‘หัวหน้ามาร์ค’แทงกิ้วโพลหนุนนั่ง’นายกฯ’ ชี้ไม่ยึดติดตัวเลข ขอมุ่งแข่งกับตัวเอง

'หัวหน้ามาร์ค'แทงกิ้วโพลหนุนนั่ง'นายกฯ' ชี้ไม่ยึดติดตัวเลข ขอมุ่งแข่งกับตัวเอง

‘หัวหน้ามาร์ค’แทงกิ้วโพลหนุนนั่ง’นายกฯ’ ชี้ไม่ยึดติดตัวเลข ขอมุ่งแข่งกับตัวเอง

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

‘หัวหน้ามาร์ค’แทงกิ้วโพลหนุนนั่ง’นายกฯ’ ชี้ไม่ยึดติดตัวเลข ขอมุ่งแข่งกับตัวเอง ลั่นต้องเร่งช่วยกันทุกพรรคฟื้นฟูประเทศไม่ใช่’แข่งขัน’

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 ที่สภาอุตสาหกรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่ระบุว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีมากสุด ว่ารู้สึกขอบคุณ แต่ไม่ได้ยึดติดกับตัวเลขดังกล่าวมากนัก และต้องขอขอบคุณสำหรับการสำรวจ แต่ผลสำรวจสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และถือเป็นกำลังใจให้คณะทำงานเดินหน้าต่อไปเราก็คงไม่ได้ไปติดยึดอยู่กับตัวเลขขณะใดขณะหนึ่ง เรารู้ว่าทำงานแข่งขันกับตัวเองเป็นหลักในขณะนี้ เพราะว่าคณะกรรมการบริหารชุดนี้มาเริ่มต้นช้ากว่าพรรคอื่นในการเตรียมการเลือกตั้งอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ผลสำรวจมีคะแนนนำถึง  25.5% นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่กล้าสรุปว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองในขั้นนี้ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และมุ่งเน้นการทำงานแข่งกับตัวเองมากกว่า

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไม่ได้มองนายอภิสิทธิ์เป็นคู่แข่งทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการเร่งฟื้นฟูและเยียวยาประเทศ

 “ผมว่าท่านก็ต้องเดินหน้าทำงาน ตอนนี้สิ่งสำคัญก็คือเรื่องของการที่จะฟื้นฟูเยียวยาต่างๆ จริงๆก็อยากจะเรียนว่ามาตรการทั้งหลายเนี่ยที่ออกมาก็พยายามตอบโจทย์ให้ครอบคลุม แต่ว่าเครื่องมืออาจจะยังมีจำกัดอยู่ เช่นอาจจะไปเน้นในเรื่องของการให้สินเชื่อ ไม่นับในส่วนที่เป็นเยียวยา 9,000 บาท ความจริงแนวคิดอย่างเช่นคนละครึ่งใช้ได้กับทั้งภาคผู้ประกอบการ และภาคประชาชน ที่จะทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่จำเป็นต้องทำในขณะนี้ เพื่อฟื้นฟูกลับคืนมา ตอนนี้ยังไม่ได้แข่งขันกัน ตอนนี้ต้องช่วยกันทำงานทุกพรรคครับ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

มทร.ธัญบุรี ปั้นนวัตกรรม ‘เส้นโปรตีน 20 กรัม’ ช่วยผู้สูงวัยสู้ ‘กล้ามเนื้อสลาย’ ด้วยเอนไซม์

มทร.ธัญบุรี ปั้นนวัตกรรม ‘เส้นโปรตีน 20 กรัม’ ช่วยผู้สูงวัยสู้ 'กล้ามเนื้อสลาย' ด้วยเอนไซม์

มทร.ธัญบุรี ปั้นนวัตกรรม ‘เส้นโปรตีน 20 กรัม’ ช่วยผู้สูงวัยสู้ ‘กล้ามเนื้อสลาย’ ด้วยเอนไซม์

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พีรพงศ์ งามนิคม อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) และผู้ก่อตั้ง Protinos Foods Company Limited พร้อมด้วย ดร.ศิริลักษณ์ สุรินทร์ จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘เส้นโปรตีนสูง’ (Protinos Noodle) นวัตกรรมอาหารสำหรับผู้สูงวัย เพื่อต่อสู้กับปัญหาภาวะกล้ามเนื้อสลายตัวที่คุกคามคนไทยกว่า 9 ล้านคน เส้นโปรตีนสูงนี้อัดแน่นด้วยโปรตีนสูงถึง 20 กรัม และกรดอะมิโนสำคัญ BCAAs ที่มีส่วนช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อ 4 กรัม อีกทั้งไขมันต่ำ ไม่มีคลอเลสเตอรอล พร้อมจุดเด่นด้านเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มเด้ง ทำให้ผู้สูงอายุสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัยและได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน โดยได้รับทุนวิจัยสนับสนุนจากงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานมูลฐานงบประมาณปี 2567

ดร.พีรพงศ์ งามนิคม อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Food Process and Engineering เผยว่า ปัญหาหลักของผู้สูงอายุคือการเบื่ออาหารและการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสี่ยงต่อการล้ม และต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล การนำองค์ความรู้ทางวิศวกรรมอาหารมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ Protinos Noodle จึงเป็นคำตอบที่ผสมผสานทั้งสารอาหารที่ครบถ้วน และเนื้อสัมผัสที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของผู้สูงวัย

ดร.ศิริลักษณ์ สุรินทร์ ได้อธิบายเสริมเกี่ยวกับความเป็นนวัตกรรมและจุดเด่นคือ หัวใจของ Protinos Noodle คือการใช้เทคโนโลยีการหมักด้วยเอนไซม์ ทำให้ได้เส้นโปรตีนที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเหนือกว่าบะหมี่ทั่วไปอย่างชัดเจน โดยออกแบบเนื้อสัมผัสที่มีความเหนียวนุ่มและเด้ง โดยความนุ่มอยู่ในระดับ IDDSI 4 ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัยและง่ายต่อการเคี้ยวสำหรับผู้สูงอายุ ความสำเร็จนี้ได้รับการปกป้องด้วยนวัตกรรมภายใต้ Petty Patent ในด้าน Enzyme-assisted protein structuring ซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้เกิดโครงสร้างเส้นที่นุ่มและเด้งอย่างเป็นธรรมชาติ และยังรวมถึงสูตรการผสมผสาน BCAAs ในสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

สำหรับการนำไปประกอบอาหารและเวทีนวัตกรรม เพื่อตอกย้ำว่า Food Innovation คือ เนื้อสัมผัสที่โดดเด่น Protinos Noodle ได้รับเลือกให้เข้าร่วมนำเสนอในงาน FOREFOOD COHORT #5 DEMO DAY ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม Forefood Accelerator จัดโดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (FoodInnopolis) สวทช. ร่วมกับ บจก.บุญรอดบริวเวอรี่ โดยทีมงานได้สร้างสรรค์เมนูพิเศษนั่นคือ ‘เส้นโปรตีนผัดพริกแห้งกระเทียมกุ้ง’ โดยใช้เส้นโปรตีนสูงเป็นวัตถุดิบหลัก เมนูนี้แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่แค่เมนูสำหรับผู้ป่วย แต่ยังสามารถสร้างสรรค์เป็นเมนูฟิวชั่นรสเลิศที่คนทุกวัยสามารถบริโภคได้ เป็นการเปิดประสบการณ์อาหารอนาคต ที่มีโภชนาการสูงและรสชาติที่ดีไปพร้อมกัน

ดร.พีรพงศ์ งามนิคม ยังกล่าวอีกว่า Protinos Foods Co.,Ltd. วางกลยุทธ์การตลาดแบบสองทิศทาง ทั้งตลาด B2B ได้แก่ โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และตลาด B2C ผ่านช่องทางออนไลน์และ Modern Trade และชูจุดแข็งของผลิตภัณฑ์อยู่ที่ คุณค่าทางโภชนาการที่เหนือกว่าบะหมี่เพื่อสุขภาพทั่วไป ทำให้สามารถสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง บริษัทตั้งเป้ายอดขายในประเทศไว้ที่ 3.6 ล้านบาทในระยะเริ่มต้น สำหรับแผนระยะยาวใน Phase 2 บริษัทเตรียมขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในภูมิภาค ด้วยนวัตกรรมอาหารที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย

Protinos Noodle เป็นบทพิสูจน์สำคัญจาก มทร.ธัญบุรี ที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมสูงวัย ผู้ที่สนใจนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพนี้ หรือองค์กรที่ต้องการเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมสนับสนุนโภชนาการที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Protinos Foods Company Limited เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ด้านอาหารเพื่อสุขภาพและการป้องกันภาวะกล้ามเนื้อสลายตัวในประเทศไทย

อว.คิกออฟ ‘โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง’ นำร่อง 3 จังหวัด ‘อยุธยา – อ่างทอง – ปทุมธานี’

อว.คิกออฟ 'โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง' นำร่อง 3 จังหวัด 'อยุธยา - อ่างทอง - ปทุมธานี'

อว.คิกออฟ ‘โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง’ นำร่อง 3 จังหวัด ‘อยุธยา – อ่างทอง – ปทุมธานี’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

“สุรศักดิ์” คิกออฟโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” กร่ะทรวง อว.ช่วยจ่าย 40 บาทต่อไร่! แบ่งเบาภาระเกษตรกร – ชาวนานำร่องใน 3 จังหวัด “อยุธยา – อ่างทอง – ปทุมธานี”  1 แสนไร่แถมตรวจวัดคุณภาพดิน – จัดอบรมนักบินโดรนฟรี! เปิดให้ลงทะเบียนแล้วสำหรับผู้มีที่นาไม่เกิน 30 ไร่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่นาหรือเป็นผู้เช่านา ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ม.ค.69

2 ธันวาคม 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลกระจิว (อบต.กระจิว) อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อคิกออฟโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” โดยมีนายวรวิทย์ ยอแสง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วย รมต.กระทรวง อว. นายพิษณุ พลธี ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. ดร.พันธ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารหน่วยงานกระทรวง อว. นายฉลอง ขุนพรหม นายก อบต.กระจิว ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ และเกษตรกรในพื้นที่กว่า 300 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมี น.ส.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ ส.ส.เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธา พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมด้วย

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคักคัก มีหน่วยงานของกระทรวง อว. ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) นำโดรนชนิดต่างๆ และนิทรรศการมาจัดแสดงมีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

จากนั้น นายสุรศักดิ์ ได้มอบหมายให้นายพิษณุ พลธี ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้ช่วย รมต.กระทรวง อว. น.ส.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว.ร่วมกันกล่าวเปิดงาน โดยนายพิษณุ กล่าวว่า “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เป็นโครงการสำคัญของกระทรวง อว. ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและพี่น้องประชาชนโดยตรง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มรายได้และลดต้นทุนการผลิต ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการทำงาน เช่น การฉีดพ่นสารเคมี, การให้ปุ๋ย, หรือการหว่านเมล็ด ที่สำคัญเป็นการลดการใช้สารเคมีและปุ๋ยเนื่องจากการควบคุมที่แม่นยำ ทำให้สามารถประเมินและจัดการการใช้ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพและปริมาณของผลผลิตเพิ่มขึ้นและสามารถเข้าถึงพื้นที่เพาะปลูกที่ยากลำบาก เช่น พื้นที่ลาดชันหรือมีอุปสรรค ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดโครงการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพราะเกษตรกรไม่ต้องสัมผัสสารเคมีโดยตรง ทำให้ลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพระยะยาว เช่น มะเร็ง หรืออาการแพ้ต่างๆ

นายพิษณุ กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ได้สำรวจค่าใช้บริการโดรนเพื่อการเกษตรพบว่าปัจจุบันราคาอยู่ที่ 70 บาทต่อไร่ ดังนั้น โครงการโดรนคนละครึ่งพลัส สู่สามาร์ทฟาร์มมิ่ง จะให้ “สิทธิประโยชน์สำหรับเกษตรกร” โดยช่วยสนับสนุนค่าใช้บริการโดรน 40 บาท/ไร่ ให้กับเกษตรกรที่มีที่นารายละไม่เกิน 30 ไร่ และยังสนับสนุนการตรวจวัดคุณภาพดินฟรีให้กับเกษตรกร นี่จึงเป็นที่มาของชื่อโครงการโดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง เพราะเราให้มากกว่าครึ่ง ที่สำคัญ เรายังจัดอบรม “นักบินโดรนเพื่อการเกษตร” ฟรี! เพื่อเสริมทักษะการบินและการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรตามมาตรฐาน พร้อมต่อยอดสู่การประกอบอาชีพจริงให้กับเกษตรกรด้วย เรียกว่ากระทรวง อว. ช่วยเกือบครบวงจรการผลิต

“โครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เฟสแรกจะนำร่องใน 3 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา –  อ่างทอง – ปทุมธานี คาดว่าการดำเนินโครงการในเฟสแรกนี้จะสามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 3,300 ราย ครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 แสนไร่” นายพิษณุ กล่าว

ต่อมานายสุรศักดิ์ ได้คิกออฟโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” ด้วยการควบคุมและสั่งการโดรนพร้อมกับปล่อยขบวนโดรนไปยังแปลงนาข้าวนำร่องบริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลกระจิว (อบต.กระจิว) และให้สัมภาษณ์ว่า โครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” เริ่มนำร่องตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2568 ถึงวันที่ 31 ม.ค.2569 ใน 3 จังหวัดคือพระนครศรีอยุธยา อ่างทองและปทุมธานี จำนวน 1 แสนไร่โดยเปิดให้เกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและเปิดให้ผู้ประกอบการโดรนที่ต้องการเข้ามารับจ้างบินโดรนผ่านช่องทางที่ 1 เว็บเพจ: โดรนคนละครึ่ง.mhesi.go.th  และช่องทางที่ 2 แอปพลิเคชั่น “เกษตรทันใจ” โดยคลิกที่หน้าโดรนคนละครึ่งพลัส ที่สำคัญหากเกษตรกรให้ความสนใจกระทรวง อว.จะขยายผลโครงการ “โดรนคนละครึ่งพลัส สู่สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” ไปทั่วประเทศ

รมว.กระทรวง อว.กล่าวต่อว่า เกษตรกรหรือชาวนาทั้งที่มีที่นาเป็นของตัวเองหรือเป็นผู้เช่าที่นาผู้อื่นทำสามารถลงทะเบียนได้หมด แปลงนาหรือแปลงเกษตรในจังหวัดนำร่องราคาค่าบริการโดรนอาจจะไม่เท่ากัน ทั้งใช้โดรนเพื่อหว่าน ใส่ปุ๋ยหรือพ่นยา แต่กระทรวง อว.จ่ายให้ 40 บาทต่อไร่

-(016)

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

เปิดประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา โรงเรียนดังย่านหลักสี่หลังไปต่อไม่ไหว

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

หากใครมีที่พักอาศัยอยู่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ คงต้องเคยเห็นหรือเคยผ่านโรงเรียนเก่าแก่อย่างโรงเรียนโรงเรียนไผทอุดมศึกษาที่มีประวัติความเป็นมาเนิ่นนานตั้งอยู่เป็นแน่แท้ และยิ่งโรงเรียนแห่งนี้เกิดเป็นประเด็นข่าวดราม่าบนโลกออนไลน์ไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ใครหลายคนจดจำได้และรู้จักมากขึ้น

ซึ่งในวันนี้ แนวหน้าออนไลน์ ขออาสาทุกท่านพาไปทำความรู้จักกับโรงเรียนไผทอุดมศึกษาที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมากถึง 55 ปี มีชื่อเสียงโด่งดังและผลิตนักเรียนคุณภาพออกมาแล้วหลายรุ่นให้กับประเทศ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่โรงเรียนแห่งนี้จำต้องปิดตัวลงอย่างน่าใจหายจากการที่ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ประสบปัญหาต่าง ๆ มาอย่างเนิ่นนาน ไม่ว่าจะเป็นการที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลง การขาดเศียรภาพทางการเงินและตกต่ำ ประกอบกับการเกิดวิกฤติ โควิด-19 ของประเทศไทยทำให้ไปต่อไม่ไหว

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ประวัติ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นโรงเรียนเอกชน ซึ่งไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีบริษัทไผทอุดม จำกัดเป็นเจ้าของตั้งอยู่ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 เปิดสอนในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ เป็นผู้ก่อตั้งเพื่อเป็นอนุสรณ์ ให้แก่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และเพื่ออุดมการณ์ของท่านที่จะให้มีสถานศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียนให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา พร้อมทั้งอบรมสั่งสอนให้เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม และจริยธรรม เพื่อเป็นเยาวชนที่ดีของชาติสืบต่อไป

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ได้ดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2513 บนเนื้อที่ 18 ไร่ 2 งาน 36 ตารางวา แล้วเสร็จ และทำพิธีเปิดป้ายดำเนินการ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 โดยดำเนินกิจการดังนี้

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2514

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิงไปกลับ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-7 และรับนักเรียนชายประจำตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-7 นักเรียนรวม 172 คน เป็นนักเรียนประจำชาย 61 คน ครูและพนักงาน 20 คน

ปีการศึกษา 2515

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 1 และนักเรียนประจำชายตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-มัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนรวม 271 คน เป็นนักเรียนประจำชาย 96 คน ครูและพนักงาน 32 คน

ปีการศึกษา 2516

– ได้ขยายรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน เปิดกองลูกเสือ และในวันที่ 18 พฤศจิกายน เปิดกองยุวกาชาด

ปีการศึกษา 2518

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับ ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนประจำชายประถมศึกษาปีที่ 3-มัธยมศึกษาปีที่ 3

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2519

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ยกเลิกนักเรียนประจำเนื่องจากมีนักเรียนน้อย ค่าใช้จ่ายสูงและขาดผู้ดูแลนักเรียนประจำที่ดี นักเรียนรวม 1,390 คน ครูและพนักงาน 60 คน

ปีการศึกษา 2521

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ไปกลับตั่งแต่ชั้นชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 และได้เปลี่ยนหลักสูตรใหม่ตามกระทรวงศึกษาธิการ

ปีการศึกษา 2522

– โรงเรียนได้รับรองวิทยฐานะจากกระทรวงศึกษาธิการ

ปีการศึกษา 2535

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับมัธยมศึกษา

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ปีการศึกษา 2539

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับประถมศึกษา

ปีการศึกษา 2543

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับก่อนประถมศึกษา

ปีการศึกษา 2545

– โรงเรียนเปิดรับสมัครนักเรียนชาย-หญิง หลักสูตร International Program

ปีการศึกษา 2552

– โรงเรียนได้รับ “โรงเรียนรางวัลพระราชทาน” ระดับประถมศึกษา

ปีการศึกษาปัจจุบัน

– เปิดรับนักเรียนชาย-หญิง ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3

(2553)

– นักเรียน 3,300 คน ผู้บริหาร 29 คน ครูและพนักงาน 307 คน คนงาน/ รปภ / แม่บ้าน 40 คน

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ได้เปิดทำการสอนมาครบ 40 ปีแล้ว และมีผู้บริหารโรงเรียนมาดังนี้

 พ.ศ. 2513 – 2528

 นายอรุณ ทัพพะรังสี ผู้อำนวยการ

 พ.ศ. 2528 – 2545

 นางพริ้มพราย สุพโปฎก ผู้อำนวยการ

 พ.ศ. 2546 – 2552

 นางพริ้มพราย สุพโปฎก ประธานกรรมการอำนวยการ (CEO.)

 พ.ศ. 2513 – 2521

 นางชูชีพ วัฒนศิริโรจน์ อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2521 – 2531

 นางสุนงนาท สูตะบุตร อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2531 – 2545

 นางผลิกา เศวตศิลา อาจารย์ใหญ่

 พ.ศ. 2546 – 2553

 นางผลิกา เศวตศิลา ผู้อำนวยการ

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

สัญลักษณ์ประจำโรงเรียน

อักษรย่อ ผ.อ.ศ. ไขว้เป็นรูปวงกลมมี 3 สี คือ สีแสด เขียว เหลือง

สีประจำโรงเรียน “แสด เขียว”

สีแสด

(สีเหลือง + สีแดง)

สีเหลือง หมายถึง ความมีคุณธรรมประจำใจ ความร่มเย็นเป็นสุข

สีแดง หมายถึง เลือดเนื้อ

สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์

เมื่อรวมความหมาย สีแสด-สีเขียว แล้ว หมายความถึง โรงเรียนไผทอุดมศึกษาเป็นสถานศึกษาวิชาสามัยแล้วยังเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนให้นักเรียนมีคุณธรรม มีความสุขความเจริญ ความสมบูรณ์ ในการดำรงชีวิต เพื่อเป็นบุคลากรที่ดีของชาติต่อไป

คำขวัญ

“สุขุม รอบคอบ สามัคคี มีระเบียบ”

ปรัชญาประจำโรงเรียน

“เรียนดี กีฬาเก่ง เคร่งวินัย ใฝ่คุณธรรม”

โรงเรียนไผทอุดมศึกษา
โรงเรียนไผทอุดมศึกษา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก patai.ac.th, เฟซบุ๊ก Patai Udom Suksa School 

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำทีม ศธ.ตรวจโรงเรียนหาดใหญ่หลังน้ำท่วมหนัก พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.34 น.

นฤมล นำ ศธ.ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่ พร้อมร่วมครัวมูลนิธิธรรมนัส ให้กำลังใจอาสาเข้าฟื้นฟูเมืองกว่า 600 คน ส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน ปชช.

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูหลังอุทกภัยและสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ในช่วงเช้า ศ.ดร.นฤมล ได้ร่วมทำอาหารกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ พร้อมให้กำลังใจทีมจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้งจากจังหวัดนราธิวาสและยะลา รวมกว่า 600 คน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ถนน ชุมชน และจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษาเข้าร่วมภารกิจฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ส่งทีมนักศึกษาอาชีวะภายใต้โครงการ Fix It Center จำนวน 8 ชุด ชุดละ 5 คน พร้อมเครื่องมือซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน ลงพื้นที่เขต 8 เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

จากนั้นได้ลงสำรวจความเสียหายของโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา โดยยืนยันว่า กระทรวงศึกษาฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการซ่อมแซมสถานศึกษา การช่วยเหลือนักเรียน–ครอบครัว และการสนับสนุนกำลังคนจากภาคการศึกษา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด

นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่
นฤมล นำ ศธ ลุยสำรวจโรงเรียน หาดใหญ่

เรือยามฝั่งจีน–ญี่ปุ่นเผชิญหน้าใกล้หมู่เกาะพิพาท “เซ็งกากุ-เตี้ยวอวี๋”

เรือยามฝั่งจีน–ญี่ปุ่นเผชิญหน้าใกล้หมู่เกาะพิพาท "เซ็งกากุ-เตี้ยวอวี๋"

2 ธ.ค. 2568 16:45 น.

เรือยามฝั่งจีน–ญี่ปุ่นเผชิญหน้าใกล้หมู่เกาะพิพาท “เซ็งกากุ-เตี้ยวอวี๋”

ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังหน่วยยามฝั่งของทั้งสองชาติให้ข้อมูลที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุเผชิญหน้ากันใกล้หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก โดยฝ่ายจีนอ้างว่าเรือประมงญี่ปุ่นรุกล้ำน่านน้ำ ขณะที่ญี่ปุ่นยืนยันว่าได้เข้าสกัดและขับไล่เรือยามฝั่งจีนที่เข้าใกล้เรือประมงของตน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากผู้นำญี่ปุ่นแสดงความเห็นเรื่องไต้หวันที่สร้างความไม่พอใจต่อจีน

หน่วยยามฝั่งของจีนและญี่ปุ่นได้เปิดเผยข้อมูลที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุการณ์การเผชิญหน้าทางทะเลที่เกิดขึ้นใกล้หมู่เกาะที่มีความอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลจีนตะวันออก

หน่วยยามฝั่งจีน (CCG) แถลงว่า เรือประมงของญี่ปุ่นได้ “รุกล้ำน่านน้ำ” บริเวณหมู่เกาะเตี้ยวอวี๋ (Diaoyu Islands) ซึ่งเป็นชื่อที่จีนใช้เรียกหมู่เกาะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า หมู่เกาะเซ็งกากุ (Senkaku Islands) โดยจีนอ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะดังกล่าว แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ภายใต้การบริหารของญี่ปุ่นก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม หน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น (JCG) ระบุว่า พวกเขาได้เข้า สกัดกั้นและขับไล่เรือยามฝั่งจีนสองลำ ที่แล่นเข้าใกล้เรือประมงของญี่ปุ่น

เหตุการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ตกต่ำลงอย่างหนัก หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ได้แสดงความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน

ในการตอบคำถามในรัฐสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างเปิดเผย ได้กล่าวเป็นนัยว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณาดำเนินการทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

จีนมองว่าไต้หวันที่ปกครองตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของจีน และไม่ได้ปฏิเสธที่จะใช้กำลังเพื่อ “รวมชาติ” ซึ่งความคิดเห็นดังกล่าวได้นำไปสู่การตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย

นายหลิว เต๋อจวิน โฆษก CCG กล่าวว่า เรือของจีนได้เข้าใกล้และแจ้งเตือนเรือประมงญี่ปุ่นที่ “รุกล้ำน่านน้ำของจีนอย่างผิดกฎหมาย” โดยระบุว่า CCG ได้ใช้ “มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็น” และเรียกร้องให้ญี่ปุ่น “ยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดและยั่วยุในน่านน้ำเหล่านี้ทันที”

ขณะที่ JCG ได้ให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไป โดยระบุว่า พวกเขาเข้าใกล้เรือจีนทันทีที่พบเห็นการรุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นในเช้าตรู่ของวันอังคาร และได้สั่งให้เรือจีนออกจากพื้นที่ เรือลาดตระเวนของ JCG ได้ดูแลความปลอดภัยของเรือประมงญี่ปุ่น จนกระทั่งเรือ CCG เดินทางออกจากพื้นที่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

หมู่เกาะเซ็งกากุ หรือเตี้ยวอวี๋ ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ถือเป็นจุดความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างสองประเทศ แม้ว่าญี่ปุ่นและจีนจะเคยทำข้อตกลงหลักการร่วมกันในปี 2008 เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในทะเลจีนตะวันออกร่วมกัน แต่ความตึงเครียดก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

ในปีที่ผ่านมา จำนวนวันที่พบเห็นเรือของรัฐบาลจีนในน่านน้ำบริเวณดังกล่าวได้ทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงความพยายามที่จะทดสอบความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นในการปกป้องหมู่เกาะนี้.

ที่มา BBC

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมทีมนักบินอวกาศเสินโจว-20

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมทีมนักบินอวกาศเสินโจว-20

2 ธ.ค. 2568 14:09 น.

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมทีมนักบินอวกาศเสินโจว-20

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมสามนักบินอวกาศยานเสินโจว-20 แล้ว หลังใช้เวลาอยู่ในสถานีอวกาศจีนเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ โดยจะนำข้อมูลการทดลองอันล้ำค่ากลับมาศึกษาต่อ

หนูเหล่านี้ถูกส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศจีนพร้อมยานเสินโจว-21 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อทดลองถึงการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตต่อความท้าทายของสภาพแวดล้อมในอวกาศ เนื่องจากระยะเวลาที่อยู่บนสถานียาวนานกว่าที่วางแผนไว้ ระยะเวลาใช้ชีวิตในวงโคจรของพวกมันจึงเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า

ในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มแรกที่ถูกส่งไปยังสถานีอวกาศ หนูเหล่านี้ได้รับการเฝ้าสังเกตติดตามแบบหลายมิติด้วยกล้องวิดีโอ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงโคจร มีการเฝ้าจับตาดูกิจกรรมและพฤติกรรมของพวกมันอย่างละเอียดใกล้ชิด

นักวิจัยจะใช้ข้อมูลวิดีโอเหล่านี้ เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจว่า ในสภาวะไร้น้ำหนักและสภาพแวดล้อมที่จำกัด ส่งผลต่อพฤติกรรมและการปรับตัวของพวกมันอย่างไรบ้าง

ที่มา : CMG

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หนูทดลอง

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

2 ธ.ค. 2568 12:17 น.

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

ทางการบราซิลยืนยันเหตุสลด เมื่อวัยรุ่นชายอายุ 19 ปี ปีนกำแพงและรั้วนิรภัยความสูงกว่า 6 เมตร เข้าไปในกรงสิงโตภายในสวนสัตว์เมืองจูเอา เปสโซอา และถูกสิงโตเพศเมียขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าผู้เข้าชม ท่ามกลางภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ขณะที่สวนสัตว์ยืนยันไม่พิจารณายุติชีวิตสัตว์และชี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้

เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นที่สวนสัตว์และพฤกษศาสตร์ Arruda Camara Zoobotanical Park ในเมืองจูเอา เปสโซอา ประเทศบราซิล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 พ.ย.) เมื่อวัยรุ่นชายคนหนึ่งถูกสิงโตเพศเมียขย้ำจนเสียชีวิตภายในกรงสัตว์ ท่ามกลางสายตาของผู้เข้าชมสวนสัตว์

ทางการเทศบาลเมืองจูเอา เปสโซอา ระบุว่า ชายหนุ่มรายนี้ ซึ่งสื่อบราซิลระบุชื่อคือ เกอร์สัน เดอ เมโล มาชาโด อายุ 19 ปี ได้ “บุกรุกเข้าไปในกรงสิงโตเพศเมียโดยเจตนา” รัฐบาลท้องถิ่นระบุในแถลงการณ์ว่า “เขาปีนกำแพงสูงกว่า 6 เมตรอย่างรวดเร็วและน่าประหลาดใจ ปีนรั้วกั้นความปลอดภัย เข้าถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง และลงไปในกรง” 

วิดีโอเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์แสดงให้เห็น “เลโอน่า” (Leona) สิงโตเพศเมีย กำลังนอนอยู่ข้างกระจกที่กั้นระหว่างมันกับผู้เข้าชม ก่อนที่วัยรุ่นชายจะปีนลงมาจากต้นไม้ ผู้เข้าชมต่างส่งเสียงตกใจเมื่อเห็นเหตุการณ์

สิงโตเลโอน่าเห็นเขาและวิ่งตรงไปที่ต้นไม้ทันที ก่อนจะดึงร่างของมาชาโดลงสู่พื้น มีการเห็นพุ่มไม้สั่นไหว และวัยรุ่นคนดังกล่าวลุกขึ้นยืนอีกครั้งก่อนจะหายไปจากสายตา ผู้เข้าชมส่งเสียงอุทานว่า “มันได้ตัวเขาแล้ว… ได้ตัวเขาแล้ว” และ “พระเจ้าช่วย!” แถลงการณ์ของทางการระบุว่า มาชาโด “เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่เกิดจากสัตว์”

สัตวแพทย์ของสวนสัตว์ ชี้แจงว่า กรงสิงโตมีระบบป้องกันความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานและมีความสูงมากกว่า 6 เมตร โดยยืนยันว่า “เหตุการณ์นี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย และอยู่นอกเหนือสถานการณ์ใด ๆ ที่เป็นกิจวัตรของสวนสัตว์”

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า การสอบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า “การกระทำของชายคนดังกล่าวอาจเป็นความพยายามฆ่าตัวตาย”

ที่ปรึกษาด้านการคุ้มครองเด็กรายหนึ่งเปิดเผยในอินสตาแกรมว่า เธอได้ดูแลมาชาโดมาเป็นเวลา 8 ปี โดยระบุว่าเขาควรได้รับการบำบัดทางจิตเวช เนื่องจากมารดาและปู่ย่าตายายของเขามีอาการป่วยทางจิตเภท แต่จิตแพทย์ของรัฐกลับวินิจฉัยเพียงว่าเขามี “ปัญหาด้านพฤติกรรม” เธอยังกล่าวในบทสัมภาษณ์สื่ออื่น ๆ ว่า มาชาโดมีความฝันอยากเป็น นักฝึกสิงโต และครั้งหนึ่งเคยตัดรั้วสนามบินเพื่อเข้าไปซ่อนตัวในล้อเครื่องบินที่เขาเชื่อว่ากำลังจะไปแอฟริกา

สวนสัตว์ออกแถลงการณ์ผ่านทางอินสตาแกรมว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่อง “น่าเศร้าอย่างยิ่ง” และสวนสัตว์ถูกปิดเพื่อทำการสอบสวนต่อไป พร้อมยืนยันว่า “ไม่เคยมีการพิจารณาเรื่องการการุณยฆาต” สิงโตเลโอน่า เนื่องจากเธอ “ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว นอกบริบทของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”.

ที่มา CBS

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

2 ธ.ค. 2568 11:54 น.

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ เรียกร้องให้มีการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับความประมาทเลินเล่อขององค์กรในการจัดการข้อมูล หลังเกิดกรณีข้อมูลส่วนตัวลูกค้ากว่า 33 ล้านคนของ Coupang (คูปัง) ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของเกาหลีใต้รั่วไหล ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของประเทศ พร้อมสั่งทบทวนอัตราค่าปรับและค่าเสียหายเชิงลงโทษ โดยชี้ว่า ‘น่าตกใจ’ ที่ Coupang ไม่สามารถตรวจจับการถูกเจาะระบบได้นานถึง 5 เดือน

นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เรียกร้องให้มีการเพิ่มบทลงโทษต่อกรณีที่บริษัทแสดงความประมาทเลินเล่อในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยกล่าวว่าการรั่วไหลครั้งใหญ่ของข้อมูลลูกค้าที่เกิดขึ้นกับ Coupang (คูปัง) บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ครั้งสำคัญ

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าคูปัง ราว 33 ล้านคนถูกเปิดเผย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของเกาหลีใต้ ส่งผลให้หุ้นของคูปัง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ดิ่งลง 5% ในชั่วข้ามคืน และบริษัทกำลังเผชิญกับการสอบสวนของตำรวจ ค่าปรับที่มีโอกาสสูงลิ่ว รวมถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีแบบกลุ่ม

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งให้มีการทบทวนอัตราค่าปรับและค่าเสียหายเชิงลงโทษในคดีประเภทนี้ โดยระบุว่า “น่าตกใจ” ที่คูปังไม่สามารถตรวจพบการถูกเจาะระบบได้นานถึง 5 เดือน พร้อมสั่งให้เร่งระบุตัวผู้รับผิดชอบและนำมาลงโทษโดยเร็วที่สุด เขากล่าวว่า “แนวทางปฏิบัติและแนวคิดที่ผิด ๆ ของการไม่ให้ความสำคัญที่จำเป็นต่อการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นทรัพย์สินหลักในยุคปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง”

ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของเกาหลีใต้ บริษัทที่ไม่สามารถใช้มาตรการปกป้องข้อมูลที่เพียงพออาจถูกปรับสูงสุดถึง 3% ของรายได้ ซึ่งสำหรับคูปัง ที่มีรายได้ 38.3 ล้านล้านวอนในปี 2024 อาจหมายถึงค่าปรับที่สูงกว่า 1 ล้านล้านวอน (ราว 21,804 ล้านบาท)

นายเบรตต์ แมทเธส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยข้อมูลของคูปังกล่าวต่อรัฐสภาว่า ผู้กระทำความผิดได้รับ กุญแจเข้ารหัสส่วนตัวซึ่งทำให้พวกเขาสามารถสร้างโทเคนปลอมเพื่อสวมรอยเป็นลูกค้าได้ “เราเชื่อว่าบุคคลนี้ หากเป็นคนเดียวกัน มีบทบาทพิเศษภายในองค์กรที่น่าจะทำให้เขาสามารถเข้าถึงกุญแจที่ถูกนำไปได้” 

นายปาร์ค แด-จุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคูปัง เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยคือ อดีตวิศวกรของ คูปัง ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการยืนยันตัวตน โดยเสริมว่าอาจมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่ได้ระบุชื่อของบุคคลดังกล่าว

คูปังซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก SoftBank Group ของญี่ปุ่น ออกมาขออภัยสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สมาชิกรัฐสภาได้เรียกร้องให้นายบอม คิม ผู้ก่อตั้งบริษัทเชื้อสายเกาหลี-อเมริกัน ที่ก่อตั้งบริษัทในปี 2000 ออกมาขอโทษด้วยตนเอง

คูปังยืนยันว่า ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ชื่อลูกค้า, อีเมลและที่อยู่บ้าน, และหมายเลขโทรศัพท์ โดยจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลรั่วไหลมีจำนวนมากกว่าผู้ใช้งานบริการค้าปลีกออนไลน์ของ คูปังซึ่งบริษัทระบุว่ามี 24.7 ล้านคน การเจาะระบบคาดว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน แต่คูปังเพิ่งรายงานต่อทางการในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

ฮ่องกงช็อก พบ “ตาข่ายกันตก” บนตึกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่ได้มาตรฐานกันไฟ ตายพุ่ง 151 ราย

ฮ่องกงช็อก พบ "ตาข่ายกันตก" บนตึกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่ได้มาตรฐานกันไฟ ตายพุ่ง 151 ราย

2 ธ.ค. 2568 11:09 น.

ฮ่องกงช็อก พบ “ตาข่ายกันตก” บนตึกไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่ได้มาตรฐานกันไฟ ตายพุ่ง 151 ราย

ฮ่องกงเปิดเผยผลสอบล่าสุดพบว่า ตาข่ายป้องกันที่คลุมรอบนั่งร้านอาคาร 7 แห่ง ในอาคารคอมเพล็กซ์ที่เกิดไฟไหม้ครั้งเลวร้าย ไม่ผ่านมาตรฐานทนไฟ สวนทางผลตรวจเบื้องต้นที่เคยระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

ทางการฮ่องกงเปิดเผยผลสอบสวนล่าสุดที่พบว่า ตาข่ายป้องกันที่คลุมรอบนั่งร้านอาคาร 7 แห่ง ในอาคารคอมเพล็กซ์ Wang Fuk Court ที่เกิดไฟไหม้ครั้งเลวร้าย ไม่ผ่านมาตรฐานทนไฟ สวนทางกับผลตรวจเบื้องต้นที่เคยระบุว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปเก็บตัวอย่างในบางพื้นที่ได้เพราะไฟยังลุกไหม้อยู่

คริส เหลียง รัฐมนตรีความมั่นคงของฮ่องกง ระบุว่าหลังไฟดับ ทีมสืบสวนสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าได้ก่อนหน้านี้ และพบว่า 7 จุดจากหลายจุดที่ตรวจสอบไม่ผ่านมาตรฐาน และกระทบความปลอดภัยอย่างร้ายแรง

ขณะเดียวกัน ตำรวจฮ่องกงยืนยันว่า ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 151 ราย และยังมีผู้สูญหายกว่า 40 ราย โดยเจ้าหน้าที่หญิงรายหนึ่งถึงกับ สะอึกสะอื้นกลางแถลงข่าว พร้อมระบุว่าบางร่างถูกไฟเผาจนเป็นขี้เถ้า อาจทำให้ไม่สามารถค้นหาผู้สูญหายทั้งหมดได้

เหตุไฟไหม้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่แล้ว โดยลุกลามเผาอาคาร 7 จาก 8 อาคาร ที่มีผู้อยู่อาศัยราว 4,600 คน กลายเป็นหนึ่งในเหตุเพลิงไหม้อาคารที่รุนแรงที่สุดของฮ่องกงในรอบหลายสิบปี

ล่าสุด บรรยากาศโดยรอบที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยผู้คนวางดอกไม้ ข้อความไว้อาลัย และตุ๊กตานับไม่ถ้วน ขณะที่งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพุ่งสูงถึง 900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือ ประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งรัฐบาลฮ่องกงระบุว่าเงินจำนวนนี้ รวมถึงเงินตั้งต้นจากภาครัฐอีก 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง จะถูกนำไปช่วยผู้ประสบภัยฟื้นฟูบ้านเรือนและให้การสนับสนุนระยะยาว ขณะเดียวกัน ได้มีการมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับค่าใช้จ่ายเร่งด่วน เช่น ค่าทำศพและค่าที่พักชั่วคราวแล้ว

สำหรับข้อมูลล่าสุดจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมาพบว่า 

-ผู้ประสบภัย683 คน ได้เข้าพักในโรงแรมและโฮสเทล

-1,144 คน ถูกย้ายเข้าสู่ที่พักชั่วคราว

-มีศูนย์พักพิงฉุกเฉินเปิดให้บริการอีก 2 แห่ง

-เจ้าหน้าที่กำลังประเมินความปลอดภัยของอาคารที่เหลือ รวมถึงตึกต้นเพลิงที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด

ทั้งนี้ ในโซเชียลมีเดียของฮ่องกง ต่างเต็มไปด้วยความโกรธแค้น และมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดตาข่ายกันตกซึ่งควรช่วยชีวิตกลับกลายเป็นตัวการทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว ทำให้ชาวเน็จต่างเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไฟไหม้ฮ่องกง