คุณแหน : 2 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 2 ธันวาคม 2568

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● วันนี้เราขอเติมสีสันให้คอลัมน์ คุณแหนด้วยเรื่องราวชีวิตที่มีผลงานอันดีเด่นและจิตใจที่มีแต่สร้างความสุขแก่ชาวโลก เอกบุรุษผู้นี้คือนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่ใครก็ต้องรู้จักทั้งนั้น ลิโอเนลเมสซี ณ วันนี้เขาถูกยกย่องจากทุกองค์กรการกีฬาและฟุตบอลให้เป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติการณ์ เป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทุกทวีปเนื่องจากสโมสรฟุตบอลสุดยอดที่เขาเคยสังกัดในอดีต “บาร์เซโลนา” กำลังเคลื่อนไหวเพื่อจะข้ามทวีปไปสหรัฐฯ ขอประมูลตัว เมสซี ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันดีว่าต้องพูดถึงเงินนับร้อยล้านเหรียญ เพื่อกลับมาเล่นอำลาเวทีสร้างประวัติศาสตร์ให้สโมสรบาร์เซโลนาจารึกไว้เป็นนิรันดร์… เพื่อความเข้าใจทุกท่านในวัย 40 ปี ของเมสซี ถ้าเทียบกับกราฟชีวิตคนทำงานเขาจะมีวัยเทียบเท่าคนอายุ 80 ปี จึงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายทั้งปวง(ฟุตโน้ตอมตะ : แค่เมสซีส่งเสื้อฟุตบอลเจอซี่เบอร์“10” ของเขาไปให้เด็กผู้ชายผู้ป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ก็สามารถบันดาลใจให้เด็กน้อยมีชีวิตต่อไปได้)…

●● เขาคือแฟนพันธุ์แท้ตัวจริงเชื่อหรือไม่ E.P.THORNHILL ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสแห่งเซนต์ชาร์ลเค้าน์ตี้, รัฐมิสซูรี่ถูกปลดจากตำแหน่งและลงโทษให้ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอีก 18 เดือนก่อนจะพ้นไปข้อกล่าวหาที่นำมาสู่คดีครึกโครมครั้งนี้มาจากการถูกร้องเรียนมาแล้วหลายครั้งว่า ท่านตุลาการมีอาการคลั่งไคล้ ELVIS PRESLEY มากเกินความเหมาะสม อาทิ เขาจะสวมวิกทรงผมเอลวิสก่อนขึ้นนั่งบัลลังก์ ให้เจ้าหน้าที่เปิดเพลงเอลวิสเป็นแบ๊กกราวนด์ระหว่างคู่ความต้องทำการสาบานตนก่อนเริ่มคดี ระหว่างการดำเนินคดีท่านตุลาการก็มักจะสอดแทรกนำเนื้อร้องเพลงของเอลวิส มากล่าวเป็นปรัชญา แล้วยังย้ำว่า เอลวิสคือศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ตัวท่านเองเคยไปเยือนคฤหาสน์“GRACELAND” ถึง 13 ครั้ง อีกทั้งสะสมของที่ระลึกเอลวิส อีกมากมาย…ขอย้อนเรื่องของ เอลวิส เมื่อครั้งที่เขามีชีวิตอยู่จะใช้เวลาส่วนใหญ่พำนักใน BEVERLY HILLS, L.A. เพื่อนชาวไทยแอลเอเล่าให้ “บารอนเนส” ฟังถึงความยิ่งใหญ่ของ เอลวิสว่าเมื่อเขาพร้อมช้อปปิ้งในเบเวอรี่ฮิลล์หรือฮอลลีวู้ดเขาจะสั่งเช่าปิดห้างสรรพสินค้านับตั้งแต่ 20.00 น. เวลาที่เหลือกลายเป็นเขตหวงห้ามมีเฉพาะเอลวิส, แฟนสาวและกลุ่มติดตามฉายาว่า“MEMPHIS MAFIA” เท่านั้น ที่เห็นชัดเจน ELVIS เป็นดาราคนเดียวที่ไปไหนมาไหนมีการคุ้มกันระดับผู้นำประเทศ ด้วยหน่วยคุ้มกันไม่น้อยกว่า 20 คนนั่นเชียว…

●● ข้าราชการเก่าๆ สายงานด้านสิ่งแวดล้อม นัดพบกันปีละครั้ง ที่บ้านของผกาวรรณ จุฟ้ามณี ย่านลาดปลาเค้า มีอาหารเก่าแก่ กะปิคั่ว ที่ รัชวดี ศรีประพัทธ์ ทำมา…ส่วน พรทิพย์ สาริกบุตร นำผัดไทยเจ้าอร่อยมาแจมด้วย…

●● ควันหลงจากงานรับน้องขึ้นดอย มช… ศุลีพร โชควิวัฒน เลขาฯสมาคมศิษย์เก่าคณะการสื่อสารมวลชน เกิดอาการเข่าอักเสบกะทันหัน จนเกรงว่าจะร่วมกิจกรรมเดินขึ้นดอยกับน้องๆ ไม่ได้ในตอนเช้า จึงรีบเข้าปรึกษาคุณหมอก่อนงานเริ่ม ได้รับการเยียวยาจนอาการปวดรวดร้าวบรรเทา ในที่สุดก็เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นปกติ…สำหรับ ดร.นงนาถ ห่านวิไล แม้เผชิญกับไฟลท์บินเลท ทั้งขาไปและขากลับ แต่เจ้าตัวกลับแฮปปี้ เพราะได้เติมเต็มความสุขอย่างเต็มที่ในการมาเยือนคณะฯ ได้พบกับ อาจารย์-เพื่อน และรุ่นน้องในคราวเดียวกัน…

●● ขณะนี้ปริมาณน้ำท่วมที่หาดใหญ่เริ่มคลี่คลาย น้ำลดแล้วทิ้งไว้แต่ความเสียหายยากเยียวยา ทั้งบ้านเรือน-ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้อยู่อาศัยในเขตน้ำท่วมสูงมาก ซึ่งมวลน้ำได้ทำลายทุกสิ่งจนสิ้น…น่าเห็นใจยิ่งนัก…

●● บ้านที่คลองหอยโข่ง หาดใหญ่โดนมหาอุทกภัย จนต้องอพยพไปอยู่ชั้น 2 อุมา ศรีสุข แจ้งข่าวแก่เพื่อนๆ ว่า เจ้าตัวปลอดภัย แต่ทรัพย์สินเสียหายมากมายเหลือคณานับ…เช่นเดียวกับทัศนีย์ ผลชานิโก อยู่บ้านที่คลองแห น้ำท่วมสูงมากเธอจึงเป็นหนึ่งในผู้ประสบอุทกภัยวิปโยคครั้งนี้ด้วย!!…

บารอนเนส

‘ความรู้สึกไม่ดีพอ’ (สักที) เกิดจากอะไร?

‘ความรู้สึกไม่ดีพอ’ (สักที)  เกิดจากอะไร?

‘ความรู้สึกไม่ดีพอ’ (สักที) เกิดจากอะไร?

วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

1. ปัจจัยจากประสบการณ์ในอดีต

การเลี้ยงดูและการเติบโตในวัยเด็ก เช่น มีการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไป

ด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอ ถูกเปรียบเทียบ หรือ ไม่ได้รับการยอมรับตามที่ควรจะเป็น จนมีปมฝังใจว่าตนต่ำต้อยด้อยค่ากว่าคนอื่น หรือมีประสบการณ์เชิงลบ เช่น เคยพบกับความล้มเหลว เคยถูกปฏิเสธ หรือมีความผิดหวังกับตัวเองบ่อยๆ จนเกิดความเชื่อว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่มีค่าคู่ควรกับสิ่งดีๆ

2. ปัจจัยทางจิตใจ

มักมีเสียงตำหนิวิจารณ์ตนเองรุนแรง (Self-Criticism) เช่น มักก่นด่า ตำหนิตนเองอยู่บ่อยๆ เมื่อทำผิดพลาด ซึ่งมักเกิดจากการมีมุมมองกับตนเองในแง่ลบ จึงมักจะตำหนิตนเองมากเกินไป จนเหมือนหาเรื่องตนเอง ทำอะไรก็เหมือนตนเองจะไม่ดีไปหมด ชนิดที่บางทีแค่หายใจก็ผิดแล้ว

มีความคาดหวังกับตนเองสูง (High expectation) เช่น มีความคาดหวังความสมบูรณ์แบบในตนเอง (perfectionism) เมื่อตนเองไม่เป็นไปไปตามความคาดหวัง หรือ ตามมาตรฐาน(สูง) ที่ตนเองตั้งไว้ ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอ (สักที)  มีมุมมองที่บิดเบือนจากความเป็นจริงไป เช่น มีความคิดกับตนเองในแง่ลบเกินจริง หรือ เห็นข้อเสียที่เกิดกับตนเองใหญ่โตเกินจริง หรือ ไม่ให้คุณค่ากับข้อดีของตนเอง เป็นต้น การมีมุมมองกับตนเองแบบนี้ จึงเห็นแต่ด้านลบกับตนเอง ทำให้มองตัวเองอย่างไร ก็ไม่เคยดีสักที

ยึดติดการตีค่าที่เปลือกนอกมากกว่า คุณค่าแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ภายใน การติดที่เปลือกนอก เรียกว่า ติดเปลือก(เกินไป) จนลืมแก่น เช่น ความเก่ง ความสวย ความสำเร็จ ที่ภายนอกเป็นหลัก ‘มากเกินไป’ คือ การใส่ใจคุณค่าภายนอก เป็นสิ่งที่เกิดได้ปกติ ตามธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคม แต่การยึดติดมากเกินไป จนลืมแก่นคุณค่าภายในไปหมดสิ้น เช่น ให้คะแนนคุณค่าภายนอก 100  ภายในให้ 0  การให้คุณค่ากับเปลือกภายนอกแบบสุดโต่งนี้ จะทำให้จิตใจสั่นสะเทือนง่าย อ่อนไหวกับสิ่งภายนอกมาก เพราะ จิตใจขาดความมั่นคงภายใน เป็นการให้คุณค่าตนเองผิดทาง จึงรู้สึกไม่ดีพอสักที

 3. ปัจจัยภายนอกและสังคม

สังคมที่มีการเปรียบเทียบกันสูง หรือ มีการแข่งขันกันมาก เช่น ในโลกโซเชียลที่เห็นแต่ด้านที่เป็นความสำเร็จของคนอื่น จนเกิดสะสมความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า จนทำให้เห็นว่าตนไม่ดีเท่าเขา ตนสู้คนอื่นไม่ได้ เป็นต้น จนกลายเป็นความเชื่อติดตัวและฝังใจว่าตนไม่ดีพอ

 สังคมคาดหวังสูง  เช่น   สังคมอวยยศลักษณะสังคมที่อวยคนจากความสำเร็จภายนอกมากๆ จนทำให้การเป็นคนปกติทั่วไป การตั้งใจทำงานประจำวันแบบปกติ กลายเป็นสิ่งด้อยค่าไปได้ ซึ่งจริงๆ การเป็นคนปกติ การเป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ด้อยค่าเลย แต่ด้วยสังคมคาดหวังสูง ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆ จนบิดเบี้ยวไปว่าทุกคนต้องสูงส่งเหนือกว่าคนอื่นเท่านั้นจึงดี จึงกลายเป็นสังคมเขย่งเท้าเมื่อยืนเท้าปกติ จะกลายเหมือนต่ำต้อยไปได้

สังคมบดขยี้ เช่น การบุลลี่คน การบดขยี้คน คือ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น จะถูกสังคมทัวร์ลง รุมกระทืบ รุมสับ รุมขยี้ เหยียบซ้ำเติม พิพากษากันรุนแรง แบบเอาเป็นเอาตาย ทำให้คนในสังคมเกิดความรู้สึกรับไม่ได้กับความผิดพลาด หรือ ข้อเสียในตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงมนุษย์ปุถุชนทุกคนล้วนมีความผิดพลาดได้มีข้อเสียได้เป็นธรรมดา จึงกลายเป็นว่าพอเห็นตนเองมีจุดผิดพลาด หรือ ข้อเสีย เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นของมีตำหนิมองตนเองเป็นคนคุณภาพต่ำ มองว่าตนเองเป็นคนใช้ไม่ได้ เพราะเกิดความคาดหวังว่า ตนเองต้องดีหมดจด ไร้ที่ติตามความคาดหวังที่บิดเบี้ยวเกินจริงของสังคม

แนวทางการดูแลจิตใจ

 1. ฝึก Self-Compassion (ความรักและเมตตาตนเอง) คือ ความรักคุณภาพดีที่มีให้ตนเอง การฝึกเมตตาตนเองเริ่มด้วยการฝึกรู้ตัวเมื่อกำลังจะก่นด่าตนเอง และเปลี่ยนมาทำความเข้าใจตนเองด้วยความอ่อนโยนในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ และ เรียนรู้ได้

2. ปรับมุมมองเกี่ยวกับตนเองให้เหมาะสมตามความเป็นจริงมากขึ้น คือ การฝึกมองตัวเองตามความเป็นจริงทั้งในจุดแข็ง และ จุดอ่อนเป็นการฝึกยอมรับตัวเราตามที่เป็นจริง

ช่วยทำให้ภาวะ self-esteem ที่ดีกับตนเอง

 3. ฝึกลดความคาดหวังที่สูงมากเกินไป คือ ฝึกเท่าทันความคาดหวัง กับตนเอง โดยการหมั่นสังเกตว่าเรากำลังมีความคาดหวังกับตนเองสูงไปไหม เช่น เราต้อง “สมบูรณ์แบบเป๊ะทุกจุด” “เราต้องไร้ที่ติ” “เราต้องถูกเสมอ ผิดไม่ได้” หรือ “ต้องได้รับการยอมรับจากทุกคน” ถึงจะมีคุณค่าน่าชื่นชม? เรากำลังคาดหวังกับตนเองมากไปหรือเปล่า? คำถามทบทวนตนเองเหล่านี้ จะช่วยให้เราได้กลับมาทบทวนตนเอง ว่าเรามีความคาดหวังกับตนเองสูงไปหรือไม่

 4. ฝึกลดการเปรียบเทียบ คือ การฝึกเท่าทันการเผลอเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น โดยการหมั่นถามตนเองว่า “ เรากำลังเผลอเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นอยู่หรือเปล่า”  หรือ “เรากำลังมองตนเองด้วยความยุติธรรมกับตนเองหรือไม่” เป็นคำถามที่เรียกสติ จะช่วยลดการเผลอเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น นอกจากนี้ ควรหมั่นฝึกมีมุฑิตาจิต หรือ ยินดีกับผู้อื่น เวลาที่คนอื่นได้ดี ซึ่งจะช่วยให้ใจเราเกิดความอ่อนโยนขึ้น ใจที่อ่อนโยนจะช่วยให้เรารู้สึกอบอุ่นจากภายใน เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงภายในตัวเรา กับคนอื่นได้ดีขึ้นความรู้สึกว่างเปล่าภายในจะลดลง

5. ฝึกเพิ่มคุณภาพจิตใจ เพราะ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการเหนือกว่าคนอื่น แต่มาจากใจคุณภาพดี จิตใจที่มีคุณภาพดี คือ  จิตใจที่นุ่มนวลอ่อนโยน มีความเมตตา และ มีสติ มีปัญญา ใจที่มีสติ มีปัญญา คือ ใจมีความเท่าทันความคิด และ อารมณ์ ได้บ่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ใจไม่ไหลฟูมฟายไปกับอารมณ์มากเกินไป และไม่หลงเชื่อความคิดจนใจเตลิดเปิดเปิงเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้จิตใจมีคุณภาพดี

6. ฝึกขอบคุณตัวเอง และ สิ่งที่เรามี (Gratitude) ในทุกวัน การหมั่นฝึกจะช่วยให้ใจมองเห็นสิ่งดี ๆ ที่เรามี สิ่งที่เราได้ทำสำเร็จ ได้ดีขึ้น เพราะ คนที่มองว่าตนเองไม่ดีพอ มักมีแนวโน้ม ด้อยค่าสิ่งดีๆในตนเอง มักมีแนวโม้นมองข้ามกับสิ่งที่ตนเองทำได้ดี มักไม่ให้เครดิตความสำเร็จในชีวิตตนเอง จึงมักต้องรอคนอื่นมายอมรับตนเอง เพื่อช่วยรับประกัน การฝึกขอบคุณตนเองในทุกวันจะช่วยให้ใจกลับมาชื่นชมตนเองได้ดีขึ้น เห็นคุณค่าในตนเอง เห็นความดีงามในตนเอง

 7. ใส่ใจที่การเรียนรู้ และ รักการเติบโต (Growth Mindset)  การเรียนรู้เรื่องนี้ ทำให้เราเข้าใจความเป็นจริงหนึ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตว่า  เมื่อสิ่งที่เราทำยังไม่ดีพอ ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้ การยังทำได้ไม่ดี กับ การเป็นคนไม่ดี เป็นคนละเรื่องกัน การหมั่นเรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะมนุษย์เราสามารถเรียนรู้ สามารถฝึกฝน และ สามารถพัฒนาทักษะให้ดีขึ้นได้ การหมั่นฝึกการมองตนเองอย่างเหมาะสม คือ แทนที่จะมองว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” เปลี่ยนเป็นการมองว่า “เราได้เรียนรู้อะไรในเรื่องนี้”

 8. หมั่นดูแลสุขภาพกาย ความรู้สึกทางใจไม่ดี อาจมาจากสุขภาพกายที่ไม่ค่อยดี หลายครั้งพบว่า คนที่มีสุขภาพทางกายไม่ดี เช่น เหนื่อยง่าย หรือ ไม่สบายได้ง่าย จะส่งผลกระทบกับความรู้สึกกับตนเองเชิงลบไปด้วย เช่น ไม่ค่อยมีความสุข ไม่สดชื่นไม่มั่นใจตนเอง ฯลฯ

การกลับมาใส่ใจสุขภาพกาย จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรง และ สมาร์ทมากขี้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้ดีกับตนเอง เช่น การดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกาย เมื่อออกกำลังกายเสร็จ หลายคนจะเกิดความรู้สึกดีกับตนเองขึ้นมา ทั้งความภาคภูมิใจตนเองที่ออกกำลังกายสำเร็จ ทั้งสารความสุขที่หลั่งออกมาตอนออกกำลังกายรวมถึงร่างกายที่สดชื่นขึ้น แข็งแรงกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น รูปร่างที่สมาร์ทขึ้น เหล่านี้จะส่งผลให้กลับมารู้สึกดีกับตนเองมากขึ้นได้

 9. ร่วมสร้างสังคมที่ให้คุณค่า กับความเป็นมนุษย์ (human being) การช่วยสร้างสังคมที่ให้คุณค่า ที่ความตั้งใจ และ ความพยายามมากกว่ามุ่งตัดสินคุณค่ากันแค่ผลอย่างเดียว เช่น การฝึกตั้งเป้าหมายที่มีคุณค่าความหมายกับชีวิตและจิตใจเราอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายตามกระแส ตามการยอมรับจากคนอื่น หรือ จากความคาดหวังเกินจริง เกินมนุษย์ จะช่วยให้สังคมเห็นคุณค่าของแก่นแท้ที่สำคัญของความเป็นมนุษย์ คือ การมีวุฒิภาวะทางใจที่ดี จะช่วยให้สังคมเห็นคุณค่าจากการเรียนรู้จากความผิดพลาด และ เติบโตไปด้วยกัน

บทความโดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

มหาวิทยาลัยมหิดล

ว้าวมาก!เปิดหน้าใหม่ ‘ครูมิ้งค์-เพ็ญจันทร์’ลดวัยไปกว่า 20 ปี

ว้าวมาก!เปิดหน้าใหม่ 'ครูมิ้งค์-เพ็ญจันทร์'ลดวัยไปกว่า 20 ปี

ว้าวมาก!เปิดหน้าใหม่ ‘ครูมิ้งค์-เพ็ญจันทร์’ลดวัยไปกว่า 20 ปี

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

ถือเป็น “คนคุณภาพ” อีกคนของวงการบันเทิงไทยที่คร่ำหวอด ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังมากว่า 20 ปี สำหรับผู้กำกับฯ สายบุญ ครูมิ้งค์-เพ็ญจันทร์ วงศ์สมเพ็ชร ผู้กำกับฯ ภาพยนตร์ธรรมะ “ดารัมซาล่า” ทั้งสองภาค และผู้กำกับฯ ซีรีส์ธรรมะเรื่อง “พระธรรมบท เดอะซีรีส์ ตอน สามาวดีผู้ไม่ตาย” ที่ออกอากาศทาง ททบ.5HD1 ไปเมื่อหลายปีก่อน รวมทั้งงานเบื้องหลังอีกหลายร้อยชิ้นงานที่ ครูมิ้งค์ ได้ฝากฝีมือเอาไว้มากมายในฐานะ โปรดิวเซอร์, คนเขียนบทภาพยนตร์-ละคร-ซีรีส์, ครูสอนการแสดง” (แอ็คติ้งโค้ช) และผลงานด้านเขียนบทและกำกับการแสดงมิวสิควิดีโอเพลง “อย่าหลอกฉัน” ของ สมาคมศิลปินเพลงไทยสากล ขับร้องโดย ศุภาชัย ผ่องสวัสดิ์   ที่มียอดวิวทะลุร้อยล้านวิวไปแล้ว

ล่าสุดทาง สถาบันสุขภาพและศัลยกรรมความงามครบวงจร Princess Clinic ทาวน์อินทาวน์ ปล่อยภาพเด็ดที่ใครหลายคนเห็นแล้วเป็นต้อง ว้าวววว…. เมื่อ ครูมิ้งค์ ยอมให้หมอลงมีดด้วยการทำโปรแกรม Face lift ศัลยกรรมกรรมดึงหน้า ด้วยเทคนิค “Age lock look younger“ เพื่อยกกระชับและแก้ไขปัญหารอยเหี่ยวย่น ด้วยเทคนิคที่ทันสมัยและลดวัยไปกว่า 20 ปี หลังจากทุ่มเทกับการทำงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังมาหลายสิบปี

“ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น บวกกับการไม่ดูแลตัวเอง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ร่องแก้ม ริ้วรอย หน้าเหี่ยวขึ้น เหนียงแก้มเริ่มย้อย เลยถามตัวเองว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะเราอยู่วงการมานาน แล้วก็ได้เจอกับบุคคลหลากหลาย ล่าสุด มิ้งค์ ก็มีโอกาสได้ทำงานกับคนจีน ทั้งผลิตรายการและซีรีส์ เรื่องของ First Impression เป็นอย่างแรกที่ทุกคนต้องมอง ก็เลยตัดสินใจมาปรึกษา คุณเป้-วณิชพงษ์ เขมเตชิษฐ์  CEO Princess Wellness Clinic ซึ่ง คุณเป้ ก็ส่ง คุณหมอมาให้คำปรึกษา ซึ่งดีมากๆ ตอบโจทย์มิ้งค์ทุกอย่างเลย ยกตรงนั้น ดึงตรงนี้ ให้เราดูย้อนวัยเป็น 10-20 ปีเลยค่ะ

และอีกหนึ่งเหตุผลคือ มิ้งค์ขี้กลัวมาก เวลาจะทำอะไร ก็ขอให้เราหลับไปเลย ตื่นมาสวยเป๊ะ ซึ่งที่นี่ก็มี คุณหมอวิสัญญีดูแลตลอดการผ่าตัด เลยมั่นใจเรื่องความปลอดภัย มิ้งค์เลยหมดความกังวลไปเลยค่ะ”

ครูมิ้งค์ ไม่ได้พึ่งทำ Face lift มาแค่เดือนสองเดือน การทำศัลยกรรมครั้งนี้ ผ่านไปแล้ว 1 ปี ซึ่งผลปรากฏว่า “ครูมิ้งค์ หน้าเด็ก” ที่ใครหลายคนเจอแล้ว ต้องทักคำนี้

“หน้าเด็กจริงค่ะ หลายคนทักมากๆ แล้วมิ้งค์ก็รู้สึกมีความสุขมาก มั่นใจทุกวันที่ออกไปเจอคน ไปทำงาน เพราะหน้าดูเด็กขึ้น สดใสขึ้น คือเราแค่ได้ยินคำชม มันก็รู้สึกดีมากๆ เลย กลายเป็นว่าเราทำงานสนุกขึ้น พอเรามั่นใจ ทุกวันก็กลายเป็นวันที่ดีค่ะ”

ด้าน คุณเป้  ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง และเป็นคนเก่งของวงการสถาบันเสริมความงามของไทย ซึ่ง คุณเป้ เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของ  สถาบันสุขภาพและศัลยกรรมความงามครบวงจร Princess Clinic ซึ่งเป็นสถาบันความงามที่เปิดให้บริการมานานกว่า 30 ปี โดยเปิดที่แรกคือ สยามสแควร์ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันคือ “ทาวน์ อิน ทาวน์” ซึ่ง คุณเป้ ได้กล่าวถึงเคสของครูมิ้งค์ในครั้งนี้ว่า

“สถาบันเสริมความงามของเราจะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก หมดกังวลสำหรับคนที่กลัวการศัลยกรรม และเน้นความเป็นธรรมชาติ ทำแล้ว ไม่โป๊ะ โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยเทคนิคซ่อนรอยแผล ซึ่งโปรแกรม Facelift จะช่วยลดอายุของคุณไปเป็น 20 ปี ทำแล้วจะให้ความรู้สึกอ่อนวัย หน้าเด็กลงอีกครั้ง อีกทั้ง เรายังมีการยกระดับการดูแล After Care ที่ดูแลหลังทำศัลยกรรมด้วยโปรแกรม ฉายแสงลดบวม  และโปรแกรม HBOT ที่ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วหลังทำศัลยกรรม นอกจากนี้เรายังมีความโดดเด่นอีกอย่างคือ เราจะดูแลลูกค้าตั้งแต่ก่อนที่จะเข้ามารับบริการ ซึ่งจะมีการเช็คคิวว่าลูกค้าสะดวกวันไหน เดินทางมายังไง สะดวกมั้ย หรือการตรวจสุขภาพก่อนเข้ารับบริการ เราก็จะให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าตั้งแต่เข้ามาจนถึงปลายทาง ด้วยสโลแกน Revolution of Beauty “ปฏิวัติความงาม พร้อมท้าทายในแบบคุณที่ดีกว่าเดิม“

ส่วนใครที่อยากสวย โทรไปเลยที่ สถาบันสุขภาพและศัลยกรรมความงามครบวงจร Princess Clinic ทาวน์อินทาวน์ นัดวัน-เวลาเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ที่ LINE: @princessbeautyth : https://lin.ee/UPuwTQOโทร 02-934-4713 , 090-970-5316

‘ปอร์ กสิ’ ควัก 10,000 บ. ช่วยน้ำท่วมใต้ พร้อมชวนโซเชียลร่วมบริจาคตรง ผ่านสภากาชาดไทย

‘ปอร์ กสิ’ ควัก 10,000 บ. ช่วยน้ำท่วมใต้ พร้อมชวนโซเชียลร่วมบริจาคตรง ผ่านสภากาชาดไทย

‘ปอร์ กสิ’ ควัก 10,000 บ. ช่วยน้ำท่วมใต้ พร้อมชวนโซเชียลร่วมบริจาคตรง ผ่านสภากาชาดไทย

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

ในช่วงเวลาที่ความช่วยเหลือรอไม่ได้ ภาคใต้ของไทยกำลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่  ‘ปอร์ กสิ’ ศิลปินโปรดิวเซอร์มากฝีมือ ผู้คร่ำหวอดในวงการกว่า 30 ปี  เจ้าของซิงเกิลล่าสุด เธอเป็นมิตร หรือเป็นมิจฉฯ”  และเจ้าของรางวัล ‘พระพิฆเนศทองคำ ปี พ.ศ. 2566  ได้โพสต์ภาพ สลิปการโอนเงินส่วนตัว จำนวน 10,000 บาท  พร้อมชวนผู้ติดตามในสังคมออนไลน์ร่วมบริจาคเข้าบัญชี สภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ  พร้อมแคปชั่น ว่า…

ไม่ได้ร่ำรวย ต้องกินมาม่าไปหลายมื้อแน่!   แต่อยากช่วยฮะ .. พี่ปอร์กสิ ขอเป็นนักบุญทุนตัวเอง บริจาค 10,000 บาท! และขอชวนทุกคนมาร่วมเป็นพลังเล็กๆ  บริจาคเท่าไหร่ก็ได้ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้กัน!  ‘สุดยอดผู้นำ คือทำให้ดู!’” เพราะ “ทุกน้ำใจ ล้วนมีน้ำหนัก”  และเพียงคนละเล็กละน้อยก็อาจต่อชีวิตใครบางคนที่กำลังลำบากได้
การเคลื่อนไหวของ ปอร์ กสิ’ จึงเป็นอีกแรงกระเพื่อมที่น่าชื่นชม  โดยโพสต์ดังกล่าว ยังแนบรายละเอียดบัญชีของสภากาชาดไทย  และลิงก์ต้นทางเพื่อให้ผู้สนใจร่วมบริจาคได้โดยตรง ก่อนปิดท้ายด้วยถ้อยคำเรียบง่าย แต่ทรงพลังว่า…แค่คนละสิบบาท ร้อยบาทก็ได้!.. ทุกบาทมีค่า และมีความหมายมากครับ ในช่วงเวลาเช่นนี้!

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมบริจาคได้ที่:  บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 045-3-04637-0  ชื่อบัญชี: สภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ (กระแสรายวัน) ???? ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากโพสต์ต้นฉบับของสภากาชาดไทยได้ที่:https://www.facebook.com/ThaiRedCrossSociety/posts/pfbid02V1jdWR3JjKn8z1qoY6q2eHacNH7T9fGh3o4h6aFqckLCHpojTHw1w776txDtSKqcl

‘ชมพู่’พาไขข้อสงสัย ก้อนแบบไหนเสี่ยงมะเร็งเต้านม บางก้อนไม่จำเป็นต้องผ่า!?

'ชมพู่'พาไขข้อสงสัย ก้อนแบบไหนเสี่ยงมะเร็งเต้านม บางก้อนไม่จำเป็นต้องผ่า!?

‘ชมพู่’พาไขข้อสงสัย ก้อนแบบไหนเสี่ยงมะเร็งเต้านม บางก้อนไม่จำเป็นต้องผ่า!?

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.54 น.

อย่าเชื่อ Fake News! “มะเร็งเต้านม” ที่หลายคนมีความเชื่อผิด ๆ ใส่บราแน่น, เจ็บเต้านม, กินยาคุม, ดื่มน้ำเต้าหู้ น้ำมะพร้าว เสี่ยงมะเร็งเต้านมจริงไหม? ก้อนไหนเสี่ยง ก้อนไหนปลอดภัย เปิดเรื่องจริงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมที่ผู้หญิงต้องรู้ ในรายการ  On the way with Chom  พร้อมคู่มือป้องกันมะเร็งเต้านมฉบับเข้าใจง่าย กับ “รศ.นพ. วิชัย วาสนสิริ” หัวหน้าศูนย์เต้านม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ตอนนี้สถิติผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมมีน้อยลง ?

หมอวิชัย ต่างประเทศอาจจะลดลงเล็กน้อย โดยถ้าเทียบสถิติโดยเฉลี่ยของทางแถบยุโรปกับอเมริกา เป็นคนผิวขาว จะประมาณ 150-200 ต่อผู้หญิง 100,000 คน คราวนี้ที่บ้านเราในอดีตมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยลำดับที่ 2 รองจากมะเร็งปากมดลูก เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกมีการรณรงค์แล้วก็มีการตรวจคัดกรองที่ดีทำให้สถิติลดลง แล้วก็กลับพบว่ามะเร็งเต้านมพบมากขึ้นเรื่อย ๆ 10 กว่าปีที่แล้ว ประมาณ 25-30 ต่อผู้หญิง 100,000 คน ปัจจุบัน ประมาณสัก 35-40 คนต่อผู้หญิง 100,000 คน เลยคิดว่าของประเทศไทยสูงขึ้น

ปัจจัยอะไรทำไมของ Caucasian ลดลงแล้วของเราถึงเพิ่มขึ้น ?

หมอวิชัย จริงๆ ไม่รู้สาเหตุว่ามะเร็งเต้านมเกิดจากอะไร แต่จากที่เราเคยดูๆ กัน พบว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างจะ High ขึ้นมาหน่อย ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าค่อนข้างจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอาหาร พฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งพบว่าในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงไทยใช้ชีวิตแบบตะวันตกเพิ่มมากขึ้น เลยคิดว่าอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้น

ตอนนี้การตรวจคัดกรองจะมี Mammogram และ Ultrasound เวลาตรวจต้องตรวจทั้ง 2 อย่างเลยใช่ไหม ?

หมอวิชัย ใช่ครับ ต่างประเทศส่วนใหญ่ใช้แค่ตัว Mammogram ตัวเดียว เพราะว่าตัวMammogram สามารถเห็นหินปูนที่ผิดปกติ ซึ่งหินปูนที่เห็นจากตัว Mammogram จะมาจัดลำดับความสงสัยว่าเหมือนมะเร็งหรือไม่ และจำเป็นจะต้องกลับมาตรวจเพิ่มเติมอย่างอื่นหรือไม่ แต่ว่าที่ทางฝั่งแถบเอเชีย ไทย เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน เนื่องจากลักษณะเนื้อของเต้านมจะเแน่นกว่าทางฝั่ง Caucasian ทำให้โอกาสตรวจพบจาก Mammogram ยากกว่าและการใช้ Ultrasound เข้ามาช่วยทำให้มีโอกาสพบสิ่งผิดปกติเพิ่มมากขึ้น ในบ้านเราส่วนใหญ่มักจะตรวจ                                                                                                                                                      ร่วมกับ Ultrasound ไปด้วยกัน จะพบว่ารอยโรคบางอย่าง เราเห็นจาก Ultrasound แต่ Mammogram ไม่เห็น รอยโรคบางอย่าง Mammogram เห็น Ultrasound ก็ไม่เห็น หลักการของการตรวจด้วย Mammogram คือสารที่ทึบแสง X-ray จะสามารถเห็นได้จาก Mammogram ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหินปูนเล็ก ๆ หรือเป็นก้อนเนื้องอกก็มี ซึ่งเนื้อของมะเร็งจะมีความหนาแน่นมากกว่าเนื้อนมปกติ เพราะฉะนั้นบางทีเรา Mammogram ขึ้นมาก็จะเห็นเป็นก้อนได้ จะดูลักษณะของขอบก้อนว่าน่าสงสัยหรือไม่ กลับกันในทางของ Ultrasound ใช้ระบบคลื่นเสียง มันจะตรวจความหนาแน่นของเนื้อ ซึ่งเนื้อมะเร็งความหนาแน่นจะไม่เท่ากับเนื้อปกติ หรือแม้แต่ถุงน้ำหรือซีสต์ Mammogram บางทีไม่เห็น แต่ Ultrasound เห็น เพราะว่าความหนาแน่นของน้ำกับเนื้อนมจะไม่เท่ากัน รอยโรคบางอย่างจะเห็นจาก Ultrasound รอยโรคบางอย่างก็เห็นจาก Mammogram เพราะฉะนั้นการใช้ 2 วิธีนี้ ทำให้ช่วยเสริมกันความแม่นยำในการตรวจคัดกรองเพิ่มสูงขึ้น

คนจะกลัว Mammogram เยอะ เพราะว่าเหมือนบีบอัดด้วย แล้วนอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องรังสีที่หลาย ๆ คนกังวลด้วย ตรงนี้มันส่งผลกับร่างกายไหม ?

หมอวิชัย ก่อนหน้านี้มีช่วงหนึ่งทางโซเชียลค่อนข้างเยอะว่าการตรวจ Mammogram ไปกระตุ้นให้เป็น แต่ข้อเท็จจริงคือถ้าเป็น physical หมายถึงว่าการถูกบีบ เนื้อนมถูกบีบ ไม่ได้กระตุ้นให้เป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะว่าไม่มีรายงานเรื่องนี้ออกมาเลย เพราะฉะนั้นอันนี้เป็น Fake news ว่าการบีบ Mammogram นั้นทำให้เป็นคงไม่ใช่ ส่วนที่ 2 คือปริมาณรังสีที่โดนจากตัว Mammogram จริง ๆ แล้วมีหน่วยวัดว่า Mammogram ครั้งหนึ่งโดนรังสีประมาณเท่าไหร่ ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย มีเทียบ 2 แบบอย่างเช่นการทำ X-ray ปอดครั้งหนี่งเราก็ได้รังสี ทำ X-ray ปอดประมาณ 3-5 ครั้ง ก็จะเท่ากับ Mammogram 1 ครั้ง หรือถ้าเทียบให้เห็นชัดขึ้นคือในชีวิตประจำวัน เราจะได้รับรังสีจากแสงอาทิตย์อยู่แล้ว พระอาทิตย์ที่มาที่โลกเราจะมีรังสีที่โดนอยู่แล้ว จะมีบางส่วนที่แสงจากแสงอาทิตย์เป็นรังสีชนิดเดียวกับที่ได้รับจากตัว Mammogram ถ้าเรายิ่งอยู่ที่สูงรังสีก็จะโดนมากขึ้น เคยมีการเปรียบเทียบว่าการนั่งเครื่องบินไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะใกล้เคียงกับการทำ Mammogram 1 ครั้งในแง่ของปริมาณรังสีที่ได้รับ เพราะงั้นก็ต้องการจะชี้แจงว่าไม่จำเป็นต้องกลัว เพราะว่าปริมาณรังสีเนี่ยค่อนข้างน้อยแล้วเราก็ทำแค่ปีละครั้งยกเว้นบางอย่างที่เราต้องการจะตรวจเพิ่มเติมเท่านั้นเอง

ทำแล้วกลัวเจ็บอย่างคุณหมอจะแนะนำยังไงดี ?

หมอวิชัย จริง ๆ หลักการเขาคือต้องการให้เห็นชัดที่สุดจากการทำ Mammogram การยิ่งบีบยิ่งแบนยิ่งเห็นชัดนะ แต่ว่ามันก็มีหลักอีกอย่างหนึ่งเหมือนกันว่าต้องไม่ทำให้คนไข้กลัวหรือว่าเจ็บมากเกินไป เพราะฉะนั้นก็ต้องบาลานซ์กัน ถ้าเผื่อว่าเรารู้สึกว่าถูกบีบแล้วเจ็บก็บอกให้ทางเจ้าหน้าที่เขาพอแค่นั้น จริง ๆ แล้วการทำเจ็บไม่เจ็บขึ้นกับเทคนิคด้วยส่วนหนึ่ง เราเรียกว่าเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคที่ชำนาญการ เขาก็จะสามารถทำให้อาการเจ็บน้อยลง ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่มือใหม่ ๆ เนื่องจากว่าเขาถูกสอนว่าต้องโกยเนื้อนมให้มาอยู่ในที่ๆจะให้รังสีฉายไป เขาจะดึงจะรั้งเข้ามาแล้วพอบีบยิ่งแบนก็จะทำให้ยิ่งเจ็บ เพราะงั้นตัวคนไข้ถ้าเริ่มเจ็บก็ต้องบอกเขาว่ารู้สึกเจ็บแล้วให้พอแค่ประมาณนั้น แต่ผมว่าคุ้มค่าที่จะตรวจถ้าถึงเกณฑ์

คนที่ทำหน้าอกมาเป็นอุปสรรคในการตรวจ Mammogram ไหม ?

หมอวิชัย เจ้าหน้าที่ที่ทำ Mammogram เขาก็กลัวอยู่แล้วว่าจะไปบีบของคนไข้แตก เพราะงั้นเวลาเราทำพวกนี้โอกาสแตกน้อยมาก น้อยจนกระทั่งเราไม่ได้ concern สักเท่าไหร่ ในการทำ Mammogram สำหรับคนที่เสริมหน้าอกมา การทำ Mammogram เวลาบีบสำหรับคนที่เสริมหน้าอกจะทำท่าปกติที่รวมทั้งตัวถุงซิลิโคนที่ใส่เข้าไปด้วย ส่วนที่ 2 จะบีบเอาเฉพาะเนื้อนมเอาถุงซิลิโคนหลบออกไป ทำให้เห็นแต่เนื้อนมชัดมากขึ้น การทำ 2 ท่านี้จะทำให้เห็นรอยโรคที่มันอาจจะบดบังอยู่ได้ชัดขึ้น

เห็นว่ามีการตรวจอีกแบบหนึ่งคือตรวจ DNA ว่าเรามีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือเปล่าอันนี้จำเป็นไหม ?

หมอวิชัย เนื่องจากว่าการตรวจ DNA ในสมัยอดีต ค่าตรวจค่อนข้างแพงตรวจครั้งหนึ่งจะประมาณแสนกว่าบาท โดยเมื่อก่อนประมาณ 150,000 ขึ้น แล้วก็ใช้เวลาหลายเดือน ในปัจจุบันเนื่องจากมีวิวัฒนาการเพิ่มมากขึ้น การตรวจยีนของคนไข้หรือของเซลล์มะเร็ง ค่าใช้จ่ายถูกลงเยอะ พอราคาถูกลงจับต้องได้ ถึงแม้จะถูกแต่มันก็เป็นหลักหมื่นก็ต้องดูความคุ้มค่า เพราะฉะนั้นเราจะมีข้อเรียกว่าเป็น criteria (ไครทีเรียน) หรือ Indication (อินดิเคชัน) ว่าเมื่อไหร่สมควรจะตรวจยีนไม่ใช่ว่าเราอยากจะเดินเข้าไปแล้วขอตรวจ เขาจะตรวจให้ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น การที่เราดูเรื่องของพวกนี้เพราะว่าอุบัติการของการพบยีนผิดปกติมันไม่ได้สูงมากของมะเร็งเต้านมเองที่มีสาเหตุจากยีนผิดปกติ มีประมาณ 5% คือ 95% ของคนไข้ที่เป็นมะเร็งเต้านมไม่ได้มาจากเรื่องยีนผิดปกติ

เป็นไลฟ์สไตล์ ?

หมอวิชัย ใช่ คิดว่ามีส่วนสำคัญ พอตัว 5% นี้ ก็ต้องมาดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โอกาสตรวจแล้วเจอยีนผิดปกติเพิ่มสูงขึ้นง่าย ๆ เลยก็จะดูจากประวัติครอบครัว ถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหลาย ๆ คน 2-3 คนขึ้นไป ก็เป็นข้อบ่งชี้อันที่ 1 อันที่ 2 คือในสมัยใหม่มีมะเร็งเต้านมบางชนิดซึ่งมีโอกาสที่จะพบยีนผิดปกติสูงขึ้น เป็นจำพวกหนึ่งเรียกว่าพวก Triple negative ในกลุ่มคนไข้พวกนี้ถ้าอายุน้อย ๆ มีโอกาสจะตรวจพบยีนเพิ่มมากขึ้นแต่ก็ไม่ใช่จำนวนสูง ก็เลยเป็นข้อบ่งชี้ที่มีการกำหนดไว้ว่าในกลุ่มคนไข้พวกนี้เราอาจจะแนะนำให้ตรวจยีน

แปลว่าไลฟ์สไตล์ก็ต้องมีส่วนแน่นอนอยู่แล้วในการที่ไปกระตุ้น ?

หมอวิชัย เชื่อว่าอันนั้นอาจจะมีส่วน เนื่องจากยีนจะมี 2 ขาในโครโมโซม ถ้ามียีนตัวหนึ่งผิดปกติยีนอีกขาหนึ่ง ถ้ามีอะไรไปกระทบกับมันทำให้การสร้างโปรตีนที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์แต่ละชนิดผิดปกติไปอีกครั้งหนึ่งก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เป็นมะเร็งสูงขึ้น เพราะฉะนั้นเจอยีนที่ผิดปกติแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่เป็นไม่ได้ว่าเป็นทุกคน

มี AI หรือว่ามีเทคโนโลยีอะไรใหม่ ๆ ที่จะทำให้เราช่วยตรวจหาได้รวดเร็วหรือแม่นยำขึ้นสำหรับมะเร็งเต้านม ?

หมอวิชัย ปัจจุบันยังไม่มี แต่ว่ามีการนำ AI มาใช้เรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมก็คือเอา AI มาอ่านฟิล์ม Mammogram กับ Ultrasound ก็กำลังพัฒนากันอยู่ แทนที่จะต้องใช้หมอรังสีวินิจฉัยอ่านฟิล์มทุกฟิล์มที่ทำ ก็มีการใช้ AI เข้ามาประยุกต์แล้ว พบว่าหลาย ๆ แห่งได้ผลค่อนข้างเชื่อถือได้ แต่ว่ารอข้อมูลอีกสักนิดหนึ่งผมว่าคงไม่นาน การทำ Mammogram อาจจะใช้ AI อ่านทั้งหมด

ขั้นตอนการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม เป็นยังไงบ้างแต่ละขั้นตอน ?

หมอวิชัย ปกติเราจะมีอยู่ 3 ส่วนหลัก ๆ เรียกว่าเป็น Triple Assessment ในการที่จะวินิจฉัยคนไข้ในแง่ของโรคเต้านมไม่ว่าจะเป็นมะเร็งหรือไม่เป็นก็ตามเนี่ย 1 เราจะซักประวัติตรวจร่างกาย ประวัติที่ส่วนใหญ่จะถามก็คือเรื่องความเสี่ยงของการที่จะมีมะเร็งเต้านมเนี่ยสูงมากน้อยแค่ไหนส่วนที่ 2 ก็คือการตรวจร่างกาย

การคลำเจอเอง ?

หมอวิชัย บุคลากรทางสาธารสุขโดยเฉพาะแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ประมาณ 5-10% ที่ว่ามีโอกาสจะเจอรอยโรค ซึ่ง Mammogram , Ultrasound ไม่เห็น แต่ว่าเราคลำเจอ เพราะงั้นเลยเป็นส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างจะสำคัญ ว่าจำเป็นที่จะต้องให้แพทย์ตรวจร่างกาย ส่วนที่ 2 เรียกว่าการใช้ imaging คือใช้ Mammogram หรือ Ultrasound ในการตรวจ จริง ๆ แล้วนอกจาก Mammogram , Ultrasound ยังมีรังสีวินิจฉัยวิธีอื่น ๆ อย่างเช่นการใช้ MRI การใช้หลากหลาย แต่ว่าความคุ้มค่าที่สุดใช้ในปัจจุบันก็คือ Mammogram กับ Ultrasound ส่วนใหญ่ถ้าคนไข้มีอาการมาหาแพทย์ทางด้านนี้ คนที่อายุเกิน 35 ปี ขึ้นไป เรามักจะให้ทำทั้ง Mammogram และ Ultrasound

อาการเป็นยังไง ?

หมอวิชัย อย่างเช่นมีอาการคลำได้ก้อน เจ็บเต้านม มีน้ำไหลออกมาจากหัวนมหรือว่ามีหัวนมผิดปกติอะไรพวกนี้ เป็นอาการที่คนไข้คอมเพลนมาหา ในส่วนของ Ultrasound ถ้าอายุน้อยกว่า 35 ปี มักจะให้ทำ Ultrasound ตัว Mammogram จะเก็บไว้สำหรับในบางกรณีที่เราคิดว่าเราสงสัย อายุต่ำกว่า 35 ก็ทำ Mammogram ได้ แต่เนื่องจากว่าผู้หญิงไทยอายุน้อยกว่า 35 เนื้อนมจะค่อนข้างแน่น Mammogram ทำออกมาแล้วมักจะไม่ค่อยเห็นอะไรผิดปกติเท่าไหร่ ถึงแม้มีความผิดปกติแต่ว่ามองไม่เห็นจากตัว Mammogram

ไม่ได้เกี่ยวกับหน้าอกเล็กหน้าอกใหญ่ ?

หมอวิชัย ไม่เกี่ยวเลย ขึ้นกับคุณภาพของเนื้อนม มันก็เลยทำให้เห็นต่างกันอันนั้นก็เป็นส่วน ส่วนสุดท้ายในการวินิจฉัยคือการเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ ซึ่งการเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ เราจะใช้การเจาะหรือผ่าเอาออกไปตรวจ ซึ่ง 3 วิธีนี้คนไข้แต่ละคนไม่จำเป็นต้องได้ทั้ง 3 อย่าง ถ้าเผื่อว่าดูแล้วตรวจแล้วไม่มีอะไรอาจจะไม่ได้ไปเจาะเนื้อหรือว่าทำ Mammogram Ultrasound แล้วไม่เจออะไรก็ไม่ต้องไปเจาะเนื้อ แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์แต่ละครั้ง

บางคนคลำแล้วเจอเป็นก้อน แต่คลำแล้วไม่เจ็บแล้วคิดว่าไม่เป็นอะไร จริงๆแล้วคือ ?

หมอวิชัย จริง ๆ แล้วมะเร็งมักจะไม่เจ็บนะ เอา 2 ส่วนนะ เอาคนไข้ที่เจ็บก่อน คนไข้ที่เจ็บมาหาเราประมาณ 95% ไม่ได้เป็นมะเร็ง เป็นมะเร็งแล้วเจ็บมีเหมือนกันแต่ว่าต้องเป็นก้อนค่อนข้างใหญ่ ประสาทรับความรู้สึกเจ็บส่วนใหญ่แล้วอยู่ที่ผิวหนังหรือข้างใต้ตรงกล้ามเนื้อหน้าอก เพราะงั้นถ้าเผื่อว่ามะเร็งกินมาถึงผิวหนังหรือว่าลงลึกไปถึงตรงกล้ามเนื้อหน้าอกจะทำให้มีอาการเจ็บได้ คราวนี้มันจะมีเนื้อบางชนิดที่ทำให้เจ็บอย่างเช่น ถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ ซึ่งมีอาการเต่งตึงพวกนี้ประสาทรับความรู้สึกแถวนั้นก็จะมีเจ็บ แต่อย่างไรก็ตาม ตามสถิติแล้ว 95% ของคนไข้ที่เจ็บไม่ได้เป็นมะเร็ง หลายคนก็มักจะคิดว่าก้อนไม่เจ็บไม่เห็นเป็นไร มะเร็งส่วนใหญ่ในระยะแรก ๆ ก้อนเล็กเล็ก ๆ จะไม่มีอาการเลยเจ็บก็จะไม่เจ็บด้วยซ้ำไป เพราะว่าไม่ได้กินมาถึงส่วนที่ทำให้มีตัวรับความรู้สึกเจ็บ

คนที่เคยเจอเจอซีสต์หรือว่าเป็นก้อนเนื้ออะไรที่เต้านมผ่าออกไปแล้ว เจอแล้วเจออีก อย่างนี้เขาจะมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ไหม ?

หมอวิชัย มันจะมีเนื้อบางอย่างที่ไม่ใช่มะเร็งแต่ว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้มีมะเร็งเพิ่มขึ้น มันเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ อย่างเช่นเราเจาะไปแล้วเจอเนื้อที่เขาเรียกว่าเป็น Atypical Ductal Hyperplasia คือเซลล์ของเนื้อนมซึ่งเริ่มมีการเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแล้ว ดูแล้วเซลล์ไม่ค่อยดี ถ้าเจอประเภทนี้โอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคตจะสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 4-6 เท่า แล้วก็จะมีเนื้ออีกหลายชนิดที่ทำให้เราสงสัย

จะแยกเบื้องต้นได้ยังไงว่าอันไหนมะเร็ง อันไหนก้อนเนื้อ อันไหนซีสต์ อันไหนถุงน้ำ

หมอวิชัย เรื่องก้อนหรือลักษณะต่าง ๆ มันแบ่งได้หลายแบบ ที่ทำความเข้าใจง่ายสุดก่อนคำว่าซีสต์ สำหรับคนไทยใครเจอก้อนอะไรมักจะเรียกซีสต์หมด แต่จริง ๆ แล้วทางการแพทย์ซีสต์หมายถึงถุงน้ำต้องเป็นก้อนแล้วข้างในเป็นน้ำ ถึงจะเรียกว่าซีสต์ แต่ว่าคนทั่วไปก้อนอะไรก็เรียกซีสไปหมด

อย่างนี้ถุงน้ำกับซีสต์เหมือนกันไหม ?

หมอวิชัย ไม่เหมือนกัน ถุงน้ำก็คือมันมีผนังเหมือนลูกโป่งลูกโป่งใส่น้ำ อันนี้เรียกว่าซีสต์แต่ถ้าเกิดว่ามีก้อนและข้างในเป็นเนื้องอกไม่ได้เป็นน้ำ อันนั้นคือก้อนเนื้องอกแล้วภาษาอังกฤษจะไม่เรียกว่าซีสต์  ซีสต์ภาษาอังกฤษตรงไปตรงมาหมายถึงถุงน้ำ เป็นก้อนที่มีน้ำอยู่ข้างใน ซีสต์ส่วนใหญ่แล้วของเต้านมเราพบว่าเป็น Simple Cyst คือข้างในไม่ได้มีเนื้ออย่างอื่นอยู่ ซึ่งส่วนของ Simple Cyst ไม่กลายไปเป็นมะเร็งแน่นอน แล้วซีสต์มักจะทำให้เจ็บได้ในบางคน ถ้าใหญ่พอประมาณ พอแต่ละรอบเดือนEstrogen ทำให้มีน้ำคั่งที่เต้านมรวมทั้งในซิสต์นี้ด้วย ถ้าคนไข้ที่มีซิสต์อยู่หลาย ๆ เม็ด พอก่อนมีประจำเดือนจะตึง จะเต่ง จะทำให้เจ็บ ก็คือเจ็บจากซิสต์ ในอดีตซิสต์พวกนี้หลายคนเอาไปผ่า แล้วรวมทั้งก้อนเนื้องอกอย่างอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง ในปัจจุบันมีเนื้องอกและซีสต์หลายชนิด เราไม่ได้ผ่าแล้ว

ปล่อยไว้เหรอ ?

หมอวิชัย คือไม่ได้มีความจำเป็น ขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อนั้น ๆ ถ้าก้อนที่เกินกว่า 2 ซม. เรามักจะแนะนำให้ผ่า ถ้าก้อนเล็กกว่า 2 ซม. มันจะมีที่พบบ่อย ๆ เช่น Fibroadenoma เป็นเนื้องอกอย่างหนึ่งของเต้านม ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง ชนิดนี้มักจะเป็นในคนอายุน้อยประมาณ 25-35 ปี เป็นกันได้หลาย ๆ เม็ด เหมือนกับคลำและก้อนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เป็นเนื้องอกไม่ใช่ซิสต์ ก้อนพวกนี้ในอดีตเราแนะนำให้ผ่าน ในปัจจุบันเรารู้พฤติกรรมของมันมากขึ้นว่า 1 มันไม่กลาย อันที่ 2 นี่คนไข้ประมาณ 25-30% จะเล็กลงได้ ไม่จำเป็นต้องผ่าทุกคน คราวนี้เราจะผ่าก้อนพวกนี้คือมันโตขึ้นหรือว่าเกิน 2 ซม. ซึ่งก่อนจะถึงจุดนั้น เรามักจะเจาะไปตรวจแล้วว่าเป็นเนื้อชนิดไหนจะได้วางแผนได้ถูก อยากจะทำความเข้าใจนิดหนึ่งว่าก้อนทุกก้อนในเต้านมไม่จำเป็นต้องผ่า

เพราะฉะนั้นซีสต์โอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งค่อนข้างน้อย ?

หมอวิชัย ไม่มีเลย ถ้ามีจะน้อยมาก

แล้วเนื้องอก ?

หมอวิชัย เนื้องอกขึ้นอยู่กับชนิด ซึ่งก็ไม่ได้เยอะที่จะมีโอกาสจะเป็นมะเร็ง

มะเร็งปากมดลูกมีวัคซีนแล้วของเต้านมจะมีไหมในอนาคต ?

หมอวิชัย การที่ประยุกต์เรื่องวัคซีนมาใช้กับมะเร็งเต้านมมีการทำมานานแล้ว ไม่ใช่ไม่มีสมัยมีรุ่นน้องผมไปอยู่ที่อังกฤษ เมื่อสักก่อนปี 2000 ก็สัก 20 กว่าปี ทำเรื่องเกี่ยวกับการรักษามะเร็งเต้านมโดยใช้เรื่องของวัคซีน จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้มีตัวที่ชัดเจน แต่มีความก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นเยอะมากคำว่าวัคซีนส่วนใหญ่คนทั่วไปเข้าใจว่ายังไม่เป็นโรคแล้วฉีด แล้วป้องกันไม่ให้เป็น ถ้าในความหมายนี้ของมะเร็งเต้านมยังไม่มีวัคซีนที่ฉีดแล้วป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งเต้านม ยังไม่มี แต่พบว่ามีการใช้ภูมิต้านทานบำบัดเกี่ยวกับวัคซีนเหมือนกันมาในโรคบางชนิดของมะเร็งเต้านม อย่างเช่นกลุ่มที่เป็นมีตัวรับ Her2 ก็คือเป็นบวก ก็เพราะว่าเรารักษากลุ่มคนไข้เหล่านี้ ถ้ายาผ่าตัดรักษาไปครบเรียบร้อยแล้ว จะมีคนไข้จำนวนหนึ่งที่มีโอกาสกลับมา เริ่มมีการเอาเรื่องของเอาเซลล์มะเร็งอันนี้ไปปั่น ไปบด ให้มันมีโปรตีนเล็ก ๆ แล้วก็ไปกระตุ้นเอาโปรตีนเล็ก ๆ ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันกับโปรตีนเหล่านี้ ก็เหมือนกับวิธีการของวัคซีนอย่างหนึ่ง มีการศึกษาอยู่แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

คนไทยคนแรก โอปอล สุชาตา สวมชุดแบรนด์ไทย ร่วมงานเปิดตัวภาพยนต์อวตาร

คนไทยคนแรก โอปอล สุชาตา สวมชุดแบรนด์ไทย ร่วมงานเปิดตัวภาพยนต์อวตาร

คนไทยคนแรก โอปอล สุชาตา สวมชุดแบรนด์ไทย ร่วมงานเปิดตัวภาพยนต์อวตาร

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

2 ธันวาคม 2568 สวยสะกดทุกสายตาสำหรับ โอปอล สุชาตา ช่วงศรี มิสเวิลด์ 2025 โดยเธอเป็นตัวแทนของคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้ร่วมงาน  World Premiere ของ Avatar: Fire & Ash ณ นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

‘โอปอล สุชาตา’ มาในชุดของแบรนด์ไทยรักษ์โลกอย่าง Pipatchara (ภิพัชรา) โดยชุดของเธอทำจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน เรื่อง Sustainability ชุดจากแบรนด์ Pipatchara แบรนด์แฟชั่นที่ยั่งยืนของไทยที่ได้รับการยกย่องในระดับสากลออกแบบจากวัสดุรีไซเคิล

มินนี่(G)I-DLEบริจาค50ล้านวอนช่วยน้ำท่วมใต้ เจ็บปวดใจรู้ข่าวภัยพิบัติในเมืองไทย

มินนี่(G)I-DLEบริจาค50ล้านวอนช่วยน้ำท่วมใต้ เจ็บปวดใจรู้ข่าวภัยพิบัติในเมืองไทย

มินนี่(G)I-DLEบริจาค50ล้านวอนช่วยน้ำท่วมใต้ เจ็บปวดใจรู้ข่าวภัยพิบัติในเมืองไทย

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

2 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘มินนี่’ ณิชา ยนตรรักษ์ สมาชิกชาวไทยของวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังเกาหลี (G)I-DLE บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 50 ล้านวอน (ประมาณ 1,090,000 บาท) ผ่านมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เพื่อช่วยเหลือเด็กและครอบครัวเปราะบาง ในพื้นที่ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ของไทย

‘มินนี่ (G)I-DLE’ เปิดเผยว่า เธอรู้สึกเจ็บปวดใจ เมื่อรู้ข่าวว่าบ้านเกิดของเธอ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัยอย่างกะทันหัน เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เด็กๆ และครอบครัวที่เปราะบางกลับมามีความมั่นคง และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติโดยเร็วที่สุด

สำหรับเงินบริจาคของ มินนี่ จะถูกนำไปใช้ในโครงการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยทั้งหมด และจะถูกนำไปใช้เพื่อจัดหาสิ่งจำเป็นพื้นฐานให้กับเด็กและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ชั่วคราว รวมถึงการสนับสนุนการฟื้นฟูเบื้องต้น

บอย ปกรณ์สุดจะทน โพสต์ทวงเงินกลางไอจีอีกครั้ง

บอย ปกรณ์สุดจะทน โพสต์ทวงเงินกลางไอจีอีกครั้ง

บอย ปกรณ์สุดจะทน โพสต์ทวงเงินกลางไอจีอีกครั้ง

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.33 น.

2 ธันวาคม 2568 หลังจากที่ บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ พระเอกหนุ่มขวัญใจแฟนๆ เคยโพสต์สตอรี่สีแดง พร้อมข้อความทวงเงินออกสื่อว่า “ไม่ได้อยากทวงเงินออกสื่อเลยครับ แต่คงจำเป็นแล้วมั้ง รีบๆ ติดต่อกลับมานะครับ ผมรออยู่ รอมานานแล้ว ขอบคุณครับ”

แถมล่าสุด หนุ่มบอยก็โพสต์ สตอรี่สีแดงอีกครั้ง พร้อมข้อความทวงเงินลูกหนี้อีกว่า “พี่ครับ รบกวนมาตอบรับทราบในแชท Line หน่อยนะครับ เพื่อเป็นหลักฐานว่าพี่จะทำตามข้อตกลงที่ได้คุยกันไว้ ให้ผมรออีกแล้ว ทำไมต้องให้มาตามกันในนี้ด้วย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ เจ้าหนี้ที่ feel like ลูกหนี้ว่ะ”

​ดีเจต้นหอม แจงปมหนี้ 4 ล้าน หลังคนโยงนานา

​ดีเจต้นหอม แจงปมหนี้ 4 ล้าน หลังคนโยงนานา

​ดีเจต้นหอม แจงปมหนี้ 4 ล้าน หลังคนโยงนานา

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.17 น.

2 ธันวาคม 2568 กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล หลัง ดีเจต้นหอม ศกุนตลา เคยออกมาเล่าว่า เคยโดนยืมเงินเป็นจำนวนสูงถึง 4 ล้านบาท ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าอาจเกี่ยวข้องกับกรณีดราม่าหนี้ของ นานา ไรบีนา ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาอยู่ในขณะนี้

ล่าสุด ดีเจต้นหอม ได้ออกมาโพสต์ภาพข้อความชี้แจงอย่างชัดเจนผ่านอินสตาแกรม ระบุว่า “หนี้สินของหอม 4 ล้านบาท ไม่เกี่ยวข้องกับ นานา ค่ะ”

พร้อมแคปชั่นว่า “ขอชี้แจงก่อนลุกลาม ขอบคุณค่า!!!!! ปัญหาหนี้สินของหอมขอไม่พูดถึงนะคะ ตอนนี้คุณพ่อป่วยอยู่ไม่อยากให้ตกใจ หอมยังไหว เอาอยู่ สบายม๊ากๆ #เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ เข้าใจหัวอกค่ะ!!!!”

โดนจุกๆ30ล้าน ฟรีน-เบ็คกี้แฉยับอดีตต้นสังกัดค้างค่าตัว ต้นเหตุประกาศยุติสัญญา

โดนจุกๆ30ล้าน ฟรีน-เบ็คกี้แฉยับอดีตต้นสังกัดค้างค่าตัว ต้นเหตุประกาศยุติสัญญา

โดนจุกๆ30ล้าน ฟรีน-เบ็คกี้แฉยับอดีตต้นสังกัดค้างค่าตัว ต้นเหตุประกาศยุติสัญญา

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.36 น.

2 ธันวาคม 2568 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ IDOLFACTORY อดีตต้นสังกัดของนักแสดงสาวชื่อดัง ‘ฟรีน สโรชา’ และ ‘เบ็คกี้ รีเบคก้า’ ได้ออกแถลงการณ์ประกาศการสิ้นสุดสัญญาอย่างเป็นทางการ ต่อมาทาง ‘เบ็คกี้ รีเบคก้า’ ได้ออกมาแถลงข่าวพร้อมกับทนายส่วนตัว แจ้งว่าทางอดีตต้นสังกัดได้ค้างเงินค่าจ้างตลอดปี 2025 เป็นจำนวนเงินประมาณ 20 ล้านบาท จึงเป็นเหตุยุติสัญญา

ต่อมาทางด้านนักแสดงสาว ‘ฟรีน สโรชา’ ได้ร่อนจดหมายแถลงการณ์ บริษัท โชเลน เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ในนามของศิลปิน คุณฟรีน สโรชา จันทร์กิมฮะ ขอชี้แจงว่าศิลปินได้รับความเสียหายจากการค้างชำระค่าตอบแทนจากบริษัทต้นต้นสังกัดเดิมจริง โดยมีมูลค่าประมาณสิบล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ศิลปินยังคงปฏิบัติงานกายใต้สังกัดดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่า การสิ้นสุดสัญญาระหว่างศิลปินและบริษัทต้นสังกัดเดิมได้ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาฉบับดังกล่าวครบถ้วนทุกประการ

ปัจจุบัน บริษัทฯ และทีมทนายความได้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิ์ของศิลปิน โดยได้รวบรวมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และอยู่ในขั้นตอนดำเนินคดีในชั้นศาล

เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทางบริษัทฯ ของดให้รายละเอียดเพิ่มเติมในขณะนี้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม บริษัทฯ และทีมทนายจะชี้แจงข้อมูลต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนอย่างเป็นทางการต่อไป

บริษัท โชเลน เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด และ คุณฟรีน สโรชา จันทร์กิมฮะ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความเข้าใจและสนับสนุนด้วยดีเสมอมา และขอยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างสูงสุด