‘ช่อง 7HD’ก้าวสู่ปีที่ 59 บรรยากาศยินดีสุดอบอุ่น ร่วมมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี

‘ช่อง 7HD’ก้าวสู่ปีที่ 59 บรรยากาศยินดีสุดอบอุ่น ร่วมมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี

‘ช่อง 7HD’ก้าวสู่ปีที่ 59 บรรยากาศยินดีสุดอบอุ่น ร่วมมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่อง 7HD ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคอนเทนต์โทรทัศน์ของประเทศ สร้างสรรค์ผลงานที่ดีเพื่อผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลงานด้านข่าวที่เข้มแข็ง ละคร ซีรีส์ หลากหลายแนว รวมถึงรายการวาไรตี้ รายการกีฬาที่สานต่อความฝันให้กับเยาวชนมากมาย อย่าง แชมป์กีฬา 7HD  และคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อให้เป็นศูนย์กลางความบันเทิง ส่งต่อข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชมอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องในโอกาส ช่อง 7HD ก้าวสู่ปีที่ 59  ตลอดทั้งวัน บรรยากาศที่ ช่อง 7HD เต็มไปด้วยความอบอุ่น  นำโดย พัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ทัพนักแสดง อาทิ  มิกค์ ทองระย้า, ยูโร ยศวรรธน์, เบน สันติราษฎร์, แชป วรากร, ภูมิ เกียรติภูมิ, ไต้ฝุ่น ตากเพชร, แอมป์ พีรวัศ, อ้น อัครวัฒน์, แทน บุรันช์รัตน์, ตรัย จักรภัทร, ดรีม ปุณณฤกษ์, ณดล กณิณ, ซิล ฐณธรณ์, ฮาน่า ลีวิส, พิ้งค์พลอย ปภาวดี, ปูเป้ เกศรินทร์, เจนนี่ ชยิสรา, มะเหมี่ยว พรชดา, แอนน่า กลึคส์, เนย ปภาดา, แจมมี่ ปาณิชดา, ชิงชิง คริษฐา, ปิ่น ชรินพร, สไมล์ ศศินา, มิ้นชิ เสฎฐนันท์, กุ๊กกิ๊ก กชกร, อ๋อม ปัณชญา, อีฟ กัญณัฐสินี, มิลลี่ อภิสรา, แพม สุชานุช, เฟิร์น เกษรา, เบนซ์ ชนกนันท์, จาด้า อินโตร์เร, มายด์ มาริสา, สา อนิสา, ตาล กัญญา ร่วมด้วยศิลปินจาก TSM MANAGEMENT เอล่า นีรชา, ดีแลนด์ เดโชชัย, ซัน ก้องภพ, ชาย สมชาย,  กาย กันตเมศฐ์, วายุ นิธิ, มาร์ติน เจ และ ดิว ศุภกฤต รวมถึงผู้ประกาศข่าว เปรมสุดา สันติวัฒนา, สวิตต์ ลีละพงศ์วัฒนา, กฤษดา นวลมี, เหมือนฝัน ประสานพานิช, ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร, ศจี วงศ์อำไพ, จีรนันท์ เขตพงศ์, ภานุรัจน์ ศนีบุตร, กมลาสน์ เอียดศรีชาย, เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์, เจษฎา อุปนิ, ปิ่นปินัทธ์ ฐากุลวีรนันท์, นภัสกรณ์ เสรีโรจนสิริ, สุคนธ์เพชร ผลประดิษฐานนท์, ณิชารีย์ พัดทอง ฯลฯ

ในโอกาสนี้ ช่อง 7HD โดย คุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ มอบเงิน จำนวน 100,000 บาท สมทบทุนแก่ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี โดยมี นพ.ไพโรจน์  เครือกาญจนา รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ รพ.ราชวิถี เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมเชิญชวนหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดี ด้วยการร่วมบริจาคสมทบทุนแก่ “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” เพื่อสนับสนุนโครงการจัดสร้างอาคารด้านอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลราชวิถี รวมถึงการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น  โดยมีหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีพร้อมร่วมบริจาคสมทบทุนกันอย่างคึกคัก อาทิ ศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, พลโท ยุทธกร  สุภาสูรย์ รองผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบริหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก, คุณวีรยุทธ แก้วจินดา ผู้อำนวยการฝ่าย 9 MCOT HD บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.อาชยน  ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, พล.ต.ท. นพศิลป์ พูนสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ต.ธีรเดช  ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น.

พร้อมด้วยผู้ผลิตรายการและผู้ผลิตละครคุณภาพ อาทิ บริษัท เทโร เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกบอล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด, บริษัท นอร์ธสตาร์ โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท ไอดอล แฟคทอรี่ จำกัด, บริษัท มีเดีย แทงค์ จำกัด, บริษัท ดี.ดอคคิวเมนทารี่ จำกัด, บริษัท ฟ้าใส โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท เรฟโซน จำกัด, บริษัท ไอรอน สตูดิโอ จำกัด, บริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เซเว่น สตาร์ สตูดิโอ จำกัด, บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด, บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด, บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท โคลีเซี่ยม เมาท์เท่น อาร์ต จำกัด, บริษัท 9 บีเวอร์ฟิล์มส์ จำกัด, บริษัท ปรากฏการณ์ดี จำกัด, บริษัท สกาย เอนเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด, บริษัท มากกว่าฝัน จำกัด, บริษัท ปภัสรา โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท คนทีวี (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท กำลังดีซอย 6 โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท ญิบฟิล์ม จำกัด รวมถึงนักแสดงคนดัง แพนเค้ก เขมนิจเอส กันตพงศ์, เหนือ ดิสรยา และ แตงกวา พิญญาเนศวร์ ก้าวสู่ปีที่ 59 ช่อง 7HD พร้อมก้าวไปอย่างมั่นคง ด้วยการผลิตและพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพ ควบคู่การทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV  และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ เว็บไซต์  www.ch7.com   

‘อภิสิทธิ์’ชี้’อุตสาหกรรมใต้’อ่วมหนัก จ่อเสนอมาตรการเจาะลึกพื้นที่ให้ฟื้นได้เร็วขึ้น

'อภิสิทธิ์'ชี้'อุตสาหกรรมใต้'อ่วมหนัก จ่อเสนอมาตรการเจาะลึกพื้นที่ให้ฟื้นได้เร็วขึ้น

‘อภิสิทธิ์’ชี้’อุตสาหกรรมใต้’อ่วมหนัก จ่อเสนอมาตรการเจาะลึกพื้นที่ให้ฟื้นได้เร็วขึ้น

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.07 น.

“อภิสิทธิ์”ชี้“อุตสาหกรรมใต้”อ่วมหนัก ประเมินรัฐบาลขยับเร็วแต่ต้องหลากหลาย จ่อเสนอมาตรการเจาะลึกพื้นที่ให้ฟื้นได้เร็วขึ้น

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่สภาอุตสาหกรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ว่า อุตสาหกรรมไทยในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างไม่ต้องสงสัย ตนได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนแล้ว และชื่นชมความเข้มแข็งของภาคเอกชนในการช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่กำลังคิดแนวทางในการทำให้โรงงานต่างๆ สามารถกลับมาเดินเครื่องทำงานได้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่บานปลาย

“รู้สึกยินดีที่เห็นรัฐบาลมีการขยับตัวค่อนข้างเร็วในขั้นตอนของการเยียวยาและการฟื้นฟูเพียงแต่ว่า คงจะต้องมาแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้นในมาตรการ เพราะตนก็ต้องฟังจากคนในพื้นที่ของผมว่าหลายเรื่องเป็นมาตรการซึ่งถ้ามีการปรับเล็กๆ น้อยๆ หรือเพิ่มเติมบางสิ่งบางอย่างเข้าไป อาจจะทำให้มันฟื้นได้เร็วกว่า ซึ่งอันนี้ก็จะได้นำเสนอรัฐบาลต่อไป” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

เมื่อถึงตัวเลขความเสียหายที่ภาคเอกชนประเมิน นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เข้าใจว่าคณะทำงานน่าจะมีแนวทางในการสนับสนุนการทำงานของภาคเอกชนแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี โดยการฟื้นฟูเยียวยาอุตสาหกรรมต้องเน้นไปที่การทำให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้เร็วที่สุดเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ดร.สุวิทย์ เผยถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง จะทำเรื่องใหญ่กว่าเลือกตั้ง หนักกว่าแก้รธน. เร่งด่วนกว่าเกมการเมือง

ดร.สุวิทย์ เผยถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง จะทำเรื่องใหญ่กว่าเลือกตั้ง หนักกว่าแก้รธน. เร่งด่วนกว่าเกมการเมือง

ดร.สุวิทย์ เผยถ้าเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง จะทำเรื่องใหญ่กว่าเลือกตั้ง หนักกว่าแก้รธน. เร่งด่วนกว่าเกมการเมือง

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.31 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ Dr. Suvit Maesincee” ระบุว่าถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองวันนี้ ผมจะทำสิ่งนี้ทันที

ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาที่ “ใหญ่กว่า” การเลือกตั้ง “หนักกว่า” การแก้รัฐธรรมนูญ และ “เร่งด่วนกว่า” เกมการเมืองทั้งปวง

และเหตุการณ์ น้ำท่วมหาดใหญ่ 2025 เพิ่งตอกย้ำว่า “ประเทศมีปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาฝนฟ้าอากาศ”

ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองวันนี้ ผมจะไม่เริ่มต้นด้วยการคิดว่าจะได้ ส.ส.กี่คน หรือจับมือกับใครจัดตั้งรัฐบาล

แต่ผมจะเริ่มด้วยคำถามเดียว: พรรคของผม จะทำให้คนไทยไม่รู้สึกว่าประเทศนี้ ‘ล้มเหลวในการดูแลพวกเขา’ ได้อย่างไร?

1) ผมจะประกาศทันที: ประเทศไทยต้องมี “รัฐที่ทำงานเป็น” ก่อนมี “การเมืองที่แข่งขันกัน”

น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า รัฐไทยไม่มีระบบ Early Warning, ไม่มี Command Center, ไม่มี Incident Manager, ไม่มีผู้รับผิดชอบจริง

คนไทยไม่ได้อยากได้ประชาธิปไตยที่สวยงามบนกระดาษ แต่ต้องการ รัฐที่ทำงานเป็น รัฐที่ปกป้องชีวิตเขาได้จริง

ผมจะประกาศนโยบายแรกของพรรคดังนี้:
• ตั้ง National Incident & Emergency Authority (NIEA) ที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลไหน
• ระบบเตือนภัยทันทีผ่านมือถือทุกเครื่อง (เหมือนญี่ปุ่น/เกาหลี)
• Dashboard น้ำ-ฝน-แผ่นดินไหวแบบ real time เปิดสาธารณะ
• ซ้อมแผนอพยพทุกปี ทุกจังหวัด

พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนประเทศจาก “ปล่อยให้เกิดเหตุ” เป็น “พร้อมรับมือก่อนเกิดเหตุ” นี่คือของจริง ไม่ใช่คำสัญญาลอย ๆ

2) ผมจะบอกความจริงกับประชาชนเรื่องเศรษฐกิจไทย—แบบไม่อ้อมค้อม

ปัญหาของไทยไม่ใช่ GDP โตช้า แต่คือเรากำลังหลุดจากเกมโลกแบบถาวร เพราะ:
• ประเทศเพื่อนบ้านแซงไทยด้านดึงดูดการลงทุน
• SME ไทยแข่งขันไม่ได้ในยุคดิจิทัล
• แรงงานไทยรายได้ต่ำเพราะทักษะต่ำ
• เทคโนโลยี AI เปลี่ยนงานทั้งระบบ แต่ไทยยังไม่ได้สร้าง ecosystem รองรับ
• รัฐไทยยังติด mindset “อนุญาตก่อน ขยับไม่ได้” จนธุรกิจใหม่เกิดไม่ได้

ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมจะประกาศว่า: เราต้องเปลี่ยนจากประเทศที่ “ขออนุญาตก่อนทำ” → เป็นประเทศที่ “ทำได้เลย ยกเว้นห้ามชัดเจน”
นโยบายชุดแรก:
• ยกเครื่องกฎหมาย 100 ฉบับ ที่ขวางนวัตกรรม (Regulatory Sunset + Zero-Based Regulation)
• AI National Upskilling Program อบรมแรงงาน–SME–นักเรียน 5 ล้านคน
• Thailand AI Commons ให้ startup และ SME ใช้ compute/ข้อมูลฟรี
• FTA ยุคใหม่ ที่ปกป้องผลประโยชน์ไทย ไม่ใช่เปิดเสรีแบบเสียเปรียบ

นี่คือทางรอด ไม่ใช่แผนพัฒนาประเทศบนสไลด์ PowerPoint

3) ผมจะพูดเรื่องภูมิรัฐศาสตร์แบบที่คนไทย “เข้าใจง่าย”
ไทยกำลังอยู่ตรงกลางระหว่างจีน–สหรัฐ แต่ปัญหาคือ เราไม่มีวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ ไม่มี grand strategy
ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมจะบอกตรง ๆ ว่า:
• ประเทศไทยต้องเลือกหลักการ ไม่ใช่เลือกข้าง
• เราต้องเป็นศูนย์กลาง ASEAN Collective Hedging ไม่ใช่ “ประเทศที่ใครผลักก็ล้ม”
• เราต้องสร้างอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของตัวเอง เช่น อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด MedTech, AI for Climate, Defense Tech (ที่ไทยต้องเริ่มทำเองบ้างแล้ว)

นี่คือภูมิรัฐศาสตร์แบบ pragmatic—not romantic.

4) ผมจะประกาศว่า พรรคการเมืองต้องเป็นมากกว่าเครื่องจักรกลเลือกตั้ง
ปัญหาประเทศไม่ได้เกิดเพราะคนไทยทะเลาะกัน แต่เพราะ “รัฐไทยไม่พร้อมสำหรับศตวรรษใหม่”
ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมจะ:
• ยกเครื่องพรรคให้เป็น Think–Do Tank ของประเทศ
• ตั้ง War Room ความเสี่ยงประเทศไทย รายงานทุกเดือน
• ชวน มหาวิทยาลัย–เอกชน-ชุมชน เป็นเครือข่ายนโยบาย
• เปิดข้อมูลพรรคแบบ Fully Transparent: รายรับ–รายจ่าย–ผู้สนับสนุน
• สร้างระบบ Political Talent Pipeline คนรุ่นใหม่–ผู้เชี่ยวชาญเข้าพรรคแบบมี Career Path

นี่คือการทำพรรคการเมืองแบบ “Statecraft Politics” ไม่ใช่ “Power Politics”

5) ผมจะบอกความจริงกับประชาชนเรื่องการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ
คำถามว่า “ควรเลือกตั้งต้นปีหน้าไหม?” หรือ “แก้รัฐธรรมนูญตอบปัญหาไหม?”
เป็นคำถามที่ เล็กกว่าปัญหาประเทศจริง ๆ
• เลือกตั้งได้ แต่รัฐไม่พร้อมรับภัยพิบัติ ประเทศก็ล่มได้
• แก้รัฐธรรมนูญได้ แต่ถ้าเศรษฐกิจไทยยังไม่แข่งกับโลก ก็จนเหมือนเดิม
• ได้รัฐบาลใหม่ แต่ไม่มีความสามารถบริหารวิกฤต ก็เหมือนเดิมทุกปี
ผมจะบอกประชาชนว่า: การเมืองไทยต้องเปลี่ยนคำถามจาก “เลือกตั้งเมื่อไหร่” ไปเป็น “รัฐไทยทำงานได้หรือยัง”

นี่คือ narrative ใหม่ที่ประเทศต้องการจริง ๆ

6) ผมจะประกาศสัญญา 1 ข้อกับประชาชน

หากผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมจะสัญญากับประชาชนตรง ๆ ว่า— “พรรคของผมจะเป็นพรรคที่ทำให้ประเทศไทยพ้นจากยุค ‘รัฐไร้สมรรถนะ’ เข้าสู่ยุค ‘รัฐที่ดูแลประชาชนได้จริง’ ”

สัญญานี้ง่าย แต่ทรงพลัง เพราะนี่คือปัญหาที่คนไทยทุกกลุ่มรู้สึกจริง ๆ

บทสรุป: ประเทศไทยไม่ต้องการพรรคที่หาเสียงเก่ง แต่ต้องการพรรคที่บริหารประเทศได้จริง

ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองวันนี้—ผมจะทำสิ่งเหล่านี้ก่อนหาเสียง เพราะประเทศกำลังอยู่ในยุคที่ “การเมืองแบบเดิม” ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้อีกต่อไป

ประเทศไทยกำลังต้องการผู้นำที่พูดประโยคนี้ได้อย่างมั่นใจ —“เราไม่ได้มาแข่งกับพรรคอื่น เรามาแข่งกับความท้าทายที่กำลังจะกลืนประเทศนี้ทั้งประเทศ”

แสบกว่าราดทิงเจอร์ ‘หมออั้ม’ฟาด’ส้ม’ สันดานอิจฉาริษยา

แสบกว่าราดทิงเจอร์ 'หมออั้ม'ฟาด'ส้ม' สันดานอิจฉาริษยา

แสบกว่าราดทิงเจอร์ ‘หมออั้ม’ฟาด’ส้ม’ สันดานอิจฉาริษยา

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอิราวัต อารีกิจ หรือ หมออั้ม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สุดท้าย ความจริงก็ปรากฏ

ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย ลำบากใจมาตลอด
ที่ต้องช่วยทั้งพรรคอนาคตใหม่ และก้าวไกล
เพราะช่วงแรก คิดว่าเป็นมิตรกัน

แต่ท้ายที่สุด กลายเป็นศัตรู ใส่ร้ายป้ายสี
ชิงดีชิงเด่น ช่วงหาเสียง ทับถมโจมตีเพื่อไทยตลอด
(ทั้งที่คนเสื้อแดง อย่างผม ช่วยเชียร์สุดๆ
ในฐานะพรรคพี่พรรคน้อง เคยแบ่งคะแนนให้ด้วย)

พอผลเลือกการตั้งออกมา ก้าวไกลชนะที่ 1 แต่ไม่ขาด
มากกว่าเพื่อไทย 10 ที่นั่ง เพื่อไทยก็พยายามสุดๆ
ดันพิธา ดันก้าวไกลให้เป็นรัฐบาล 2 ครั้ง 2 ครา

แต่เมื่อไม่สมหวัง ก้าวไกลพังเพราะปากพิธา
และความไม่ลดราวาศอก เรื่องสถาบันฯ

เวลานั้น เมื่อสุดทางแล้ว
พรรคเพื่อไทย จะไม่ยอมให้หนู ตู่ ป้อม
กลับมาเป็นรัฐบาลอีก

สิ่งที่ทำได้ คือ ขึ้นเป็นรัฐบาลเอง ตามสิทธิ์สภาฯ
เพราะครั้งที่ 3 นี้ ถ้าเพื่อไทยไม่ตัดสินใจ
พรรคภูมิใจไทย พรรคตู่-ป้อม ขึ้นเองแน่ๆ

เราจะได้รัฐบาลแบบอนุทินนี้ ตั้งแต่ 2 ปีก่อน

แล้วการเลือกตั้งครั้งนั้นที่ชนะมา จะมีความหมายอะไร?
พรรคเพื่อไทย จึงไม่ทรยศประชาชนของเขา
ไอ้คำว่าตระบัดสัตย์ มาจากพรรคส้มและด้อมโง่ๆ
บัญญัติขึ้นมาสำเร็จความใคร่ในใจตนเอง

ครั้งนั้นพรรคเพื่อไทย ขึ้นเป็นรัฐบาลได้
โดยที่ไม่มีการช่วยเหลือใดๆเลย จากพรรคส้ม
กลับคิดแค้น โกรธพรรคเพื่อไทย ทั้งที่จริงๆ
ควรโกรธ ส.ว.น้ำเงิน และพรรคน้ำเงินมากกว่า
ที่ทำให้พรรคอันดับหนึ่ง ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พอพรรคเพื่อไทย มาเป็นรัฐบาล
พรรคส้มก็ยังขัดขา ขัดขวาง ทุกนโยบาย
ไม่ให้สำเร็จ ไม่ให้ประชาชนได้ประโยชน์

สุดท้าย มาเผยสันดาน ด้วยการล้มเพื่อไทย
ยอมยกมือให้ พรรคที่ทำให้ตนไม่ได้เป็นรัฐบาล
ยอมยกมือให้ พรรคที่ไม่เคยโหวตให้พิธา
ยอมยกมือให้ อนุทิน เป็นนายกฯ เสียงข้างน้อย
หลักการอะไรไม่เหลือแล้ว เอาความอิจฉาริษยา
เอาความแค้นเป็นที่ตั้ง..เอาแค่พวกตนรอดคดี

แล้วดูความฉิบหายของประเทศตอนนี้สิ..
ไม่โทษมึง ให้โทษใคร?

ไทยเดินหน้าสมัครเข้าร่วม รัฐบาลเปิด (OGP) ยกระดับความโปร่งใส–การมีส่วนร่วมของประชาชน

ไทยเดินหน้าสมัครเข้าร่วม รัฐบาลเปิด (OGP) ยกระดับความโปร่งใส–การมีส่วนร่วมของประชาชน

ไทยเดินหน้าสมัครเข้าร่วม รัฐบาลเปิด (OGP) ยกระดับความโปร่งใส–การมีส่วนร่วมของประชาชน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.25 น.

ไทยเดินหน้าสมัครเข้าร่วม “รัฐบาลเปิด (OGP)” ยกระดับความโปร่งใส–การมีส่วนร่วมของประชาชน ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้ประเทศไทยดำเนินการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด หรือ Open Government Partnership (OGP) อย่างเป็นทางการ หลังไทยผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นครบถ้วนตามเกณฑ์ขององค์กร OGP

รองโฆษกฯ ระบุว่า ความร่วมมือ OGP เป็นกลไกสากลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2554 มีประเทศสมาชิก 75 ประเทศ มีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริม “รัฐบาลโปร่งใส-ตรวจสอบได้-ประชาชนมีส่วนร่วม” และใช้เทคโนโลยีใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้า เปิดข้อมูล–เปิดกระบวนการ–เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมออกแบบนโยบายได้มากขึ้น

ไทยผ่านเกณฑ์ประเมินเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว

องค์กร OGP ได้ประเมินไทยในปี 2568 และประกาศว่าไทย “ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติครบถ้วน” ทั้งด้านความโปร่งใสทางการคลัง การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ และการเปิดพื้นที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย ดังนั้น จึงสามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการได้

สำหรับ แผนดำเนินการสมัคร OGP แบ่งเป็น 2 ระยะ 8 ขั้นตอน โดย ก.พ.ร. เสนอขั้นตอนดำเนินการต่อครม. แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 – ขั้นตอนก่อนการได้รับรองเป็นสมาชิก OGP

1. ครม. เห็นชอบแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก 2 ระดับ ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเมือง: นายกรัฐมนตรีมอบหมาย และผู้บริหารระดับสูงฝ่ายข้าราชการพลเรือน: เลขาธิการ ก.พ.ร.

2. รัฐบาลไทยส่งหนังสือแสดงเจตจำนงสมัครสมาชิกไปยังสำนักงานเลขาธิการ OGP

3. OGP พิจารณาและประกาศรับไทยเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ

ส่วน ระยะที่ 2 -หลังได้รับรองเป็นสมาชิก โดย ขั้นตอนที่ 4. OGP เข้าหารือรัฐบาลไทยเพื่อกำหนดกระบวนการดำเนินงาน

5. จัดทำ “แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP)” ร่วมกับภาคประชาชน–เอกชน–หน่วยงานรัฐ โดยครอบคลุม 9 ประเด็นนโยบายสำคัญ เช่น การต่อต้านการทุจริต การเข้าถึงข้อมูลของประชาชน สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ธรรมาภิบาลดิจิทัล และความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมทุกกลุ่ม

ขั้นตอนที่ 6. จัดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

7. เสนอร่าง NAP ให้ ครม. พิจารณา

และขั้นตอนที่ 8. ส่งแผน NAP ฉบับสมบูรณ์ให้สำนักงานเลขาธิการ OGP

รองโฆษกฯ ระบุว่า หลังได้รับสถานะสมาชิก ไทยจะต้องชำระเงินสมทบรายปีระหว่าง 67,500 -135,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.2–4.4 ล้านบาท) ซึ่งได้เตรียมงบประมาณไว้แล้วในปี 2569 ของสำนักงาน ก.พ.ร.

รัฐบาลย้ำ ผลักดัน “รัฐบาลเปิด” เพื่อสร้างความเชื่อมั่น-ประชาชน และเข้าถึงข้อมูล

รองโฆษกฯ ย้ำว่า การเข้าร่วม OGP จะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับความโปร่งใสของราชการ เพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้สังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐบาลเศรษฐาในยุคดิจิทัล

‘แม่ทัพกุ้ง’ตอบคำถามสุดจี๊ด! คิดอย่างไร?คำพูด’ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน’

'แม่ทัพกุ้ง'ตอบคำถามสุดจี๊ด! คิดอย่างไร?คำพูด'ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน'

‘แม่ทัพกุ้ง’ตอบคำถามสุดจี๊ด! คิดอย่างไร?คำพูด’ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน’

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.23 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่กรมราชทัณฑ์จังหวัดนนทบุรี พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานในโครงการส่งเสริมประชาสัมพันธ์การป้อง กันการทุจริตประพฤติมิชอบ เนื่องในสัปดาห์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล และมอบนโยบายการป้องกันการทุจริตให้กับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมราชทัณฑ์ ก่อนจะร่วมกันแสดงสัญลักษณ์ “ไขว้มือ” ประกาศเจตจำนงสุจริต ในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ต่อต้านการทุจริต ซึ่งในงานนี้ยังมี พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 มาร่วมบรรยายในงานด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสข่าวผู้ต้องขังชาวจีนจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่เรือนจำ แลกกับสิทธิพิเศษให้หญิงชาวจีน 2 คน เข้ามาบริการทางเพศในห้องลับ V VIP นั้น พันตำรวจโท ประวุธ กล่าวว่า ข้าราชการทุกคนมีโอกาสสัมผัสกับเรื่องลักษณะนี้ค่อนข้างมาก มีโอกาสสัมผัสกับเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเรือนจำเป็นสถานที่ที่มีการจำกัดสิทธิของบุคคลต่างๆ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้กรมราชทัณฑ์จะต้องหามาตรการป้องกันให้ได้ เพราะตนเองไม่อยากดำเนินการกับข้าราชการที่ทุจริต แต่การป้องกันจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า ซึ่งกรมราชทัณฑ์ที่มีข้าราชการในสังกัดกว่า 12,000 คน ก็คาดหวังว่าทุกคนจะไม่ทุจริต เพราะเป็นเรื่องที่เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและองค์กร

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องมีบทลงโทษแน่นอน เพราะเกิดความเสียหายแก่องค์กร โดยได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปแล้ว และให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน ทั้งนี้ มีหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบการทุจริตเรื่องนี้ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ก็สามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกกล่าวหาได้ ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบ ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และทางกรมราช ทัณฑ์จะให้ดีเอสไอเป็นผู้พิจารณาดำเนินการเลยหากพบการกระทำความผิด ก็ให้ว่าไปตามกฎหมาย

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า นายมานพ ชมชื่น อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อยู่ต่างประเทศ จนอาจกระทำต่อการดำเนินการทางกฎหมายของดีเอสไอหรือไม่นั้น พันตำรวจโท ประวุธ กล่าวว่า ยังไม่ได้ตรวจสอบ แต่เรื่องทางกฎหมายเป็นของดีเอสไอ และ ป.ป.ช.ซึ่งตอนนี้กรมราชทัณฑ์ก็ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าอะไรกลับมา ส่วนที่ทางกรมฯ ตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทางวินัยนั้น ก็ยังต้องรอผลจากทางดีเอสไอ

พันตำรวจโท ประวุธ กล่าวอีกว่า สำหรับอีก 1 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ช่วงหนึ่งของการบรรยายของ พลโท บุญสิน หรือ “แม่ทัพกุ้ง” ในงานวันนี้ เป็นช่วงตอบคำถาม โดยผู้ถามไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ ได้ถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้นำหน่วย คำว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ในทัศนะของ “แม่ทัพกุ้ง” คิดว่าสิ่งนี้ เป็นบวกหรือเป็นลบ ควรจะส่งเสริม หรือควรจะแก้ไข ซึ่ง “แม่ทัพกุ้ง” ก็บอกว่า คำพูดนี้อยู่ในโรงเรียนทหารหรือตำรวจก็มี เป็นคำพูดของนักรบที่ใช้ยามหน้าสิ่ว หน้าขวาน แต่ตนเองมองว่าอยู่ที่การกระทำของนาย อยู่ที่พฤติกรรมของเพื่อน และอยู่ที่พฤติกรรมของน้องมากกว่า บางอย่างไม่ฆ่าก็ไม่ได้ เพราะน้องทำผิด บางอย่างไม่ฟ้องนายก็ไม่ได้ เพราะว่านายทำผิด อันตรายมาก ถ้านายทำอย่างนี้ต่อไปองค์กรพัง เราจะก้มหน้าก้มตารับกรรมอย่างนี้หรือ

– 006

เชิดชูเกียรติพลีชีพเพื่อชาติ ทภ.2บรรจุ’พี่สาวสิบเอก’ผู้เสียชีวิตชายแดน เข้ารับราชการแทน

เชิดชูเกียรติพลีชีพเพื่อชาติ ทภ.2บรรจุ'พี่สาวสิบเอก'ผู้เสียชีวิตชายแดน เข้ารับราชการแทน

เชิดชูเกียรติพลีชีพเพื่อชาติ ทภ.2บรรจุ’พี่สาวสิบเอก’ผู้เสียชีวิตชายแดน เข้ารับราชการแทน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

ทภ.2บรรจุพี่สาวสิบเอก ผู้เสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา เข้ารับราชการแทนเชิดชูเกียรติผู้พลีชีพเพื่อชาติ

2 ธันวาคม 2568 เพจกองทัพภาคที่ 2 ได้ลงข่าวเผยแพร่ กองทัพภาคที่ 2 บรรจุญาติของทหารที่เสียชีวิตจากการรบ เพื่อเข้ารับราชการทดแทนจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหารในการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความเสียสละ เพื่อรักษาอธิปไตย ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชน แม้ในยามที่ประเทศต้องเผชิญกับภัยคุกคามหรือสถานการณ์รบ การยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญของทหารทุกนาย คือหลักฐานของความจงรักภักดีและเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหารหาญ จากเหตุปะทะบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ในห้วงที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ “สิบเอก นพพล บุญเลิศ” พลลาดตระเวน กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้เสียชีวิตจากจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศ 

กองทัพบกมีมาตรการให้การดูแลครอบครัวของผู้เสียสละอย่างเหมาะสม โดยหนึ่งในมาตรการที่สำคัญ คือ การบรรจุญาติของผู้เสียชีวิตเข้ารับราชการแทน เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน สร้างความมั่นคงทางอาชีพให้ครอบครัว และเชิดชูเกียรติคุณของผู้เสียชีวิตในฐานะผู้ปกป้องแผ่นดิน  ด้วยเหตุนี้กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการบรรจุ “นางสาว สุวิมล บุญเลิศ” (พี่สาว) เข้ารับราชการเป็นนายทหารประทวน สังกัด มณฑลทหารบกที่ 22 และได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568

กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 ขอยกย่องความเสียสละของผู้พลีชีพเพื่อชาติ และเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการประคับประคองครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคง รวมถึงแสดงความห่วงใยของกองทัพบกที่มีต่อกำลังพล การบรรจุญาติของทหารที่เสียชีวิตจากการรบ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าเกียรติของผู้กล้าจะได้รับการเชิดชูต่อไปตราบนานเท่านาน

‘ครม.’เคาะ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วมใต้ พักชำระหนี้-สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ-สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน

'ครม.'เคาะ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วมใต้ พักชำระหนี้-สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ-สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน

‘ครม.’เคาะ 3 มาตรการช่วยน้ำท่วมใต้ พักชำระหนี้-สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ-สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.01 น.

‘ครม.’เคาะ 3 มาตรการเยียวยาฟื้นฟูปชช. น้ำท่วมใต้ พักชำระหนี้-สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ-สินเชื่อซ่อมแซมบ้าน

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 2 ธ.ค.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย โดยครม.เห็นชอบ 3 นโยบาย คือ 1. นโยบายพักเงินต้นยกดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยทางภาคใต้ จำนวน 1 ล้านบาท โดยพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี

2.โครงการสินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยภาคใต้ในลักษณะการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประสบภัยภาคใต้สามารถกู้เงินได้ 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ระยะสัญญา 3 ปี เพื่อใช้เยียวยาฟื้นฟูอาชีพ 3.สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้สำหรับกู้ยืมเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยสามารถกู้ได้ 1 แสนบาท ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 1 ปี อายุสัญญา 3 ปี ส่วนสินเชื่อฟื้นฟูธุรกิจSME จำนวน 1 ล้านบาท จะเข้าที่ครม.สัปดาห์หน้า

ปิดฉาก 8 ปี! ยุติคดีเหมืองทองอัครา โดยไม่ต้องตัดสิน เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

ปิดฉาก 8 ปี! ยุติคดีเหมืองทองอัครา โดยไม่ต้องตัดสิน เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

ปิดฉาก 8 ปี! ยุติคดีเหมืองทองอัครา โดยไม่ต้องตัดสิน เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.00 น.

ไทยปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัครา 8 ปี — รัฐมนตรี ธนกร ประกาศ “ยุติคดีโดยไม่ต้องตัดสิน” เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากรายงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐบาลได้ยุติข้อพิพาท “ไทย–คิงส์เกต” ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี โดยไม่ต้องมีคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของประเทศ และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบการลงทุนของไทยในระยะยาว

รองโฆษกฯ ระบุว่า คณะอนุญาโตตุลาการได้แจ้งผลอย่างเป็นทางการว่า “ไม่ต้องออกคำสั่งตัดสินคดี” หลังทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อยุติร่วมกัน ภายใต้กรอบกฎหมายไทย และหลักสากลด้านสิ่งแวดล้อม การกำกับดูแล และความปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐมนตรีธนกรผลักดันมาโดยตลอด นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเดินหน้าแก้ปัญหาเหมืองแร่ทองคำอย่างเป็นระบบ–ปกป้องสิ่งแวดล้อมควบคู่เศรษฐกิจชุมชน

รัฐมนตรีธนกรได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส รอบคอบ และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนรอบพื้นที่เหมือง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการกำกับดูแลเหมืองแร่ทั่วประเทศ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนซ้ำอีก

ขณะเดียวกัน บริษัทอัคราฯ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาตภายใต้ พ.ร.บ.แร่ 2560 และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จนสามารถเริ่มประกอบกิจการได้อีกครั้งในปี 2566 ภายใต้ระบบตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งกว่าเดิมรัฐมนตรีธนกรย้ำ—คดีนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก ว่าไทยเคารพกฎหมายและมาตรฐานสากล

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า การดำเนินการยุติคดีครั้งนี้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทระหว่างประเทศ และช่วยยืนยันว่าไทยมีระบบกำกับดูแลเหมืองแร่อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตามหลักสากล

“รัฐบาลเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่การสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ เพื่อให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายพัฒนาอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในอนาคต” รัฐมนตรีธนกรกล่าว

รองโฆษกฯ ย้ำว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะยังคงกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่ทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นภายใต้ความปลอดภัย โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด

‘เอกนิติ’เผย‘คลัง’ประเมินน้ำท่วมใต้กระทบจีดีพี 0.1% มั่นใจไตรมาส 4 ปีนี้จีดีพียังโตได้ถึง 0.6%

‘เอกนิติ’เผย‘คลัง’ประเมินน้ำท่วมใต้กระทบจีดีพี 0.1% มั่นใจไตรมาส 4 ปีนี้จีดีพียังโตได้ถึง 0.6%

‘เอกนิติ’เผย‘คลัง’ประเมินน้ำท่วมใต้กระทบจีดีพี 0.1% มั่นใจไตรมาส 4 ปีนี้จีดีพียังโตได้ถึง 0.6%

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.57 น.

“เอกนิติ”เผย”คลัง”ประเมินน้ำท่วมใต้กระทบจีดีพี 0.1% มั่นใจไตรมาส 4 ปีนี้จีดีพียังโตได้ถึง 0.6% ส่วนคนละครึ่งเฟส 2 ยังศึกษาคู่กับการเยียวยาและฟื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้ รับใช้งบฯกลางส่วนเดียวกัน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงผลกระทบของอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้จะกระทบกับเศรษฐกิจตามการประเมินของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ที่ 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งหมด โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เทียบกับจีดีพีทั้งประเทศที่มี 20 ล้านล้านบาทนั้นไม่ได้ใหญ่มาก แต่กระทบกับชีวิตประชาชนมาก โดยมาตรการต่างๆที่ลงไปได้พยายามทำให้เศรษฐกิจฟื้นมาโดยเร็วที่สุด ส่วนหลังจากนี้ต้องมีการถอดบทเรียนเพื่อวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในระยะยาว โดยภาพใหญ่ของจีดีพีของไทยในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะไม่กระทบมาก คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ประมาณ 0.6% หรือสูงกว่า ใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

เมื่อถามว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังจะมีการใช้การกระตุ้นผ่านมาตรการคนละครึ่งเฟส2 หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่าขณะนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยังให้นโยบายให้กระทรวงการคลังไปศึกษาความเป็นไปได้ของการทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้มาตรการคนละครึ่งเฟส 2 ควบคู่ไปกับการเยียวยาและฟื้นฟูอุทกภัยภาคใต้

โดยขณะนี้กระทรวงการคลังยังเดินหน้าศึกษาอยู่อย่างไรก็ตามยอมรับว่างบประมาณที่จะได้มีข้อจำกัดเนื่องจากทั้งสองส่วนมาจากงบประมาณส่วนเดียวกันคืองบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 โดยเมื่อมีความจำเป็นในเรื่องของอุทกภัยก็ต้องพิจารณาในการเยียวยาเป็นหลัก ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปเกี่ยวกับนโยบายคนละครึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง