หมัดน็อกรัฐบาล! ชี้เป้า‘เพื่อไทย’ ซักฟอก‘อนุทิน’ 4 เรื่องใหญ่

หมัดน็อกรัฐบาล! ชี้เป้า‘เพื่อไทย’ ซักฟอก‘อนุทิน’ 4 เรื่องใหญ่

หมัดน็อกรัฐบาล! ชี้เป้า‘เพื่อไทย’ ซักฟอก‘อนุทิน’ 4 เรื่องใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.04 น.

หมัดน็อกรัฐบาล! ชี้เป้า‘เพื่อไทย’ ซักฟอก‘อนุทิน’ 4 เรื่องใหญ่

7 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ชี้เป้า ซักฟอก อนุทิน” ระบุว่า…

ชี้เป้า ซักฟอก อนุทิน

ผมเห็นข่าวที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวปราศรัยหาเสียง ที่จังหวัดลำพูน ซึ่งได้ปราศรัยตอนหนึ่งว่า “พรรคเพื่อไทยไม่กลัวยุบสภา และพร้อมเลือกตั้งทันที เราอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างเต็มที่ และพร้อมให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง”

คำปราศรัยของนายจุลพันธ์ ประกาศว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน และไม่กลัวการยุบสภา แต่ที่สังคมสงสัยก็คือ พรรคเพื่อไทยประกาศมาโดยตลอดว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ ตามมาตรา 151 และมีแนวโน้มว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที เมื่อเปิดสมัยประชุมสามัญคือวันที่ 12 ธันวาคม 2568 จนนายอนุทินได้ส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลให้เตรียมพร้อม

แต่ล่าสุดก็เกิดอาการละล้าละลังของพรรคเพื่อไทย ว่าจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันไหนกันแน่ แต่คนในพรรคเพื่อไทยยังยืนกรานว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน ซึ่งสังคมต้องการความชัดเจนว่า จะยื่นเมื่อไหร่ เพราะประเด็นของการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีมากมายหลายประเด็น

สำหรับผมในฐานะผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองเห็นว่า ประเด็นที่พรรคเพื่อไทยเคยนำเสนอการอภิปรายไม่ไว้วางใจประมาณ7ประเด็น ซึ่งมีหลายประเด็นที่เป็นประเด็นเก่า แต่สำหรับผมเห็นว่า มีอยู่4ประเด็นเท่านั้น ที่พรรคเพื่อไทยสามารถจะนำมาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ และเป็นหมัดน็อกรัฐบาลอนุทินได้ นั่นก็คือ

1.เรื่องความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่สังคมคาดหวังว่า รัฐบาลอนุทินสามารถจะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชา ได้มากกว่ารัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และสามารถจะแก้ปัญหาความขัดแย้งให้ยุติได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ในที่สุดก็ยังมีปัญหาความขัดแย้งดำรงอยู่ ถึงขั้นมีการฉีกปฏิญญาสันติภาพ ที่ได้ลงนามกันที่ประเทศมาเลเซีย

2.เรื่องความล้มเหลวในการแก้ปัญหาน้ำท่วม อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายมากมาย รวมไปถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้อีก8จังหวัด จนถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง ที่ประชาชนยังรับชะตากรรมแช่น้ำอยู่เป็นเวลา4-5เดือนแล้ว

3.เรื่องการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งรัฐบาลทำงานล่าช้า ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่เรื่องแก๊งสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้าทำงานใหม่ๆ ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ได้ยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์มานานแล้ว แต่ประเทศไทยเพิ่งประกาศอายัดทรัพย์หรือยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์เมื่อเร็วๆนี้ และยังมีภาพหลุด ภาพปล่อย ที่บุคคลสำคัญในรัฐบาลชุดนี้ เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ด้วย

4.เรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นการโยกย้ายที่ทำลายระบบคุณธรรม สามารถนำมาอภิปรายได้ เพราะเป็นการโยกย้ายที่เอื้อต่อการเลือกตั้ง และหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ตั้งแต่ระดับรองปลัดกระทรวง อธิบดี จนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมแล้ว หลายร้อยตำแหน่ง

พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องไปเตรียมประเด็นที่จะนำมาอภิปรายรัฐบาลอนุทิน มากนัก เพราะระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดนี้มีเพียง2เดือนเท่านั้น ถ้าหากจะเปิดอภิปรายจริงๆ ใช้4ประเด็นที่นำเสนอ เชื่อว่าสามารถที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทินได้แน่นอน ขอเพียงแต่พรรคเพื่อไทย กล้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้นเอง

เดือดพลั่ก!‘คริส เส้นด้าย’ฉะการเมืองสกปรก มุ่งโจมตีพรรคเศรษฐกิจปม 112

เดือดพลั่ก!‘คริส เส้นด้าย’ฉะการเมืองสกปรก มุ่งโจมตีพรรคเศรษฐกิจปม 112

เดือดพลั่ก!‘คริส เส้นด้าย’ฉะการเมืองสกปรก มุ่งโจมตีพรรคเศรษฐกิจปม 112

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.49 น.

เดือดพลั่ก!‘คริส เส้นด้าย’ฉะการเมืองสกปรก มุ่งโจมตีพรรคเศรษฐกิจปม 112

จากกรณี “เต้ อาชีวะ” อัครวุธ บุรณพนธ์ โพสต์ฝากถึง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เกี่ยวกับมาตรา 112 ที่เคยพูดแสดงความคิดเห็นเอาไว้เมื่อช่วงปี 2566 โดยมีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นมากมายถึงกรณีนี้ และมองไปที่นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งกับแกนนำพรรค จึงออกมาตั้งพรรคเส้นด้าย และเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคเศรษฐกิจ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จี้ รังษี แจงร่วมพรรค คริส เส้นด้าย เต้ อาชีวะ ขุดโพสต์แซะ 112)

ล่าสุดนายคริส โพสต์คลิปชี้แจงในเรื่องนี้ ระบุว่า ช่วง 2-3 วันนี้มีคนโจมตีตน และพรรคเศรษฐกิจว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนต้องการให้พี่น้องประชาชนกลับไปดูโพสต์ของตน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีตรงไหนเลยที่ตนจะเสนอแก้ไขมาตรา 112 และขอให้สัญญาว่าตราบใดที่ตนยังเป็นประธานพรรคเศรษฐกิจ จะไม่มีการเสนอแก้มาตรา 112 อย่างเด็ดขาด

นายคริส กล่าวอีกว่า ขอเรียนว่าวันนี้การกระทำของผู้ไม่หวังดี คือ การมุ่งโจมตีความฝันและความหวังของคนจำนวนมหาศาล วันนี้สิ่งที่พรรคเศรษฐกิจเสนอ คือ การมีประเทศไทยที่เข้มแข็ง บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และไม่มีการคอร์รัปชั่น วันนี้ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พรรคพูด คุณบอกมาว่าไม่ดีตรงไหน ไม่ใช่การเล่นการเมืองสกปรกแบบนี้ ไม่มีใช่เล่นการเมืองที่บอกว่าคุณจงรักภักดีกว่าคนอื่น วันนี้การเล่นการเมืองแบบนี้ต้องเลิกให้หมด

“วันนี้มีเยาวชนจำนวนมากที่เดินตามพรรคเศรษฐกิจ เขาเริ่มรู้คุณค่าของการมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่สนใจ จะกล่าวหาผมไม่จงรักภักดี กล่าวหาไปเลย แต่อย่าทำกับเยาวชนกลุ่มนี้ ขอฝากไปถึงบุคคลที่ไม่หวังดีกับพรรคเศรษฐกิจ ว่า อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่านำสถาบันมาเป็นประเด็นทางการเมือง” นายคริส กล่าว

‘สวนดุสิตโพล’เปิดความต้องการประชาชน อยากได้คนแบบไหนเป็น สส.-นายกรัฐมนตรี

‘สวนดุสิตโพล’เปิดความต้องการประชาชน อยากได้คนแบบไหนเป็น สส.-นายกรัฐมนตรี

‘สวนดุสิตโพล’เปิดความต้องการประชาชน อยากได้คนแบบไหนเป็น สส.-นายกรัฐมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.18 น.

‘สวนดุสิตโพล’เปิดความต้องการประชาชน อยากได้คนแบบไหนเป็น สส.-นายกรัฐมนตรี

7 ธันวาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนอยากได้คนแบบไหนเป็น สส.และนายกรัฐมนตรี” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,186 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1.ประชาชนคิดว่าคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. ต่อไปนี้ มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด (คะแนนเต็ม 10)

1.พูดจริงทำจริง 9.46

2.ขยัน อดทน 9.44

3.ซื่อสัตย์ 9.42

4.บริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตได้ 9.41

5.มีจิตอาสา 9.04

6.ความเป็นผู้นำสูง 8.93

7.มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ 8.77

8.การศึกษาดี 8.37

9.มีประสบการณ์ทางการเมือง 7.90

10.มีฐานะที่มั่นคง 7.50

11.พูดเก่ง 7.40

12.มีชื่อเสียง 7.22

13.อาชีพ 6.94

14.อายุ 5.91

15.เพศ 4.32

2.คุณลักษณะสำคัญของคนจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี

อันดับ 1 มีอุดมการณ์ก้าวหน้า มีวิสัยทัศน์ กล้าทำอะไรใหม่ ๆ 40.71%

อันดับ 2 ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง 30.09%

อันดับ 3 ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์ สุจริต 29.20%

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนอยากได้คนแบบไหนเป็น สส.และนายกรัฐมนตรี” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,186 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าคุณสมบัติผู้สมัคร สส. ที่สำคัญ คือ การพูดจริงทำจริง คะแนนเฉลี่ย 9.46 คะแนน รองลงมาคือ ความขยัน อดทน 9.44 คะแนน และความซื่อสัตย์ 9.42 คะแนน ด้านคุณสมบัติของผู้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ มีอุดมการณ์ก้าวหน้า มีวิสัยทัศน์ กล้าทำอะไรใหม่ ๆ ร้อยละ 40.71 รองลงมาคือ ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง ร้อยละ 30.09 และไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์ สุจริต ร้อยละ 29.20

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนบริบทที่คนไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ และความผันผวนทางการเมือง จึงทำให้ “ความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤต” กลายเป็นอีกคุณสมบัติสำคัญที่ประชาชนมองหาในตัวผู้แทน ด้านคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เห็นชัดว่ามีองค์ประกอบหลัก 4 ประการ หรือ “4 ก.” ได้แก่ อุดมการณ์ ก้าวหน้า ไม่เล่นเกม และไม่โกง ซึ่งบ่งบอกถึงความคาดหวังต่อผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ พร้อมเปลี่ยนแปลง และไม่ต้องการการเมืองแบบเดิมที่เป็นภาระต่อการพัฒนา            

ด้าน ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายมหาชนและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ข้อมูลจากผลโพลแสดงให้เห็นว่า พลวัตที่น่าสนใจในบริบทการเมืองไทยคือ ประชาชนให้ความสำคัญกับ “คุณค่าเชิงสมรรถนะและจริยธรรม” (Competency and Integrity Values) ของผู้ที่จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากกว่าปัจจัยทางกายภาพหรือสถานะทางสังคม โดยคะแนนสูงสุดจะกระจุกตัวอยู่ที่ “การพูดจริง  ทำจริง” “ขยัน อดทน” และ “ความซื่อสัตย์” มากกว่าปัจจัยด้านอื่น ๆ

ทั้งนี้ สะท้อนว่าผู้มีสิทธิออกเสียงต้องการผู้แทนที่เน้นผลสัมฤทธิ์ (Result-Oriented) และมีธรรมาภิบาล มากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก และในส่วนของประมุขฝ่ายบริหาร ผลสำรวจบ่งชี้ชัดเจนถึงความต้องการ “ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์และการเปลี่ยนแปลง” (Visionary and Change Leadership) โดยสังคมคาดหวังผู้นำที่มีอุดมการณ์ก้าวหน้า กล้าตัดสินใจทำสิ่งใหม่ เพื่อนำพาประเทศออกจากกับดักทางการเมืองแบบดั้งเดิม ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนตื่นรู้และต้องการการเมืองที่สร้างสรรค์ โปร่งใส และจับต้องได้จริง มากกว่าวาทกรรมทางการเมือง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การทำงานของพี่น้อง อส. ที่มาช่วยฟื้นฟูหาดใหญ่ ถือเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก ผมไม่มีเจตนาด้อยค่าแต่ประการใด หากพูดจาพลาดพลั้งไป ผมขออภัยและขอน้อมรับผิดด้วยความจริงใจ และพร้อมเดินหน้าทำงานกับ อส. เพื่อช่วยเหลือชาวหาดใหญ่ต่อไป”

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

ดูฤกษไล่ทุบ‘หนู’ พท.ฮึ่มรายวันอย่ายุบสภา ทสท.จี้รบ.จับ‘เบน สมิธ’

ดูฤกษไล่ทุบ‘หนู’ พท.ฮึ่มรายวันอย่ายุบสภา ทสท.จี้รบ.จับ‘เบน สมิธ’

ดูฤกษไล่ทุบ‘หนู’ พท.ฮึ่มรายวันอย่ายุบสภา ทสท.จี้รบ.จับ‘เบน สมิธ’

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดูฤกษไล่ทุบ‘หนู’ พท.ฮึ่มรายวันอย่ายุบสภา ทสท.จี้รบ.จับ‘เบน สมิธ’

“เพื่อไทย” ตามเจาะยางรายวัน ชี้ รัฐบาลอนุทิน ทำเสียหายเยอะ ปล่อยไว้ไม่ได้อีกต่อไป แต่ขอดูฤกษ์ ก่อนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เตือนอย่ายุบสภาหนี “ไชยชนก” ยิ้มออก หลังปปง.ยึดทรัพย์เครือข่าย “สแกมเมอร์” หมื่นล้าน ยกเปลี่ยน รัฐบาล “อนุทิน” เป็นโดมิโน่แรกทลายเครือข่ายฯ ทสท.จี้นายกฯเร่งออกหมายจับ “เบน สมิธ”

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคพท.จะยื่นอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 12 ธันวาคม นี้ ว่า ขออย่าเต้นตามข่าว เรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป เมื่อถามว่า หากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นช่วงเวลาใด นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต่อให้รู้ก็บอกไม่ได้ ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมานั้น ตนยังไม่เห็น ส่วนที่จะมีการประชุมสส.เพื่อไทย ก่อนการเปิดสมัยประชุมสภาฯ เรื่องดังกล่าวคงจะมีการคุยกันในที่ประชุม สส.เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้องถามความเห็น แต่การดำเนินการอยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป

ขอดูฤกษ์ก่อนไล่ทุบหนู ’

นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ยอมรับว่า เรื่องนี้ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งเราพร้อมที่จะทำการยื่นอภิปราย แต่กำลังดูช่วงเวลา เพราะไม่อยากเป็นแพะในเรื่องของการถูกโยงว่าการที่พรรค พท.ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ การเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ไม่สำเร็จ ดังนั้น เราจึงต้องดูช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด เพราะเขาขู่ฟอดๆ ว่าถ้าเรายื่นก็จะยุบสภา ซึ่งถ้าจะยุบก็ยุบ เราไม่ได้กลัว เพราะเราทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน

เตือนนายกฯอย่ายุบสภาหนี

นายสรวงศ์ กล่าวว่าทั้งนี้ขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน และทุกครั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยังไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนี ซึ่งหากเขายืนยันที่จะทำการยุบสภา นั่นคือเพราะไม่อยากถูกตรวจสอบ ซึ่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่จำเป็นต้องยุบสภา เพราะการที่นายอนุทินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น มีเสียงสนับสนุนถึง 311 เสียง ถ้านายอนุทินคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด หรือทำอะไรแล้วประเทศชาติไม่ได้รับความเสียหาย ก็ควรจะไปโน้มน้าวคนที่โหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีให้สนับสนุนต่อ ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วก็มาขู่ว่าถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะยุบสภา ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงเพียง 141 เสียง พวกตนก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคประชาชน

เมื่อถามว่าที่ประชุมกก.บห.ของพรรคได้มีการหารือว่านายอนุทินจะยุบสภาหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันภายในพรรค ไม่ใช่แค่กก.บห.โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลายว่านายกรัฐมนตรีจะยุบสภาหรือไม่ จะกล้ายุบหรือไม่ แต่ขณะนี้ยังไม่มีผลสรุปออกมาว่าจะยื่นอภิปรายฯ เมื่อไหร่ เพราะเราอยากให้รัฐบาลได้แก้ไขและเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้เต็มที่ ถือเป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบ

อ้างปชน.ปชป.พร้อมร่วมอภิปราย

“เพราะการที่รัฐบาลบริหารบ้านเมืองแล้ว มีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก หากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายนั่น คือ เรื่องแปลก และในฐานะฝ่ายค้านเราไม่สามารถให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เพราะขณะนี้ประเทศเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว” นายสรวงศ์ กล่าว

เมื่อถามว่าหากพรรคพท.ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว มองว่าพรรคประชาชนจะร่วมลงมติไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ทราบเลยว่าเขาจะลงมติอย่างไร ตนไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นมติของพรรคประชาชน แต่ทางพรรค พท.พร้อม และได้ยินมาว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชาติก็จะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ย้ำว่าการทำหน้าที่ฝ่ายค้านต้องใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ จะมาปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป จะมากลัวนั่น กลัวนี่ กลัวยุบสภา ไม่มีใครกลัวใคร เราต้องคำนึงถึงประเทศชาติว่าเสียหายอย่างไร

รบ.ทำประเทศเสียหาย

ต่อข้อถามว่ามีสส.บางกลุ่มไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสรวงศ์ กล่าวว่าที่บอกว่าไม่เห็นด้วย เขาอาจจะมองว่าหากยื่นอภิปรายไปแล้วอาจจะถูกกล่าวหาว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือถูกกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จเป็นเพราะพรรค พท. แต่ยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีคนเห็นแย้งและเสียงภายในพรรคเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีเสียงแตกว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“การที่มีคนมาตั้งคำถามว่า จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทำไม เพราะอีกหนึ่งเดือน ก็จะมีการยุบสภาแล้ว แต่อีกหนึ่งเดือนนั้น รัฐบาลอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ดังนั้น พวกตนจึงไม่สามารถปล่อยไปได้”นายสรวงศ์ ย้ำ

ทสท.จี้ออกหมายจับ”เบน สมิธ”

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) แสดงความคิดเห็นต่อกระแสสังคมที่ตั้งข้อสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรี กับนายเบน สมิธ หลังมีภาพปรากฏร่วมกับผู้มีอิทธิพลหลายคนในไทยรวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล แม้หลายฝ่ายจะออกมาปฏิเสธว่ารู้จักกันเพียงผิวเผินแต่กระแสสังคมยังคงเคลือบแคลงใจ เรียกร้องความชัดเจนจากฝ่ายบริหารนั้น จากคำชี้แจงของนายอนุทินที่กล่าวว่าเคยพบกับนายเบนเพียงไม่กี่ครั้ง และปฏิเสธการทำธุรกิจร่วมกัน รวมถึงการอ้างว่าเคยถูกย้ายจากกระทรวงมหาดไทยเพราะไม่ยอมอนุมัติสัญชาติไทยให้นายเบน สมิธ ทำให้เรื่องนี้จำเป็นต้องคลี่คลายอย่างเร่งด่วน โดยเชื่อว่านายอนุทินไม่น่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนายเบน แต่ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี น่าจะมีข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ข้อสงสัยต่างๆ กระจ่างขึ้นได้

พล.ท.ภราดร เสนอว่าเพื่อให้รัฐบาลหลุดพ้นจากข้อครหาว่าเกี่ยวพันกับ นายเบน สมิธ ควรดำเนินการอย่างเร่งคือ. เร่งออกหมายจับนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นบุคคลเดียวที่ยังไม่มีหมายจับจากทางการไทย พร้อมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบการกระทำผิดกฎหมาย ต้องเร่งดำเนินคดี อายัดทรัพย์ และจัดการผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่ละเว้น

ทั้ง เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาออกสัญชาติไทยให้แก่นายเบน สมิธ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้สั่งการให้นายอนุทินในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย เพื่อแสดงความโปร่งใส และคลายข้อสงสัยว่ามีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่

ยึดทรัพย์สแกมเมอร์1หมื่นล้าน

วันเดียวกันนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ 1หมื่นกว่าล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาว่า น่าจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ตนยิ้มออก เพราะเราทำมากันอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ตน แต่เป็นหลายหน่วยงานที่ร่วมมือกัน

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการสแกนม่านตาแลกกับเงินบิตคอยน์ว่าก่อนอื่น ขอชี้แจงกับประชาชนก่อนว่าเทคโนโลยีการสแกนม่านตาไม่ใช่เทคโนโลยีที่ไม่ดี เทคโนโลยีไม่ได้ผิด จริงๆ แล้วการสแกนม่านตาเป็นทางออกด้วยซ้ำ หากนำมาใช้ในรูปแบบที่ถูกต้องจะกลายเป็นสิ่งที่กันไม่ให้เกิดการสแกนอีกต่อไป เพราะว่าม่านตาเป็นการยืนยันตัวตนที่ละเอียดสูงสุดแล้ว และละเอียดกว่าลายนิ้วมือ ซึ่งอาจมีการซ้ำกันได้ แต่ม่านตาเทียบเท่าดีเอ็นเอไม่สามารถก็อปปี้ หากมีใช้ในการยืนยันตัวตนต่างๆ จะไม่สามารถสวมรอยกัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่เดือน ก.พ. 68 ที่เริ่มมีข่าวเกิดขึ้น โดยมี 2 ส่วนที่เป็นปัญหา ส่วนแรกคือเรื่องของการเอาข้อมูลม่านตาไปโดยที่ไม่ได้บอกพี่น้องประชาชน หรือเป็นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่แจ้งก่อน ส่วนที่สองคือประเด็นเรื่องของการมีค่าตอบแทนหรือมีกระบวนการอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในการเก็บข้อมูล โดยมีการรวบรวมพี่น้องประชาชนต่างจังหวัดเข้ามาร่วมโครงการ ซึ่งประชาชนจะไม่ทราบอยู่แล้วว่าการสแกนม่านตาคืออะไร และบวกกับบริษัทไม่ได้บอกในเรื่องผลตอบแทนว่าจะได้รับการตอบแทนในรูปแบบใด ซึ่งอาจจะเป็นการให้รับเหรียญในเบื้องต้น และกลายเป็นการให้เงินสดในทางปฎิบัติ เพราะชาวบ้านไม่ได้เทรดบิทคอยน์อยู่แล้ว ไม่ได้รู้เรื่องนี้ เขาก็รับเงินมาก่อนอยู่แล้ว

ทราบเรื่องเอ็มโอยูต้องบอกว่าตกใจ

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณีเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงดีอีกับ Prime Opportunity Fund VCC เพื่อจัดตั้งโครงการนำร่องพัฒนาศูนย์ธุรกิจและการเงินดิจิทัลนานาชาติ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรนั้น ว่า ถ้าเราดูเนื้อหาเอ็มโอยูเพียงผิวเผินก็จะคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีและปกติ หากเราอยากยกระดับพัฒนาอุตสาหกรรมหรือด้านใดด้านหนึ่ง แต่ตอนแรกที่ตนทราบเรื่องเอ็มโอยูต้องบอกว่าตกใจ เพราะว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีการที่กระทรวงไปลงนามกับกลุ่มบริษัทที่ดูทรงแล้ว ไม่น่าจะได้มีการทำการยกระดับมาตรฐานการยืนยันตัวตน (KYC) ที่ดีด้วย โดยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนำมาสู่เรื่องนี้ พอมีคนโยงเราไม่เคยเห็นสัญญา ถามไปในกระทรวงก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่รู้ ซึ่งตนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงกลัวมีความผิดไปด้วย จึงไม่บอกตน สุดท้ายพอไปตรวจพบว่า ไม่ได้ผิด หน่วยงานอื่นๆ เขาไม่รู้จริงๆ

ผงะต้นตอเอ็มโอยูรัฐกับเอกชน

ต้นตอของเรื่องของเอ็มโอยูนี้ เริ่มจากเลขาของอดีตรัฐมนตรียิงเรื่องนี้ลงไป เมื่อวันที่ 25 มี.ค.67 ที่ฝ่ายกฎหมายต่างประเทศของกระทรวงและมีการส่งต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ กฤษฎีกาและสำนักงานอัยการสูงสุดในวันที่ 26 มี.ค.โดยมีการตอบกลับจากกระทรวงการต่างประเทศและกฤษฎีกาว่าโอเคและดูเหมือนเป็นการเซ็นระหว่างรัฐกับเอกชน ไม่มีความผูกมัดทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม.จากนั้นวันที่ 27มี.ค. มีการตอบกลับจากอัยการสูงสุดว่าให้ไปดูมติครม.ที่เกี่ยวกับความมือกับต่างประเทศที่เกี่ยวข้องให้ระมัดระวังในเรื่องของทรัพย์สินดิจิทัลที่ทำร่วมกัน ในเอ็มโอยูระบุว่าให้เป็นของทางผู้พัฒนาระบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางรัฐไม่ได้เป็นเจ้าของแต่อย่างใดซึ่งอัยการสูงสุดแนะนำว่าควรเป็นเจ้าของร่วมกันแต่ก็มีการลงนามเสร็จสมบูรณ์ในวันที่27มี.ค. 67

“เท่ากับว่ากระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ลงไปทางเลขาฯ อดีตรัฐมนตรี ผ่านทุกกระบวนการแล้วย้อนกลับมาผ่านการเซ็นโดยปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีที่รับทราบ ใช้เวลาเพียง 3 วัน ในการเซ็นเอ็มโอยู ระหว่างประเทศยังไม่พอ ยังเป็นการเซ็นระหว่างภาครัฐกับเอกชน มันเป็นอะไรที่รวดเร็วมาก” นายไชยชนกกล่าว

‘สีหศักดิ์’ซัดแหลกกลางUN ‘เขมร’ลวงโลก! ยังละเมิดกฎหมายสากล งัดคลิปมัดวางทุ่นระเบิด

‘สีหศักดิ์’ซัดแหลกกลางUN ‘เขมร’ลวงโลก! ยังละเมิดกฎหมายสากล งัดคลิปมัดวางทุ่นระเบิด

‘สีหศักดิ์’ซัดแหลกกลางUN ‘เขมร’ลวงโลก! ยังละเมิดกฎหมายสากล งัดคลิปมัดวางทุ่นระเบิด

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘สีหศักดิ์’ซัดแหลกกลางUN ‘เขมร’ลวงโลก! ยังละเมิดกฎหมายสากล งัดคลิปมัดวางทุ่นระเบิดโฆษกทบ.ตามสับไม่ยั้ง ชี้เป็นภัยร้ายต่อภูมิภาค

กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพบก ผนึกกำลัง “สู้ศึกข้อมูล” ตอบโต้กัมพูชาดุเดือดกลางเวทีโลก! “สีหศักดิ์” รมว.การต่างประเทศ เดินหน้าชนกลางที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวา ชี้กัมพูชาละเมิดกฎหมายสากล ใช้ทุ่นระเบิดทำทหารไทยสูญเสีย 7 นาย ย้ำต้องตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระ ด้านเอกอัครราชทูตฯ งัดคลิปวิดีโอ “ทหารกัมพูชาฝึกวางระเบิด” ตบหน้าคำกล่าวอ้างบิดเบือน ขณะที่โฆษก ทบ. “พลตรี วินธัย” ตามซ้ำ จี้นานาชาติจับตา ผอ. CMAC “เฮง รัตนา” สร้างเรื่องหลอกลวงสังคมโลก ทำลายสันติภาพและความไว้วางใจในภูมิภาคอย่างร้ายแรง

วันที่ 6 ธ.ค.68 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับนายโวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในโอกาสเยือนนครเจนีวา เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 หรืออนุสัญญาออตตาวา โดยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงท่าทีไทยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมย้ำว่า ไทยยึดมั่นต่อหลักการสันติภาพ แต่กัมพูชาขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาและเป็นฝ่ายใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทำให้ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดและสูญเสียขาจำนวน 7 คนถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และขัดต่อการดำเนินการตาม Joint Declaration (JD) ของฝ่ายกัมพูชา

ดูแลเชลยศึกเขมรอย่างดี

ขณะเดียวกันนายสีหศักดิ์ ยังยืนยันด้วยว่า เชลยศึก 18 คนที่อยู่ในความควบคุมของไทยได้รับการดูแลตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และไทยได้อำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Red Cross Committee: ICRC) เข้าเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความร่วมมือระหว่างไทยและสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights: OHCHR) ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) และแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ไทยและ OHCHR ให้ความสำคัญ อาทิ สถานการณ์ในเมียนมา การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เชิญข้าหลวงใหญ่ฯเข้าร่วมการประชุม International Conference on the Global Partnership against Online Scams ระหว่างวันที่ 17 – 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ และหารือประเด็นการปรับปรุงโครงสร้างการทำงาน OHCHR และการเพิ่มบทบาทของสำนักงานภูมิภาคของ OHCHR ในกรุงเทพฯด้วย

เปิดหลักฐานกัมพูชาบิด

นอกจากนี้ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้กล่าวถ้อยแถลงในวาระการพิจารณาคำขอตามข้อ 8 ของอนุสัญญาออตตาวา ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 ณ นครเจนีวาด้วย

โดยนายสีหศักดิ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและจุดยืนของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาโดยย้ำว่าไทยมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯมาตลอด และได้ใช้กลไกทวิภาคีทุกช่องทางด้วยความจริงใจเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ไทยไม่ประสงค์ที่จะทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง แต่การที่ทหารของไทยได้รับความสูญเสียและต้องทุพลภาพอย่างถาวรจากการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดแจ้งนั้นจึงจำเป็นต้องกล่าวถ้อยแถลงนี้ในนามของประชาชนผู้ที่ต้องเผชิญกับการกระทำที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยไม่มีทางเลือกและต้องสงวนสิทธิในการดำเนินการตามกลไกข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯเพื่อขอคำชี้แจงจากกัมพูชา แต่คำชี้แจงของกัมพูชากลับขัดแย้งกับหลักฐานที่ได้ผ่านการตรวจสอบแล้วอีกทั้งยังมีการบิดเบือนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ชี้เขมรต้องรับกรรม

“หากรัฐภาคีสามารถวางทุ่นระเบิดใหม่แล้วเพียงปฏิเสธได้โดยไม่ต้องรับผลการกระทำใดๆ จะเกิดอะไรขึ้น หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งถัดไป การดำเนินการต่อไปที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสที่สุด คือการร้องขอให้เลขาธิการสหประชาชาติอำนวยความสะดวก (good offices) ในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-finding mission) ที่เป็นอิสระ อย่างทันท่วงที”

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของไทยคือเพื่อไม่ให้ประเด็นนี้ถูกนำมาทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง โดยการพึ่งพากลไกของอนุสัญญาฯ ซึ่งจะเป็นการปกป้องความน่าเชื่อถือของอนุสัญญาฯ และแสดงให้เห็นว่า กลไกดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้จริงในยามที่จำเป็นที่สุดด้วย

ทูตไทยตอบโต้กัมพูชา

นอกจากนี้ นางสาวอุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ใช้สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) แย้งคำกล่าวหาที่ปราศจากการพิสูจน์ข้อมูลของกัมพูชาว่า ไทยได้ดำเนินการฝ่ายเดียว ขาดความน่าเชื่อถือและทำให้ความสูญเสียของทหารทั้ง 7 นายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยได้แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา ต่อที่ประชุมรัฐภาคีฯ รวมถึงคลิปวิดีทัศน์ที่ทหารกัมพูชากำลังฝึกวางทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งฝ่ายไทยได้นำส่งหลักฐานเหล่านี้ให้กับเลขาธิการสหประชาชาติทั้งหมดด้วยแล้ว พร้อมทั้งชี้ว่า การจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบความจริงตามที่ไทยได้เสนอนั้นจะช่วยยืนยันข้อเท็จจริงและเสริมสร้างความโปร่งใสของการดำเนินการของทุกฝ่าย ซึ่งหากกัมพูชามีความสุจริตใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างแท้จริง ก็ควรที่จะยอมรับข้อเสนอดังกล่าว

ทั้งนี้ ตลอดห้วงการประชุมรัฐภาคีฯ คณะผู้แทนไทยจากกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพและแสดงท่าทีเป็นเสียงเดียวกัน โดยผู้แทนของแต่ละหน่วยงานได้กล่าวถ้อยแถลงและใช้สิทธิตอบโต้ในระเบียบวาระที่ไทยถูกพาดพิง เพื่อยืนยันท่าทีและปกป้องผลประโยชน์ของไทยในการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งนี้อย่างถึงที่สุด

ทบ.จับตา”เฮง รัตนา”

ทางด้าน พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวกรณีที่เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายเฮง รัตนา ผอ. CMAC กัมพูชาเผยแพร่ข้อความระบุว่าวันนี้ตนและทีมงานอยู่ระหว่างติดตั้งซากระเบิด MK84 ที่นำมาจัดแสดงภายในอาคารรูปทรง PMN-2 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมุ่งมั่นและผลสำเร็จที่ได้รับการยอมรับของกัมพูชาในการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงกล่าวหาว่า ไทยพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของนานาชาติจากการรุกรานและยึดครองดินแดนกัมพูชา โดยกล่าวโทษว่าฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่จนทำให้ทหารไทยเสียชีวิต และใช้ถ้อยคำเปรียบไทยว่าเป็นโจรที่กลับฟ้องเจ้าของที่ดิน พร้อมอ้างว่า หากไทยไม่บุกเข้ามายึดครองพื้นที่ของกัมพูชาก็จะไม่เกิดเหตุใด ๆ กับกำลังพลไทย

พลตรี วินธัย กล่าวว่า นายเฮง รัตนา ยังคงใช้จินตนาการปั้นแต่งเรื่องราวเพื่อหลอกลวงสังคมโลก เบี่ยงเบนประเด็นที่แท้จริง และปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ในเขตประเทศไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทหารไทยได้รับความสูญเสียในพื้นที่ชายแดน ถ้อยคำที่นายเฮง รัตนา ใช้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่สะท้อนความเป็นสุภาพบุรุษทางการทูต ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่กลับกล่าวหาไทยว่าเป็นฝ่ายรุกราน ทั้งที่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้ามอย่างชัดเจน พฤติกรรมดังกล่าวกำลังทำลายบรรยากาศแห่งความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของทั้งสองประเทศ และเป็นการจงใจสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังให้รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม ฝ่ายไทยมีจุดยืนที่ชัดเจน ยืนยันการให้ข้อมูลและหลักฐานที่ถูกต้อง ทั้งเชิงประจักษ์และเชิงเทคนิค ซึ่งสามารถเปิดให้บุคคลหรือองค์กรระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบได้อย่างเปิดเผย จึงขอเรียกร้องให้สังคมโลกตระหนักและร่วมต่อต้านการนำเสนอข้อมูลเท็จของนายเฮง รัตนา ซึ่งเป็นบ่อนทำลายความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อความพยายามสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

แบงก์รัฐจัดเต็ม เติมเงินลูกหนี้ ช่วยฟื้นฟูน้ำท่วม

แบงก์รัฐจัดเต็ม เติมเงินลูกหนี้ ช่วยฟื้นฟูน้ำท่วม

แบงก์รัฐจัดเต็ม เติมเงินลูกหนี้ ช่วยฟื้นฟูน้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบงก์รัฐจัดเต็ม เติมเงินลูกหนี้ ช่วยฟื้นฟูน้ำท่วม

สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกกำลังแบงก์รัฐประกาศช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ สาน 3 โครงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศโครงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน เสริมสภาพคล่องฉุกเฉินในการดำรงชีพ ต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ รวมถึงฟื้นฟูการประกอบอาชีพ ดำเนินมาตรการ รายละเอียดดังนี้

1. โครงการช่วยเหลือ : พักเงินต้น ยกดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยให้กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว โดยพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ย รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 12 เดือน โดยระหว่างพักชำระหนี้ ดอกเบี้ย 0% สำหรับบัญชีลูกหนี้สถานะบัญชีปกติ และบัญชีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างหนี้และสามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ ยังคงชั้นหนี้เดิมตลอดระยะเวลาการพักชำระหนี้ ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ได้เข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้จากมาตรการอื่นๆ ของสถาบันการเงินของรัฐแล้ว สามารถเปลี่ยนมาใช้โครงการช่วยเหลือฯ ได้ โดยสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 มกราคม 2569

2. โครงการสินเชื่อเพื่อเยียวยา : เพื่อให้ลูกหนี้เดิมมีสภาพคล่องฉุกเฉินในการดำรงชีพ มีเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ โดยให้ลูกหนี้เดิมกู้เพิ่มภายใต้วงเงินกู้เดิมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี 12 เดือนแรก ระยะเวลากู้และอัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 เป็นต้นไปเป็นไปตามที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนด สำหรับบัญชีลูกหนี้สถานะบัญชีปกติ ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ได้เข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ของสถาบันการเงินของรัฐแล้ว สามารถเปลี่ยนมาใช้โครงการสินเชื่อเพื่อเยียวยาได้ โดยสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

3. โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟู : เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยมีเงินทุน เพื่อต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย หรือฟื้นฟูการประกอบอาชีพ วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี 12 เดือนแรก ระยะเวลากู้และอัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 เป็นต้นไปเป็นตามที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนด โดยผู้กู้ต้องมีสถานะบัญชีปกติ ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ได้เข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ของสถาบันการเงินของรัฐแล้ว สามารถเปลี่ยนมาใช้โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูได้ โดยสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569

สำหรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ดังกล่าว ต้องมีภูมิลำเนาหรือสถานประกอบการหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัยตามประกาศกองอำนวยการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และมีหลักฐานว่าได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอุทกภัย หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่สถาบันการเงินของรัฐแต่ละแห่งกำหนด

ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการผ่านช่องทาง Mobile Application หรือช่องทางอื่น ๆ ของสถาบันการเงินของรัฐแต่ละแห่ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center Line Facebook Website Mobile Application และช่องทางอื่นๆ ของสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง ดังนี้ ธนาคารออมสิน 1115 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 0 2555 0555 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 0 2645 9000ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) 0 2271 3700 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) 1357 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBank) 1302 และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ โทร. 0-2558-6555 ต่อ 6337 – 6338

‘อนุทิน’ตั้งกองบัญชาการส่วนหน้า เร่งฟื้นฟูหาดใหญ 1เดือนเก็บขยะแสนตัน เปิดตลาด‘กิมหยง’ใน7วัน

‘อนุทิน’ตั้งกองบัญชาการส่วนหน้า เร่งฟื้นฟูหาดใหญ 1เดือนเก็บขยะแสนตัน เปิดตลาด‘กิมหยง’ใน7วัน

‘อนุทิน’ตั้งกองบัญชาการส่วนหน้า เร่งฟื้นฟูหาดใหญ 1เดือนเก็บขยะแสนตัน เปิดตลาด‘กิมหยง’ใน7วัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อนุทิน’ตั้งกองบัญชาการส่วนหน้า เร่งฟื้นฟูหาดใหญ 1เดือนเก็บขยะแสนตัน เปิดตลาด‘กิมหยง’ใน7วัน ให้กำลังใจอส.บิ๊กคลีนนิ่ง สั่งสธ.เฝ้าระวังโรคระบาด

นายกฯอนุทิน บินหาดใหญ่ถกแผนบิ๊กคลีนนิ่ง-ฟื้นฟูคืนเมือง ย้ำ 1 เดือนเก็บขยะให้หมด 1.5 แสนตัน ส่วนพื้นที่สำคัญ อาทิ ตลาดกิมหยง ต้องเปิดได้ภายใน 7 วัน พร้อมสั่งตั้ง กองบัญชาการบรรเทาสาธารณภัยส่วนหน้ากำกับดูแล แก้ปัญหา สั่งสธ.เฝ้าระวังโรคระบาด 

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 6 ธันวาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมืองไปตรวจราชการจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล ซึ่งจุดแรกที่นายกฯเดินทางไปคือจ.สงขลา เมื่อเดินทางถึงได้หารือกับภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่ถึงแผนฟื้นฟูหาดใหญ่ ที่ศูนย์ ปภ.เขต 12

หาดใหญ่ลดระดับภัยเหลือ3

โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า วันนี้ทุกคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้คือ ผู้ที่ร่วมแก้ปัญหาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต้องขอบคุณทุกคนที่เสียสละ ต่อสู้กับภัยพิบัติเหล่านี้เพื่อประชาชน ยังอดทนให้สถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ ตามที่ได้ประกาศให้พื้นที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน และยกระดับการจัดการสาธารณภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือทั้งหมด ขณะนี้เชื่อว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และลดความรุนแรงทั้งหลายก็อยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ทั้งหมดแล้ว ตนจึงประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดสงขลา และสั่งลดระดับการปฏิบัติการสาธารณภัย จากระดับ 4 หรือระดับ 3 ตนต้องขอบคุณทุกความร่วมมือ ทุกฝ่าย ตนยืนยันว่าตั้งแต่เข้ามาแก้ปัญหาในพื้นที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี มั่นใจและรู้สึกได้ว่าความร่วมมือของทุกหน่วยงานเป็นไปด้วยความพร้อมอย่างยิ่ง เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ในการขจัดภัยความทุกข์ของประชาชน

เข้าสู่โหมดเร่งเก็บขยะล้นเมือง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เข้าสู่โหมดการฟื้นฟู ในช่วงที่ต้องให้ความใส่ใจ เพิ่มขึ้นคือ เรื่องการฟื้นฟู เท่าที่ได้ติดตามสถานการณ์มาได้ดำเนินการไปมากพอสมควรแล้ว ทั้งน้ำประปาและไฟฟ้าเข้าถึงทั้งหมดแล้ว แต่ก็มีเรื่องของการซ่อมแซมระบบต่างๆอยู่เล็กน้อย ย้ำว่า เรื่องการบริหารจัดอาหารของประชาชน ถ้าเขายังต้องการความช่วยเหลืออยู่ ขอให้ดูแลไปอีกสักระยะหนึ่ง อย่าให้มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ส่วนเรื่องขยะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยขนย้ายไปทำลาย แต่ยังเก็บไม่ทัน ต่อให้เราระดมทรัพยากรมาก เนื่องจากเป็นขยะอยู่ในบ้าน แต่ก็ไม่เป็นไร ขอทีมงานอย่าท้อ ตนเชื่อว่าในการดำเนินขยะจะลดน้อยลงตามลำดับ จึงขอให้ใช้เวลาในช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้ กำจัดขยะที่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะเร่งเก็บช่วงกลางคืน

สั่งสธ.เฝ้าระวังโรคระบาด

ขณะที่การบริการด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขสร้างความมั่นใจว่า จะดูแลเรื่องสุขอนามัย ประชาชนต้องไม่ขาดยา และบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนวางแผนเฝ้าระวัง เรื่องโรคระบาดที่มาจากน้ำ และโรคติดเชื้อ ที่อาจจะมาเนื่องจากมีการหมักหมมสะสมของขยะเหล่านี้อยู่ ส่วนเรื่องของการดูแลเยียวยาค่าปลงศพผู้เสียชีวิตทางกระทรวงสาธารณสุข ได้มีแนวทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอให้เร่งดำเนินการชันสูตรพิสูจน์อัตลักษณ์ และเร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมให้ดูแลสุขภาพจิตประชาชน เพราะว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ประชาชนเกิดภาวะซึมเศร้า ขอให้กรมสุขภาพจิต นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาดูแลใกล้ชิด

โยธาฯเร่งสำรวจความเสียหาย

“หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องขอบคุณหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือลงทะเบียนสำรวจ ประชากรรายครัวเรือน ดูความเสียหายของบ้านเรือน เรามีเงินจำนวนมากช่วยเหลือลงมา ซึ่งจังหวัดสงขลาได้จ่ายค่าเยียวยาให้ประชาชนไปจำนวนมากพอสมควร ถ้าเราเร่งพิสูจน์เรื่องการสำรวจได้ ก็จะเร่งจ่ายเงินเยียวยาได้จากนี้ไปก็ต้องดูเรื่องการสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน ผมย้ำว่า บ้านเรือนไม่ใช่ทรัพย์สิน เนื่องจากเราจะมีค่าซ่อมแซมบ้านตามกฎหมายที่ช่วยประชาชนได้ ไม่ใช่การเหมาจ่ายรายหัว แต่เป็นการสำรวจความเสียหายของแต่ละบ้านเรือน ซึ่งได้รับทราบว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง นำเจ้าหน้าที่มาสำรวจความเสียหายบ้านเมือง ค่าซ่อมแซมบ้านเรือนเคหะสถานให้ประชาชนโดยเร็ว”นายกฯกล่าว

ตั้งกองบัญชาการฯส่วนหน้า

และว่า จากนี้จะตั้งกองบัญชาการและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติส่วนหน้า โดยใช้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 จังหวัดสงขลา ตนในฐานะที่ต้องเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ตามกฎหมาย ขณะนี้ลดจากระดับ 4 มาเป็นระดับ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ ตนได้มอบหมายให้ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์ดาวิเชียรศิลป์ ซึ่งกำกับดูแล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ และขอให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญรักษ์ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับควบคุมพื้นที่หรือ Area Commander ขอให้ทุกหน่วยงานได้คงความร่วมมือต่อไปและทำงานอย่างเต็มกำลังในการฟื้นฟูสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สภาพโดยรวมเป็นไปด้วยดี นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันไปแล้วว่าสินค้าอุปโภคบริโภค จะนำมาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาเท่าทุนหรือต่ำกว่าทุน จะทำให้ภาระของประชาชนเรื่องค่าใช้จ่ายดูแลปากท้องลดลงไปด้วย ทำให้ปัญหาคลี่คลายลงไปในทิศทางที่ดี

นายกฯกล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ตนและผู้บัญชาการทหารสูงสุด และบัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวมถึงนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าพระบรมราชินี ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ถึง 100 ล้านบาท ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ได้รับมอบเช็คเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเข้าบัญชีได้วันที่ 6 ธันวาคม ตนขอให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และปลัดนำพระราชทรัพย์ที่ได้รับพระราชทานมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่ให้กลับมาบริการประชาชนได้เต็มที่ และตนได้ทราบมาว่า โรงพยาบาลหาดใหญ่ก็มีงบประมาณซ่อมแซมและฟื้นฟูระดับการให้บริการตั้งไว้อยู่แล้ว การได้รับพระราชทรัพย์มาสมทบ ในส่วนของกองทัพก็จะนำโดรนสำรวจทุนส่งของ 10 ลำ ขอแจ้งให้ทุกคนที่ทราบและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า การทำงานความทุ่มเทของทุกคน ความทราบถึงพระเนตรพระกัณฑ์ พระราชทานคำชื่นชมต่างๆมามากมายให้พื้นที่ปฏิบัติหน้าที่

ลุยตลาดกิมหยงบิ๊กคลีนนิ่ง

ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่ตลาดกิมหยง จังหวัดสงขลา นายกฯนำคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและให้กำลังใจสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ในการบิ๊กคลีนนิ่งฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ โดยนายกฯได้ไปสอบถามพ่อค้าแม่ค้าในตลาดกิมหยงถึงปัญหาต่างๆ รวมถึงเรื่องเงินเยียวยา บางคนระบุว่ายังไม่ได้รับเงิน นอกจากนี้ มีชาวบ้านร้องเรียนนายกฯถึงปัญหาการลงทะเบียนรับเงินเยียวยาทางออนไลน์ที่ล่าช้า นายกฯจึงสั่งให้เร่งแก้ไข รวมถึงรับฟังข้อร้องเรียนประชาชนถึงจุดกระจายอาหารที่อยู่ไกล ทำให้กระจายไม่ทั่วถึง

นายกฯยังติดตามความคืบหน้าการจัดเก็บขยะและล้างถนน เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ประชาชน โดยใช้รถตักเอนกประสงค์หรือรถแมงมุม 1 คัน รถคีบ 9 คัน และรถดั๊ม 30 คัน ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ที่เข้ามาช่วยขนย้ายขยะ นอกจากนี้ นายกฯยังสอบถามการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.)จากจังหวัดต่างๆ พร้อมกล่าวขอบคุณที่มาช่วยปฎิบัติงานและสอบถามเรื่องที่พักและอาหารหากไม่เพียงพอขอให้บอก

ชาวบ้านร้องไห้เรียกนายกฯ

นอกจากนี้ ยังนายกฯยังเดินเข้าไปดูความเสียหายในร้านค้า เช่น ร้านผ้าปาเต๊ะ ที่เจ้าของร้านระบุว่าอยากให้นายกฯเห็น เพราะอย่างน้อยนายกฯจะได้รับทราบความเสียหาย อีกทั้ง นายกฯยังเดินไปดูร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เสียหายหนักไม่แพ้กัน และเจ้าของร้านระบุว่าต้องนำสินค้ามาขายในราคาลด 50% ระหว่างลงพื้นที่มีชาวหาดใหญ่กล่าวกับนายกฯว่า คนหาดใหญ่ชื่นชมนายกฯที่บริหารจัดการได้เร็ว โดยนายกฯตอบว่า แต่ยังเร็วไม่พอ ยังช้าไป ระหว่างลงพื้นที่ นายกฯได้บังเอิญเจอกับ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ที่มาลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านด้วย จึงได้ทักทายและสอบถามถึงการมาช่วยเหลือต่างๆ

ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางมีประชาชนออกมาทักทายนายกฯ ช่วงหนึ่งเจ้าของร้านขายผลิตภัณฑ์จักสาน เรียกให้นายกฯมาดูความเสียหายในร้านพร้อมกับร้องไห้ ซึ่งนายกฯเข้าไปดูและช่วยอุดหนุนตะกร้าหวาย พร้อมกล่าวว่า จะเอาไปให้รัฐมนตรีที่มาด้วย ตะกร้าหวายพร้อมโคลน

ข้าวในข้าวกล่องน้อยสั่งเพิ่มปริมาณ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างลงพื้นที่ตลาดกิมหยงนายกฯ พร้อมนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้นั่งริมฟุตบาทร่วมกินข้าวกับทีมอส.ที่มาช่วยงานในพื้นที่ เป็นข้าวกล่องเมนูแกงส้ม ไข่ต้ม นายกฯยังได้หยิบข้าวให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมกล่าวว่าเอาข้าวไปกินดู ถ้ากินไม่ได้ลูกน้องก็กินไม่ได้ ทั้งนี้ นายกฯยังกล่าวถึงเมนูอาหารที่รับประทานด้วยว่า พอกินได้แต่น้อยไปหน่อย ต้องเพิ่มปริมาณให้มากกว่านี้ ก่อนนายกฯขอเบิ้ลกับข้าวเมนูแกงส้มเพิ่ม นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านนำแกงส้มกับไข่เจียวมาให้นายกฯ โดยนายกฯได้กินและแบ่งกับข้าวให้กับทีม อส.กินด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อออกจากตลาดกิมหยง นายกฯขอให้ผู้ว่าฯสงขลา พาไปร้านกล้วยทอดแยกเกาะหมี แต่เมื่อไปถึงร้านปรากฏว่าร้านปิด นายกฯจึงได้ถ่ายรูปกับชาวบ้านที่อยู่ระแวกดังกล่าว

คาด1เดือนกำจัดขยะ1.5แสนตัน

หลังการเดินสำรวจพื้นที่เสียหายในตลาดกิมหยง นายกฯให้สัมภาษณ์ถึงการจัดการขยะกว่า 150,000 ตันในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาว่า ต้องใช้เวลาจัดการ 1 เดือน ซึ่งกระบวนการขณะนี้คือ ขนขยะออกจากเมือง ขอให้ประชาชนที่ทำความสะอาดบ้านนำขยะออกมากองไว้หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่จะมาขนออกไป เพื่อคัดแยกก่อนกำจัดด้วยการเผา และฝังกลบ แต่สิ่งสำคัญคือ การนำขยะออกไปให้ได้มากที่สุด ตอนนี้มีพื้นที่เตรียมรองรับขยะไว้อยู่

“ไม่มีทางจะได้อะไรเพอร์เฟคหมด ให้นำขยะออกมาจากสถานที่สำคัญ หรือสถานที่อันตรายที่อาจก่อให้เกิดโรคกับชาวบ้านก่อน“นายกฯ กล่าว

ฟื้นฟูด่วนเหลือ7วันเข้าโหมดปกติ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าส่วนกรอบการฟื้นฟูอำเภอหาดใหญ่ 14 วัน นายกฯกล่าวว่า หมายความว่า ถนนต้องกลับมาสัญจรได้ภายใน 7 วัน ให้ประชาชนกลับเข้าบ้านได้ก่อน ตอนนี้ถือว่ากลับเข้ามากันแล้ว น้ำประปาและไฟฟ้ามาถึงบ้านทุกหลังแล้ว ขณะนี้ในศูนย์พักพิงเหลือเพียงแต่ ประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ประมาณ 30 คน ตอนนี้จากกำหนด 14 วันเหลือ 7 วัน ต้องเร่งทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานมารวมกัน อาจมีอารมณ์บ้าง แต่กำชับผู้บังคับบัญชาช่วยเอาน้ำเย็นเข้ารด ทั้งนี้ ไม่มีเหตุปะทะรุนแรง ตนเข้าใจเจตนารมณ์ดีที่ต้องการช่วยทุกคนทำดีหมด มาช่วยเหลือประชาชน ตนยังบอกอีกว่าใครจะบ่นก็ให้เขาบ่น การทำความสะอาดบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของราชการ รัฐบาลไม่ได้บอกให้ประชาชนรับผิดชอบทำความสะอาด ในการลงพื้นที่ผู้สื่อข่าวก็จะเห็นว่ามีกำลังพล บุคลากรของรัฐระดมทรัพยากรมาที่นี่

เร่งเคลียร์คนลงทะเบียนเยียวยา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อีก 7 วันจะครบ 14 วัน ขณะนี้ยังมีสิ่งใดที่ขาดแคลนอยู่บ้าง นายกฯ กล่าวว่า อีก7 วันคือการคืนความเป็นเมืองปกติ รัฐบาลยังต้องไปติดตามเงินช่วยเหลือที่ค้าง แม้ว่าขณะนี้จะจ่ายไปได้มากแล้ว แต่ยังทราบว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะที่ลงทะเบียนผ่านออนไลน์ ได้ช้ากว่าออนไซด์เสียอีก ซึ่งต้องอนุมัติจากนี้ต่ออีก 2 ขั้นตอน เพราะแบบนี้ไม่ถูกต้องออนไลน์ต้องรวดเร็วกว่า ทุกอย่างต้องขอผ่านออนไลน์ได้ และต้องเร่งดำเนินการ สัปดาห์หน้าจบแน่นอน และต้องขออภัยในความล่าช้าด้วย

จี้คปภ.เร่งจ่ายประกันภัย

นายอนุทินกล่าวต่อว่า เม็ดเงินเยียวยาถูกโอนมาให้พื้นที่แล้ว โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันอังคารที่ 8 ธันวาคมนี้ จะเพิ่มวงเงินให้บุคคลที่ตกสำรวจในพื้นที่สงขลาและใกล้เคียง โดยผู้เช่าจะได้รับเงินเยียวยา แต่เจ้าของบ้านจะได้รับเงินค่าซ่อมแซม รัฐบาลแยกประเภทไปหมดแล้ว ส่วนแผนฟื้นฟูภาคธุรกิจ จะจัดหาสินเชื่อระยะสั้น สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย รายละ 100,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย สิ่งที่ต้องทำหลังจากการลงพื้นที่วันนี้คือ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย. (คปภ.) เร่งจ่ายค่าประกันภัยให้ประชาชน ส่วนทรัพย์สินที่เสียหายนั้น ต้องหาทางเยียวยาในรูปแบบการยกเว้นภาษี หรือมาตรการอื่น

โอนเงินเยียวยาครั้งที่หก4หมื่นครัว300ล.

วันเดียวกัน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ใน 4 รูปแบบดังนี้ 1.ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินเสียหาย 2.ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป 3.ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป 4.ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

โฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า วันนี้ (6 ธ.ค. 68) เป็นครั้งที่ 6 ของการโอนเงินเยียวยา 9,000 บาท โดย ปภ.และธนาคารออมสินจะโอนเงินให้ผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียน และผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว รวม 40,935 ครัวเรือนเป็นเงิน 368,577,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดสงขลา 40,947 ครัวเรือน (อำเภอหาดใหญ่ 15,913 ครัวเรือน) และจังหวัดตรัง 6 ครัวเรือน โอนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งเงินจะโอนเข้าบัญชีผู้ประสบภัยวันนี้ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

โอนเยียวยาแล้ว5ครั้ง8จว.6.1แสนครัว

นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า จนถึงวันนี้ ปภ.และธนาคารออมสินโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 1-5 ธันวาคม ใน 8 จังหวัดภาคใต้ประกอบด้วย จ.สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวม 612,573 ครัวเรือน เป็นเงิน 5,513,157,000 บาท โดยที่ จ.สงขลา 245,736 ครัวเรือน เฉพาะ อ.หาดใหญ่ 42,179 ครัวเรือน จ.ตรัง 281 ครัวเรือน จ.นครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน จ.นราธิวาส 7,224 ครัวเรือน จ.ปัตตานี 72,105 ครัวเรือน จ.ยะลา 2,423 ครัวเรือน จ.สตูล 25,625 ครัวเรือน และ จ.สุราษฎร์ธานี 1,945 ครัวเรือน ทั้งนี้ โอนเงินไม่สำเร็จ 8,657 ครัวเรือน เนื่องจากบัญชีไม่ปกติและอยู่ระหว่างรอการปรับปรุงข้อมูล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้เร็วที่สุด

เล็งรื้อประตูระบายน้ำ

ต่อมาเวลา 14.15 น. นายกฯและคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์จากจังหวัดสงขลาไปยังค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ จังหวัดสตูล แล้ะวนั่งรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กง 3333 สตูล ไปตลาดสดเทศบาลเมืองสตูล และชุมชนชนาธิป เพื่อเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้ประชาชน 200 ถุง เมื่อถึงตลาดฯนายกฯเดินดูร้านสตูลค้าข้าว ซึ่งมีโกดังเก็บข้าวที่เสียหายข้าวเน่าเสีย ระหว่างนั้นมีเจ้าของกิจการโรงแรม และประชาชนร้องเรียนเรื่องประตูระบายน้ำคลองมำบังที่อยู่ใกล้ตลาดสด ช่วงฝนตกหนักมีน้ำไหลเข้าคลองจำนวนมาก แต่น้ำไม่สามารถระบายลงทะเลได้ เพราะประตูระบายน้ำขวางทางน้ำ นายกอบจ.สตูลพานายกฯไปดูพร้อมบอกว่า ไม่มีประโยชน์ทำให้น้ำท่วม ต้องรื้อทิ้ง ซึ่งนายกฯบอกว่าเทศบาลต้องไปปรึกษากันว่ามีประโยชน์หรือไม่ ถ้าไม่มีประโยชน์ก็เอาออก แต่ต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน ต้องฟังด้วยว่ามีประโยชน์หรือไม่ ถ้าไม่เกิดประโยชน์แล้วกั้นน้ำไว้แบบนี้ มีโอกาสทำให้น้ำไม่ระบาย น้ำก็เข้าท่วมเทศบาล

ยันรบ.มีแผนป้องกันท่วมสตูลซ้ำซาก

นายกฯยังกล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งด้วยว่า คนไหนรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ ขัดเคืองใจ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดของรัฐบาล เมื่อประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลหนีความผิดไม่ได้ ก็ขอให้ประชาชนให้อภัยพวกเราด้วย เราจะตั้งใจทำงานโครงการทั้งหลายไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนอีก ขอบคุณที่มาพบกันวันนี้ อย่าลืมไปลงทะเบียนรับเงินเยียวยาให้เรียบร้อย

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งย้ายผู้ฟ้องคดีไปดำรงตำแหน่งพนักงานคดีปกครองชำนาญการสำนักงานศาลปกครองในส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556 เป็นต้นมา

ต่อมาสำนักงานบริหารการเงินและต้นทุนได้ตรวจสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการฝ่ายปกครองที่สำนักงานศาลปกครองมีคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งที่สำนักงานศาลปกครองในภูมิภาคที่ยังไม่เปิดทำการก่อนระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ.2545 มีผลใช้บังคับ

หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองในการอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีได้แจ้งรับสิทธิเห็นเบิกค่าเช่าบ้าน ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2557 เป็นต้นมา

ต่อมาสำนักงานศาลปกครองจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว และมีหนังสือแจ้งชะลอการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครองไว้เพื่อรอผลการตรวจ โดยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองจำนวน 41 ราย รวมทั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงเห็นชอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งเพิกถอนการอนุมัติสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านและเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่เบิกไปแล้วทั้งหมด

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีหนังสือลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 แจ้งเพิกถอนสิทธิค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีและเรียกคืนเงินที่เบิกจ่ายไปแล้วทั้งหมด ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผ่านผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นควรยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีและได้ส่งความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

โฆษก ภท. ตอกกลับ สมศักดิ์ รู้จักให้เครดิตคนอื่นบ้าง ยันอนุมัติขึ้นค่าป่วยการ อสม. สมัยอนุทิน เป็นรมว.สธ

โฆษก ภท.  ตอกกลับ สมศักดิ์ รู้จักให้เครดิตคนอื่นบ้าง ยันอนุมัติขึ้นค่าป่วยการ อสม. สมัยอนุทิน เป็นรมว.สธ

โฆษก ภท. ตอกกลับ สมศักดิ์ รู้จักให้เครดิตคนอื่นบ้าง ยันอนุมัติขึ้นค่าป่วยการ อสม. สมัยอนุทิน เป็นรมว.สธ

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.42 น.

รู้จักให้เครดิตคนอื่นบ้าง! ‘โฆษก ภท.’ ตอกกลับ ‘สมศักดิ์’ ยันขึ้นค่าป่วยการ ‘อสม.’ เป็น2พันบาท ทำสมัย ‘บิ๊กตู่ เป็นนายกฯ-อนุทิน นั่งรมว.สธ.’

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงบทบาท อสม. พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับสวัสดิการ อสม. มาโดยตลอด ทั้งการขึ้นค่าป่วยการจาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน พร้อมตกเบิกย้อนหลัง พร้อมทั้งยังผลักดัน พ.ร.บ.อสม. ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างพิจารณาของรัฐสภาว่า รู้จักให้เครดิตคนอื่นบ้าง!! ครม. เห็นชอบอนุมัติขึ้นค่าป่วยการให้ อสม. 2,000 บาท มีนาคม 2566

โดยนายกรัฐมนตรี ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล you know!! และที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาการทำงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เคยลืม อสม. ล้านกว่าคนที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ฝ่าวิกฤติโควิดไปด้วยกัน นี่คือล้านดวงใจ ที่นายอนุทิน ถึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีในยุคนั้น เพื่อเพิ่มค่าป่วยการเป็น 2000 บาท นี่คือ กำลังใจ พลังใจ ให้กับ อสม. ล้านกว่าคน ที่ทำงานหนักมาตลอด มีความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ เราดูแลงานการป้องกันโรค ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้ ผู้เปราะเบาะบาง หญิงตังครรภ์ การฟื้นฟูสุขภาพหญิงหลังคลอด แล้วเรื่อง พ.ร.บ.อสม. วันที่กลับเข้าสภาฯ วาระ 2 หลังจากผ่านชั้นกรรมาธิการแล้ว ทุกคนจะได้รู้ว่าที่กล่าวอ้างมาทำเพื่อ อสม. หรือ เพื่อใครกันแน่!!