ศป.กฉ.เยียวยาเหยื่อน้ำท่วมใต้ศพละ 2 ล้าน คลุมอีก 8 จังหวัด ยันเว็บไซต์ ปภ.ใช้ได้แล้ว

ศป.กฉ.เยียวยาเหยื่อน้ำท่วมใต้ศพละ 2 ล้าน คลุมอีก 8 จังหวัด ยันเว็บไซต์ ปภ.ใช้ได้แล้ว

ศป.กฉ.เยียวยาเหยื่อน้ำท่วมใต้ศพละ 2 ล้าน คลุมอีก 8 จังหวัด ยันเว็บไซต์ ปภ.ใช้ได้แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.08 น.

ศป.กฉ.เยียวยาเหยื่อน้ำท่วมใต้ศพละ 2 ล้าน คลุมอีก 8 จว. ยัน เว็บไซต์ ปภ.ใช้ได้แล้ว ประสิทธิภาพสูงขึ้น

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 11.05 น. . ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.) แถลงผลการประชุม ศป.กฉ. ว่า สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ ศพละ 2 ล้านบาท ซึ่งการประชุม ครม.ที่ผ่านมาได้มีมติจัดหางบประมาณ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ จากงบกลาง 1 ล้านบาท และอีก 1 ล้านบาทมาจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการโอนไปที่จังหวัดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแนวทางในการพิจารณาเยียวยา ไม่ใช่เฉพาะ จ.สงขลา แต่จะเพิ่มจังหวัดที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้อีก 8 จังหวัด ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ซึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานีไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต เมื่อรวมกับ จ.สงขลา จะครอบคลุม 9 จังหวัด ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณา มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งคำจำกัดความของการเสียชีวิตในครั้งนี้ คือ 1.จมน้ำเสียชีวิต 2.เสียชีวิตในที่พักอาศัย หรือโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วมขังหรือน้ำล้อมรอบ 3.เสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้าย หรืออพยพออกจากพื้นที่น้ำท่วมไปยังโรงพยาบาลศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือสถานที่ปลอดภัย มีกรอบระยะเวลาวันที่ 22 – 27 พ.ย.ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขในการพิจารณา 

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับผู้เสียชีวิต มีเอกสารที่ญาติจะต้องใช้คือ 1.ใบมรณบัตร 2.ใบรายงานคดี 3.คำวินิจฉัยแพทย์ในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ และจำเป็นจะต้องมีการสอบพยานแวดล้อมเพิ่มเติม ซึ่งต้องมีใบสอบปากคำ ปค.14 เพิ่มเติมในกรณีที่มีปัญหาเรื่องการวินิจฉัยและตีความ และต้องมีการยืนยันตัวตนและสถานะของทายาทโดยธรรมที่จะเป็นผู้รับเงินเยียวยา ทั้งนี้ ขอขอบคุณจุฬาราชมนตรีที่ได้กรุณาช่วยเหลือ เนื่องจากมีบางกรณีที่ต้องมีการดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมงตามหลักศาสนา ซึ่งทางจุฬาราชมนตรีได้มอบหมายให้คณะกรรมการมุสลิมในแต่ละอำเภอเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณา

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์ในการเฝ้าระวังเรื่องโรคต่างๆ ที่มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่เป็นโรคระบาด ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าเป็นภาวะปกติอยู่ ซึ่งทาง ศป.กฉ.จะมีการติดตามตลอด และขอแจ้งให้ทราบว่าเว็บไซต์ ปภ.ไม่ล่มแล้ว สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เมื่อเช้าวันนี้มีการทดลองแล้วสามารถดำเนินการได้ จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการลงทะเบียนสูงขึ้น คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ คาดว่าวันเสาร์ที่ 6 ธ.ค.จะมีทีมงานนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องน้ำลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ที่อาจจะมีพายุฝนเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ในสัปดาห์หน้า ถือเป็นการเฝ้าระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย

‘บวรศักดิ์’จ่อถอดบทเรียนน้ำท่วมแบบญี่ปุ่น โอดไทยมีกฎหมายดี หน่วยงานเยอะ แต่พอเกิดเหตุไม่รู้ใครต้องทำ

'บวรศักดิ์'จ่อถอดบทเรียนน้ำท่วมแบบญี่ปุ่น โอดไทยมีกฎหมายดี หน่วยงานเยอะ แต่พอเกิดเหตุไม่รู้ใครต้องทำ

‘บวรศักดิ์’จ่อถอดบทเรียนน้ำท่วมแบบญี่ปุ่น โอดไทยมีกฎหมายดี หน่วยงานเยอะ แต่พอเกิดเหตุไม่รู้ใครต้องทำ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.51 น.

‘บวรศักดิ์’นั่งประธานคกก.พร้อมรับมือมหาอุทกภัย ก่อนนายกฯเข้าทำเนียบฯ  ฉะประเทศมีกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เกิดภัยพิบัติฉับพลัน ไม่รู้ใครต้องทำ เตรียมถอดบทเรียนแบบญี่ปุ่น 

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ครั้งที่ 1/2568  โดยเมื่อถึงเวลาประชุมนายกฯยังมาไม่ถึง จึงแจ้งให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เปิดการประชุมไปก่อน จนกระทั่งเวลา 11.36 น.นายกฯ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล และเป็นประธานการประชุมในเวลา 10.50 น.

โดยนายบวร​ศักดิ์​ กล่าวเปิดการประชุมแทนนายกฯ​ว่า การประชุมในเดียวกันนี้ตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกฯ มีการแจ้งให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ทราบ และจะเห็นได้ว่าในคำสั่งต้องการให้ศึกษาบทเรียนมหาอุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดสงขลา รวมถึงเมื่อปี 2554 เพื่อเอาสิ่งที่ต้องถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมไปใช้ในอนาคต สำหรับทุกพื้นที่ นายกฯ เคยปรารภว่า ต้องทำให้เป็นสถาบัน รวมทั้งต้องฝึกซ้อม จึงเชิญรองนายกฯ ทุกท่านซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญเข้าร่วมประชุม และข้าราชการประจำและผู้ทรงคุณวุฒิ 

“ประเทศไทยมีกฎหมายดีๆ มีกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายป้องกันภัยพลเรือน กฎหมายป้องกันและบรรเทาสารณภัย กฎหมายทรัพยากรน้ำ มีหมด มีหน่วยงานเต็มไปหมด แต่เวลาเกิดภัยพิบัติฉับพลันทันด่วนอย่างนี้โครงสร้างอำนาจและการวินิจฉัยสั่งการมันไม่เป็นไปตามที่มันควรจะเป็น” นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเชิญประชุมในวันนี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่ แต่เพื่อการป้องกันในอนาคตว่าถ้าเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น จะได้เอาคู่มือไปใช้ทั้งภาคประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำตามคู่มือนี้ ซึ่งหมายถึงรัฐบาลต้องการถอดบทเรียนและทำระบบสำหรับอนาคต พอเกิดเหตุขึ้น ทุกคนอยากทำ อยากช่วย แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ใครเป็นคนสั่ง เราจะถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งเขาเกิดภัยพิบัติมากแต่ความเสียหายน้อย เพราะเขามีการฝึกซ้อม ประเทศไทยในเขตพื้นที่ภัยพิบัติ อย่างแรกอาจจะต้องถอดบทเรียนแบบญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นขอขอบคุณทุกท่าน ท่านผู้รู้ที่เชิญมา ตลอดจนผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เราถือว่าชุดนี้เป็นชุดเทคนิคไม่ใช่ชุดนโยบาย ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสำคัญ

รู้ใครคนปล่อยภาพ! ‘อนุทิน’ตอบชัดปมร่วมเฟรม’เบน สมิธ’ รับรู้จักแต่ไม่สนิท เป็นรูปเก่า

รู้ใครคนปล่อยภาพ! 'อนุทิน'ตอบชัดปมร่วมเฟรม'เบน สมิธ' รับรู้จักแต่ไม่สนิท เป็นรูปเก่า

รู้ใครคนปล่อยภาพ! ‘อนุทิน’ตอบชัดปมร่วมเฟรม’เบน สมิธ’ รับรู้จักแต่ไม่สนิท เป็นรูปเก่า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

‘อนุทิน’ตอบชัดปมร่วมเฟรม’เบน สมิธ’ รับรู้จักแต่ไม่สนิท เป็นรูปเก่า บอกสื่อก็รู้ว่าใครปล่อย ยันถ้าสนิททำไมไม่ได้สัญชาติ ชี้เป็นเหตุต้องพ้น มท. โต้’โรม’รู้จักผมน้อยไป หลังวิจารณ์ไม่ตั้งใจปราบสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีปรากฎภาพถ่ายร่วมกับ นายเบน สมิธ นักธุรกิจที่ถูกสหรัฐจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ และอยู่ในเครือข่ายที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์ ว่า สื่อก็เห็นอยู่แล้วว่าภาพดังกล่าวถ่ายเมื่อไหร่ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ตนไปแถลงข่าวเรื่องการยึดทรัพย์สแกมเมอร์ สื่อก็ถามว่าใครมีเส้นมีสายตนก็พูดชัดเจนว่า หากไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฏหมายทั้งหมด

เมื่อถามว่าจะมีการออกหมายจับนายเบน สมิธ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงใครก็โดนคนนั้น และเรื่องการออกหมายจับหรือไม่นั้นต้องไปถามตำรวจ เส้นเงินถึงใครก็คนนั้น ตนถึงบอกว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม

เมื่อถามว่ารู้จักกับนายเบน สมิธหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “รู้จักๆ แต่ไม่สนิท และภาพที่ปรากฏคือการเจอกันครั้งแรก“ เมื่อถามว่าการเจอครั้งนั้นนายเบน สมิธ บอกหรือไม่ว่าทำธุรกิจอะไร นายอนุทิน ส่ายหน้าพร้อมบอกว่า เป็นคนที่คุยกันในลักษณะเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ถามว่ารู้จักหรือไม่ก็รู้จัก และหลังจากนั้นก็เจอกันตามงานก็ทักทาย 

เมื่อถามว่า เคยเจอกันกี่ครั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้โห ถามอะไรขนาดนั้น ก่อนย้อนถามสื่อว่า เจอเองกี่ครั้งหมายความว่าอย่างไร เขาก็มีแวดวงเจอในงานประมาณ 5-6 ครั้ง 

เมื่อถามว่าแสดงว่านายเบน สมิธ รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองเยอะใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สื่อก็เห็นจากรูปแล้ว ทำไมจะมาเอากับเรื่องรูปที่ถ่ายเป็น 10 ปี 

เมื่อถามว่าการปรากฏภาพดังกล่าวเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วแต่คิด ปกติแล้วตนไม่ได้ติดต่อและไม่ได้มีธุรกิจร่วมกับนายเบนสมิธ และจำไม่ได้หรือที่เขาไม่ได้สัญชาติไทยเสียที 

เมื่อถามว่าเรื่องนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ถูกปลดจากรัฐมนตรีมหาดไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ใช่ ก็ว่าเป็นหนึ่งเหตุ เป็นหนึ่งในข้อหาที่ผมโดนขอให้ออกจากรัฐมนตรีมหาดไทย แต่ยืนยันไม่ใช่เป็นการปลดจากรัฐบาล ตอนนั้นเป็นการให้ผมไปเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข แต่ผมไม่เอาเขาไม่ได้ปลดผมออกจากรัฐบาล ผมถอนตัวเอง“

เมื่อถามว่าพยายามกู้ภาพรัฐบาลจากปัญหาน้ำท่วม ด้วยการปราบสแกมเมอร์แต่การปล่อยภาพนี้ออกมาเหมือนพยายามจะดึงลงเหวไปด้วยกัน นายอนุทิน กล่าวว่า คิดวิเคราะห์และแยกเรื่องให้ถูก

เมื่อถามย้ำว่าทราบหรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพดังกล่าวออกมา นายอนุทิน ตอบว่า รู้หมด สื่อก็รู้ 

เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชนออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการรู้จักกับนายเบน สมิธ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไม่อยากแก้ปัญหาสแกมเมอร์ นายอนุทินย้อนถามสื่อว่า “โอ้โห นี้อ่ะนะที่ไม่แก้เรื่องสแกมเมอร์  You know me little go (รู้จักตนน้อยไป) “

เพจดังงัดภาพตอกหน้าแฟนคลับพรรคแดง ระวังย้อนเข้าตัวเอง ทักษิณก็รู้จักเบน สมิธ

เพจดังงัดภาพตอกหน้าแฟนคลับพรรคแดง ระวังย้อนเข้าตัวเอง ทักษิณก็รู้จักเบน สมิธ

เพจดังงัดภาพตอกหน้าแฟนคลับพรรคแดง ระวังย้อนเข้าตัวเอง ทักษิณก็รู้จักเบน สมิธ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หลังปรากฏภาพนายเบน สมิธ ถ่ายร่วมเฟรมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก, นายอุปกิต ปาจรียางกู อดีต สว. และ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ 

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจ Thailand FACT Today ที่มีผู้ติดตาม 5.3 แสนรายบนเฟซบุ๊ก ได้โพสต์ภาพถ่ายนายทักษิณ ชินวัตร ร่วมรับประทานอาหารกับเบน สมิธ และร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถูกเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งระบุข้อความว่า ระวัง มันจะย้อนเข้าตัว

กองเชียร์พรรคหนึ่ง ได้ทีด่านายกฯ พยายามจับเชื่อมโยงกับ เบน สมิธ จากภาพถ่ายแสนโบราณ อายุร่วม 10 ปี ในยุคที่โลกยังไม่รู้จักสแกมเมอร์ด้วยซ้ำ

และวันนั้น เบน สมิธ ก็เป็น คนหนึ่ง ซึ่งแทบไม่มีใครรู้จัก เช่นกัน

โดยหลงลืมไปว่า รัฐบาล นายกฯ คนนี้ แหละ ที่ไล่ยึดทรัพย์เครือข่ายเบน สมิธ แถมปฏิเสธให้สัญชาติไทย

กลับกัน ในขณะที่ แฟนคลับพรรคนั้น 

เอาภาพเก่ามาผูกโยง 

เขารู้ไหมว่า มันมีภาพใหม่กว่านั้นมาก 

เป็นภาพของผู้มากบารมีของพรรคเพื่อไทย อยู่กับเบน สมิธ และภาพนี้ มีอายุไม่เกิน 1 ปี

ภาพนี้ เกิดขึ้น ในวันที่โลกรู้แล้วว่า เบน สมิธ เป็นใคร ทำธุรกิจอะไร

แต่ ผู้มากบารมีทางการเมืองคนนั้น ก็ยังไปนั่งร่วมโต๊ะเจรจา จนปรากฏภาพออกมา

แฟนคลับพรรคนั้น จะว่าอย่างไรบ้างนะ

ส่งศาลฟันมือล็อบบี้ฮั้วเลือกสว. แฉทุ่ม10ล้านแลก80 เสียง

ส่งศาลฟันมือล็อบบี้ฮั้วเลือกสว. แฉทุ่ม10ล้านแลก80 เสียง

ส่งศาลฟันมือล็อบบี้ฮั้วเลือกสว. แฉทุ่ม10ล้านแลก80 เสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

กกต.ขยับ เสนอศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ์-ฟันอาญา 2 นักล็อบบี้ เปิดโรงแรมจัดประชุมกล่อมผู้สมัคร สว. สัญญาจ่าย 10 ล้าน แลก 80 เสียง

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัยกกต.ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายธนาวุฒิ แสงอรุณ ผู้มีสิทธิ์เลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดมหาสารคาม กลุ่มที่ 19 หมายเลข 6 ผู้ถูกร้องที่1 และนายสัจจพงษ์ ภูมิศักดิ์ บุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัคร ผู้ถูกร้องที่ 2 ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 62  และให้ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 77(1) 

เนื่องจากการไต่สวนฟังได้ว่าผู้ถูกร้องที่ 1ให้ถ้อยคำยอมรับว่า ถูกชักชวนให้ไปจัดหาผู้มีสิทธิเลือกสว.ระดับประเทศให้มาประชุมที่โรงแรมปทุมธานี เพลส และประสงค์จะได้รับเงินส่วนแบ่งจากผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศที่เข้าร่วมประชุมวางแผนการเลือก ประกอบกับมีพยานที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งให้ถ้อยคำว่า ได้เดินทางไปที่โรงแรมปทุม ธานีเพลส หลังผู้ถูกร้องที่ 1 ส่งข้อความไลน์ถึงตนว่าให้มาหาประสบการณ์ทางการเมือง และแนะนำให้ชักชวนเพื่อนที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกระดับประเทศมาด้วย ซึ่งในวันดังกล่าวขณะที่อยู่โรงแรมปทุมธานีเพลส พยานเห็นผู้ถูกร้องที่ 1 เดินทักทายบุคคลอื่น ๆ และกล่าวถ้อยคำว่า “รู้จักคนอื่นที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศหรือไม่ หากมีให้ชักชวนมา เพราะหากได้เข้าระดับประเทศ คุณเบิร์ดจะให้เงินเป็นกิโลเลยนะ แต่รายละเอียดให้รอคุณเบิร์ดมาชี้แจงเอง” บ่งชี้ถึงการเสนอผลประโยชน์ ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และสอดคล้องกับรายชื่อผู้เข้าพักโรงแรมปทุมธานีเพลสที่ปรากฏชื่อของผู้ถูกร้องที่ 1เป็นผู้เข้าพัก เพราะประสงค์จะได้ส่วนแบ่งจากผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศที่รู้จักและไปเข้าร่วมประชุมวางแผนการเลือก

กรณีจึงปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือคนกลาง ชักชวนหรือจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศมาที่โรงแรมปทุมธานีเพลส อันมาเพื่อสมคบคิด วางแผนหรือจัดเตรียมเพื่อลงคะแนนในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เพื่อลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด โดยมีการจัดทำให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้เงิน หรือประโยชน์อื่นใดที่อาจคำนวณ เป็นเงินได้ อันเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 77 (1) ซึ่งมีวัตถุประสงค์แห่งการกระทำเพื่อสมยอมกันในการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันมิได้เป็นการลงคะแนนเลือกกันเองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 และมาตรา 33 ที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยให้ใช้วิธีลงคะแนนลับตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ผู้สมัครนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการตัดสินใจ ลงคะแนนมิใช่การสมยอมกันในการลงคะแนนเลือก ซึ่งเป็นการทุจริตการเลือก อันทำให้การเลือกเป็นไปโดย ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมตามมาตรา62  และรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ทั้งนี้ ตามแนวคำพิพากษา ศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 47/2568 ลงวันที่5 ส.ค.68

ส่วนนายสัจจพงษ์  ผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ชักชวนผู้ร้องและผู้มีสิทธิ์เลือกระดับประเทศในแต่ละกลุ่มเข้าร่วมรับประทานอาหารที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานีและได้เสนอให้เงินแก่ทุกคนจำนวนคนละ 200,000 บาท  และเสนอให้เงินแก่ผู้ร้องจำนวน 10,000,000 บาท เนื่องจากผู้ร้องมีลูกทีมเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศจำนวน 80 คน ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 จะเป็นผู้ดูแลการให้เงินเนื่องจากมีการส่งข้อความทางไลน์ระหว่างผู้ร้องและผู้ถูกร้องที่ 1 เกี่ยวกับการให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือก  

โดยจากการไต่สวนพยาน 3 ปาก ให้ถ้อยคำยืนยันว่าผู้ถูกร้องที่ 2 เกี่ยวข้องกับการเลือกสว.และผู้ถูกร้องที่2 ให้ถ้อยคำยอมรับว่าได้นัดพบผู้ร้องที่ร้านนิตยาไก่ย่าง สาขาเมืองทองธานี เนื่องจากผู้ร้องขอให้ผู้ถูกร้องที่ 2 แนะนำผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศให้รู้จัก และจากการตรวจสอบแอปพลิเคชั่นไลน์พบหลักฐานภาพถ่าย บทสนทนาที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้สนทนากับพยานของผู้ร้อง และพยานไต่ส่วนประกอบต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22-25มิ.ย.2567 เกี่ยวกับการนัดหมายต่างๆ การแจ้งชื่อเข้าพักโรงแรม  และข้อความแสดงแนวคิดว่า “24 เตรียมความพร้อมเรื่องกลุ่ม 25 ประชุมเตรียมปฏิบัติการ อุดมการณ์กลุ่มอิสระ 1. พวกเราคือกลุ่มอิสระไม่ขึ้นตรงพรรคการเมือง 2. ผู้สมัคร สว.ทุกท่านจะมีศักดิ์ศรีในตัวเอง ทุกคนสามารถเป็น สว.ตัวแทนกลุ่มได้ ถ้ามีทีมงานในกลุ่มสนับสนุน (รวมทั้งสามารถเอาทีมงาน นอกกลุ่มเดียวกันมาสนับสนุนได้โดยกลุ่มจัดการจะแลกเปลี่ยนให้ในระบบ) 3. การจัดการเลือกตั้ง สว.รอบนี้ กลุ่มเราใช้ระบบ AI เข้ามาบริหารจัดการให้ (ให้ผู้สมัคร 4. สว แต่ละท่านลงคะแนนตาม ระบบ AI กำหนด ให้เลือกเบอร์) 4. กลุ่มจะดูแลที่พักและการเดินทางในการเข้ามาเลือกตั้งให้ทุกคน ทุกคนที่เข้าร่วมอิสระจะไม่ กลับบ้านมือเปล่า” และพยานไต่สวนประกอบอีก2 คนให้ถ้อยคำสอดคล้องกันว่าขณะรับประทานอาหารที่ร้านนิตยาไก่ย่างผู้ถูกร้องที่ 2 เสนอให้ตนเป็นผู้จัดหาผู้มีสิทธิเลือก ระดับประเทศมาให้ แต่ตนมิได้ดำเนินการตามที่เสนอ 

อีกทั้งเมื่อตรวจสอบบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “สัจจพงษ์ ภูมิภักดิ์” ของผู้ถูกร้องที่ 2 ช่วงวันที่ 17พ.ค.-27มิ.ย.2567 มีการโพสต์ข้อความ พร้อมภาพประกอบถึงการเดินทางมาประชุมดังกล่าวในลักษณะมาทำงานใหญ่เพื่อชาติบ้านเมือง, เสร็จสิ้นภารกิจระดับประเทศ ถือว่าประสบความสำเร็จได้เรียนรู้งาน โดยมีนายประจักษ์ จันทร์แก้ว ที่พบว่าเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นสว. ระดับจังหวัดอุดรธานี จังหวัดเดียวกับผู้ถูกร้อง และเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกระดับประเทศกลุ่มที่ 20 มาแสดงความเห็น”ขอบคุณเพื่อนที่ส่งเสริมให้มาถึงจุดสูงสุดจนได้”แสดงให้เห็นว่าการเดินทางมากรุงเทพมหานครหรือในจังหวัดปริมณฑลของผู้ถูกร้องที่ 2 ครั้งนี้ มาเพื่อดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดทำหรือจัดเตรียมแผนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ ไม่ใช่มาเยี่ยมน้องสาวตามที่ผู้ถูกร้องที่ 2 อ้าง 

กรณีจึงปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือคนกลางโดยชักชวนหรือจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศมาที่โรงแรมปทุมธานีเพลส อันมาเพื่อสมคบคิด วางแผนหรือจัดเตรียมเพื่อลงคะแนนในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เพื่อลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด โดยมีการจัดทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้เงิน หรือประโยชน์อื่นใดที่อาจคำนวณเป็นเงินได้ อันเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา77 (1) ซึ่งมีวัตถุประสงค์แห่งการกระทำเพื่อสมยอมกันในการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันมิได้เป็นการลงคะแนนเลือกกันเองตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 11 และมาตรา 33 ทำให้การเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมตาม มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญ226  ทั้งนี้ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 47/2568 ลงวันที่ 5 ส.ค.2568

ทั้งนี้ นายสัจจพงษ์ เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลโนนสะอาด ปัจจุบันในเฟซบุ๊กส่วนตัวนายสัจจพงษ์ เปิดตัวขออาสาเป็นว่าที่ผู้สมัครสส. เขต 8 อ.โนนสะอาด อ.หนองแสงและอ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี พรรคภูมิใจไทย โดยมีภาพถ่ายร่วมกับแกนนำพรรคในโอกาสต่างๆ พร้อมภาพเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญพรรคที่ผ่านมาด้วย

‘สว.สวัสดิ์’มองบวก’อนุทิน-เอกนิติ’ร่วมเฟรม’เบน สมิธ’อาจไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมาก่อน

'สว.สวัสดิ์'มองบวก'อนุทิน-เอกนิติ'ร่วมเฟรม'เบน สมิธ'อาจไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมาก่อน

‘สว.สวัสดิ์’มองบวก’อนุทิน-เอกนิติ’ร่วมเฟรม’เบน สมิธ’อาจไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมาก่อน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

ต้องให้ความเป็นธรรม! ‘สว.สวัสดิ์’มองบวก’อนุทิน-เอกนิติ’ร่วมเฟรม’เบน สมิธ’อาจไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมาก่อนว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ เชื่อรัฐบาลชัดเจนหากพบเอี่ยวโยงเอี่ยว’สแกมเมอร์’ ต้องฟันตามกฏหมายอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2568 ที่รัฐสภา พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาขิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการปราบปรามสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์ ของรัฐบาลว่า จากที่ติดตามได้เห็นรัฐบาลร่วมแถลง การยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งการดำเนินการของรัฐบาลในสายตาประชาชนทั่วไปอาจดูล่าช้า แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นความรอบคอบ เพราะเป็นความเชื่อถือและเป็นเครดิตของประเทศไทย ดังนั้นหากจะทำอะไรต้องใช้ความรอบคอบ และทำแล้วต้องไม่มีผลกระทบเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมตามมาภายหลัง

พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวต่อว่า กมธ.ทหารฯไม่ได้ติดตามในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ารัฐบาลได้ติดตามแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว แต่การติดตามตรวจสอบยังคงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา เรื่องการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และตนเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสนใจ และให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว 

“แม้อาจจะมองว่ามันช้าไปหรือเปล่า ไม่ทันใจเหมือนเกาหลี อเมริกา แต่ต้องมองว่า เราเป็นประเทศที่ติดกันเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจ เป็นประเทศใหญ่ ข้อมูลต่างๆ คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นความเหมาะสม” พล.อ.สวัสดิ์กล่าว

พล.อ.สวัสดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการปรากฏภาพถ่ายคนในรัฐบาล ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในเฟรมภาพถ่ายร่วมกับนายเบน สมิธ ว่า จะต้องดู ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แถลงออกมาชัดเจน แล้วว่าความเชื่อมโยงของผู้ถูกกล่าวหาสแกมเมอร์เกี่ยวพันกับใคร ให้ดำเนินการตามกฎหมาย 

”ผมมองว่าการถ่ายภาพร่วมกันในขณะถ่ายนั้น อาจไม่ทราบว่าใครเป็นอะไรอย่างไร ไม่มีโอกาสได้เช็คว่าเบื้องหลังของบุคคลต่างๆเป็นอย่างไรหรือเบื้องหน้ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ดังนั้นต้องให้ความเป็นธรรม หากมีความเชื่อมโยงและพบการกระทำผิดร่วม ก็ต้องดำเนินการตามกฏหมาย โดยรัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้อยู่แล้ว“พล.อ.สวัสดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า พอมีภาพปรากฏร่วมเฟรมกับคนในรัฐบาลจะต้องมีการชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ พล.อ.สวัสดิ์ กล่าวว่า การชี้แจงข้อเท็จจริงอยู่ที่รัฐบาล และต้องให้ความเป็นธรรมกับคนที่มีภาพข่าว ตามที่ได้เน้นย้ำว่าการถ่ายภาพในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นอาจไม่ทราบว่าคนหนึ่งคนใดกระทำการใดอยู่ แต่สำคัญที่สุดการดำเนินการหรือพฤติกรรม การสอบสวนเส้นเงิน ชี้ว่าให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

‘ภราดร’เผย รบ.จ่อชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้าน เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด

'ภราดร'เผย รบ.จ่อชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้าน เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด

‘ภราดร’เผย รบ.จ่อชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้าน เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.36 น.

‘ภราดร’ถก’ศป.กฉ.’เผย รบ.จ่อชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้าน เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด ไม่ต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่ม ไล่บี้’ผู้ว่าฯ นราธิวาส’เร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม หลังพบเบิกจ่ายช้าไม่ถึง 10%

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ธ.ค.2568 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ครั้งที่ 8/2568 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ด้วย

นายภราดร กล่าวในที่ประชุมว่า ขอแจ้งข่าวดีสำหรับผู้เสียชีวิต ทางรัฐบาลจะดำเนินการค่าปลงศพให้เหมือนกับในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฝากแจ้งชาวบ้านด้วย 

ด้านนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้สอบถามว่า ค่าปลงศพในที่นี้เหมือนกับที่เป็นข่าวรายละ 2 ล้านบาทใช่หรือไม่ โดยนายภราดร ตอบว่า ใช่ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี จึงถามย้ำอีกครั้งว่า ในส่วนของปัตตานีด้วยใช่หรือไม่ นายภราดร ตอบอีกครั้งว่า “ครับ”

จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้กล่าวขอบคุณ พร้อมระบุว่า ขณะนี้มีคำถามจากชาวบ้านเยอะ แต่เราตอบไปว่าเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ใช้ระเบียบที่มีอยู่

ขณะผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ระหว่างนี้ นายภราดร ได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท เพิ่งจะเบิกจ่ายได้แค่ประมาณ 7,000 ครัวเรือน ยังไม่ถึง 10% ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงจากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสว่า ช่วงประมาณบ่ายโมงครึ่งวันที่ 4 ธ.ค.จะมีการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ป.จ.) ในเรื่องดังกล่าว 

ขณะที่นายภราดร ระบุว่า ท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด ตามปกติมีการประชุมสัปดาห์ละครั้ง ในช่วงนี้ขอให้ขยับเร่งประชุมทุกวัน มีมาเท่าไหร่ก็อนุมัติเท่านั้น ถ้าตรวจเอกสารเรียบร้อย ยืนยันตัวตนได้ ก็อนุมัติไป ไล่ไปทุกวัน  ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ตอนนี้ให้จัดประชุมทุกวัน 

นายภราดร กล่าวระบุด้วยว่า ต้องแจ้งอำเภอด้วย ให้ประชุมระดับอำเภอทุกวันเหมือนกัน และฝากเร่งรัดท้องถิ่น เพราะตัวเลขนี้ต่ำกว่าจังหวัดอื่น ยังไม่ถึง 10% หลายวันแล้ว และขอให้เร่งรัด เพราะหน่วยจ่ายพร้อมที่จะจ่ายอยู่แล้ว เงินมีแล้ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว เหลือรอจากข้างล่างแจ้งมา ขอให้ตั้งเป้าหมาย ซึ่งวันนี้วันที่ 4 ธ.ค.แล้ว จะจ่ายได้ 100% วันไหน 1 สัปดาห์เสร็จหรือไม่ 

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ตอบว่า คาดว่าจะเสร็จ จะเร่งให้อำเภอและองค์กรปกครองท้องถิ่นทำประชาคม

นายภราดร กล่าวด้วยว่า รัฐบาลประกาศไปแล้ว เอกสารต่างๆ หรือแม้กระทั่งประชาคม มีมติ ครม. ชัดเจนแล้วว่ายกเว้นการทำประชาคมก่อน ก็ขอให้เร่งรัดสักนิด

ต่อมานายภราดร ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการอนุมัติค่าปลงศพ 2 ล้านบาท ให้กับผู้เสียชีวิตในจังหวัดนํ้าท่วมภาคใต้ นอกเหนือจาก จ.สงขลาว่า ได้มีการหารือกันว่า นอกเขต พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะได้ค่าปลงศพเท่ากับจ.สงขลาหรือไม่ ซึ่งนายกฯ เห็นว่าเมื่อเป็นภัยเดียวกัน คือเป็นปัญหาอุทกภัย และเป็นความผิดปกติเช่นเดียวกัน จึงได้สั่งให้ตนไปประสานงานกับทางกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณ ซึ่งในส่วนนี้จะชดเชยเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตเท่ากัน ทั้ง 8 จังหวัด

ผู้สื่อข่าวถามว่า จังหวัดที่เหลือไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ต้องแล้ว 

เมื่อถามว่า ตามขั้นตอนต่อไปต้องดำเนินอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า สัปดาห์หน้า ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย (ปภ.) จะเสนอไปยังสำนักงบประมาณ และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนสำนักนายกฯ 1 ล้านบาท และงบกลางอีก 1 ล้านบาท รวมเป็น 2 ล้านบาท

เมื่อถามว่าจะมีการใช้ระเบียบอะไรที่แตกต่างจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เดี๋ยวจะมีการไปเขียนระเบียบเพิ่มเติม ซึ่งโดยหลักการแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหา ทุกคนได้เท่ากันหมด

เมื่อถามว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นมา คาดว่าจะใช้ประมาณเท่าไหร่ นายภราดร กล่าวว่า เท่าที่ทราบตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิต 7 จังหวัด นอกเหนือจากจังหวัดสงขลา น่าจะมีประมาณ 40 กว่าคน  ซึ่งไม่รวมจำนวน 142 กว่ารายของจังหวัดสงขลา ที่อนุมัติไปแล้ว

อนุทิน แจงภาพหลุดร่วมเฟรม เบน สมิธ ลั่นภาพเก่าปี 57 แค่ร่วมโต๊ะอาหาร ไม่ได้คบหา

อนุทิน แจงภาพหลุดร่วมเฟรม เบน สมิธ ลั่นภาพเก่าปี 57 แค่ร่วมโต๊ะอาหาร ไม่ได้คบหา

อนุทิน แจงภาพหลุดร่วมเฟรม เบน สมิธ ลั่นภาพเก่าปี 57 แค่ร่วมโต๊ะอาหาร ไม่ได้คบหา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.11 น.

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้กล่าวในช่วงหนึ่ง ของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ถึงกรณีภาพที่นายอนุทิน ร่วมเฟรมกับ นายเบน สมิธ นักธุรกิจที่ถูกสหรัฐฯ เมื่อวาน (3 ธ.ค.) 

โดย สรยุทธ บอกว่า มีโอกาสคุยกับ นายอนุทิน ถามว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง นายอนุทิน บอกว่าเป็นภาพเก่าเมื่อปี 2557 จำได้คร่าวๆ หมายความว่าหลังรัฐประหาร เมื่อปี 2557 มีการเดินทางไปสิงคโปร์ แล้วก็ไปเจอกับคณะของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการกองพลที่ 1” และได้เจอ นายเบน สมิธ ซึ่งก็จำได้ และจนมาเป็นข่าววันนี้ก็จำได้ว่าคนนี้คือนายเบน สมิธ แต่ยืนยันว่าไม่ได้คบหา

ก็รู้ตั้งแต่มีการอภิปรายถึงนายเบน สมิธ ตนก็รู้ และก็เป็นคนที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีความพยายามขอสัญชาติไทย และตนในฐานะรมว.มหาดไทย ก็ไม่ได้อนุญาตให้สัญชาติกับนายเบน สมิธ แต่อย่างใด นี่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่จะยืนยันว่าไม่ได้มีการคบค้า และตนก็สงสัยด้วยซ้ำไปว่า หลังจากนั้นอาจจะเป็นส่วนที่ทำให้ถูกผลักออกจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ จากกรณีที่ไม่ได้ให้สัญชาติกับนายเบน สมิธ

นายอนุทิน ยังระบุอีกว่า ปี 2557 มันยังไม่มีประเด็นสแกมเมอร์เกิดขึ้นเลย และไล่เหตุการณ์ว่ามีการพบปะกัน นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน แต่ไม่ได้มีการคบหา สิ่งที่จะพิสูจน์ก็คือในรัฐบาลตน ก็มีการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ตลอดจนสั่งให้ดำเนินการไปตามกฏหมาย

‘ดร.อานนท์’สวน’สฤณี’ ลั่นไม่ใช่มนุษย์ประหลาด ต้องค้นหาประวัติคนก่อนถ่ายรูปด้วย

'ดร.อานนท์'สวน'สฤณี' ลั่นไม่ใช่มนุษย์ประหลาด ต้องค้นหาประวัติคนก่อนถ่ายรูปด้วย

‘ดร.อานนท์’สวน’สฤณี’ ลั่นไม่ใช่มนุษย์ประหลาด ต้องค้นหาประวัติคนก่อนถ่ายรูปด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.08 น.

‘ดร.อานนท์’สวน’สฤณี’ ลั่นไม่ใช่มนุษย์ประหลาด ต้องค้นหาประวัติคนก่อนถ่ายรูปด้วย บอกยังรักษามารยาทสังคม  

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยได้แคปภาพโพสต์ของน.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ที่มีเนื้อหา ระบุว่า “ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว โลกอาจยังไม่รู้จักคำว่า “สแกมเมอร์” แต่นาย เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็เป็นอาชญากรหนีหมายจับในข้อหา boiler room (เสนอขายการลงทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต) ใน 2 ประเทศ คือ นิวซีแลนด์ และ อังกฤษ มานานหลายปีแล้วนะคะ แปะข่าวเก่าของ Guardian ตั้งแต่ปี 2006 (19 ปีที่แล้ว) อีกที ชิ้นนี้พูดถึงกรณีทั้งที่อังกฤษ และนิวซีแลนด์ เพื่อเตือนความจำใครก็ตามที่จะอ้างว่า นายคนนี้เป็นคนดี สิบปีก่อนไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาเป็นคนไม่ดี บลาๆๆ” พร้อมกับแปะลิงก์ข่าว

โดย ผศ.ดร.อานนท์ ได้โพสต์ภาพข่าวกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่าเป็นภาพเก่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วด้วย โดยระบุว่า “ผมว่าคุณยุ้ยก็ดูจะอคติเกินไปนิดนะครับ ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ทำแบบคุณยุ้ยอันเป็นมนุษย์ประหลาดทำ ใครเข้ามาแนะนำตัวให้รู้จักและขอถ่ายรูปจะต้องเปิด google บนโทรศัพท์มือถือใช้เวลาประมาณห้านาทีหรือสิบนาที หากมั่นใจว่าไม่มีประวัติอาชญากรหรือการกระทำผิดแล้ว จึงจะสามารถให้ถ่ายรูปด้วยได้

ผมเรียนตามตรงว่า ใครเขามาขอถ่ายรูปกับผม ผมก็ไม่เคยต้องเปิด google เพื่อค้นประวัติเขาก่อนที่จะยอมให้ถ่ายรูปด้วยเลยสักคนเดียว ผมยังรักษามารยาทสังคมอยู่บ้างครับ อันนี้ผมว่าเขียนมาด้วยอคติเกินไปมากเหลือเกิน

ผมเองก็ทราบประวัติคุณยุ้ยในระดับหนึ่ง ก็ถามจากเจ้านายเก่าคุณยุ้ยนั่นแหละครับ ผู้ใหญ่ก็เล่ามาให้ฟังเสียละเอียดยิบจริง บางเรื่องอาจจะไม่มีใน google ก็ได้นะครับ แต่ผมคงไม่จำเป็นต้องพูดเล่าให้คนทั่วไปฟังเรื่องประวัติคุณยุ้ยที่ไม่มีใน google นะครับ”

‘เพื่อไทย’ประกาศหาผู้สมัครเลือกตั้ง สส.เพชรบูรณ์ เขต 2 หลังคนเก่าย้ายพรรคอื่น

'เพื่อไทย'ประกาศหาผู้สมัครเลือกตั้ง สส.เพชรบูรณ์ เขต 2 หลังคนเก่าย้ายพรรคอื่น

‘เพื่อไทย’ประกาศหาผู้สมัครเลือกตั้ง สส.เพชรบูรณ์ เขต 2 หลังคนเก่าย้ายพรรคอื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา อดีตโฆษกกระทรวงสาธารณสุขฝ่ายการเมือง และ แกนนำครอบครัวเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  ใครต้องการเป็นผู้สมัครสส. เพชรบูรณ์ เขต2 พรรคเพื่อไทย แสดงความจำนงค์มาได้เลยที่พรรคเพื่อไทยนะคะ เนื่องจากคนเดิมย้ายไปอยู่พรรคอื่น