‘รทสช.’รวมพลัง! ประกาศจุดยืน’เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’ คัดคนร่วมอุดมการณ์สู้ศึกเลือกตั้ง

'รทสช.'รวมพลัง! ประกาศจุดยืน'เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ' คัดคนร่วมอุดมการณ์สู้ศึกเลือกตั้ง

‘รทสช.’รวมพลัง! ประกาศจุดยืน’เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’ คัดคนร่วมอุดมการณ์สู้ศึกเลือกตั้ง

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

“รวมไทยสร้างชาติ”รวมพลัง ประกาศจุดยืน“เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” คัดคนร่วมอุดมการณ์สู้ศึกเลือกตั้ง “พีระพันธุ์”ชูธงความเด็ดขาด พิทักษ์เอกราช-พิฆาตคนชั่ว-ค้ำเศรษฐกิจฐานราก-ทุบค่าพลังงาน-สร้างสังคมคุณภาพ-หนุนเกษตรทำเงิน-คืนอำนาจให้ประชาชน-งบประมาณตอบโจทย์-การศึกษาแบบใหม่-งานดีมีให้ทำ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ คณะผู้บริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมกันแสดงพลังประกาศจุดยืน “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพรรคในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ของประเทศด้วยความเด็ดขาด จริงจัง และพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเพื่อประโยชน์ที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศชาติและประชาชน

นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ นโยบายสำคัญ และทิศทางการทำงานของพรรค โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตในหลายด้าน นับตั้งแต่ปัญหาการถูกรุกล้ำอธิปไตย ปัญหาการจัดการภัยพิบัติที่ล้มเหลว ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังพังทลาย ปัญหาปากท้องประชาชน ปัญหาค่าครองชีพและคุณภาพชีวิต ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ไปจนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ยังแก้ไม่จบสิ้นเพราะผู้มีอำนาจไม่มีความเด็ดขาดและมีประโยชน์ทับซ้อน แต่พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกกลุ่ม ด้วยความเด็ดขาด ชัดเจน ทำได้จริง และไม่มีประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน

“พรรครวมไทยสร้างชาติขอยืนยันว่าเราเด็ดขาดและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้เราจะไม่ใช่พรรคใหญ่ในทางการเมืองเพราะเพิ่งเกิดมา 3 – 4 ปี แต่ถ้าวัดกันด้วยความเด็ดขาด ผลงาน ความเอาจริงเอาจัง และความขาวสะอาดของสมาชิกพรรค รวมไทยสร้างชาติคือพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศนี้” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ได้หยิบยกวิกฤตของประเทศที่พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งเน้นแก้ไขด้วยความเด็ดขาดใน 6 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การพิทักษ์รักษาเอกราชและดินแดนของไทยไม่ให้ถูกรุกล้ำ การกำจัดคนโกงและคนชั่วให้หมดไปจากแผ่นดิน การค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง การลดภาระค่าพลังงานให้ประชาชน การสร้างสังคมที่มีคุณภาพ และการสนับสนุนให้เกษตรกรสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

“วิกฤตหลักๆ ที่ต้องเร่งแก้ไขด้วยความเด็ดขาดมี 6 เรื่อง และต้องพลิกโฉมประเทศไทยเพื่อไม่ให้เดินไปสู่หายนะ นั่นคือ เราต้องพิทักษ์เอกราชอธิปไตยของประเทศ คนโกงและคนชั่วต้องกำจัดให้หมด ปล่อยไว้ไม่ได้ ยาเสพติดต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่จับแล้วปล่อย ส่วนวิกฤตของคนฐานรากคือสิ่งที่ต้องแก้ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยได้ แต่เราทำได้สองอย่าง คือ คนที่มีต้องช่วยคนจน และเราต้องทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นด้วยการลดค่าพลังงาน ซึ่งผมทำมาแล้ว ทุกวันนี้ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมมีสูง คนสูงอายุและคนพิการถูกทอดทิ้ง เด็กยากจนต้องออกจากโรงเรียนมาดูและพ่อแม่ที่ป่วย เกษตรกรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กลับไม่มีปุ๋ยใช้ ปุ๋ยแพงเพราะต้องนำเข้าโดยนายทุน รวมไทยสร้างชาติจะทำปุ๋ยให้ชาวนาเอง และแก้ปัญหาระบบพ่อค้าคนกลางที่ทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เราต้องลดต้นทุนการผลิต หาแหล่งทุน หาตลาด นำเทคโนโลยีเข้ามา และนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อลดราคาค่าไฟอีกต่อหนึ่ง นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้องทำเป็นวงจร” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นอกจากการแก้วิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาดแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติยังมุ่ง “พลิกโฉมประเทศ” ด้วยนโยบายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้างฐานราก ประกอบด้วย การคืนอำนาจให้ประชาชน การจัดสรรงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ระบบการศึกษาแบบใหม่ และ การสร้างงานอย่างทั่วถึง

“เราต้องพลิกโฉมประเทศด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชน วันนี้อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ที่ประชาชนแต่อยู่ที่ระบบราชการ จะทำมาหากินอะไรต้องขออนุญาตจำนวนมาก ต้องรื้อระบบราชการเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนทำมาหากินได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ยอมให้ข้าราชการไม่กี่แสนคนยิ่งใหญ่กว่าคนไทยเกือบ 70 ล้านคน เรื่องงบประมาณแผ่นดินก็เช่นกัน ภาษีมาจากประชาชนแต่คนใช้คือนักการเมือง-ข้าราชการ ที่ใช้ไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ถ้าผมมีอำนาจ ผมจะรื้อระบบงบประมาณใหม่ จัดสรรเพื่อตอบสนองปัญหาประชาชนเป็นอันดับแรก เหลือเท่าไรค่อยแบ่งให้กระทรวงต่างๆ ส่วนในเรื่องการศึกษา หลักสูตรต้องตอบสนองตลาดแรงงาน จบมาแล้วต้องมีงานทำ ต้องไม่ให้การเรียนเป็นภาระของพ่อแม่และเด็ก ระบบการศึกษาต้องเปิดโอกาสให้คนได้พิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง ต้องให้เด็กเลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียน และจบมามีงานทำ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีนโยบายจ้างงานคนพิการและผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพให้กลับมาทำงานเพื่อสังคม สำหรับเด็กจบใหม่ที่ไม่มีงานทำ รัฐต้องมีงานรองรับ เช่น การดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือชุมชน ส่วนเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สำหรับคนที่จบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือมีงานทำแต่ต้องแบกรับภาระครอบครัว ไม่ควรไปไล่ฟ้องเพราะสุดท้ายก็ได้แค่กระดาษคำพิพากษาแต่ไม่ได้เงินคืน และยังทำลายอนาคตเด็กที่รัฐให้โอกาสทางการศึกษาเสียเอง ทางออกคือควรเปลี่ยนวิธี โดยให้คนกลุ่มนี้ทำงานให้รัฐหรือสังคมเพื่อ “ใช้หนี้ด้วยงาน” แทน

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตลอด 30 ปีที่อยู่ในวงการการเมือง ตนไม่จำเป็นต้องบอกว่าพูดแล้วทำ แต่ตนทำแล้วค่อยพูด และไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างภาพหรือชื่อเสียงส่วนตัว แต่เข้ามาเพื่อทำงาน และต้องการให้รวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองในใจของประชาชน ตนทำให้เห็นแล้วในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และได้ต่อสู้กับนายทุนพลังงานจนสามารถลดค่าไฟจากเกือบ 5 บาท เหลือ 3.94 บาท ทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนเหลือมากขึ้นถึง 270,000 ล้านบาท และทำให้หนี้ของ กฟผ.ลดจาก 99,000 ล้านบาท เหลือ 40,000 กว่าบาท ในวันที่ตนออกจากตำแหน่ง

“ผมทำแบบนี้มาตลอด วิกฤตประเทศหมักหมมมานานอย่างกรณีโฮปเวลล์ 30 ปี แก้ไม่จบ จนผมเข้ามาทำให้จบ หรือกรณีเหมืองทองอัคราก็จบแล้ว การทำงานของผมช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินเกือบแสนล้านบาท”

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า อีกไม่นานพรรคก็จะต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองทุกพรรคไม่ใช่คู่แข่งหรือศัตรูของรวมไทยสร้างชาติ เพราะศัตรูของรวมไทยสร้างชาติคือปัญหาและวิกฤตของประเทศที่ต้องเอาชนะให้ได้ ขอให้ประชาชนเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติทั้งประเทศ แล้วพรรคจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของหัวใจที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน

“ผมพร้อมมานานแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ อย่างจริงจัง ใครที่ทนกับสิ่งยั่วยุไม่ได้ หรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เชิญออกไป ใครพร้อมเป็นลูกน้องนายทุน เชิญออกไป ที่ผ่านมาจำนวน สส.ที่หายไปคือราคาที่ผมแลกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน แต่ผมยังอยู่ และยังมีคนที่ยืนหยัดเคียงข้างผม วันนี้ผมภูมิใจที่ไม่ได้สู้คนเดียว แต่ยังมีขุนพลที่ร่วมอุดมการณ์และพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติอีกมากมาย ท่านใดที่มีอุดมการณ์เหมือนกับเรา ก็อยากขอเชิญชวนมาร่วมแก้วิกฤตชาติ และพลิกโฉมประเทศไปด้วยกันครับ” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

– 006

‘อนุทิน’โดนด้วย!‘เพื่อไทย’จ่อยื่นร้องศาลรธน.เอาผิดจริยธรรม‘รมต.’ก่อนยื่นซักฟอกต่อ

‘อนุทิน’โดนด้วย!‘เพื่อไทย’จ่อยื่นร้องศาลรธน.เอาผิดจริยธรรม‘รมต.’ก่อนยื่นซักฟอกต่อ

‘อนุทิน’โดนด้วย!‘เพื่อไทย’จ่อยื่นร้องศาลรธน.เอาผิดจริยธรรม‘รมต.’ก่อนยื่นซักฟอกต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

‘เพื่อไทย’จ่อยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดจริยธรรม รมต.‘รัฐบาลอนุทิน’ ก่อนยื่นซักฟอกต่อ ‘สุทิน’ขอดูถกร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 ก่อนเคาะวัน

7 ธันวาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรคเพื่อไทยขอดู ทิศทางการอภิปรายในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ก่อน จากนั้นจึงจะประเมินสถานการณ์กันว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อเลย หรือยื่นหลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ผ่าน เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ดังนั้นหากฟังการอภิปรายในวาระ 2 แล้วก็พอจะประเมินได้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 จะผ่านหรือไม่ แล้วจะกำหนดวันเวลาที่จะยื่นอีกครั้ง

“ก่อนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยจะยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดจริยธรรมกับรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลก่อน ส่วนจะมีใครบ้างนั้นเชื่อว่าสังคมพอคาดเดาได้ ทั้งเรื่องคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี พฤติกรรมก่อนและหลังการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งคุณสมบัติมิชอบมีอยู่หลายคน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทยก็อยู่ในข่ายด้วย” นายสุทิน กล่าว

นายสุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีประเด็น และข้อมูลเยอะที่สุดจากรัฐบาลที่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจมา วันนี้เรามีแต่คิดว่าจะตัดประเด็นไหนออก เพราะมีเรื่องเยอะจริงๆ เช่น เรื่องการจัดทำงบประมาณที่รัฐบาลชุดนี้อนุมัติงบแบบคาใจ ทำประชาชนตาค้าง เรื่องการจัดการเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ซึ่งก็มีแต่ปัญหา

“รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเวลาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ  เขาจะยกธงท้าสู้ แอ่นอกไม่กลัวการตรวจสอบ แสดงความมั่นใจว่าไม่ผิด แต่รัฐบาลชุดนี้กลับยกธงขาวเตรียมเผ่น เป็นเรื่องแปลกที่สุดไม่เคยพบเจอ และที่มาบอกว่าถ้าหากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปราย จะยุบสภาหนีนั้น ท่านขู่เราเหมือนท่านภูมิใจทั้งที่เป็นเรื่องน่าอาย ต้องไว้เชิงบ้าง ส่วนเมื่อพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว พรรคประชาชนจะร่วมด้วยหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ขณะนี้พรรคประชาชนยังมีท่าทียึกยัก เราก็ไม่รอเดินหน้าเอง พวกท่านก็ตอบสังคมให้ได้ หากจะยังเป็นฝ่ายค้ำแล้วตัวเองดีขึ้นก็ไปค้ำ ระวังค้ำกันไปมาจะล้มทับกันเอง” นายสุทิน กล่าว

‘จุลพันธ์’นำ‘เพื่อไทย-ประชาชาติ’ลุยหาดใหญ่ อัด‘รบ.อนุทิน’ล้มเหลว จี้แก้ความเดือดร้อน-ฟื้นศก.

‘จุลพันธ์’นำ‘เพื่อไทย-ประชาชาติ’ลุยหาดใหญ่ อัด‘รบ.อนุทิน’ล้มเหลว จี้แก้ความเดือดร้อน-ฟื้นศก.

‘จุลพันธ์’นำ‘เพื่อไทย-ประชาชาติ’ลุยหาดใหญ่ อัด‘รบ.อนุทิน’ล้มเหลว จี้แก้ความเดือดร้อน-ฟื้นศก.

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

‘จุลพันธ์’นำทีม‘เพื่อไทย’ผนึก‘ประชาชาติ’ลุยหาดใหญ่ เดินหน้าส่งอาสาสมัครเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมต่อเนื่อง อัด‘รัฐบาลอนุทิน’บริหารล้มเหลว จี้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อน พร้อมเร่งฟื้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

7 ธันวาคม 2568 ที่ชุมชนโคกสมาน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคเพื่อไทยนำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค สส.และสมาชิกพรรค อาทิ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อน.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.เพชรบูรณ์ เขต 3 จับมือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัยและอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ช่วงหนึ่งนายจุลพันธ์และคณะ ได้เดินเยี่ยมเยือนตามบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนในชุมชนโคกสมาน พบว่าบ้านเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ชาวบ้านต่างเล่าเหตุการณ์นาทีชีวิตในการเผชิญเหตุอุทกภัย ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ให้กำลังใจ พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ภารกิจของวันนี้เป็นการทำงานร่วมกันกับพรรคประชาชาติ โดยที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุ จะเห็นจากการระดมสิ่งของเครื่องใช้ หรืออาหารในการยังชีพมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงนี้จึงอยู่ในช่วงเร่งฟื้นฟูเพื่อให้ชาวบ้านได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว โดยที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้ร่วมกันส่งอาสาสมัครเข้ามาในพื้นที่แล้วจำนวนหลายร้อยคน โดยมีอาสาสมัครบางส่วนมาจากสามจังหวัดชายแดนใต้

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมาถือว่าการสื่อสาร รับมือของรัฐบาลเป็นไปด้วยความล้มเหลว ไม่ควรให้เกิดสภาวะที่ประชาชนเกิดความสงสัย ควรมีความชัดเจนในการพิสูจน์ทราบอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต เพื่อให้ญาติพี่น้องได้นำไปทำพิธีตามหลักศาสนา ขณะเดียวกันสภาพบ้านเรือนในพื้นที่เสียหายอย่างหนัก นายกฯ ต้องเร่งสั่งการเยียวยาให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งหาดใหญ่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เนื่องจากได้รับความนิยมทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ รัฐบาลควรเร่งออกแพ็กเก็จในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวอย่างเร็วที่สุด

“เราเห็นกองขยะสูงเท่าตึกสามชั้น ตรงจุดนี้กำลังของประชาชนและอาสาสมัครคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีหน่วยงานรัฐระดมกำลังเข้ามาบูรณาการช่วยเหลืออย่างจริงจัง หากปล่อยแบบนี้คาดว่าอีก 2 เดือนกลับมาก็ยังจะเห็นภูเขาขยะเท่าตึกสองสามชั้นเหมือนเดิม” นายจุลพันธ์ กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ทั้งสองพรรคได้ร่วมกันทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้เรายึดถือภารกิจว่าจะทำให้แต่ละซอยกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว จากการรับฟังเสียงชาวบ้านพบว่าเจอปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐ ทำให้เกิดผลกระทบทั้งการสัญจรและสุขอนามัย ในส่วนการระดมอาสาสมัคร จะมีเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้ามาฟื้นฟูในพื้นที่อีกร่วม 500 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีสะท้อนให้เห็นความมีน้ำใจและความสามัคคีกัน ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัด ประชาชนหาดใหญ่ก็จะระดมกำลังกันไปช่วยเหลือมาโดยตลอด

‘ปวงชนไทย’ประกาศไทยต้อง‘ซีโร่ คอร์รัปชั่น’ เล็งดึงงบกว่า 1.2 ล้านล้าน กลับเข้าระบบ

‘ปวงชนไทย’ประกาศไทยต้อง‘ซีโร่ คอร์รัปชั่น’ เล็งดึงงบกว่า 1.2 ล้านล้าน กลับเข้าระบบ

‘ปวงชนไทย’ประกาศไทยต้อง‘ซีโร่ คอร์รัปชั่น’ เล็งดึงงบกว่า 1.2 ล้านล้าน กลับเข้าระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.01 น.

‘ปวงชนไทย’ประกาศประเทศไทยต้อง‘ซีโร่ คอร์รัปชั่น’ ชี้ปมทุจริตทำชาติไม่พัฒนา เล็งดึงงบกว่า 1.2 ล้านล้าน กลับเข้าระบบ มั่นใจใช้เทคโนโลยีช่วยป้องกันได้  

7 ธันวาคม 2568 นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย กล่าวว่า วันนี้ปัญหาสำคัญของประเทศที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของไทย ซึ่งงบประมาณของประเทศปีละกว่า 3 ล้านล้านบาท ทุกคนทราบดีว่าการคอร์รัปชันในประเทศเยอะมาก ตีไว้ที่ขั้นต่ำ10% จากงบประมาณต่อปี เงินหายไปจากระบบกว่า 3 แสนล้านต่อปี ซึ่งเมื่อนับเวลา 4 ปีของรัฐบาลเท่ากับเงินงบประมาณที่หายไปกว่า 1.2 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญมากที่กัดกร่อนประเทศมายาวนาน จะดีแค่ไหน ถ้าเราป้องกันได้และสามารถนำเงินส่วนนี้กลับเข้ามาในระบบเพื่อนำไปช่วยดูแลพี่น้องประชาชน

นายเอกสิทธิ์ ระบุว่า พรรคปวงชนไทย มั่นใจเรามีระบบและแนวทางแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้เป็น “ซีโร่ คอร์รัปชัน” ได้โดยใช้วิธีป้องกันไม่ให้เงินรั่วไหลเข้าสู่วงจรทุจริต ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจเข้ามาแก้ไข โดยอาศัยระบบเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เงินงบประมาณแผ่นดินรั่วไหลออกจากระบบ ไหลออกนอกประเทศไป สามารถป้องกันได้และนำเงินมาดูแลประชาชนได้  พรรคปวงชนไทยมีข้อมูล พร้อมที่จะเข้ามาทำงานแก้ปัญหาดังกล่าว 

“พรรคปวงชนไทย ตั้งเป้าแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นศูนย์ เพื่อนำเงินส่วนนี้กลับเข้ามาในระบบ เชื่อว่าจะสามารถช่วยพี่น้องประชาชนคนไทยให้อยู่ดีกินดีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้” นายเอกสิทธิ์ กล่าว

‘อนุสรณ์’ดักคอ‘อนุทิน’ความกลัวทำให้เสื่อม อย่าชิง‘ยุบสภา’หนีการตรวจสอบ

‘อนุสรณ์’ดักคอ‘อนุทิน’ความกลัวทำให้เสื่อม อย่าชิง‘ยุบสภา’หนีการตรวจสอบ

‘อนุสรณ์’ดักคอ‘อนุทิน’ความกลัวทำให้เสื่อม อย่าชิง‘ยุบสภา’หนีการตรวจสอบ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.50 น.

‘อนุสรณ์’ดักคอ‘อนุทิน’ความกลัวทำให้เสื่อม อย่าชิง‘ยุบสภา’หนีการตรวจสอบ แนะประสานฝ่ายค้ำการันตีพร้อมค้ำรัฐบาลทุกสถานการณ์

7 ธันวาคม 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ออกมาระบุรัฐบาลเสียงข้างน้อย เตรียมความพร้อมที่จะยุบสภาทุกเมื่อ หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยจัดเตรียมขุนพลอภิปรายในการประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสอง เพื่อเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่นายอนุทินกลับส่งสัญญาณหลายครั้งถึงการเตรียมการที่จะยุบสภา หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ความกลัวทำให้เสื่อม นายอนุทินไม่ควรยุบสภา หนีการตรวจสอบ แต่เวลานี้ควรเป็นเวลาที่จะเร่งฟื้นฟูเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ เร่งแก้ปัญหาดราม่าการจัดซีเกมส์ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นภารกิจหลักที่ฝ่ายค้ำใน MOA ต้องการให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเดินหน้าผลักดันให้เต็มที่ นายอนุทิน ไม่ต้องกลัวว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้าน จะใช้โอกาสในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญ อภิปรายความล้มเหลวของรัฐบาลเสียงข้างน้อย สิ่งที่นายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยพึงทำ คือเร่งประสานขอความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้ำใน MOA ให้การันตีพร้อมค้ำรัฐบาลนายอนุทินทุกสถานการณ์ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะอภิปรายถล่มรัฐบาลหนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ตาม พรรคฝ่ายค้ำก็จะยังยืนยันสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อยต่อไป

“พรรคเพื่อไทยมีหลายฉากทัศน์ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่หัวใจสำคัญต้องเป็นการยื่นอภิปรายที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ ปัญหาความเดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลเสียงข้างน้อยอย่าชิงยุบสภาหนีปัญหา หนีการตรวจสอบเร็วเกินไปจนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่ได้รับการแก้ไข” นายอนุสรณ์ กล่าว 

‘ไตรศุลี’ยันปมปฏิเสธสัญญาณจันทร์ส่องหล้า-ไม่ให้สัญชาติ‘เบน สมิธ’ ทำ‘ภท.’ถูกเขี่ยออก

‘ไตรศุลี’ยันปมปฏิเสธสัญญาณจันทร์ส่องหล้า-ไม่ให้สัญชาติ‘เบน สมิธ’ ทำ‘ภท.’ถูกเขี่ยออก

‘ไตรศุลี’ยันปมปฏิเสธสัญญาณจันทร์ส่องหล้า-ไม่ให้สัญชาติ‘เบน สมิธ’ ทำ‘ภท.’ถูกเขี่ยออก

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

‘ไตรศุลี’ยันปมปฏิเสธสัญญาณจันทร์ส่องหล้า-ไม่ให้สัญชาติ‘เบน สมิธ’ ทำ‘ภท.’ถูกเขี่ยออก

7 ธันวาคม 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แชร์ข้อความข่าวที่ “หมาแก่” นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ผู้ดำเนินรายการข่าว เปิดเผยเบื้องหลังกรณีกระทรวงมหาดไทยยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย ปฏิเสธการขอสัญชาติไทยของ เบน สมิธ ว่า “ยุค อนุทิน เป็น รมว.มหาดไทย เบน สมิท ขอสัญชาติไทย 2 ครั้งแต่ถูกปฏิเสธ และตีตกทั้งสองครั้ง ทั้งที่มีสัญญาณจากบ้านจันทร์ส่องหล้านั่นทำให้บ้านจันทร์ส่องหล้าโกรธและเขี่ยภูมิใจไทยออก”

ทั้งนี้ นส.ไตรศุลี โพสต์ข้อความกรณีข่าวดังกล่าวของนายดนัย ว่า “อุ๊ยยยยย  ตอนนั้นดิฉันเป็น เลขานุการรมว.มหาดไทย ค่ะ”

‘ซูเปอร์โพล’ชี้เปรี้ยง หัวใจการเลือกตั้งคือพรรคไหน‘เข้าใจประชาชน’มากที่สุด กำชัยชนะ

‘ซูเปอร์โพล’ชี้เปรี้ยง หัวใจการเลือกตั้งคือพรรคไหน‘เข้าใจประชาชน’มากที่สุด กำชัยชนะ

‘ซูเปอร์โพล’ชี้เปรี้ยง หัวใจการเลือกตั้งคือพรรคไหน‘เข้าใจประชาชน’มากที่สุด กำชัยชนะ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.13 น.

‘ซูเปอร์โพล’ชี้เปรี้ยง หัวใจการเลือกตั้งคือพรรคไหน‘เข้าใจประชาชน’มากที่สุด กำชัยชนะ

7 ธันวาคม 2568 สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลการสำรวจ เรื่อง “โพลเลือกตั้งพรรคการเมือง ใจคนยังไม่นิ่ง” จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,085 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3 – 6 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

สำนักวิจัยซูเปอร์โพลเผยให้เห็นภาพรวมของสังคมไทยในห้วงเวลาทางการเมืองที่เปราะบางและเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างยิ่ง การสำรวจครั้งนี้มิได้สะท้อนเพียง “คะแนนนิยมของพรรคการเมือง” หากแต่สะท้อนสภาพจิตวิทยาทางสังคม เศรษฐกิจ และโครงสร้างความคิดทางการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางกระแสข้อมูลข่าวสารที่หมุนเร็วและความไม่มั่นใจต่ออนาคตของประเทศ ผลลัพธ์ของโพลชุดนี้จึงบ่งบอกความเป็นจริงสำคัญอย่างหนึ่งว่า แม้ประชาชนจำนวนมากจะมีพรรคที่ “ชอบ” อยู่แล้ว แต่ใจของเขาเหล่านั้นกลับไม่เคยนิ่งและพร้อมจะขยับไปตามผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ เม็ดเงินที่ถึงมือประชาชน ความช่วยเหลือเยียวยา ข้อเสนอเชิงนโยบายใหม่ ๆ แบรนด์ทางการเมืองใหม่ ๆ หรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุว่า เมื่อตรวจสอบการรับรู้ด้านเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดการตัดสินใจทางการเมืองในปัจจุบัน พบว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับการระบุว่า “กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด” สูงถึง 72.8% ตามด้วยพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือ 69.2% ขณะที่พรรคประชาชนตามมาในระยะห่างที่มากกว่า คือ 42.3% ตัวเลขทั้งสามชุดนี้บ่งชี้ชัดเจนว่าประชาชนกำลังใช้ “ผลงานด้านเศรษฐกิจ” เป็นเข็มทิศสำคัญของความเชื่อมั่นทางการเมือง การที่สองพรรคใหญ่ได้รับคะแนนสูงเกือบเท่ากัน สะท้อนการแข่งขันด้านนโยบายเศรษฐกิจที่เข้มข้นและการช่วงชิงพื้นที่ในจิตใจคนไทยอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การที่ประชาชนร้อยละ 68.2 ระบุว่ามีพรรคการเมืองที่ชอบแล้ว ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจนั้นถูกปิดผนึก ตรงกันข้าม การที่ยังมีอีก 31.8% ที่ “ยังไม่มีพรรคที่ชอบ” สะท้อนขนาดอันใหญ่โตของกลุ่มคะแนนลอยตัว (floating votes) ซึ่งเป็นกลุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนทิศได้ทุกเมื่อ และแม้ผู้ที่มีพรรคในใจก็ยังมิได้มั่นคงอย่างแท้จริง เพราะเมื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการ “เปลี่ยนใจในอนาคต” ถึง 70.6% ของประชาชนระบุชัดว่าตนเอง “อาจเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคใหม่ได้” ขณะที่มีเพียง 29.4% เท่านั้นที่หนักแน่นว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง สัดส่วนนี้คือหลักฐานสำคัญของภาวะทางการเมืองแบบใหม่ — ภาวะที่คะแนนเสียงเคลื่อนที่สูง ความเชื่อมั่นผันผวน และประชาชนพร้อมจะโยกย้ายจุดยืนเมื่อพบข้อเสนอหรือนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง

ที่น่าสนใจคือ เมื่อมองโครงสร้างความคิดเชิงอุดมการณ์ พบภาพที่น่าสนใจยิ่งกว่า ประชาชนเพียง 20.6% ที่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มพรรคแนวเสรีนิยม ขณะที่ 38.9% ระบุว่ามีแนวคิดโน้มไปทางอนุรักษ์นิยม แต่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดกลับมิใช่สองขั้วนี้ หากเป็นกลุ่มที่ “อยู่กลาง ๆ” สูงถึง 40.5% ตัวเลขนี้สะท้อนการลดลงของความคิดแบบแบ่งขั้วและการผงาดขึ้นของประชาชนที่ให้ความสำคัญกับ “นโยบายที่ทำได้จริง” มากกว่าอุดมการณ์หรือวาทกรรมทางการเมือง พรรคการเมืองใดสามารถเชื่อมต่อกับกลุ่มกลางนี้ด้วยข้อเสนอที่มีเหตุผลและแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ย่อมมีโอกาสคว้าคะแนนเสียงจำนวนมากในช่วงเวลาสำคัญก่อนวันเลือกตั้ง

ที่น่าพิจารณา คือ เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาสังเคราะห์ร่วมกัน จะเห็นภาพใหญ่ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าความไม่นิ่งของคะแนนเสียงมิได้เกิดจากความลังเลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากบริบททางเศรษฐกิจที่บีบคั้น ความเร็วของข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาไม่นาน และความต้องการ “ความหวังรูปธรรม” ของประชาชนในช่วงเวลาที่พวกเขารู้สึกว่าประเทศกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ ผลสำรวจชุดนี้สะท้อนว่าประชาชนพร้อมจะขยับตามพรรคที่เสนอทางแก้ปัญหาปากท้องได้จริง เชื่อมโยงนโยบายเข้ากับชีวิตประจำวัน และสื่อสารอย่างตรงประเด็น เข้าใจง่าย และน่าเชื่อถือ

รายงานของซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า ในมุมเชิงนโยบาย พรรคการเมืองจึงจำเป็นต้องกลับไปทบทวนยุทธศาสตร์ของตนอย่างจริงจัง เพราะคะแนนนิยมในเวลานี้มิใช่การต่อสู้ของ “พรรคใดพรรคหนึ่ง” หากเป็นการต่อสู้ของ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่อผู้ที่สามารถทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้อย่างจับต้องได้ พรรคใดที่ยังสื่อสารเชิงภาพลักษณ์โดยไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจน จะถูกกลืนหายไปในยุคของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่พร้อมจะเปลี่ยนใจถึงกว่าเจ็ดในสิบคน การเมืองไทยจึงกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่ที่พรรคจะต้องยืนบนฐานของข้อมูล นโยบายที่พิสูจน์ได้ และการสื่อสารที่จับหัวใจของประชาชนจริง ๆ มิใช่เพียงการประกาศสัญญาที่ลอยอยู่บนอากาศ

ท้ายที่สุด ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า หัวใจของการเลือกตั้งในปีนี้ ไม่ใช่การช่วงชิงอุดมการณ์ แต่เป็นการช่วงชิงความหวังของประชาชน พรรคใดเข้าใจประชาชนได้ลึกกว่า มองเห็นความกังวลด้านเศรษฐกิจได้ชัดกว่า และเสนอทางออกที่ตรวจสอบได้มากกว่า พรรคดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยน “ใจที่ยังไม่นิ่ง” ให้กลายเป็น “คะแนนเสียงที่มั่นคง” ได้ในที่สุด และจะเป็นผู้ขับเคลื่อนทิศทางอนาคตของประเทศหลังการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญที่สุด

‘กกต.’แจงวิธีคำนวณจำนวน‘สส.’พึงมี 400 เขต

‘กกต.’แจงวิธีคำนวณจำนวน‘สส.’พึงมี 400 เขต

‘กกต.’แจงวิธีคำนวณจำนวน‘สส.’พึงมี 400 เขต

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.00 น.

‘กกต.’เผย‘ยุบสภา’จะคำนวณจำนวน สส. แบบแบ่งเขต และเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดพึงมี ใช้จำนวนราษฎรที่มีสัญชาติไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม ก่อนปีที่จะมีการเลือกตั้ง

7 ธันวาคม 256น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่เอกสารข่าวแจ้งว่า ขอประชาสัมพันธ์กรณีการประกาศจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและจำนวนเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดจะพึงมี ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. การกำหนดจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 เขต เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 86 (1) ซึ่งบัญญัติให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวน สส. 400 คน โดยได้นำจำนวนราษฎรสัญชาติไทยทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธันวา คม 2567 จำนวน 64,953,661 คน มาใช้เป็นฐานคำนวณ แล้วหารด้วยจำนวน สส. 400 คน ส่งผลให้มีค่าเฉลี่ย 162,384 คน ต่อ สส. 1 คน (รายละเอียดตามประกาศ กกต.จำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง)

2. กรณีที่มีการยุบสภาและต้องจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป ปี พ.ศ. 2569 และสำนักทะเบียนกลางได้มีประกาศ เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะกำหนดจำนวน สส. และเขตเลือกตั้ง สส. ในแต่ละจังหวัดใหม่ โดยนำจำนวนราษฎรสัญชาติไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มาใช้เป็นฐานคำนวณตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ อาจส่งผลให้บางจังหวัดมีจำนวน สส. และเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้

3. จำนวน สส. และจำนวนเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดพึงมี ใช้ข้อมูลจำนวนราษฎรที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น โดยไม่ได้นำข้อมูลจำนวนราษฎรที่ไม่มีสัญชาติมาใช้ในการคำนวณจำนวน สส.และจำนวนเขตเลือกตั้ง (ซึ่งเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า การกำหนดจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 86 (1) ที่กำหนดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง นั้น คำว่า “ราษฎร” ไม่รวมถึงผู้ไม่ได้สัญชาติไทย) (รายละเอียดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ)

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนว่า การกำหนดจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นการดำเนินการโดยยึดหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444

‘ไทยภักดี’ยก 8 ประเด็น หวังเห็นปชช.เข้าใจความจริง ทางออกปมสหภาพแรงงานไดกิ้น

‘ไทยภักดี’ยก 8 ประเด็น หวังเห็นปชช.เข้าใจความจริง ทางออกปมสหภาพแรงงานไดกิ้น

‘ไทยภักดี’ยก 8 ประเด็น หวังเห็นปชช.เข้าใจความจริง ทางออกปมสหภาพแรงงานไดกิ้น

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.41 น.

‘ไทยภักดี’ยก 8 ประเด็น หวังเห็นปชช.เข้าใจความจริง ทางออกปมสหภาพแรงงานไดกิ้น

7 ธันวาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” เรื่อง “อยากให้ประชาชนเข้าใจความจริงเรื่องสหภาพแรงงานไดกิ้น” ระบุว่า…

อยากให้ประชาชนเข้าใจความจริงเรื่องสหภาพแรงงานไดกิ้น

พรรคไทยภักดีได้ติดตามข้อเรียกร้อง ของสหภาพแรงงานกับบริษัทไดกิ้น จนกระทั่งนำไปสู่การปิดงาน(หยุดพักงาน ไม่จ่ายค่าจ้าง) มีประเด็นที่อยากให้ประชาชนได้เข้าใจ

1.โรงงานไดกิ้นมีพนักงานทั้งหมดประมาณ 5,000 คน แต่เป็นพนักงานประจำ 2,800 คน ที่เหลือเป็นการจ้างเหมา และนักศึกษาฝึกงาน

2.ในปีพ.ศ. 2567 บริษัทมีกำไร 5,500 ล้านบาท พนักงานได้โบนัส 7 เดือน ขึ้นเงินเดือน 4.5% และมีเงินพิเศษ 21,000 บาท (เป็นผลจากการเจรจา)

3.ในปีพ.ศ. 2568 บริษัทมีกำไร 5,905 ล้านบาท บริษัทจ่ายโบนัส 5 เดือน ขึ้นเงินเดือน 2% และมีเงินพิเศษ 12,000 บาท ซึ่งสร้างความไม่พอใจต่อพนักงาน เพราะบริษัทกำไรเพิ่ม แต่ผลตอบแทนพนักงานลดลง จึงเกิดการชุมนุมของพนักงาน

4.มีการเจรจากันหลายครั้ง จนมีบทสรุปที่ใกล้ลงตัวคือ จ่ายโบนัสเท่าเดิม คือ 7 เดือน เพิ่มเงินเดือน 4.5% เงินพิเศษ 3 หมื่นบาท

5.ปัญหาที่ยังมีอยู่คือ ข้อตกลงของบริษัทเฉพาะพนักงานเป็นรายๆที่ขยัน ไม่ขาด ไม่ลา ไม่มาสาย จะได้ทองคำ ถ้าขยันต่อเนื่อง 5 ปี จะได้1บาท ถ้า5-10 จะได้ตั้งแต่ 1บาทสลึงจนถึง 2 บาท ถ้าเกิน 10 ปี จะได้ 3 บาท

6.ข้อตกลงนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจของบริษัท กับพนักงาน มีมาตั้งแต่ก่อนปี 2555 แต่หลังจากปี 2555 จะได้เป็นเงิน 40,000 บาทแทน

7.ปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากทองคำราคาแพงขึ้น ทางบริษัทจึงนำเรื่องทองคำ ที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล ระหว่างบริษัทกับพนักงานที่ขยัน มาปะปนกับข้อเรียกร้องของสหภาพ ซึ่งเป็นเรื่องผลตอบแทนของพนักงานทั้งหมด จึงนำไปสู่ปัญหาและสั่งปิดงานในที่สุด

8.พรรคไทยภักดีขอเรียกร้อง กระทรวงแรงงาน ที่จะมาไกล่เกลี่ยปัญหานี้(ทราบข่าวว่า 8 ธ.ค.นี้) ต้องแยกเรื่องบริษัทที่ตกลงจูงใจกับพนักงานที่ขยัน ไม่ขาด ไม่ลา ไม่มาสาย อย่าเอามาปะปนกับ ผลตอบแทนของพนักงานทั้งหมด ที่สหภาพแรงงานเป็นตัวแทน ในการเรียกร้อง ซึ่งใกล้จะยุติแล้ว และหวังว่าน่าจะยุติด้วยดี

ผมไม่ใช่สมาชิกBRN! ‘รอมฎอน’แจงแค่ต้องการความเท่าเทียม

ผมไม่ใช่สมาชิกBRN! ‘รอมฎอน’แจงแค่ต้องการความเท่าเทียม

ผมไม่ใช่สมาชิกBRN! ‘รอมฎอน’แจงแค่ต้องการความเท่าเทียม

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.18 น.

ผมไม่ใช่สมาชิกBRN! ‘รอมฎอน’แจงแค่ต้องการความเท่าเทียม

7 ธันวาคม 2568 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก Romadon Panjor ระบุว่า…

ขอแจ้งต่อท่านที่ยังกังขาเพื่อความชัดเจนอีกครั้งนะครับ ผมไม่ใช่สมาชิกหรือผู้เกี่ยวข้องกับ #บีอาร์เอ็น หรือขบวนการติดอาวุธใด ๆ ส่วนพรรคประชาชนก็ไม่มีเป้าหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดนตามที่หลายคนพยายามป้ายสี เราเพียงแต่มุ่งหวังสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย สร้างสังคมที่ผู้คนเท่าเทียมและเคารพยอมรับซึ่งกันและกัน

ความปรารถนาของผมคือสันติภาพที่เป็นจริงและยั่งยืน การเดินไปถึงจุดนั้นจำเป็นต้องทำความเข้าใจข้อเท็จจริงและรากเหง้าของความขัดแย้ง มองเห็นจุดยืนและความต้องการของตัวแสดงต่าง ๆ ในความขัดแย้งนั้น ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกอึดอัด แต่การเผชิญหน้าความจริงคือจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายปัญหาที่สะสมมานานหลายทศวรรษครับ

การเข้าใจความขัดแย้งเป็นกระดุมเม็ดแรก และไม่ได้เท่ากับการสนับสนุนความรุนแรง ตรงกันข้ามเลย มันเป็นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการสันติภาพต่างหากครับ