‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน’โครงการหลวง 2568’

'อธิบดีกรมการข้าว'เฝ้ารับเสด็จฯ'ในหลวง-พระราชินี'ทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน'โครงการหลวง 2568'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เฝ้ารับเสด็จฯ’ในหลวง-พระราชินี’ทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน’โครงการหลวง 2568’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.51 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เฝ้ารับเสด็จฯ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี”เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และทรงเปิดงาน”โครงการหลวง 2568″ที่จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 18.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเปิด “อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” และทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 2568” โดยมี พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ พร้อมคณะกรรมการจัดงาน และข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับเสด็จ

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) แล้วเสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

“อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงก่อตั้งโครงการหลวง และทรงวางรากฐานการพัฒนาทางเลือกบนที่สูงอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นอาคารเรียนรู้ของสถาบันการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง ในการสนองพระบรมราโชบายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการหลวง ที่ประสบผลสำเร็จจนเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เป็นอาคาร 3 ชั้น ประกอบด้วยห้องต่างๆ อาทิ ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ ห้องอบรมประชุมสัมมนา ห้องนิทรรศการถ่ายทอดประวัติศาสตร์โครงการหลวง และห้องการเรียนการสอนหลักสูตรต่างๆ อีกทั้งเป็นต้นแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภาคใต้ต่อเนื่อง ภายหลังน้ำลด เร่งจัดการซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาล ป้องกันโรคระบาด

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ดูแลสุขภาพปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงต่อเนื่องจากช่วงเผชิญเหตุ รวมถึงยังคงแจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานและอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรให้กลับมาโดยเร็ว

ก่อนหน้านี้ ในระยะเผชิญเหตุกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรใน 10 จังหวัดภาคใต้ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา ตรัง นราธิวาส และยะลา ครอบคลุมพื้นที่ 97 อำเภอ 610 ตำบล 3,822 หมู่บ้าน ด้วยการมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 809,230 กิโลกรัม อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยง 271,203 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) 552 ชุด และแจกจ่ายถุงยังชีพสัตว์ โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 ตลอดจนตามแผนฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์

จากการสำรวจเบื้องต้นพบเกษตรกรได้รับผลกระทบรวม 209,923 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 13,889,488 ตัว ประกอบด้วย โค กระบือ สุกร แพะ แกะ และสัตว์ปีก พบสัตว์ตายและสูญหาย ทั้งสิ้น 88,712 ตัว ใน 9 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี สตูล สุราษฎร์ธานี นราธิวาส สงขลา และยะลาโดยในจำนวนนี้เป็นโค 576 ตัว กระบือ 39 ตัว สุกร 61 ตัว แพะ 82 ตัว แกะ 33 ตัว และสัตว์ปีก 87,921 ตัว

มาตรการที่สำคัญอีกประการคือ การกำจัดซากสัตว์อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันโรคระบาดในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งระดับน้ำลดลงแล้ว กรมปศุสัตว์ได้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษจากหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดการเหตุการณ์ที่ได้รับแจ้ง โดยสามารถกำจัดซากสัตว์ตามหลักสุขาภิบาลได้ รวมทั้งสิ้น 314 ซาก ได้แก่ ไก่ 30 ตัว หมู 27 ตัว แพะ 157 ตัว โค 86 ตัว สุนัข 7 ตัว แมว 6 ตัว และกระต่าย 1 ตัว พร้อมฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค และรักษาสุขอนามัยของชุมชน

กรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมั่นใจว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รวมถึง แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่ หากพบซากสัตว์ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนด่านกักกันสัตว์สงขลา โทร. 089-598-1493 หรือ 080-713-8229

– 006

‘เลขาธิการ สปก.’ ลงพื้นที่ ‘หาดใหญ่’ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ หลังน้ำลด

‘เลขาธิการ สปก.’ ลงพื้นที่ ‘หาดใหญ่’ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ หลังน้ำลด

‘เลขาธิการ สปก.’ ลงพื้นที่ ‘หาดใหญ่’ ร่วม ‘บิ๊กคลีนนิ่ง’ หลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) นายสุรชัย ยุทธชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ติดตามคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่กู้หาดใหญ่ หลังวิกฤตน้ำท่วมคลี่คลาย เร่งเก็บกวาด เคลียร์พื้นที่ ตั้งโรงครัวเติมพลัง พร้อมแจกแผงโซลาร์เซลล์แก้ปัญหาไฟเข้าไม่ถึง ส่งกำลังใจถึงมือทุกบ้าน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารข้าราชการทั้ง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผนึกกำลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน Big Cleaning หลังสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่คลี่คลาย

โดย ร้อยเอก ธรรมนัส ได้นำทีมจัดการยานพาหนะบนพื้นผิวจราจร เนื่องจากมีรถของประชาชนที่นำมาจอดเอาไว้และยังไม่สามารถขยับเคลื่อนออกได้ จากนั้นกรมชลประทานระดมเครื่องจักรเครื่องมือและรถบรรทุก เข้าดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายบริเวณวงเวียนหน้าหมู่บ้านฉัตรทอง เขต 8 โดยเร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และเคลียร์พื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ยังได้ตั้งโรงครัวที่โรงเรียนนานาชาติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เนื่องจากถึงแม้ว่าน้ำจะลดลงแล้ว แต่ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนจากสภาพบ้านที่อยู่อาศัยเสียหายอย่างหนัก และในพื้นที่ยังหาอาหารรับประทานได้ยาก รวมถึงโครงสร้างไฟฟ้าภายในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมจนเสียหาย แม้การไฟฟ้าจะสามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 80% แล้ว แต่ปลั๊กไฟ สายไฟ และตู้ไฟภายในบ้านหลายหลังยังใช้งานไม่ได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงได้นำแผงโซลาร์เซลล์มาแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องไฟฟ้า

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ ได้มีประชาชนกล่าวแสดงความชื่นชมและขอบคุณ พร้อมทั้งขอถ่ายรูปกับ ร้อยเอก ธรรมนัส เป็นจำนวนมาก

-(016)

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.22 น.

2 ธันวาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมทั้งเปิดกิจกรรม Kick off การอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง โดยมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนาม MOU อีกทั้ง นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายยอดศักดิ์ รักษาแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  นางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร

นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ดำเนินนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต โดยมุ่งเน้นการดูแลทุกครอบครัวอย่างไร้รอยต่อแบบ Family First เพื่อเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ ควบคู่กับการคุ้มครองทางสังคม ด้วยสิทธิสวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการพัฒนาอาชีพ ภายใต้แนวคิด “Care Economy” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบูรณาการด้านคุณภาพชีวิตและด้านคนเปราะบางของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งผลให้วันนี้ มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เป็น “นโยบายใกล้บ้าน” เพื่อให้ “นโยบายถึงบ้าน” ได้โดยเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคม การสร้างความเป็นธรรม และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน

นายอัครา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก อาทิ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ในการจัดการความขัดแย้ง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นสำคัญ ซึ่งจะอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง รวมถึงบูรณาการการดูแลสุขอนามัย โดยการประสานส่งต่อเพื่อการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเสริมสร้างสุขภาพ และการบริการด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มเปราะบางแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ หลังจากการลงนามความร่วมมือในวันนี้ ทั้ง 3 กระทรวง จะสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนทุกมิติ  อีกทั้งยังมีการจัดอบรมหลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบุคลากรในการจัดการความขัดแย้ง เป็นกระบวนการสำคัญในการอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นดำริของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้มีแนวทางการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เพราะภารกิจของกระทรวง พม. คือดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางตั้งแต่เกิดไปจนถึงเสียชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลด้านสุขภาพ และข้อกฎหมายต่างๆ  จึงมี 3 กระทรวงหลักในการดูแลพี่น้องประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในทิศทางเดียวกัน อาทิ การเกิดอุทกภัยที่ภาคใต้ ทั้ง 3 กระทรวง มีส่วนร่วมในการดูแลประชาชน โดยกระทรวง พม. ดูแลด้านสิทธิสวัสดิการสังคม กระทรวง สธ. ดูแลด้านสุขภาพ และกระทรวง ยธ. ดูแลด้านข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกิดจากความเสียหาย อีกทั้งยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องเรื่องการไกล่เกลี่ยในกรณีที่มีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว

-(016)

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี ‘FNCA 2025’ ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี 'FNCA 2025' ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี ‘FNCA 2025’ ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี Forum for Nuclear Cooperation in Asia (FNCA) ประจำปี 2025 ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ระหว่าง 13 ประเทศในเอเชีย–แปซิฟิก ภายใต้การนำของรัฐบาลญี่ปุ่น การประชุมในปีนี้ครอบคลุมความคืบหน้าโครงการร่วมทั้ง 8 ด้าน เช่น การใช้ประโยชน์เครื่องปฏิกรณ์วิจัย การปรับปรุงพันธุ์พืช การใช้รังสีในอุตสาหกรรมและอาหาร การแพทย์นิวเคลียร์ ความปลอดภัยรังสี การจัดการกากกัมมันตรังสี ความมั่นคงปลอดภัยนิวเคลียร์ และการประเมินคาร์บอนจากดินป่าไม้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเทศไทยได้รับเกียรติให้บรรยาย Lead Speech ในหัวข้อ “Prospect of Nuclear Energy in Thailand: From Small Modular Reactors to Fusion Energy—Thailand’s path to a clean energy of the future” โดย รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ได้นำเสนอทิศทางพลังงานนิวเคลียร์ของไทยในฐานะแหล่งพลังงานฐานที่สะอาดและมั่นคง สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี  2050 และ Net Zero ปี 2065  โดยไทยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอนาคตสองด้าน คือ

1. เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งมีระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety และถูกบรรจุในร่างแผน PDP 2024

2. เทคโนโลยีฟิวชัน ผ่านการวิจัยด้วยเครื่อง Thailand Tokamak-1 (TT-1) ของ สทน. เพื่อวางรากฐานบุคลากรด้านฟิวชันในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือความท้าทายร่วมของภูมิภาค เช่น การยอมรับของสาธารณชน การพัฒนาบุคลากร กฎหมาย และกรอบความปลอดภัยที่ทันสมัย ซึ่งไทยพร้อมเสริมความร่วมมือในทุกมิติ การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นการสะท้อนบทบาทของไทยในเวทีนิวเคลียร์นานาชาติ และเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันพลังงานสะอาดของอนาคต

ภายหลังการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี FNCA 2025 คณะผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ได้เดินทางศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย  การศึกษาดูงานประกอบด้วย 3 แห่งสำคัญ ได้แก่

1.บริษัท Hitachi GE Nuclear Energy ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ รวมถึง SMR แบบ BWRX-300 ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ทั่วโลกให้ความสนใจในการผลิตพลังงานสะอาดและปลอดภัย

2.Naka Institute for Fusion Science and Technology (QST) สถาบันวิจัยฟิวชันของญี่ปุ่น ผู้พัฒนาโทคาแมค JT-60SA ซึ่งเป็นเครื่องโทคาแมคแบบ superconducting magnet ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สามารถใช้งานได้ในปัจจุบัน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาพลังงานฟิวชันในอนาคต

3.Japan Atomic Energy Agency (JAEA) คณะได้เยี่ยมชมเครื่องปฏิกรณ์วิจัย JRR-3 กำลังผลิต 20    เมกะวัตต์ ใช้สำหรับการทดลองลำแสงนิวตรอน การศึกษาวัสดุศาสตร์ และการผลิตไอโซโทปทางการแพทย์ โดยเครื่องปฏิกรณ์นี้ผ่านการปรับปรุงตามมาตรฐานความปลอดภัยใหม่หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ และกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งในปี 2021

การศึกษาดูงานครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์และฟิวชัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานสะอาดและมั่นคงในอนาคต

-(016)

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

เนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา สำนักอัยการสูงสุดและสมาคมภริยาอัยการ ร่วมจัดกิจกรรมเชิญชวนข้าราชการทุกหมู่เหล่า และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘สำหรับกิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกปี โดยปีนี้นับเป็นปีที่ ๒๓  จะถูกจัดขึ้นในวันที่ ๓ และ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘  ณ อาคารสมาคมภริยาอัยการ (ถนนรัชดาภิเษก) การนี้ คุณเกษร แก้วทิพย์ ในฐานะนายกสมาคมภริยาอัยการ  ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้เป็นอย่างมาก  และอยากเชิญชวนทุกๆท่านเดินทางมาร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดาในปี พ.ศ.๒๕๖๘  เริ่มงานตั้งแต่ ๐๘.๓๐ -๑๗.๐๐ น

‘คิโชเก้’ ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก ย้ำวิ่งให้สนุกแล้วความสำเร็จจะตามมา

‘คิโชเก้’ ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก ย้ำวิ่งให้สนุกแล้วความสำเร็จจะตามมา

‘คิโชเก้’ ตำนานนักวิ่งมาราธอนระดับโลก ย้ำวิ่งให้สนุกแล้วความสำเร็จจะตามมา

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

ความเคลื่อนไหวของ เอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของ ๒ เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ แชมป์ 11 เมเจอร์ ได้ร่วมทำกิจกรรม “ไนกี้ รีคัฟเวอรี่ รัน” (Nike Discovery Run With Kipchoge) ที่สวนสาธารณะ 100 ปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังได้ร่วมลงวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ในมหกรรมการแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับโลก “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ 8” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สำหรับกิจกรรม “ไนกี้ รีคอฟเวอรี่ รัน” ครั้งนี้เปิดโอกาสให้แฟนคลับที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ ไนกี้ และนักวิ่งสมาชิกของไนกี้และพัทธมิตรธุรกิจเข้าร่วมพบปะพูดคุยกับ เอเลียด คิปโชเก้ แบบใกล้ชิดและเป็นกันเอง

เอเลียด คิปโชเก้ ยังได้แนะนำเทคนิคในการวิ่งมาราธอนให้ประสบความสำเร็จว่า “นอกจากการเตรียมร่างกายให้พร้อม ฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอแล้ว เมื่อเจอข้อผิดพลาดจาการวิ่ง อย่าเสียใจ ให้นับมาปรับปรุงแก้ไจ เราต้องสนุกกับการวิ่งและมีความสุขในทุกๆ ครั้งด้วย”

เมื่อแฟนคลับนักวิ่งถามว่า อะไรคือสิ่งที่ชอบเป็นที่สองรองจากการวิ่ง และจากความสำเร็จที่ผ่านมาทำอย่างไรเขาถึงเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนี้  เขาตอบว่า “สำหรับผมๆ ให้ความสำคัญกับความสุขที่ได้วิ่งเข้าเส้นชัย และสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือการใช้ชีวิตให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับวันนี้ ไม่ใช่อยู่กับเมื่อวาน ถึงมีเงินคุณก็ไม่สามารถซื้ออดีตกลับมาได้ อย่ากังวัลหรือเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และผมได้ข้อคิดเพิ่มจากการได้เจอ บัวขาว นักมวยไทย ที่แม้มีชื่อเสียงโด่งดังก็ยังใช้ชีวิตแบบมีความสุขเช่นคนทั่วไป”

สำหรับการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568  รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2025 Presented by TOYOTA  ที่เพิ่งปิดฉากลงไปอย่างดงาม  เพื่อผลักดันและยกระดับให้เป็น 1 ใน 10  รายการวิ่งมาราธอนระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นในเมืองหลวงอย่างเป็นทางการของสมาคมกรีฑาโลก (THE OFFICIAL WORLD CAPITAL MARATHON SERIES) เทียบเท่ามาราธอนระดับเมเจอร์โลก เพื่อส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงด้านการท่องเที่ยวและกีฬา (SPORTS TOURISM CAPITAL CITY) และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ จำนวน 48,000  คน ผู้ร่วมเดินทาง เจ้าหน้าที่ และประชาชน จำนวนไม่น้อยกว่า 80,000  คน ก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่น้อยกว่า 1.400 ล้านบาท  โดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับกรุงเทพมหานคร, สมาคมกรีฑาโลก และไทยแลนด์ไตรลีก (ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ)

ไวไว ผนึกกำลังภาครัฐ ร่วมปฏิบัติการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” สานต่อพันธกิจดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

ไวไว ผนึกกำลังภาครัฐ ร่วมปฏิบัติการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” สานต่อพันธกิจดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

ไวไว ผนึกกำลังภาครัฐ ร่วมปฏิบัติการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” สานต่อพันธกิจดูแลสังคมอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว,บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควิกแสบ ,เส้นหมี่อบแห้งไวไวและผงปรุงสำเร็จตรารสเด็ด  ตอกย้ำบทบาทองค์กรที่ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย เดินหน้าร่วมเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” ภายใต้การผลักดันของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยมุ่งส่งมอบความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เข้าถึงพื้นที่จริง และเกิดประโยชน์แก่ผู้ประสบภัยอย่างสูงสุด

“Extra Happiness Christmas Tree” จากปลายพู่กัน 50 ศิลปินดาวน์ซินโดรม ที่ รร.คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

“Extra Happiness Christmas Tree”  จากปลายพู่กัน 50 ศิลปินดาวน์ซินโดรม ที่ รร.คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

“Extra Happiness Christmas Tree” จากปลายพู่กัน 50 ศิลปินดาวน์ซินโดรม ที่ รร.คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

ในช่วงที่ลมหนาวพัดผ่านและแสงไฟแห่งการเฉลิมฉลองเริ่มสว่างขึ้น เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้จะมีความหมายลึกซึ้งมากขึ้นเมื่อ 21/3 STUDIO สตูดิโอศิลปะสำหรับผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมแห่งแรกในประเทศไทย จับมือกับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ร่วมกันเนรมิต “Extra Happiness Christmas Tree” ต้นคริสต์มาสในรูปแบบ Art Installation ที่ไม่ได้ประดับด้วยของตกแต่งเหมือนต้นคริสต์มาสทั่วไป แต่สร้างขึ้นจากภาพวาดของศิลปินที่มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญาหลากหลายวัย

Extra Happiness Christmas Tree ถือเป็นครั้งแรกของการนำภาพวาดจากฝีมือของผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญามาจัดแสดงในรูปแบบต้นคริสต์มาสที่มีความสูงราว 4 เมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Shining through Reflection of Infinity Happiness” หรือ “เฉิดฉายผ่านแสงสะท้อนของความสุขไม่รู้จบ” โดยจัดแสดงที่โรงแรม ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป เพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ความโดดเด่นของต้นคริสต์มาสต้นนี้อยู่ที่โครงสร้างรูปทรงสามเหลี่ยมด้านเท่าเพื่อสะท้อนถึง “ความสมดุล” และ “ความเท่าเทียม” ประกอบขึ้นจากผลงานภาพวาดสีอะคริลิกจำนวน 66 ภาพ แต่ละภาพถ่ายทอดความสุขในมุมมองที่บริสุทธิ์และเปี่ยมด้วยจินตนาการของผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญาจำนวน 50 คน จาก 21/3 STUDIO ซึ่งเป็นสตูดิโอที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนศิลปะและแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ภายใต้การสนับสนุนจากสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย

สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การนำผลงานของผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญามาจัดแสดงผ่านต้นคริสต์มาส ณ โรงแรมใจกลางย่านหลังสวน ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ผลงานของพวกเขาได้ถูกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการ Extra Chromosome ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และนิทรรศการ Just Let Me Be ที่ MOCA Bangkok ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมงาน รวมถึงผู้บริหารโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ที่เห็นคุณค่า และนำมาสู่ความร่วมมือในการสร้างสรรค์ Extra Happiness Christmas Tree ในครั้งนี้

“ต้นคริสต์มาสที่ตกแต่งด้วยผลงานของน้อง ๆ ไม่เพียงเติมสีสันให้กับช่วงเทศกาล แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ให้สังคมได้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นการสร้างคุณค่าและเพิ่มศักดิ์ศรีให้กับน้อง ๆ ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้โลกที่กว้างขึ้น และปรับตัวเข้าสังคมง่ายขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับพันธกิจของสมาคมฯ ที่มุ่งส่งเสริมให้พวกเขามีที่ยืนในสังคมอย่างเท่าเทียม ต้องขอขอบคุณโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ที่เปิดโอกาสให้กับพวกเขา” คุณสุชาติกล่าว

สุชาติ โอวาทวรรณสกุล

จาริณี เมธีกุล ศิลปินผู้ก่อตั้ง 21/3 STUDIO และผู้ออกแบบ Extra Happiness Christmas Tree เล่าถึงความท้าทายในการออกแบบว่า ทางโรงแรมฯ ต้องการนำผลงานของน้อง ๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของต้นคริสต์มาส ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เธออธิบายว่า “เราเลือกใช้รูปทรงสามเหลี่ยมด้านเท่ามาซ้อนทับและบิดองศาไล่ระดับจากใหญ่ไปเล็กจนเกิดเป็นรูปทรงต้นคริสต์มาส ซึ่งสามเหลี่ยมด้านเท่าสามารถสื่อถึงความสมดุล เพราะส่วนตัวมองว่าชีวิตคนเราจะมีความสุขได้ต้องมีความสมดุลในหลาย ๆ ด้าน และสำหรับศิลปินของเรา สามเหลี่ยมด้านเท่ายังสื่อถึงความเท่าเทียมที่เราต่อสู้ให้พวกเขาได้รับการมองเห็นในฐานะศิลปิน ไม่ใช่ผู้พิการ เพราะเรามองว่าพวกเขามีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ไม่ต่างจากศิลปินทั่วไป”

จาริณี เมธีกุล 

นอกเหนือจากโครงสร้างที่สื่อความหมายเรื่องความสมดุลและเท่าเทียมแล้ว Extra Happiness Christmas Tree ยังเต็มไปด้วยลูกเล่นทางแสงและการสะท้อน ผ่าน “กล่องไฟ” และ “กระจกสะท้อนแสง” ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างภาพวาด แสงสีเขียวจากกล่องไฟช่วยเพิ่มแสงสว่างให้ต้นคริสต์มาสราวกับเป็นคำอวยพรให้ปีใหม่เป็นปีที่โชติช่วงชัชวาลย์ ในขณะที่กระจกทำหน้าที่สะท้อนภาพวาดแห่งความสุขราวกับมีความสุขเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ และนี่คือที่มาของคอนเซ็ปต์ Shining through Reflection of Infinity Happiness

“สิ่งที่เราคาดหวังคือรอยยิ้มและความสุขของผู้ที่มาชมงาน แค่แวะมาถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส แล้วรับพลังความสุขที่เรียบง่ายกลับไป เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” ผู้ออกแบบ Extra Happiness Christmas Tree กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถไปร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขและสัมผัสนิทรรศการศิลปะในรูปแบบใหม่กับ Extra Happiness Christmas Tree ได้ตลอดช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ณ ห้องล็อบบี้ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

ฮาวเด้น แมกซี่ ร่วมแต้มสีสัน ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน

ฮาวเด้น แมกซี่ ร่วมแต้มสีสัน ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน

ฮาวเด้น แมกซี่ ร่วมแต้มสีสัน ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ในฐานะบริษัทร่วมทุนกับบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะ

สีเขียว ผ่านกิจกรรม ‘CW Sustainable Art: ศิลปะบนกำแพง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ โดย ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ ผสานพลังกับบริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด กรุงเทพมหานคร และชุมชน
ในพื้นที่ จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนบริษัทผู้เช่าบางส่วน ร่วมเติมสีสันให้กำแพง พร้อมสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมในมุมมองใหม่ๆ ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น และผลักดันแนวคิด Net Zero ให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ ยุทธนา ม้ามณีแดง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ จำกัด และ บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด เพื่อร่วมขับเคลื่อนพื้นที่สาธารณะ ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เมื่อเร็วๆ นี้