‘บิ๊กเล็ก’เสียใจทหารพลีชีพเพิ่ม เตือน!กำลังพลชายแดนระวังกัมพูชาใช้อาวุธหลากหลาย

'บิ๊กเล็ก'เสียใจทหารพลีชีพเพิ่ม เตือน!กำลังพลชายแดนระวังกัมพูชาใช้อาวุธหลากหลาย

‘บิ๊กเล็ก’เสียใจทหารพลีชีพเพิ่ม เตือน!กำลังพลชายแดนระวังกัมพูชาใช้อาวุธหลากหลาย

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.55 น.

“บิ๊กเล็ก”เสียใจทหารพลีชีพเพิ่ม เตือน!กำลังพลชายแดนระวังกัมพูชาใช้อาวุธหลากหลาย ระบุมีวิธีจัดการโดรนสอดแนม แต่ขออุบรายละเอียด

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งล่าสุดมีทหารเสียชีวิตเพิ่ม 1 นาย ว่า ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเน้นย้ำกำลังพลทุกคนให้ระมัดระวังเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธที่มีความหลากหลาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษในที่ประชุม ครม.หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า นายกฯ กำชับให้ทุกคนเพิ่มความระมัดระวัง เมื่อถามย้ำว่า ต้องเพิ่มความเข้มข้นในเรื่องการอพยพประชาชนมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า นายกฯ สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเตรียมการเรื่องงบประมาณที่จะใช้ดูแลประชาขน

เมื่อถามว่า การดำเนินการปักหมุดชั่วคราวที่บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว จะต้องหยุดไว้ก่อนหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน ให้เหตุการณ์ปะทะจบก่อนจึงค่อยว่ากันใหม่

เมื่อถามกรณีประชาชนแจ้งเบาะแสพบโดรนสอดแนมเข้ามาบินสำรวจในพื้นที่ชายแดนเป็นจำนวนมาก จะจัดการตรงนี้อย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เตรียมการไว้แล้ว แต่ไม่ขอบอกในรายละเอียด

หมดความอดทน! ‘โฆษกกลาโหม’เปิด 5 ประเด็นหลักสำคัญ ทำให้ไทยต้องตอบโต้‘กัมพูชา’

หมดความอดทน! ‘โฆษกกลาโหม’เปิด 5 ประเด็นหลักสำคัญ ทำให้ไทยต้องตอบโต้‘กัมพูชา’

หมดความอดทน! ‘โฆษกกลาโหม’เปิด 5 ประเด็นหลักสำคัญ ทำให้ไทยต้องตอบโต้‘กัมพูชา’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

‘โฆษกกลาโหม’ชี้แจง 5 ประเด็นหลักสำคัญ ทำให้ไทยต้องตอบโต้‘กัมพูชา’ ยืนยันยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ มุ่งหาสันติภาพ และทำให้ประเทศชาติมีความปลอดภัยมั่นคง

9 ธันวาคม 2568 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม นำทีมโฆษกเหล่าทัพร่วมแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า จากกรณีเหตุปะทะเมื่อวานนี้ (8ธ.ค.68) ฝ่ายกัมพูชา มีการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง และมีการใช้ BM 21 เข้ามาโจมตียังพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ต้องอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิง ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามีลักษณะการเคลื่อนย้ายอาวุธยิงระยะไกล เข้ามาในพื้นที่ของไทย

ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงการณ์ ให้กับคณะทูต ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศจำนวน 73 ประเทศ ไปแล้วโดยเน้นย้ำในเรื่อง 5 ประเด็นสำคัญซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ไทยไม่สามารถอดทนอดกลั้นจากสถานการณ์ดังกล่าวได้คือ 

1.สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า การกระทำแบบเดิมของกัมพูชา  รุกรานไทย รวมถึงการยั่วยุในรูปแบบต่างๆ การรอบวางทุ่นระเบิดของกัมพูชา ถึงแม้ว่ากัมพูชาจะพยายามสร้างภาพเรียกร้องสันติภาพ แต่กลับเป็นฝ่ายยั่วยุต่างๆก่อนเสมอ

2.ไทยมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตย และ บูรณภาพดินแดน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องดำเนินการทางทหารจนถึงที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน

3.ประชาชนคนไทยหมดความอดทน อดกลั้น ต่อการดำเนินการของกัมพูชาที่ไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศไทย รวมถึง การที่คนไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามกับความปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงต้องใช้ให้ความสำคัญสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและประชาชนทั้งชีวิตและทรัพย์สินจนกว่าอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของไทยจะไม่ถูกคุกคาม

4. ท่าทีของไทยรวมถึงการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินไปจนกว่า กัมพูชาต้องเปลี่ยนแปลงจุดยืนเช่นการกลับเข้ามาสู่ทางเดินสันติภาพที่แท้จริง

5.ประเด็นสุดท้ายกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงต่างๆ รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง และ ถ้อยแถลงร่วมที่ได้มีการลงนาม ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย ที่ผ่านมาด้วย ซึ่งทั้ง 5 ประเด็นสำคัญที่ทำให้ไทยหมดความอดทนอดกลั้น ทำให้จำเป็นต้องตอบโต้การยิงของฝ่ายกัมพูชา

ทั้งนี้ยืนยันว่า ฝ่ายไทยดำเนินการต่างๆ ตามหลักมนุษยธรรม โดยยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่มีเป้าหมายเพื่อจำกัดความรุนแรงของการปะทะโดยเน้นการคุ้มครอง พลเรือนผู้บาดเจ็บ แยกแยะเป้าหมายความเป็นสัดส่วนและความจำเป็นทางทหาร ต่างจากอาวุธที่ทางฝ่ายกัมพูชาใช้โดยสิ้นเชิง ที่ได้ส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ 

สำหรับการปฏิบัติการทางฝ่ายไทย เป็นการปฏิบัติที่เน้นในเรื่องของการโจมตีเป้าหมายทางทหารเพื่อลิดรอนขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาเท่านั้น ขณะที่การใช้อาวุธของกัมพูชายังคงเป็นลักษณะในการมุ่ง ไปยังเป้าหมายของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ และสถานที่พลเรือน สถานพยาบาลต่างๆ ซึ่งเป็นการมุ่งหวังให้เกิดความโกลาหลและตื่นตระหนกของประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมเน้นย้ำว่า ไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพนั้นจะต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนเป็นสำคัญ

ทุบเปรี้ยง!‘เสธ.แมว’ ชี้ปัญหาการเมือง‘กัมพูชา’บีบคั้น ปะทุเป็นวิกฤตชายแดน

ทุบเปรี้ยง!‘เสธ.แมว’ ชี้ปัญหาการเมือง‘กัมพูชา’บีบคั้น ปะทุเป็นวิกฤตชายแดน

ทุบเปรี้ยง!‘เสธ.แมว’ ชี้ปัญหาการเมือง‘กัมพูชา’บีบคั้น ปะทุเป็นวิกฤตชายแดน

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.38 น.

‘เสธ.แมว’ชี้ปัญหาการเมือง‘กัมพูชา’บีบคั้น จนปะทุเป็น‘วิกฤตชายแดน’ ย้ำไทยต้องฟันเครือข่าย‘สแกมเมอร์’ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบและข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นระบบ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และสร้างเสถียรภาพให้มั่นคง

9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา

พล.ท. ภราดร ระบุว่าสถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท.ภราดร ชี้ให้เห็นว่าต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.ภราดร ระบุว่ารัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันการกำหนดยุทธศาสตร์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน ประเทศจำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

‘นายกฯ’ชูกำปั้นบอกสู้ๆ หลังถูกถามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

‘นายกฯ’ชูกำปั้นบอกสู้ๆ หลังถูกถามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

‘นายกฯ’ชูกำปั้นบอกสู้ๆ หลังถูกถามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

‘นายกฯ’ชูกำปั้นบอกสู้ๆ หลังถูกถามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง นายกฯได้หันมาชูกำปั้นขึ้นมาแล้วบอกว่า “สู้ๆ”

เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเพิ่มเติมนายกฯตอบว่า เดี๋ยวรีบประชุมก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวันนี้มีรัฐมนตรีลาประชุม 4 คนประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม

‘ปชน.’หวังนายกฯ-รบ.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีแผนพร้อมรับมือปมชายแดนไทย-กัมพูชา มีประสิทธิภาพ

‘ปชน.’หวังนายกฯ-รบ.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีแผนพร้อมรับมือปมชายแดนไทย-กัมพูชา มีประสิทธิภาพ

‘ปชน.’หวังนายกฯ-รบ.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีแผนพร้อมรับมือปมชายแดนไทย-กัมพูชา มีประสิทธิภาพ

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.07 น.

“ปชน.”หวังนายกฯ-รบ.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีแผนพร้อมรับมือปมชายแดนไทย-กัมพูชา มีประสิทธิภาพ เผย”หน.เท้ง”เตรียมแถลงรายละเอียด

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี อนุญาตให้ทางกองทัพจัดการเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เต็มที่ ว่า เบื้องต้นขอส่งความห่วงใยไปถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ชายแดน และยืนยันว่าทางนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็ต้องมีแผนที่พร้อมและมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และคำนึงถึงจุดสุดท้ายที่เราต้องการเพราะสงคราม สุดท้ายต้องจบด้วยการเจรจาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน จะแถลงข่าวในรายละเอียดเรื่องดังกล่าวอีกครั้งต่อไป

‘ปธ.วิปค้าน’เชื่อเข็นแก้ รธน.วาระ 2 จบ 2 วันได้ มั่นใจไร้กระทบไทม์ไลน์วาระ 3

‘ปธ.วิปค้าน’เชื่อเข็นแก้ รธน.วาระ 2 จบ 2 วันได้ มั่นใจไร้กระทบไทม์ไลน์วาระ 3

‘ปธ.วิปค้าน’เชื่อเข็นแก้ รธน.วาระ 2 จบ 2 วันได้ มั่นใจไร้กระทบไทม์ไลน์วาระ 3

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.05 น.

“ปธ.วิปค้าน”เชื่อเข็นแก้ รธน.วาระ 2 จบ 2 วันได้ มั่นใจไร้กระทบไทม์ไลน์วาระ 3 เผยยังไม่มีสัญญาณยุบสภาเร็วๆนี้ ลั่น กกต.มีหน้าที่ไม่กี่อย่าง ทำประชามติพร้อมเลือกตั้งได้อยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมการประชุมวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 วันที่ 10 – 11 ธ.ค.ว่า การประชุมวิปฝ่ายค้านในวันนี้น่าจะใช้เวลาพอสมควรเพราะมีมาตราในการพิจารณาค่อนข้างเยอะ ส่วนเรื่องแบ่งกรอบเวลาในการอภิปรายนั้น อยากให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมวิป 3 ฝ่าย ไม่ได้เป็นการแบ่งเวลา แต่เป็นการพูดคุยทั้งความเข้าใจ เพราะเปิดวิสามัญ 2 วันสามารถขยายไปวันที่ 12 ธ.ค.เปิดสมัยประชุมแล้วได้ แต่จากการพูดคุยไม่เป็นทางการกับทุกฝ่าย ซึ่งค่อนข้างเห็นตรงกันว่าอยากให้จบภายใน 2 วัน แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสในการอภิปรายของสมาชิก หากจบวันที่ 11 ธ.ค.ก็จะทำให้ลงมติในวาระ 3 สามารถกำหนดให้เร็วขึ้นได้ และน่าจะเป็นประโยชน์ ทุกฝ่ายจึงเห็นตรงกันว่าจะพยายามรักษาเวลาเพื่อให้จบได้ภายใน 2 วัน จากการที่ดูตารางของประธานสภาฯ วางเวลาขึ้นบัลลังค์ไว้ค่อนข้างดึกทั้ง 2 วัน แต่ถ้าไม่จบจริงๆ อาจจะพิจารณาต่อในวันที่ 12 ธ.ค.ได้ แต่อาจจะทบไทม์ไลน์วาระ 3 ไปประมาณ 2 วัน ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร

“หากจบการพิจารณาวันที่ 12 ธ.ค. ไทม์ไลน์วาระ 3 จะอยู่วันที่ 29 ธ.ค. แต่หากจบวันที่ 11 ธ.ค. วันที่ 26 หรือ 27 ธ.ค.ก็ยังเป็นไปได้อยู่ ต่อให้จะจบวันที่ 12 ธ.ค.ก็ยังไม่กระทบกับไทม์ไลน์ ซึ่งเรื่องการขอเปิดประชุมในวันที่ไม่ใช่วันประชุมสภาฯ นั้น ก็ต้องพูดคุยกันอีกครั้งระหว่างทุกฝ่าย เพราะประธานก็ต้องหารือกับทุกฝ่ายด้วย ซึ่งประธานปกติก็ไม่ได้ตัดสินใจอะไรโดยพลการอยู่แล้ว ปรึกษาทุกพรรคการเมืองอยู่แล้ว” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะมีการยุบสภาก่อนเข้าวาระ 3 นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นสัญญาณอะไร ซึ่งทางพรรคประชาชนยังยืนยันว่าอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และคิดว่าเรื่องนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและลดอำนาจนอกระบบที่มาทำลายอำนาจที่มาจากประชาชน ให้ได้มากที่สุดและให้มีฉันทามติจากประชาชนในการกำหนดกติกา โครงสร้างทางการเมือง ที่ประชาชนต้องการให้ได้มากที่สุด

“การยุบสภาไม่ได้อยู่บริบทของพรรคประชาชนอยู่แล้ว เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีและคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีจะรักษาคำสัญญา ที่ไม่ได้ให้ไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งตอนที่ลงมติให้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้ให้สัญญากับประชาชนทั้งประเทศว่าจะทำอะไรบ้าง หวังว่าท่านจะรักษาสัญญา” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่า การทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความกังวล ว่าข้อมูลที่ทำประชามตินั้นจะส่งถึงประชาชนไม่ทัน นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องทำความเข้าใจกับกกต.ก่อน ว่าควรจะเป็นวันเดียวกัน หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองที่ต้องยุบสภา นายกรัฐมนตรีต้องเตรียมการตรงนี้ด้วย คิดว่ายังไม่มีอะไร และการแก้รัฐธรรมนูญจะผ่านวาระ 3 ไปได้ โดยจะสามารถทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งได้ ซึ่งกระบวนการก่อนที่จะไปถึงประชามติมีกรอบกฎหมายอยู่แล้ว ทุกสิ่งที่เราวางแผนกันมาถ้าเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดเอาไว้คร่าวๆ สามารถจัดการเลือกตั้งพร้อมกับทำประชามติได้ทันตามที่ กกต.จะสามารถดำเนินการทำประชามติพร้อมกับวันเลือกตั้งได้

“หวังว่า กกต.จะทำหน้าที่ของตัวเองซึ่งหน้าที่ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง จัดทำเลือกตั้ง จัดทำประชามติ ให้เป็นไปอย่างสุจริตโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ผมเชื่อว่าไม่เกินกำลังฝีมือของ กกต.ที่มีบุคลากรจำนวนมาก” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

‘ด้อมส้มรุ่นใหญ่’ รุมถล่ม’หัวหน้าเท้ง’ หลังเสนอเปิด3แนวรบ Endgameระบอบ’ฮุนเซน’ถาวร

'ด้อมส้มรุ่นใหญ่' รุมถล่ม'หัวหน้าเท้ง' หลังเสนอเปิด3แนวรบ Endgameระบอบ'ฮุนเซน'ถาวร

‘ด้อมส้มรุ่นใหญ่’ รุมถล่ม’หัวหน้าเท้ง’ หลังเสนอเปิด3แนวรบ Endgameระบอบ’ฮุนเซน’ถาวร

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

9 ธันวาคม 2568 หลังจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอ [Endgame ระบอบฮุน เซน เปิด 3 แนวรบ จบปัญหาถาวร] ปรากฎว่า บรรดา’ด้อมส้มรุ่นใหญ่’ได้ออกมาวิพากษ์​วิจารณ์กันอย่างมาก อาทิ

นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือสิงห์ สนามหลวง อดีตศิลปินแห่งชาติ แนวร่วมรุ่นใหญ่ของพรรคประชาชน โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า เกิดอะไรขึ้น
ทำไม ‘หัวหน้าเท้ง’ แห่ง’พรรคส้ม’ ถึงเล่นตามบททหารอยู่ดีๆ ทำไมถึง ‘หลุด’ไปไกลถึงเพียงนั้น

นายสุชาติ ยังโพสต์ในเวลาต่อมาอีกว่า ในโลกสมัยใหม่มันไม่มีทางหรอกที่จะ End Game แบบเบ็ดเสร็จด้วยวิธีการทางทหาร

นายอธึกกิต แสวงสุข หรือใบตองแห้ง อ้างความเห็น ‘มิตรนักวิชาการคนหนึ่ง’ ว่า(มิตรนักวิชาการคนหนึ่ง)ถ้าผมเป็นสมาชิก ปชน ผมคงขอถอนสมาชิกภาพตอนนี้แหละ ที่เท้งประกาศ 3 ข้อมาตรการ endgame กับกัมพูชาไม่มีสักข้อที่ให้นานาชาติเข้ามาตรวจสอบการละเมิดและป้องกันการตอบโต้ไปมา แต่ข้อ 1 กลับสนับสนุนให้ไทยทำลายความสามารถทางทหารของกัมพูชา คำๆนี้หมายถึงอนุญาตให้เข้าไปทำลายในเขตกัมพูชาเชียวนะครับ

พรรค ปชน. หน้ามืดสิ้นคิดกว่าที่ผมคิดผมไม่ทราบว่าจุดยืนพรคเป็นแบบนี้ คือ ชาตินิยมจัด หรือความไม่รู้ ไม่ฟังให้รอบรู้ ฝากเตือนเขาหน่อยว่าปัญหาของเขาลึกกว่าการพูดพลาด มันคือความรู้ที่ตื้นเขิน แล้วยังไม่รู้วาตนเองไม่รู้

ศ.ดร.พวงทอง​ ภวัครพันธุ์ โพสต์เฟสบุ๊ค ว่าเป็นจุดยืนของพรรคประชาชนและหัวหน้าพรรคที่น่าผิดหวังมาก โดยเฉพาะข้อที่สนับสนุนให้รัฐบาลอนุทินหาทางจบเกมด้วยกำลังทางทหาร (ข้อ 1)

อะไรคือขอบเขตของการ ‘ทำลายเป้าหมายทางทหารเพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา’ หากคลังอาวุธของ กพช. ตั้งอยู่ในนอกพื้นที่ชายแดน อยู่ในเมืองใหญ่ อยู่ในพนมเปญ ไทยต้องบุกเข้าไปทำลายด้วยใช่หรือไม่ หากทำเช่นนี้ มันไม่ใช่การป้องกันตนเองแล้ว แต่คือการรุกรานดินแดน พวกคุณไม่รู้จริงๆ หรือว่ากำลังเรียกร้องให้ทหารไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่รู้จริงๆ หรือว่าวิธีการเช่นว่านี้จะทำให้สงครามลุกลามบานปลาย การตอบโต้ของฝ่ายกัมพูชาก็จะรุนแรงเช่นกัน ประชาชนของทั้งสองประเทศจะต้องสังเวยชีวิตให้กับความขัดแย้งนี้อีกเท่าไร ความขัดแย้งที่จนวันนี้ เราก็ยังไม่รู้แน่ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง

ต่อให้พวกคุณเชื่ออย่างสนิทใจว่าความขัดแย้งวันนี้ เป็นเพราะฮุนเซนไม่พอใจเรื่องการปราบสแกมเมอร์ในไทย ข้อเสนอให้โต้ตอบทีว่ามา ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย

ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โพสต์ในเฟสบุ๊คว่าผู้นำฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut ได้เสนอยุทธศาสตร์ 3 แนวรบเพื่อจบเกม (Endgame) รัฐบาลกัมพูชา โดยยืนยันความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย แต่เน้นว่าต้องรับมือสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ด้วยการระดมสรรพกำลังในหลายด้าน ข้อเสนอประกอบด้วยการรบทางทหารอย่างเต็มกำลังเพื่อทำลายขีดความสามารถของกัมพูชา การรบในแนวรบข่าวสารเพื่อชี้แจงความชอบธรรมของไทยต่อประชาคมโลก และแนวรบที่สำคัญที่สุดคือ ‘โลกล้อมกัมพูชาด้วยการปราบสแกมเมอร์’ ซึ่งผู้นำฝ่ายค้านมองว่าเป็นหัวใจของระบอบฮุนเซน โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องเดินหน้าขุดรากถอนโคนขบวนการนี้ ขยายผลการอายัดทรัพย์สินถึงนักการเมืองไทยผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ใช่แค่การทำแบบ ‘ปาหี่ลูบหน้าปะจมูก’ เท่านั้น

…ดิชั้นอ่านแล้วต้องถอนหายใจ สิ่งที่คุณเท้งพูดสร้างความผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะแทนที่ฝ่ายค้านจะฉวยโอกาสเสนอทางออกเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนและการลดระดับความตึงเครียด พวกเขากลับเลือกที่จะตกหลุมพรางชาตินิยมของฝ่ายรัฐบาล โดยการผลักดันวาทกรรม ‘Endgame’ และการรบอย่างเต็มรูปแบบ คล้ายกับการแข่งขันกันแสดงพลังความแข็งกร้าว แทนที่จะเสนอแนวทางที่เน้นการทูตที่สุขุม การเจรจาเพื่อความมั่นคงชายแดนในระยะยาว หรือการแยกปัญหาสแกมเมอร์ออกจากความขัดแย้งทางทหารอย่างสิ้นเชิง คำถามสำคัญคือ ในวิกฤตที่ทหารและประชาชนต้องสูญเสียเช่นนี้ ทำไมไม่มีใครพูดถึงการแสวงหา ‘สันติภาพที่ยั่งยืน’ เลย มีแต่การแข่งขันกันแสดงพลังเพื่อชัยชนะเท่านั้น ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าวิกฤตนี้ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองในประเทศของทุกฝ่าย หรือสุดท้าย ส้มก็เล่มเกมเดียวกับอีหนู เอาสงครามมาเป็นแต้มต่อการเลือกตั้ง

….แย่ฉิบหาย

โดยก่อนหน้านั้น นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟสบุ๊คว่า [ Endgame ระบอบฮุน เซน เปิด 3 แนวรบ จบปัญหาถาวร ]

ผมติดตามการปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนและทหารแนวหน้าที่ประจำการอยู่ตลอดแนวชายแดน สถานการณ์เช้านี้ได้พัฒนากลายเป็นการปะทะทางทหารตลอดแนวพรมแดนด้านตะวันออก

ผมยืนยันว่าการรบเพื่อปกป้องประชาชนและรับมือภัยคุกคามจากนอกประเทศ เป็นความชอบธรรมของไทยที่จะทำ แต่การรบเพียงอย่างเดียวจะยังไม่สามารถจบปัญหากัมพูชาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ และยังเสี่ยงที่ไทยจะตกหลุมพรางกัมพูชาในสงครามข่าวสาร วันนี้เราเผชิญ Hybrid Warfare การรบที่มีหลายแนว หลายรูปแบบ ไม่ใช่การปะทะด้วยอาวุธที่จะเอาชนะกันด้วยความเหนือกว่าทางกำลังและขีดความสามารถในการรบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เปิด 3 แนวรบ ระดมทุกสรรพกำลังเพื่อจบเกมรัฐบาลกัมพูชา ดังนี้

1. แนวรบทางทหาร ซึ่งรัฐบาลได้ประกาสสนับสนุนและกองทัพได้ดำเนินการอยู่แล้ว การรบอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหารเพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา

2. แนวรบข่าวสาร กระทรวงการต่างประเทศต้องเร่งชี้แจงว่าไทยมีความชอบธรรมในการปกป้องตนเองต่อประชาคมโลก และเราจำกัดขอบเขตโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารอย่างเคร่งครัด ต้องนำเกม อย่าตามเกมกัมพูชาที่รอวันนี้เพื่อรับบทประเทศเล็กกว่าถูกประเทศใหญ่รังแก

3. แนวรบโลกล้อมกัมพูชาด้วยการปราบสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องเดินหน้าสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน อย่าทำแค่จัดประชุมเรื่องปราบสแกมเมอร์ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ รัฐบาลต้องมีแผนการมากกว่านี้ กระทรวงการต่างประเทศต้องคิดว่าจะประสานความร่วมมือกับแต่ละประเทศอย่างไรในการจัดการสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

ผมมีข้อสังเกตว่า ในการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีเรื่องการอายัดทรัพย์เบน สมิธ, ยิม เลียก, ก๊ก อาน, และเฉินจื้อ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงนั่งกันเป็นแถวยาว แต่กลับไม่มีตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ แสดงว่าในใจของคุณอนุทิน กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในแนวหน้าเรื่องการปราบสแกมเมอร์เลย ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะหัวใจสำคัญของการปราบสแกมเมอร์ คือต้องเอาโลกล้อมตระกูลฮุน

นอกจากกระทรวงการต่างประเทศต้องเดินหน้าสุดซอยเรื่องใช้โลกล้อมระบอบฮุน เซน ปราบสแกมเมอร์ ป.ป.ง. ก็ต้องสุดซอย เดินหน้าตรวจสอบเส้นเงิน อายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ ไม่ใช่แค่เบน สมิธ, เฉินจื้อ, ยิม เลียก แต่ต้องขยายผลถึงคนไทยที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลัง อย่าตัดตอนแค่ที่ชาวต่างชาติ ต้องไม่สนใจว่าคนไทยที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร มีอิทธิพลทางการเมืองแค่ไหน มิฉะนั้นก็เท่ากับการปราบสแกมเมอร์ เป็นเพียงปาหี่ลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น

ผมขอย้ำว่าครั้งนี้คือ Endgame คือโอกาสที่เราจะจบปัญหาความมั่นคงที่ชายแดนฝั่งตะวันออกของไทยอย่างถาวร จัดการระบอบฮุน เซน ที่เป็นภัยคุกคามต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทำให้ทหารไทยต้องสูญเสียชีวิตและอวัยวะมาหลายครั้ง รัฐบาลต้องอย่าให้ทหารรบอยู่แนวเดียว ทุกองคาพยพต้องระดมสรรพกำลังเพื่อจัดการกัมพูชาอย่างเป็นระบบ เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ

สุดท้ายนี้ ผมขอส่งความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนที่ต้องเดือดร้อนอพยพหนีภัยการสู้รบตลอดแนวชายแดน และขอส่งกำลังใจให้กับทหารที่หน้าแนวทุกนาย หวังว่าทุกท่านจะปลอดภัยและได้กลับบ้านไปหาคนที่รักในเร็ววัน

‘พิพัฒน์’ปัดไม่จริง! ‘คมนาคม’มีมติเก็บค่าผ่านทาง 30 บาท’แยกเกษตร’

'พิพัฒน์'ปัดไม่จริง! 'คมนาคม'มีมติเก็บค่าผ่านทาง 30 บาท'แยกเกษตร'

‘พิพัฒน์’ปัดไม่จริง! ‘คมนาคม’มีมติเก็บค่าผ่านทาง 30 บาท’แยกเกษตร’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

“พิพัฒน์”ปัด”คมนาคม”มีมติเก็บค่าผ่านทาง 30 บาท”แยกเกษตร” ระบุศึกษา 2-3 ปี จ่อแถลงความชัดเจนเดือนนี้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) มีมติอนุมัติให้เปลี่ยนแนวเส้นทางอุโมงค์แยกเกษตร – ถนนงามวงศ์วาน – สะพานพงษ์เพชร มาเป็นทางด่วน เพื่อเชื่อมระบบโครงข่ายด้านตะวันออกและตะวันตก ของ กทม.โดยกำหนดค่าผ่านทางตลอดเส้นทางรวม 30 บาท ว่า ที่วิจารณ์กันตนไม่ทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหน เพราะจากที่ตนไปดูมติจากที่ประชุม ไม่มีการพูดถึงเรื่อง 30 บาทเลย ฉะนั้น อาจเป็นความเข้าใจผิด หรือเข้าใจกันไปเอง ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไร ตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ข่าวมีการนำเสนอว่าจะเก็บค่าทางด่วนบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 30 บาท นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่มีอะไรเป็นข้อเท็จจริงตรงนั้น ย้ำว่า มติที่ประชุมดังกล่าวยังไม่มีการพูดถึงเรื่อง 30 บาท แต่ที่สำคัญคือ การให้ไปศึกษาความเป็นไปได้กับการใช้ทางลอดร่วม และผลการศึกษาคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2 – 3 ปีกว่าจะเสร็จสิ้น ซึ่งหากผลการศึกษาจะชี้ว่าเป็นความแออัด เราคงหาวิธีเลี่ยงไปในเส้นทางไหน แต่อย่างไรขอหารือกับทางกรรมการอีกครั้งหนึ่งก่อน และจะแถลงข่าวอีกครั้ง เมื่อถามถึงเสียงวิจารณ์ของประชาชนและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ตนพร้อมชี้แจงภายในเดือน ธ.ค.นี้

‘ศุภจี’เชื่อสหรัฐไม่ใช้ปมปะทะไทย-กัมพูชา กดดัน‘ภาษี’ ลุยเจรจาเหมือนเดิม-เราไม่ได้เป็นคนเริ่ม

‘ศุภจี’เชื่อสหรัฐไม่ใช้ปมปะทะไทย-กัมพูชา กดดัน‘ภาษี’ ลุยเจรจาเหมือนเดิม-เราไม่ได้เป็นคนเริ่ม

‘ศุภจี’เชื่อสหรัฐไม่ใช้ปมปะทะไทย-กัมพูชา กดดัน‘ภาษี’ ลุยเจรจาเหมือนเดิม-เราไม่ได้เป็นคนเริ่ม

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.30 น.

‘ศุภจี’เชื่อสหรัฐไม่ใช้ปมปะทะไทย-กัมพูชา กดดันเรื่อง‘ภาษี’ ลุยเจรจาเหมือนเดิม ลั่นเราไม่ได้เป็นคนเริ่ม

เมื่อเวลา 09.35 น.วันที่ 9 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเจรจาภาษีการค้าสหรัฐอเมริกาจะไม่เสร็จในปีนี้ใช่หรือไม่ ว่า ยังไม่ได้บอกเลยว่าทันหรือไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ได้ประสานความคืบหน้าอะไรมาหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากที่พูดคุยกันไว้ ตอนนี้ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เหมือนเดิม ย้ำว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และสหรัฐฯยังไม่มีท่าทีอะไรเพิ่มเติมตอบกลับมา หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะแนวชายแดนรอบใหม่ แต่กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ชี้แจงต่อไป ขณะนี้ยังทำงานเหมือนเดิม เพราะเราได้คุยกับหลายหน่วยงานในประเทศ เพื่อเตรียมตัวทำให้เรื่องนี้จบให้ได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่า สหรัฐฯจะใช้ประเด็นดังกล่าวมากดดันประเทศไทยหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะท่าทีของประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศทำไว้ได้ดีมาก ซึ่งเราดูแลท่าทีของเราว่าครั้งนี้ หรือครั้งที่ผ่านมาที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด เราไม่ได้ผิดเลย และเราไม่ได้เป็นคนเริ่มต้นด้วย ซึ่งตรงนี้ชัดเจนมาก ตนคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศได้แถลงต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) ถือว่าทำได้ดี และไม่น่ามีคนเข้าใจผิดว่าเราเป็นคนก่อเรื่อง และไม่น่านำเรื่องดังกล่าวมากดดันประเทศไทย แต่เราไม่ทราบได้ ขอย้ำว่า ในวันนี้ยังไม่มีท่าทีอะไรเปลี่ยนแปลง และยังเจรจาเหมือนเดิม

นางศุภจี กล่าวว่า ขณะนี้เราต้องให้ความสัมพันธ์กับการรักษาอธิปไตยของประเทศและดูแลความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงให้กำลังใจทหารมากกว่ามามุ่งเน้นในเรื่องนี้ ถ้าเราไม่ได้ผิด เราควรจะยืนยันในหลักการของเราเหมือนเดิม

‘รมว.พลังงาน’โยนฝ่ายมั่นคง ปมพิจารณาตัดเส้นทางน้ำมัน’เขมร’

'รมว.พลังงาน'โยนฝ่ายมั่นคง ปมพิจารณาตัดเส้นทางน้ำมัน'เขมร'

‘รมว.พลังงาน’โยนฝ่ายมั่นคง ปมพิจารณาตัดเส้นทางน้ำมัน’เขมร’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.30 น.

“อรรถพล”ลั่นมีน้ำมันเหลือเฟือเพียงพอให้กองทัพ-ประชาชน ห้วงเกิดวิกฤตปะทะชายแดน พร้อมตั้งศูนย์กระจายน้ำมันในพื้นที่ ครอบคลุมทหาร-ตร.-ปชช. โยนเป็นหน้าที่ฝ่ายมั่นคงพิจารณาตัดเส้นทางน้ำมันเขมร

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงการสำรองน้ำมันเพื่อสนับสนุนกองทัพในช่วงเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในเรื่องของการเตรียมสำรองน้ำมันมีอย่างเพียงพอ ได้มีการประสานงานกับฝ่ายกองทัพมาโดยตลอด รวมถึงจุดเติมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้มีเพียงพอต่อการปฎิบัติการทางทหารของไทย นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงจุดสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งบางจุดต้องปิดไป แต่ในจุดที่มีความปลอดภัยให้ตั้งเป็นศูนย์บริการน้ำมันให้ทั้งตำรวจ ทหาร และประชาชน ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำมันสำรอง ซึ่งในพื้นที่มีการเตรียมไว้อย่างเพียงพอแน่นอน โดยสำรองเอาไว้ได้หลายวัน ซึ่งตามหลักแล้วการสำรองน้ำมันให้กองทัพในช่วงการประทะกัน 45 วัน คือขั้นต่ำ แต่ในสภาวะที่วิกฤตเช่นนี้ กระทรวงพลังงานประสานกองทัพอย่างใกล้ชิดว่าจะให้เติมเต็มที่จุดไหนอย่างไร ทางกระทรวงพลังงานมีความพร้อมที่จะจัดส่งให้กองทัพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การสำรองน้ำมันยังอยู่ในการสู้รบ ยังไม่พัฒนาไปถึงภาวะสงครามใช่หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า อาจจะยังไม่ถึงระดับนั้น ตอนนี้ให้ความสำคัญกับกองทัพก่อน ปัจจุบันการสำรองน้ำมันและกำลังการผลิตเพียงพอต่อการปฎิบัติการของประเทศและประชาชน เหลือเฟือ ขอให้ประชาชนสบายใจได้

เมื่อถามว่า ยังมีการส่งน้ำมันไปขายให้กัมพูชาโดยการลำเลียงทางเรือ จะมีการตัดเส้นทางดังกล่าวหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพราะเกี่ยวข้องกับด้านยุทธการ