุ่งเป้าในการโจมตีเป้าหมายทางทหาร การดำเนินการของกองทัพอากาศตอบโต้การปฏิบัติการของกัมพูชาในการโจมตีฝ่ายเราก่อน เป็นความพยายามที่จะหยุดยั้งการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อเอกราชอธิปไตย รวมถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน การกำหนดเป้าหมายที่กองทัพอากาศโจมตีนั้น เป็นการวางแผนคิดร่วมกันระหว่างกองทัพอากาศและกองทัพบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังสุรนารีในการกำหนดเป้าหมายที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจ และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สิน ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่กองทัพอากาศใช้เป็นการกำหนดเป้าหมาย

“การโจมตีเป้าหมาย จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าฝ่ายกัมพูชาจะยุติความพยายามในการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อกำลังของเรา รวมถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ต่อจากนี้ไปกองทัพอากาศจะให้การสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ ทั้งในส่วนของกองกำลังสุรนารี กองกำลังบูรพา และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี – ตราด” พลอากาศโท จักรกฤษณ์ กล่าวและว่า การปฏิบัติการร่วมของทั้ง 3 เหล่าทัพ ขอให้ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนว่า กองทัพอากาศจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ภารกิจครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

พลตำรวจตรี ศิริวัฒน์ ระบุว่า ขณะนี้ตำรวจภูธรภาค 2 และภาค 3 รวมไปถึงตำรวจตระเวนชายแดน ดำเนินการรักษาความสงบ ด้วยการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และตรวจสอบเส้นทางอพยพ สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ การอพยพ จะต้องคำนึงถึงความมีมนุษยธรรม จะต้องจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ดูแลตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง อำนวยความสะดวก เรื่องเส้นทางจราจร ปิดกั้นเส้นทางอันตราย เพื่อนำประชาชนไปยังจุดหมายที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว ส่วนการรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สิน ในระหว่างที่ประชาชนต้องทิ้งบ้าน ไปยังจุดที่ปลอดภัย ตำรวจได้ทำการ เข้าไปตรวจสอบอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้โจรเข้ามาลักขโมย ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมประชาชน

ส่วนข้อมูลของศูนย์พักพิงนั้น ในพื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 3 มีจำนวนทั้งหมด 687 แห่ง มีประชาชนทั้งหมด 1 แสนกว่าคน ส่วนพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 มีศูนย์พักพิง 44 แห่ง มีประชาชนพักอาศัย 2 หมื่นกว่าคน มีตำรวจจำนวนกว่า 5 พันนาย คอยดูแลประชาชน และทาง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้มีการเตรียมกำลังให้พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อคอยสนับสนุนทุกภารกิจเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

มีหมอเพียงพอ! รมว.สธ.รับมือดูแล’รพ.-ผู้ป่วย’3ระดับ หากปะทะ’ไทย-เขมร’รุนแรง

มีหมอเพียงพอ! รมว.สธ.รับมือดูแล'รพ.-ผู้ป่วย'3ระดับ หากปะทะ'ไทย-เขมร'รุนแรง

มีหมอเพียงพอ! รมว.สธ.รับมือดูแล’รพ.-ผู้ป่วย’3ระดับ หากปะทะ’ไทย-เขมร’รุนแรง

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.17 น.

“รมว.สธ.”เตรียมการรับมือดูแลรพ.-ผู้ป่วยไว้ 3 ระดับ หากปะทะไทย-เขมร รุนแรง ยืดเยื้อ ยันแพทย์มีเพียงพอ พร้อมส่งดูแลตามศูนย์พักพิงต่างๆ

9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 12.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงโรงพยาบาลตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ ว่าได้สั่งการให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ไปอยู่ในโรงพยาบาลที่ห่างไกลและปลอดภัยจากพื้นที่ปะทะ ซึ่งเรากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่ากัมพูชาจะมีการยกระดับอยู่ในระดับใด ใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหน

โดยช่วงเช้าวันเดียวกันได้มีการหารือเพื่อเตรียมมาตรการรับมือไว้ 3 ระดับ พร้อมทั้งสั่งปิดโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่เสี่ยง ส่วนใหญ่แล้วเป็นพื้นที่เดิมที่เคยมีการปะทะเมื่อครั้งที่แล้ว ซึ่งการดำเนินการยึดแผนเดียวกับครั้งที่แล้ว ขณะเดียวกัน ได้ส่งทีมแพทย์ไปประจำที่ศูนย์พักพิงต่างๆ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนหากมีการเจ็บป่วย โดยกระทรวงสาธารณสุขมีความพร้อมที่จะดูแลผู้อพยพทุกศูนย์พักพิง ยังไม่ถึงขั้นขาดบุคลากรทางการแพทย์ ยังสามารถจัดสรรได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่ามีโรงพยาบาลถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย

ไทยไม่ได้เป็นคนก่อ! ‘สีหศักดิ์’ซัด‘กัมพูชา’สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน

ไทยไม่ได้เป็นคนก่อ! ‘สีหศักดิ์’ซัด‘กัมพูชา’สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน

ไทยไม่ได้เป็นคนก่อ! ‘สีหศักดิ์’ซัด‘กัมพูชา’สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.17 น.

ไทยไม่ได้เป็นคนก่อ! “สีหศักดิ์”เชื่อสิ่งที่ไทยแจงชาวโลกมาถูกทาง แสดงให้เห็น”กัมพูชา”สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน ถามกลับ”ยูเอ็น”จะให้คุยอะไร ในเมื่อ”เขมร”ไม่พร้อม ตกลงอะไรก็ไม่ทำตาม

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงกับคณะทูตตานุทูต สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ และมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำทุกทางที่จะยุติภัยคุกคามจากกัมพูชา และพยายามให้เห็นว่าวิธีการของกัมพูชาตลอดมาคือปฏิเสธ เบี่ยงเบน พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่นระเบิด รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น ซึ่งคิดว่าประชาคมโลกคงเห็นแล้วว่าวิธีการของกัมพูชา โดยเฉพาะที่ตนไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่เจนีวา เกี่ยวกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ไทยนำหลักฐานไปแสดงรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีทหารไทยทั้งเสียชีวิตและรับบาดเจ็บก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานของไทยเพียงฝ่ายเดียว มีการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนด้วย เมื่อเรานำคลิปไปแสดง กัมพูชาคงเดือดร้อน เพราะสิ่งที่ฝ่ายไทยพูดมีหลักฐาน

“ผมคิดว่าที่เราชี้แจงมา ก็มาถูกทาง เพราะเหตุการณ์นี้ต้องให้ประชาคมโลกเข้าใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกรุกราน เป็นเหยื่อ จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะประเทศเล็กก็สามารถยั่วยุ รุกรานได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้สื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบแล้ว อีกส่วนหนึ่งฝ่ายไทยต้องทำหนังสือออกไป เชื่อว่าต่างชาติน่าจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ แต่ถึงอย่างไรต่างชาติคงอยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน แต่สำหรับประเทศไทยประตูเจรจายังไม่พร้อม เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายเจรจา

เมื่อถามว่า ล่าสุดทางสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้สองประเทศเจรจาให้ชัดเจน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาคือจะเจรจาเรื่องอะไร ถ้ากัมพูชายังไม่พร้อมที่จะเจรจา ก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมอีก คือตกลงกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ดังนั้น ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ

โฆษก พปชร.แจงภาพ’บิ๊กป้อม’ ร่วมงาน’กัมพูชา’เป็นภาพเก่าสมัยประชุมระดับประเทศ

โฆษก พปชร.แจงภาพ'บิ๊กป้อม' ร่วมงาน'กัมพูชา'เป็นภาพเก่าสมัยประชุมระดับประเทศ

โฆษก พปชร.แจงภาพ’บิ๊กป้อม’ ร่วมงาน’กัมพูชา’เป็นภาพเก่าสมัยประชุมระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.07 น.

โฆษก พปชร.แจงภาพ”บิ๊กป้อม” ร่วมงานกัมพูชาเป็นภาพเก่าสมัยประชุมระดับประเทศ ยันเป็นการประสานงานตามภารกิจ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ชี้แจงรายละเอียดเพื่อตอบคำถามสังคมกรณีมีการเผยแพร่ภาพถ่าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร.พร้อมด้วย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.ขณะเข้าร่วมงานมงคลสมรสที่ประเทศกัมพูชา

โดย พล.ต.ท.ปิยะ ยืนยันว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าที่ถูกถ่ายขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2559 หรือ 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้วเกือบสิบปี โดยในขณะนั้น คณะของ พล.อ.ประวิตร ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับประเทศ ระดับรัฐมนตรี และระดับภูมิภาคหลายครั้ง เนื่องจากความร่วมมือระหว่างสองประเทศมีความต่อเนื่องในช่วงเวลานั้น

โฆษกพรรคฯ ระบุว่า ในระหว่างการเดินทางดังกล่าว คณะได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงานของบุตรสาว นายลียงพัด (หรือ นายพัด สุดลาภา) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนักธุรกิจ และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานคนสนิทของนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในขณะนั้น โดยเป็นการเข้าร่วมในฐานะ “แขกผู้ใหญ่จากต่างประเทศ” ที่ได้รับคำเชิญตามธรรมเนียมการปฏิบัติ

พร้อมกันนี้ พล.ต.ท.ปิยะ ชี้แจงชัดว่า “พล.อ.ประวิตร ไม่ได้มีความรู้จักหรือสนิทสนมเป็นการส่วนตัว กับนายลียงพัด แต่อย่างใด และบทบาทของนายลียงพัด ก็เป็นเพียงผู้ประสานงานในการประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น การนำภาพเก่าที่เกิดขึ้นตามบริบททางการทูต และการประสานงานในอดีตมาเชื่อมโยงหรือเผยแพร่ในปัจจุบัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน”

“นอกจากนี้ ในช่วง พ.ศ.2564 ทางรัฐบาลพลังประชารัฐได้มีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ และการจับกุมบัญชีม้า เพื่อเป็นการตัดช่องทางและเส้นทางการเงินประเทศ โดยได้ออกกฎหมายที่สำคัญ คือ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสามารถระงับหมายเลขที่ต้องสงสัยได้ และกำหนดให้ผู้ให้บริการต่างๆ มีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว