หมอวีมีคำตอบ! ใครได้ ใครเสีย จากประกาศใหม่ของ สปสช. ปมหั่นสิทธิบัตรทองตรวจโรคเหลือ 2 ครั้ง/ปี

หมอวีมีคำตอบ! ใครได้ ใครเสีย จากประกาศใหม่ของ สปสช. ปมหั่นสิทธิบัตรทองตรวจโรคเหลือ 2 ครั้ง/ปี

หมอวีมีคำตอบ! ใครได้ ใครเสีย จากประกาศใหม่ของ สปสช. ปมหั่นสิทธิบัตรทองตรวจโรคเหลือ 2 ครั้ง/ปี

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

หมอวีมีคำตอบ! ใครได้ ใครเสีย จากประกาศใหม่ของ สปสช. ปมหั่นสิทธิบัตรทองตรวจโรคเหลือ 2 ครั้ง/ปี

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 จากกรณีคลินิกเวชกรรมและคลินิกพยาบาล โอดถูกเปลี่ยนเงื่อนไขจ่ายค่าตรวจ 320 บาท/ครั้ง มาเหลือครั้งละ 180 บาท โดยให้สิทธิคนละ 2 ครั้ง จากเดิมต่อเดือน เปลี่ยนเป็นต่อปี และต้องวางหลักประกันร่วมเป็นคู่สัญญาอีก 10,000 บาท จากเดิมไม่มี หากยกเลิกสัญญาจ่ายให้ แต่ต้องตรวจสอบการเบิกจ่ายหรือ audit chart 100% ถ้ามีผิดพลาดจะโดนเรียกเงินคืนนั้น

ล่าสุด นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า ใครได้ ใครเสียจากประกาศใหม่ของ สปสช. และจะกระทบประชาชนมั้ย?
ประกาศใหม่ลดสิทธิ์คนป่วย (คลินิกนวัตกรรม) จากเดิมหาหมอได้ 2 ครั้ง/เดือน ครั้งละ 320 บาท เหลือ 2 ครั้ง/ปี ครั้งละ 180 บาท

นี่คืออีกปัญหาหนึ่งขององค์กร สปสช. ชอบประกาศแล้วใช้เลย ไม่บอกใครล่วงหน้า และแน่นอนว่าจะบอกว่าเป็นผลจาก  ”มติบอร์ด!“
ผู้ได้รับผลกระทบเสียหาย คือใคร (3P: Patient, Purchaser, Provider)

1. ประชาชน หากเจ็บป่วยมากกว่า 2 ครั้ง/ปี ทำยังไง? และไม่ต้องพูดถึงการรักษาและยาที่จะได้เลย ผมคาดการณ์เองว่าคุณภาพลดลงแน่

2. หน่วยบริการ ทึ่เคยได้เงินจากการบริการ 2 ครั้ง/เดือน ครั้งละ 320 บาท เหลือ 2 ครั้ง/ปี ครั้งละ 180 บาท 

หากคนไข้มาครั้งที่ 3 สปสช. ไม่จ่ายอยู่แล้ว ถามว่าให้คนไข้จ่าย หรือให้หน่วยบริการจ่ายดีครับ

ส่วนใครได้ประโยขน์น่ะหรือ แน่นอนครับ สปสช. ประหยัดเงินไปได้เยอะทีเดียว!

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘

โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลปล่อยโค นก และปลา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา‘ 

7 ธันวาคม 2568 เวลา 07.54 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลปล่อยโค นก และปลา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ ท่าวาสุกรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ องคมนตรี ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่โคและปล่อยโค จำนวน 1 คู่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานแก่ครอบครัวเกษตรกรนายเนียม พระเกตุ อยู่ที่ 265 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกเจริญ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี นำไปเลี้ยงขยายพันธุ์เพิ่มผลผลิตตามโครงการธนาคารโค – กะบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ กับประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่กรงนกเขาชวา ปล่อยนกเขาชวา จำนวน 48 ตัว กลับคืนสู่ธรรมชาติ และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่ตู้ปลา ตัดแถบแพรตู้ปลา ปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด จำนวน 490,000 ตัว ซึ่งกรมประมงน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย ประกอบด้วย ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลายี่สกไทย ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อยขาว ปลากระแห ปลาโพง ปลาเทพา และปลาชะโอน ลงแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เจริญเติบโตเพาะขยายพันธุ์ตามธรรมชาติและรักษาความสมดุลตามระบบนิเวศน์ ต่อไป

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

6 ธ.ค. 2568 11:48 น.

คุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปีตื้นตัน ชาวเน็ตระดมเงินบริจาคกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์ พลิกชีวิตวัยเกษียณ

เรื่องราวใจฟูจากรัฐมิชิแกน สหรัฐฯ เมื่อชาวเน็ตแห่บริจาคเงินราว 54 ล้านบาท ผ่านแคมเปญ GoFundMe หลังผู้คนเห็นคลิปเล่าเรื่องชีวิตอันน่าเห็นใจของคุณตาแคชเชียร์วัย 88 ปี ที่ยังต้องทำงานสู้ชีวิต

เหตุการณ์สุดประทับใจเกิดขึ้นเมื่อ แซม ไวเดนโฮเฟอร์ ครีเอเตอร์วัย 22 ปีจากออสเตรเลีย ซึ่งมีผู้ติดตามบนโซเชียลรวมกว่า 10 ล้านคน ได้เดินทางไปถ่ายคลิปที่ร้าน Meijer ในเมืองไบรท์ตัน ก่อนพบคุณตาเอ็ด แบมบาส (Ed Bambas) ซึ่งทำงานเป็นแคชเชียร์อยู่ที่นั่น และทราบว่าเขายังต้องทำงานเพราะมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ หลังภรรยาเสียชีวิตจากโรคเรื้อรัง

แซมจึงเปิดแคมเปญบน GoFundMe พร้อมข้อความขอให้ชาวโลกช่วยชายชราใจดีคนนี้ ผลคือผู้คนกว่า 15,000 คน ร่วมบริจาค ทั้งยอดหลักสิบดอลลาร์ ไปจนถึงยอดหลักหมื่น

โดยวินาทีที่แซม ไวเดนโฮเฟอร์ มอบเช็คให้ คุณตา เอ็ด ถึงกับสะอื้นพร้อมพูดเบาๆ ว่า “โอ้พระเจ้า… ขอบคุณมากจริงๆ”

เงินบริจาคนี้จะช่วยให้เอ็ดปลดหนี้กว่า 225,000 ดอลลาร์ และเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เขาบอกว่าอยากกลับมาเล่นกอล์ฟ และเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายที่ไม่ได้เจอกันมานาน

แม้จะได้ยอดเงินที่ทำให้เกษียณได้ทันที แต่เอ็ดบอกว่าเขาจะทำงานต่ออีกสักพักเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกคนที่เคยคุยและให้กำลังใจเขามาตลอดชีวิตการทำงาน.

ที่มา : AP

ล้ำไปอีก จีนใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

ล้ำไปอีก จีนใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

6 ธ.ค. 2568 10:01 น.

ล้ำไปอีก จีนใช้หุ่นยนต์ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจราจร ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง

มณฑลเจ้อเจียง เริ่มทดลองใช้ “หุ่นยนต์ตำรวจจราจร” รุ่นใหม่ ซึ่งสามารถสั่งการ และดูแลความปลอดภัยบนท้องถนนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ถือเป็นก้าวสำคัญของการทดสอบใช้งานในภาคสนาม

หุ่นยนต์ตำรวจจราจรตัวนี้มีชื่อว่า “หังซิงหมายเลข 1” (Hangxing No.1) พัฒนาโดยหน่วยปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ตำรวจจราจรหางโจว (Hangzhou Traffic Police Tactical Unit: TPTU) หุ่นยนต์ติดตั้งกล้องความละเอียดสูงและเซนเซอร์จำนวนมาก สามารถตรวจจับพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎจราจรได้แบบเรียลไทม์ และสามารถส่งเสียงเตือนให้คนเดินถนนและยานพาหนะที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ปฏิบัติตามกฎระเบียบผ่านระบบเสียงอัจฉริยะ

ผู้สัญจรบอกว่า เพิ่งเลยเส้นไปไม่ถึงครึ่งเมตร หุ่นยนต์ก็เตือนทันที ตอบสนองไวมาก ขณะที่ผู้ขับขี่จักรยานยนต์บอกว่า หุ่นยนต์ช่วยลดภาระเจ้าหน้าที่ได้ และเชื่อว่าน่าจะเป็นเทรนด์ในอนาคต 

นอกจากจับการฝ่าฝืนกฎจราจรแล้ว “หังซิงหมายเลข 1” ยังสามารถทำงานร่วมกับสัญญาณไฟจราจร เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ควบคุมการสัญจรและเฝ้าระวังในจุดเสี่ยงต่างๆ ความคล่องตัวของตัวหุ่นยนต์ยังช่วยให้ในการย้ายตำแหน่งประจำการได้รวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรในพื้นที่ที่มีปริมาณรถหนาแน่น

จาง ว่านเจ๋อ (Zhang Wanzhe) เจ้าหน้าที่อธิบายว่า หุ่นยนต์มี 2 โหมด คือ ยืนกำกับการจราจรกลางถนน และช่วยนำทางตามสี่แยกต่าง ๆ ปัจจุบัน หุ่นยนต์กำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน แต่ในอนาคตทีมวิจัยวางแผนติดตั้งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถโต้ตอบด้วยเสียง ให้ข้อมูลแก่ประชาชน หรือรองรับคำสั่งต่างๆ ได้อย่างอัจฉริยะยิ่งขึ้น.

ที่มา : China Media Group

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์

TikTok เตรียมบล็อกผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ชี้จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย

TikTok เตรียมบล็อกผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ชี้จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย

6 ธ.ค. 2568 09:24 น.

TikTok เตรียมบล็อกผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย ชี้จำเป็นต้องทำตามกฎหมาย

TikTok ยืนยันปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ออสเตรเลีย สั่งแบนผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมนี้ ชี้จำเป็นต้องทำเพื่อให้สอดคล้องตามกฎหมาย แม้จะทำให้ผู้ใช้บางส่วนรู้สึกไม่พอใจก็ตาม

กฎหมายนี้ถือเป็น ฉบับแรกของโลก ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งรวมถึง TikTok, Instagram และ YouTube ต้องป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงบริการ หากไม่ปฏิบัติตาม บริษัทอาจถูกปรับสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 1,000 ล้านบาท

TikTok ระบุว่า ตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ บัญชีผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ในออสเตรเลียจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถสร้างหรือใช้งานบัญชีได้ และจะถูกเปลี่ยนเป็น บัญชีไม่ใช้งาน (inactive) รวมถึงคอนเทนต์ที่เคยโพสต์ก่อนหน้า จะถูกซ่อนจากสาธารณะ

หากผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบแต่อายุเกินเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์โดยส่งหลักฐาน เช่น ภาพใบหน้าเพื่อยืนยันอายุ การยืนยันผ่านบัตรเครดิต หรือบัตรประจำตัวที่ออกโดยรัฐ

ส่วนผู้ที่เข้าข่ายอายุต่ำกว่า 16 ปีสามารถเลือกได้ว่าจะยืนยันอายุ, ดาวน์โหลดข้อมูลบัญชี, ลบบัญชี หรือขอให้ระบบเตือนเมื่ออายุครบ 16 ปี เพื่อกู้บัญชีกลับมาใช้ใหม่

ขณะเดียวกัน กลุ่มสิทธิอินเทอร์เน็ต Digital Freedom Project ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงออสเตรเลียเพื่อหยุดยั้งกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่ไม่ยุติธรรม และกระทบต่อเสรีภาพการแสดงออกอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ มาตรการของออสเตรเลียได้รับความสนใจจากรัฐบาลหลายประเทศ เนื่องจากเป็นความพยายามควบคุมความเสี่ยงบนโซเชียลมีเดียสำหรับเยาวชน โดยล่าสุดประเทศมาเลเซีย ระบุว่ามีแผนจำกัดการสมัครโซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปีในปีหน้า ส่วนนิวซีแลนด์ เตรียมออกกฎหมายลักษณะเดียวกันเร็วๆ นี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ TikTok

เผย “เมแกน” พยายามติดต่อพ่ออีกครั้ง หลังมีรายงานว่าพ่อถูกนำตัวส่งรพ.เพื่อผ่าตัดขาในฟิลิปปินส์

เผย "เมแกน" พยายามติดต่อพ่ออีกครั้ง หลังมีรายงานว่าพ่อถูกนำตัวส่งรพ.เพื่อผ่าตัดขาในฟิลิปปินส์

6 ธ.ค. 2568 06:14 น.

เผย “เมแกน” พยายามติดต่อพ่ออีกครั้ง หลังมีรายงานว่าพ่อถูกนำตัวส่งรพ.เพื่อผ่าตัดขาในฟิลิปปินส์

โฆษกยืนยัน “เมแกน” ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์พยายามติดต่อพ่อที่ถูกหามส่งรพ.ในฟิลิปปินส์หลังผ่าตัดตัดขา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าสื่อสารกันได้หรือไม่ หลังความสัมพันธ์พ่อ-ลูกแตกหักตั้งแต่ปี 2561

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 โฆษกของดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ หรือ เมแกน มาร์เคิล ยืนยันว่าเมแกนได้พยายามติดต่อไปยัง โธมัส มาร์เคิล บิดาของเธอซึ่งห่างเหินกันมานาน หลังมีรายงานว่าเขาป่วยหนักและเข้ารับการผ่าตัดตัดขา ขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่ฟิลิปปินส์ 

โฆษกของเมแกนออกแถลงการณ์ว่า “ยืนยันได้ว่าเธอได้พยายามติดต่อบิดาแล้ว” โดยเมแกนพยายามสื่อสารกับบิดาตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการติดต่อสำเร็จหรือไม่

โดยความสัมพันธ์ระหว่างเมแกนและบิดาเริ่มแตกร้าวอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเตรียมพิธีเสกสมรสกับ เจ้าชายแฮร์รี เมื่อปี 2561  ท่ามกลางกระแสความสนใจจากสื่อทั่วโลก ขณะที่โธมัส มาร์เคิล เคยถูกเผยว่าแอบร่วมมือกับตากล้องเพื่อจัดภาพถ่ายรับค่าตอบแทน ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง 

โดยบิดาของเมแกนตัดสินใจไม่เดินทางไปร่วมพิธีแต่งงานของลูกสาวเพียงไม่กี่วันก่อนวันงาน โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ และในพิธีเสกสมรสที่วินด์เซอร์ เมแกนจึงถูกจูงเดินเข้าสู่โบสถ์โดย กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3  ซึ่งขณะนั้นยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแห่งเวลส์

หลังจากนั้นยังไม่ชัดเจนว่าเมแกนได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับบิดาหรือไม่ โดยมีรายงานว่านายโธมัสไม่เคยพบ เจ้าชายอาร์ชี และ เจ้าหญิงลิลิเบต  หลานทั้งสองคนของเขาเลย

ที่มา BBC

ศรีลังกาเตือนภัยดินถล่มระลอกใหม่ ขณะที่ยอดตายจากพายุไซโคลน “ดิตวาห์” พุ่ง 607 ศพ

ศรีลังกาเตือนภัยดินถล่มระลอกใหม่ ขณะที่ยอดตายจากพายุไซโคลน "ดิตวาห์" พุ่ง 607 ศพ

6 ธ.ค. 2568 05:53 น.

ศรีลังกาเตือนภัยดินถล่มระลอกใหม่ ขณะที่ยอดตายจากพายุไซโคลน “ดิตวาห์” พุ่ง 607 ศพ

ศรีลังกาอ่วม เจอฝนตกหนักซ้ำอีก เสี่ยงดินถล่มเพิ่ม หลังพายุไซโคลน “ดิตวาห์” พัดถล่ม คร่าแล้ว 607 ศพ กระทบประชาชนกว่า 2 ล้านคน ทางการเร่งอพยพพื้นที่เสี่ยง

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ทางการศรีลังกาออกคำเตือนดินถล่มฉบับใหม่ในพื้นที่เทือกเขาตอนกลางของประเทศ ซึ่งจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากอิทธิพลของพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุ เพิ่มขึ้นเป็น 607 ศพ และมีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 2 ล้านคน

โดยสำนักงานวิจัยอาคารแห่งชาติของศรีลังกา  ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เนินเขา ระบุว่า ปริมาณฝนที่ตกหนักต่อเนื่องอาจทำให้ดินอุ้มน้ำมากเกินไปและเสี่ยงถล่มเพิ่ม โดยระบุว่าในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนสะสมเกิน 150 มม. หากฝนยังตกต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงดินถล่ม

ทางด้านศูนย์จัดการภัยพิบัติ ระบุว่า ฝนระลอกล่าสุดมาพร้อมการเข้าสู่ฤดูมรสุม แม้บางพื้นที่ที่เริ่มท่วมตั้งแต่สัปดาห์ก่อนจะมีระดับที่เริ่มลดระดับลงแล้วก็ตาม ขณะที่จำนวนผู้สูญหายถูกปรับลดจาก 341 ราย เหลือ 214 ราย หลังหลายคนที่หายไปถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากโคลนถล่มครั้งใหญ่

นอกจากนี้ มีรายงานว่าจำนวนผู้อพยพในศูนย์พักพิงของรัฐลดลงต่อเนื่องเหลือ 150,000 คน จากจุดสูงสุดที่ 225,000 คน หลังระดับน้ำในพื้นที่กรุงโคลัมโบและจังหวัดโดยรอบเริ่มลดลงทำให้ประชาชนเริ่มทยอยกลับไปทำความสะอาดซ่อมแซมบ้านเรือน

ทางด้านประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิษณยเก กล่าวว่าฝนที่ตกในระดับสถิติครั้งนี้เป็นต้นเหตุของทั้งน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายแห่ง   ระบุว่า เหตุการณ์นี้เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ของศรีลังกา.

ที่มา CNA

สลด แก๊สพิษรั่วในเหมืองถ่านหินอินเดีย คนงานดับ 2 ศพ อพยพประชาชนกว่า 1,000 คน

สลด แก๊สพิษรั่วในเหมืองถ่านหินอินเดีย คนงานดับ 2 ศพ อพยพประชาชนกว่า 1,000 คน

6 ธ.ค. 2568 04:39 น.

สลด แก๊สพิษรั่วในเหมืองถ่านหินอินเดีย คนงานดับ 2 ศพ อพยพประชาชนกว่า 1,000 คน

เกิดเหตุแก๊สพิษรั่วในเหมืองถ่านหินของอินเดีย คร่าคนงาน 2 ศพ ล้มป่วยอีก 12 ราย เร่งอพยพประชาชนกว่า 1,000 คนออกจากพื้นที่ หลังทางการประกาศเป็นเขตอันตราย เจ้าหน้าที่สอบหาสาเหตุเร่งด่วน

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุแก๊สพิษรั่วไหลภายในเหมืองถ่านหินที่ดำเนินการโดยบริษัท ภารตะ โคคิง โคล ลิมิเต็ด ในเขตธนพาท นครในรัฐฌารขัณฑ์ ของอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และมีผู้ถูกนำส่งโรงพยาบาลอีก 12 ราย   

รายงานข่าวระบุว่า หลังมีการรั่วไหลของแก๊สอันตราย ทำให้คนงานและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงมีอาการหายใจติดขัดอย่างเฉียบพลัน เจ้าหน้าที่กู้ชีพและทีมแพทย์ถูกส่งเข้าไปยังพื้นที่ทันทีเพื่อให้การรักษา โดยมีประชาชนจำนวนมากมุงดูเหตุการณ์ ภาพจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นผู้คนสวมอุปกรณ์ป้องกัน เด็กๆ สวมหน้ากาก และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจอาการผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

รายงานข่าวระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบถูกประกาศให้เป็น “เขตอันตราย” และมีคำสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 1,000 คน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอบเหมืองออกจากพื้นที่เป็นการป้องกันไว้ก่อน โดยการอพยพจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะตรวจสอบว่าพื้นที่ปลอดภัย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและรัฐได้เปิดการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุการรั่วของแก๊สพิษครั้งนี้ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับระบบระบายอากาศหรือโครงสร้างภายในเหมืองที่ขัดข้อง.

ที่มา AP

“แฟรงก์ เกห์รี” สถาปนิกไอคอนของโลก กับผลงานพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา เสียชีวิตแล้วในวัย 96 ปี

"แฟรงก์ เกห์รี" สถาปนิกไอคอนของโลก กับผลงานพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา เสียชีวิตแล้วในวัย 96 ปี

6 ธ.ค. 2568 04:00 น.

“แฟรงก์ เกห์รี” สถาปนิกไอคอนของโลก กับผลงานพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา เสียชีวิตแล้วในวัย 96 ปี

แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกผู้ปฏิวัติวงการด้วยผลงานล้ำยุคอย่างพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา เสียชีวิตแล้วในวัย 96 ปี ทิ้งมรดกทางสถาปัตยกรรมที่เขย่าโลกไว้มากมาย

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า แฟรงก์ เกห์รี สถาปนิกชาวแคนาดา-อเมริกัน หนึ่งในสถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20-21 เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 96 ปี โดยผลงานของแฟรงก์ เกห์รี ยังคงถูกยกย่องว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของสถาปัตยกรรมร่วมสมัย และยังสร้างแรงบันดาลใจให้สถาปนิกทั่วโลกจนถึงวันนี้

เมแกน ลอยด์ หัวหน้าคณะทำงานของเขา เปิดเผยข่าวการเสียชีวิตของแฟรงก์ เกห์รี โดยเกห์รีเป็นที่รู้จักจากแนวทางออกแบบสถาปัตยกรรมแนวอาวองการ์ด ล้ำยุค และเต็มไปด้วยการทดลอง โดยผลงานที่ทำให้เขาโด่งดังระดับโลกคือ พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ บิลเบา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนร์บีออน  เมืองบิลบาโอ แคว้นบาสก์ในสเปน ซึ่งเปิดในปี 2540 โดดเด่นด้วยโครงสร้างไทเทเนียมที่คดโค้งราวประติมากรรม ทำให้เมืองบิลเบากลายเป็นจุดหมายด้านศิลปะระดับโลก

ก่อนหน้านั้น ชื่อเสียงของเกห์รีเริ่มเป็นที่จับตาเมื่อเขาปรับปรุงบ้านของตัวเองที่ ซานตา โมนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยใช้วัสดุที่ไม่คาดคิดในงานสถาปัตยกรรม เช่น รั้วลวดตาข่าย ไม้อัด และแผ่นเหล็กลอน ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ความกล้าทดลองของเขา.

ที่มา BBC

“คองโก-รวันดา” ปะทะเดือดต่อ เพียงหนึ่งวันหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ช่วยทำพิธีลงนามสันติภาพ

"คองโก-รวันดา" ปะทะเดือดต่อ เพียงหนึ่งวันหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ช่วยทำพิธีลงนามสันติภาพ

5 ธ.ค. 2568 22:26 น.

“คองโก-รวันดา” ปะทะเดือดต่อ เพียงหนึ่งวันหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ช่วยทำพิธีลงนามสันติภาพ

ศึก “คองโก-รวันดา” เดือดต่อ เพียงหนึ่งวันหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำพิธีลงนามอย่างเป็นทางการ  กลุ่มกบฏ M23 ไม่ร่วมข้อตกลง โจมตี-ถล่มเมืองต่อเนื่อง บ้านเรือนพัง ผู้หญิงและเด็กเสียชีวิต

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า การสู้รบอย่างรุนแรงในพื้นที่ทางตะวันออกของคองโก ยังดำเนินไปอย่างดุเดือด เพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนามสันติภาพระหว่าง นายเฟลิกซ์ ทิชิเกดี ตลอดจนนายเฟลิกซ์ ทิชิเกดี ผู้นำคองโก และนายพอล คากาเม 

โดยทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นต่อข้อตกลงที่บรรลุ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งที่ดำเนินมานานหลายสิบปี และเปิดทางให้การลงทุนเหมืองแร่จากชาติตะวันตกเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอุดมทรัพยากรแห่งนี้

ทรัมป์กล่าวว่า นี่คือการยุติสงครามที่ดำเนินมากว่าหลายทศวรรษพร้อมชี้ว่ารัฐบาลของเขาเข้าไปไกล่เกลี่ยในความขัดแย้งหลายพื้นที่ทั่วโลก เพื่อเสริมบทบาทสันติภาพของสหรัฐฯ 

ขณะที่กลุ่มกบฏ AFC/M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา และยึดครองเมืองใหญ่สองแห่งในคองโกตะวันออกเมื่อต้นปีนี้ ยืนยันว่าไม่ผูกพันกับข้อตกลงที่วอชิงตัน พร้อมกล่าวหากองกำลังรัฐบาลว่าดำเนินการโจมตีเป็นวงกว้าง

กองทัพคองโกยืนยันสู้รบยังไม่หยุด โฆษกกองทัพคองโกยืนยันกั ว่า การปะทะยัๅงคงดำเนินอยู่ในแนวรบหลายจุด โดยเฉพาะตามแนว คาซิบา–คาโตโกตา–รูรัมโบ ในจังหวัดเซาท์คิวู แต่ยังไม่เปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บโดยรวม.