รัฐบาลชวนภาคธุรกิจใช้สิทธิ จัดประชุม–สัมมนาเมืองรอง ลดภาษี 2 เท่า

รัฐบาลชวนภาคธุรกิจใช้สิทธิ จัดประชุม–สัมมนาเมืองรอง ลดภาษี 2 เท่า

รัฐบาลชวนภาคธุรกิจใช้สิทธิ จัดประชุม–สัมมนาเมืองรอง ลดภาษี 2 เท่า

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.35 น.

รัฐบาลชวนภาคธุรกิจใช้สิทธิ “จัดประชุม–สัมมนาเมืองรอง ลดภาษี 2 เท่า” หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค – หมดเขต 15 ธันวาคม 2568

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจจัดประชุม อบรม และสัมมนาใน “จังหวัดเมืองรอง” เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการในพื้นที่ภายใต้มาตรการดังกล่าว นิติบุคคลที่จัดกิจกรรมในจังหวัดเมืองรอง ได้สิทธิ “หักรายจ่าย 2 เท่า” จังหวัดอื่น ได้สิทธิ “หักรายจ่าย 1.5 เท่า” ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด

รองโฆษกฯ ระบุว่า มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาษีเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยใช้กลไกภาษีช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว กระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนเชิญชวนองค์กรและภาคธุรกิจทั่วประเทศ วางแผนจัดกิจกรรม ประชุม อบรม สัมมนา หรือทริปกระชับสัมพันธ์ (Company Outing) ในจังหวัดเมืองรอง เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มรูปแบบ พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในช่วงปลายปีมาตรการใช้ได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ขอให้หน่วยงานต่าง ๆ เร่งวางแผนและใช้สิทธิก่อนครบกำหนด

นายกฯ บินหาดใหญ่ บิ๊กคลีนนิ่งหลังน้ำลด ก่อนไปเยี่ยมชาวสตูล

นายกฯ บินหาดใหญ่ บิ๊กคลีนนิ่งหลังน้ำลด ก่อนไปเยี่ยมชาวสตูล

นายกฯ บินหาดใหญ่ บิ๊กคลีนนิ่งหลังน้ำลด ก่อนไปเยี่ยมชาวสตูล

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.21 น.

นายกฯ บินหาดใหญ่ บิ๊กคลีนนิ่งหลังน้ำลด ก่อน เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย-มอบถุงยังชีพชาวสตูล

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง เพื่อตรวจราชการจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์รมช.มหาดไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะร่วมลงพื้นที่ด้วย

โดยช่วงเช้านายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ประชุมร่วมกับภาครัฐและเอกชน ถึงแผนฟื้นฟูอำเภอหาดใหญ่ ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขต 12 จากนั้นจะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและให้กำลังใจสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ในการบิ๊กคลีนนิ่งฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ที่บริเวณตลาดกิมหยง ก่อนที่ช่วงบ่ายนายกฯจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปจังหวัดสตูล เพื่อเยียมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนตามบ้าน 200 ถุง ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองสตูล และชุมชนชนาธิป จากนั้นเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยและมอบถุงยังชีพ 800 ถุง ณ พื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านคลองขุดเหนือใต้ ต.คลองขุด ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯในช่วงเย็น

เทพไท วิเคราะห์ ทำไม เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ต้องชิง กระทรวงมหาดไทย

เทพไท วิเคราะห์ ทำไม เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ต้องชิง กระทรวงมหาดไทย

เทพไท วิเคราะห์ ทำไม เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ต้องชิง กระทรวงมหาดไทย

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.47 น.

6 ธ.ค. 68 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ชิง มหาดไทย เพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้ง 

สืบเนื่องจากกรณีภาพหลุด หรือภาพที่จงใจปล่อย ซึ่งเป็นภาพถ่ายของนายเบน สมิธ กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยบุคคลระดับวีไอพี บุคคลที่มีชื่อเสียง และเป็นบุคคลชั้นนำของประเทศ ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสนิทสนม และความเกี่ยวข้องกัน ระหว่างนายเบน สมิธ กับนายอนุทิน จนนายอนุทินต้องออกมาปฏิเสธว่า รู้จักกันผิวเผิน เป็นเพื่อนของเพื่อน พบกันแค่5-6ครั้งเอง ถ้าสนิทสนมกันจริง ก็คงจะให้สัญชาติไทยกับนายเบน สมิธไปแล้ว และเหตุผลหนึ่งของการยึดกระทรวงมหาดไทยคืน ก็มาจากการที่นายอนุทินไม่ยอมให้สัญชาติไทยแก่นายเบน สมิธ

จนมีการตอบโต้จากสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลาย คนโดยอ้างเหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยยึดกระทรวงมหาดไทยคืนจากนายอนุทินนั้น เป็นเพราะนายอนุทินทำงานไม่เป็น มีปัญหาในการตัดสินใจตัดไฟฟ้า เรื่องการแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์เมืองเมียวดี จนมีการตอบโต้กันไปมา ระหว่างนายอนุทินกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่โฆษกพรรค รองเลขาธิการพรรค ผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรค ซึ่งเหตุผลของทั้ง2ฝ่าย เป็นเหตุผลในลักษณะแก้เกี้ยวทางการเมืองทั้งสิ้น ข้อเท็จจริงการยึดกระทรวงมหาดไทยคืนของพรรคเพื่อไทยจากพรรคภูมิใจไทย สืบเนื่องมาจากการที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว พรรคเพื่อไทยจำเป็นจะต้องยึดกระทรวงมหาดไทยคืนมา เพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้ไปสู่ความสำเร็จ เพราะที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ไม่สามารถขับเคลื่อน และสนองนโยบายของรัฐบาลได้ จึงเป็นที่มาของการยึดกระทรวงมหาดไทย

หลังจากนายทักษิณแสดงท่าทีต้องการยึดกระทรวงมหาดไทยคืนมาแล้ว มีแกนนำพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวกดดันพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทินอย่างหนัก ในที่สุดนายอนุทินก็ถอนตัวจากการรัฐบาล เพราะไม่สามารถรับเงื่อนไขการแลกกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงสาธารณสุขได้ เหตุผลสำคัญและเหตุผลที่แท้จริงก็คือ พรรคเพื่อไทยต้องการยึดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปสนองการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เพราะกระทรวงมหาดไทยภายใต้การบริหารงานของนายอนุทิน มีการจัดระเบียบอำนาจ โยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เพื่อรองรับการเลือกตั้งอย่างเต็มที่แล้ว เห็นได้จากเมื่อพรรคเพื่อไทย โดยนายภูมิธรรมเวชชชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการรื้อตำแหน่งต่างๆ ที่นายอนุทินโยกย้ายไว้ มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งระดับรองปลัดกระทรวง อธิบดีสำคัญๆหลายกรม และเมื่ออำนาจทางการเมืองเปลี่ยนขั้ว นายอนุทินกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็มีการโยกย้ายแบบเอาคืน โดยข้ออ้างเพื่อความเหมาะสม และคืนความเป็นธรรมให้ข้าราชการที่ถูกโยกย้าย เห็นจากการย้ายในลักษณะล้างบาง โยกย้ายในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและอธิบดี 45 ตำแหน่ง โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 25 ตำแหน่ง โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัด ขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด 18 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยอีก2ตำแหน่ง จนล่าสุดมีการโยกย้ายระดับนายอำเภอ 203 ตำแหน่ง ถือว่าเป็นการจัดระเบียบอำนาจในกระทรวงมหาดไทยของนายอนุทินอย่างเบ็ดเสร็จ

เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ตอบโต้กันไปมาว่าการยึดกระทรวงมหาดไทยด้วยสาเหตุใดนั้น เป็นเหตุผลที่ต่างฝ่ายต่างก็อ้างเพื่อแก้เกี้ยวทางการเมืองทั้งสิ้น แต่ที่แน่นอนที่ชัดเจน คือการยึดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่คุมอำนาจรัฐสูงสุด คุมตั้งแต่ระดับผู้ว่าราชการจังหวัดจนถึงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อปพร. ชรบ.เป็นการยึดอำนาจหรือจัดสรรอำนาจเบ็ดเสร็จจริงๆ
นี่แหละคือเหตุผลสำคัญของการที่พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ต้องการที่จะได้กระทรวงมหาดไทย ให้มาอยู่ในการบริหารงานของพรรคตัวเอง”

สว.จ่อค้านนิรโทษ คดีเผาบ้านเผาเมือง กระทำผิดคดีม.112 เล็งถกผู้มีส่วนได้เสีย

สว.จ่อค้านนิรโทษ คดีเผาบ้านเผาเมือง กระทำผิดคดีม.112 เล็งถกผู้มีส่วนได้เสีย

สว.จ่อค้านนิรโทษ คดีเผาบ้านเผาเมือง กระทำผิดคดีม.112 เล็งถกผู้มีส่วนได้เสีย

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สว.จ่อค้านนิรโทษ คดีเผาบ้านเผาเมือง กระทำผิดคดีม.112 เล็งถกผู้มีส่วนได้เสีย

“สว.ไชยยงค์” เผย กมธ.ร่าง พ.ร.บ.สันติสุข วุฒิสภา จ่อค้านนิรโทษคนเผาบ้านเผาเมือง-ม.112 เตรียมเรียก ‘นิชา-อภิสิทธิ์-นิกร’ถก

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณราร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หรือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า ทางคณะกรรมาธิการประชุมแล้ว 3 ครั้ง เป็นการประชุมพิจารณาภาพรวมของร่างกฎหมายทั้งหมด ส่วนการประชุมนัดถัดไป คือ วันที่ 15 ธันวาคม 2568 จะได้เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายนี้ ทั้งในฐานะที่เป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ความขัดแย้ง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ถูกกระทำและตกเป็นจำเลยทางกฎหมาย มาให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทางคณะกรรมาธิการ อาทิ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยาของพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายนิกร จำนง เป็นต้น

นายไชยยงค์ ระบุอีกว่า คดีการเมืองมีบางส่วนที่ยังหลบหนีคดีอยู่ ก็จะได้รับการนิรโทษกรรม บางคนคดีอยู่ในศาลแต่ยังไม่ได้ตัดสิน เช่น นายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. ที่คดีอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์ ถ้าวุฒิสภาให้ความเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนราษฎร ก็จะทำให้บุคคลที่เป็นจำเลยทั้งที่หลบหนีและอยู่ในกระบวนการชั้นศาล ได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด ฉะนั้น ทางคณะกรรมาธิการจึงต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าทางคณะกรรมาธิการจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เสร็จสิ้น เพื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาในวาระสอง และวาระสาม ก่อนการยุบสภาหรือไม่ นายไชยยงค์ ชี้แจงว่า ถ้ายุบสภาภายในเดือนธันวาคม วุฒิสภาพิจารณาไม่ทันแน่นอน แต่ถ้ายุบสภาตามกรอบ MOA วาระสองและวาระสามก็น่าจะผ่านไปได้

เมื่อถามต่อว่าถ้าร่างพ.ร.บ.ประกาศใช้เป็นกฎหมาย บรรดาแกนนำสีเสื้อต่างๆ ที่ได้รับการนิรโทษกรรมจะสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งสส. ที่จะถึงได้เลยหรือไม่ นายไชยยงค์ ระบุว่า ลงสมัครสส.ได้ทันที เพราะถือว่าได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว ความผิดไม่มี

“ขณะนี้กรรมาธิการส่วนใหญ่แบ่งเป็นสองฝ่าย บางส่วนเห็นว่ากรณีคนที่เผาบ้านเผาเมืองไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม รวมถึงพวกกระทำผิดตามมาตรา112 ก็ไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะคนเผาบ้านเผาเมือง ที่บอกว่าให้เอาน้ำมันไปคนละขวด ผมรับผิดชอบเอง ถือว่าไม่ควรอยู่ในข่ายนิรโทษกรรม ฉะนั้นผมเห็นว่ามีโอกาสสูงที่กรรมาธิการจะมีการปรับแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายฉบับนี้”นายไชยยงค์ ระบุ

รบ.ยืนยันทุกสนามซีเกมส์มีมาตรฐานพร้อมแข่งขัน

รบ.ยืนยันทุกสนามซีเกมส์มีมาตรฐานพร้อมแข่งขัน

รบ.ยืนยันทุกสนามซีเกมส์มีมาตรฐานพร้อมแข่งขัน

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.ยืนยันทุกสนามซีเกมส์ มีมาตรฐานพร้อมแข่งขัน

โฆษกรัฐบาล ยืนยันทุกสนามซีเกมส์ มีมาตรฐานพร้อมใช้แข่งขัน จัดโครงการ “ชิม ช็อป เชียร์” นำอาหาร-ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นโชว์อาเซียน รมว.การท่องเที่ยวฯ โอดรับดราม่าซีเกมส์คนเดียว อาจผิดธรรมชาติไปนิดนึง เชื่อไม่ได้ถูกวางงานจากรบ.ก่อน แจงปมใช้โปสเตอร์ AI ด้อยค่านักออกแบบ จ่อคุยผู้รับผิดชอบ ย้ำพิธีเปิดซีเกมส์จะทำได้ดีแน่นอน

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬายืนยันทุกสนามซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มีมาตรฐาน พร้อมใช้ในการแข่งขันกีฬาทุกประเภท สามารถรองรับแฟนกีฬาได้เต็มศักยภาพ รวมถึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

พร้อมกันนี้ รัฐบาลโดยการกีฬาแห่งประเทศ (กกท. ) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้จัดโครงการ “ชิม ช็อป เชียร์” ในทุกสนาม โดยนำอาหาร-ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นทั่วประเทศที่ผ่านการคัดสรร ให้บริการประชาชนที่มาชมกีฬา เพื่อโชว์ให้ชาวอาเซียนได้เห็น soft power ของดีของประเทศไทย เพื่อเป็นการสนับสนุนสินค้าโอทอป ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งอาหารและของใช้

“รัฐบาลนำผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อรองรับการให้บริการแฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะที่บริเวณรอบอินดอร์ สเตเดียม ภายใน กกท. หัวหมาก มีเกินกว่า 30 ร้านแล้ว นอกจากนี้ยังมีที่จังหวัดชลบุรี อีกหนึ่งเจ้าภาพ และจังหวัดอื่น ๆ ที่ร่วมจัด เช่น ปทุมธานี, ราชบุรี และ นครปฐม โดยได้คัดเอาของขึ้นชื่อจากท้องถิ่น มาเผยแพร่สู่สายตาชาวอาเซียน ถือว่าเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยผู้ประกอบการในช่วงกีฬาซีเกมส์ รวมไปถึงกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 อีกทางด้วย” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

ที่ท้องสนามหลวง นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงดราม่าความไม่พร้อมในการจัดซีเกมส์ของประเทศไทย โดยก่อนการให้สัมภาษณ์ นายอรรถกรได้ตัดพ้อว่า จริงๆ อยากจะเป็นคนอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่ 2-3 วันนี้ มีคนกล่าวถึงตนเยอะเลย ทั้งนี้ ตนเข้ามาและเลือกทางที่ดีที่สุด ที่จะผลักดันให้เกิดการจัดและเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาเกิดจากการวางงานของรัฐบาลที่แล้ว นายอรรถกร กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ได้เป็นการวางงาน ตั้งแต่วันที่ตนรับตำแหน่ง หลายอย่างยังไม่ได้เกิดขึ้น จนทำให้ต้องมีการไล่ดูในแต่ละส่วน แต่ละภารกิจว่าถ้าไม่เกิดขึ้นจะต้องเดินหน้าอย่างไร ใครจะต้องรับผิดชอบ และตนเชื่อว่าทุกมิติก็ได้ทำแล้ว แต่ก็เกิดความผิดพลาดในส่วนของบุคคลที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งต้องยอมรับ

เมื่อถามถึงกรณีโปสเตอร์ AI ที่ถูกมองว่าเป็นการด้อยค่านักออกแบบ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนได้เห็นแล้ว กำลังดูว่าใครเป็นคนรับผิดชอบ ใครเป็นคนรับงานไป และคงให้ความเห็นประเมินว่าคนที่รับงานในลักษณะนี้ควรต้องประเมินตัวเองในการที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า พิธีเปิดจะกอบกู้ภาพลักษณ์ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ นายอรรถกร กล่าวว่า พิธีเปิดที่จะทำออกมาจะทำได้ดี ระหว่างนี้คงจะมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะ 2-3 วัน ที่ผ่านมา ทุกอย่างโจมตีมาที่นี่คนเดียว หรือเกือบจะคนเดียวก็ว่าได้ มันอาจจะดูผิดธรรมชาติไปนิดนึง แต่ทุกคำติ ทุกข้อกังวล จะนำไปใช้ต่อการบริหารจัดการในการเป็นเจ้าภาพและการจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์

เมื่อถามถึงเรื่องสถานที่การแข่งขันที่มีปัญหาทั้งไฟสนามและการเปิดเพลงชาติ นายอรรถกร กล่าวว่า จะนำไปปรับปรุงแก้ไขอย่างถูกต้อง ให้ตนตอบอย่างไรดี มันหลายประเด็น เรื่องเพลงชาติที่ไม่เปิด เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยได้ชี้แจงไปแล้ว ในฐานะเจ้าภาพในฐานะผู้จัดก็ได้แสดงความเสียใจไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศที่เกิดความผิดพลาดขึ้น หลังจากนั้นก็มีการเรียกผู้บริหารและผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปทำความเข้าใจ และทุกสมาคมที่จัดการแข่งขันว่าเรื่องลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างการกีฬาแห่งประเทศไทยกับผู้รับผิดชอบในการจัดการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่33ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคมนี้ ที่กรุงเทพมหานคร กับ ชลบุรีและจังหวัดในปริมณฑล ยังคงมีเรื่องราววุ่นวายไม่เลิก ล่าสุดมีการทวงถามถึงเงินเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาที่ค้างท่อยังไม่จ่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รวมระยะเวลาทั้งสิ้นเข้าสู่เดือนที่ 5 แล้ว

นางนฤมล ศิริวัฒน์ นายกสมาคมกีฬาเนตบอลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เราเตรียมการและฝึกซ้อมมาอย่างต่อเนื่อง ผู้เล่นชุดนี้เป็นการผสมผสานกันของนักกีฬาชุดเก่าและชุดใหม่เกือบครึ่งทีม ซึ่งขณะนี้ สมาคมฯได้เข้าไปดำเนินการตกแต่งภายในสถานที่แข่งขันซีเกมส์ในครั้งนี้ที่อาคารจันทนยิ่งยง ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน เพราะถ้าหากไม่จัดการด้วยตัวเองก็เหมือนกับเปิดโกดังแล้วแข่งขัน ซึ่งไม่สมศักดิ์ศรีเจ้าภาพที่รอคอยมานานถึง 18 ปี

“เวลานี้หลายสมาคมได้เงินมาจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ให้มาจัดการแข่งขัน ซึ่ง สมาคมเนตบอลฯ ก็ได้รับมาแล้ว โดยเป็นส่วนในการจัดเตรียมสถานที่ที่จะใช้จัดการแข่งขัน แต่ลำดับความสำคัญนั้นผิด เนื่องจากเวลานี้ เงินที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งนั่นคือ เบี้ยเลี้ยงนักกีฬา มีการค้างจ่ายมานานมาก ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นับจนถึงวันนี้เกือบจะ 5 เดือนแล้ว”นางนฤมล ย้ำ

นายกสมาคมเนตบอล กล่าวต่อไปว่า นับเป็นเรื่องที่ล้มเหลวอย่างมาก ทำให้นักกีฬาขาดขวัญและกำลังใจที่ดีในการเก็บตัวที่จะลงแข่งเพื่อประเทศชาติ มันสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ออกมาตอนนี้ที่ชัดเจนถึงการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะการจัดการกับการเรียงลำดับความสำคัญล้มเหลวทั้งระบบแบบไม่น่าเชื่อ การทำงานของการกีฬาแห่งประเทศไทย เหมือนเป็นการแก้ปัญหารายวัน แก้ปัญหาเป็นจุด ๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายที่ควรได้ก่อนกลับได้ทีหลัง แต่ค่าใช้จ่ายที่ควรมาทีหลังกลับได้ก่อน หรืออย่างไอดีการ์ดทั้งไทยและต่างประเทศ ที่จะเป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับประเทศต่าง ๆ เรากลับถูกมองข้ามจนถึงเวลาที่จวนตัวถึงจะทำ

“น่าเสียดายและน่าเสียใจแทนคนไทยที่ประเทศของเรามีโอกาสในการกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์อีกครั้งหนึ่งในรอบ 18 ปีแต่แทบจะไม่มีอะไรให้จดจำในมุมที่ดีเท่าไหร่นักจนถึงเวลานี้ โดยเฉพาะขวัญกำลังใจของนักกีฬานั้นไม่ดีเลย ถ้าจะพูดกันตามตรงก็คือกว่าเราจะได้กลับมาจัดอีกครั้งนึงก็อีก 20 ปีข้างหน้า ดังนั้นการบริหารจัดการหลายต่อหลายอย่าง เหมือนกับไม่ต้องการให้ประเทศนี้มีโอกาสได้เงยหน้าอย่างสง่าผ่าเผยในการจัดกีฬาครั้งต่อ ๆ ไป เพราะเรื่องการจัดการการเรียงลำดับความสำคัญไม่ถูกต้อง”นางนฤมล ย้ำ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ระบบการสร้าง connection และการสร้าง connection อย่างเป็นระบบ ของสังคมไทยนั้นน่ากลัวและอันตรายอย่างไร ผมและหลายคนพูดหลายครั้งว่ารัฐควรยกเลิกพวกหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ต่างๆ เสียที ส่วนหลักสูตรของเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะเข้าร่วม”

นายกรณ์ จาติกวณิช

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘นายกฯ’เข้ม! เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ไม่มีรบ.ไหนกล้า

‘นายกฯ’เข้ม! เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ไม่มีรบ.ไหนกล้า

‘นายกฯ’เข้ม! เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ไม่มีรบ.ไหนกล้า

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘นายกฯ’เข้ม!เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ไม่มีรบ.ไหนกล้า โว2เดือนลุยทำงานต่อเนื่อง ลุยอายัดทรัพย์สินหมื่นล้าน กล้าเปิดรายชื่อเครือข่ายแก๊ง

นายกฯอนุทินโว ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าปราบ “สแกมเมอร์” ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน ฉุนพวกจีนเทา-สับปะรังเค ลักไฟใช้ทำรัฐสูญ 2 พันล้าน ตอกกลับ “เพื่อไทย” ถ้าทำงานห่วยจริง ให้ย้ายจาก มท. คุม สธ. ดูแลประชาชนทำไม ขอทุกพรรคช่วยผลักดันแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จก่อนยุบสภา ย้ำภท.พร้อมเลือกตั้ง ไม่ต้องกังวลจัดสรรพื้นที่บ้านใหญ่ ทับซ้อนลงตัว ขอพรรคอื่น เลิกสาดโคลน คิดนโยบายแข่งกันดีกว่า ด้าน เพื่อไทย เหน็บไม่ควรเอาเรื่องแก้รธน.มาเป็นตัวประกัน อย่ายุบสภาหนีการตรวจสอบ

เมื่อเวลา 08.05 น. วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธ.ค.68 ว่าพระได้ให้พรอะไรหรือไม่ว่า ให้มีความสุขความเจริญ วันนี้วันดี ซึ่งหลังจากนี้ตนจะเดินทางไปไหว้ศาลหลักเมืองต่อ

เมื่อถามว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่มีแผนจะไปเที่ยวไหนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะไปเที่ยวได้อย่างไร 3 ปีหลังที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่ได้ไปไหน ตรวจการจราจร ตรวจความสะดวกของคนที่จะเดินทางกลับบ้าน นั่นก็เหมือนเที่ยวแล้ว ได้ไปนั่นไปนี่

นายกฯขอทุกพรรคช่วยแก้รธน.

นายกฯอนุทิน ยัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาจะเปิดประชุมวิ สามัญในวันที่ 10-11 ธ.ค.68 คาดหวังว่า จะสําเร็จหรือไม่ ว่าก็สําเร็จสิ ทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กําหนด เดี๋ยววันที่ 10.ธ.ค. ก็จะเข้าวาระสองแล้ว และเมื่อผ่านวาระสามก็จะประกาศยุบสภา

เมื่อถามว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนการโหวตวาระ 3 จะทําอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สําคัญ ทุกพรรคก็มีดำริที่จะแก้ไข ซึ่งผ่านวาระ1 มาแล้วฉะนั้นก็ช่วยกันผลักดันไประยะเวลานิดเดียว

เมื่อถามว่า ขณะนี้ มีกลุ่มบ้านใหญ่หลายกลุ่มไหลเข้ามาภูมิใจไทยจะมีปัญหาเรื่องการจัดสรรพื้นที่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ได้กังวล ทุกอย่างบริหารจัดการได้หมด ถามว่า จะมีกลุ่มบ้านใหญ่อื่นๆ ไหลเข้ามาอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ดูไปเรื่อย ๆ

เมื่อถามว่า เรื่องราวที่ถาโถมมายังพรรคภูมิใจไทย นายกฯมองสถานการณ์ อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง เดือนมกราคม ยุบสภาแน่นอน ซึ่งขั้นตอนการเตรียมผู้สมัครก็พร้อมหมดแล้ว ทุกพรรคที่เอาแต่สาดโคลนใส่กัน ควรจะไปเตรียมตัว สร้างนโยบาย เตรียมพร้อมกับการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน

เชื่อใช้เวลา2วันจบวาระสอง

ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า วันที่ 10-11 ธันวาคม ที่จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณร่างรัฐธรรมนูญ ในวาระสอง ตนจะร่วมอภิปรายด้วยในฐานะผู้สงวนคำแปรญัตติ กรณีการวาะดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา และอำนาจสว.ในการลงคะแนนแก้รัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้คงไว้ตามรัฐธรรมนูญปี60 จะต้องมีเสียงสว. 1ใน3 เหมือนเดิม ส่วนประเด็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสูตรที่ให้สมาชิกรัฐสภา 20 คน เลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 1 คน ตนและเพื่อนสมาชิกคนอื่นๆไม่ได้ติดใจ

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ มีจำนวนทั้งสิ้น 43 มาตรา คาดว่าที่ประชุมรัฐสภาน่าจะใช้เวลาพิจารณา 2 วัน ก็จบวาระสองได้แล้ว ส่วนที่สมาชิกวุฒิสภาตกเป็นที่เพ่งเล็งของสังคม ว่าจะเป็นฝ่ายที่โหวตไม่เห็นชอบในวาระสามนั้น ตนขอให้รอดูวาระที่สองก่อนว่าจะเป็นอย่างไร สำหรับกรณีที่นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา จะนัดสมาชิกพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทราบว่ากำหนดคร่าวๆเป็นวันที่ 8 หรือ 9 ธันวาคม แต่ยังจะต้องคุยถึงกรอบให้ความชัดเจนอีกครั้ง

อย่าเอารธน.เป็นตัวประกัน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุได้คาดเข็มขัดนิรภัย พร้อมเผชิญอุบัติเหตุทางการเมืองทุกสถานการณ์ ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะนายอนุทิน ส่งสัญญาณพร้อมยุบสภา หนีการตรวจสอบ ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่นายอนุทินต้องระวังคือ เข็มขัดสั้น คาดไม่ถึง ความเชื่อมั่นจมหาย ไปกับเหตุการณ์น้ำท่วม จนคนในรัฐบาลยอมรับเองว่าเป็นรัฐล้มเหลว แม้จะรัดเข็ดขัดแต่อาจไม่สามารถรอดพ้นจากแรงกระแทกอันรุนแรงจากพายุความผิดพลาด มือไม่ถึง ที่ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่คาดคิด รัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่มา 2 เดือนยังสั่นคลอนถึงเพียงนี้

หากต้องบริหารราชการแผ่นดินยาวนานถึง 4 ปี ประเทศชาติจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนเพียงใด ความหวาดกลัวต่อการตรวจสอบ ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยิ่งทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลถดถอยลงไปทุกขณะ รัฐบาลเสียงข้างน้อย และตัวนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาล จะต้องแยกแยะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นภารกิจที่คนไทยจับตามอง ในการฟื้นฟูหลักประชาธิปไตยให้กลับมาอยู่ในครรลองที่ถูกต้อง ยึดโยงกับประชาชน กับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามกลไกของระบบรัฐสภา ไม่ควรนำ 2 เรื่องนี้มาผูกโยงเป็นตัวประกัน หรือใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างเงื่อนไขในการยุบสภาหนีการตรวจสอบ เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว สภาก็ยังสามารถเดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปได้ควบคู่กัน ไม่มีความจำเป็นต้องตีตนไปก่อนไข้ หรือสร้างภาพว่าฝ่ายค้านกำลัง ตัดตอน คว่ำไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้ออ้างที่ว่า เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ต่อให้ตอบคำถามได้ดีเพียงใด ก็จะถูกคว่ำกลางสภา เพราะเสียงสนับสนุนไม่พอนั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดนี้ ยังมีพรรคฝ่ายค้ำ ที่ประกาศตน แสดงตัวอย่างชัดเจนตาม MOA พร้อมให้การค้ำ และเคยสนับสนุนนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแบบยกพรรคมาแล้ว

เหน็บสแมเมอร์รุนแรง

ดังนั้นข้อกังวลเรื่องถูกคว่ำในสภา จึงเป็นเพียงการสร้างวาทกรรมทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ยุบสภาหนีการตรวจสอบ เท่านั้น สำหรับประเด็นเนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นอภิปรายนั้น นอกจากคดี สแกมเมอร์ ทุนเทา เขากระโดง ฮั๊วสว. ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน เกิดเหตุการณ์ที่สะเทือนศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก และเพียงพอที่จะตั้งคำถามต่อความสามารถและความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจัด Moto GP 4,000 ล้านบาท ข้อตกลง MOU แร่แรร์เอิร์ธระหว่าง สหรัฐฯ–ไทย ท่ามกลางศึกชิงทรัพยากรระดับมหาอำนาจ วิกฤตน้ำท่วมที่คนในรัฐบาลเสียงข้างน้อยเองยังยอมรับว่าเป็นบทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐ ตลอดจนกรณีภาพถ่ายและภาพหลุดต่างๆ ที่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาลอย่างรุนแรง จนแม้แต่นักการเมืองในรัฐบาลยังไม่รู้จะชี้แจงประชาชนอย่างไร

“รัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายอนุทินไม่ควรยุบสภา หนีการตรวจสอบ และไม่ควรนำประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาใช้เป็นตัวประกันทางการเมือง” นายอนุสรณ์ กล่าว

“หนู”แจงสารพัดปัญหา

อีกประเด็นหนึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่เจอหลากหลายสถานการณ์ในช่วงนี้รวมถึงเรื่องการปราบสแกมเมอร์โดยถามกลับว่า ตอนนี้มีอะไรที่ถาโถม พร้อมถามต่อเรื่องการปราบสแกมเมอร์ว่า เคยมีใครเคยยึดทรัพย์และเงินทีเดียวหมื่นล้านบาท เคยมีใครประกาศชื่อ คนที่อยู่เมืองไทยมานานและมีเครือข่าย ซึ่งที่ผ่านมาทุกคนเงียบกันหมด มีรัฐบาลไหนที่ทำได้แบบนี้ ตนประกาศรายชื่อสแกมเมอร์และเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ บ้าน ที่ดิน เรือยอชต์ หุ้น รถ 386 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่ออายัดเสร็จแล้วก็มาถามว่าทำไมไม่ดำเนินคดี เพราะคนถามไม่รู้เรื่อง การอายัดต้องไปดำเนินคดีต่อตามขั้นตอน

ขณะเดียวกันก็ยังมีการจับเครื่องขุดบิดคอยน์ มูลค่า 3-4 พันล้านบาท ซึ่งคนเหล่านี้นอกจากจะทำความชั่ว ก่อให้เกิดความเสียหาย ก่ออาชญากรรมในประเทศ และยังมีการลักไฟใช้ เสียหายไปแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท ไม่เคยมีรัฐบาลไหนไปดูแล โดยเมื่อวานนี้ (4 ธันวาคม 2568) ตนได้เชิญผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้ามาพูดคุยและให้ไปดำเนินการ ก็จะได้เห็นอีกว่ามีขาใหญ่อะไรอีกหรือไม่ที่ลักไฟใช้

“ขนาดไอ้พวกจีนเทา ไอ้จีนสับปะรังเคพวกนี้มันยังใช้ ขนาดมันเป็นคนต่างชาติ มันยังแอบใช้ไฟของคนไทยได้ แล้วขาใหญ่ประเทศไทยมีหรือเปล่าก็ต้องดู มันจะเกิดการขยายผลมากมาย นี่แหละครับ 2 เดือน ทำงานกันหมดทุกคน”นายอนุทินกล่าว

เดินหน้าเชิงรุกปราบสแกมเมอร์

ส่วนมาตรการเดินหน้าเชิงรุกในการปราบสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะดำเนินการไปเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างสแกมเมอร์ที่ข้ามฝั่งเข้ามาในประเทศไทยหลังจากถูกทรมาน และเหยียบกับระเบิดไปแล้ว ก็ถูกจับไปได้อีก 1 คน ส่วนเรื่องการเมืองก็ไม่มีอะไร การที่มาบอกว่าตนถูกปรับออกจากกระทรวงมหาดไทยเพราะทำงานช้า ไม่มีประสิทธิภาพ เขาคงลืมอ่านโพลไป ในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจาก 2 คนนี้ตนก็เป็นลำดับ 2 พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ลำดับ 2 เลย ซึ่งตนได้ลำดับที่ 2 โดยทิ้งลำดับที่ 3 ห่างด้วย

ฉะนั้นเวลาพูดก็พูดไปเรื่อย คนไม่รู้เรื่อง คิดอะไรไม่ได้ก็โทษโน่นโทษนี่ไปก่อน แต่ของตนชัดเจน และหากห่วยจริง การที่ขอมหาดไทยคืนและย้ายตนไปอยู่สาธารณสุข ถ้าห่วยจริง ไม่มีประสิทธิภาพจริง คนที่ขอให้ออกจากมหาดไทย ที่รับผิดชอบความมั่นคง จะเอาคนห่วยๆ ไปดูแลชีวิตประชาชนจะไม่ยิ่งหนักไปกว่าเดิมหรือ ฉะนั้นไม่ได้ห่วย เพราะท่านก็บอกว่าทำงานได้ดี ทุกคนก็ชม เมื่อถามว่าคะแนนเต็ม 10 ให้ตัวเองเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี หัวเราะก่อนบอกว่า “เดี๋ยวหาว่าคุย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีที่นางสาวแพทองธาร แชร์โพสต์สตอรี่อินสตาแกรม พร้อมข้อความ “เอ๊า” หลังมีการเสนอข่าวต้องออกจากมหาดไทยเพราะไม่ให้สัญชาติ นายเบน สมิธ ว่า ท่านรู้เรื่องดีหมด เวลาที่คุยกันก็มีนายกฯ อิ๊งค์ ทุกครั้ง และมีนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วย ก็อย่าลืมว่าไม่ได้ถูกปลด และพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การที่มาบอกว่าตนทำงานช้า มันจับโกหกได้หลายอย่าง เพราะคะแนนโพลตนก็มาที่ 2 ซึ่งดีแล้ว โชคดีที่ไม่มาที่ 1 ถ้าทำงานไม่ดีจริงก็คงไม่ปรับไปอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลชีวิตของประชาชน การเอาคนไม่ได้เรื่องไปดูแลชีวิตประชาชน เท่ากับคนแต่งตั้งแย่ ตนจึงคิดว่าคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนั้น รอให้คนที่อยู่ในการพูดคุยมาให้ข้อมูล ให้คนที่รู้เรื่องออกมาให้ข้อมูลดีกว่า ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องอย่าไปฟัง เพราะเขามาไม่ถึง.

เอกนิติ แจงปมร่วมเฟรม เบน สมิธ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีภาพถ่ายร่วมกับนายเบญจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธว่า ไม่มีอะไร วันนี้ขออนุญาตอาจจะไม่เหมาะ ย้ำว่าตนได้อธิบายไปแล้ว เนื่องจากตนเป็นอาจารย์ในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พท. จับโป๊ะหนูปมภาพหลุด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ภาพหลุด นายกฯอนุทิน ชาญวีรกุล ร่วมเฟรม กับนายเบน สมิธ เป็นสาเหตุที่รัฐบาลไม่กล้าปราบปรามหรือไม่ ว่า เมื่อครั้งที่นายอนุทิน ดูดสส. จากพรรคฝ่ายค้าน ไปเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทย ใช้การอธิบายว่า ให้ภาพเล่าเรื่อง แต่ พอมีภาพหลุดร่วมเฟรมกับนายเบน สมิธ นายอนุทิน จะไม่ยอมเล่าอะไรเลยไม่ได้ ประชาชนอยากรู้ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพหลุด และมีเป้าประสงค์อย่างไร เพราะนายอนุทินบอกเองว่า รู้ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพหลุดนี้ การยอมรับว่ารับเคยเจอ นายเบน สมิธ 5-6 ครั้งนั้น ประชาชนสงสัยว่านายอนุทิน พบนายเบน สมิธ ครั้งหลังสุดเมื่อไหร่ กินข้าวกันครั้งล่าสุดวันไหน ถ้าเพิ่งพบกันในระยะใกล้ๆนี้ ประชาชนจะได้รู้ชะตากรรมของตัวเอง เพราะปัญหาสแกมเมอร์ ดูเหมือนรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่ได้ขยับอะไรเลย เกรงใจใครหรือไม่ รวมถึงปมสินบน งดปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์เดือนละ 40 ล้านบาท ซึ่งประชาชนเฝ้ารอฟังผลสอบว่าจะออกมากี่โมง และใครเป็นคนเสนอสินบนงดปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดังกล่าว

“นายอนุทิน ต้อง ระมัดระวังให้มากในการตอบคำถาม กรณีภาพหลุดร่วมเฟรมกับนายเบนสมิธ เพราะหากมีภาพหลุดออกมาเพิ่มอีก แล้วย้อนแย้งกับสิ่งที่นายอนุทินพูด จะเป็นดิจิทัลฟุตพริ้นท์ที่ทิ่มแทง ทำให้นายอนุทินดิ้นไม่หลุด และเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก” นายอนุสรณ์ กล่าว

ยึดทรัพย์”ยิมเลียก-เบน สมิธ”

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ ปปง. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปง. เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า กรณีที่สำนักงานกฎหมายได้เผยแพร่เอกสารยืนยันว่า นายยิม เลียก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ น.ส.แตงไทย ที่เป็น 1 ใน 4 รายคดีของ ปปง. ตามที่คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติยึดและอายัดทรัพย์นั้น ถือเป็นสิทธิของทนายความของเจ้าของทรัพย์สิน ซึ่งย่อมมีสิทธิชี้แจงว่ารู้จักหรือไม่ และกรณีที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติอายัด ก็สืบเนื่องจากรายคดี น.ส.แตงไทย ที่เสมือนกับเป็นผู้บริหารจัดการบัญชีม้า และเงินดังกล่าวก็โอนไปเป็นทอด ๆ ซึ่งก็ไปสัมพันธ์กับนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ จึงนำไปสู่การยึดและอายัด

อย่างไรก็ดี เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติยึดอายัดไปแล้ว ผู้ที่ได้รับคำสั่งดังกล่าวจะต้องใช้เวลาภายใน 30 วัน ดำเนินการชี้แจงว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดไปนั้นไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคดีมูลฐานอย่างไรบ้าง ส่วนว่ามีปี พ.ศ. 2567 หนังสือในทนายความระบุว่า ปปง. เคยดำเนินการยึดและอายัดไปแล้ว แต่ก็เพิกถอนไปเพราะไม่พบว่านายยิม เลียก มีความเชื่อมโยงกับ น.ส.แตงไทย นั้น ส่วนนี้ตนไม่แน่ใจ เพราะกรณีของ น.ส.แตงไทย บางทีธุรกรรมไปหลายทอด หรือบางทีธุรกรรมต่าง ๆ ก็มีคนถือแทน อย่างไรคงต้องดูสิ่งที่เขากล่าวอ้างว่ามันตรงข้อมูลที่ ปปง. มีหรือไม่ จึงต้องไปตรวจสอบรายละเอียดกันก่อน

ชี้มีข้อมูลหลักฐานซับซ้อน

เมื่อถามว่าสำหรับคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 9,279 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 5,800 ล้านบาท เป็นหุ้นบางจากที่อยู่ในชื่อของบริษัท อัลฟ่าฯ แล้วเป็นบริษัทของใคร ระหว่างนายยิม เลียก หรือนายเบน สมิธ นั้น นายวิทยา ระบุว่า ถ้าชื่อตรง ๆ ตนมองว่าสาธารณชนสามารถไปดูเองได้อยู่แล้ว แต่กรณีนี้มันค่อนข้างมีความซับซ้อนตามสมควรในการดำเนินการ นอกจากการไล่สายคดีมูลฐานที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว ปปง. ยังได้รับข้อมูลจากต่างประเทศ เช่น ร่างกฎหมายของ สส.ประเทศสหรัฐ ที่มีการปราบขบวนการโกงข้ามชาติ ซึ่งในร่างนี้ก็มีรายชื่อของสองคนนี้ด้วย

แต่หลักฐานสำคัญคือเราได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองทางการเงินจากสหรัฐ ซึ่งรายงานเป็นธุรกรรมสงสัย มีการระบุชัดเจนที่เกี่ยวกับสองคนนี้ว่ามีธุรกรรมตั้งแต่ปี 2564-2568 ที่น่าสงสัยประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท แต่ต้องย้ำว่านี่คือธุรกรรมที่มีเหตุควรสงสัย คือ เป็นธุรกรรมที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างนิติบุคคลที่มีโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน ไม่มีบริบทที่สนับสนุนวัตถุประสงค์ในทางธุรกรรมที่ชัดเจน แหล่งเงินมีความน่าสงสัย ซึ่ง ปปง. ก็มีข้อมูลพอสมควรว่าแหล่งเงินเขามาจากไหน แต่พูดไม่ได้

ดังนั้น กฎหมาย ปปง. ในการจะยึดอายัดทรัพย์สิน เราแค่หาสาเหตุอันควรสงสัย แต่การจะเสนอคณะกรรมการธุรกรรมยึดอายัด เราก็ต้องมีพยานหลักฐานพอสมควร เพื่อกรรมการเชื่อและมีคำสั่งมติยึดอายัดได้ ตนจึงไม่ตอบตรง ๆ ว่าบริษัท อัลฟ่าฯ ใครเป็นผู้ถือหุ้นอย่างไรบ้าง แต่ที่มาของเงิน เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการจัดตั้งทุนจดทะเบียนไม่ถึงร้อยล้านบาท แต่สามารถระดุมทุนได้ถึงหมื่นล้านบาท ฉะนั้น ปปง. ก็มีคำถามเช่นกันว่าเงินซื้อหุ้นที่เป็นหมื่นล้านบาทนั้นเอามาจากไหน แต่เรามีข้อมูลแล้วเกี่ยวข้องกับสองคนนี้อย่างไร ซึ่งอยู่ในกระบวนการทั้งหมด ตนพูดไม่ได้ ขอให้เขามาชี้แจงก่อน

ต้องแจงรายละเอียดให้ได้

นายวิทยา กล่าวด้วยว่าหน่วยข่าวกรองทางการเงินของสหรัฐ ใช้คำว่าเป็นเงินที่มีการโอนไปมาระหว่างบริษัทต่าง ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ เสมือนว่ามีการทำธุรกิจ และใช้บริษัทในการถือครองทรัพย์สินแทนตนและบุคคลใกล้ชิด ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินและถือครองทรัพย์สินในลักษณะที่มีความซับซ้อน ดังนั้น เขาก็ต้องชี้แจงว่าบริษัท อัลฟ่าฯ คือใคร เอาเงินมาจากไหน ได้เงินมาอย่างไร เป็นต้น ทั้งนี้ หากมองประเด็นว่า จะเป็นการเอาเงินมาฟอกผ่านบริษัทในตลาดหุ้นผ่านการซื้อหุ้นต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาดหุ้นหรือไม่นั้น จึงต้องให้เขาพิสูจน์ โดยเจ้าตัวไม่จำเป็นต้องมาชี้แจงเองก็ได้ เพราะนี่คือมาตรการทางแพ่ง สามารถมอบใครมาชี้แจงหรือจะส่งเอกสารมาก็ได้

นายวิทยา กล่าวอีกว่ามีคนตั้งคำถามว่าเป็นการยึดอายัดเพื่อกลบกระแสข่าวน้ำท่วมหรือไม่ ปปง. ทำจริงหรือไม่ ตนอยากเรียนว่า ตั้งแต่ตรากฎหมาย ปปง. มาแต่ปี พ.ศ. 2542 ซึ่งกระบวนการขั้นต้นของเราคือการยึดและอายัดไว้ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเจ้าตัวสามารถชี้แจงภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือ ซึ่งถ้าชี้แจงได้ แล้วคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วพบว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ที่มาจากการกระทำความผิด เป็นเงินจากธุรกิจที่รับรองได้ คณะกรรมการธุรกรรมก็จะเพิกถอนให้ แต่ถ้าชี้แจงไม่ได้ คณะกรรมการธุรกรรมก็จะต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย (ชดใช้คืนผู้เสียหาย) แทนคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะมันเป็นคดีการหลอกลวง

กรณีมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์ในส่วนของนายยิม เลียก และภรรยา นายเบน สมิธ และอดีตภรรยา กับภรรยาปัจจุบัน รวมกว่า 9,279 ล้านบาท แต่เมื่อดูเนื้อหาภายในพบว่าแทบไม่แตะทรัพย์สินของภรรยาคนปัจจุบันของนายเบน สมิธ แต่แตะทรัพย์ของอดีตภรรยามากกว่านั้น

นายวิทยา ปิดท้ายว่า จริง ๆ มันมีทรัพย์เกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่แม้กฎหมายใช้คำว่าเหตุอันควรสงสัย แต่ถ้าเอาเป๊ะ ๆ จะยึดได้มากกว่านี้ แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา เพราะหลายรายการทรัพย์สิน ปปง. ก็อยู่ระหว่างการขอพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพราะเราต้องใช้ตอบคณะกรรมการธุรกรรม ว่าเหตุใดทรัพย์สินนี้จึงต้องยึดอายัด แต่ในส่วนที่ยังไม่มี ตามที่นายกฯ เคยย้ำว่ากรณีนี้แค่จุดเริ่มต้น แต่มันยังไม่จบแน่นอน ทั้งนี้ ประเด็นที่ว่ามีการอายัดทรัพย์นายยิม เลียก และออกหมายจับแล้ว แต่นายเบน สมิธ มีการอายัดทรัพย์สิน แต่กลับไม่มีการออกหมายจับนายเบน สมิธ นั้น

‘โรม’เปิดคำฟ้องธรรมนัส

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความ พร้อมเปิดเอกสาร กรณีถูกร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ฟ้องหมิ่นประมาท ระบุว่า ไหนๆ ก็เคยได้พูดว่า ร้อยเอกธรรมนัสฟ้องผมที่พะเยา ก็ขอเอาคำฟ้องมาเผยแพร่ให้พี่น้องประชาชน และผู้สนใจด้านกฎหมายได้อ่าน เราจะได้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ว่ามีพฤติกรรมการใช้กฎหมาย เพื่อปิดปากฝ่ายตรวจสอบอย่างไร ผมต้องย้ำว่า วิธีการแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ สส.ฝ่ายค้านเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วไปต่อพี่น้องสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนอีกด้วย

“ผมยืนยันอีกครั้งว่า ผมต้องการปกป้องประเทศไทย จากทุนเทายึดประเทศ ผมออกมาพูดเรื่องนี้ แม้จะรู้ว่าอำนาจมืดนั้นยิ่งใหญ่เพียงไร น่าคิดว่าร้อยเอกธรรมนัสกำลังทำอยู่เป็นการปกป้องใคร “ชาติ หรือ ทุนเทาสแกมเมอร์”

ไอติมแนะหนูอย่าใช้ภาษาอังกฤษ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงภาพที่ปรากฏ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมเฟรมกับนายเบญจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ว่า วานนี้(4ธ.ค.) นายอนุทินได้ชี้แจงแล้ว ตนคิดว่าสิ่งที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลมีความจริงใจจริงจังในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์หรือไม่ รัฐบาลมีความเกรงใจบุคคลใดที่มีความเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ ไม่ใช่คำพูดของนายกฯ แต่เป็นการกระทำของนายกฯและรัฐบาล

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนเห็นนายอนุทินมีการชี้แจงเป็นภาษาอังกฤษบางคำ ตนมองว่า หากนายอนุทินอยากใช้ภาษาอังกฤษให้เป็นประโยชน์สิ่งสำคัญตอนนี้คือการพยายามประสานความร่วมมือกับเวทีนานาชาติเพราะเรื่องสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่ไม่ได้กระทบแค่คนไทยเท่านั้นแต่กระทบถึงชีวิตและทรัพย์สินของคนในหลายประเทศ ซึ่งหลายประเทศรู้ดีว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ต้องอาศัยประเทศไทยเพราะประเทศไทยมีเชิงภูมิศาสตร์อยู่ระหว่างสองชายแดนที่ถูกมองว่าเป็นฐานของศูนย์สแกมเมอร์ จึงคิดว่าประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วยเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลการแลกเปลี่ยนทรัพยากรรวมถึงการพูดคุยการวางมาตรฐานในเรื่องของการฟอกเงินที่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศ รวมถึงการอาศัยความร่วมมือในการดำเนินคดีของผู้กระทำความผิดที่อาจจะมีการเดินทางไประหว่างประเทศเป็นต้น

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนดำเนินเรื่องการปราบสแกมเมอร์มาสักระยะหนึ่งแล้ว และตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็นำหลักฐานสแกมเมอร์ไปยื่นร้องหน่วยงาน ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่าเป็นการเคลมผลงานกันหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องของสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งตอนนี้มีหลายภาคส่วนเข้ามาเอาจริงเอาจังเข้ามาร่วมกันตรวจสอบเรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี

‘อนุทิน’ยกทีมลงพื้นที่สงขลาอีกรอบ กังวลนาท่วมใต้ เดินหน้าฟื้นฟูหาดใหญ่ ส่งคนกลับบ้านแล้ว90%

‘อนุทิน’ยกทีมลงพื้นที่สงขลาอีกรอบ กังวลนาท่วมใต้ เดินหน้าฟื้นฟูหาดใหญ่ ส่งคนกลับบ้านแล้ว90%

‘อนุทิน’ยกทีมลงพื้นที่สงขลาอีกรอบ กังวลนาท่วมใต้ เดินหน้าฟื้นฟูหาดใหญ่ ส่งคนกลับบ้านแล้ว90%

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

(แฟ้มภาพ)

‘อนุทิน’ยกทีมลงพื้นที่สงขลาอีกรอบ กังวลนาท่วมใต้ เดินหน้าฟื้นฟูหาดใหญ่ ส่งคนกลับบ้านแล้ว90%

นายกฯ ยอมรับยังกังวลน้ำท่วมหาดใหญ่ ยัน ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วยังฟื้นฟู-เยียวยาต่อ หยอด อำนาจอยู่ที่ รมว.มท.แล้ว นายกฯ คงไม่ขัดอะไร เผยขั้นตอนนำผู้ประสบภัยกลับบ้าน ทำไปแล้วกว่า 90%จ่อขนกองทัพนักวิชาการลงพื้นที่ถอดบทเรียน “ภราดร” เผย ยอดโอนเงินเยียวยา 4 วัน โอนสำเร็จแล้ว 548,126 ครัวเรือน ล่าสุดโอนอีก 566 ล้านบาท “ไชยชนก” ถอดบทเรียนมหาอุทกภัยใต้ เดินเครื่องยกระดับระบบเตือนภัยไทยสู่ระดับโลก ใช้ดาวเทียม–AI เพิ่มความแม่นยำ เร่งบูรณาการข้อมูล พร้อมจัดงบฯ ฟื้นเครือข่ายวิทยุสื่อสาร ตามรอยในหลวง ร.9 ปภ. รายงานยังมีน้ำท่วมภาคใต้ 7 จังหวัด เร่งฟื้นฟูทำความสะอาด กำจัดขยะ ในพื้นที่น้ำลด กรมอุตุฯ เตือน 10 จังหวัดภาคใต้ เสี่ยงเฝ้าระวังฝนตกหนักรอบใหม่

เมื่อเวลา 08.05 น. วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ว่า ขณะนี้กังวลเรื่องภาคใต้ แต่รู้แล้วว่ามีการลงไปช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก เรื่องเงินช่วยเหลือการฟื้นฟูเมือง การนำประชาชนกลับบ้าน ดำเนินไปได้กว่า 90 % แล้ว

ส่วนการลงพื้นที่ในวันที่ 6 ธ.ค. จะนำคณะนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถอดบทเรียน พร้อมระบุว่าการได้ลงพื้นที่จริงจะมีแนวคิดเกิดขึ้น และมีการสนับสนุนเข้ามาอย่างรวดเร็วขึ้น เหมือนการลงพื้นที่ครั้งที่ผ่านมา ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ได้มีการเร่งรัดช่วยเหลือเต็มไปตามเป้า

ส่วนการยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดสงขลา นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การฟื้นฟูและการเยียวยายังคงเป็นเหมือนเดิม เนื่องจากยังมีการประกาศจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ได้ขออนุเคราะห์นายกรัฐมนตรี และคิดว่านายกรัฐมนตรีคงจะไม่ขัดเขา

โอนเงินแล้ว548,126 ครัวเรือน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลา การดำเนินการและการประสานความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากนี้ จะอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพไทยส่วนหน้า (ศบภ.ทท.(สน.)) โดยศูนย์จะทำหน้าที่อำนวยการ ควบคุม และบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยทหารในพื้นที่ รวมถึงส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาแก่ผู้ประสบอุทกภัย ตัวเลขจากธนาคารออมสินในช่วงวันที่ 1– 4 ธ.ค. พบว่า มียอดโอนสำเร็จแล้ว 548,126 ครัวเรือน เป็นวงเงินรวม 4,933,134,000 บาท และในวันนี้ (5 ธ.ค.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ส่งรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเยียวยาเพิ่มเติมอีก 62,935 ครัวเรือน วงเงิน 566,415,000 บาท ซึ่งเป็นประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา

นายภราดร กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีขอขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้บริหารท้องถิ่น หน่วยทหาร อาสาสมัคร และประชาชนที่ร่วมแรงร่วมใจฟื้นฟูพื้นที่อย่างไม่ย่อท้อ พร้อมฝากข้อความถึงพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าฟื้นฟูชุมชนและเศรษฐกิจ เยียวยาความเดือดร้อนให้กลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด

ยกเว้นค่าไฟพ.ย.พื้นที่สงขลา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา เดินหน้าไปอย่างมาก โดยปัจจุบันสามารถนำประชาชนกลับบ้านไปได้กว่า 90% รวมถึงการทำความสะอาดฟื้นฟูเมือง การบริหารจัดการขยะ หรือแม้แต่ความช่วยเหลือทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค ขณะที่ระบบสาธารณูปโภค ปัจจุบันสามารถผลิตและส่งจ่ายน้ำประปาให้บริการประชาชนได้แล้ว 100% ส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปัจจุบันสามารถจ่ายไฟฟ้าให้สถานที่ราชการสำคัญและโรงพยาบาลได้ครบ 100% ส่วนบ้านประชาชนยังมีบางรายไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ โดย กฟภ. ได้ติดตั้งชุด Power Kit (แผงเมนสวิตช์) ชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้มีไฟฟ้าใช้เบื้องต้นก่อน ซึ่งในส่วนการซ่อมแซมจะได้บูรณาการและเร่งรัดแก้ไขโดยเร็ว

ซึ่งนายอนุทิน ระบุแม้ว่ามีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา แต่การฟื้นฟูและการเยียวยายังคงเป็นเหมือนเดิม โดยความช่วยเหลือด้านค่าไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ที่ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ จะได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ในประเภทบ้านอยู่อาศัย ซึ่งมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ 451,211 ราย คิดเป็นค่าไฟฟ้า 420 ล้านบาท (รวม Ft และ VAT) โดยค่าไฟฟ้าต่อเดือนจะใช้จากเงินรายได้ของ กฟภ. เอง

ยกระดับระบบเตือนภัยไทยสู่ระดับโลก

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยภาคใต้ และการดำเนินโครงการความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ ระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยา กับ Tomorrow.io เพื่อยกระดับระบบการเตือนภัยของประเทศไทย เพราะการใช้เงินในการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติมักมีจำนวนมหาศาลกว่าเงินที่ใช้ในการป้องกันเสมอ จึงถึงเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและวางแผนจัดการภัยพิบัติในอนาคต

นายไชยชนก กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังก้าวไปสู่ New Normal ของสภาวะอากาศของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังคาดการณ์ไม่ได้ ซึ่งข้อมูลจากหน่วยงานนานาชาติอย่าง NOAA ที่ระบุว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมา แลพบสัญญาณการละลายน้ำแข็งในระดับประวัติการณ์ สะท้อนว่าความแปรปรวนของภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น หลังการศึกษาจากหลายฝ่าย ทีมงานพบว่า Tomorrow.io เป็นระบบพยากรณ์อากาศที่ดีที่สุดในโลกเวลานี้ ซึ่งได้มีการประสานกับญี่ปุ่นทั้งเรื่องแผ่นดินไหวสึนามิ ภูเขาไฟใต้ทะเล และน้ำท่วม ซึ่งก็ขอโทษปรชาชนที่ดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ทันท่วงที ทำให้รัฐบาลและพวกเราทุกคนได้ตระหนักและปรับปรุงความคิดให้เป็นวาระแห่งชาติ ถือเป็นนิมตรหมายที่ดีในการรับมือกับวันข้างหน้า ซึ่งปัจจุบัน Tomorrow.io เป็นระบบการพยากรณ์อากาศ อันดับหนึ่งของโลก โดยใช้เทคโนโลยี Low-Orbit Satellite คือดาวเทียมวงโคจรต่ำ ปัจจุบันมี 11 ดวง 9 ดวง ใช้เทคโนโลยี Microwave Sounder ในการตรวจสอบสภาวะอากาศและความชื้นอย่างละเอียด สามารถทะลุเมฆได้ และจะเพิ่มความละเอียดในการมีข้อมูลพยากรณ์ทุก 3 เดือน

ทดลองใช้ระบบ3เดือน

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มจะใช้ AI ในการประมวลผลและวิเคราะห์ ข้อมูลทั้งหมดจากดาวเทียม ข้อมูลจากกรมอุตุฯ, สทนช. และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อจำลองสถานการณ์ได้หลากหลายมิติในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมแสดงข้อมูลแบบ Confidence Level เพื่อให้รู้ระดับความมั่นใจของการเกิดเหตุเป็นเปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจและประชาชนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

“ช่วงนี้จะทดลองใช้ระบบร่วมกับ Tomorrow.io เป็นเวลา 3 เดือนแรกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อพิสูจน์ศักยภาพว่าเหมาะสมกับระบบไทยจริงหรือไม่ และตรวจสอบว่าข้อมูลไม่กระทบความมั่นคง ก่อนจะนำเข้า ครม.เพื่อพิจารณาสัญญาระยะยาว โดยตั้งเป้าให้โมเดลภาคใต้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ นี้ เพื่อให้ทันฤดูฝนปีหน้า” รมว.ดีอี กล่าว

ฟื้นเครือข่ายวิทยุสื่อสารตามรอย ร.9

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงการถอดบทเรียนด้านการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤตที่ไฟฟ้าดับ ทำให้การสื่อสารหลักและสำรอง อินเทอร์เน็ต ดาวเทียม ล้มเหลว สิ่งที่ยังใช้งานได้คือวิทยุสื่อสาร (วอ) ของอาสากู้ภัยและเครือข่ายวิทยุสมัครเล่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานความรู้ไว้ว่า “ในสถานการณ์วิกฤตวอจะสำคัญที่สุด” และก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว โดยกระทรวงดีอี เตรียมของบประมาณสนับสนุนกลุ่มเครือข่ายวิทยุ VHF ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่ช่วยเชื่อมต่อข้อมูลในพื้นที่วิกฤต และไม่ได้พึ่งพาเสาสัญญาณหรือไฟฟ้า ก็จะสนับสนุน และส่งเสริมอย่างเต็มที่ เพราะเขาคือเครือข่ายหลักในการช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤต ต้องชื่นชมอย่างสูง

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงการบูรณาการข้อมูล ว่า ต้องเร่งให้ทุกหน่วยงานมีช่องทางการเชื่อม API เข้าสู่ศูนย์กลางข้อมูลของดีอี เพื่อให้สามารถกดปุ่มเปิด-ปิดการเชื่อมโยงข้อมูลในเวลาเกิดภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่ต่างคนต่างหวงข้อมูลในสภาวะปกติ และต้องมีการอัปเดตกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคเรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เดิมระบุว่า หากภัยไม่เกิดประกาศไม่ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการ ซักซ้อมสถานการณ์จริงให้บ่อยขึ้น เพื่อลดความสับสนและวิตกกังวล ในการปฏิบัติงานเมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรง

ปลัดมท.ร่วมติดตามเงินเยียวยา

ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อติดตามการลงทะเบียนรับเงินเยียวยาอุทกภัยครัวเรือนละ 9,000 บาท พร้อมให้กำลังใจประชาชน เจ้าหน้าที่ นักศึกษาฝึกงาน และจิตอาสาที่ช่วยอำนวยความสะดวก โดยมีนายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ช่วยราชการ

ภายหลังเสร็จภารกิจที่เทศบาลนครหาดใหญ่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ตรวจการคีย์ข้อมูลลงระบบที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ และเทศบาลเมืองบ้านพรุ เพื่อเร่งกระบวนการให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วที่สุด

นายอรรษิษฐ์ ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติโดยเร็ว ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันที่ครบ 7 วันตามที่นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นไว้กับประชาชน

ปลัดกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า ขณะนี้กระบวนการจ่ายเงินเยียวยามีความคืบหน้าอย่างมาก ประชาชนจำนวนมากได้รับการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์แล้ว ส่วนผู้ที่ติดขัดจากการลงทะเบียนออนไลน์ ซึ่งระบบแสดงเป็น “สีแดง” ได้เดินทางมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจสอบและยืนยันข้อมูลให้เป็น “สีเขียว” โดยมีรองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครช่วยดูแลผู้ที่ Walk-in มายื่นคำร้อง

มท.หนุนฟื้นฟูสงขลาเต็มที่

รัฐบาลได้อนุมัติการเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิต รายละ 2,000,000 บาท พร้อมมาตรการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. มาตรการพักหนี้ ทั้งต้น–ดอก สูงสุด 1 ล้านบาท นาน 1 ปี 2. สินเชื่อยังชีพ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย 6 เดือน ผ่อน 3 ปี 3. สินเชื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย 1 ปี ผ่อน 3 ปี พร้อมให้คนในครอบครัวค้ำได้ 4. การเร่งจ่ายเคลมประกันภัยรถยนต์ 5. การคุ้มครองผู้ประกันตนจากประกันสังคม 6. มาตรการช่วยเหลือ SMEs ฟื้นฟูกิจการ 7. มาตรการภาษีและกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้พื้นที่หาดใหญ่

สำหรับศูนย์พักพิงในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเคยรองรับประชาชนกว่า 10,000 คน ปัจจุบันส่วนใหญ่กลับบ้านแล้ว เหลือเพียงผู้ป่วยที่ยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์จากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. และโรงเรียนแพทย์ทุกสถาบันร่วมกันประเมินก่อนอนุญาตให้กลับที่พัก

กระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะสนับสนุนจังหวัดสงขลาอย่างเต็มกำลังในการฟื้นฟูทุกด้าน ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แต่ยังใช้ประกาศภัยพิบัติระดับ 4 และจะพิจารณาปรับลดระดับต่อไป เพื่อให้การบริหารจัดการโดยจังหวัดมีความคล่องตัวและตอบสนองประชาชนได้รวดเร็วขึ้น

‘แม่ทัพกุ้ง’ลงใต้ให้กำลังใจหาดใหญ่

วันเดียวกัน พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก / อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ณ สำนักงานเทศบาลเมืองคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยย้ำว่ากองทัพภาคที่ 4จะอยู่เคียงข้างประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ในโอกาสนี้ พลโท บุญสินได้ร่วมร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมร่วมบรรจุถุงยังชีพสำหรับนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยมีนายกเทศมนตรีเมืองคอหงส์, นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย, จิตอาสา 904, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และชุดกองพันซ่อมบำรุง กรมสนับสนุน กองพลทหารราบที่ 15 ให้การต้อนรับ

จากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยัง ชุมชนคลองเตย อำเภอหาดใหญ่ เพื่อเยี่ยมเยียนและมอบถุงยังชีพแก่ประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่น โดย ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มด้วยการแสดงดนตรีสดจากกองร้อยปฏิบัติการจิตวิทยาที่ 4 และกิจกรรม Art for Kids ระบายสีสำหรับเยาวชนในพื้นที่ ต่อมา เวลา 13.30 น. คณะได้เดินทางไปยัง วัดมหัตตมังคลาราม (วัดหาดใหญ่ใน) เพื่อถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ มอบถุงยังชีพพร้อมแจกขนมและอุปกรณ์ทำความสะอาดให้ประชาชนใช้ฟื้นฟูบ้านเรือนหลังน้ำลด พร้อมย้ำว่า กองทัพภาคที่ 4 จะอยู่เคียงข้างประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ปภ.รายงานยังมีน้ำท่วมภาคใต้7จว.

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ธ.ค. 68 เวลา 06.00 น.) ยังมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี และยะลา รวม 29 อำเภอ 118 ตำบล 620 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 102,445 ครัวเรือน 282,651 คน ดังนี้

จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสถานการณ์ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ เคียนซา พระแสง บ้านนาสาร พุนพิน และบ้านนาเดิม 14 ตำบล 46 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 824 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

จังหวัดนครศรีธรรมราช มีสถานการณ์ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมืองฯ เฉลิมพระเกียรติ หัวไทร ปากพนัง พระพรหม และเชียรใหญ่ 27 ตำบล 139 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 21,880 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

จังหวัดตรัง มีสถานการณ์ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ กันตัง และเมืองฯ 19 ตำบล 132 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,274 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

จังหวัดพัทลุง มีสถานการณ์ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ ควนขนุน เขาชัยสน บางแก้ว ปากพะยูน และป่าบอน 11 ตำบล 39 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,281 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

จังหวัดสงขลา มีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร 38 ตำบล 251 หมู่บ้านประชาชนได้รับผล กระทบ 69,016 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

จังหวัดปัตตานี ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ หนองจิก และเมืองฯ 4 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 734 ครัวเรือน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว

จังหวัดยะลา ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ รามัน และยะหา 5 ตำบล 8 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,436 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

เร่งระบายน้ำและเยียวยาผู้ประสบภัย

กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานเครือข่ายได้บูรณาการกำลังเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ทั้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน โดยเฉพาะการเร่งระดมพลทำความสะอาด เก็บกวาดขยะ ในพื้นที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แจกจ่ายสิ่งของจำเป็น ถุงยังชีพและถุงยังชีพพระราชทาน ประกอบอาหารกล่องและผลิตน้ำดื่มสะอาด ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และรถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนด

อุตุฯเตือน10จว.ใต้ระวังฝนตกหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ชี้ผลพยากรณ์ว่า ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต ตรัง และสตูล ส่วนประเทศไทยตอนบน มีฝน/ฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออก แต่ยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ส่วนประชาชนในบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอก รวมถึงให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นได้จากสภาพอากาศแห้งไว้ด้วย

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้แล้ว ส่งผลทำให้มีลมตะวันออกพัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก อ่าวไทย และภาคใต้

สำหรับบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ยังคงมีการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงมากเนื่องจากการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์อ่อน

แวดวงนักปกครอง : 6 ธันวาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 6 ธันวาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 6 ธันวาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

1 ธันวาคม “วันดำรงราชานุภาพ” น้อมรำลึกองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยรองอธิบดี ข้าราชการ ร่วมวางพวงมาลาถวายสักการะ ร่วมพิธีสงฆ์ และพิธีมอบรางวัลนายอำเภอแหวนเพชร ปลัดอำเภอแหวนทองคำ โดยกิจกรรมทั้งหมดแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความเคารพศรัทธา และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของชาวมหาดไทยที่มีต่อองค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงเป็นต้นแบบของ “ข้าราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เพิ่มเติมกำลังพลสมาชิก อส. ลงพื้นที่หาดใหญ่-สตูล เพื่อร่วมกับทีมชุดที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิมรวมกว่า 4,000 นาย ในการสนับสนุนภารกิจเร่งฟื้นฟูเมืองจนกว่าประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด อธิบดีกรมการปกครองสั่งด่วน อำนวยความสะดวกด้านทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พี่น้องชาวหาดใหญ่ โดยเปิดจุดบริการและรถโมบายเคลื่อนที่ ณ ศูนย์พักพิงฯ ผู้ประสบอุทกภัย ศูนย์บริการอำเภอ…ยิ้ม เซ็นทรัลหาดใหญ่ ศูนย์พิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ม.สงขลาฯ พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมในเขตพื้นที่อุทกภัย พร้อมอำนวยความสะดวกให้การลงทะเบียนของประชาชนในการขอรับเงินเยียวยา เพราะ…ความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้

ชื่นชมสมาชิก อส.เมืองแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม จากภารกิจร่วมฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชุมชนนภาสว่าง ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สมาชิก อส. ได้พบกล่อง เปิดมาพบพระเลี่ยมทอง จึงรีบประสานและส่งคืนให้เจ้าของในทันที…ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มท. มอบนโยบายในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังให้แก่ (ชรบ.) อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เน้นย้ำ ขอให้ดูแล ใส่ใจ การทําหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ สนับสนุนการทํางาน ชรบ. ในการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด

เตรียมพร้อมรับ PM2.5 นายวีระเชษฐ์ อรุณอิสรา นายอำเภอค้อวัง จ.ยโสธร เปิดกิจกรรมรณรงค์ “ยโสโก้อิหลี เลิกเผา ปั่นดี กลบเนียน ได้ปุ๋ย” ณ แปลงนา อ.ค้อวัง พร้อมส่วนราชการ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ส่งเสริมให้เกษตรกรงดการเผาตอซังข้าว และหันมาใช้วิธีการไถกลบและย่อยสลายเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อปรับปรุงบำรุงดินและสร้างมูลค่าเพิ่มนับเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกให้เกษตรกรลดการเผา ลดฝุ่นพิษ และร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“อำเภอพึ่งได้” นายอุดม ปกป้องบวรกุล นายอำเภอเชียงของ จ.เชียงราย มอบหมาย นายฤทธิเดช จรรยาพงษ์ นายดนัยวัฒน์ ศรีเมือง ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.เชียงของที่ 7 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ร่วมกันปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายผู้ค้า/ผู้เสพ/ยาเสพติด และสิ่งของผิดกฎหมายในพื้นที่ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงของ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นาย..อำเภอน้อย

‘รมว.ยุติธรรม’ นำทีมราชทัณฑ์ลงพื้นที่สงขลา มอบถุงยังชีพ 600 ชุด-ระดมผู้ต้องขัง 300 คน ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

'รมว.ยุติธรรม' นำทีมราชทัณฑ์ลงพื้นที่สงขลา มอบถุงยังชีพ 600 ชุด-ระดมผู้ต้องขัง 300 คน ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

‘รมว.ยุติธรรม’ นำทีมราชทัณฑ์ลงพื้นที่สงขลา มอบถุงยังชีพ 600 ชุด-ระดมผู้ต้องขัง 300 คน ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

วันศุกร์ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

‘รมว.ยุติธรรม’ นำทีมราชทัณฑ์ลงพื้นที่สงขลา มอบถุงยังชีพ 600 ชุด-ระดมผู้ต้องขัง 300 คน ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายพัฒนา ผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถาน เขต 8 และ เขต 9 ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้บ้านเรือน พื้นที่เกษตร โรงเรียน และสิ่งสาธารณูปโภคเสียหายหนัก มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย

พลตำรวจโทรุทธพล พร้อมผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้บ้านเรือน พื้นที่เกษตร โรงเรียน และสิ่งสาธารณูปโภคเสียหายหนัก มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย

โดยพลตำรวจโทรุทธพล พร้อมผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และคณะ ได้มอบถุงยังชีพจำนวน 600 ชุด ณ มัสยิดสะพานดำ และตรวจเยี่ยมการทำความสะอาด-ซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน โรงเรียนบ้านท่าไทร ชุมชนเพลินจิต ชุมชนคลองลาน และหมู่บ้านท่าไทร ภายใต้โครงการ “ศูนย์ราชทัณฑ์ช่วยเหลือสังคม เขต 9” เรือนจำกลางสงขลาและหน่วยงานในสังกัดระดมเจ้าหน้าที่พร้อมผู้ต้องขังกองงานจ่ายนอกจากเรือนจำเขต 8 และเขต 9 รวม 300 คน ร่วมกับมูลนิธิ SCG และวิทยาลัยอาชีวะศึกษาระยอง ออกปฏิบัติการทำความสะอาด ซ่อมแซมบ้านเรือนและโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ให้ใช้ศักยภาพเรือนจำและผู้ต้องขังทำคุณประโยชน์แก่สังคม สร้างจิตอาสา สานสัมพันธ์ชุมชน และเตรียมผู้ต้องขังให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ