‘นฤมล’เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ปิดโรงเรียนแล้ว 990 แห่ง

'นฤมล'เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ปิดโรงเรียนแล้ว 990 แห่ง

‘นฤมล’เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ปิดโรงเรียนแล้ว 990 แห่ง

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.23 น.

“นฤมล”เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ปิดโรงเรียนแล้ว 990 แห่ง ส่วนโรงเรียนที่ไม่ได้รับผลกระทบพร้อมเป็นศูนย์พักพิง ระบุ“สพฐ.”เตรียมถุงการเรียนรู้แจกตามศูนย์อพยพ ไม่ให้กระทบการเรียนการสอน

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงแผนสั่งปิดโรงเรียนพื้นที่ชายแดน ที่จะปิดกี่วัน ว่า ขณะนี้รอไฟเขียวจากทางพื้นที่ก่อนว่าปลอดภัยจึงจะเปิด ซึ่งวานนี้ (8 ธ.ค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานปิดไป 600 กว่าโรงเรียน แต่ล่าสุดวันนี้ปิด 990 โรงเรียนแล้ว ขณะที่ในส่วนของโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ทาง สพฐ.ได้จัดไว้เป็นศูนย์พักพิงเพื่อรองรับประชาชนด้วย และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีโรงเรียนได้รับความเสียหาย

เมื่อถามว่า ทางโรงเรียนต้องประเมินสถานการณ์ด้วยหรือไม่ว่าจะปิดกี่วัน นางนฤมล กล่าวว่า ต้องฟังความเห็นของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ด้วย ซึ่งมีการประชุมกันอยู่ตลอดกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และทางอาชีวะเองก็เข้าไปช่วย ซึ่งเดิมเราเอาทีมอาชีวะไปช่วยทางภาคใต้ แต่ขณะนี้เหตุการณ์เริ่มดีขึ้นแล้ว เราจึงขนทีมไปทางจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อตั้งครัวอาชีวะคอยดูแลประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพ

นางนฤมล ยังกล่าวเรียนการสอนช่วงที่โรงเรียนปิด ว่า มีแผนชดเชยอยู่แล้วทั้งการสอนที่เป็นใบงานแบบฝึกหัด (on hand) กับการเรียนการสอนแบบทั่วไป (on site) แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะเปลี่ยนเป็นเรียนระบบออนไลน์ ซึ่งการเรียนระบบออนไลน์จะเป็นลักษณะเรียนรวมหรือไม่นั้น แต่ละโรงเรียนมีแพลตฟอร์มที่เตรียมไว้อยู่แล้ว อีกทั้ง สพฐ.ได้เตรียมจัดถุงการเรียนรู้เอาไปให้เด็กๆ ในศูนย์พักพิงเพื่อไม่ให้ตกหล่นเรื่องของการเรียนด้วย

นางนฤมล กล่าวว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการตั้งแต่เดือนที่ที่ผ่านมา ว่าให้ สพฐ.เตรียมความพร้อมไว้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ทำตามแผนแล้ว

‘ฮุน เซน’มุกแป้ก ปล่อยคลิปโจมตีอนุทินไร้ผล

‘ฮุน เซน’มุกแป้ก ปล่อยคลิปโจมตีอนุทินไร้ผล

‘ฮุน เซน’มุกแป้ก ปล่อยคลิปโจมตีอนุทินไร้ผล

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

‘ฮุน เซน’มุกแป้ก ปล่อยคลิปโจมตีอนุทินไร้ผล

ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้ถูกจุดปะทุขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การนำของ สมเด็จฯ ฮุน เซน ผู้กุมอำนาจสูงสุดของกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นนักการเมืองที่เต็มไปด้วยลูกเล่นและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แม้ว่าในทางยุทธศาสตร์และศักยภาพของกองทัพ ทั้งจำนวนกำลังพลและสมรรถนะอาวุธ กัมพูชาจะยังคงเป็นรองประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ ฮุน เซน กลับกล้าที่จะเป็นฝ่ายเปิดศึกกับไทยถึงสองครั้ง การกระทำนี้มิได้สะท้อนเพียงความกล้าหาญทางทหาร หากแต่เป็น กลยุทธ์ทางการเมือง ที่มุ่งเน้นการ “รบไปด้วย สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในการเมืองไทยไปด้วย”

#ย้อนรอย “มุกเก่า” ที่เคยเขย่าทำเนียบรัฐบาลไทย

กลยุทธ์ดังกล่าวเคยประสบความสำเร็จอย่างงดงามในอดีต กรณีที่เป็นที่จดจำคือ การปล่อยคลิปเสียงที่ถูกอ้างว่าเป็นการสนทนาระหว่างเขากับ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้นำรัฐบาล คลิปดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างรุนแรง จนกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้รัฐบาลของลูกสาวอดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องมีอันเป็นไป หลุดพ้นจากตำแหน่ง และสูญเสียเครดิตทางการเมืองไปอย่างสิ้นเชิง กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลเพราะอาศัย “สายสัมพันธ์” และ “อิทธิพล” ที่โยงใยระหว่างสองตระกูล

#การสิ้นสุดยุค “คอนเนกชัน” ในทำเนียบรัฐบาล

ทว่า เมื่อบริบทการเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไป สู่ยุคที่รัฐบาลนำโดย นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งถูกมองว่าเป็นรัฐบาลที่ ปราศจากอิทธิพลของตระกูลชินวัตรอย่างสิ้นเชิง ฮุน เซน ก็ไม่สามารถใช้คอนเนกชันที่มีอยู่เดิมเพื่อเปลี่ยนแปลงท่าทีอันแข็งกร้าวของรัฐบาลไทยได้อีกต่อไป

แม้ปัญหาชายแดนจะมีการเจรจาหยุดยิงภายใต้การเป็นสักขีพยานระดับโลก เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานอาเซียน อันวาร์ อิบราฮิม แต่มาตรการ “ปิดด่าน” จากฝั่งไทยยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น มาตรการนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา จนทำให้เกิดภาวะ “ง่อยเปลี้ยเสียขา” และกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ ที่สั่นคลอนสถานะอำนาจของตระกูลฮุนอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

#”มุกเดิม” ที่หมดมนตร์ขลัง: ทำไมจึงใช้ไม่ได้ผลกับนายกฯ อนุทิน

ในการเปิดสงครามทางการเมืองรอบสอง ฮุน เซน จึงหวนกลับไปใช้กลยุทธ์เดิม คือการปล่อยคลิปที่อ้างถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นในอดีต โดยปรากฏภาพของนายกฯ อนุทินนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ว่าราชการจังหวัดไพลินของกัมพูชา ฮุน เซน คงหวังว่า คลิปนี้จะส่งผลสะเทือนเหมือนกับ “คลิปหลานอังเคิล” ที่เคยทำให้ อุ๊งอิ๊งค์ ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ และสูญเสียสถานะการเป็นผู้นำ แต่ทว่า ลูกไม้เดิมกลับใช้ไม่ได้ผล กับนายกฯ อนุทิน ด้วยเหตุผลหลักสามประการ:

1.ขาดหลักฐานที่ก่อให้เกิดความเสียหาย: เนื้อหาในคลิปไม่ได้มีประเด็นที่สร้างความเสียหายโดยตรง เพราะการที่ผู้นำประเทศนั่งรับประทานอาหารกับผู้ว่าราชการจังหวัดของประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องปกติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่การคบหากับหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์

2.การกระทำหักล้างข้อโจมตี: แม้จะมีความพยายามโยงภาพลักษณ์ของนายกฯ อนุทินให้เกี่ยวข้องกับขบวนการสีเทา แต่การกระทำที่ผ่านมาของเขาได้ให้คำตอบที่หนักแน่นกว่า ทั้งการ ไม่อนุมัติสัญชาติไทย ให้กับ เบน สมิทธ์ เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย และการเดินหน้าแถลงข่าว การยึดและอายัดทรัพย์สิน ขบวนการสีเทาที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจในกัมพูชาอย่าง เบน สมิทธ์, ก๊กอาน, และ ยิม เลียก การดำเนินการที่เด็ดขาดเหล่านี้มีน้ำหนักมากพอที่จะหักล้างข้อโจมตีทั้งหมด

3.ประชาชนรู้เท่าทันเกม: สิ่งสำคัญที่สุดคือ อารมณ์ความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ที่ไม่สนใจและรู้เท่าทันเหลี่ยมเพชรของ ฮุน เซน แล้วว่า นี่คือกลยุทธ์ตื้น ๆ ที่มุ่งหวังจะดิสเครดิตผู้นำไทย และสร้างความขัดแย้งภายในประเทศ ท่ามกลางกระแสความรักชาติที่แข็งแกร่ง ทำให้คนไทยไม่หลงกลของ ฮุน เซน ซึ่งถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งไปแล้วในขณะนี้

การที่กลยุทธ์เดิมใช้ไม่ได้ผล เป็นสัญญาณชัดเจนว่า ยุคแห่งการใช้อิทธิพลส่วนตัวเพื่อบิดผันนโยบายรัฐบาลไทยได้สิ้นสุดลง ฮุน เซน กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่ออำนาจของเขาต้องปะทะกับมาตรการที่เด็ดขาดและจิตสำนึกร่วมของความเป็นชาติที่ตื่นตัวของคนไทย

นายกฯนำปฏิญาณต่อต้านทุจริต ลั่นรบ.จัดการเด็ดขาดไม่ลังเล-ผ่อนปรน

นายกฯนำปฏิญาณต่อต้านทุจริต ลั่นรบ.จัดการเด็ดขาดไม่ลังเล-ผ่อนปรน

นายกฯนำปฏิญาณต่อต้านทุจริต ลั่นรบ.จัดการเด็ดขาดไม่ลังเล-ผ่อนปรน

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.11 น.

นายกฯนำปฏิญาณต่อต้านทุจริต ลั่นรบ.จัดการเด็ดขาดไม่ลังเล-ผ่อนปรน คนบ่อนทำลายผลประโยชน์ชาติไม่มีอภิสิทธิ์-ไม่มีตำแหน่ง เผย CPI ไทยน้อยสุดของโลก ให้นโยบายทุกภาคส่วน สร้างระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ฮอลล์ 4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในการประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ภายในงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” โดยมี ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดย นายกฯ กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 ธ.ค.ของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอรัปชั่นสากลเป็นวันที่ประชาคมโลกแสดงจุดยืนร่วมกันในการขจัดการทุจริตในทุกรูปแบบ เพราะการทุจริตเป็นปัญหาที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น ทำลายโอกาสการพัฒนา และลดทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน ในฐานะนายกฯขอประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่ารัฐบาลจะยืนหยัดต่อสู้กับการทุจริต ด้วยความเด็ดขาดไม่ลังเล ไม่ประนีประนอมและไม่ผ่อนปรนให้กับผู้ที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความโปร่งใสกระทบต่อศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน โดยดัชนีชี้วัดสำคัญ อย่างดัชชีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน CPI (Corruption Perceptions Index) หรือ ดัชนีการรับรู้การทุจริตปี 2567 ดัชนีCPI ของประเทศเดนมาร์กสูงถึง 90 คะแนนเป็นอันดับ 1 ของโลก ประเทศสิงคโปร์ ได้ 84 คะแนน เป็นอันดับ 3 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก ส่วนประเทศไทยได้34 คะแนนจัดอยู่ในอันดับที่ 107 สะท้อนให้เห็นน้อยสุดของโลก ซึ่งยังมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไขและดำเนินการและรัฐบาลนี้จะไม่หยุดแก้ไข แต่จะมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของประเทศให้สูงขึ้น และเป็นรูปธรรม เราต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้ลำดับCPI ดีขึ้น แต่เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถสร้างระบบรัฐที่โปร่งใสตรวจสอบได้และยืนอยู่บนหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไปในทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และมีความเข้มแข็งมีเสถียรภาพตามหลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลที่ดีมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและชาวต่างชาติ

นายกฯ กล่าวต่อว่า เพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ ขอมอบนโยบายสำคัญที่ตนได้แจ้งกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และบรรดาส่วนราชการ คือต้องเสริมสร้างระบบป้องกันการทุจริตต้องกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในรูปแบบเชิงรุก โครงการที่ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ต้องสร้างระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้น ไม่ใช่ทำตามรูปแบบ แต่ต้องเป็นเป็นผลจริงและให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐและการทำงานภาครัฐต้องลดขั้นตอนการบริการประชาชนที่ไม่จำเป็น เพิ่มม e-Service และ One Stop Service ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อการดำเนินการที่เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต สร้างความโปร่งใสและลดการใช้อำนาจ และลดปัจจัยที่เปิดช่องให้เกิดการแทรกแซง รวมถึงเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนได้เข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนและต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โปร่งใสและเสมอภาค ผู้ใดทุจริตต้องรับผิดผู้เอื้อประโยชน์ต้องถูกตรวจสอบ และต้องรับผิด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ไม่มีการละเว้น ไม่มีอภิสิทธิ์ไม่ว่าตำแหน่งใดหรือฝ่ายใดส่วนใครที่มีความซื่อสัตย์สุจริต รัฐบาลจะปกป้องคุ้มครอง และให้การสนับสนุนมีความก้าวหน้า มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างเต็มที่ จะต้องเสริมสร้างวัฒนธรรมในสังคมไทยปลูกฝังจิตสำนึกด้านจริยธรรมและความโปร่งใสตั้งแต่ในสถานศึกษา และหน่วยงานรัฐให้ทุกคนมีความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต รวมทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง เพื่อให้คนทำถูกมีที่ยืนที่มั่นคง และการป้องกันปราบปรามการทุจริตจะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่าย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่นว่าสำนักงาน ป.ป.ช.ฝ่ายความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกัน เพื่อป้องกันปราบปรามเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดการทุจริต ตนได้ขอให้ทุกหน่วยงาน ตั้งเป้ายกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ส่งผลต่อการเพิ่มคะแนนCPI รัฐบาลจะติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องเป้าหมายคือเพื่อประเทศไทยที่โปร่งใส และน่าเชื่อถือ มีอนาคตที่มั่นคงสำหรับลูกหลานของเรา

“ผมขอขอบคุณ ภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันปกป้องผลประโยชน์ และทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ของประเทศไทยและวันนี้เรามาแสดงพลังที่มุ่งมั่น เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราได้มาร่วมกันแสดงพลัง ในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เพื่อร่วมกันปลุกกระแสสังคมและคนไทยว่า และจุดยืนของคนไทยว่า “ไม่ทำ ไม่ทน และไม่เพิกเฉย” ต่อการทุจริตต่อไป ผมขอนำทุกท่านร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตร่วมกัน ข้าพระเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขอประกาศเจตนารมณ์ว่า ประพฤติปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กระทำการทุจริตจะยึดในความยุติธรรม ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จักปกป้องเทิดทูนสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยจิตอาสา พร้อมทำความดีด้วยหัวใจ” นายกฯ กล่าว

– 006

‘ธรรมนัส’ขอโฟกัสแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้คนไทยรักกัน วอนฝ่ายการเมืองอย่าซ้ำเติมคนทำงาน

‘ธรรมนัส’ขอโฟกัสแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้คนไทยรักกัน วอนฝ่ายการเมืองอย่าซ้ำเติมคนทำงาน

‘ธรรมนัส’ขอโฟกัสแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้คนไทยรักกัน วอนฝ่ายการเมืองอย่าซ้ำเติมคนทำงาน

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.01 น.

‘ธรรมนัส’ขอโฟกัสแก้ปัญหาบ้านเมือง ให้คนไทยรักกัน วอนฝ่ายการเมืองอย่าซ้ำเติมคนทำงาน

เมื่อเวลา 09.35 น.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ที่มีการปล่อยรูปเครือข่ายสแกมเมอร์กับแกนนำรัฐบาล และอดีตผู้นำรัฐบาล มีความกังวลอะไรหรือไม่ ว่า เรื่องนี้อย่าเพิ่งพูด เอาเรื่องบ้านเมืองไว้ก่อน เอาเรื่องที่ทำให้คนไทยรักกันดีกว่า

เมื่อถามว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ควรต้องพักไว้ก่อนหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ทราบ และตนก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นแทนคนอื่นได้ แต่สำหรับตน ชั่วโมงนี้เป็นเรื่องของบ้านเมืองเป็นหลัก สถานการณ์ที่พวกเราก็รู้อยู่แล้ว ก็อย่าเอาอะไรมาซ้ำเติมคนทำงานในเวลานี้

‘ทักษิณ’ลุ้น! อีก3เดือนช่วงมี.ค.69 อาจเข้าเกณฑ์‘พักโทษ’

‘ทักษิณ’ลุ้น! อีก3เดือนช่วงมี.ค.69 อาจเข้าเกณฑ์‘พักโทษ’

‘ทักษิณ’ลุ้น! อีก3เดือนช่วงมี.ค.69 อาจเข้าเกณฑ์‘พักโทษ’

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ทักษิณ’ลุ้น! อีก3เดือนช่วงมี.ค.69 อาจเข้าเกณฑ์‘พักโทษ’

เอม-พินทองทา”ควงสามี พร้อมด้วย “โอ๊ค-พานทองแท้” และภรรยา เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ที่เรือนจำฯ หลังจากถูกคุมขัง 3 เดือน ด้านกรมราชทัณฑ์ เผย“ทักษิณ”ยังคงสถานะนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ไม่ได้ปรับเลื่อนเป็นชั้นดีแย้มอาจได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไป ช่วงเดือนมี.ค.2569 อีก 3 เดือน เนื่องจากถูกคุมขังครบ 6 เดือน

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 23 ภายหลังถูกคุมขังเป็นระยะเวลา 2 เดือน 29 วัน โดยมีสมาชิกในครอบครัว เดินทางเข้าเยี่ยม คือ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือเอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ ภรรยาของนายพานทองแท้ พร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเข้าเยี่ยมญาตินายทักษิณ ในครั้งนี้ ค่อนข้างเป็นที่สนใจของสื่อมวลชน เนื่องจาก ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต และเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ได้โพสต์รูปภาพและข้อความบนเฟซบุ๊ก โดยภาพดังกล่าวปรากฏในส่วนของนายทักษิณ

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถ่ายรูปร่วมกันกับนายลลิต โมดิ โดยอ้างว่านายลลิต คืออดีตผู้บริหารระดับสูงของวงการคริกเก็ตอินเดีย ซึ่งถูกศาลอินเดีย ออกหมายจับในข้อหาเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินในการจัดการสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันคริกเก็ต อินเดียนพรีเมียร์ลีก (IPL) และขณะนี้คือผู้ลี้ภัยจากอินเดียและอังกฤษ ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดนายทักษิณ ส่วนใหญ่จึงมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีอาญา หรือถูกคว่ำบาตรทางการเงิน

นอกจากนี้มีรายงานข่าวเพิ่มเติมจากกรมราชทัณฑ์ ว่านายทักษิณ ปัจจุบันยังเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง ไม่ได้เลื่อนปรับเป็นชั้นดี เนื่องด้วยกระบวนการระดับเรือนจำฯ ยังไม่ได้รวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง เสนอปรับเลื่อนชั้นไปยังส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ จึงยังคงชั้นกลางดังเดิม

ขณะที่กรอบเวลาการได้รับการพิจารณาพักโทษกรณีทั่วไป นายทักษิณ ต้องถูกคุมขังเป็นระยะเวลา 6 เดือนก่อน จึงจะผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษซึ่งตรงกับช่วงเดือนมีนาคม 2569 เนื่องจากเงื่อนไขหลักในการขอพักโทษ ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 ระบุว่าระยะเวลาที่ต้องรับโทษ ต้องได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน

‘อนุทิน’เฉียบขาด!ลั่นปิดประตูเจรจา ไทยจัดหนักเขมร เปิดแนวรบปะทะหลายจุด

‘อนุทิน’เฉียบขาด!ลั่นปิดประตูเจรจา ไทยจัดหนักเขมร เปิดแนวรบปะทะหลายจุด

‘อนุทิน’เฉียบขาด!ลั่นปิดประตูเจรจา ไทยจัดหนักเขมร เปิดแนวรบปะทะหลายจุด

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’เฉียบขาด!ลั่นปิดประตูเจรจา ไทยจัดหนักเขมร เปิดแนวรบปะทะหลายจุด ทอ.ส่งเอฟ16ถล่มกาสิโน ทบ.ตั้งเป้าซัดให้สิ้นสภาพ ทหารดับ1บาดเจ็บ18ราย

ทบ.สรุปเหตุปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา ในหลายพื้นที่ ฝ่ายไทยตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง เขมรเปิดฉากโจมตีไทยวันที่สอง ส่ง F-16 ล็อก 3 เป้าโจมตีกาสิโน เขมรซุกอาวุธหนัก ใช้เป็นกองบัญชาการฯตั้งอาวุธหนักยิงโจมตีเป็นภัยคุกคามไทย ขณะที่ทภ.1 สั่งกกล.บูรพาเตรียมพร้อมรบสูงสุดหลังเขมรเคลื่อนประชิดชายแดนไทย เสธ.ทบ.ย้ำ เป้าหมาย กองทัพถล่มกัมพูชา สิ้นสภาพทางทหารไปอีกนาน เพื่อความปลอดภัยลูกหลานคนไทยนายกฯถกฝ่ายความมั่นคงก่อนแถลงการณ์ปกป้องอธิปไตย – ความปลอดภัยประชาชน ยันไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มหรือรุกราน พร้อมปฏิบัติการทหารทุกกรณีตามความจำเป็น ส่วน“นายกฯ” มั่นใจแสนยานุภาพกองทัพไม่ให้ใครรุกราน ปิดประตูเจรจาเขมร อยากหยุดปะทะต้องทำตามไทย บอกหน้าที่นายกฯต้องรักษาประเทศ เมินโพสต์ “อันวาร์” ให้สองฝ่ายยับยั้งชั่งใจใช้อาวุธ ตอกพยานต้องไปบอกคนรุกรานให้หยุด

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์ปะทะต่อเนื่องจากวันที่ 7 ธันวาคม ที่ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงโจมตีภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

เปิดฉากปะทะแต่เช้ามืดช่องอานม้าอุบลฯ

โดยช่วงเช้ามืดวันนี้ (8 ธันวาคม) เกิดการปะทะในพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กและอาวุธวิธีโค้งตั้งแต่เวลาประมาณ 05.05 น. ไทยตอบโต้ตามกฎการปะทะด้วยอาวุธปืนเล็กและอาวุธวิธีโค้ง และเมื่อเวลา 07.00 น. ในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กองทัพบกได้รับรายงานว่าทหารไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุนทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 4 นาย

ทอ.ส่งF16ถล่มฐานปืนใหญ่เขมร

พล.ต.วินธัยกล่าวต่อว่า ฝ่ายไทยเตรียมใช้อากาศยานกระทำต่อเป้าหมายคือ ที่ตั้งยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากเป้าหมายเหล่านั้นใช้อาวุธ ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดกระทำต่อฝ่ายไทย

พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ร่วมกับกองกำลังสุรนารีในการตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชา ที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย ความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ชายแดน และกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ จากข้อมูลการตรวจสอบทางยุทธการพบการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก จัดกำลังรบ เตรียมสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายวงของปฏิบัติการทางทหารในลักษณะคุกคามเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย จึงนำไปสู่การใช้กำลังทางอากาศ เพื่อยับยั้งและลดศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในระดับจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ

ทอ.ล็อค3จุดหยุดเขมรเป็นภัยคุกคาม

ทั้งนี้ กองทัพอากาศปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบ กำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ยืนยันว่าปฏิบัติการเป็นไปตามหลักสากลของการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วนอย่างเคร่งครัด ยืนยันจะปฏิบัติการทางอากาศบนพื้นฐานความรับผิดชอบ และตอบสนองภัยคุกคามที่กระทบเอกราชอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน

รายงานข่าวจากกองทัพอากาศเผยว่า กองทัพอากาศใช้เครื่องบิน F-16 สนับสนุนภาคพื้น เป้าหมายอยู่ที่ปืนใหญ่ฝั่งกัมพูชาที่ยิงเข้ามาฝั่งไทย เน้นปฏิบัติภารกิจใน3 พื้นที่

F16บอมบ์กาสิโนเขมรฐานทหาร-ซุกอาวุธ

เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมระบุว่า เวลา 08:09 น. ทหารเขมรลงคลิปโอดครวญ F-16 ไทยทิ้งไข่ถล่มคาสิโนจนพังราบในพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยตรวจพบคาสิโนดังกล่าวถูกกองทัพกัมพูชาใช้เป็นฐานทหารและที่ซุกอาวุธหนัก เพื่อเตรียมใช้โจมตีลึกเข้ามาในดินแดนไทย หวังกระทำต่อพลเรือนไทย

ทภ.2เผยไทม์ไลน์ปะทะเขมรหลายจุดแต่เช้ามืด

เวลา 06.50 น. รายงานข่าวจากกองทัพภาค 2 (ทภ.2)เผยว่า ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงถล่มทหารไทยที่ห้วยตามาเลีย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ โดยไทยยิงตอบโต้ตามกฎการประทะสากล ในพื้นที่ยังมีการยิงตอบโต้ต่อเนื่อง มีไทม์ไลน์ทหารกัมพูชารุกหนักยิงใส่ไทยตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันเดียวกันนี้หลายพื้นที่ ดังนี้

เวลา 05.05 น. ที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ทหารกัมพูชาใช้ปืนเล็กยาวยิงใส่ไทย ในพื้นที่ตำรวจตระเวนชายแดน 793 (ตชด.793) จากนั้น 05.11 น.พื้นที่ช่องอานม้า ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กยาวเพิ่มอีก 3 นัด เวลา 05.21 น. ที่ฐานรากหญ้า ทหารไทยตรวจพบโดรน 2 ลำจาก ฐานแดนไกล เวลา 05.23 น. พื้นที่ตลาดช่องอานม้า ทหารกัมพูชายิงปืนกล 1 ชุดใส่ฝ่ายไทย เวลา 05.24 น.ฐานปฏิบัติการ เจนศึกยิงตอบโต้ป้องกันตัวตามหลักสากล ด้วยปืนกล 1 ชุด ใส่ตลาดช่องอานม้า เวลา 05.30 น. ฐานแดนไกล ตะวันออกทหารกัมพูชายิงปืนกลใส่ฝ่ายไทยต่อเนื่อง เวลา 05.36 น.ฝ่ายไทยยิงป้องกันตัว ตอบโต้ไปแล้วแต่ไม่มีการยิงตอบโต้กลับ เวลา 05.57 น.รากหญ้า ตรวจพบทหารกัมพูชา 50 คน เดินเท้าจากคาสิโนขึ้น เนิน 677

เวลา 06.00 น.พื้นที่ห้วยบอน ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กใส่ฝ่ายไทย 5 นัด เวลา 06.07 น.พื้นที่ฐานต้นมะนาว และฐานห้วยบอน ทหารกัมพูชาได้ยิงปืนค. ใส่ฝ่ายไทย พื้นที่ละ 1 นัดรวม 2 นัด เวลา 06.11 น. มีกระสุน ค.ตกบริเวณบ่อดินหลังตลาดไท จำนวน 1 นัด เวลา 06.17 น.เจนศึกตอบโต้ ฝ่ายทหารกัมพูชา ด้วย ค.60 ตามสัดส่วนหลักสากล เวลา 06.23 น.มีกระสุน ค. ตกที่มั่น 3 ฐานริมผา

ทำลายกระเช้าเนิน350ตัดเส้นทางส่งเสบียง

ต่อมาเวลา 09.20 น. กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เป้าหมายกระเช้าเนิน 350 ทางด้านทิศตะวันตกปราสาทตาควาย อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ระยะ 300 เมตรได้ถูกทำลายแล้ว ทำลายเส้นทางขนส่งกำลังบำรุง พร้อมยืนยันกองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง

แจ้งยกระดับรปภ.อาคารสถานที่ราชการสำคัญ

ต่อมากองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย อาคาร สถานที่ราชการที่สำคัญ และป้องกัน ขัดขวาง การปฏิบัติของฝ่ายตรงข้าม ที่มุ่งสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินกองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง

เขมรยิงBM-21ตกบ้านปชช.บุรีรัมย์-ปะทะยาว

ขณะที่เพจกองทัพบก ทันกระแส รายงานสถานการณ์สู้รบแนวชายแดนไทยกัมพูชาว่า เวลา 08.30 น.วันเดียวกัน เขมรยิง BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนคนไทย บ้านสายโท 10 ใต้ ต.สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ นอกจากนี้ ยังมีการปะทะตลอดแนวช่องอานม้า เนิน 677 ห้วยตามาเรีย พื้นที่คนา ปราสาทตาเมือนธม

พร้อมตอบโต้สูงสุด-เขมรประชิดชายแดนไทย

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจากกกล.บูรพา เกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพบว่า ฝ่ายกัมพูชาได้เตรียมพร้อมรบสูงสุดตามแนวชายแดน ในพื้นที่ จ.สระแก้ว มีการตรวจพบเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงอาวุธหนักเข้าที่มั่นอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเฝ้าติดตามฝ่ายไทยใกล้ชิด กระทั่งตลอดช่วงเช้าวันนี้ ได้รับรายงานการเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของไทย รวมทั้งสร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา กองทัพภาคที่ 1 โดยกกล.บูรพา จึงเข้าปฏิบัติการทางทหารยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย บริเวณชายแดนจ.สระแก้ว

ทบ.เฝ้าระวังสนามบิน-รพ.บุรีรัมย์

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย- กัมพูชาโดยย้ำว่า การใช้อาวุธตอบโต้ยังเป็นไปตามแผนเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ตามกฎการใช้กำลังและมุ่งโจมตีพื้นที่เป้าหมาย ที่มีเจตนาคุกคามหรือกระทำต่อฝ่ายไทย นอกจากนี้ ยังพบว่ากัมพูชาเตรียมความพร้อมของกำลังพลยุทโธปกรณ์และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมไปถึงมีแนวโน้มว่ากัมพูชามีการระบุพิกัดการใช้อาวุธระยะไกลในเขตพื้นที่ตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ใกล้สนามบินบุรีรัมย์ และบริเวณพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล ในอำเภอปราสาท ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนถึง 30 กิโลเมตร

ฉะเขมรแอบใช้ทุ่นระเบิด-ละเมิดหยุดยิงซ้ำ

โฆษก ทบ.กล่าวต่อว่า สำหรับบรรยากาศและท่าทีของกัมพูชาก่อนหน้านี้ มักละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และแอบใช้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ปฏิบัติงานของฝ่ายไทย รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางของฝ่ายไทย ทั้งนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้วัดทางกัมพูชาอาจต้องการให้กำลังพลทหารฝ่ายไทยได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดเหล่านั้น ขณะที่การปฏิบัติที่สำคัญช่วงเย็นวานนี้ กองทัพภาคที่ 2 คำนึงถึงความปลอดภัยประชาชน มีการเร่งอพยพซึ่งการดำเนินการเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหลัง กองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานกับฝ่ายปกครองและฝ่ายท้องถิ่นรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอพยพ ซึ่งปัจจุบันมีความสมบูรณ์แล้ว

เขมรเปิดโจมตีตั้งแต่อุบลฯ-สุรินทร์-ศรีสะเกษ

ขณะที่เหตุการณ์กลางดึกวันที่ 7 ธันวาคมถึงเช้าวันนี้ มีการยิงและเกิดการปะทะหลายพื้นที่กระทั่งรุ่งเช้า และเริ่มปะทะหนักขึ้นตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยกัมพูชาใช้ปืนเล็ก ปืนใหญ่ อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆเข้ามาจนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และยังพบหลักฐานว่าทางฝ่ายกัมพูชา ได้เปิดพื้นที่การปะทะเพิ่ม เช่น ช่องอานม้า ปราสาทคนา ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ และห้วยตะมาเรีย จ.ศรีสะเกษ โดยฝ่ายไทยตอบโต้ตามแผนเผชิญเหตุเน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก เช่น ฐานทหาร ที่ตั้งอาวุธจริงสนับสนุน พร้อมประสานขอรับการสนับสนุนการใช้อากาศยานของกองทัพอากาศปล่อยอาวุธยับยั้งการโจมตีของทหารกัมพูชา ถือเป็นความจำเป็นในการป้องกันตนเองหลังพบกัมพูชาใช้อาวุธยิงฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

ย้ำใช้F16ทำลายฐานศูนย์บัญชาการโดรน

ขอเน้นย้ำว่าการใช้กำลังทางอากาศของไทย เป็นการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหารของกัมพูชาเท่านั้น กำจัดวงและขอบเขตความเสียหาย พร้อมยับยั้งการโจมตีอาวุธยิงสนับสนุนของกัมพูชาที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตแก่กำลังพลของฝ่ายไทย สำหรับการโจมตีการปล่อยอาวุธจากอากาศยานเป็นการโจมตีที่ค่อนข้างมีความแม่นยำสูง บริเวณแนวปะทะไม่กระทบต่อพลเรือน ที่สำคัญฝ่ายไทยจำเป็นต้องสกัดกั้นอาวุธยิงสนับสนุนของกัมพูชา ที่กำลังคุกคามคนไทย เนื่องจากการปะทะครั้งที่ผ่านมาเคยยิงใส่ในพื้นที่เป้าหมายทางพลเรือนของฝ่ายไทย ทำให้ประชาชนและที่อยู่อาศัยมีความเสียหาย เกิดบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณี F- 16โจมตีพื้นที่กาสิโน เป็นที่ตั้งอาวุธชนิดใด โฆษกกองทัพบกระบุว่า เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชาของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) พร้อมย้ำว่า เป็นที่ตั้งของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ ส่วนการป้องกันสถานที่สำคัญ เช่น สนามบิน โรงพยาบาล คลังอาวุธของไทย ยอมรับว่าเตรียมการไว้ เครื่องมือแอนตี้โดรนสามารถสกัดกั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญจริงๆในทางทหาร เตรียมการอยู่ในระบบปกติของราชการอยู่แล้ว

ยันข้อมูลทางการทหารดับ1เจ็บ11

พลตรีวินธัยยังกล่าวถึงยอดผู้เสียชีวิตเบื้องต้นขอยืนยันมีข้อมูลเป็นทางการเสียชีวิต 1 นาย ขณะที่ผู้บาดเจ็บขณะนี้ 11 นาย ส่วนจะขยายแนวไปที่กองทัพภาคที่ 1 หรือไม่ พลตรีวินธัยกล่าวว่า ปัจจุบันเป็นการตอบโต้เผชิญเหตุตามสถานการณ์มีเพียงข้อมูลตามที่ได้รายงานไปให้ทราบเท่านั้น

ทั้งนี้ สถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาตลอดช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้อยู่ในขั้นที่ไว้วางใจ ดังนั้น ผบ.ทบ.สั่งการหน่วยนั้นเตรียมความพร้อมทางยุทธวิธีที่จะตอบโต้ภัยคุกคามที่กัมพูชาทำ โดยเฉพาะการใช้อาวุธ รวมทั้งเป็นห่วงการบาดเจ็บและสูญเสียของกำลังพลฝ่ายไทย และคำนึงสูงสุดถึงการที่จะส่งผลกระทบต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของประชาชน จนเป็นที่มาให้ทำลายเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือ ทำลายระบบอาวุธยิงสนับสนุนของเขมร ลดผลกระทบต่อกำลังพล และคนไทย

ยันไทยต้องเร่งทำลายที่ตั้งยิงBM21

“หลักการใช้อาวุธต้องจำกัดขอบเขตในพื้นที่ชายแดน หากเกินพื้นที่ชายแดน สังคมโลกยอมรับไม่ได้ และเคยมีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้มาแล้ว ฉะนั้น ส่วนใหญ่ในพื้นที่สนามบินค่อนข้างห่างไกลพื้นที่การรบพอสมควร แต่ตามมาตรการทางทหาร ไม่ประมาท มีมาตรการดูแลป้องกันอยู่”พลตรีวินธัยกล่าว และยืนยันว่า การใช้กำลังของไทยยังเป็นไปตามการเผชิญเหตุ อยู่ในกรอบกติกาสากล การตอบโต้เป็นไปตามเหตุและผลอยู่ในระดับเหมาะสม

พลตรีวินธัยกล่าวต่อว่า การยิงBM 21 นั้น ในเชิงรุกต้องทำลายที่ตั้งยิงเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ส่วนมาตรการเชิงรับจะใช้วิธีอพยพคน พยายามทำให้ผลกระทบที่เกิดจากการใช้อาวุธนั้น ไม่เกิดกับความบาดเจ็บและความสูญเสียของประชาชน สำหรับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีการยิง BM 21 ตกในพื้นที่เกษตรกรรม ไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย แต่ต้องติดตามเป็นระยะ เนื่องจากมีการใช้อาวุธประเภทจรวดกี่จุดกี่พื้นที่

เสธ.ทบ.ฮึ่มถล่มเขมรให้สิ้นสภาพทางทหาร

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาหลังมีการปะทะวันที่สองว่า เป้าหมายคือ กองทัพบกจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางการทหารไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา

นายกฯเรียกเหล่าทัพถกปมชายแดนเขมร

อีกด้านที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.อ.อุกกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมประชุม

รบ.แถลงการณ์มุ่งมั่นป้องอธิปไตยสูงสุด

จากนั้นเวลา 12.20 น. นายกรัฐมนตรีนำคณะฝ่ายความมั่นคงแถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านโทรทัศรวมการเฉพาะกิจว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมถึงขณะนี้ เกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลติดตามใกล้ชิดทุกระยะ และสั่งหน่วยงานความมั่นคงร่วมทำงานเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด

“รัฐบาลขอยืนยันว่าประเทศไทยจะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และวันนี้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีมติยืนยันว่า ไทยจะปฏิบัติการทางทหารทุกกรณีตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นที่จำเป็น”นายกฯกล่าว

มั่นใจความสามารถกองทัพไทยยึดกฎใช้กำลัง

และว่า รัฐบาลเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน

นายกฯกล่าวย้ำว่า เพื่อความถูกต้องของข้อมูล ไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก รัฐบาลขอวิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และมอบให้กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และขอให้ประชาชนมั่นใจ การปกป้องประเทศและความปลอดภัยของประชาชนคือภารกิจสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพไทย

ยันไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มหรือรุกราน

“ประเทศไทยไม่เคยต้องการเห็นความรุนแรง ยืนยันว่าไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน แต่ไทยจะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุผล รอบคอบและยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย»นายกฯกล่าว

มั่นใจแสนยานุภาพทหารไม่ให้ใครรุกราน

จากนั้นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า เรารักษาอธิปไตยของเรา เรื่องรายละเอียดยุทธวิธีหรือการดำเนินการทางทหารไม่สามารถเปิดเผยได้ กองทัพมีแนวทางดำเนินการอยู่ เราทำเพื่อรักษาอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิความปลอดภัยของประชาชน ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพไทย เรามั่นใจว่าไม่ควรที่มีการโจมตีจากประเทศเพื่อนบ้านใดๆได้ ส่วนที่สื่อต่างชาติเสนอข่าวมีเนื้อหาทำนองว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตีก่อนนั้น นายอนุทินกล่าวว่า เขาต้องเชื่อข้อมูลของประเทศไทย ที่เราได้พิสูจน์ให้เห็นในทุกเวทีว่าเรารักสงบ เราเป็นฝ่ายถูกคุกคามถูกรุกราน ถูกกระทำถูกยั่วยุทุกกรณี ได้แสดงหลักฐานให้เห็นยื่นหนังสือไปองค์กรนานาชาติ เราพิสูจน์และยืนยันแล้วว่าไม่ได้รุกรานใครแต่เราไม่ยอมให้ถูกรุกรานแน่นอน

ลั่นไม่เจรจา-เขมรอยากหยุดยิงต้องทำตามไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังเปิดช่องเจรจาอีกหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คงไม่ให้เจรจาแล้ว ถ้าเขาดำเนินการกับเราถึงขนาดนี้ และเราก็ได้ตอบโต้ให้เขาเห็น เที่ยวนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่าการตอบโต้ของเราไม่ใช่ตอบโต้เพื่อส่งสัญญาณใดๆ แต่ตอบโต้ให้เขาเห็นว่าเขาไม่ควรเข้ามาคุกคามอธิปไตยของไทย ดังนั้น การเจรจาจะไม่มีแล้ว จากนี้ไปถ้ากัมพูชาจะหยุดสู้รบกัน ก็ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยกำหนด

เมื่อถามว่าต้องฉีกปฏิญญาสันติภาพ ไทย- กัมพูชาที่ลงนามที่มาเลเซียใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีแล้ว จำไม่ได้และไม่ได้คุยไม่ได้แจ้งกับอันวาร์ อิบราฮีม นายกฯมาเลเซียหรือโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เป็นพยานลงนาม เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของไทยและคู่กรณี และไม่กังวลกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐ

ดอก2ปท.พยานไปบอกคนรุกรานให้หยุด

ถามถึงกรณีนายกฯมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กระบุรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการปะทะด้วยอาวุธบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทั้งสองฝ่ายประเทศยับยั้งชั่งใจ นายกฯย้อนถามว่าโพสต์ถึงใคร ไม่ได้โพสต์ให้ตน ถ้าจะบอกให้ประเทศไทยทำอะไร ตนวิงวอนคนที่เกี่ยวข้องและเป็นพยานควรไปพูดให้คนที่รุกรานประเทศไทยให้หยุดการกระทำเช่นนั้นเสียก่อน ไม่ใช่มาบอกให้ประเทศไทยเราต้องอดทนต่อไป ยังต้องหยุดหรือดำเนินการอะไร มันเลยเวลานั้นมาแล้ว ถ้าอยากหยุดต้องบอกคนที่รุกรานเราให้หยุด

เมื่อถามว่า กัมพูชาอ้างว่าไทยเป็นคนเปิดฉากก่อน นายกฯ กล่าวว่า คุณเชื่อกองทัพไทยหรือจะเชื่อศัตรูเรา คุณถามได้อย่างไรว่าเขาก็บอก คุณเป็นคนไทย และกองทัพไทยก็เป็นกองทัพที่เชื่อถือได้ รัฐบาลไทยเชื่อกองทัพไทย

รบ.ย้ำเขมรโจมตีไทยก่อนทหารเจ็บ2

เวลา 15.30 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงชี้แจงลำดับเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันการนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อน โดยยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมดชี้ชัดกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธหนักก่อน เหตุทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต ไทยจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการป้องกันตัวตามสิทธิที่พึงมีของรัฐอธิปไตย และเป็นไปตามหลักสากลทุกประการ ดังนั้น เพื่อลดความสับสนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยขอเรียงลำดับเหตุการณ์การปะทะบริเวณภูผาเหล็ก และพลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่เริ่มโดยฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ดังนี้

วันที่ 7 ธันวาคม 2568 – เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ถูกทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงด้วยอาวุธปืนเล็กใส่ฝ่ายไทยก่อน จนส่งผลให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ และ พลฯ พรชัย จำปาจุม – เวลา 14.16 น. ไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามกฎการปะทะ ดยใช้อาวุธตามสัดส่วนและความจำเป็น ขณะเดียวกัน กัมพูชายกระดับการใช้อาวุธ โดยใช้อาวุธต่อสู้รถถัง (ปรส.) ยิงใส่ฝั่งไทย แม่ทัพภาคที่ 2 จึงสั่งทุกหน่วยเพิ่มระดับความพร้อมเต็มรูปแบบทันที – เวลา 14.50 น. หน่วยปฏิบัติการยังคงเฝ้าระวังภัยอย่างใกล้ชิด และรักษาความพร้อมด้านการป้องกันในระดับสูงสุด จากนั้นในเวลา 14.53 น. เจ้าหน้าที่ลำเลียงทหารบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลด่วน – เวลา 16.00 น. นายกฯสั่งเสริมกำลังและเตรียมแผนอพยพประชาชน นายกฯย้ำว่า ไทยไม่ต้องการความรุนแรง แต่ไม่ยอมให้ใครละเมิดอธิปไตยอย่างเด็ดขาด

ลำดับเหตุปะทะป้องกันสื่อเสนอข่าวพลาด

โฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 03.00 น. กัมพูชากำหนดเป้าหมายอาวุธยิงสนับสนุนมายังฝั่งไทยในพื้นที่ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และโรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์

– เวลา 05.00 น. กัมพูชาใช้อาวุธยิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายไทยทำการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ – 06.00 น. กัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งระดมยิงต่อฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า โดยจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันนี้ กัมพูชาเริ่มยิงใส่ฝ่ายไทยก่อนหลายพื้นที่ และเริ่มหนักขึ้นในช่วง 05.00 น. เป็นต้นมา โดยมีการใช้อาวุธหนัก ซึ่งเป็นเหตุให้ทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้โดยใช้เครื่องบินรบโจมตีที่ตั้งทางทหารของกัมพูชา เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตของกำลังพลฝ่ายไทย และเป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเหมาะสมตามหลักสากล

“นายกฯย้ำชัดเจนว่า ไทยต้องการสันติภาพ แต่ไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตยไทย และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องประเทศและประชาชน รัฐบาลไทยขอให้สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศนำเสนอข่าวอย่างครบถ้วนตามข้อเท็จจริง ป้องกันการเข้าใจผิด และทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นผู้รุกราน ทั้ง ๆ ที่ไทยเป็นผู้ถูกรุกรานจากฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด”โฆษกรัฐบาลกล่าว

​ปชป.เนื้อหอม 150คนเสนอตัวลงสส.กทม.33เขต

​ปชป.เนื้อหอม 150คนเสนอตัวลงสส.กทม.33เขต

​ปชป.เนื้อหอม 150คนเสนอตัวลงสส.กทม.33เขต

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปชป.เนื้อหอม 150คนเสนอตัวลงสส.กทม.33เขต

ปชป.มิติใหม่ มีผู้สนใจเสนอตัวกว่า 150 คน แห่สมัครคัดเลือก ลงชิงเก้าอี้ สส.กรุงเทพฯใน 33 เขต ภายใต้แคมเปญ “สส.ที่ดีคุณเองก็เป็นได้นะ” นัดแรก เปิดโอกาสผู้สมัครแสดงความคิดเห็น ขณะที่’ชัยวุฒิ’จ่อเปิดตัว’พรรครักชาติ’นั่งหัวหน้าพรรค-ลงปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์1

เมื่อวันที่ 8ธันวาคม2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมเมอร์เคียว มักกะสัน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภายใต้แคมเปญ สส.ที่ดี…”คุณเองก็เป็นได้นะ”ได้จัดงาน First Meet Bangkok ขึ้นเมื่อวันที่ 7ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ด้านนโยบายภาพรวม นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลกรุงเทพมหานครและนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน มาร่วมเปิดงานFirst Meet Bangkok ก้าวแรก นัดเปิดสนาม จุดพลังไอเดีย เป้าหมายเพื่อคนกรุงเทพฯและคนไทยทุกคน

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคปชป.เปิดเผยว่า เป็นภาพลักษณ์ใหม่ของพรรคปชป.หลังจากเปิดแคมเปญ’ส.ส.ที่ดี…คุณเองก็เป็นได้นะ’ปรากฏมีผู้สนใจเข้ามาสมัครมากกว่า 150คน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครเลือกตั้ง สส.33เขต ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่มีบุคคลให้ความสนใจเป็นจำนวนมากและเกินความคาดหมาย พรรคเปิดรับผู้สนใจในแคมเปญนี้และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งกระแสตอบรับดีมาก ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีใจรักและมีความมุ่งมั่น เพราะมีความรู้ทางวิชาการจริงๆ หวังนำองค์ความรู้เหล่านี้ ที่แต่ละบุคคลมีประสบการณ์ มาช่วยและร่วมกันพัฒนากรุงเทพฯและประเทศ

นายสกลธี กล่าวเสริมว่า หลังจากพบกันครั้งแรกของผู้สมัครในวันนี้แล้ว ในวันที่ 15-16 ธันวาคมที่จะถึง จะมีการสัมภาษณ์รายบุคคล และพิจารณาจากข้อมูลส่วนตัวแต่ละท่าน ให้กรรมการคัดสรร และเสนอคณะกรรมการบริหาร เพื่อขอมติเลือกผู้เหมาะสมในวันที่ 24 ธันวาคม2568 ขอให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.เขตกทม.ของพรรคประชาธิปัตย์มีครบถ้วนทุกกระบวนการตามกฎหมาย และความชอบธรรม ตนเองเป็นเหมือนทุกคน เพราะครั้งแรกที่ตนเดินเข้ามาในพรรคปี 2550 ตนไม่รู้จักท่านอภิสิทธิ์ ท่านกรณ์เลย แต่พรรคก็ให้โอกาสตน จนมีพื้นที่และมีการทำงานทางการเมืองมาจนถึงวันนี้ และขอให้ทุกคนมั่นใจในกระบวนการของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเราทุกคนในวันนี้จะเปลี่ยนให้กรุงเทพมหานคร เป็นกรุงเทพฯฟ้าใหม่ ไปด้วยกัน

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวขอบคุณผู้สมัครทุกๆ คน ที่อาสาตัวเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และอยากให้ทุกท่านทราบว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้ ถือเป็นสิ่งใหม่ ที่เราไม่ได้ทำมาก่อน ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าในอดีตไม่มีกระบวนการ หรืออะไร แต่ต้องบอกว่าในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันและสถานภาพของพรรคในวันนี้ มันเหมือนเป็นเหตุการณ์พิเศษ เพราะสมัยผมลงเลือกตั้งครั้งแรกปี 2535 ในยุคนั้นนอกจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดแล้ว ยังมีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งพอสมควร

นายอภิสิทธิ์ ยังเล่าอีกว่า ตอนที่ตนเองอายุ 27 ปี ตนมีความตั้งใจอยากทำงานการเมือง ตนก็ขอลงสมัครเลือกตั้ง แต่ก่อนหน้านั้นตนได้เข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัคร ในสมัยที่ท่านพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นผู้ติดตามท่านอดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ซึ่งในช่วงนั้นท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แม้ช่วงหนึ่งผมจะทำงานกับทั้ง2ท่าน แต่พอถึงเวลาจริงๆ เมื่อสมัครเข้ามาเพื่อลงเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งหนึ่งในสมัยนั้น ซึ่งเป็นเขตใหญ่ โดยมีท่านอาจารย์มารุต บุนนาค เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งท่านบอกกับหัวหน้าชวน ในขณะนั้นว่าไม่รับคนมีอายุน้อย แต่ในเขตติดกัน ดร.เจริญ คันธวงศ์ ท่านโทรมาหาและสนใจคนหนุ่มที่เป็นอาจารย์ อยากให้มาลงสมัครเหมือนกัน ก็เรียกตนไป ตนก็คิดว่าจะได้ลงสมัคร“โดยท่านบอกผมว่า ท่านก็ชอบแต่ท่านก็ช่วยอะไรผมไม่ได้ โดยผมต้องช่วยตัวเอง และได้ส่งผมไปสาขา ผมก็ต้องเดินทางไปสาขา เพราะจะมีกรรมการสาขา สัมภาษณ์ผมเสร็จบอกว่าพูดจาใช้ได้ และให้ไปลงพื้นที่ หนึ่งถึงสองสัปดาห์ เพื่อดูว่าการทำงานหาเสียงเข้ากับชาวบ้านได้หรือไม่ จนกระทั่งสุดท้ายผมถึงได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.ในพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าที่ตนเล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่จริงๆ แล้ว เปิดโอกาสให้กับทุกคนและหลีกเลี่ยงการที่จะใช้ระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย ซึ่งไม่ได้บอกว่าเราทำได้สมบูรณ์ หรือดีมาโดยตลอด เพราะบางช่วงบางยุคเราก็ถูกมองว่าอาจจะละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปส่วนหนึ่ง แต่วันนี้เป็นโอกาสดี พรรคเรากำลังเริ่มต้นใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่ทางพรรคได้ตัดสินใจเปิดกว้าง และพวกเราได้มีโอกาสนำเสนอตัวเอง หลังจากทุกคนได้รับฟังความชัดเจนในขบวนการคัดเลือก แต่ทุกคนก็ยังยืนหยัด เพราะผู้สนใจมาสมัครในครั้งนี้มากกว่า 150 คน แต่มีแค่ 33 เขต ซึ่งก็จะมีคนที่ไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้งมากกว่าคนที่ได้ลงสมัคร แต่ผมก็ขอย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ทำงานการเมือง หรือจะไม่ได้รับโอกาสหรือจะไม่ได้มีส่วนช่วยในการทำงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์ให้กับประเทศ แต่ผมยืนยันได้ว่าคณะกรรมการทุกคนจะพยายามทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมที่สุด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ในชื่อ “พรรครักชาติ” ในวันพุธที่ 10 ธ.ค.นี้ เวลา 13.00 น.ที่สามย่านมิตรทาวน์ (ลานด้านหน้าทิมฮอร์ตันส์) โดยจะมีอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงานเปิดตัวครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ จะนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค และจะเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่1ของพรรค

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เที่ยวนี้น่าจะชัดเจนแล้วว่าการตอบโต้ของเราไม่ใช่การตอบโต้เพื่อส่งสัญญาณใดๆ แต่เป็นการตอบโต้ให้เขาเห็นว่าเขาไม่ควรเข้ามาคุกคามอธิปไตยของประเทศไทย ดังนั้น การเจรจาก็จะไม่มีแล้ว จากนี้ไปถ้ากัมพูชาจะหยุดสู้รบกัน ก็ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยกำหนด”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย

​ถอดบทเรียน‘น้ำท่วมใต้’ ‘บวรศักดิ์’ทุบโต๊ะ ต้องนำไปปฏิบัติจริง

​ถอดบทเรียน‘น้ำท่วมใต้’ ‘บวรศักดิ์’ทุบโต๊ะ ต้องนำไปปฏิบัติจริง

​ถอดบทเรียน‘น้ำท่วมใต้’ ‘บวรศักดิ์’ทุบโต๊ะ ต้องนำไปปฏิบัติจริง

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ถอดบทเรียน‘น้ำท่วมใต้’ ‘บวรศักดิ์’ทุบโต๊ะ ต้องนำไปปฏิบัติจริง ใครละเลยโทษไล่ออก ผู้ว่าฯสงขลาการันตี ขยะ2แสนตันจบ14ธ.ค.

บวรศักดิ์”ลั่น! ถอดบทเรียน“น้ำท่วมใต้”ต้องนำไปทำจริง ใครนิ่ง ต้องรับผิดชอบ-ไล่ออกโดยไม่ต้องสอบ พร้อมถก ผู้ว่าฯสตง.ผ่อนคลายกติกาเยียวยาน้ำท่วม ด้านผู้ว่าฯสงขลา ย้ำขยะกว่า 2 แสนตัน จบแน่ 14 ธันวาคม

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการถอดบทเรียนน้ำท่วม ว่า ที่ผ่านมาได้มีการถอดบทเรียนทั้งนั้น ถอดกันทุกปี แต่ถอดแล้วก็ตั้งเอาไว้ตรงนั้น ต่างประเทศก็มีการถอด แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำในวันนี้คือ ถอดบทเรียนแล้วต้องนำมาปฏิบัติ จัดทำคู่มือของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และประชาชนว่าเมื่อถึงช่วงน้ำท่วม เดือน ส.ค. ก.ย. หรือช่วงน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ ประมาณเดือน พ.ย.จะต้องหาทางป้องกัน และทำการฝึกซ้อม โดยผลจากการถอดบทเรียนจะบันทึกไว้ในรูปแบบของเอกสาร อินโฟกราฟฟิก และวีดีทัศน์ โดยจะส่งให้กับหน่วยงานให้มากที่สุด รวมถึงประชาชนด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าประชาชนจุดไหนจะอพยพไปยังจุดไหนได้อย่างปลอดภัย ถ้าถอดบทเรียนแล้วสุดท้ายยังไม่ทำก็ต้องพูดให้ชัดว่า เกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้น ข้าราชการผู้นั้นจะผิดวินัยร้ายแรง ไม่ต้องสอบกันมากมาย เพราะเห็นผลอยู่แล้ว ดังนั้น ก็รับผลไปแล้วกัน ต้องถูกไล่ออกตามขั้นตอน แต่เราก็ไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น

ดังนั้น ถอดบทเรียนคราวนี้จะไม่ถอดแล้วตั้งอยู่บนโต๊ะ ถอดแล้วต้องลงมือทำ แต่อาจจะได้เฉพาะน้ำท่วม สึนามิก็ต้องเป็นอีกอย่าง แผ่นดินไหวก็อีกทาง ไฟไหม้ก็ไปอีกทาง ภัยเกิดจากสงคราม ตามแนวชายแดนก็ไปอีกทางหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลอยู่แล้วบ้าง

นายบวรศักดิ์ ยังได้ร่วมกับผู้ว่าฯ สตง.รวมถึงเจ้าหน้าที่ สตง.ภาค 15 ทุกจังหวัด กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ผ่านระบบซูม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผื่อช่วยในเรื่องการเยียวยาผู้ประสบภัยให้เร็วกว่าเดิม

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่ารัฐบาลจะโอนเงินให้เร็วที่สุด โดยเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาทนั้นจำเป็นต้องมีการรับรองจากแพทย์ถึงสาเหตุการเสียชีวิต ขณะที่ท้องถิ่นก็ออกใบมรณะบัตร และเตรียมเลขพร้อมเพย์ให้พร้อม

ด้าน นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าฯ สตง.กล่าวว่า ในการตรวจสอบการจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้นั้น ยืนยันว่า สตง.ไม่ได้ยึดเอกสารหลักฐานที่เป็นกระดาษ เช่น ปัจจุบันเรามีมติ ครม. 2 ต.ค.61 ว่าเอกสารที่ทางราชการออกให้กับประชาชน และมีอยู่ในฐานระบบอยู่แล้ว หน่วยราชการจึงไม่จำเป็นต้องขอสำเนาเอกสารรับรองจากประชาชนอีก

และหลังจากนั้น ปภ.ก็ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนอีกครั้งในปี 63 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งและท้องถิ่นทุกแห่ง ว่าเอกสารที่ทางราชการออกให้กับประชาชน ราชการไม่จำเป็นต้องใช้สำเนาหรือขอสำเนาจากประชาชน เพราะเอกสารทั้งหมดอยู่ในระบบของทางราชการอยู่แล้ว ทาง สตง.ก็เห็นชอบว่าจะมีการตรวจทางระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ส่วนถ้าไม่มีบ้านเลขที่ต่างๆ นั้น สามารถใช้เป็นเอกสารอื่นๆ ที่สามารถแสดงตัวตนได้ เช่น ใบชำระค่าน้ำ ค่าไฟ การชำระภาษี เป็นต้น โดยเน้นย้ำให้ สตง.ทุกจังหวัดถือแนวปฏิบัติเดียวกัน แค่มีเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เราก็ตรวจได้ และย้ำกับทุกคนว่ากฎหมาย สตง.ฉบับใหม่ มาตรา 95 ระบุว่า กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐบกพร่องไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแต่ไม่มีการทุจริต สตง.ก็ให้คำแนะนำเท่านั้น ไม่มีการตั้งกรรมการสอบวินัย ไม่ดำเนินการทางละเมิดหากจ่ายจริง ดังนั้น ไม่ต้องกลัว ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันนี้กฎระเบียบอาจจะไม่ทันกับสถานการณ์ แต่หากไม่ทุจริตก็ไม่ต้องกังวลใจ สตง.จะแค่ตักเตือนว่าต่อไปควรทำอย่างไร ขณะเดียวกัน นายบวรศักดิ์จะไปดำเนินการต่อในเรื่องของกฎหมาย โดยเสนอ ครม.เพื่อแก้ไขในส่วนนั้น

นายมณเฑียร กล่าวว่า ส่วนกรณีมีรายงานข่าวที่ จ.สงขลา มีการจัดซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาต้นทุนจริงที่อยู่ราว 30 ล้านบาทนั้น เรื่องนี้ตนรับไปตรวจสอบในวันนี้ อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับช่วงโควิด บางพื้นที่เมื่อเกิดภัยฉุกเฉินการซื้อของต่างๆ ราคาอาจจะไปเทียบกับตลาดออนไลน์คงไม่ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะของบางสิ่งบางอย่างขณะนั้นมีความขาดแคลน แต่ถ้ามีการจัดซื้อแพงจนผิดปกติ จริงๆ ก็ต้องตรวจสอบว่ามีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งตนจะสั่งการให้ไปตรวจสอบภายในวันนี้

ขณะเดียวกัน ปภ.ได้รายงานสถานการน้ำท่วม ในขณะนีว่ามีประปราย 4 จังหวัดคือสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา รวม 16 อำเภอ 86 ตำบล 484 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 75,936 ครัวเรือน 214,532 คน

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่เดินเท้าสำรวจถนนสายหลักนิพัทธ์ 1, 2, 3 และบริเวณตลาดกิมหยง เพื่อติดตามสถานการณ์หลังน้ำลดและสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด การสำรวจครั้งนี้มุ่งเน้นที่การฟื้นฟูพื้นที่และปัญหาเร่งด่วนที่สุดคือการจัดการซากขยะและสิ่งปฏิกูลที่หลงเหลือจากน้ำท่วม

ผู้ว่าฯสงขลา เปิดเผยปริมาณขยะ กว่า 2 แสนตันจะพยายามกวาดเก็บให้แล้วเสร็จในวันที่ 14 ธันวาคมนี้

นายกฯสั่งผู้ว่าฯ7จังหวัดชายแดน ดูแลผู้อพยพเต็มที่ ห้ามขาดแคลนอาหาร

นายกฯสั่งผู้ว่าฯ7จังหวัดชายแดน ดูแลผู้อพยพเต็มที่ ห้ามขาดแคลนอาหาร

นายกฯสั่งผู้ว่าฯ7จังหวัดชายแดน ดูแลผู้อพยพเต็มที่ ห้ามขาดแคลนอาหาร

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯสั่งผู้ว่าฯ7จังหวัดชายแดน ดูแลผู้อพยพเต็มที่ ห้ามขาดแคลนอาหาร ศธ.สั่งปิด641โรงเรียน สระแก้วปิด4รพ.ด่วน

นายกฯสั่งผู้ว่าฯ 7 จว.ชายแดนไทย-เขมร ดูแลประชาชนเต็มที่ และดูแลในเรื่องของแผนการอพยพ “ปลัดมท.”เผย “กรมบัญชีกลาง”ไฟเขียวขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าฯบุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ภัยจากกองกำลังจากนอกประเทศเพิ่มเติม จังหวัดละ 100 ล้านบาท ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านตามแนวชายแดนต่างเร่งอพยพเดินทางไปยังพื้นที่ปลอดภัย พูดเป็นเสียงเดียวกัน อยากให้รอบนี้จบสักที “รมว.ศธ.”สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนไทย ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ประกาศปิดให้บริการ 4 รพ. เปิดเฉพาะแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน ขณะที่ รพ.กันทรลักษ์ จ.ศรีษะเกษ งดให้บริการทุกกรณี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเช้าที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ได้ประชุมร่วมผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัดชายแดน ประกอบด้วย ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ รวมถึงติดตามการอพยพและการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ฝ่ายประเทศกัมพูชาได้เปิดฉากยิงในพื้นที่บริเวณภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน ทำให้ฝ่ายประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการโต้ตอบ โดยเกิดการยิงปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2568 เวลา 14.16 น. โดยนายกฯได้กำชับให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และดูแลในเรื่องของแผนการอพยพ

ห้ามขาดแคลนอาหาร-ยา-สิ่งของจำเป็น

นายกรัฐมนตรีสั่งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน อพยพประชาชนไปในที่ปลอดภัย กำชับดูแลประชาชนในศูนย์อพยพให้ดีที่สุด กำชับเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชนห้ามขาดแคลนอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็น

พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ทุกหน่วยช่วยกันดูแลพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ร่วมกันกับ ชรบ. อส. เพื่อให้แนวหน้าได้ทำงานโดยไม่ต้องห่วงข้างหลัง ทั้งนี้ นายกยังสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่อง โรงพยาบาลดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ เตรียมเลือดให้พร้อม และให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูพี่น้อง ปชช. ในศูนย์อพยพ

สั่งดูแลพี่น้องประชาชนเต็มที่

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าการจังหวัดชายแดนทั้ง 7 พื้นที่ ใช้เงินทดรองราชการ และงบประมาณกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน ขณะเดียวกันได้กำชับในส่วนของโรงพยาบาลแต่ละแห่งไม่ให้เลือดขาดแคลน เพื่อรองรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากการปะทะ รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ขณะนี้ได้ขยายวงเงินให้ผู้ว่าฯ ในแต่ละจังหวัดชายแดนเป็นจังหวัดละ 100 ล้านบาท หลังจากนี้ หากงบหมดยังสามารถขยายได้อีก และยังมีการสั่งการให้หนุนหน่วยแพทย์ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในการดูแลประชาชน และ ดูแล อส.-ชรบ. ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้อง ทรัพย์สินให้พี่น้องประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดได้รายงานว่าประชาชนอพยพออกจากพื้นที่แล้ว 80 ถึง 90% โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ขยายวงเงินช่วยเหลือ จว.ละร้อยล.

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ได้รับการอนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ภัยจากกองกำลังจากนอกประเทศ เพิ่มเติม จังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกมิติ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ในวันนี้กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากกรมบัญชีกลาง ได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของกองกำลังจากนอกประเทศ เพิ่มเติม จังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อให้จังหวัดสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และทันต่อสถานการณ์ เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ และยังไม่ได้ประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 ต่อไป

กกล.บูรพาแจ้งอพยพชาวสระแก้ว

เมื่อเวลา 07.30 น. เฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่1 แจ้งว่า กกล.บูรพา แจ้ง “อพยพประชาชนชายแดน จ.สระแก้ว” กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงาน กกล. บูรพา แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว อพยพ ออกจากพื้นที่ ณ เวลา 0700 น.

ล่าสุด 10.15 น. กองกำลัง(กกล.)บูรพา ได้รายงานสถานการณ์อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อ.ตาพระยา อพยพแล้ว 60% อ.โคกสูง อพยพแล้ว 70% อ.อรัญประเทศ อพยพแล้ว 50% อ.คลองหาด อพยพแล้ว 60%

ภาพรวมประชาชนในพื้นที่ 4 อำเภอจังหวัดสระแก้วอพยพออกจากพื้นที่สู้รบแล้วประมาณ 56% สถานการณ์อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ปัจจุบันกำลังดำเนินการอพยพตามแผน คาดว่าหากมีการรบปะทะ จะมีการอพยพอีกระลอกประมาณ 20 – 30% ในพื้นที่ที่ยังมีประชาชนตกค้าง

ส่วนในพื้นที่ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ไม่มีประชาชนอพยพ ยังคงติดตามสถานการณ์ และเตรียมการอพยพอยู่

ชาวบ้านอยากให้รอบนี้จบสักที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวแห่งหนึ่ง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้มีกลุ่มชาวบ้านในหลายอำเภอ ที่อยู่ติดกับชายแดนไทย-กัมพูชาต่างนำข้าวของที่เตรียมมาจากบ้าน อพยพไปที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างชุลมุน โดยมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐรวมไปถึงจิตอาสา ต่างเข้ามามีส่วนร่วมในครั้งนี้ โดยช่วยกันนำสิ่งของไปช่วยเหลือผู้อพยพ ถือว่าเป็นภาพที่อบอุ่นมากเพราะในยามประเทศไทยมีภัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “สมาคมอัสดินทร์” โดยนาย ธนินท์ทัศน์ ภูแก้ว “นายกสมาคมอัสดินทร์” ได้ผลน้ำดื่มจำนวน 100 แพ็คเข้ามาบริจาคช่วยเหลือ และยังมีร้านอาหารเจ้าดังในสุรินทร์ นำข้าวกล่องเข้ามาบริการให้กับผู้อพยพ โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ที่อพยพมาในวันนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้รอบนี้จบสักทีไม่อยากให้เสียเที่ยวเพราะการอพยพแต่ละครั้ง เสียเวลามากไหนจะต้องใช้ทั้งเงินในการนำมาใช้จ่ายที่ศูนย์อพยพกว่าสถาการณ์จะยุติ

ถนนเข้าเมืองบุรีรัมย์รถติดยาวเหยียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่แนวชายแดน รวมถึงอำเภอใกล้เคียง ต่างพากันขนสัมภาระขึ้นรถ และเร่งเดินทางเข้าสู่เขตปลอดภัย ทำให้เส้นทางจากแนวชายแดน มุ่งหน้าเข้าสู่ตัว จ.บุรีรัมย์ ถนนหลายสายมีปริมาณรถหนาแน่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเขต อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งกลายเป็นเส้นทางมุ่งหน้าสู่พื้นที่ชั้นใน พบว่าการจราจรติดสะสมยาวกว่า 2 กิโลเมตร รถเคลื่อนตัวได้ช้าเป็นช่วงๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประโคนชัย ต้องเร่งลงพื้นที่อำนวยความสะดวก พร้อมเปิดช่องทางพิเศษ และจัดเจ้าหน้าที่โบกรถเพื่อเร่งระบายการจราจรอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซ้อนบนท้องถนน ในขณะเดียวกันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นเป็นระยะ

สนามช้างฯพร้อมเปิดรับผู้อพยพ

มีรายงานว่า หลังจาก กองทัพภาคที่ 2 ได้แจ้งว่า เวลา 08.30 น. กัมพูชาทำการยิงด้วย BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ล่าสุด เมื่อเวลา 09.34 น. แฟนเพจ ลุงเนวิน ของ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้โพสต์ข้อความหลังเปิดศูนย์อพยพสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จัดเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยระบุข้อความว่า สนามช้างยังมีที่ว่างสำหรับทุกคน มาอยู่ด้วยกัน #ฅนบุรีรัมย์ #เรามีเรา ซึ่งต่อมาได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก วานนี้ (7 ธ.ค.2568) ทางเพจ ลุงเนวิน ได้ระบุข้อความว่า ถึงแล้ว บ้านของเรา บ้านหลังนี้ มีความรัก ความห่วงใย และกำลังใจ ให้กับฅนบุรีรัมย์ ทุกคน พี่น้องเรา กำลังทยอยลงทะเบียนเข้าพักศูนย์อพยพสนามช้างฯ จัดที่นอนเสร็จสรรพ เก็บข้าวของเข้าที่ แล้วกินอาหารมื้อค่ำก่อนเข้านอน วันนี้ พี่น้องเราจะมาอยู่ด้วยกัน ประมาณ 5,000 คน

ศธ.สั่งปิด641รร.ใน5จว.ชายแดน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ให้ประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดทั้ง 5 จังหวัด เพื่อให้ทำการปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้ สถานศึกษาที่จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 641 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา

“กระทรวง ศธ.ได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับหากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่ แต่ต้องเน้นย้ำว่า ความปลอดภัยของผู้เรียนและบุคลากรสถานศึกษาคือ สิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกสถานศึกษาดำเนินมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ยึดความปลอดภัยของเด็ก ครู และประชาชนเป็นหลัก หากสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะเร่งคืนสู่ระบบการเรียนการสอนโดยเร็ว” นางนฤมล กล่าว

สั่งปิดด่วน4รพ.ชายแดนสระแก้ว

แฟนเพจ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว โพสต์ข้อความว่า ประกาศปิดให้บริการ 4 โรงพยาบาลชายแดน จ.สระแก้ว (เป็นการชั่วคราว) รับเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เนื่องด้วยสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ขอแจ้ง ปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) และแผนกผู้ป่วยใน (IPD) ณ รพ.ชายแดน 4 แห่ง ดังนี้ รพ.ตาพระยา รพ.โคกสูง รพ.อรัญประเทศ รพ.คลองหาด ตั้งแต่วันนี้ (8 ธ.ค. 2568) เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ยังคงเปิดให้บริการเฉพาะแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน สำหรับผู้ป่วยหนัก (วิกฤต) เท่านั้น ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่ รพ.กันทรลักษ์ จ.ศรีษะเกษ ได้โพสต์ประกาศผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ประกาศงดให้บริการทุกกรณี เนื่องด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไปรับบริการโรงพยาบาลใกล้เคียง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขออภัยในความไม่สะดวก”

ปิดตายถนน“บ้าน3หลัง”ยึดคืนอธิปไตย

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ระบุ ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.ตราด ในตอนนี้ทางทหารได้แจ้งไปยังนายพิริยะ ฉันทดิลก ผวจ.ตราด ให้เตรียมความพร้อมในเรื่องการอพยพไว้แล้ว หากพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพเรือเปิดปฏิบัติทางทหารเมื่อไรจะแจ้งฝ่ายปกครองให้อพยพประชาชนทันที

ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังพื้นที่บ้าน 3 หลัง พบว่าถนนเข้าสู่บ้าน 3 หลังทหารได้นำลวดหนามหีบเพลงมาติดตั้งไว้หน้าทางเข้า เพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าเด็ดขาดเนื่องจากพื้นที่ด้านในเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารเตรียมยึดคืนบ้าน 3หลัง ที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทยมานานกว่า 40 ปี อีกทั้งหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม กองทัพเรือได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่บ้านชำรากแล้วตั้งแต่เมื่อวาน หลังทหารไทยถูกทหารกัมพูชายิงบาดเจ็บในพื้นที่กองทัพภาค 2 หลังจากปฎิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดมาตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา

ธ.ก.ส.ปิด12สาขาพื้นที่4จว.ชายแดน

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ประกาศปิดให้บริการสาขาชั่วคราว ในวันที่ 8 ธ.ค. 2568 ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวม 12 สาขา จังหวัดบุรีรัมย์ (1 สาขา) 1.สาขาบ้านกรวด จังหวัดสุรินทร์ (4 สาขา) 1.สาขาบัวเชด 2.สาขากาบเชิง 3.สาขาพนมดงรัก 4.สาขาหนองยาว จังหวัดอุบลราชธานี (3 สาขา) 1.สาขาน้ำยืน 2.สาขาน้ำขุ่น 3.สาขานาจะหลวย จังหวัดศรีสะเกษ (4 สาขา) 1.สาขากันทรลักษ์ 2.สาขาถนนพระวิหาร 3.สาขาขุนหาญ 4.สาขาภูสิงห์