รัฐบาลโอนเงินเยียวยาแล้ว กว่า 300 ล้านบาท สงขลา-ตรัง รวม 40,935 ครัวเรือน

รัฐบาลโอนเงินเยียวยาแล้ว กว่า 300 ล้านบาท สงขลา-ตรัง รวม 40,935 ครัวเรือน

รัฐบาลโอนเงินเยียวยาแล้ว กว่า 300 ล้านบาท สงขลา-ตรัง รวม 40,935 ครัวเรือน

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.57 น.

รัฐบาลโอนเงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ ครั้งที่ 6 วันนี้!! สงขลา-ตรัง รวม 40,935 ครัวเรือน กว่าสามร้อยล้านบาท

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท ใน 4 รูปแบบ ดังนี้ 1) ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 2) ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป 3) ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป และ 4) ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป 

สำหรับวันนี้ (6 ธ.ค. 68) เป็นครั้งที่ 6 ของการโอนเงินเยียวยา 9,000 บาท โดย ปภ. และธนาคารออมสินจะโอนเงินให้แก่ผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้ว รวม 40,935 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 368,577,000 บาท ในพื้นที่จังหวัดสงขลา 40,947 ครัวเรือน (อำเภอหาดใหญ่ 15,913 ครัวเรือน) และจังหวัดตรัง 6 ครัวเรือน โดยโอนเงินผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งเงินจะโอนเข้าบัญชีผู้ประสบภัยในวันนี้ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

ปัจจุบัน (6 ธ.ค. 68) ปภ. และธนาคารออมสินได้โอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 5 ครั้ง (วันที่ 1,2,3,4,5 ธ.ค. 68) ใน 8 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จ.สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวม 612,573 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 5,513,157,000 บาท โดยที่ จ.สงขลา 245,736 ครัวเรือน (เฉพาะ อ.หาดใหญ่ 42,179 ครัวเรือน) จ.ตรัง 281 ครัวเรือน จ.นครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน จ.นราธิวาส 7,224 ครัวเรือน จ.ปัตตานี 72,105 ครัวเรือน จ.ยะลา 2,423 ครัวเรือน จ.สตูล 25,625 ครัวเรือน และ จ.สุราษฎร์ธานี 1,945 ครัวเรือน ทั้งนี้ โอนเงินไม่สำเร็จจำนวน 8,657 ครัวเรือน เนื่องจากบัญชีไม่ปกติและอยู่ระหว่างรอการปรับปรุงข้อมูลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งจ่ายเงินเยียวยาให้เร็วที่สุด 

“ขอให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด และประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะรับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2568 ผ่านช่องทาง https://flood68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister โดยระบุหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนในการตรวจสอบ” นายสิริพงศ์ ย้ำ

ขานรับนโยบายรัฐบาล 3 โครงการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

ขานรับนโยบายรัฐบาล 3 โครงการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

ขานรับนโยบายรัฐบาล 3 โครงการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.40 น.

3 โครงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกกำลังแบงก์รัฐประกาศช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ  ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)  ขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศโครงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน เสริมสภาพคล่องฉุกเฉินในการดำรงชีพ ต่อเติมซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ รวมถึงฟื้นฟูการประกอบอาชีพ ดำเนินมาตรการ รายละเอียดดังนี้

1. โครงการช่วยเหลือ : พักเงินต้น ยกดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยให้กลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว โดยพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ย รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 12 เดือน โดยระหว่างพักชำระหนี้ ดอกเบี้ย 0% สำหรับบัญชีลูกหนี้สถานะบัญชีปกติ และบัญชีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างหนี้และสามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ ยังคงชั้นหนี้เดิมตลอดระยะเวลาการพักชำระหนี้ ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ได้เข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้จากมาตรการอื่นๆ ของสถาบันการเงินของรัฐแล้ว สามารถเปลี่ยนมาใช้โครงการช่วยเหลือฯ ได้ โดยสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 มกราคม 2569

2. โครงการสินเชื่อเพื่อเยียวยา : เพื่อให้ลูกหนี้เดิมมีสภาพคล่องฉุกเฉินในการดำรงชีพ มีเงินทุนในการประกอบอาชีพ หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการ  โดยให้ลูกหนี้เดิมกู้เพิ่มภายใต้วงเงินกู้เดิมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี  12 เดือนแรก ระยะเวลากู้และอัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 เป็นต้นไปเป็นไปตามที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนด สำหรับบัญชีลูกหนี้สถานะบัญชีปกติ ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ได้เข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ของสถาบันการเงินของรัฐแล้ว  สามารถเปลี่ยนมาใช้โครงการสินเชื่อเพื่อเยียวยาได้ โดยสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 

3. โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟู : เพื่อให้ผู้ประสบอุทกภัยมีเงินทุน เพื่อต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย  หรือฟื้นฟูการประกอบอาชีพ  วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 1 ล้านบาท  อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี 12 เดือนแรก ระยะเวลากู้และอัตราดอกเบี้ยปีที่ 2 เป็นต้นไปเป็นตามที่ธนาคารแต่ละแห่งกำหนด โดยผู้กู้ต้องมีสถานะบัญชีปกติ ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ได้เข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ของสถาบันการเงินของรัฐแล้ว  สามารถเปลี่ยนมาใช้โครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูได้ โดยสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 

สำหรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ดังกล่าว ต้องมีภูมิลำเนาหรือสถานประกอบการหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัยตามประกาศกองอำนวยการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และมีหลักฐานว่าได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอุทกภัย หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่สถาบันการเงินของรัฐแต่ละแห่งกำหนด

ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการผ่านช่องทาง Mobile Application หรือช่องทางอื่น ๆ ของสถาบันการเงินของรัฐแต่ละแห่ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center  Line Facebook Website Mobile Application และช่องทางอื่นๆ ของสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง ดังนี้ ธนาคารออมสิน  1115 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)   0 2555 0555 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)   0 2645 9000ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)  0 2271 3700 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank)  1357 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBank) 1302 และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ โทร. 0-2558-6555 ต่อ 6337 – 6338

ผบ ทสส รับทราบรายงานกระสุนรบเมียนมาร์ ชนกลุ่มน้อย ตกชายแดนไทย

ผบ ทสส รับทราบรายงานกระสุนรบเมียนมาร์ ชนกลุ่มน้อย ตกชายแดนไทย

ผบ ทสส รับทราบรายงานกระสุนรบเมียนมาร์ ชนกลุ่มน้อย ตกชายแดนไทย

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.06 น.

“ผบ.ทสส.” รับทราบรายงานกระสุนรบเมียนมาร์-ชนกลุ่มน้อย ตกชายแดนไทย บอก ประสานพื้นที่แจ้งเตือนแล้ว หากเกิดซ้ำ เตรียมใช้กฎการใช้กำลัง พร้อมเตรียมสั่งอพยพ ปชช.จากที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.)ในสัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระสุนจากการสู้รบของรัฐบาลเมียนมาร์ และชน

กลุ่มน้อย โดยมีกระสุนตกเข้ามาในฝั่งไทยว่า ได้รับรายงานเบื้องต้น แล้วว่าเป็นการสู้รบระหว่างรัฐบาลกลางเมียนมาร์กับชนกลุ่มน้อย ซึ่งการปฏิบัติการทางทหารมีการยิงและเกิดความคลาดเคลื่อนของวิถีกระสุน ล่าสุดทราบว่าข้ามมายังประเทศไทย โดยกองกำลังเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ได้ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังในการยิงเตือนและประสานงานในพื้นที่ ใช้กลไก TBC ประสานงานกับหน่วยราชการในเมียนมาร์ รวมไปถึงกองกำลังของชนกลุ่มน้อย เพื่อแจ้งเตือนว่า อย่าให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากกองทัพแจ้งเตือนไปในลักษณะนี้แล้ว หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำจะใช้มาตรการของกฎการใช้กำลัง

ผบ ทสส

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งเรามีความพร้อมในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอยู่แล้ว

ผบ ทสส

นายก อบจ.สงขลา ขอโทษ อส. แล้ว ยันไม่มีเจตนาด้อยค่า ลั่น รักทุกคนครับ

นายก อบจ.สงขลา ขอโทษ อส. แล้ว ยันไม่มีเจตนาด้อยค่า ลั่น รักทุกคนครับ

นายก อบจ.สงขลา ขอโทษ อส. แล้ว ยันไม่มีเจตนาด้อยค่า ลั่น รักทุกคนครับ

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

นายกฯ อบจ. ขอโทษ อส. แล้ว ยืนยันไม่ได้มีเจตนาด้อยค่า รักทุกคน รักทุกคน รักทุกคนครับ

6 ธ.ค. 68 ที่จังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการแชร์คลิปวิดีโอขณะลงพื้นที่และกล่าวในลักษณะด้อยค่า กองอาสารักษาดินแดน (อส.) ว่า โดยยืนยันว่าไม่ได้เจตนา ซึ่งตนเองได้แถลงข่าวขอโทษไปแล้วเมื่อเวลา 07:00 น. ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่าทำไม เหตุใดจึงสื่อสารไปแบบนั้น นายสุพิศกล่าวว่า “ไม่เป็นไรครับ ให้ทานเขาบ้าง เรานักเลง เขาก็เหนื่อย”  พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เจตนา

เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึง อส. ทั่วประเทศ หรือไม่ นายสุพิศกล่าว “รักทุกคน รักทุกคน รักทุกคนครับ”

อนุทิน ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมใต้ กำชับ​ สธ ดูแลสุภาพจิต ​โรคติดต่อ

อนุทิน ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมใต้ กำชับ​ สธ ดูแลสุภาพจิต ​โรคติดต่อ

อนุทิน ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมใต้ กำชับ​ สธ ดูแลสุภาพจิต ​โรคติดต่อ

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

‘นายก​ฯ’ขอบคุณ​ทุกภาคส่วน​ร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมใต้​ บอกความทุ่มเททราบถึงพระเนตร​พระกัณฑ์​ ขอกรมโยธาฯเร่งสำรวจความเสียหายบ้านเรือนเยียวยาไม่ใช่รายหัว​ พร้อมกำชับ​ สธ.​ ดูแลสุภาพจิต -​โรคติดต่อ​  สั่ง​ ตั้งกองบัญชาการและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติส่วนหน้า หลังลดระดับความรุนแรงเหลือระดับ​ 3 มอบ “ศักดิ์ดา​” บัญชาการพื้นที่

เมื่อเวลา 09.50 น.นายอนุทิน​ ชาญวีรกุล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย​ พร้อมด้วย​นายพิพัฒน์​ รั​ช​กิจ​ประการ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คมนาคม​ นายบวรศ​ักดิ์​  อุวรรณโณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ฝ่าย​กฎหมาย​ และคณะ​ ประชุมร่วมกับภาครัฐและเอกชนถึงแผนการฟื้นฟูหาดใหญ่ ณ​ ศูนย์​ ปภ.​เขต 12

โดยนายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ วันนี้ทุกๆท่านที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้คือผู้ที่ได้ร่วมกันเข้ามา แก้ไขปัญหาในเรื่องสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่​ จังหวัดสงขลา จึงต้องขอขอบคุณทุกคนที่เสียสละ ต่อสู้กับภัยพิบัติเหล่านี้เพื่อประชาชน ยังมีความอดทนให้สถานการณ์พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ ตามที่ได้มีการประกาศให้พื้นที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน และได้มีการยกระดับการจัดการสาธารณภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา มีความจำเป็นที่จะต้องบูรณาการความร่วมมือทั้งหมด​

อนุทิน​ ชาญวีรกุล​

นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้เชื่อว่าสถานการณ์เริ่มที่จะคลี่คลาย และลดความรุนแรงลง ทั้งหมดอยู่ในสภาวะที่สามารถควบคุมได้​ทั้งหมดแล้วตนจึงได้ประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดสงขลา​ และได้มีคำสั่งลดระดับการปฏิบัติการสาธารณภัย จากระดับ 4 หรือระดับ 3 ตน

“ผมต้องขอบคุณความร่วมมือทุกฝ่าย ยืนยันว่าตั้งแต่เข้ามาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมมีความมั่นใจและรู้สึกได้เลยว่าความร่วมมือของทุกๆหน่วยงานเป็นไปด้วย ความพร้อมเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ในการขจัดภัยความทุกข์ของประชาชน

อนุทิน​ ชาญวีรกุล​

ขอบคุณผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ได้ทำหน้าที่บัญชาการสถานการณ์​ฉุกเฉิน​ และร่วมบริหารสถานการณ์ทั้งหมดได้เป็นอย่างดี และขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด​ นายกอบจ.​นายกเทศบาล อธิบดีของทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องที่ลงมาบัญชาการอยู่ในพื้นที่ และทุกๆท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเรามีความร่วมมือ​ และสามารถที่จะคลี่คลายสถานการณ์ไปได้”

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้เป็นการเข้าสู่โหมดของการฟื้นฟู ซึ่งในช่วงที่จะต้องให้ความใส่ใจ เพิ่มขึ้นก็คือเรื่องของการฟื้นฟู เท่าที่ได้ติดตามสถานการณ์มา เราได้ดำเนินการไปมากพอสมควรแล้ว​ ทั้งน้ำประปาและไฟฟ้าเข้าถึงทั้งหมดแล้ว แต่ก็มีเรื่องของการซ่อมแซมระบบต่างๆอยู่เล็กน้อย

นายกรัฐมนตรี​ ยัง​เน้นย้ำว่า เรื่องของการบริหาร การจัดอาหารของประชาชน​ ถ้าเขายังต้องการความช่วยเหลืออยู่​ ก็ขอให้ดูแลไปอีกสักระยะหนึ่ง อย่าให้มีปัญหาเรื่องอาหารการกิน ส่วนเรื่องขยะที่​หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยกันขนย้ายเพื่อไปทำลายนั้น ถึงอย่างไร ก็ยังเก็บไม่ทัน ต่อให้เรามีการระดมทรัพยากรมากเท่าไหร่ก็ตาม เนื่องจากเป็นขยะที่อยู่ในบ้าน และช่วงที่ประชาชนกลับเข้าไปในบ้าน​ ก็ไปทำความสะอาดบ้านเรือนและนำขยะออกมากองด้านหน้าอีก​ แต่ก็ไม่เป็นไร ขอทีมงานอย่าท้อถอย  ตนเชื่อว่าการจัดการขยะจะลดน้อยลงตามลำดับ จึงขอให้ใช้เวลาในช่วงสัปดาห์นี้ พยายามกำจัดขยะที่มีจำนวนมากโดยเฉพาะเร่งเก็บในช่วงกลางคืน

นายกรัฐมนตรี

ส่วนการบริการด้านสาธารณสุขนั้น นายกฯกล่าวว่า ทางกระทรวงสาธารณสุข​ ได้สร้างความมั่นใจ ว่าจะมีการดูแลเรื่องสุขอนามัย​ ประชาชนจะต้อง​ไม่ขาดยา​ และบุคลากรทางการแพทย์​ ตลอดจนวางแผนเฝ้าระวัง เรื่องโรคระบาดที่มาจากน้ำ และโรคติดเชื้อ ที่อาจจะมาเนื่องจากมีการหมักหมมสะสมของขยะเหล่านี้อยู่​ ส่วนเรื่องของการดูแลเยียวยาค่าปลงศพผู้เสียชีวิตทางกระทรวงสาธารณสุข​ ได้มีแนวทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอให้เร่งดำเนินการชันสูตรพิสูจน์อัตลักษณ์ และเร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมให้ดูแลสุขภาพจิตประชาชน  เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ประชาชนอาจเกิดภาวะซึมเศร้า จึงขอให้ทางกรมสุขภาพจิต นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา​ ช่วยดูแลใกล้ชิด

ขณะที่การเคลียร์เส้นทางการจราจร นายอนุทิน กล่าวว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลัง เร่งเคลียร์พื้นผิวการจราจร ให้กับประชาชนให้มากที่สุด​ ถนนหลวงเส้นหลัก ขณะนี้ได้เคลียร์รถออกจากพื้นที่ไปได้จำนวนมากแล้ว แต่ส่วนที่ยังหาเจ้าของไม่เจอ ขอให้ดำเนินการนำไปเก็บในพื้นที่ปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี

“ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องขอบคุณหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือลงทะเบียนสำรวจ ประชากรรายครัวเรือน ดูความเสียหายของบ้านเรือน คนมีเงินจำนวนมากก็ช่วยเหลือลงมา ซึ่งทางจังหวัดสงขลา ได้ทำการจ่ายค่าเยียวยาให้กับประชาชนไปจำนวนมากพอสมควร ถ้าเราสามารถเร่งพิสูจน์เรื่องของการสำรวจได้ ก็จะสามารถเร่งจ่ายเงินเยียวยาได้และจากนี้ไปก็จะต้องดูในเรื่องของ การสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน ซึ่งผมเน้นย้ำว่า​ บ้านเรือนไม่ใช่ทรัพย์สิน เนื่องจากเราจะมีค่าซ่อมแซมบ้านตามกฎหมายที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ ไม่ใช่การเหมาจ่ายรายหัว​ แต่เป็นการสำรวจความเสียหายของแต่ละบ้านเรือน ซึ่งได้รับทราบว่ากรมโยธาธิการและผังเมือง ได้นำผู้ที่ทำงานมาสำรวจความเสียหายบ้านเมือง ค่าซ่อมแซมบ้านเรือนเคหะสถานให้กับประชาชนโดยเร็ว”

นายกฯ​ ยังกล่าวอีกว่า​ จากนี้เป็นต้นไป จะมีการตั้งกองบัญชาการและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติส่วนหน้า โดยใช้ที่นี่เป็นศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 จังหวัดสงขลา​ ตนในฐานะที่ ต้องเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ตามกฎหมาย ขณะนี้ลดจากมหาดไทยเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์​ ซึ่งตนมอบหมายให้นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย​  ซึ่งกำกับดูแลปภ. ได้ทำหน้าที่ เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ และขอให้รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร​ บุญรักษ์ ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับควบคุมพื้นที่หรือ area Commander ขอให้ทุกหน่วยงานได้คงความร่วมมือต่อไปและทำงานอย่างเต็มกำลังในการฟื้นฟูสถานการณ์

นายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี​ กล่าวด้วยว่า การประกาศระดับสถานการณ์ร้ายแรงไม่ว่าจะเป็นระดับ 4 หรือระดับ 3 เป็นการบูรณาการทุกหน่วยงานอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความรุนแรงของสภาพการหลายอย่าง ทั้งนี้ตนชื่อว่าคงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง

“สภาพโดยรวมทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ต้องขอขอบคุณทุกฝ่าย และกระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันไปแล้วว่าสินค้าอุปโภคบริโภค นำมาจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาที่เท่าทุนหรือต่ำกว่าทุน ซึ่งก็จะทำให้ภาระของประชาชนในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลปากท้อง ลดลงไปด้วย ทำให้ปัญหานั้นคลี่คลายลงไปในทิศทางที่ดี”

นายกรัฐมนตรี

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวานตนและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทั้ง 3 เหล่าทัพ​ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ​ รวมถึงนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ​ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระบรมราชินี​ ที่ได้ทรงพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ถึง 100 ล้านบาท ให้ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ ซึ่งได้รับมอบเช็คเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถเข้าบัญชีได้ในวันพรุ่งนี้ ตนขอให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด​ และปลัด​กระทรวงฯได้นำพระราชทรัพย์ที่ได้รับพระราชทาน เพื่อประโยชน์สูงสุด ในการฟื้นฟูโรงพยาบาลหาดใหญ่ให้กลับมาบริการประชาชนได้อย่างเต็มที่ และตนได้ทราบมาว่า โรงพยาบาลหาดใหญ่ ก็มีงบประมาณในการที่จะซ่อมแซมและฟื้นฟูระดับการให้บริการ ตั้งไว้อยู่แล้ว การได้รับพระราชทรัพย์มาสมทบ ในส่วนของกองทัพก็จะมีการนำโดรนสำรวจทุ่นส่งของ จำนวน​ 10 ลำ จึงขอแจ้งให้ทุกคนทราบและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ​ ว่าการทำงานความทุ่มเทของทุกคน​ ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ​และทรงพระราชทานคำชื่นชมต่างๆ มามากมายให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ใรพื้นที่

ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการประชุม​  นายศิวัตน์ สุวรรณวงศ์ ประธานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ได้กล่าวกับนายกรัฐมนตรีถึงผลการประชุมของสมาคมฯ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า ได้มีมติให้รัฐบาลช่วยเหลือในการสูบน้ำ และเติมน้ำสะอาดเข้าพื้นที่โรงแรม เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนให้มีที่พักพิง แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาคได้เข้ามาอยู่ในที่ประชุมแล้ว จะขอให้ใช้เวทีนี้ในการช่วยกันหาทางออกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการลงพื้นที่ตรวจราชการเป็นที่น่าสังเกตว่านายอนุทิน มีอาการเจ็บคอ ไอเล็กน้อย และมีเสียงแหบในระหว่างมอบนโยบาย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯมีอาการเจ็บคอใช่หรือไม่ นายกฯพยักหน้ารับพร้อมตอบว่า ใช่

ทร.ยังเปิดกว้างทุกข้อเสนอโครงการจัดหา เรือฟริเกต ลำใหม่ ลั่นยึดข้อมูลรอบด้าน-โปร่งใส

ทร.ยังเปิดกว้างทุกข้อเสนอโครงการจัดหา เรือฟริเกต ลำใหม่ ลั่นยึดข้อมูลรอบด้าน-โปร่งใส

ทร.ยังเปิดกว้างทุกข้อเสนอโครงการจัดหา เรือฟริเกต ลำใหม่ ลั่นยึดข้อมูลรอบด้าน-โปร่งใส

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

โฆษก ทร. ยัน กองทัพยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกข้อเสนอสำหรับโครงการจัดหา ‘เรือฟริเกต’ ลำใหม่ ย้ำ ดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความรอบคอบ-โปร่งใส -คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

6 ธ.ค. 68 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ (โฆษก ทร.) กล่าวชี้แจงถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ ว่า ขณะนี้โครงการฯ อยู่ในขั้นตอนการจัดทำคุณลักษณะเฉพาะ โดยยังไม่ถึงขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกหรือตกลงกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ทร.ยังคงเปิดรับข้อเสนอจากบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญการต่อเรือรบและรวมทั้งผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ทางเรือจากทุกประเทศที่ประสงค์จะนำเสนอศักยภาพ เทคโนโลยี และรูปแบบความร่วมมือ เพื่อให้กองทัพเรือสามารถนำข้อมูลทั้งหมดมาเปรียบเทียบได้อย่างรอบด้าน โปร่งใส และเป็นไปตามหลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวอีกว่า ทร.มีเป้าหมายสำคัญในการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อภารกิจในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยทางทะเลและความมั่นคงของประเทศที่มีความท้าทายในปัจจุบัน พร้อมทั้งมุ่งเน้นให้ข้อเสนอจากผู้ประกอบการสามารถเอื้อประโยชน์โดยการตอบแทนทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ที่จะมีผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือการส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศ ทร.ยืนยันว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ 

โฆษก ทบ. จี้นานาชาติจับตา ผอ.CMAC กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลเท็จ

โฆษก ทบ. จี้นานาชาติจับตา ผอ.CMAC กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลเท็จ

โฆษก ทบ. จี้นานาชาติจับตา ผอ.CMAC กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลเท็จ

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.37 น.

โฆษก ทบ. จี้นานาชาติจับตา “เฮง รัตนา” ผอ. CMAC กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลเท็จ บ่อนทำลายความไว้วางใจและสันติภาพในภูมิภาค

จากกรณีที่ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 3568 นายเฮง รัตนา ผอ. CMAC กัมพูชา เผยแพร่ข้อความระบุว่า วันนี้ตนและทีมงานอยู่ระหว่างติดตั้งซากระเบิด MK84 ที่นำมาจัดแสดงภายในอาคารรูปทรง PMN-2 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมุ่งมั่นและผลสำเร็จที่ได้รับการยอมรับของกัมพูชาในการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา

รวมถึงกล่าวหาว่า ไทยพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของนานาชาติจาก “การรุกรานและยึดครองดินแดนกัมพูชา” โดยกล่าวโทษว่าฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่จนทำให้ทหารไทยเสียชีวิต และใช้ถ้อยคำเปรียบไทยว่าเป็น “โจรที่กลับฟ้องเจ้าของที่ดิน” พร้อมอ้างว่า หากไทยไม่ “บุกเข้ามายึดครองพื้นที่ของกัมพูชา” ก็จะไม่เกิดเหตุใด ๆ กับกำลังพลไทยนั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า
“นายเฮง รัตนา ยังคงใช้จินตนาการปั้นแต่งเรื่องราวเพื่อหลอกลวงสังคมโลก เบี่ยงเบนประเด็นที่แท้จริง และปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ในเขตประเทศไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทหารไทยได้รับความสูญเสียในพื้นที่ชายแดน

ถ้อยคำที่นายเฮง รัตนา ใช้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่สะท้อนความเป็นสุภาพบุรุษทางการทูต ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่กลับกล่าวหาไทยว่าเป็นฝ่ายรุกราน ทั้งที่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้ามอย่างชัดเจน

พฤติกรรมดังกล่าวกำลังทำลายบรรยากาศแห่งความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีของทั้งสองประเทศ และเป็นการจงใจสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังให้รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม


ฝ่ายไทยมีจุดยืนที่ชัดเจน ยืนยันการให้ข้อมูลและหลักฐานที่ถูกต้อง ทั้งเชิงประจักษ์และเชิงเทคนิค ซึ่งสามารถเปิดให้บุคคลหรือองค์กรระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบได้อย่างเปิดเผย

จึงขอเรียกร้องให้สังคมโลกตระหนักและร่วมต่อต้านการนำเสนอข้อมูลเท็จของนายเฮง รัตนา ซึ่งเป็นบ่อนทำลายความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อความพยายามสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในภูมิภาค”

ไอซ์ รักชนก ประกาศกร้าว ได้เป็นรัฐบาลไม่สนใครใหญ่ ล้างบาง สแกมเมอร์ ยึดทรัพย์ จับติดคุกหัวโต

ไอซ์ รักชนก ประกาศกร้าว ได้เป็นรัฐบาลไม่สนใครใหญ่ ล้างบาง สแกมเมอร์ ยึดทรัพย์ จับติดคุกหัวโต

ไอซ์ รักชนก ประกาศกร้าว ได้เป็นรัฐบาลไม่สนใครใหญ่ ล้างบาง สแกมเมอร์ ยึดทรัพย์ จับติดคุกหัวโต

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork สส.กรุงเทพฯ จากพรรคประชาชน ได้มีการแชร์โพสต์ของ Paul Pattarapon พอล ภัทรพล เกี่ยวกับเรื่องของ แก๊งสแกมเมอร์ และ เงินทุนสีเทา จนมีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามกับกรณีนี้

“อยากให้ทุกคนเข้าใจ และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีความพยายามจะดิตเครดิต ว่าข้อมูลที่ โรม วิโรจน์ อ.สฤณี พี่โจ ไอซ์ ใครก็ตามที่ออกมาพูดเรื่องสแกมเมอร์ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่เป็นความจริง นำไปสู่การปราบสแกมเมอร์ทั้งระบบ

สุดท้ายแล้ว เป็นยังไงล่ะ มีใครบ้างที่อยู่ศูนย์กลางอำนาจที่ไม่เกี่ยวจริงๆ สุดท้ายแล้วเค้าก็รู้จักกันหมด และ ระบบอุปถัมภ์ประเทศไทยก็คือคนรู้จักกันต้องช่วยเหลือกันไม่ทางใดก็ทางนึง

อยากจะบอกว่าวันนี้เราเป็นฝ่ายค้าน เราทำได้แค่ชี้เป้า และ ประจานให้สาธารณะเห็น จนนำไปสู่กันอายัดทรัพย์ แต่วันนึงในอนาคต ถ้าเราได้เป็นรัฐบาล ล้างบางเทานั้น ยึดทรัพย์ไม่พอ จับติดคุกหัวโตให้เป็นเยี่ยงอย่างโดยไม่สนด้วยว่าใหญ่กันมาจากไหน”

รักชนก ศรีนอก
รักชนก ศรีนอก
รักชนก ศรีนอก
รักชนก ศรีนอก

แนะ ลดหย่อนภาษี ช่วยผู้ประกอบการ นักวิชาการหนุน ปรับเพิ่มเงินสมทบ ประกันสังคม

แนะ ลดหย่อนภาษี ช่วยผู้ประกอบการ นักวิชาการหนุน ปรับเพิ่มเงินสมทบ ประกันสังคม

แนะ ลดหย่อนภาษี ช่วยผู้ประกอบการ นักวิชาการหนุน ปรับเพิ่มเงินสมทบ ประกันสังคม

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.05 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เห็นด้วยปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ระบุต้องแยกส่วนระหว่าง “ประสิทธิภาพในการบริหาร-การเพิ่มเงินสมทบ” เพราะสองเรื่องพัฒนาไปพร้อมกันได้ แนะรัฐออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ-ลดหย่อนภาษี เพื่อผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง พร้อมพัฒนาสิทธิประโยชน์ใด้ดีกว่า “บัตรทอง” ตอบโจทย์ 2 ความกังวลผู้ประกันตน “เจ็บป่วย-เกษียณแล้วไม่มีเงิน”

 จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยกำหนดให้มีการปรับเพดานค่าจ้างแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป และอัตราเงินสมทบยังคงคิดที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม ซึ่งในช่วง 3 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเดิมผู้ประกันตน มาตรา 33 เคยส่งเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 750 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน

ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการปรับเพดานจ่ายเงินสมทบในระบบประกันสังคมแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยและเป็นข้อเสนอในแวดวงนักวิชาการด้านประกันสังคมมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เนื่องจากอัตราเงินสมทบเดิมเป็นภาพสะท้อนของค่าจ้างเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจและค่าจ้างมีความเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่จะมีการปรับเปลี่ยน ส่วนผู้ที่มีฐานเงินเดือนไม่ถึง 17,500 บาท ก็ยังคงคิดอัตราเงินสมทบที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม โดยผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบเพิ่มขึ้นก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินชดเชยรายได้กรณีเจ็บป่วย เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น และเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ผศ. ดร.ธร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของผู้ประกันตน คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบต่อการปรับเพดานสมทบตามสัดส่วนเงินเดือนเท่าใดนัก เพราะลักษณะของเงินเดือนมักจะไม่ได้ปรับลงตามสภาพเศรษฐกิจ แต่ในส่วนของผู้ประกอบการในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางนั้น เป็นบทบาทของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่างๆ แก่ผู้ประกอบการ เช่น สิทธิการลดหย่อนภาษี หรืออื่นๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านี้ไปเสียก่อน

ผศ. ดร.ธร กล่าวว่า อาจมีผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่เชื่อมั่นและตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม และความคุ้มค่าในสิทธิประโยชน์ที่ได้รับกับเงินสมทบที่จ่ายไป โดยบางส่วนมองว่าเป็นการผลักภาระมาให้ผู้ประกันตนและผู้ประกอบการหรือไม่ ส่วนตัวเข้าใจต่อมุมมองเหล่านี้ แต่อาจจะต้องแยกเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารกับการเพิ่มอัตราเงินสมทบเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนออกจากกัน 

“มันเป็นปัญหาคนละส่วนกัน แต่มันเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาควบคู่ไปพร้อมๆ กันได้ ในเมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเยอะขึ้น มันทำให้เรายิ่งต้องแคร์มันมากขึ้น จึงอยากให้ผู้ประกันตนช่วยกันจับตา ตรวจสอบว่ากองทุนประกันสังคมได้พัฒนาตนเองไปตามเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าเป็นปัจจัยที่ดีด้วยซ้ำไปในแง่ที่สังคมจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประกันสังคมให้ทำงานอย่างโปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น” ผศ. ดร.ธร กล่าว

อีกทั้ง เพื่อให้กองทุนประกันสังคมสามารถบริหารเงินกองทุนประกันสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะมีการออกพระราชบัญญัติ หรือร่างกฎหมายเพื่อทำให้กองทุนประกันสังคมมีอิสระและเกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไม่ติดอยู่ในกรอบหรือระเบียบต่างๆ ของทางราชการมากเกินไป และสามารถจ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารเงินกองทุนได้ ส่วนตัวไม่อยากให้ประกันสังคมมีบทบาทที่เปรียบเสมือนกรมหนึ่งของกระทรวงแรงงาน และมีระบบราชการเป็นผู้กุมทิศทางในการบริหารเงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ไม่ใช่ผู้จัดการกองทุนจากภาคเอกชนที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์เพื่อทำให้เงินกองทุนประสังคมนั้นเติบโต มั่นคงในระยะยาว ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ย่อมขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำทางการเมืองว่าต้องการที่จะปฏิรูประบบประกันสังคมมากน้อยเพียงใด 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารเงินประสังคม ยังมีมิติเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่ควรพัฒนาไปทางที่ดีตามเงินสมทบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่าผู้ประกันตนคงให้ความสำคัญไปที่เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล และเรื่องเงินบำนาญเป็นหลัก 

“คนทำงานก็กลัวอยู่ 2 เรื่อง คือกลัวเจ็บป่วย และกลัวเกษียณแล้วไม่มีเงิน ในเชิงการบริหารจัดการเรื่องสิทธิการรักษาคิดว่าประกันสังคมในปัจจุบันก็ใช้วิธีการบริหารเชื่อมโยงกับระบบของบัตรทองอยู่ ซึ่งประกันสังคมสามารถใช้บัตรทอง หรือระบบการบริหารของ สปสช. เป็นฐานในการเรียนรู้ และพัฒนาต่อยอดให้ดีกว่ามาตรฐานของบัตรทองได้ เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่เรื่องบำนาญ อยากจะให้ประกันสังคมคิดสูตรบำนาญในรูปแบบใหม่ๆ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น อนุญาตให้ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเพดานสามารถส่งเงินสมทบเพิ่มเติมได้ เพื่อให้ได้รับบำนาญที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตจริงๆ ในวัยเกษียณ จะได้ทำให้คนวัยทำงานไม่ต้องจ่ายประสังคม แล้วยังต้องไปซื้อประกันออมเงินเกษียณของเอกชน หรือประกันชนิดอื่นๆ ซ้ำซ้อน ทั้งๆ ที่สามารถทำให้ครบวงจรได้ที่ประกันสังคม” ผศ. ดร.ธร กล่าว

จี้ รังษี แจงร่วมพรรค คริส เส้นด้าย เต้ อาชีวะ ขุดโพสต์แซะ 112

จี้ รังษี แจงร่วมพรรค คริส เส้นด้าย เต้ อาชีวะ ขุดโพสต์แซะ 112

จี้ รังษี แจงร่วมพรรค คริส เส้นด้าย เต้ อาชีวะ ขุดโพสต์แซะ 112

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.25 น.

วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เฟซบุ๊ก เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์ ได้มีการเคลื่อนไหวออกมาโพสต์ฝากถึง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจเกี่ยวกับมาตรา 112 ที่เคยพูดแสดงความคิดเห็นเอาไว้เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2566 ซึ่งไม่นานหลังจากที่ เต้ อาชีวะ โพสต์ลงมา ก็มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นมากมายถึงกรณีนี้

สำหรับนาย คริส โปรตระนันท์ เคนเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และเคยลงสมัครส.สเขต 8 กทม. แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งกับแกนนำพรรค เลยออกมาตั้งพรรคเส้นด้าย และเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคเศรษฐกิจ

ฝากถึง คุณรังษี หัวหน้าพรรค เศรษฐกิจ

ประธานพรรคเศรษฐกิจ มีความคิดเช่นนี้ เกี่ยวกับ มาตรา112 ที่เคยพูดไว้ปี66 (postหน้าเอาคลิปมาลงให้ชม)

1.ตัวคุณรังษี มีความคิด จุดยืน อุดมการณ์ แบบ ประธานพรรคหรือไม่?

2.ช่วยให้ประธานพรรค ออกมาชี้แจงทีครับ?

3.คุณรังษี จะมีการจัดการ กรณีนี้อย่างไร?

..DNAมาจากพรรคที่แซะกร่อนบ่อนทำลาย สถาบัน คนไทยบางส่วนต้องได้ทราบถึงเรื่องนี้ เพราะถ้าความคิดคุณเป็นแบบประธาน คุณกับผม เต้อาชีวะ ไทยไม่ทน อยู่ตรงข้ามกัน100%

**ถึงว่าไม่เคยพูดถึงเรื่อง สส ส้มที่ทำอะไรแย่ๆ เช่น จิรัฐ (ออกมาให้เปิดด่านที่สระแก้ว) เงียบ แต่อาศัย คำพูดการแสดงออกถึงความดุดัน

ป้าดๆๆๆๆกองส้มเน่านี่เอง

#DNAส้มเน่า

#เต้อาชีวะ

#ไทยไม่ทน

เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์
เต้ อาชีวะ
เต้ อาชีวะ
เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์
เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์
เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์
เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

ภาพจาก เฟซบุ๊ก เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์, เฟซบุ๊ก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party