ส้มโว ต้องสายแข็งเท่านั้นถึงดูแล กำกับได้

ส้มโว ต้องสายแข็งเท่านั้นถึงดูแล กำกับได้

ส้มโว ต้องสายแข็งเท่านั้นถึงดูแล กำกับได้

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.58 น.

วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เฟซบุ๊ก Nataphol Tovichakchaikul – ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ เขต 3 (สันกำแพง แม่ออน ดอยสะเก็ด) ได้โพสต์เกี่ยวกับงบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ว่าต้องเป็น “สายแข็ง” พอที่จะกำกับงบและงานพวกนี้ให้สำเร็จออกมาดีไม่มีปัญหาใด ๆ 

“ซีเกมส์ 2,000 ล้าน / MotoGP 4,000 ล้าน / งบกกท. 3,700 ล้าน / งบททท. 6,100 ล้าน / งบกระทรวงท่องเที่ยวฯ 6,600 ล้าน / และมีกรอบวงเงิน F1 ที่อนุมัติไว้ 40,000 ล้าน .. วันหน้าใครจะมากำกับกระทรวงนี้ต้องเป็น ‘สายแข็ง’ แล้วครับ

ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล

ก่อนที่ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล จะพิมพ์คอมเมนต์ตอบคำถามชาวเน็ตคนหนึ่งที่ถามว่า “เรา” ได้อะไรจากเงินลงทุนขนาดนี้บ้าง 

“มีคำถามเดียวครับแล้ว”เรา”ได้อะไรจากเงินลงทุนขนาดนี้บ้าง ยกตัวอย่างเช่นจนป่านนี้ฟุตบอลทีมชาติยังไม่มีแม้แต่สนามฟุตบอลจริงๆที่เป็นรังเหย้าอย่างเป็นทางการเลย เราได้อะไร?”

และไม่นานนักเจ้าตัวก็พิมตอบคำถามของชาวเน็ตคนนี้ “ข้างต้นไม่รวมกองทุน ไม่รวมกับงานที่มักจะงอกมากับงบกลางอีก ตัวอย่างเช่น .. เที่ยวคนละครึ่ง 1,750 ล้าน งบกลางกระตุ้นการท่องเที่ยว 2,200 ล้านงานมหาสงกรานต์ งาน Softpower งานกีฬาพิเศษ งาน Events พิเศษ อีกหลักหลายร้อยล้าน เอาเป็นว่างบที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวและกีฬามีไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีแน่ๆ แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา ถูกสลับสับเปลี่ยนอย่างกับเป็นเก้าอี้ดนตรี แค่ 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา เปลี่ยนไปแล้ว 4 รมต. ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าใครจะมากำกับงานด้านนี้ เอาแค่ให้ท่านเป็นคนที่แข็งพอที่จะกำกับงบและงานพวกนี้ให้สำเร็จออกมาดีไม่มีปัญหาใดๆ ก็เพียงพอแล้วครับ”

ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล

กกต.เผยยอดรับสมัครเลือกตั้งนายก อบต.-สมาชิกสภา อบต. 5 วัน 102,160 คน

กกต.เผยยอดรับสมัครเลือกตั้งนายก อบต.-สมาชิกสภา อบต. 5 วัน 102,160 คน

กกต.เผยยอดรับสมัครเลือกตั้งนายก อบต.-สมาชิกสภา อบต. 5 วัน 102,160 คน

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น กกต.เผยยอดรับสมัครเลือกตั้งนายก อบต.และสมาชิกสภา อบต. สรุป 5วัน รวมทั้งสิ้น 102,160 คน โดยยังไม่รวม 4 จังหวัดภาคใต้

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 สำนักงานตณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยยอดสรุปผลการรับสมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่จะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 ตามที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบล ประกาศให้มีการเลือก ตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งระหว่างวันที่  1 – 5 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด และได้ดำเนินการรับสมัคร เสร็จสิ้นแล้วนั้น

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้สรุปผลการรับสมัครสมาชิกสมาชิกสภารองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รวม 5 วัน ดังนี้
จำนวน นายก อบต.8,603 คน
จำนวนสมาชิกสภา อบต. 93,557
คน  รวมทั้งสิ้น 102,160 คน

โดยจังหวัดที่มียอดผู้มายื่นหลักฐานสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลรวมกันมากที่สุด ข้อมูล ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ได้แก่ นครราชสีมา 5,997 คน 
ศรีสะเกษ 4,481 คน
อุบลราชธานี 3,901 คน
สุรินทร์ 3,896 คน
ขอนแก่น 2,814 คน

ขณะที่  ในส่วนจังหวัดนราธิวาส,ปัตตานี ,สงขลา และ สตูล จะเปิดรับสมัครในวันที่ 8-12 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ หากต้องการทราบรายละเอียดสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect go th หรือ 
Application Smart Vote หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งīประจำจังหวัดทุกจังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444

นายกฯ เผยใช้เวลา 1 เดือน กำจัดขยะแสนกว่าตันเมืองหาดใหญ่ ย้ำไม่มีอะไรเพอร์เฟค

นายกฯ เผยใช้เวลา 1 เดือน กำจัดขยะแสนกว่าตันเมืองหาดใหญ่ ย้ำไม่มีอะไรเพอร์เฟค

นายกฯ เผยใช้เวลา 1 เดือน กำจัดขยะแสนกว่าตันเมืองหาดใหญ่ ย้ำไม่มีอะไรเพอร์เฟค

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

นายกฯ เผยใช้เวลา 1 เดือนกำจัดขยะแสนกว่าตันเมืองหาดใหญ่  ย้ำไม่มีอะไรเพอร์เฟค  กรอบฟื้นฟู้ต้องเร่งจาก 14 วันเหลือ 7 วัน เผยครม.9 ธ.ค.นี้ เพิ่มวงเงินคนตกสำรวจสงขลาและใกล้เคียง เตรียมหาสินเชื่อระยะสั้น รายละ 1 แสนไม่คิดดอกเบี้ย พร้อมเร่ง คปภ. จ่ายค่าประกันภัย 

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 6 ธ.ค. 68 ที่บริเวณตลาดกิมหยง จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดการขยะกว่า 150,000 ตันในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า จะต้องใช้เวลาจัดการ 1 เดือน ซึ่งกระบวนการขณะนี้คือการขนขยะออกจากเมือง และขอให้ประชาชนที่ทำความสะอาดบ้านนำขยะออกมากองไว้ด้านหน้า ก่อนที่จะขนย้ายออกนอกพื้นที่ 

เมื่อถามว่าปัญหาขยะทำให้ส่งกลิ่นเหม็น นายกฯ กล่าวว่า ต้องเร่งดำเนินการนำไปเผา ส่วนขยะใดที่ฝังกลบได้ก็จะนำไปฝังกลบ แต่สิ่งสำคัญคือการนำขยะออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้มีพื้นที่เตรียมรองรับขยะไว้อยู่

“มันไม่มีทางที่จะได้อะไรเพอร์เฟคหมด ให้นำขยะออกมาจากสถานที่สำคัญ หรือสถานที่อันตรายที่อาจก่อให้เกิดโรคกับชาวบ้านก่อน“นายกฯ กล่าว

เมื่อถามต่อว่าส่วนกรอบการฟื้นฟูอำเภอหาดใหญ่ 14 วัน นายกฯ กล่าวว่า หมายความว่า​ ถนนหนทางจะต้องไปมาหาสู่กันได้ 7 วัน ให้ประชาชนกลับเข้าบ้านได้ก่อน ตอนนี้ถือว่ากลับเข้ามากันแล้ว น้ำประปาและไฟฟ้ามาถึงบ้านทุกหลังแล้ว ขณะนี้ในศูนย์พักพิงเหลือเพียงแต่ ประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ประมาณ 30 คน ตอนนี้จากกำหนด 14 วัน ขณะนี้เหลือ 7 วัน ต้องเร่งดำเนินการทุกอย่างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

เมื่อถามอีกว่าขณะนี้มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานมาช่วยกัน อาจจะเกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน มีการกำชับอย่างไรบ้างนั้น นายกฯ กล่าวยอมรับว่า อาจจะมีอารมณ์ได้บ้าง แต่ได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาช่วยเอาน้ำเย็นเข้ารด  ทั้งนี้ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะรุนแรงอะไร ตนเข้าใจเจตนารมณ์ดี ที่ต้องการช่วยทุกคนทำดีหมด มาช่วยเหลือประชาชน ตนยังบอกอีกว่าใครจะบ่นก็ให้เขาบ่น 

เมื่อถามถึงความกังวลที่จะมีบุคคลฉวยโอกาส นำความเดือดร้อนของประชาชนมาหาผลประโยชน์นั้น นายกฯ กล่าวว่า​ ไม่มี การทำความสะอาดบ้าน​ ทำความสะอาดเมือง เป็นหน้าที่ของราชการ รัฐบาลไม่ได้บอกให้ประชาชนรับผิดชอบในการทำความสะอาด ทุกอย่างเป็นภาระของราชการ ในการลงพื้นที่ผู้สื่อข่าวก็จะเห็นว่ามีกำลังพล บุคลากรของรัฐระดมทรัพยากรมาที่นี่

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อีก 7 วันจะครบ 14 วัน ขณะนี้ยังมีสิ่งใดที่ขาดแคลนอยู่บ้าง นายกฯ กล่าวว่า อีก​7 วันคือการคืนความเป็นเมืองปกติ รัฐบาลยังต้องไปติดตามเงินช่วยเหลือที่ค้าง แม้ว่าขณะนี้จะจ่ายไปได้มากแล้ว แต่ยังทราบว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะที่ลงทะเบียนผ่านออนไลน์ ได้ช้ากว่าออนไซด์เสียอีก ซึ่งจะต้องมีการอนุมัติจากนี้ต่ออีก 2 ขั้นตอน เพราะแบบนี้ไม่ถูกต้องออนไลน์ต้องรวดเร็วกว่า ทุกอย่างต้องขอผ่านออนไลน์ได้ และต้องเร่งดำเนินการ สัปดาห์หน้าจบแน่นอน และต้องขออภัยในความล่าช้าด้วย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เม็ดเงินเยียวยาถูกโอนมาให้พื้นที่แล้ว โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันอังคารที่ 9 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ จะมีการเพิ่มวงเงินให้บุคคลที่ตกสำรวจในพื้นที่สงขลาและใกล้เคียง  โดยผู้เช่าจะได้รับเงินเยียวยา แต่เจ้าของบ้านจะได้รับเงินค่าซ่อมแซม รัฐบาลแยกประเภทไปหมดแล้ว
ส่วนแผนการฟื้นฟูภาคธุรกิจ จะมีการจัดหาสินเชื่อระยะสั้น สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย รายละ 100,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย สิ่งที่ต้องทำหลังจากการลงพื้นที่วันนี้คือ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย. (คปภ.) ให้เร่งดำเนินการจ่ายค่าประกันภัยให้กับประชาชน ส่วนทรัพย์สินที่เสียหายนั้น จะต้องหาทางเยียวยาในรูปแบบการยกเว้นภาษี หรือมาตรการอื่น ๆ 

เมื่อถามถึงการเตรียมรับมือฝนในสัปดาห์หน้านั้นนายกฯ กล่าวว่า อย่าให้มามาก มาบ้างก็ช่วยชำระล้างบ้านเมือง และกำชับให้ระมัดระวังอย่างเต็มที่ 

‘สุดารัตน์’แจงร่วมงานแต่ง’ยิมเลียก’ ได้รับเชิญจากพ่อแม่เจ้าสาว

'สุดารัตน์'แจงร่วมงานแต่ง'ยิมเลียก' ได้รับเชิญจากพ่อแม่เจ้าสาว

‘สุดารัตน์’แจงร่วมงานแต่ง’ยิมเลียก’ ได้รับเชิญจากพ่อแม่เจ้าสาว

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

‘สุดารัตน์’ แจง ภาพถ่ายร่วมงานแต่งงาน ‘ยิม เลียก’ ได้รับเชิญจากพ่อแม่เจ้าสาว ยันจุดยืนไม่ยอมให้สแกมเมอร์มีที่ยืน

6 ธันวาคม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟสบุ๊ค ชี้แจงกรณีมีภาพถ่ายร่วมงานแต่งงานนายยิม เลียก ว่าดิฉันขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีมีภาพดิฉันร่วมงานแต่งงานนส.วิษณี และ นายยิม เลียก

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว โดยดิฉันได้รับเชิญจากพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาว ให้เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว ในงานแต่งงานของลูกสาว
ซึ่งได้พบคู่บ่าว สาว พร้อมครอบครัว ก่อนวันแต่ง 1 ครั้ง และอีกครั้งคือในงานวันแต่งงาน หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบกับคู่บ่าวสาวอีกเลย จนถึงปัจจุบัน

ณ. วันนั้น ดิฉันทราบจากพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวว่า เจ้าบ่าวเป็นคนกัมพูชา มีอาชีพรับราชการ โดยมีพ่อเป็นนักการเมืองใหญ่

ขณะนี้ดิฉันและคนไทยทุกคนกำลังต่อสู้กับความเลวร้ายของแก๊งค์สแกมเมอร์ และกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศไทย ที่คอยช่วยเหลือสนับสนุนคนเหล่านี้ ดิฉันได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับคนเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ในทุกรายการที่ดิฉันได้สัมภาษณ์ รวมทั้งได้แสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้ใน Facebook ของดิฉันเองด้วย

ดิฉันยืนยันว่าคนที่ ทำร้ายคนไทย และประเทศไทยต้องถูกจัดการลงโทษโดยเด็ดขาด ทั้งอาญา และยึดทรัพย์ และต้องไม่ปล่อยให้มีการใช้เงินซื้อบุคคลใด หรือองค์กรใด ในประเทศไทย เพื่อให้พ้นผิดได้

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนายยิม เลียก หรือใครก็ตาม ถ้ามีพฤติกรรมดังกล่าว ดิฉันจะไม่มีวันยอมให้คนเหล่านี้มีที่ยืน และมาทำร้ายสังคมสุจริตได้
จึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง มาให้ทราบโดยทั่วกัน

นายกฯ สำรวจความเสียหายตลาดกิมหยง ให้กำลังใจ อส.บิ๊กคลีนนิ่ง

นายกฯ สำรวจความเสียหายตลาดกิมหยง ให้กำลังใจ อส.บิ๊กคลีนนิ่ง

นายกฯ สำรวจความเสียหายตลาดกิมหยง ให้กำลังใจ อส.บิ๊กคลีนนิ่ง

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.21 น.

นายกฯ สำรวจความเสียหายตลาดกิมหยง ให้กำลังใจ อส.บิ๊กคลีนนิ่ง ชาวบ้านร้องลงทะเบียนเยียวยาออนไลน์ช้า ก่อนช่วยอุดหนุนตระกร้าหวายเปื้อนโคลน ติดดินนั่งฟุตบาทกินข้าวกล่องไข่ต้ม-แกงส้ม ร่วมกับ อส. 

6 ธ.ค. 68 ที่บริเวณตลาดกิมหยง จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและให้กำลังใจสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ในการบิ๊กคลีนนิ่งฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ โดยนายกฯได้เดินสอบถามพ่อค้าแม่ค้าในตลาดกิมหยงถึงปัญหาต่างๆ รวมถึงเรื่องเงินเยียวยา ซึ่งบางคนระบุว่ายังไม่ได้รับเงิน นอกจากนี้มีชาวบ้านร้องเรียนนายกฯถึงปัญหาการลงทะเบียนรับเงินเยียวยาทางออนไลน์ที่ล่าช้า นายกฯจึงสั่งการให้ดำเนินการแก้ไข รวมถึงรับฟังข้อร้องเรียนประชาชนถึงจุดกระจายอาหารที่อยู่ไกล ทำให้กระจายไม่ทั่วถึง 

นายกฯยังได้ดูการจัดเก็บขยะและล้างถนนเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ประชาชน โดยใช้รถตักเอนกประสงค์หรือรถแมงมุม 1 คัน รถคีบ 9 คัน และรถดั๊ม 30 คัน ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่เข้ามาช่วยในการขนย้ายขยะ ก่อนนายกฯเดินสอบถามการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จากจังหวัดต่างๆ พร้อมกล่าวขอบคุณที่มาช่วยปฎิบัติงาน และสอบถามเรื่องที่พักและอาหารหากไม่เพียงพอขอให้บอก 

นอกจากนี้ยังนายกฯยังเดินเข้าไปดูความเสียหายภายในร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านผ้าปาเต๊ะ ที่เจ้าของร้านระบุว่าอยากให้นายกฯเห็น เพราะอย่างน้อยนายกฯจะได้รับทราบถึงความเสียหาย
นายกฯยังเดินดูภายในร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งได้รับความเสียหายและเจ้าของร้านระบุว่าจะต้องนำสินค้ามาขายในราคาลด 50% 

ระหว่างลงพื้นที่มีชาวหาดใหญ่ได้กล่าวกับนายกฯว่า คนหาดใหญ่ชื่นชมนายกฯที่บริหารจัดการได้เร็ว โดยนายกฯตอบว่า แต่ยังเร็วไม่พอ ยังช้าไป ระหว่างลงพื้นที่ นายกฯได้บังเอิญเจอกับ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ที่มาลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านด้วย จึงได้ทักทายและสอบถามถึงการมาช่วยเหลือต่างๆ

ทั้งนี้ตลอดเส้นทางมีประชาชนออกมาทักทายนายกฯ ช่วงหนึ่งเจ้าของร้านขายผลิตภัณฑ์จักสาน ได้เรียกให้นายกฯมาดูความเสียหายในร้านพร้อมกับร้องไห้ ซึ่งนายกฯได้เข้าไปดูและช่วยอุดหนุนตระกร้าหวาย พร้อมกล่าวว่า “จะเอาไปให้รัฐมนตรีที่มาด้วย ตระกร้าหวายพร้อมโคลน”  

นอกจากนี้มีชาวบ้านมาร้องเรียนปัญหาการจราจร ที่มีรถจอดกีดขวางจนติดขัด โดยนายกฯมอบให้ตำรวจลงไปดูในทันที ระหว่างลงพื้นที่ตลาดกิมหยงนายกฯ พร้อมนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้นั่งริมฟุตบาทร่วมกินข้าวกับทีม อส. ที่มาช่วยงานในพื้นที่ เป็นข้าวกล่องเมนูแกงส้ม ไข่ต้ม โดยนายกฯยังได้หยิบข้าวให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมกล่าวว่า เอาข้าวไปกินดู ถ้ากินไม่ได้ลูกน้องก็กินไม่ได้

นายกฯยังกล่าวถึงเมนูอาหารที่รับประทานด้วยว่า พอกินได้แต่น้อยไปหน่อย ต้องเพิ่มปริมาณให้มากกว่านี้ ก่อนนายกฯขอเบิ้ลกับข้าวเมนูแกงส้มเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านนำแกงส้มกับไข่เจียวมาให้นายกฯ โดยนายกฯได้กินและแบ่งกับข้าวให้กับทีม อส.กินด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อออกจากตลาดกิมหยง นายกฯ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พาไปร้านกล้วยทอดแยกเกาะหมี แต่เมื่อไปถึงร้านปรากฏว่าร้านปิด นายกฯจึงได้ถ่ายรูปกับชาวบ้านที่อยู่ในระแวกดังกล่าว 

ดร.สุวิทย์ ชี้ไทยกำลังติดเชื้อไวรัสโกงกินทั้งระบบ ถ้าไม่รักษาอาจไม่มี รัฐที่เป็นของปชช.อีกต่อไป

ดร.สุวิทย์ ชี้ไทยกำลังติดเชื้อไวรัสโกงกินทั้งระบบ ถ้าไม่รักษาอาจไม่มี รัฐที่เป็นของปชช.อีกต่อไป

ดร.สุวิทย์ ชี้ไทยกำลังติดเชื้อไวรัสโกงกินทั้งระบบ ถ้าไม่รักษาอาจไม่มี รัฐที่เป็นของปชช.อีกต่อไป

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ Dr. Suvit Maesincee” ระบุว่า ประเทศไทยกำลังติดเชื้อ “ไวรัสโกงกินทั้งระบบ” อย่างรุนแรง

ถ้าไม่รักษาแบบถอนรากถอนโคนตั้งแต่วันนี้ เราอาจไม่มี “รัฐที่เป็นของประชาชน” เหลืออีกต่อไป

ประเทศไทยในปี 2025 ไม่ได้สะดุดเพราะคนไม่เก่ง แต่เพราะทั้งประเทศกำลังถูกไวรัสชนิดหนึ่งกัดกินจากข้างในไวรัสโกงกินทั้งระบบ (Scam Virus) ที่ลามผ่านนักการเมือง ราชการ ท้องถิ่น ตำรวจ ที่ดิน จนถึงนโยบายระดับชาติ

นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว คือสิ่งที่ทำให้ประเทศไทย “เหมือนป่วยเรื้อรัง”
– เศรษฐกิจโตช้า
– สังคมขัดแย้ง
– กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์
– คุณธรรมจริยธรรมเสื่อมทราม คนดีถอย คนโกงโต
และทั้งหมดเริ่มต้นจาก “โครงสร้างรัฐเสื่อม”
~ ไวรัสโกงกินมี 3 สายพันธุ์ที่ลามทั้งประเทศ

1) รัฐซ้อนรัฐ–รัฐลับลวง (Deep Scam State)
เป็นเหมือน “เครือข่ายอีกชั้น” ที่คุมรัฐจริง ทำงานหลังฉาก กำหนดการแต่งตั้ง การโยกย้าย การจัดซื้อ การอนุญาต ประชาชนไม่เห็น แต่ทุกคนรู้ว่า “มันมีอยู่จริง”
ตัวอย่างที่คนไทยเห็นชัด:
 • การซื้อขายตำแหน่งในตำรวจ
 • ส่วยบนถนน ส่วยรถบรรทุก
 • บ่อน–ยา–แรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้ “เจ้าของพื้นที่จริง”
นี่คือ “รัฐเงา” ที่ทรงพลังยิ่งกว่ารัฐจริงเสียอีก

2) การเมืองเทา–ทุนเทา–ข้าราชการเทา
ไม่ใช่โกงแบบโต้ง ๆ แต่เป็นการ “บิดระบบ” ไปเรื่อย ๆ จนผิดธรรมชาติ เช่น
 • ใช้งบลับ งบแฝง
 • เปิดช่องกฎหมายให้พวกพ้อง
 • นายทุนผู้สนับสนุนได้ผลประโยชน์คืน
 • ระบบราชการบางส่วนทำงานตอบแทนเส้นสายมากกว่าประชาชน
นี่คือการทำให้ “กติกา” ถูกออกแบบเพื่อคนบางกลุ่ม ที่ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการเลย

3) การยึดรัฐ (State Capture) — ขั้นสุดของการเสื่อม
เมื่อกฎหมาย นโยบาย งบประมาณ การแต่งตั้ง ถูกควบคุม/สั่งการโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ รัฐไม่ใช่ของประชาชนอีกต่อไป แต่เป็นของ “เครือข่ายผลประโยชน์”
นี่คือโรคที่หนักที่สุด และคือเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยเหมือนเดินวนกลับที่เดิมไม่หยุด
~ เชื้อโกงกินทำลาย “รากของประเทศ” สามจุดพร้อมกัน

1) ทำลายฐานรากคุณธรรมของบ้านเมือง (Moral Foundation)
คนดีทำงานยากขึ้น คนโกงโตเร็วขึ้น คนรุ่นใหม่เห็นภาพแล้วท้อ นี่คือการทำลายรากของประเทศแบบลึกที่สุด

2) ทำลายศักยภาพรัฐ (State Capacity)
รัฐทำงานช้าลง–อ่อนแรงลง เห็นชัดในหลายเรื่อง:
 • น้ำท่วมซ้ำซาก
 • อุบัติเหตุบนถนนแก้ไม่ได้
 • ตำรวจไม่เป็นที่พึ่ง
 • ปฎิรูปไม่เขยื้อน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ขยับ
เพราะระบบถูก “ล็อก” ด้วยอำนาจแฝง

3) ทำลายระบบบริหารประเทศ (System Governance)
ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือ อยากเอาผิดใครก็เอา อยากนิ่งก็เงียบ จนคนหมดศรัทธาในรัฐ
นี่คือภัยเงียบที่ทำลายประเทศจากข้างใน ไม่ใช่จากภายนอก
~ ทำไมการเมืองแบบเดิมยิ่งทำให้เชื้อร้ายโตเร็วขึ้น
เพราะการเมืองไทยยังเป็น “การเมืองแย่งอำนาจ” (Power Politics) ไม่ใช่ “การเมืองแก้โครงสร้างประเทศ” (Statecraft Politics)
พรรคแข่งกันว่าใครดังใครด่าใครแจก แต่ไม่มีใครกล้าชน “รากของปัญหา” เพราะไปแตะแล้วกระทบเจ้าของผลประโยชน์
ผลคือ ไวรัสโกงกินยิ่งแข็งแรง
~ประเทศไทยต้องเปลี่ยน “โมเดลรัฐ” ไม่ใช่เปลี่ยนนักการเมือง
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมประเทศไทยต้องเดินสู่ “การเมืองที่ออกแบบอนาคตประเทศ” (Statecraft Politics)
ไม่ใช่ “การเมืองแย่งเก้าอี้”

Statecraft Politics ต้องทำ 3 อย่างให้ได้:
1) รื้อกติกาที่เปิดช่องโกง—โปร่งใสทั้งงบประมาณ การจัดซื้อ การแต่งตั้ง
2) ทำให้ข้าราชการซื่อสัตย์และเก่งขึ้น—โยกย้ายตามผลงาน ไม่ใช่เงินใต้โต๊ะ
3) ทำให้รัฐเป็นของประชาชนจริง ๆ—เปิดข้อมูล เปิดสถิติ เปิดการตัดสินใจแบบเรียลไทม์
นี่คือ “ยาแรง” ที่รักษาโรคนี้ได้ ไม่ใช่การเมืองแบบเดิม
~ แนวทางถอนรากถอนโคน—แบบที่ทำได้จริง ไม่ใช่แค่สโลแกน

ประเทศไทยต้องทำ 6 เรื่องนี้พร้อมกัน:
1) เปิดข้อมูลรัฐทุกบาททุกสตางค์ (Open Government Full Version)
เหมือนเกาหลี–เอสโตเนีย หยุดการซ่อนงบ
2) ห้ามใช้เงินทุนเทาในพรรคการเมือง
เปิดรายชื่อผู้บริจาคแบบวันต่อวัน
3) ปฏิรูประบบแต่งตั้งโยกย้ายในตำรวจ ท้องถิ่น ที่ดิน
สามจุดนี้คือ “หัวใจวงจรผลประโยชน์เทา”
4) ตั้งทีมปราบโกงอิสระแบบอังกฤษ (Delivery + Anti-corruption Taskforce)
ทำงานเร็ว ตรง ไม่ติดระบบราชการแบบเดิม
5) แยกอำนาจกรม–กระทรวงที่ทับซ้อนจนเกิดช่องผลประโยชน์
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับบ่อน–แรงงานต่างด้าว–ขนส่ง–ที่ดิน
6) ตั้งองค์กรยุทธศาสตร์ชาติถาวร (Strategic Council)
ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใด คอยกันไม่ให้ประเทศ “ถูกยึดอีก”
~ ประชาชนต้องถามคำถามใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
นี่คือหัวใจของบทความทั้งหมด

ประชาชนต้องเปลี่ยนคำถามจาก “พรรคไหนให้เยอะที่สุด?” ไปเป็น “พรรคไหนล้างระบบโกงได้จริง?”
ถามแบบนี้:
 1. พรรคไหนกล้าชนทุนเทา?
 2. พรรคไหนกล้าปฏิรูปตำรวจจริง?
 3. พรรคไหนเปิดข้อมูลแบบโปร่งใสจริง?
 4. พรรคไหนเปลี่ยนการเมืองแย่งอำนาจเป็นการเมืองสร้างประเทศ?
 5. พรรคไหนปกป้องผลประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์พวก?

นี่คือคำถามที่กำหนดอนาคตประเทศทั้งชาติ
~ บทสรุป: ประเทศไทยต้องรักษาโรคที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้ไขตามอาการ
ไวรัสโกงกินไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นโรคที่กำลังกัดกิน “หัวใจของรัฐไทย”
ถ้าเราไม่เริ่มรักษาตอนนี้ รัฐไทยอาจถูกยึดโดยระบบสีเทาแบบสมบูรณ์ จนคนรุ่นหลังไม่มี “รัฐของประชาชน” เหลือให้สู้

• นี่คือการต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่การเมืองฝ่ายไหนฝ่ายหนึ่ง
• นี่คือการเลือกตั้งที่ต้องป้องกันอนาคต ไม่ใช่แก้ปัญหาปัจจุบัน
• นี่คือเวลาที่ประชาชนต้องลุกขึ้นถามคำถามที่ถูกต้อง

การเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง จะไม่ใช่ ”การแข่งขัน“ ระหว่างสีพรรคอีกต่อไป แต่จะเป็น“สงครามครั้งใหญ่” ระหว่าง “พรรคเทา”กับ “พรรคไม่เทา” เป็นสงครามที่มีความเป็นความตายของประเทศเป็นเดิมพัน

ประเทศไทยจะรอดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนจะเลือก “รัฐที่เป็นของประชาชน” หรือ “รัฐที่ถูกยึดโดยผลประโยชน์สีเทา”

ก้าวอิสระ พร้อมแล้ว มาดามหยก ลั่นกลองรบ นำสู้ศึกเลือกตั้ง 69

ก้าวอิสระ พร้อมแล้ว มาดามหยก ลั่นกลองรบ นำสู้ศึกเลือกตั้ง 69

ก้าวอิสระ พร้อมแล้ว มาดามหยก ลั่นกลองรบ นำสู้ศึกเลือกตั้ง 69

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

‘ก้าวอิสระ’พร้อมแล้ว ‘มาดามหยก’ลั่นกลองรบ นำสู้ศึกเลือกตั้ง 69 หวังปาร์ตี้ลิสต์ 10–15 เข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน ย้ำอยู่เคียงข้าง ไม่เคยถอยห่าง ส่งทีมแก้ปัญหาได้ตลอด

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่อาคารเอนกประสงค์บ้านเลขที่ 127 หมู่ 8 ตำบลสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พรรคก้าวอิสระได้จัดให้มีการประชุมเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคก้าวอิสระ ลำดับที่ 010 จังหวัดเชียงใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากนางสาวกชพร เวโรจน์ หรือ “มาดามหยก” ได้ลาออกจากหัวหน้าสาขาพรรคก้าวอิสระ ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งหัวหน้า และกรรมการสาขาพรรคคนใหม่ทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยผลการลงคะแนนปรากฎว่า น.ส.นงลักษณ์ นพรัตน์ หรือ “น้องอิม”นักศึกษาสาขาวิศวกรรมการแพทย์ปี 4 อายุ 21 ปี มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ได้รับเลือกเป็น หัวหน้าสาขาพรรคก้าวอิสระ ลำดับ 010 

นางสาวกชพร กล่าวว่า พรรคก้าวอิสระเป็นพรรคที่เปิดโอกาสและสนับสนุนให้คนทุกรุ่น ทุกเจเนอเรชั่น ที่มีใจเป็นจิตอาสาเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองและทำงานเพื่อสังคม ประเทศชาติและวันนี้ยินดีที่ได้ ‘น้องอิม’ นางสาวนงลักษณ์ นพรัตน์ มาเป็นหัวหน้าสาขาพรรค ซึ่ง’น้องอิม’ เข้ามาทำงานร่วมกับ ‘อินดี้ทีม’ มานาน และแม้ว่าปัจจุบันจะยังเป็นนักศึกษา เหมือนสมาชิกพรรคก้าวอิสระ อีกหลายๆท่าน แต่’น้องอิม’ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ ความเสียสละ เรียนด้านวิศวกรรมการแพทย์ มีการนำ AI และนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการทำงานจิตอาสาตลอดมาด้วย จึงมีความเหมาะสมที่จะทำงานเพื่อสังคมในนามพรรคก้าวอิสระ

นางสาวกชพร กล่าวว่า พรรคก้าวอิสระมีความพร้อมแล้ว สำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงในเร็ววันนี้ ที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่าพรรคก้าวอิสระทำงานเพื่อสังคมมาตลอดร่วมกับทีมอาสาสมัครในนามของ’อินดี้ทีม’ ชมรม Change Together & Indy Team ไปทำงานทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงโควิด น้ำท่วม ไฟป่า ตลอดมา โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ยังไม่มีการปะทะกันจนถึงทุกวันนี้ พรรคก้าวอิสระ ยังคงอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนและเหล่าทหารกล้า ยังไม่เคยถอยออกมา รวมถึงทุกพื้นที่ที่มีภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นเหตุแผ่นดินไหว หรือน้ำท่วมล่าสุดที่แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดอื่นในภาคใต้ รวมถึงทุกจังหวัดในทุกภาคที่เกิดปัญหาน้ำท่วม  พรรคก้าวอิสระเราก็มีทีมลงพื้นที่ไปช่วยเหลือ ด้วยเหตุนี้ เราจึงอาสาที่จะเป็นพรรคทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน หลายท่านในทีมทำงานด้านจิตอาสามาเกือบทั้งชีวิต

นางสาวกชพร กล่าวว่า เรามุ่งหวังสส.ที่ได้คะแนนจากปาร์ตี้ลิสต์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 10-15 คน ส่วนในระบบเขตนั้น ขณะนี้มีผู้เสนอตัวเข้ามาประมาณ 200 เขตทั่วประเทศ โดยจะขอคัดเลือกคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีจิตอาสา พร้อมเสียสละเพื่อสังคมและส่วนรวม รักชาติ ศาสนา สถาบันฯ รักในประเพณีไทย ส่งเสริมอัตลักษณ์ไทย มาทำหน้าที่ มาเป็นปากเป็นเสียงคอยดูแล ช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ ในทุกวงการ

นางสาวกชพร กล่าวว่า ในอนาคตหากมีการยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ พรรคก้าวอิสระมีความพร้อมอย่างมาก เราต้องการทำพรรคก้าวอิสระ ให้เป็นสถาบันการเมือง มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นอุดมการณ์ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งพรรคและไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ แม้ว่าการที่จะนำพรรคไปสู่สถาบันการเมืองได้ จะต้องใช้เวลาก็ตาม 

สำหรับนโยบายที่พรรคก้าวอิสระ จะชูในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ จะเป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดน ไทย-กัมพูชา เราจะเรียกร้องให้มีการนำเอาแผนที่ 1:50,000 มาใช้ นอกจากนี้จะเน้นเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน เรื่องของราคาสินค้าเกษตร และการแก้ปัญหาอุทกภัย ที่ต้นเหตุ รวมทั้งการเตือนภัยต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ พรรคก้าวอิสระ เราต้องการพลิกโฉมประเทศไทย ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงที่จริงใจ ตามสโลแกนของเราคือ “ก้าวล้ำนำสมัย ไม่ก้าวร้าว” สามารถทำงานประสานกับทุกฝ่าย ทุกเพศ ทุกวัย

สีหศักดิ์ ถามกลางยูเอ็น ถ้าวางทุ่นระเบิดแล้วไม่ต้องรับผิด อะไรจะเกิดขึ้น

สีหศักดิ์ ถามกลางยูเอ็น ถ้าวางทุ่นระเบิดแล้วไม่ต้องรับผิด อะไรจะเกิดขึ้น

สีหศักดิ์ ถามกลางยูเอ็น ถ้าวางทุ่นระเบิดแล้วไม่ต้องรับผิด อะไรจะเกิดขึ้น

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.08 น.

‘สีหศักดิ์’ แถลงโต้กัมพูชาบิดเบือน ย้ำจุดยืนไทยปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา ชี้ถ้ารัฐภาคีวางทุ่นระเบิดแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ จะเกิดอะไรขึ้น

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงในวาระการพิจารณาคำขอตามข้อ 8 ของอนุสัญญาออตตาวา ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 22 ณ นครเจนีวา

นายสีหศักดิ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและจุดยืนของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฯ มาตลอด และได้ใช้กลไกทวิภาคีทุกช่องทางด้วยความจริงใจเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ไทยไม่ประสงค์ที่จะทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง แต่การที่ทหารของไทยได้รับความสูญเสียและต้องทุพลภาพอย่างถาวรจากการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชา ซึ่งเป็นการละเมิดข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดแจ้งนั้น จึงจำเป็นต้องกล่าวถ้อยแถลงนี้ในนามของประชาชนผู้ที่ต้องเผชิญกับการกระทำที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นายสีหศักดิ์ ระบุว่าไทยไม่มีทางเลือกและต้องสงวนสิทธิในการดำเนินการตามกลไกข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ เพื่อขอคำชี้แจงจากกัมพูชา แต่คำชี้แจงของกัมพูชากลับขัดแย้งกับหลักฐานที่ได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว อีกทั้งยังมีการบิดเบือนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

“หากรัฐภาคีสามารถวางทุ่นระเบิดใหม่แล้วเพียงปฏิเสธได้โดยไม่ต้องรับผลการกระทำใด ๆ จะเกิดอะไรขึ้น หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งถัดไป การดำเนินการต่อไปที่เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสที่สุด คือ การร้องขอให้เลขาธิการสหประชาชาติอำนวยความสะดวก (good offices) ในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-finding mission) ที่เป็นอิสระ อย่างทันท่วงที”

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของไทยคือ เพื่อไม่ให้ประเด็นนี้ถูกนำมาทำให้เป็นประเด็นทางการเมือง โดยการพึ่งพากลไกของอนุสัญญาฯ ซึ่งจะเป็นการปกป้องความน่าเชื่อถือของอนุสัญญาฯ และแสดงให้เห็นว่า กลไกดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้จริงในยามที่จำเป็นที่สุดด้วย

นอกจากนี้ นางสาวอุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ใช้สิทธิตอบโต้ (Right of Reply) แย้งคำกล่าวหาที่ปราศจากการพิสูจน์ข้อมูลของกัมพูชาว่า ไทยได้ดำเนินการฝ่ายเดียว ขาดความน่าเชื่อถือ และทำให้ความสูญเสียของทหารทั้ง 7 นายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยได้แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ของการละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา ต่อที่ประชุมรัฐภาคีฯ รวมถึงคลิปวิดีทัศน์ที่ทหารกัมพูชากำลังฝึกวางทุ่นระเบิด PMN-2 ซึ่งฝ่ายไทยได้นำส่งหลักฐานเหล่านี้ให้กับเลขาธิการสหประชาชาติทั้งหมดด้วยแล้ว พร้อมทั้งชี้ว่า การจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบความจริงตามที่ไทยได้เสนอนั้น จะช่วยยืนยันข้อเท็จจริงและเสริมสร้างความโปร่งใสของการดำเนินการของทุกฝ่าย ซึ่งหากกัมพูชามีความสุจริตใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างแท้จริง ก็ควรที่จะยอมรับข้อเสนอดังกล่าว
ทั้งนี้ ตลอดห้วงการประชุมรัฐภาคีฯ คณะผู้แทนไทยจากกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพและแสดงท่าทีเป็นเสียงเดียวกัน โดยผู้แทนของแต่ละหน่วยงานได้กล่าวถ้อยแถลงและใช้สิทธิตอบโต้ในระเบียบวาระที่ไทยถูกพาดพิง เพื่อยืนยันท่าทีและปกป้องผลประโยชน์ของไทยในการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งนี้อย่างถึงที่สุด

ภราดร จี้ อนุทิน เร่งออกหมายจับ เบน สมิธ เปิดข้อมูลพิจารณาสัญชาติ

ภราดร จี้ อนุทิน เร่งออกหมายจับ เบน สมิธ เปิดข้อมูลพิจารณาสัญชาติ

ภราดร จี้ อนุทิน เร่งออกหมายจับ เบน สมิธ เปิดข้อมูลพิจารณาสัญชาติ

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.06 น.

“ภราดร” จี้ อนุทิน เร่งออกหมายจับ ‘เบน สมิธ’ เปิดข้อมูลพิจารณาสัญชาติ เคลียร์ข้อกังขาความเชื่อมโยงถึงนายกฯ 

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความคิดเห็นต่อกระแสสังคมที่ตั้งข้อสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรี กับนายเบน สมิธ หลังมีภาพปรากฏร่วมกับผู้มีอิทธิพลหลายคนในไทย รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล แม้หลายฝ่ายจะออกมาปฏิเสธว่ารู้จักกันเพียงผิวเผิน แต่กระแสสังคมยังคงเคลือบแคลงใจ และเรียกร้องความชัดเจนจากฝ่ายบริหาร

พล.ท.ภราดรระบุว่า จากคำชี้แจงของนายอนุทินที่กล่าวว่าเคยพบกับนายเบนเพียงไม่กี่ครั้ง และปฏิเสธการทำธุรกิจร่วมกัน รวมถึงการอ้างว่าเคยถูกย้ายจากกระทรวงมหาดไทยเพราะไม่ยอมอนุมัติสัญชาติไทยให้นายเบน สมิธ ทำให้เรื่องนี้จำเป็นต้องคลี่คลายอย่างเร่งด่วน โดยเชื่อว่านายอนุทิน ไม่น่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนายเบน แต่ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี น่าจะมีข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ข้อสงสัยต่างๆ กระจ่างขึ้นได้

เพื่อให้รัฐบาลหลุดพ้นจากข้อครหาว่าเกี่ยวพันกับนายเบน สมิธ พล.ท.ภราดรเสนอว่าควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน 2 ประการดังนี้ 

1. เร่งออกหมายจับนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นบุคคลเดียวที่ยังไม่มีหมายจับจากทางการไทย พร้อมทั้งตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบการกระทำผิดกฎหมาย ต้องเร่งดำเนินคดี อายัดทรัพย์ และจัดการผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่ละเว้น

2. เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาออกสัญชาติไทยให้แก่นายเบน สมิธ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้สั่งการให้นายอนุทินในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย เพื่อแสดงความโปร่งใส และคลายข้อสงสัยว่ามีผู้มีอิทธิพลทางการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่

พล.ท.ภราดร มองว่าการเปิดเผยข้อมูลและการดำเนินการอย่างเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี จะช่วยให้การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และเครือข่ายผู้สนับสนุนเป็นไปอย่างจริงจัง ลดพื้นที่ให้กลุ่มอิทธิพลที่ยังคงได้รับประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินของนายเบนที่ยังหลงเหลืออยู่จำนวนมาก

พล.ท.ภราดร ย้ำว่าประเทศต้องการผู้นำที่กล้าตัดสินใจและจริงใจต่อประชาชน การจัดการปัญหานี้อย่างรวดเร็วและโปร่งใสจะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในประเทศ

เปิดปูม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพื่อนรัก นายกอนุทิน

เปิดปูม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพื่อนรัก นายกอนุทิน

เปิดปูม สุพิศ พิทักษ์ธรรม เพื่อนรัก นายกอนุทิน

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.26 น.

กลายเป็นลานจอดรถทัวร์ไปอีก 1 คน สำหรับ “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” นายกองค์การบริหารจังหวัดสงขลา หลังจากไลฟ์สดพาดพิงถึงอาสาสมัครรักษาดินแดนที่ลงไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในลักษณะเหมือนเป็นการด้อยค่า แม้จะออกมาขอโทษแล้วก็ตาม

“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” เป็นอดีตอธิบดีกรมฝนหลวง ชาวสงขลาโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2508 ที่ตำบลม่วงงาม อ.สิงหนคร หลังเรียนจบมัธยมศึกษาที่ จ.สงขลา ได้ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคปัตตานี สาขาช่างยนต์ จบวุฒิ ปวช. จากนั้นก็มาสอบเข้าเทคนิคสงขลา ในระดับ ปวส. ในสาขาเดียวกันคือช่างยนต์ แต่เรียนได้ 1 ปี ก็ตัดสินใจใช้วุฒิ ปวช. ไปสอบ กพ. และได้บรรจุเป็นข้าราชการกรมชลประทานในปี 2531 ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาตรี ที่เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย คณะวิศวกรรม เครื่องกล แล้วมาต่อปริญญาโท รัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โดยตำแหน่งสุดท้ายในราชการคืออธิบดีกรมฝนหลวง ก่อนลาออกมาสมัครเป็นนายกอบจ.สงขลาและได้รับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568

เบื้องหลังชัยชนะของ “สุพิศ” คือการได้รับความสนับสนุนจาก 2 แกนนำพรรคประชาปัตย์ในขณะนั้น คือ “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีตนายกอบจ.สงขลา อดีตรมช.มหาดไทย และ “เดชอิศม์ ขาวทอง” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนของ “สุพิศ” ทั้ง 2 แยกทางกับประชาธิปัตย์ไปแล้วทั้งคู่ โดย “นิพนธ์” ไปร่วมกับภูมิใจไทย ส่วน “เดชอิศม์” ยังไม่ชัดเจนกับอนาคตทางการเมือง

นอกจากนี้ “สุพิศ” ยังมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ถึงขนาด “นายกอนุทิน” โพสต์แสดงความยินดีที่ได้รับเลือกตั้ง ว่า ดีใจกับพี่พิศ สุพิศ พิทักษ์ธรรมที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลา และให้กำลังใจพี่หลวง พลตำรวจโทสาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ #เพื่อนรักและพี่เลิฟ ที่ผูกพันกันมายาวนานเสมือนญาติสนิท #คนดีศรีสงขลา #อิจฉาคนสงขลา #วปอ61