นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ "ผ่าพิภพไททัน" อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

2 ธ.ค. 2568 11:08 น.

นายกฯ ญี่ปุ่นยกประโยคเด็ดมังงะ “ผ่าพิภพไททัน” อ้อนนักลงทุนกลางเวทีเศรษฐกิจซาอุฯ

นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น สร้างสีสันและเรียกเสียงฮือฮาในเวทีเศรษฐกิจที่กรุงโตเกียว ด้วยการหยิบยกวลีสุดโด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) ที่ว่า “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!) มาใช้ในการกล่าวปิดสุนทรพจน์ เพื่อเรียกร้องให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นและมาลงทุนในญี่ปุ่น ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดัน

ในเวทีเศรษฐกิจ FII PRIORITY Asia 2025 ที่จัดขึ้นที่กรุงโตเกียวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 ธ.ค.) นางทาคาอิจิกล่าวต่อผู้เข้าร่วมงานว่า “ดิฉันเข้าใจว่ามังงะและอนิเมะของญี่ปุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงในซาอุดีอาระเบีย มังงะอย่าง “กัปตันซึบาสะ” (Captain Tsubasa), “วันพีซ” (One Piece) และ “ดาบพิฆาตอสูร” (Demon Slayer) เป็นที่รู้จักกันดี”

จากนั้น เธอได้กล่าวสรุปสุนทรพจน์ด้วยการหยิบยืมประโยคที่โด่งดังจากมังงะเรื่อง “ผ่าพิภพไททัน” (Attack on Titan) โดยระบุว่า “แต่ในวันนี้ ดิฉันขออนุญาตยืมประโยคที่มีชื่อเสียงจาก “Attack on Titan” มาใช้ในการสรุปคำพูดของดิฉันค่ะ “แค่หุบปากซะ และลงทุนทั้งหมดในตัวฉัน!!” (Just shut your mouths. And invest everything in me!!)

การประชุม FII PRIORITY Asia 2025 เป็นการจัดงานย่อยที่ต่อยอดมาจากงาน Future Investment Initiative (FII) ประจำปีของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “การประชุมดาวอสกลางทะเลทราย”

นางทาคาอิจิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการดึงดูดการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก หลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลงในไตรมาสที่สามที่ผ่านมา

การประชุมระยะเวลาสองวันนี้ในกรุงโตเกียวยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมด้วย รวมถึง นายมาซาโยชิ ซัน ผู้ก่อตั้ง SoftBank ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เขาได้หลั่งน้ำตาเกี่ยวกับการขายหุ้นล่าสุดของบริษัทใน Nvidia บริษัทชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ

นายซนกล่าวว่า “ผมไม่อยากขายแม้แต่หุ้นเดียว แต่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อนำไปลงทุนใน OpenAI” และโครงการอื่น ๆ “ผมร้องไห้ตอนที่ต้องขายหุ้น Nvidia”.

ที่มา AFP

สุดสลด เรือโดยสารถูกคลื่นซัดล่มกลางแอมะซอน ดับอย่างน้อย 12 ราย เร่งหาผู้สูญหายอีกเพียบ

สุดสลด เรือโดยสารถูกคลื่นซัดล่มกลางแอมะซอน ดับอย่างน้อย 12 ราย เร่งหาผู้สูญหายอีกเพียบ

2 ธ.ค. 2568 10:13 น.

สุดสลด เรือโดยสารถูกคลื่นซัดล่มกลางแอมะซอน ดับอย่างน้อย 12 ราย เร่งหาผู้สูญหายอีกเพียบ

เกิดโศกนาฏกรรมกลางลำน้ำ ในเขตแอมะซอนของเปรู หลังดินริมตลิ่งถล่มลงสู่แม่น้ำ ส่งผลให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดใส่ เรือโดยสาร 2 ลำ พลิกคว่ำมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน ยังไม่ทราบจำนวนผู้สูญหาย

เหตุสลดครั้งนี้เกิดใกล้ท่าเรืออิปาเรีย ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าหนึ่งวันจากเมืองหลวงของภูมิภาคอูคายาลี โดยศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินกลาโหมพลเรือนแห่งชาติของเปรู ระบุว่าเหตุการณ์เกิดจากการพังทลายของตลิ่งแม่น้ำ ทำให้กองดินมหาศาลกระแทกน้ำ จนเกิดคลื่นรุนแรงซัดเรือทั้งสองลำคว่ำในพริบตา

เจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉินเผยว่า ขณะนี้มีผู้ได้รับการรักษาเกือบ 20 คน ที่ถูกช่วยขึ้นจากน้ำ แต่ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขผู้สูญหายได้ ทำให้การค้นหาเร่งด่วนต้องดำเนินต่อเนื่องโดยประสานกำลังจากกองทัพเรือเข้าพื้นที่

สื่อต่างประเทศมีการเผยคลิปนาทีระทึกที่ริมฝั่งแม่น้ำ หญิงหลายคนกำมือลูกวิ่งร้องไห้ด้วยความแตกตื่น ผู้คนพยายามช่วยเหลือผู้ประสบเหตุที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้น ขณะที่บางคนต้องพยายามว่ายน้ำขึ้นฝั่งด้วยตัวเอง ท่ามกลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ดังก้องไปทั่วพื้นที่

รายงานระบุว่า ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่เป็นชาวชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำอูคายาลี ซึ่งใช้เรือเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางและขนส่ง ทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างบาดแผลและความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้กับชุมชนท้องถิ่น

เหตุล่มครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุทางน้ำครั้งแรกของปี 2025 ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม เรือกองทัพเรือเปรูชนเข้ากับเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท Perenco บนแม่น้ำแอมะซอน ทำให้มีทหารเสียชีวิต 2 นาย และสูญหาย 1 ราย

ส่วนในเดือนกันยายน 2024 เหตุเกิดที่แม่น้ำอูคายาลีเช่นกัน โดยมีเรืออีกลำชนท่อนไม้ใต้น้ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และช่วยรอดชีวิตกว่า 80 คน

ล่าสุดการค้นหาครั้งนี้ยังคงเร่งดำเนินการแข่งกับเวลา ขณะที่ครอบครัวผู้สูญหายต่างมารอคอยริมแม่น้ำอย่างมีความหวังว่าจะพบคนที่รักกลับมาอีกครั้ง.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เรือล่ม

พบดอกบัวผุดหายาก บานสะพรั่งกลางป่าลึกฟิลิปปินส์ ใหญ่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

พบดอกบัวผุดหายาก บานสะพรั่งกลางป่าลึกฟิลิปปินส์ ใหญ่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

2 ธ.ค. 2568 09:32 น.

พบดอกบัวผุดหายาก บานสะพรั่งกลางป่าลึกฟิลิปปินส์ ใหญ่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

นักอนุรักษ์ธรรมชาติฟิลิปปินส์ค้นพบ ดอกบัวผุด ดอกไม้กาฝากหายากกำลังบานเต็มที่ในผืนป่าลึกของเขตภูมิทัศน์คุ้มครองอัลลาห์วัลเลย์ โดยนับเป็นดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์

เจ้าหน้าที่ภาคสนามของสำนักงานบริหารพื้นที่คุ้มครอง (PAMO) ได้บันทึกภาพและทำการวัดขนาดของดอกไม้กาฝากสีแดงเข้ม 5 กลีบ ชนิด Rafflesia schadenbergiana ลักษณะเนื้อหนาและขนาดมหึมา โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 93 เซนติเมตร  หรือ ราว 3 ฟุต และถือเป็นดอกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในพื้นที่อนุรักษ์แห่งนี้

ดอก Rafflesia schadenbergiana มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่าดอกศพ เนื่องจากมีกลิ่นคล้ายเนื้อเน่าจางๆ เพื่อดึงดูดแมลงผสมเกสร เป็นพืชปรสิตที่ ไม่มีใบ ไม่มีลำต้น และไม่มีรากจริง อาศัยอยู่ภายในเถาวัลย์สกุล Tetrastigma เท่านั้น ทำให้พบได้ยากอย่างยิ่ง

การค้นพบครั้งนี้ยังเกิดขึ้นใน เขตคุ้มครองเข้มงวด สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของงานอนุรักษ์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยตามธรรมชาติของพืชชนิดนี้ที่มีการกระจายตัวจำกัดมาก พบเพียงบางส่วนของจังหวัดดาเวา บุคิดนอน และเซาท์โคตาบาโต

ดอก Rafflesia schadenbergiana ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1882 โดยนักธรรมชาติชาวเยอรมัน ดร.อเล็กซานเดอร์ ชาเดนแบร์ก ใกล้ภูเขาอาโป ก่อนจะได้รับการบรรยายลักษณะทางวิทยาศาสตร์โดยนักพฤกษศาสตร์เยอรมัน ไฮน์ริช กุสตาฟ อดอล์ฟ เองเลอร์ ในปี 1886

ปัจจุบันพืชชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในสถานะ ใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤต (Critically Endangered – CR) และได้รับการยกย่องว่าเป็น สายพันธุ์ Rafflesia ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ และใหญ่เป็นอันดับสองของโลก.

ที่มา : viralpress

คลิกอ่านข่าว ดอกบัวผุด

เซเลนสกีเผย แผนสันติภาพของสหรัฐฯ ดูดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไข

เซเลนสกีเผย แผนสันติภาพของสหรัฐฯ ดูดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไข

2 ธ.ค. 2568 06:18 น.

เซเลนสกีเผย แผนสันติภาพของสหรัฐฯ ดูดีขึ้น แต่ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไข

เซเลนสกียังมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ โดยยอมรับว่า ประเด็นเรื่องดินแดนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุด แต่การเจรจายังดำเนินต่อไป

เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับความคืบหน้าของการทบทวนแผนสันติภาพที่เสนอโดยรัฐบาลสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า แผนการดูดีขึ้นหลังจากมีการปรับแก้ไข และจะมีการทำงานต่อไปในการเจรจาว่าจะยุติสงครามกับรัสเซียที่ดำเนินมานานเกือบ 4 ปีอย่างไร

นายเซเลนสกีพูดเรื่องดังกล่าวหลังพบปะพูดคุยกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส โดยเป็นการหารือครั้งล่าสุดเพื่อเป็นตัวกลางในการวางเงื่อนไขสำหรับการหยุดยิงที่อาจเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซียยืนยันว่า ในวันอังคารนี้ (2 ธ.ค.) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะพบกับนายสตีฟ วิทคอฟ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังมีรายงานข่าวว่า เขาสอนที่ปรึกษาด้านกิจการต่างประเทศของปูติน ว่าผู้นำรัสเซียควรเสนอแผนสันติภาพยูเครนต่อทรัมป์อย่างไร

การเยือนกรุงปารีสของนายเซเลนสกีมีขึ้นหลังจากการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ยูเครนและสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นการสนทนาที่มีประสิทธิภาพ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทบทวนแผนการที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ ซึ่งพัฒนาจากการเจรจาระหว่างวอชิงตันและมอสโก

อย่างไรก็ตาม แผนการสันติภาพดังกล่าว ถูกครหาว่าเอนเอียงไปทางข้อเรียกร้องของรัสเซียมากเกินไป และกำลังมีการพูดคุยเพื่อแก้ไขอยู่ในตอนนี้

นายเซเลนสกีกล่าวว่า แผนสันติภาพยังไม่เสร็จสิ้น และว่า เรื่องการควบคุมดินแดนของยูเครน เป็นเรื่องที่ซับซ้อนที่สุดในการหารือเกี่ยวกับแผนดังกล่าว

ด้านประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า การเจรจายังอยู่ใน “ระยะเริ่มต้น” แต่เรียกความเคลื่อนไหวทางการทูตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ว่าเป็น “ช่วงเวลาที่อาจเป็นจุดเปลี่ยน” สำหรับอนาคตของสันติภาพในยูเครนและความมั่นคงในยุโรป

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ลดความสำคัญของร่างแผนสันติภาพ 28 ข้อฉบับดั้งเดิมที่รัฐบาลของเขาเป็นผู้เสนอลง หลังจากเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากยูเครนและพันธมิตรในยุโรป เนื่องจากแผนดังกล่าวมีการจำกัดขนาดกองทัพของยูเครน, สกัดไม่ให้ประเทศเข้าร่วม NATO และกำหนดให้ยูเครนต้องสละดินแดน

ตอนนี้นายทรัมป์เรียกแผนดังกล่าวว่าเป็นเพียง “แนวคิด” ที่จะต้อง “ปรับแต่งอย่างละเอียด”

ผู้นำฝรั่งเศสกล่าวว่าเขาต้องการชื่นชมความพยายามด้านสันติภาพของสหรัฐฯ แต่ยืนยัน ว่าแผนสันติภาพใด ๆ จะสามารถมีข้อสรุปได้ก็ต่อเมื่อ “มียุโรปอยู่ร่วมโต๊ะเจรจาด้วยเท่านั้น”

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายมาครงได้เรียกร้องให้พันธมิตรตะวันตกมอบหลักประกันความมั่นคงที่ “แข็งแกร่งดุจหินผา” ให้กับยูเครน ในกรณีที่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพ เขายังสนับสนุนแผนการส่ง “กองกำลังสร้างความมั่นใจ” (reassurance force) ประจำการในยูเครนทั้งทางบก, ทะเล และอากาศ เพื่อช่วยรับรองความมั่นคงด้วย

นายมาครงบอกในวันจันทร์ว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการหารือที่สำคัญยิ่ง ระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในการรับประกันความมั่นคงของยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจ MRI ของทรัมป์ เจ้าตัวบอกไม่รู้ตรวจอะไร

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจ MRI ของทรัมป์ เจ้าตัวบอกไม่รู้ตรวจอะไร

2 ธ.ค. 2568 05:37 น.

ทำเนียบขาวเผยผลตรวจ MRI ของทรัมป์ เจ้าตัวบอกไม่รู้ตรวจอะไร

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลผลการตรวจ MRI ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแล้ว โดยที่เจ้าตัวระบุว่า ไม่รู้ว่าตรวจส่วนใดบ้าง แต่ร่างกายปกติดี

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค. 2568 ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้ารับการตรวจ การสร้างภาพขั้นสูงบริเวณช่องท้องและระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วยเหตุผลเชิงป้องกัน วันเดียวหลังจากที่นายทรัมป์บอกกับสื่อว่า เขาไม่รู้ว่า การตรวจ MRI ของเขาเมื่อเดือนตุลาคม ครอบคลุมอวัยวะส่วนใดบ้าง

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ (30 พ.ย.) ว่า การตรวจ MRI ที่ทำในเดือนตุลาคมนั้น ไม่ใช่การตรวจสมอง และผลการตรวจก็ “สมบูรณ์แบบ” แม้ว่าเขาจะไม่ทราบว่าครอบคลุมส่วนใด

“ไม่รู้เลย มันก็แค่ MRI” นายทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ หลังถูกถามว่าการตรวจครอบคลุมส่วนใดของร่างกาย “ส่วนไหนของร่างกายน่ะหรือ? ไม่ใช่สมอง เพราะผมได้ทำแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจแล้ว และ ผมทำได้คะแนนเต็ม”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวด้วยว่า เขาจะเผยแพร่ผลการตรวจ MRI ของตัวเองให้สาธารณะได้รับรู้

“เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจการทำงานของร่างกายอย่างครอบคลุมของประธานาธิบดี โดนัลด์ จูเนียร์ ทรัมป์ ได้มีการดำเนินการสร้างภาพขั้นสูง เนื่องจากผู้ชายในช่วงวัยของเขาจะได้รับประโยชน์จากการประเมินสุขภาพ หัวใจ, หลอดเลือด และช่องท้อง อย่างถี่ถ้วน” จดหมายลงวันที่ 1 ธันวาคม จาก นายแพทย์ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำตัวประธานาธิบดี ระบุ

“การสร้างภาพนี้มีวัตถุประสงค์เชิงป้องกัน เพื่อระบุปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ, ยืนยันสุขภาพโดยรวม และเพื่อให้แน่ใจว่าท่านยังคงรักษาความมีชีวิตชีวาและการทำงานในระยะยาว”

นายแพทย์บาร์บาเบลลาระบุต่อว่า การสร้างภาพระบบหัวใจและหลอดเลือดของประธานาธิบดี “เป็นปกติอย่างสมบูรณ์” และการสร้างภาพช่องท้องของเขาก็ “เป็นปกติอย่างสมบูรณ์เช่นกัน”

ทั้งนี้ นางสาวแคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวสหรัฐฯ อ่านจดหมายของนายแพทย์บาร์บาเบลลาให้ผู้สื่อข่าวฟังในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

สหรัฐฯ – UK บรรลุข้อตกลง คงภาษียา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ 0%

สหรัฐฯ – UK บรรลุข้อตกลง คงภาษียา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ 0%

2 ธ.ค. 2568 03:25 น.

สหรัฐฯ – UK บรรลุข้อตกลง คงภาษียา-เวชภัณฑ์ไว้ที่ 0%

สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรบรรลุข้อตกลงเพื่อคงอัตราภาษียาและเวชภัณฑ์ที่ UK ส่งออกให้สหรัฐฯ เหลือ 0% ต่อไปแล้ว ในขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขของ UK จะเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 1 ธ.ค. 2568 สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร บรรลุข้อตกลง คงอัตราภาษีศุลกากรสำหรับยาและเวชภัณฑ์ ที่ส่งออกจาก UK เข้าสู่สหรัฐฯ ไว้ที่ 0% ต่อไปอีก 3 ปี แลกกับการที่ UK จะต้องซื้อยาผ่านระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ในราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนั้น UK จะเพิ่มการใช้จ่ายของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) จาก 0.3% ของจีดีพี เป็น 0.6% ของจีดีพี ตลอดช่วง 10 ปีข้างหน้า จำกัดจำนวนเงินที่บริษัทผู้ผลิตยาต้องจ่ายคืนให้กับ NHS ไว้ที่ 15% เพื่อให้แน่ใจว่า NHS จะไม่ใช้จ่ายเกินงบประมาณที่จัดสรรไว้ หลังจากเมื่อปีก่อน บริษัทผู้ผลิตยาต้องจ่ายคืนมากกว่า 20%

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้ายามียี่ห้อในอัตราสูงสุดถึง 100% โดยยาเหล่านี้เป็นหนึ่งในสินค้าที่ UK ส่งออกไปสหรัฐฯ มากที่สุด

นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจและการค้าของสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะรับประกันว่า การส่งออกยาและเวชภัณฑ์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อย 5 พันล้านปอนด์ต่อปี จะเข้าสู่สหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งช่วยปกป้องงาน กระตุ้นการลงทุน และปูทางให้สหราชอาณาจักรกลายเป็น ศูนย์กลางระดับโลกสำหรับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

ตามข้อมูลของกระทรวงธุรกิจและการค้า สหราชอาณาจักรส่งออกยาไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 1.11 หมื่นล้านปอนด์ ในช่วง 12 เดือนจนถึงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็น 17.4% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของสหราชอาณาจักรในช่วงเวลานั้น

ยาและเวชภัณฑ์ไม่ได้รวมอยู่ในมาตรการภาษีที่นายทรัมป์เริ่มบังคับใช้เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา แต่เขาขู่ซ้ำๆ ว่า จะขึ้นภาษียาอ้างว่า กังวลที่สหรัฐฯ พึ่งพายาที่ผลิตในต่างประเทศมากเกินไป และต้องการเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้จับ 4 แฮกกล้อง IP ในบ้าน 120,000 ตัว ใช้ภาพสร้างสื่อลามก

เกาหลีใต้จับ 4 แฮกกล้อง IP ในบ้าน 120,000 ตัว ใช้ภาพสร้างสื่อลามก

2 ธ.ค. 2568 02:05 น.

เกาหลีใต้จับ 4 แฮกกล้อง IP ในบ้าน 120,000 ตัว ใช้ภาพสร้างสื่อลามก

เกาหลีใต้จับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ฐานแฮกกล้อง IP ในบ้านและธุรกิจต่างๆ กว่า 120,000 ตัว แล้วนำภาพไปใช้ผลิตสื่อลามกอนาจารและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ธ.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้จับกุมบุคคล 4 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า เจาะระบบกล้องวิดีโอในบ้านและธุรกิจต่างๆ มากกว่า 120,000 ตัว และใช้ภาพจากกล้องเหล่านั้นสร้างสื่อลามกอนาจารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศบนเว็บไซต์ในต่างประเทศ

ตำรวจประกาศการจับกุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ผู้ต้องสงสัยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกล้องไอพี (IP) หรือ กล้องอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล ซึ่งเป็นกล้องที่สามารถควบคุมและส่งข้อมูลภาพผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยช่องโหว่ดังกล่าวรวมถึง การตั้งรหัสผ่านที่เดาได้ง่ายเกินไป

กล้องไอพีเป็นทางเลือกที่มีราคาถูกกว่ากล้องวงจรปิดแบบดั้งเดิม ซึ่งกล้องเหล่านี้จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในบ้าน และมักถูกติดตั้งไว้เพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อเฝ้าดูความปลอดภัยของเด็กหรือสัตว์เลี้ยง

สถานที่ที่ถูกโจมตีในคดีนี้รวมถึง บ้านส่วนตัว, ห้องคาราโอเกะ, สตูดิโอพิลาทิส และคลินิกของแพทย์นรีเวช

แถลงการณ์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คน ก่อเหตุด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ร่วมมือหรือสมคบคิดกัน โดยรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่า เจาะระบบกล้อง 63,000 ตัว และผลิตวิดีโอแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ 545 รายการ และขายไปเป็นเงินมูลค่า 35 ล้านวอน (ราว 762,400 บาท)

ผู้ต้องสงสัยอีกรายถูกกล่าวหาว่าเจาะระบบกล้อง 70,000 ตัว และขายวิดีโอ 648 รายการ เป็นมูลค่า 18 ล้านวอน (ราว 392,000 บาท) โดยผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายนี้ เป็นผู้ผลิตวิดีโอถึง 62% ของวิดีโอที่ถูกโพสต์บนเว็บไซต์เผยแพร่ภาพที่ได้จากการแฮกกล้องไอพีในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะนี้ตำรวจกำลังดำเนินการบล็อกและปิดเว็บไซต์ดังกล่าว และกำลังให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อสืบสวนผู้ดำเนินการเว็บไซต์ พวกเขายังได้จับกุมบุคคลอีกสามคนที่ต้องสงสัยว่า ซื้อและดูเนื้อหาผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวด้วย

“การเจาะระบบกล้อง IP และการถ่ายทำอย่างผิดกฎหมายสร้างความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงต่อเหยื่อ และถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ดังนั้นเราจะกำจัดสิ่งเหล่านี้ผ่านการสืบสวนอย่างเข้มข้น” นายพัค อู-ฮยอน หัวหน้าฝ่ายสืบสวนอาชญากรรมไซเบอร์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าว

“การดูและการครอบครองวิดีโอที่ถ่ายทำอย่างผิดกฎหมายก็เป็นอาชญากรรมร้ายแรงเช่นกัน ดังนั้นเราจะสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีใต้เข้าพบ หรือแจ้งเตือนเหยื่อในสถานที่ 58 แห่ง ให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนรหัสผ่าน พวกเขายังให้ความช่วยเหลือเหยื่อในการลบและบล็อกเนื้อหา และกำลังดำเนินการเพื่อระบุตัวบุคคลอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับทะลุ 1,100 ศพ น้ำท่วมหลายชาติเอเชีย กองทัพเร่งช่วยผู้ประสบภัย

ดับทะลุ 1,100 ศพ น้ำท่วมหลายชาติเอเชีย กองทัพเร่งช่วยผู้ประสบภัย

1 ธ.ค. 2568 23:44 น.

ดับทะลุ 1,100 ศพ น้ำท่วมหลายชาติเอเชีย กองทัพเร่งช่วยผู้ประสบภัย

เหตุน้ำท่วมรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,100 ศพแล้ว และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 1 ธ.ค. 2568 จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรงในหลายพื้นที่ของเอเชีย เพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 1,100 ศพแล้ว โดยที่อินโดนีเซียกับศรีลังกา ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุอย่างหนัก กำลังส่งทหารเข้าช่วยเหลือประชาชนผู้รอดชีวิต

ระบบสภาพอากาศรูปแบบต่างๆ ทำให้เกิดฝนตกหนัก ยาวนานทั่วทั้งเกาะศรีลังกา และพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย, ทางใต้ของประเทศไทย และทางเหนือของมาเลเซีย เมื่อสัปดาห์ก่อน ประชาชนต้องขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้านเพื่อรอความช่วยเหลือด้วยเรือหรือเฮลิคอปเตอร์ และยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ถูกตัดขาด

นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เดินทางลงพื้นที่ในจังหวัดสุมาตราเหนือเมื่อวันจันทร์ โดยเขากล่าวว่า “หวังว่า ช่วงที่เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว” และตอนนี้สิ่งสำคัญอันดับแรกของรัฐบาลคือ การหาวิธีส่งความช่วยเหลือที่จำเป็นให้ได้ทันที โดยให้ความสำคัญกับหมู่บ้านที่ถูกตัดขาดเป็นพิเศษ

ตอนนี้นายปราโบโวกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก เนื่องจากหลายฝ่ายต้องการให้เขาประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อยกระดับการตอบสนองต่อเหตุน้ำท่วมและดินถล่ม ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 593 ศพ และยังมีผู้สูญหายเกือบ 470 ราย นอกจากนั้น นายปราโบโวไม่ได้เรียกร้องความช่วยเหลือจากนานาชาติด้วย

ที่ศรีลังกา รัฐบาลได้เรียกร้องความช่วยเหลือจากนานาชาติ และใช้เฮลิคอปเตอร์ทหารเพื่อเข้าถึงประชาชนที่ติดค้างอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ หลังเกิดน้ำท่วมและดินถล่มจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์”

เจ้าหน้าที่ศรีลังการะบุเมื่อวันจันทร์ว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 355 ศพ และยังคงมีผู้สูญหายอีก 366 ราย ระดับน้ำท่วมในกรุงโคลัมโบ เพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันจันทร์ ก่อนจะเริ่มลดลงหลังจากฝนหยุดตก ทำให้ร้านค้าและสำนักงานบางแห่งเริ่มเปิดทำการอีกครั้ง

นางเอ็มมา บริกแฮม ตัวแทนจาก UNICEF เตือนว่า การเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงมีข้อจำกัด ถนนและสะพานหลายแห่งได้รับความเสียหาย และการสื่อสารก็ถูกจำกัด นอกจากนั้น การขาดแคลนน้ำสะอาด ทำให้ผู้ประสบภัยอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อย ๆ

นางบริกแฮมกล่าวอีกว่า UNICEF กำลังลำเลียงเม็ดทำน้ำสะอาดไปให้ผู้ประสบภัยในศรีลังกา ในขณะที่เจ้าหน้าที่เตรียมรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น โรคระบาด และเมื่อน้ำท่วมลดลง “เราจะได้เห็นระดับความเสียหายที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร”

ทั้งนี้ หลายพื้นที่ในเอเชียกำลังอยู่ในช่วงฤดูมรสุมประจำปี แต่เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย ถูกซ้ำเติมจากพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก จนทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นพิเศษ

สำนักข่าวแชนเนลนิวส์เอเชีย รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ของไทยในวันจันทร์ (1 ธ.ค.) ว่า ฝนที่ตกลงมาหลายระลอก ทำให้เกิดน้ำท่วมคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 176 ศพ ในภาคใต้ของประเทศไทย ส่วนที่มาเลเซีย มีฝนตกหนักและน้ำท่วมกินพื้นที่กว้างในรัฐปะลิส ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน

สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน

1 ธ.ค. 2568 22:20 น.

สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน

สิงคโปร์ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดถึง 3 คนภายในเวลาเพียง 2 วันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่การไต่สวนคดีต่อต้านโทษประหารกำลังจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ธ.ค. 2568 ว่า สิงคโปร์ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดถึง 3 คนในวันพุธและพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26-27 พ.ย.) ทำให้ในปีนี้พวกเขาดำเนินการประหารชีวิตนักโทษไปแล้ว 17 ราย สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2546

หนึ่งในผู้ที่ถูกประหารชีวิตคือนาย ซามินาธาน เซลวาราจู (Saminathan Selvaraju) ชาวมาเลเซีย ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานขนส่งไดอะมอร์ฟีน หรือที่รู้จักกันในชื่อเฮโรอีนหนัก 301.6 กรัม จากมาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ในคืนวันที่ 21 พ.ย. 2556

นายซามินาธานพยายามโต้แย้งว่า เขาขับรถบรรทุกของบริษัทในช่วงเช้าวันเกิดเหตุ แต่ไม่ได้เป็นคนขับตอนที่รถบรรทุกขนยาเสพติดเข้าสู่สิงคโปร์ และอ้างด้วยว่า รถคันเดียวกันนี้ มีคนขับใช้งานร่วมกันหลายคน

เจ้าหน้าที่สืบสวนพบบัตรตรวจคนเข้าเมืองที่กรอกไว้ล่วงหน้า พร้อมลายเซ็นของนายซามินาธานในรถคันดังกล่าว โดยบัตรใบหนึ่งมีข้อมูลที่อยู่แห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นจุดที่พบยาเสพติดในภายหลัง แต่นายซามินาธานยืนยันว่า เขาไม่ได้เขียนบัตรดังกล่าว

ผู้พิพากษาปฏิเสธข้อโต้แย้งของนายซามินาธาน แม้เขาจะพยายามต่อสู้ทางกฎหมายมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเขาก็ถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (27 พ.ย.)

การประหารชีวิตดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียว ก่อนที่ศาลจะเริ่มการไต่สวนกรณีที่นักเคลื่อนไหว 7 คนยื่นฟ้องร้องต่อต้านกฎหมายการประหารชีวิต โดยอ้างว่า โทษประหารชีวิตของสิงคโปร์เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับรองสิทธิ์ในการมีชีวิตและสิทธิ์ในการได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

รัฐธรรมนูญของสิงคโปร์ระบุว่า “บุคคลใดจะถูกลิดรอนชีวิตหรือเสรีภาพส่วนบุคคลมิได้ เว้นแต่โดยชอบด้วยกฎหมาย”

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายต่อต้านยาเสพติดรุนแรงที่สุดในโลก โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการยับยั้งอาชญากรรมยาเสพติด ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้ใดที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบค้า (ซึ่งรวมถึงการขาย การให้ การขนส่ง หรือการให้ยา) สารไดอะมอร์ฟีนเกิน 15 กรัม, โคเคนเกิน 30 กรัม, เมทแอมเฟตามีนเกิน 250 กรัม และกัญชาเกิน 500 กรัมในสิงคโปร์ จะได้รับโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักเคลื่อนไหวท้องถิ่นที่เรียกว่า “Transformative Justice Collective” ระบุว่า “ระบบการควบคุมยาเสพติดที่โหดร้ายของสิงคโปร์กำลังถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก” และเสริมว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงดำเนินการประหารชีวิตผู้คนในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

แต่รัฐบาลสิงคโปร์ยืนยันมาตลอดว่า การยกเลิกโทษประหารชีวิตอาจนำไปสู่ผลที่ตามมาที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม, ความรุนแรง, การเสียชีวิตจากยาเสพติด และการเสียชีวิตของเยาวชนผู้บริสุทธิ์

นาย เค. ชันมูกัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเดือนมกราคมว่า “ในฐานะผู้ออกนโยบาย เราต้องละทิ้งความรู้สึกส่วนตัว และทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่… เราไม่สามารถสงบใจได้ หากเราดำเนินการในลักษณะที่จะนำไปสู่การเสียชีวิตของคนบริสุทธิ์จำนวนมากในสิงคโปร์”

อนึ่ง แบบสำรวจความคิดเห็นในปี 2566 ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงมหาดไทยชี้ว่า ราว 69% จากผู้รับการสำรวจจำนวน 2,000 คน ซึ่งมีทั้งพลเรือนและผู้อยู่อาศัยถาวร เห็นด้วยว่า โทษประหารชีวิตเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบค้ายาเสพติดในปริมาณมาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ประชุมเตรียมพร้อมภารกิจ’ดัดแปรสภาพอากาศ’ บรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ประชุมเตรียมพร้อมภารกิจ'ดัดแปรสภาพอากาศ' บรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ประชุมเตรียมพร้อมภารกิจ’ดัดแปรสภาพอากาศ’ บรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.16 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมติดตามการเตรียมความพร้อมภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ณ ห้องประชุมศูนย์ฝนหลวงหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงติดตามสภาพอากาศเพื่อเตรียมช่วยเหลือพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย

– 006