สันติ บรรเทาความเดือดร้อนชาวใต้ สั่งเร่ง 4 มาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย

สันติ บรรเทาความเดือดร้อนชาวใต้ สั่งเร่ง 4 มาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย

สันติ บรรเทาความเดือดร้อนชาวใต้ สั่งเร่ง 4 มาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

“สันติ” สั่งการ สคบ. เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ย้ำช่วยสินค้าประเภทยานพาหนะ ทั้งค่าซ่อม ค่าบริการ สินเชื่อ รวมถึงช่วยเหลือสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์

วันที่ 3 ธ.ค. ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ 
จึงมอบนโยบายให้นายณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หารือกับผู้ประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยกำหนดมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

มาตรการที่ 1 ช่วยเหลือผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Shopee โดยได้รับการยกเว้นค่าบริการส่งสินค้า สำหรับผู้ซื้อสินค้าและจัดส่งสินค้าไปยังอำเภอหาดใหญ่ตลอดเดือนธันวาคม 2568 และยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดราคาสินค้าหลายรายการ เช่น อุปกรณ์ซ่อมบ้าน ตกแต่งบ้าน เสื้อผ้าและชุดชั้นใน 

มาตรการที่ 2 สคบ. ร่วมกับ นายกสมาคมอู่กลางการประกันภัย (นายศุภกร ลีภัทรวรกุล) กำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกรณีรถยนต์ได้รับความเสียหายจากเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็น การประเมินราคาค่าซ่อมฟรีและการให้ส่วนลดราคาอะไหล่ให้พิเศษ รวมถึงการเพิ่มมาตรการให้เข้มข้นขึ้น ได้แก่ มีส่วนลดค่าแรงในการซ่อม เพิ่มระยะเวลารับประกันคุณภาพงานซ่อม การรับประกันอะไหล่ 

มาตรการที่ 3 ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ความช่วยเหลือ ประกอบด้วย การพักชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน เนื่องจากผู้ประสบภัยต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ฟื้นฟูธุรกิจและจัดการค่าใช้จ่ายเร่งด่วน การพักชำระหนี้จะช่วยลดภาระได้ทันทีและเพิ่มสภาพคล่องในช่วงวิกฤติ และมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามความสามารถ โดยการปรับลดค่างวดและยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระและสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 

มาตรการที่ 4 ช่วยเหลือผู้โดยสารสายการบิน ซึ่ง สคบ. ร่วมกับ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และบริษัทสายการบินและ OTA จำนวน 10 หน่วยงาน (บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สายการบินบางกอกแอร์เวย์, บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด, บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไลอ้อน เมนทารี จำกัด, บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค จำกัด, บริษัท แอร์เอเชีย ซูเปอร์แอพ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อโกดา เซอร์วิสเซส จำกัด, และ บริษัท ทีวีแอลเค เซอร์วิสเซส จำกัด) ช่วยเหลือผู้บริโภคที่ใช้บริการสายการบิน โดยมีมาตรการระยะเร่งด่วน อาทิ การขยายระยะเวลาการใช้ตั๋วสายการบินให้นานขึ้น 30-90 วัน ขึ้นกับแต่ละสายการบิน การเปลี่ยนเส้นทางได้ทั้งหมดในจังหวัดภาคใต้ การเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นต้น 

นายสันติ กล่าวต่อว่า ในระยะยาว สคบ. และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ตกลงที่จะร่วมจัดทำหลักเกณฑ์ควบคุมราคาของ Online Travel agency OTA โดยจะร่วมสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเลคทรอนิกส์ (EDTA) ซึ่งจะใช้อำนาจของกฎหมายภายใต้ EDTA 3 

นอกจากนี้ สคบ.ขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากและประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา โดย สคบ. ร่วมกับส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น และศูนย์ดำรงธรรม ลงพื้นที่พบผู้ประกอบธุรกิจ ดังต่อไปนี้ 

1. กำชับและขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจการขายรถยนต์ใช้แล้ว (เต้นท์ขายรถยนต์มือสอง) ให้ระบุประวัติของรถยนต์ตามความเป็นจริง เพื่อป้องกันการขายรถยนต์ใช้แล้วที่ระบุประวัติไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยเฉพาะรถยนต์ที่เสียหายจากน้ำท่วม 

2. กำชับและขอความร่วมมืออู่ซ่อมรถยนต์ ให้มีการออกหลักฐานการรับเงินส่งมอบให้กับผู้บริโภค พร้อมระบุรายละเอียดให้ครบถ้วน โดยเฉพาะรายการที่ทำการซ่อม ยี่ห้อ สภาพ ราคาอะไหล่ที่เปลี่ยน ราคาค่าบริการ และการรับประกันคุณภาพงานซ่อม 

3. หลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย การซ่อมแซมที่พักอาศัย โดยวัสดุก่อสร้างสามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำ คือ แผ่นเหล็กเคลือบสี (Metal sheets) จึงกำชับให้ สคบ. ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบฉลากกำกับ “แผ่นเหล็กเคลือบสี” ว่ามีการระบุประเภท ชนิดและคุณภาพตรงตามที่ระบุในฉลากเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะได้รับรู้ข้อมูลที่เป็นจริง

“ผมกำชับสคบ. ให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ ตอนนี้มี 5 มาตรการเยียวยา โดยเฉพาะการควบคุมไม่ให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นอู่ซ่อมรถ หรือการพักหนี้ 6 เดือนการเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์” นายสันติ กล่าว

อนุทิน ลั่นคาดเข็มขัดนิรภัย​ หลังสื่อถาม​ 12 ธ.ค.นี้ไม่มีอุบัติเหตุ​ทาง​การเมืองใช่หรือไม่

อนุทิน ลั่นคาดเข็มขัดนิรภัย​ หลังสื่อถาม​ 12 ธ.ค.นี้ไม่มีอุบัติเหตุ​ทาง​การเมืองใช่หรือไม่

อนุทิน ลั่นคาดเข็มขัดนิรภัย​ หลังสื่อถาม​ 12 ธ.ค.นี้ไม่มีอุบัติเหตุ​ทาง​การเมืองใช่หรือไม่

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.02 น.

นายกฯ​ บอก​ คาดเข็มขัดนิรภัย​ หลังสื่อถาม​ 12 ธ.ค.​68 ไม่มีอุบัติเหตุ​ทาง​การเมืองใช่หรือไม่​  แจงอยู่ไม่เกิน 31 ม.ค.69  พร้อมทำตามกระบวนการ หาก‘เพื่อไทย’ยื่นซักฟอก

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีในวันที่ 12 ธ.ค. 68 นี้จะไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองใช่หรือไม่​ ว่า​ คาดเข็มขัดนิรภัย​ 

เมื่อถามว่าแต่ขณะนี้พรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่าจะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วใช่หรือไม่​ นายกฯ​ ยกมือขึ้นมาโบกปฏิเสธ​ ก่อนตอบว่า​ ตนยังไม่ได้คุย​ แต่เรายังทำงานทุกวัน​ เผชิญเหตุได้ทุกสถานการณ์​

เมื่อถามต่อว่าหากไม่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หมายความว่ารัฐบาลจะอยู่ถึงวันที่ 31 ม.ค.2569 ใช่หรือไม่​ นายกฯ กล่าวว่า​ อยู่ไม่เกินวันที่ 31 ม.ค.69ก็แล้วกัน

เมื่อถามย้ำว่าแต่หากพรรคเพื่อไทยมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้ามา นายกฯ กล่าวว่า หากยื่นเข้ามาก็เป็นไปตามกระบวนการ​ กระบวนการเป็นอย่างไรก็ว่ากันไปตามรัฐธรรมนูญและขั้นตอน​

เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว

เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว

เรือหลวงจักรีนฤเบศร-หน่วยซีล จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่แล้ว

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

“ผบ.ทร.” เผย “รล.จักรีนฤเบศร-หน่วยซีล” จบภารกิจน้ำท่วมหาดใหญ่ เหลือ “รล.อ่างทอง” ลำเลียงความช่วยเหลือ พร้อมเกาะติด ปริมาณฝนช่วง ธ.ค. 

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงการช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาว่า ปัจจุบันเรือหลวงจักรีนฤเบศร และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ หรือหน่วยซีล ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในห้วงวิกฤต ซึ่งอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ กองทัพเรือจะทำ โดยขณะนี้ได้เดินทางกลับแล้ว หลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่ยังมีเรือหลวงอ่างทองประจำการ ที่นำความห่วงใยจากประชาชนส่วนกลาง และสิ่งของเพื่อส่งต่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

พล.ร.อ.ไพโรจน์ กล่าวว่า กองทัพเรือมีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนตามภาระหน้าที่ในทุกโอกาส เช่นเดียวกับที่มีการคาดการณ์ว่า ช่วงเดือนธ.ค. จะมีฝนตกหนักอีกรอบ ซึ่งจะไม่น้อยไปกว่าเดือนพ.ย. โดยเราเฝ้าติดตามอยู่ และกองทัพเรือก็มีความพร้อมในการรับมือ 

สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถูก ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี หมิ่นประมาท

สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถูก ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี หมิ่นประมาท

สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถูก ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี หมิ่นประมาท

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.45 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐแต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหายเพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่นเชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า ‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรี และไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้ 

บิ๊กเล็ก ชี้ ปิดชายแดนเมียนมา จ.ตาก หลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ฝั่งไทยยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ประมาท

บิ๊กเล็ก ชี้ ปิดชายแดนเมียนมา จ.ตาก หลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ฝั่งไทยยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ประมาท

บิ๊กเล็ก ชี้ ปิดชายแดนเมียนมา จ.ตาก หลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ฝั่งไทยยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ประมาท

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

“บิ๊กเล็ก” ชี้ ปิดชายแดนเมียนมา จ.ตาก หลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ฝั่งไทยยังไม่ได้รับผลกระทบ  แต่ไม่ประมาทเตรียมพร้อมตลอด 

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการปิดด่านชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 7 วัน หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารเมียนมากับชนกลุ่มน้อย ว่า เรามีการป้องกันมาตลอด เคยบอกกับสื่อมวลชนแล้วว่าปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาชายแดนทางด้านตะวันออกและตะวันตก แต่ที่ผ่านมาสื่อมวลชนให้ความสนใจด้านตะวันออก ขณะที่ปัญหาด้านตะวันตกเกิดมาได้สักพัก เกิดจากการกระทบกระทั่งจากรัฐบาลเมียนมาและชนกลุ่มน้อย ทำให้ประชาชนที่อยู่ฝั่งตะวันตกได้รับความเดือดร้อน ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงด้านฝั่งตะวันตกได้มีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาเมื่อใดที่เขามีท่าที ยิงหลุดเข้ามาในฝั่งไทย เราก็ยิงเตือนกลับไป เช่นเดียวกันกับฝั่งตะวันออกถ้ามีการรุกล้ำก็พร้อมตอบโต้ทันที ตนเคยย้ำกับสื่อแล้วว่ากองกำลังมีกฎการใช้กำลังอยู่ว่าถ้าฝ่ายเพื่อนบ้านทำอะไรเราจะตอบโต้ได้อย่างไร 

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนบริเวณจังหวัดตากยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะไม่มีการรุกล้ำด้วยกำลัง เพียงแต่ที่ผ่านมาที่ได้รับรายงานมีการยิงกระสุนแล้วหลุดเข้ามาฝั่งไทย เราก็ไม่ทราบว่าฝ่ายใดยิงเข้ามา เราก็ยิงเตือนกลับไป ส่วนการเตรียมพร้อมแผนอพยพประชาชนหากได้รับผลกระทบ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแสดงว่าเขาตั้งใจยิงเข้ามาในเขตเรา เพราะเป็นการต่อสู้กันเองของเมียนมาและชนกลุ่มน้อย

เมื่อถามย้ำถึงการเตรียมพร้อมรับมือหากประชาชนฝั่งเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจะอพยพ เข้ามาฝั่งไทย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีการซักซ้อมอยู่ตลอดเวลา เมื่อถามว่า ประเมินจากสถานการณ์แล้วเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวการสู้รบของฝั่งนี้จะแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราก็มีการเตรียมพร้อมไว้ตลอดเพราะทุกปีจะเป็นอย่างนี้ ที่เคยบอกกับสื่อเสมอว่ากองทัพเราไม่ได้ระวังเฉพาะตะวันออกด้านเดียว ตะวันตกเราก็ระวัง จะพยายามหาวันขึ้นไปดูสถานการณ์ด้านตะวันตกด้วย ทั้งพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตาก

บิ๊กเล็ก ยัน ผบ.ทบ. พร้อมรบ 100% เร่งถกแผนอพยพคนกัมพูชา ออกจากบ้านหนองจาน

บิ๊กเล็ก ยัน ผบ.ทบ. พร้อมรบ 100% เร่งถกแผนอพยพคนกัมพูชา ออกจากบ้านหนองจาน

บิ๊กเล็ก ยัน ผบ.ทบ. พร้อมรบ 100% เร่งถกแผนอพยพคนกัมพูชา ออกจากบ้านหนองจาน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

“บิ๊กเล็ก” เร่งถก GBC กำหนดแผนอพยพชาวกัมพูชาออกจากบ้านหนองจาน ให้เสร็จก่อนยุบสภา เผย “ผบ.ทบ.” พร้อมรบ 100% นายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ไม่มีสัญญาณอะไร แค่เช็คความพร้อม

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ว่า แนวทางที่ได้มอบหมายไว้ในปัจจุบันดำเนินการอยู่ 3 อย่างคือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปักหมุดชั่วคราวบ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว รวมถึงการสร้างรั้วชายแดนจันทบุรี-ตราด ซึ่งมีความคืบหน้าในทุกด้าน ยืนยันว่าหากฝ่ายกัมพูชามีการปฏิบัติการรุกล้ำอธิปไตยไทย เราไม่ยอม 

เมื่อถามว่า ได้มีการนัดหารือกับ พล.อ.เตีย เซรยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กัมพูชา เกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่ออพยพคนกัมพูชาออกจากพื้นที่บ้านหนองจาน แล้วหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ขณะนี้เก็บกู้ทุนระเบิดเสร็จเรียบร้อยแล้วที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ส่วนที่บ้านหนองจาน เหลืออีกบางส่วน แต่หลังดำเนินการเสร็จแล้วจะมีการปักหมุดชั่วคราว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนปีใหม่ โดยได้เน้นย้ำกับหน่วยที่รับผิดชอบว่าให้ดำเนินการให้เสร็จในเวลาใกล้เคียงกันทั้ง 2 พื้นที่ เพื่อจะได้คุยกันครั้งเดียว เนื่องจากจะต้องมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ก่อน โดยนำภาพการปักหมุดชั่วคราวไปให้พิจารณาก่อน ซึ่งไม่ใช่มีการกำหนดเส้นเขตแดนถาวร เมื่อคณะกรรมการ JBC รับรอง หลังจากนั้นจะเป็นการประชุม GBC ว่าคนกัมพูชาที่ล้ำอธิปไตยไทยจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งการประชุมทั้ง 2 เวทีน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2569

เมื่อถามว่า จะทันไทม์ไลน์การยุบสภาตามกำหนดเดิม 31 ม.ค.69 หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนจะเร่งให้ทัน แต่แม้จะยุบสภา รัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการได้ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้มีการดำเนินการเป็นไปด้วยความรอบคอบ ซึ่งปัจจุบันขั้นตอนดังกล่าวยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ ยังไม่มีอะไรขัดแย้ง

เมื่อถามว่า ผู้บัญชาการทหารบกได้รายงานนายกรัฐมนตรีว่ามีความพร้อมรบร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ฝั่งไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ความพร้อมรบเราต้องเตรียมเอาไว้อยู่แล้วในทุกสถานการณ์ ซึ่งนโยบายของฝ่ายความมั่นคงมุ่งไปสู่สันติภาพ แต่หากเกิดการรุกล้ำอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ เราต้องพร้อมตลอดเวลา ประชาชนจะได้สบายใจ แต่ไม่ใช่มุ่งให้จบอย่างเดียว การกระทำใดที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเรายอมไม่ได้

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพบปะผู้ว่าฯ กำนันผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะไปดูความพร้อมฝ่ายมหาดไทยและฝ่ายปกครอง กรณีหากเกิดเหตุการณ์ว่ามีความพร้อมอย่างไร อย่างที่บอกกองทัพเตรียมเอาไว้ ฝ่ายปกครองก็ต้องเตรียมเพื่อดูแลประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดปฏิบัติการอะไร ยืนยันว่ายังไม่มีสัญญาณอะไร เพียงแต่เราระมัดระวังไว้ตลอด แม้ระดับนโยบายจะมีการพูดคุยกันโดยตลอด แต่กำลังพลของกัมพูชาที่อยู่หน้าแนวมีการยั่วยุ ไม่มุ่งสู่แนวทางสันติภาพ เราก็ต้องเตรียมให้พร้อมตลอดเวลา

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ไปประชุมรัฐภาคีออตตาวา ว่า น่าจะมีความคืบหน้า ภายหลังมีการส่งเรื่องไปในช่วงเดือนส.ค. คงจะมีการค้นหาความจริง และจะเริ่มเห็นผล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังอยู่

เสธ.ทบ. รับต้องทบทวนปรับแผน จัดซื้อยุทโธปกรณ์ หลังมีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เสธ.ทบ. รับต้องทบทวนปรับแผน จัดซื้อยุทโธปกรณ์ หลังมีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เสธ.ทบ. รับต้องทบทวนปรับแผน จัดซื้อยุทโธปกรณ์ หลังมีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

“เสธ.ทบ.” ระบุ ต้องทบทวนปรับแผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์ หลังมีสถานการณ์ชายแดน บอก ต้องสอดรับ-ทันสมัย ยึดหลักอะไรซ่อมได้ซ่อมก่อน พร้อมให้ความสำคัญขวัญกำลังใจกำลังพล 

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 09.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการมอบนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2570  ที่ระบุว่ายังมีความจำเป็นอยู่ว่า การจัดซื้ออาวุธเป็นไปตามภัยคุกคาม และสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งกองทัพมีแผนการจัดซื้อจัดจ้างอยู่แล้ว แต่เมื่อมีสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา จึงทำให้เราต้องกลับมาทบทวนแผนในการเสริมสร้างกองทัพให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับสถานการณ์ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในปี 2570 จัดการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ประเภทตั้งรับหรือโจมตีเป็นหลัก พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ต้องดูทั้งระบบ ทั้งอาวุธระยะไกลและระยะสั้น รวมถึงอาวุธที่ติดตัวกำลังพลว่ามีส่วนไหนที่ยังขาด ซึ่งกองทัพจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบว่ายุทโธปกรณ์ประเภทใดที่ต้องจัดซื้อจัดหา อย่างไรก็ตาม กองทัพบกยึดถือเรื่องการซ่อมยุทธโธปกรณ์เป็นหลักก่อนจัดซื้อ อะไรที่ซ่อมได้ก็จะพยายามซ่อมก่อน หรือมีอะไรที่จำเป็นต้องจัดหาเพื่อความทันสมัยและสอดรับกับสถานการณ์ ซึ่งต้องคิดล่วงหน้า 

เมื่อถามถึงนโยบายในการดูแลกำลังพล พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและกองทัพที่ได้เน้นย้ำว่ากำลังพลต้องมีความพร้อม ทั้งขวัญกำลังใจ และขีดความสามารถในการฝึก รวมถึงยุทธโธปกรณ์ประจำตัว

สมช.ยังไม่มีแนวคิดขยายพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน น้ำท่วมใต้ บอกใช้แค่สงขลาก่อน

สมช.ยังไม่มีแนวคิดขยายพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน น้ำท่วมใต้  บอกใช้แค่สงขลาก่อน

สมช.ยังไม่มีแนวคิดขยายพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน น้ำท่วมใต้ บอกใช้แค่สงขลาก่อน

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.32 น.

‘เลขา สมช.’ เผย ยังไม่มีแนวคิดขยายพื้นที่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน น้ำท่วมใต้ บอก ใช้แค่สงขลาก่อน หากสถานการณ์ปกติยกเลิกได้ก่อน 3 เดือน ชี้ จังหวัดอื่นกฎหมาย ปภ.ครอบคลุม

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึง การพิจารณาขยายพื้นที่ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ว่า ขณะนี้ยังไม่มีแนวทางนั้น ตอนนี้มีเฉพาะจังหวัดสงขลา ส่วนที่มีการประกาศกรอบระยะเวลาไว้ 3 เดือน หากสถานการณ์เรียบร้อย ก็สามารถยกเลิกก่อนได้

เมื่อถามว่า ในพื้นที่อื่นสถานการณ์ก็หนักเช่นเดียวกัน นายฉัตรชัย กล่าวว่า หากระบบปกติยังสามารถรับได้ ก็เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะใช้พระราชบัญญัติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งครอบคลุมการบูรณาการทุกอย่าง

เมื่อถามว่า ในจังหวัดอื่นๆมีการยกระดับแล้วหรืออยู่ในอำนาจของท้องถิ่น นายฉัตรชัย กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจ เพราะขณะนี้มีแค่ในจังหวัดสงขลา เน้นเฉพาะพื้นที่สงขลา

เมื่อถามว่า จะต้องมีกฎหมายอื่นๆขึ้นมาดูแลเรื่องภัยพิบัติเพิ่มเติมหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ตนดูเฉพาะพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนกฎหมายอื่นๆต้องไปถามหน่วยที่ดูปกติ 

น้าเดชว่าใคร อยู่ไทยเป็นผู้นำม๊อบ อยู่เมืองนอกเป็นลูกกระจ๊อก

น้าเดชว่าใคร อยู่ไทยเป็นผู้นำม๊อบ อยู่เมืองนอกเป็นลูกกระจ๊อก

น้าเดชว่าใคร อยู่ไทยเป็นผู้นำม๊อบ อยู่เมืองนอกเป็นลูกกระจ๊อก

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.39 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” ระบุว่า  กงกรรม กงเกวียน อยู่เมืองไทยเป็นผู้นำม้อบ เป็นนักวิชาการ เป็นผู้รู้ เป็นคนนำฝูงชน ขึ้นเวทีปราศรัยจาบจ้วง นั่งห้องแอร์แสดงความเห็นถ่อยๆ มีสื่อในสังกัดเอาไปเผยแพร่ ให้สาวกส่งเสียงฮือฮา

พอหนีคดีไปอยู่เมืองนอก  ก็ยังอยู่กับม้อบ แต่เป็นลูกไล่ลูกกระจ๊อก ไปรับจ้างเดินขบวนแบกธง อย่าว่าแต่จะขึ้นเวทีไปปราศรัยเลย ส่งเสียงตะโกนลั่นฟ้า ยังไม่มีใครหันมาตะแคงหูฟังด้วยซ้ำ สมน้ำหน้ามัน….ไม่ชื่อ ไม่มีรูป  เสนียด

ทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน เทพไท ทวงค่าปลงศพ 2 ล้าน ให้ 9 จังหวัดใต้เหมือนหาดใหญ่

ทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน เทพไท ทวงค่าปลงศพ 2 ล้าน ให้ 9 จังหวัดใต้เหมือนหาดใหญ่

ทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน เทพไท ทวงค่าปลงศพ 2 ล้าน ให้ 9 จังหวัดใต้เหมือนหาดใหญ่

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.34 น.

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความระบุว่า  “ทวงค่าปลงศพให้ 9 จังหวัดน้ำท่วม” 

หลังจากมีการถกเถียง เรื่องจำนวนผู้เสียชีวิต จากเหตุอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตัวเลขของฝ่ายรัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตยอดประมาณ 142 คน ในขณะที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ออกมาให้ข่าวว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวนนับ 1,000 คน สร้างความสับสนให้กับประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่แน่ใจว่า ข้อมูลของฝ่ายใดถูกต้องจริงๆ

เรื่องนี้ถ้าหากจะให้เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เมื่อประชาชนไม่เชื่อถือข้อมูลของฝ่ายรัฐบาล ในขณะเดียวกันข้อมูลของฝ่ายพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ที่ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตนับ 1,000 คน ก็ควรตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อหาข้อเท็จจริงและแถลงยอดผู้เสียชีวิต ให้กับประชาชนได้รับทราบ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ทุกฝ่ายยอมรับ และเป็นที่น่าเชื่อถือ

ในขณะเดียวกันมีประเด็นเรื่องการเยียวยาผู้เสียชีวิต เป็นเงินจำนวนศพละ 2 ล้านบาท ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมามีการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ประชุมได้มีมติ ครม. เห็นชอบหลักเกณฑ์อัตราค่าปลงศพผู้เสียชีวิต จากเหตุอุทกภัยในจังหวัดสงขลา และอนุมัติใช้งบประมาณประจำปี 2569 งบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน โดยเห็นชอบให้จ่ายค่าปลงศพ ศพละ 2 ล้านบาท แบ่ง 1 หนึ่งล้านบาท จากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสำนักนายกรัฐมนตรี และอีก 1 ล้านบาทจากงบกลาง

เมื่อสอบถามถึงการเยียวยา หรือจ่ายค่าปลงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยในครั้งนี้ โฆษกรัฐบาลตอบว่า มีมติครม.เฉพาะจังหวัดสงขลา ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ผมในฐานะนักการเมืองนอกสภา และเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง อยากจะใช้โอกาสนี้เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนคนภาคใต้ ที่ถูกน้ำท่วมเช่นเดียวกันทั้ง 9 จังหวัด และมีผู้เสียชีวิตอีกจำนวนหนึ่ง อยากจะทวงถามค่าปลงศพจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน

ถ้ารัฐบาลจะอ้างว่า จำเป็นต้องจ่ายค่าปลงศพศพละ 2 ล้านบาท เฉพาะพื้นที่จังหวัดสงขลา เพราะรัฐบาลบริหารงานผิดพลาดจนเกิดความเสียหาย รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ก็ต้องถามว่าใน 9 จังหวัดของภาคใต้ที่เกิดอุทกภัย รัฐบาลละเลยไม่สนใจ ไม่แก้ปัญหา ปล่อยให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเอง ปล่อยให้ภาคประชาชน มูลนิธิ กู้ภัย ต้องเข้ามาช่วยชาวบ้าน เหตุการณ์อย่างนี้เป็นความรับผิดชอบ หรือเป็นความผิดของรัฐบาลหรือไม่ มี หลายจังหวัดที่น้ำท่วมหนักไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง คืออำเภอย่านตาขาว จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง พื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา จังหวัดปัตตานี และอีกหลายจังหวัด

ถ้ารัฐบาลจะเยียวยาผู้เสียชีวิต จ่ายค่าปลงศพ ศพละ 2 ล้านบาท ผมอยากจะเรียกร้องให้จ่ายให้กับผู้เสียชีวิตในจังหวัดอื่นๆ ที่มีน้ำท่วมในคราวเดียวกันอย่างเท่าเทียม เพราะทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน รัฐบาลไม่ควรเลือกปฏิบัติ ถ้าหากรัฐบาลเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นภัยธรรมชาติที่รัฐบาลไม่สามารถรับมือได้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นในทุกจังหวัด และควรจะเยียวยาหรือจ่ายค่าปลงศพในอัตราเดียวกัน เพื่อความเป็นธรรม

จึงเสนอเรื่องนี้มายังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โปรดพิจารณาและนำเรื่องการเยียวยา ค่าปลงศพผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมในคราวนี้ ศพละ 2 ล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอมติ ครม.ในการประชุมนัดหน้าด้วย