จังหวัดไม่พร้อมรับมือ เสธ.หิ เล่าเบื้องลึกสู้วิกฤตหาดใหญ่

จังหวัดไม่พร้อมรับมือ เสธ.หิ เล่าเบื้องลึกสู้วิกฤตหาดใหญ่

จังหวัดไม่พร้อมรับมือ เสธ.หิ เล่าเบื้องลึกสู้วิกฤตหาดใหญ่

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.23 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าเรื่องจริง นอกจอ

หลังจากท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับบัญชาจากท่านนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 วันรุ่งขึ้น 25 พฤศจิกายน 2568 ท่าน ร.อ.ธรรมนัสฯ ก็ได้เดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ทันที โดยท่านเดินทางออกจาก ดอนเมืองประมาณ 8.00 น. ส่วนผมเป็นส่วนล่วงหน้าออกเดินทางเวลา 07.00 น. ผมจะเล่าเหตุการณ์ในส่วนที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเองให้ท่านฟังนะครับ

หลังจากผมเดินทางถึงหาดใหญ่เพื่อเตรียมการในการประชุมทางไกลระหว่างหน่วยงานที่หาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล ปรากฏว่าในส่วนของจังหวัดสงขลา ไม่ได้มีการเตรียมการด้านนี้ไว้ หน่วยงานที่พร้อมที่สุด คือหน่วยงานของทหาร โดยทางกองบิน 56 หาดใหญ่ ได้จัดเตรียมห้องประชุมทางไกลกับทำเนียบรัฐบาลไว้เรียบร้อย โดยมีท่าน พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อท่าน ร.อ.ธรรมนัสฯ เดินทางมาถึง ผมจึงได้นำเรียนข้อมูลขั้นต้นให้ท่านทราบ ท่านพิจารณาแล้ว เห็นว่าการเข้าร่วมประชุมพร้อมกับฝ่ายทหาร ที่ บน.56 น่าจะดีที่สุด ท่านจึงได้เดินทางไปที่ บน.56 เข้าพบท่าน พล.อ.ณัฐพลฯ เพื่อนำข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมทางไกลร่วมกับทางทหารด้วย ซึ่งท่าน พล.อ.ณัฐพล ฯ ได้ให้ความกรุณาเป็นอย่างดี 

สถานการณ์ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมก่อนการประชุม ตามข้อมูลที่ผมได้รับ เป็นลักษณะที่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน ซึ่งในการประชุมท่านร.อ.ธรรมนัสฯจึงได้ขออนุญาต จากท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการและกำกับดูแล ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้อนุญาต หลังจากนั้น ท่าน ร.อ.ธรรมนัสฯ ได้สั่งการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ทันที โดย ทภ.4 เสนอให้ใช้ทางรถไฟเป็นแนวเขต แบ่งพื้นที่หาดใหญ่ออกเป็นสองส่วน คือฝั่งตะวันออกและตะวันตก โดยมอบอำนาจ ให้ มทภ.4 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ฝั่งตะวันออก ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตกรวมถึงพื้นที่สนามบินหาดใหญ่ ทางท่าน ร.อ.ธรรมนัส ฯ เป็นผู้สั่งการกำกับดูแลเอง โดยมีหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นลูกมือในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งร้องขอให้ มทภ.4 เร่งดำเนินการส่งหน่วยทหารเข้าช่วยเหลือประชาชนตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยด่วน นอกจากนั้นยังมีหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยสนับสนุนส่วนรวม

หลังจากประชุมสั่งการเรียบร้อยแล้ว ท่าน ร.อ. ธรรมนัสฯ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทันที โดยสั่งการให้ผมประสานงานอยู่ที่ศูนย์อำนวยการ ของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งอยู่ที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ในวันนั้น ท่านลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงก่อนเที่ยง กลับมาร่วมเที่ยงคืน โดยน้อง ๆ ที่ไปกับท่าน แจ้งว่า ท่านให้เอาเรื่องเข้าไปกับท่าน แล้วให้ทีมงานลงที่แยกสนามบินนอก ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่รถเข้าถึง จนท่านสามารถอพยพคนในโซนนั้นออกมาได้ทั้งหมด ร่วม 550 คน โดยนำประชาชนที่ออกมาได้ในวันนั้น ไปที่ศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ แบะนำส่งคนป่วยไปที่ รพ.สนาม หน้าสนามบินหาดใหญ่

ในส่วนของศูนย์อำนวยการที่มีกรมชลประทานเป็นเจ้าภาพหลัก ท่านอธิบดีกรมชลประทานได้กรุณาอยู่สั่งการและติดตามรับคำสั่งจากท่านธรรมนัสฯในพื้นที่ตลอดเวลา ในส่วนของศูนย์อำนวยการวันนั้น ท่านได้สั่งการให้จัดเครื่องบินฝนหลวงขอถังออกซิเจนเพื่อมาช่วยเหลือผู้ป่วยที่ รพ.หาดใหญ่ และ รพ.มอ. โดยเฉพาะ ที่ รพ.หาดใหญ่ ซึ่งโดนตัดขาดโดยกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ของหน่วยต่าง ๆ รวมทั้งของ กรมฝนหลวงในการส่งเสบียง อุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนสับเปลี่ยนบุคลากร และเนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงมีขนาดเล็ก ลมปะทะจากปีกหมุนมีไม่มาก จึงสามารถใช้ในการส่งเสบียงอาหารตามพื้นที่ตัดขาดต่างๆได้สะดวก ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ของทุกหน่วยงาน ทั่งทหารและพลเรือนต่างทำงานอย่างหนัก รวมทั้งประสานกับ ทอ.แจ้งเที่ยวบินให้หน่วยงานต่างๆทราบ เพื่อฝากสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในหน่วยงานมากับเครื่อง C 130 ในแต่ละเที่ยวบิน

ทหารและพลเรือนต่างทำงานอย่างหนัก รวมทั้งประสานกับ ทอ.แจ้งเที่ยวบินให้หน่วยงานต่าง ๆ ทราบ เพื่อฝากสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในหน่ิวยงานมากับเครื่อง C 130 ในแต่ละเที่ยวบิน

อีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญคือ ท่านพยายามให้หาทางเจาะเขาพื้นที่ชั้นในของเขต 8 ให้ได้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวมาก ทำให้เป็นพื้นที่ขาดการติดต่อ ไม่สามารถส่งความช่วยเหลือเจ้าไปได้ ทางศูนย์ฯได้รับความช่วยเหลือจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย โดยท่าน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา นายกสมาคมและกรรมการบริหารสมาคมหลายท่าน ช่วยกันประสานงานนักเจ็ตสกีทีมต่าง ๆ ในการพยายามเข้าพื้นที่เขต 8 ชั้นในให้ได้ ซึ่งในวันนี้ ทีมของคุณอรพรรณ หรือครูน้ำ เข้าไปได้ใกล้มากที่สุด แต่เนื่องจากกระแสน้ำแรงมาก มีเศษวัสดุมาพันใบพัดเรือ ทำให้เรือเสียหายต้องลากออกมาซ่อม ในช่วงกลางคืน มีทีมเจ็ตสกีของท่าน ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ลงพื้นที่มาช่วยเหลือชาวบ้าน ผมได้ขอความกรุณาท่านให้ช่วยส่งทีมของท่านเข้าไปในพื้นที่เขต 8 เพื่อเอาอาหารไปแจก และนำคนป่วยออกมา ซึ่งท่านได้กรุณาสั่งการให้ทีมของท่านเข้าไปช่วย แต่เนื่องจากกระแสน้ำยังแรงอยู่มาก ประกอบกับเป็นเวลามืดแล้ว ค่อนข้างจะอันตราย ทำให้ไม่สามารถเข้าพื้นที่เขต 8 ชั้นในได้ แต่ก็ได้ข้อมูลหลายอย่างเพื่อนำไปวางแผนสำหรับส่งทีมเข้าไปใหม่ในวันรุ่งขึ้น 

เหตุการณ์วันนี้ จบลงด้วยอาหารมื้อแรกของท่าน ร.อ.ธรรมนัส ในเวลาประมาณ 01.00 น. และท่านได้สั่งการให้ประชุมเตรียมการ ในวันรุ่งขึ้น( 26 พ.ย. 68 ) เวลา 07.30 ซึ่งผมจะได้เล่าต่อไป ในการประชุมดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นดราม่าของหน่วยซีล ที่มีน้อง ๆ หลายคนที่ไม่เข้าใจเอาไปโจมตีท่านจนเสียหาย

ศุภจี จุดเด่น ธรรมนัส จุดอ่อน! อัษฎางค์ชำแหละ คณิตศาสตร์การเมือง รัฐบาลอนุทิน

ศุภจี จุดเด่น ธรรมนัส จุดอ่อน! อัษฎางค์ชำแหละ คณิตศาสตร์การเมือง รัฐบาลอนุทิน

ศุภจี จุดเด่น ธรรมนัส จุดอ่อน! อัษฎางค์ชำแหละ คณิตศาสตร์การเมือง รัฐบาลอนุทิน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.02 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ  โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐบาลอนุทิน มีศุภจีเป็นจุดเด่น ทำไมปล่อยให้มีธรรมนัส เป็นจุดอ่อน คำตอบอยู่ที่ “คณิตศาสตร์การเมือง” #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

คิดดูว่า แต่งตั้งธรรมนัส ซึ่งเป็น รมว.เกษตรไปเป็นแม่ทัพโวกเวกโวยวายสั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ มันดูพิศดาลและข้ามห้วย

จึงเกิดเป็นคำถามมากมายจากชาวบ้านว่ามีคนอย่างคุณศุภจีที่ทำให้รัฐบาลดูดีอยู่แล้วทำไมต้องมีจุดอ่อนธรรมนัสเอาไว้ 

นี่ถือเป็นกรณีศึกษาของโมเดลการเมืองไทยแบบ “ประนีประนอมเพื่อความอยู่รอด”

คุณศุภจีคือตัวแทนของ “ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ดึงดูดชนชั้นกลางและคนเมือง และเป็นเกราะป้องกันทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านจะโจมตีเรื่อง

ความไร้ประสิทธิภาพ การมีคนทำงานเก่งจริงๆ ยืนอยู่แถวหน้า จะทำให้รัฐบาลมีความชอบธรรม ในการบริหารประเทศต่อไป

On the other hand  ธรรมนัสในมุมมองสาธารณชน คือตัวแทนของ “การเมืองแบบเก่า” แต่ในมุมของคนจัดตั้งรัฐบาล เขาคือ “ความจำเป็น”

ธรรมนัสเป็นตำบลกระสุนตก เป็นจุดอ่อนแรกที่ฝ่ายค้านและสื่อมุ่งเป้าโจมตี ทั้งเรื่องความโปร่งใส ภาพลักษณ์สีเทา และประวัติในอดีต ซึ่งจะดึงเรตติ้งความน่าเชื่อถือของรัฐบาลให้ตกลงอย่างรวดเร็ว

การมีธรรมนัสอยู่ใน ครม. เดียวกับศุภจี ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “มาตรฐานจริยธรรม” และทำให้นโยบายปราบปรามคอร์รัปชันดูไม่ศักดิ์สิทธิ์ทันที

คำถามสำคัญคือ ถ้ารู้ว่าเป็นจุดอ่อน ทำไม “รัฐบาลอนุทิน” ถึงต้องยอมแบกรับธรรมนัสเอาไว้? 

คำตอบอยู่ที่ “คณิตศาสตร์การเมือง” และ “การแบ่งงานกันทำ” 

เสถียรภาพของตัวเลข ส.ส.:

คุณศุภจี อาจจะเก่งบริหาร แต่ “ไม่มีมือในสภา” (ไม่มี ส.ส. ในสังกัด)

คุณธรรมนัส อาจจะภาพลักษณ์ไม่ดี แต่ “คุมเสียงในสภาได้” (มีกลุ่ม ส.ส. ในมือจำนวนมาก)

รัฐบาลจะอยู่รอดได้ต้องใช้เสียงโหวตผ่านกฎหมายและงบประมาณ อนุทินจึงจำเป็นต้องมี “ผู้จัดการรัฐบาล” ที่คุมเสียง ส.ส. ได้เด็ดขาด ซึ่งธรรมนัสเชี่ยวชาญเรื่องนี้ที่สุด

หน้าบ้าน ใช้คุณศุภจี ออกสื่อ พูดคุยกับนักลงทุน ต่างชาติ และแถลงนโยบายสวยหรู เพื่อตรึงศรัทธาสาธารณชน

หลังบ้าน (ผู้กองตุ๋ยเขาเก่งเรื่องหลังบ้าน) ใช้คุณธรรมนัส ดีลผลประโยชน์ เคลียร์ปัญหาระหว่างพรรคร่วม และรวบรวมเสียงโหวต เพื่อตรึงเสถียรภาพอำนาจ

กับยุทธศาสตร์ “หนามยอกเอาหนามบ่ง”:

นายกฯ อนุทินอาจมองว่า การเก็บธรรมนัสไว้ใกล้ตัว (Keep your enemies close) ปลอดภัยกว่าปล่อยให้ไปเป็นแกนนำฝ่ายค้านหรือไปจับมือกับขั้วอื่น การให้ตำแหน่งคือการผูกมัดให้ธรรมนัส

ต้องปกป้องรัฐบาล

สรุป

รัฐบาลรูปแบบนี้คือโมเดล “2 ขาที่ขัดแย้งแต่ขาดกันไม่ได้”

ถ้าขาด “ศุภจี” รัฐบาลจะล้มเหลวเรื่องการบริหารเศรษฐกิจและศรัทธาประชาชน แต่ถ้าขาด “ธรรมนัส” รัฐบาลจะล้มเหลวในสภาและอาจถูกโหวตคว่ำได้ง่ายๆ

ความท้าทายของคุณอนุทินในฐานะนายกฯ คือ “การบริหารความขัดแย้ง” ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ภาพลักษณ์สีเทาของธรรมนัส กลบแสงสว่างความสามารถของศุภจี จนพังกันไปทั้งกระดาน

ราชกิจจาฯ ประกาศแแล้ว! ปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเหล้า-เบียร์ ขยายเวลาดื่มในร้าน เริ่มแล้ววันนี้

ราชกิจจาฯ ประกาศแแล้ว! ปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเหล้า-เบียร์ ขยายเวลาดื่มในร้าน เริ่มแล้ววันนี้

ราชกิจจาฯ ประกาศแแล้ว! ปลดล็อกช่วงเวลาห้ามขายเหล้า-เบียร์ ขยายเวลาดื่มในร้าน เริ่มแล้ววันนี้

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.43 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจาบุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 ความว่า

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2568 เพื่อให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

Advertisement
ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2 ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2568ลงวันที่ 23มิถุนายน พ.ศ. 2568

ข้อ 3 ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาอื่น ยกเว้นเป็นการขายตามเวลา ดังต่อไปนี้

(1) ตั้งแต่เวลา 11.00นาฬิกา ถึงเวลา 14.00 นาฬิกา

(2) ตั้งแต่เวลา 14.00 นาฬิกา ถึงเวลา 17.00 นาฬิกา โดยให้ขายได้เป็นระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

(3) ตั้งแต่เวลา 17.00 นาฬิกา ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา

ให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานครและคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัดประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาตาม (2) แล้วเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อพิจารณาก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

ข้อ 4 การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามข้อ 3 ไม่ใช้บังคับแก่การขายในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ

(2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

(3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

รมว.สธ.โต้บิ๊กโจ๊ก ตายไม่ถึงหลักพัน มีใบมรณบัตรยัน ดับน้ำท่วม140ศพ

รมว.สธ.โต้บิ๊กโจ๊ก ตายไม่ถึงหลักพัน มีใบมรณบัตรยัน ดับน้ำท่วม140ศพ

รมว.สธ.โต้บิ๊กโจ๊ก ตายไม่ถึงหลักพัน มีใบมรณบัตรยัน ดับน้ำท่วม140ศพ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รมว.สธ.โต้บิ๊กโจ๊ก ตายไม่ถึงหลักพัน มีใบมรณบัตรยัน ดับน้ำท่วม140ศพ

“พัฒนา” เมิน “บิ๊กโจ๊ก” ปูดตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วมภาคใต้ หลักพันศพ ชี้ตัวเลข 140 รายของ สธ.ผ่านขั้นตอนตรวจสอบถูกต้อง ยันมีหลักฐานใบมรณะบัตรชัดเจน ส่วนการแจ้งผ่านเว็บไซต์ ชี้ชัดอะไรไม่ได้

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีต รอง ผบ.ตร.) ออกมาโต้แย้งถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตในพื้นที่ประสบอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ของกระทรวงสาธารณสุขโดยยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่หลักพันราย ว่าท่านจะเชื่อก็เชื่อไป แต่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขคือข้อเท็จจริง ในขณะที่ตู้เก็บร่างผู้เสียชีวิตที่มีจำนวนมาก เนื่องจากเมื่อรับร่างผู้เสียชีวิตมาแล้ว จะมีการจำแนก โดยรับร่างเมื่อแรกเข้าจะเก็บไว้อีกส่วนหนึ่ง และหลังจากชันสูตรแล้วเสร็จ ก็จะเป็นตู้อีกส่วนหนึ่ง จึงทำให้ดูว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตมาก ทั้งนี้สามารถพิสูจน์ได้ เนื่องจากจะมีใบมรณะบัตรและญาติผู้เสียชีวิตก็สามารถเป็นพยานได้ ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกกังวลใจอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้เปิดเว็บไซต์ Hakparn.com เพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตเข้ามาลงทะเบียนพร้อมหลักฐาน นายพัฒนา กล่าวว่า คงไม่ได้สนใจตรงนั้น เพราะสุดท้ายแล้วหลักฐานการเสียชีวิต ต้องออกโดยกรมการปกครอง รวมถึงมีการชันสูตรก็จะทราบว่าผู้เสียชีวิตนั้นเสียชีวิตเมื่อใด หรือจากสาเหตุอะไร ทั้งนี้การมาแจ้งข้อมูลผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว ไม่สามารถชี้ชัดอะไรได้ เนื่องจากการที่เราจะชี้ว่าใครสักคนเสียชีวิต จะต้องมีกระบวนการทางกฎหมาย ทางนิติวิทยาศาสตร์ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการกระบวนการเหล่านี้อย่างครบถ้วน พร้อมทั้งเปิดสายด่วนให้ประชาชนแจ้งคนหาย หรือเสียชีวิต ยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่ได้เปลี่ยนตัวเลขที่น่าตกใจเป็นหลักพันคนตามที่เป็นข่าวทางออนไลน์ ซึ่งของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนของผู้สูญหายยังไม่มีการแจ้งเข้ามา แต่หน่วยงานอื่นตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าหากรวมผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ตัวเลขจะถึงหลักพันหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า คิดว่าไม่ถึง แต่สุดท้ายแล้วจำนวนผู้เสียชีวิตก็จะชี้วัดตามใบมรณะบัตร อย่างไรก็ตาม ตามที่ตนกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขคงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ว่าเพราะเหตุใดพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงออกมาให้ความเห็นเช่นนี้

ต่อข้อถามว่า ตัวเลขที่ไม่ถึงหลักพัน เนื่องจากมีการแยกจำนวนผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำและสาเหตุอื่นหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตัวเลขที่กระทรวงสาธารณสุขแจ้งไป มีผู้เสียชีวิต 140 ราย นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ยืนยันตัวเลขนี้ ส่วนจะเป็นการเสียชีวิตจากการจมน้ำเท่าใดสาเหตุอื่นเท่าใด อยู่ในขั้นตอนทางกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้ ยืนยันว่าแพทย์ทุกโรงพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่รักษาคนไข้ ไม่จำเป็นต้องมอนิเตอร์อะไร ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุ แพทย์และพยาบาลประสบปัญหาการดูแลผู้ป่วย ตนก็นอนไม่หลับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการฟื้นฟู พร้อมทั้งส่งทีมสุขภาพจิตลงพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการส่งทีมแพทย์ลงไปดูในกลุ่มโรคที่มาจากน้ำท่วม เป็นโรคฉี่หนูด้วย

ครม.ทุ่มงบ530ล้านฟื้นฟูหาดใหญ่ เยียวยาศพละ2ล. ได้เฉพาะพื้นที่ฉุกเฉิน‘สงขลา’

ครม.ทุ่มงบ530ล้านฟื้นฟูหาดใหญ่ เยียวยาศพละ2ล. ได้เฉพาะพื้นที่ฉุกเฉิน‘สงขลา’

ครม.ทุ่มงบ530ล้านฟื้นฟูหาดใหญ่ เยียวยาศพละ2ล. ได้เฉพาะพื้นที่ฉุกเฉิน‘สงขลา’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.ทุ่มงบ530ล้านฟื้นฟูหาดใหญ่ เยียวยาศพละ2ล. ได้เฉพาะพื้นที่ฉุกเฉิน‘สงขลา’ โอนช่วยน้ำท่วมลอต2อีก877ล. เคาะ3มาตรการช่วยผู้ประสบภัย แห่ลงทะเบียนรับเงินเยียวยา

นายกฯ ขอดูรายละเอียด ต้องขยายพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ หลังจว.อื่นกังวล ไม่ครอบคลุมเยียวยา 2 ล้าน โยนถาม “เอกนิติ” ดูงบฯ เยียวยาพอหรือไม่ หรือต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ครม.ไฟเขียวจ่ายค่าปลงศพรายละ2ล้าน ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เคาะ530ล. ชุบชีวิตเมืองหาดใหญ่ รัฐบาลโอน9,000บาท เยียวยาอีก9.7หมื่นครัวเรือน วงเงิน877ล้านบาท ศป.กฉ. คาดหาดใหญ่ ใกล้ใช้น้ำ-ไฟได้100% ปภ.เผย น้ำท่วมใต้กระทบ8แสนครัวเรือน พบ8จว.น้ำยังไม่แห้ง เร่งช่วยเหลือเยียวยา-ฟื้นฟูหลังน้ำลด ปลัดมท.สั่งเจ้าหน้าที่เร่งเดินหน้าทำงานฟื้นฟูตลอด24ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นำคณะ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมกระเช้าปีใหม่สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) “GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน” โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย ร่วมด้วย

จากนั้น นางศุภจี ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” เข้าพบนายกฯ พร้อมพานายกฯ ดูตัวอย่างสิ่งของที่จะส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่มีทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนายกฯได้สอบถามด้วยความสนใจว่าสิ่งของจะส่งไปถึงเมื่อไหร่และจะส่งไปที่ไหน

โยนถาม“เอกนิติ”งบฯเยียวยาพอหรือไม่

ทั้งนี้ภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ผู้สื่อข่าวถามนายกฯ ถึงเงินเยียวยา 2 ล้านบาทจะมีการขยายออกไปนอกพื้นที่ ที่ไม่ได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการเยียวยาไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเราจะเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้

เมื่อถามย้ำว่า ผู้เสียชีวิตที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ครอบคลุม จะไม่ได้เงิน 2 ล้านบาทใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันมีอยู่หลายประเภท ขอไปตรวจสอบก่อน มันมีกฎเกณฑ์อยู่ แต่ในรายละเอียดก็พยายามที่จะให้ อย่างผู้ป่วยติดเตียง เดี๋ยวตนขอไปเช็คก่อน

เมื่อถามว่าจะต้องนำ พ.ร.ก.กู้เงิน มาใช้ในเรื่องของการเยียวยาหรือไม่ นายกฯ ชี้นิ้วไปทางนายเอกนิติ พร้อมกล่าวว่า ถามท่าน ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ากรณีที่เงินเยียวยาไม่พอต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่ นายเอกนิติ โบกมือ ส่ายศีรษะ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนนายกฯและนายเอกนิติ เดินเข้าไปประชุม ครม.

ไม่ตอบปม“ชาดา”ไล่“นายกแป้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายอนุทิน ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าเห็นด้วยกับนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ที่ไล่ นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือนายกฯแป้น นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ออกจากตำแหน่งหรือไม่ โดยนายกฯ หัวเราะในลำคอ และปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าว ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที ทันที

ผู้สื่อข่าวพยามสอบถึงเรื่องเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเยียวยา นายกฯ กล่าวเพียงสั้นๆว่า เดี๋ยวให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจง เมื่อถามย้ำว่าแต่หลักเกณฑ์ไม่เคยมีมาก่อน นายกฯ กล่าว่า “มีนัดๆ”

จากนั้น นายกฯ เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปรับประทานอาหารกลางวัน ด้านนอกและจะเดินทางกลับเข้าทำเนียบอีกครั้งในช่วงบ่าย

“ชาดา”ซัดแหลก“นายกแป้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ นายชาดา ระเบิดอารมณ์กลางที่ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่มีนายอนุทิน ร่วมอยู่ด้วย โดยนายชาดาได้กล่าวโจมตีการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่ นายกแป้น พร้อมเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดครั้งนี้

“เมื่อกี้ผมบอกท่านนายกแป้น ผมบอกทำให้จบ ทำให้เสร็จ แล้วลาออกไปเลย ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป มันมีคนจะต้องลาออกตามนายกฯแป้นไปด้วย” นายชาดาประกาศอย่างไม่เกรงใจ

ครม.อนุมัติค่าปลงศพรายละ2ล้าน

เวลา 14.15 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบอัตราค่าปลงศพในพื้นที่ประสบภัย จ.สงขลา จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเผื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อจ่ายค่าปลงศพให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จ.สงขลา ศพละ 2 ล้านบาท แบ่งเป็น 1 ล้านบาทจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี และจากงบกลาง 1 ล้านบาท

นอกจากนั้น ครม.เห็นชอบอนุมัติงบกลางให้ จ.สงขลา วงเงิน 530 ล้านบาท สำหรับฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อถามว่า สำหรับผู้เสียชีวิตในจังหวัดอื่นในภาคใต้ จะได้รับเยียวยา 2 ล้านด้วยหรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า ครม.พิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จ.สงขลา เท่านั้น ยังไม่ได้พูดคุยกรณีจังหวัดอื่น

ครม.เคาะ3มาตรการเยียวยาฟื้นฟู

นายสิริพงศ์ แถลงว่า ครม.เห็นชอบมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย โดยครม.เห็นชอบ 3 นโยบาย คือ 1.นโยบายพักเงินต้นยกดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยทางภาคใต้ จำนวน 1 ล้านบาท โดยพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา1ปี 2.โครงการสินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยภาคใต้ในลักษณะการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประสบภัยภาคใต้สามารถกู้เงินได้ 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ระยะสัญญา 3 ปี เพื่อใช้เยียวยาฟื้นฟูอาชีพ 3.สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้สำหรับกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยสามารถกู้ได้ 1 แสนบาท ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 1 ปี อายุสัญญา 3 ปี ส่วนสินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจ SME จำนวน 1 ล้านบาท จะเข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า

โอนเงินให้อีก9.7หมื่นครัวเรือน

เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์ ปฏิบัติการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) แถลงภายหลังการประชุม ศป.กฉ. ว่า สำหรับรายงานการจ่ายเงิน เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 9,000 บาท จะดำเนินการโอนในวันนี้ 2 ธ.ค.2568 จำนวน 97,466 ครัว เรือนวงเงิน 877,194, 000 บาท สงขลา 7,331 ครัวเรือน 632, 979,000 บาท จังหวัดสตูล18,121 ครัวเรือน 163,089,000 บาท นราธิวาส 7,305 ครัวเรือน 65,745,000 บาท ปัตตานี 1,709 ครัวเรือน วงเงิน 15,381,000 บาท

ส่วนวันนี้สามารถโอนเงินสำเร็จ 25,908 ครัวเรือนคิด เป็นเงิน 233 ล้านบาทซึ่งมี 650ครัวเรือนที่ตกหล่นเนื่องจากไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์ รวมไปถึงบัญชีบางส่วนไม่มีความเคลื่อนไหวมานาน ขณะที่ประชาชนที่ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับธนาคารออมสินจะได้ไม่เกินเที่ยง ส่วนธนาคารพาณิชย์อื่นๆในช่วงบ่ายจะเริ่มทยอยดำเนินการให้เสร็จสิ้น และในวันต่อไปคาดว่าจะมีจำนวนผู้ที่ได้รับเงินเยียวยา มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รูปแบบการทำเดินการของท้องถิ่นบางพื้นที่จะรับฟังและดำเนินการไปแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

คาด14วันภารกิจทำความสะอาดลุล่วง

ส่วนการบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยมากที่สุดโดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จะเป็นการบูรณาการใน 2 ส่วน คือในส่วนของทหาร จะดูแล 4 โซน ในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ถนนใหญ่ ถนนย่อย ในส่วน อบจ.ดูแลพื้นที่ที่เป็นซอยเล็ก ซอยย่อย ซึ่งคาดว่าการทำความสะอาด 7 วัน ก็จะได้เห็นผล ว่ามีความคืบหน้าไปมากและ 14 วันน่าจะสำเร็จลุล่วง โดยจะมีการทำความสะอาด 3 รอบ ซึ่งนายกอบจ.กล่าวว่าในรอบที่ 3 จะทำความสะอาดฆ่าเชื้อทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนและภาคเอกชน มีความมั่นใจ

นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนนอกจากทหารที่เป็นกำลังสำคัญแล้วยังได้อาสาสมัครรักษาดินแดนหลายพันคนเข้าไปช่วยรวมถึงอาสาสมัครจากภาคประชาสังคมที่เป็นอีกหนึ่งกำลัง กรมการขนส่งทางบกรายงานเรื่องของการเคลื่อนย้ายรถยนต์ ในพื้นที่ถนนดำเนินการเกือบทั้งหมด เหลือเพียงบางส่วนที่จอดอยู่บนสะพาน เพราะฉะนั้นในเรื่องการจราจรน่าจะดีขึ้นในเร็ววันนี้

“ไฟฟ้า-น้ำประปา”ใกล้พร้อม100%

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ส่วนภาพรวมการจ่ายไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่แล้ว 92% ส่วนน้ำประปาครอบคลุมพื้นที่ 90% และคาดการณ์ว่าไม่ช่วงเย็นวันนี้หรือช่วงเช้าวันพรุ่งนี้น่าจะดำเนินการครบ 100% ทั้งหมด

ส่วนการจัดสรรงบประมาณในส่วนใดนั้น นางสาวรัชดา ระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมไว้หลายงบทั้งส่วนงบกลาง และงบทดลองจ่ายของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งบางเรื่องมีคนตั้งคำถามว่า ไม่สามารถขับเคลื่อนได้นั้น ในส่วนกลางได้ให้อำนาจในการเบิกจ่ายจัดซื้อจัดจ้าง และปลดล็อคระเบียบการดำเนินการไปให้ ซึ่งให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรณีของการทำครัวเลี้ยงผู้ประสบภัย ที่หาดใหญ่ ยังคงให้มีการตั้งโรงครัวอย่างน้อยอีก1เดือน อะไรที่เป็นข้อตกติดขัด จะพยายามแก้ไขปัญหา

ส่วนข้อกังวลในเรื่องกฎระเบียบต่างๆกลัวจะถูกสตง.ตรวจสอบ รัฐบาลเข้าใจถึงความกังวล ฉะนั้นข้อสั่งการต่างๆ หรือการยืนยันให้ความมั่นใจ จะเน้นย้ำไปเรื่อยๆ จนเห็นได้ว่าตัวเลขของผู้ที่ดำเนินการรับเงินเยียวยาจากท้องถิ่นที่ส่งมา จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อเช้าได้ตรวจสอบกับธนาคารออมสิน ใน 1 วัน สามารถโอนเงินออกไปได้เป็น 1 แสนเคส จึงขอให้ผู้ประสบภัยอย่ากังวลทุกอย่างจะดำเนินการให้ถึงมือทุกท่านโดยเร็วที่สุด

8จว.น้ำยังไม่แห้ง กระทบ2ล้านคน

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันพบว่า 8 จังหวัดยังมีน้ำท่วมอยู่ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กินพื้นที่ 56 อำเภอ 320 ตำบล 2,185 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 819,432 ครัวเรือน 2,084,037คน ดังนี้ จ.สุราษฎร์ธานี ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ เคียนซา พระแสง บ้านนาสาร และพุนพิน 12 ตำบล 18 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 675 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.นครศรีธรรมราช ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมืองฯ เฉลิมพระเกียรติ หัวไทร บางขัน ทุ่งใหญ่ ปากพนัง พระพรหม และเชียรใหญ่ 54 ตำบล 421 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 147,904 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

จ.ตรัง ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ นาโยง ห้วยยอด รัษฎา ย่านตาขาว วังวิเศษ กันตัง

เมืองฯ สิเภา และปะเหลียน 64 ตำบล 453 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,654 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.พัทลุง ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ ควนขนุน เขาชัยสน บางแก้ว ปากพะยูน

และป่าบอน 13 ตำบล 46 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 33,897 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

สงขลายังมีสถานการณ์16อำเภอ

จ.สงขลา ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 16 อำเภอ ได้แก่ รัตภูมิ เมืองฯ จะนะ คลองหอยโข่ง ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ หาดใหญ่ ควนเนียง นาทวี สิงหนคร นาหม่อม บางกล่ำ สะเดา เทพา และสะบ้าย้อย 127 ตำบล 997 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 582,053 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ปัตตานี ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ หนองจิก และเมืองฯ 10 ตำบล 9 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,651 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.ยะลา ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ รามัน และยะหา 5 ตำบล 8 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,436 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง จ.นราธิวาส ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ ยี่งอ ระแงะ สุไหงปาดี ศรีสาคร รือเสาะ สุไหงโก-ลก และเจาะไอร้อง 35 ตำบล 233 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 32,162 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

เร่งช่วยเหลือเยียวยา-ฟื้นฟูหลังน้ำลด

นายธีรพัฒน์ กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานเครือข่าย ยังคงเร่งเช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และเปลี่ยนผ่านพื้นที่ที่ถูก น้ำท่วมขังเข้าสู่การฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เพื่อส่งความช่วยเหลือถึงมือประชาชนกว่า 8 แสนครัวเรือนที่ยังได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง

“ปลัดมท.”สั่งเดินหน้าลุยงาน24ชม.

หลังจากการลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูชุมชนมงคลหรรษาเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ในช่วงเช้า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมติดตามความก้าวหน้าการฟื้นฟูพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ตามข้อสั่งการของ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย “7 วันชาวหาดใหญ่ได้กลับบ้าน 14 วันต้องสะอาด” โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมประชุม ณ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ส่วนหน้า) ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 ขลา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายอรรษิษฐ์ ได้สั่งการให้ทีมกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบพื้นที่ฟื้นฟูนครหาดใหญ่โซนที่ 3 ตั้งแต่ถนนทางหลวงชนบท 2029 ถึงคลองอู่ตะเภา ระยะทาง 8.5 กิโลเมตร ซอยย่อยทั้งหมดรวมระยะทาง 55 กิโลเมตร และจัดทำแผนที่โซนแบบละเอียด ขีดเส้นโซนย่อยพร้อมมอบหมายภารกิจหัวหน้าโซนย่อย โดยมอบหมายให้ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ.เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรกลสาธารณภัยของกรม ปภ. กรมโยธาธิการและผังเมือง และกำลังพล อส. ที่ขณะนี้ประจำในพื้นที่จำนวน 4,012 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

“ให้เจ้าหน้าที่และกำลังพลปฏิบัติงานในลักษณะผลัดเวรสลับกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เน้นการปฏิบัติงานในช่วงเวลากลางคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สามารถเข้าปฏิบัติงานอย่างสะดวกกว่ากลางวัน ต้องทำตลอดเวลา หยุดไม่ได้ เวลาที่เราตั้งเป้าหมายไว้กระชั้นเข้ามาทุกวินาที โดยแต่ละชุดปฏิบัติการย่อยต้องมีการบันทึกภาพก่อนการปฏิบัติภารกิจ และหลังปฏิบัติภารกิจเพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน พร้อมทั้งรายงานมายังศูนย์ ปภ. (ส่วนหน้า) เพื่อประมวลผลร่วมกับทางฝ่ายทหารถึงผลลัพธ์และความสำเร็จของการปฏิบัติ พร้อมกำชับในเรื่องความปลอดภัยและสุขอนามัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน”ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ไม่เป็นไร ให้เป็นไปตามโพล ตอนนี้การแก้ปัญหาวิกฤตถือเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า โพลก็ส่วนโพล เราไม่สนใจ ขอเอาการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในครั้งนี้ก่อน”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

แกนนำพรรคภูมิใจไทย

ครม.ไฟเขียว โยกย้าย20บิ๊ก‘มหาดไทย’ นั่งผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจราชการ

ครม.ไฟเขียว โยกย้าย20บิ๊ก‘มหาดไทย’ นั่งผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจราชการ

ครม.ไฟเขียว โยกย้าย20บิ๊ก‘มหาดไทย’ นั่งผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจราชการ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ครม.ไฟเขียว โยกย้าย20บิ๊ก‘มหาดไทย’ นั่งผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจราชการ

ครม.ไฟเขียว แต่งตั้งโยกย้ายอีกลอต “20 บิ๊กมหาดไทย”ระดับ“รองผู้ว่าราชการ”ขึ้นเป็น“ผู้ว่าราชการจังหวัด–ผู้ตรวจราชการ”

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง จำนวน 20 คน ประกอบด้วยผู้ตรวจราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเป็นในส่วนของรองผู้ว่าฯและรองอธิบดี ขึ้นสู่ตำแหน่ง

1.ให้นายพชรเสฏฐ์บุญศิริสาริศา ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัด กระทรวง 2.ให้นางสาวสุพัตรา คล้ายทิม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกำแพงเพชร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัด กระทรวง 3.ให้นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดราชบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี 4. ให้นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์ 5. ให้นางสาวฉัตรประอร นิยม ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดฉะเชิงเทรา ตำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง จังหวัดฉะเชิงเทรา

6.ให้นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครนายก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยนาท7.ให้นายบุญช่วย หอมยานเย็น ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดตาก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนราธิวาส 8.ให้นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดบึงกาฬ9.ให้นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพะเยา 10.ให้นายสุจินต์ วาจากิจ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดพัทลุง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพัทลุง

11.ให้นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดนครสวรรค์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดมหาสารคาม12.ให้นายก้องสกุล จันทราช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดยะลา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดยะลา 13.ให้นายราชัน มีน้อย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดระนอง ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระนอง 14.ให้นายวีรพงค์ ฤทธิ์รอด ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลพบุรี15.ให้นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดลำพูน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำพูน

16.ให้นายคณิต คงช่วย ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสตูล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล 17.ให้นายอำนาจ เจริญศรี ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรสาคร18.ให้นายวราดิศร อ่อนนุช ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสิงห์บุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสิงห์บุรี 19.ให้นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับต้น) จังหวัดสุรินทร์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุรินทร์ 20.ให้นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ตำแหน่รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับตับตันต้น) จังหวัดอำนาจเจริญ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป

ราชกิจจาฯประกาศจำนวน สส.แบ่งเขตทั่วประเทศ กทม.ครองแชมป์ 33 เขต

ราชกิจจาฯประกาศจำนวน สส.แบ่งเขตทั่วประเทศ กทม.ครองแชมป์ 33 เขต

ราชกิจจาฯประกาศจำนวน สส.แบ่งเขตทั่วประเทศ กทม.ครองแชมป์ 33 เขต

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.15 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดจะพึงมี โดยมีเนื้อหาดังนี้

ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติให้มีการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและจำนวนเขตเลือกตั้ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 86 และมาตรา 224 (1) ของรัฐธรรมนูญ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่แก้ไขเพิ่มเติม และมาตรา 22 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ประกอบข้อ 43 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 และประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธ.ค.2567 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงออกประกาศให้ทราบเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และจำนวนเขตเลือกตั้ง ดังนี้

1.จำนวนราษฎรสัญชาติไทยทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธ.ค.2567 มีจำนวน 64,953,661 คน

2.จำนวนราษฎรโดยเฉลี่ย 162,384 คน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน

3.จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด มีดังนี้

จังหวัดที่มีจำนวนเขตเลือกตั้งมากที่สุด กรุงเทพมหานคร 33 เขต รองลงมา นครราชสีมา 16 เขต

จังหวัดที่มี 11 เขต ประกอบด้วย ขอนแก่น และ อุบลราชธานี

จังหวัดที่มี 10 เขต ประกอบด้วย เชียงใหม่, ชลบุรี, บุรีรัมย์, อุดรธานี

จังหวัดที่มี 9 เขต ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช, ศรีสะเกษ, สงขลา

จังหวัดที่มี 8 เขต ประกอบด้วย สุรินทร์, ร้อยเอ็ด, สมุทรปราการ, นนทบุรี ,ปทุมธานี

จังหวัดที่มี 7 เขต ประกอบด้วย ชัยภูมิ, สกลนคร, เชียงราย ,สุราษฎร์ธานี

จังหวัดที่มี 6 เขต ประกอบด้วย นครสวรรค์, นครปฐม, มหาสารคาม, เพชรบูรณ์, กาฬสินธุ์

จังหวัดที่มี 5 เขต ประกอบด้วย กาญจนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, พิษณุโลก, ราชบุรี, ระยอง, สุพรรณบุรี, นราธิวาส,ปัตตานี

จังหวัดที่มี 4 เขต ประกอบด้วย กำแพงเพชร, ฉะเชิงเทรา, ตรัง, นครพนม, ลำปาง, เลย, สมุทรสาคร, สระบุรี, ลพบุรี, สุโขทัย

จังหวัดที่มี 3 เขต ประกอบด้วย กระบี่, จันทบุรี, ชุมพร, น่าน, บึงกาฬ, ประจวบคีรีขันธ์, ปราจีนบุรี, พัทลุง, พิจิตร, เพชรบุรี, แพร่, พะเยา, ภูเก็ต, ยโสธร, ยะลา, หนองคาย, หนองบัวลำภู, สระแก้ว, อุตรดิตถ์, ตาก

จังหวัดที่มี 2 เขต ประกอบด้วย นครนายก, พังงา, มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน, อ่างทอง, อำนาจเจริญ, อุทัยธานี, สตูล, ลำพูน, ชัยนาท

จังหวัดที่มี 1 เขต ประกอบด้วย ตราด, ระนอง, สมุทรสงคราม, สิงห์บุรี

– 006

รู้จักทีม’USAR’ของกองทัพเรือ ‘หน่วยกู้ซ่อม ค้นหาช่วยเหลือ’

รู้จักทีม'USAR'ของกองทัพเรือ 'หน่วยกู้ซ่อม ค้นหาช่วยเหลือ'

รู้จักทีม’USAR’ของกองทัพเรือ ‘หน่วยกู้ซ่อม ค้นหาช่วยเหลือ’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.53 น.

รู้จักทีม’USAR’ของกองทัพเรือ ‘หน่วยกู้ซ่อม ค้นหาช่วยเหลือ’

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 พล.ร.ท.พิชัย ล้อชูสกุล อดีตผู้บัญชาการทัพเรือภาค 1 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Pichai Lorchusakul” หัวข้อ “USAR. คือทีมอะไร อย่างไร” โดยระบุว่า *หน่วยกู้ซ่อม ค้นหาช่วยเหลือ ของกองทัพเรือไทย มักจะหมายถึง ชุดค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (USAR Team) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติทั้งในประเทศและต่างประเทศ

– USAR Team (Urban Search and Rescue Team):

– เป็นชุดปฏิบัติการที่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เกิดภัยพิบัติ เช่น อาคารถล่ม แผ่นดินไหว หรืออุทกภัย

– กองทัพเรือหน่วยที่โดดเด่นและมีการปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องคือ ชุด USAR Team ของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) ซึ่งพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

– ภารกิจการช่วยเหลืออื่น ๆ ของกองทัพเรือ:

– นอกจาก USAR Team แล้ว กองทัพเรือยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีบทบาทในการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัย เช่น:

– หน่วยบรรเทาสาธารณภัยทางทะเล/ทางบก: การส่งเรือและกำลังพลเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล การกู้เรือ หรือการช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ

– หน่วยเฉพาะกิจ เช่น หน่วยซีล (SEAL), หน่วยรีคอน (RECON), และหน่วยทำลายวัตถุระเบิด (EOD): ที่ถูกส่งไปช่วยในสถานการณ์ที่ต้องการทักษะพิเศษ เช่น การช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วมรุนแรง หรือการเคลียร์พื้นที่

***สรุปคือ USAR Team ของ สอ.รฝ. กองทัพเรือ เป็นหน่วยที่ตรงตามคำว่า “หน่วยกู้ซ่อม ค้นหาช่วยเหลือ”

‘ปชป.’ชวน‘ส.อ.ท.’ ผนึกกำลัง‘รัฐ-เอกชน-การเมือง’ หาแนวทางพ้น‘กับดักประชานิยม’

‘ปชป.’ชวน‘ส.อ.ท.’ ผนึกกำลัง‘รัฐ-เอกชน-การเมือง’ หาแนวทางพ้น‘กับดักประชานิยม’

‘ปชป.’ชวน‘ส.อ.ท.’ ผนึกกำลัง‘รัฐ-เอกชน-การเมือง’ หาแนวทางพ้น‘กับดักประชานิยม’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

“ปชป.”ชวน”ส.อ.ท.” ผนึกกำลัง”รัฐ-เอกชน-การเมือง” หาแนวทางพ้น”กับดักประชานิยม” มุ่งเป้าคำตอบที่ยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค เข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยการหารือในวันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมไทย ซึ่งพรรคเชื่อมาโดยตลอดว่า กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงคือ ภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐ คือ การสร้างกติกาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ทางภาคเอกชนทำงานได้ดีที่สุด โดยตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวโน้มใหม่ๆ รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง จำเป็นจะต้องหาแนวทางใหม่เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักหรือหล่มที่เผชิญอยู่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังการหารือว่า เรื่องความร่วมมือต่างๆ เป็นสิ่งที่จะต้องทำกันต่อไป โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไปจนถึงการรณรงค์เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต ซึ่งทางพรรคฯ อยากให้ภาคเอกชนรณรงค์ตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สุจริต เพื่อปิดทางไม่ให้เกิดการครอบงำทางการเมืองจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งยังเป็นตัวที่สร้างปัญหาเรื้อรังต่อเนื่องต่อไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเดินทางมาแลกเปลี่ยนความเห็นกับภาคเอกชนมากขึ้น หากมีการทำก่อนการเลือกตั้งจะทำให้ได้รับทราบความห่วงใยที่ส่งสัญญาณมาเล็กๆ ว่า เราจะแข่งขันกันเรื่องประชานิยมแบบเดิมหรือไม่ เพราะนั่นก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นหากพรรคการเมืองอื่นๆ จะได้มาแลกเปลี่ยนกับองค์กรของเอกชนมากขึ้น ตนก็หวังว่าการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้พรรคการเมืองมองภาพที่ยาวขึ้น และจะมองภาพที่จะเป็นคำตอบที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมามักไปจบลงที่การแข่งขันเชิงประชานิยม หรือเรื่องของการใช้อารมณ์เกี่ยวกับการแบ่งขั้ว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมาโดยตลอด