‘นายกฯ’ห่วงมวลน้ำสะเดาสมทบหาดใหญ่ สั่งผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนใต้รับมือน้ำหลาก

'นายกฯ'ห่วงมวลน้ำสะเดาสมทบหาดใหญ่ สั่งผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนใต้รับมือน้ำหลาก

‘นายกฯ’ห่วงมวลน้ำสะเดาสมทบหาดใหญ่ สั่งผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนใต้รับมือน้ำหลาก

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.10 น.

‘นายกฯ’ห่วงมวลน้ำสะเดาสมทบหาดใหญ่ สั่งผู้ว่าฯ 3 จังหวัดชายแดนใต้รับมือน้ำหลาก เร่งอนุมัติกรอบงบเยียวยา เข้าครม.พรุ่งนี้ คาดสถานการณ์คลี่คลายสัปดาห์นี้ กำชับ‘ผู้ว่าฯสงขลา’ช่วยผู้ติดค้าง-ปรับปรุงระบบส่งอาหาร

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 24 พ.ย.2568 ที่วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าถึงสถานการน์น้ำท่วมใน จ.สงขลา ที่คาดว่าจะมีมวลน้ำจาก อ.สะเดา เข้ามาเติม ว่า ตอนนี้ระดมความช่วยเหลือทุกหน่วยงานอยู่ในพื้นที่แล้ว มีเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องปั่นไฟ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จัดเครื่องปั่นไฟไปประจำในพื้นที่ที่ศูนย์อพยพทั้ง 5 จุดที่ได้จัดตั้งไว้ คาดว่า น่าจะบริหารจัดการสถานการณ์ได้ ให้กลับเข้าสู่สภาพปกติได้ภายในสัปดาห์นี้ ตอนนี้มีปริมาณน้ำฝนมาก อย่างเช่นเมื่อวานที่ตนลงพื้นที่ ตั้งแต่เช้าจดเย็นฝนตกไม่หยุด เป็นเหตุให้น้ำท่วม เพราะระบายไม่ทัน 

นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากมีน้ำเติมมาจาก อ.สะเดา ซึ่งเป็นน้ำหลากมา แต่การระบายน้ำก็ยังคงดำเนินการอยู่  ซึ่งที่อำเภอหาดใหญ่มีคลอง ร.1 สำหรับระบายน้ำ ทำหน้าที่ระบายน้ำอย่างเต็มที่ และขณะนี้ทราบว่า ปริมาณฝน และน้ำหลาก จะขยายพื้นที่ลงไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด ได้รับทราบและได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว ส่วนรัฐบาลได้ผนึกกำลังความช่วยเหลือ ทั้งอาหาร ทั้งศูนย์อพยพเครื่องใช้ในยามจำเป็น ตลอดจน เรื่องของการรีบอนุมัติเงินเยียวยาในรายหลังคาเรือน ให้กับประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจะอนุมัติเป็นกรอบไว้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันในวันที่ 23 พ.ย.ซึ่งจะเตรียมการเงินไว้อยู่แล้ว เพราะทราบว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้ และได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งสำรวจรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายที่ได้รับการเยียวยา เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า 

เมื่อถามว่าในหลายๆพื้นที่ ที่ยังคงมีคนติดค้าง ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า วันแรกยังคงขลุกขลักอยู่บ้างจะต้องมีการวางแผนเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ตอนนี้เรื่องการเตือนภัยระบบเตือนภัยทำงานอยู่ แต่มีการเตือนภัยแล้ว การระดมความช่วยเหลือต่างๆ ถ้าไประดมในจังหวัดเองคงไม่พอ เช่นกรณีจังหวัดใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ตนไปเห็นอย่างหนึ่งที่ต้องปรับปรุงเรื่องอาหาร เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะน้ำท่วมเยอะ ไฟดับประกอบอาหารไม่ได้ คนที่ติดอยู่ในอาคาร เราต้องเร่งทำอาหารจากรอบนอกไปแจกจ่าย ซึ่งในช่วง 1-2 วันแรก มีคนที่ไม่ได้รับอาหาร แต่จากวันนี้เป็นต้นไป ผู้ว่าราชการจังหวัดให้การยืนยันว่าการช่วยเหลือได้ระดมไปอย่างเต็มที่แล้ว

‘เอ็ดดี้’ถอดสมการการเมือง วิเคราะห์ทางเลือก‘คนไทยรักชาติ’กาพรรคใดบริหารประเทศ

‘เอ็ดดี้’ถอดสมการการเมือง วิเคราะห์ทางเลือก‘คนไทยรักชาติ’กาพรรคใดบริหารประเทศ

‘เอ็ดดี้’ถอดสมการการเมือง วิเคราะห์ทางเลือก‘คนไทยรักชาติ’กาพรรคใดบริหารประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.13 น.

‘เอ็ดดี้’ถอดสมการการเมือง วิเคราะห์ทางเลือก‘คนไทยรักชาติ’กาพรรคใดบริหารประเทศ

24 พฤศจิกายน 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความเรื่อง “ทางเลือกของคนไทยรักชาติ” ลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…

ทางเลือกของคนไทยรักชาติ

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ | #เลือกตั้ง69

จากโพสต์ของผมที่มีผู้ใหญ่ฝากประเทศไทยเอาไว้ด้วย และบอกวิธีที่จะช่วยรักษาประเทศไทยไว้ได้ คือการไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ทำให้มีหลายท่านตั้งคำถามมาว่า “ให้ผมแนะนำว่าควรจะเลือกพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ” ซึ่งคำตอบในเรื่องนี้ไม่ง่ายและต้องอธิบายกันยาว

ส้ม- พรรคประชาชน = “ยังสะอาด(ปราศจากปัญหาเรื่องแจกเงิน) แต่สุ่มเสี่ยงต่อระบอบ”

แดง- เพื่อไทย =  “(โดนกล่าวหาว่า)ทุจริตแต่ปลอดภัยต่อระบอบ

น้ำเงิน – ภูมิใจไทย = “(โดนกล่าวหาว่า)เทา ๆ แต่ปลอดภัยต่อระบอบ”

น้ำเงิน – รวมไทยสร้างชาติ =  ปลอดภัยต่อระบอบ แต่ (โดนกล่าวหาว่า) เกาะเกี่ยวอำนาจ จนเกิดวิกฤตศรัทธา

ฟ้า – ประชาธิปัตย์ = ทางเลือกที่ปลอดภัยต่อระบบ

เขียว – ไทยภักดี = ผู้พิทักษ์ระบบ

จากบริบทของสถานการณ์ในปัจจุบัน ผมสันนิษฐานว่าในการเลือกตั้งคราวหน้าจะเป็นการแข่งขันและปะทะกันระหว่าง 2 พรรคใหญ่ คือพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย (เพื่อไทยกำลังจะแคระแกร็น)

_______________________________________________

มีพรรคไหน “ไม่ซื้อเสียง” บ้าง?

คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ “ยากที่จะฟันธงแบบ 100%” แต่เราสามารถแยกกลุ่มพรรคการเมืองออกได้ตาม “โมเดลการหาเสียง” ซึ่งจะบอกแนวโน้มของการใช้เงิน

กลุ่ม A: พรรคที่เน้น “อุดมการณ์”

• ลักษณะ: พรรคกลุ่มนี้มักจะขาย “นโยบาย” หรือ “จุดยืนทางการเมือง” ที่ชัดเจน คะแนนเสียงได้มาจากคนที่ศรัทธาในความคิด ไม่ใช่ตัวบุคคล

• แนวโน้มการซื้อเสียง: ต่ำมาก หรือ ไม่มีเลย เพราะหากพรรคนี้ไปจ่ายเงินซื้อเสียง จะเป็นการทำลายจุดขายของตัวเองทันที และผู้สมัครมักไม่มีเงินทุนหนาพอจะทำแบบนั้น

• ข้อสังเกต: มักเป็นพรรคที่พึ่งพาการบริจาคจากประชาชน หรือการระดมทุนออนไลน์

ถ้าอ่านตามแนวทางดังกล่าวพรรคที่โผล่ขึ้นมาในหัวในทันทีทันใดคือ ”พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ไทยภักดี“

กลุ่ม B: พรรคที่เน้น “ระบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่”

• ลักษณะ: เน้นตัวบุคคลที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น (บ้านใหญ่) ดูแลคนในพื้นที่แบบพี่น้อง ฝากลูกเข้าโรงเรียน ช่วยงานบวชงานแต่ง

• แนวโน้มการซื้อเสียง: มีความเสี่ยงสูง เพราะระบบนี้ต้องใช้ “กระสุน” (ทุน) ในการดูแลเครือข่ายหัวคะแนน เพื่อจูงใจให้คนในพื้นที่เลือกคนที่ดูแลปากท้องเขาได้ทันที มากกว่ารอนโยบายระดับชาติ

• ข้อสังเกต: มักมีข่าวเรื่องการดูด ส.ส. หรือการย้ายพรรคบ่อยๆ

ถ้าอ่านตามแนวทางดังกล่าวพรรคที่โผล่ขึ้นมาในหัวในทันทีทันใดคือ “พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย”

_______________________________________________

แนะนำว่าควรเลือกพรรคอะไร และเลือกยังไง?

ผมขอแนะนำทุกท่านด้วย “เช็คลิสต์ 3 ข้อ”

1. ดูที่ “ที่มาของเงิน”:

• พรรคนั้นรับเงินบริจาคจากใครเป็นหลัก? จากกลุ่มทุนผูกขาดไม่กี่เจ้า หรือจากการระดมทุนรายย่อย

• ตรรกะ: ถ้ารับเงินจากใคร เขาจะเกรงใจคนนั้น ถ้ารับเงินจากนายทุน เขาจะเกรงใจนายทุน ถ้ารับเงินจากประชาชน เขาจะเกรงใจประชาชน

ถ้าคิดไวๆ ภาพที่ปรากฏขึ้นมาในหัวสมองทันที พรรคที่เป็นคำตอบนี้คือ “พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ไทยภักดี“

2. ดูที่ “ผลงานในสภา”:

• อย่าดูแค่ตอนหาเสียง ให้ย้อนไปดูการอภิปรายในสภา

• พรรคไหนที่ ส.ส. เข้าประชุมสม่ำเสมอ? พรรคไหนกล้าโหวตสวนทางกับผลประโยชน์ทับซ้อน? พรรคไหนที่ “สู้จริง” ไม่ใช่แค่ “สู้ไปกราบไป”?

ในมุมของบทบาทในสภา ชื่อที่โดดเด่นขึ้นมาก็หนีไม่พ้น…พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย  (ไทยภักดี: ยังไม่ได้ทำงานในสภาแต่มีผลงานชัดเจนในเรื่องความกล้าสวนทางกับผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วน รทสช. เคยมีผลงานโดดเด่นในสภาแต่เกิดปัญหาเกาะเกี่ยวอำนาจ จนเกิดวิกฤตศรัทธาในปัจจุบัน)

3. ดูที่ “ความสม่ำเสมอของจุดยืน”:

• ตอนเป็นฝ่ายค้านพูดอย่างหนึ่ง พอเป็นรัฐบาลทำอีกอย่างหนึ่งหรือไม่?

• พรรคที่น่าเลือกคือพรรคที่ “คำพูดกับการกระทำเป็นเรื่องเดียวกัน”

และถ้ามองเรื่องความคงเส้นคงวา พรรคที่คำพูดและการกระทำตรงกันคือ..พรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และไทยภักดี

_______________________________________________

เลือกพรรคการเมืองที่ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง คือทางออกประเทศไทยจริงหรือไม่ ?

จะเห็นได้ว่าจาก ”เช็คลิสต์“ ต่างๆ ข้างต้น พรรคประชาชน ผ่านเข้ารอบทุกรอบ

ในแง่ “วิธีการ” พรรคประชาชนสอบผ่านฉลุยในเรื่องความโปร่งใส การไม่ซื้อเสียง และการระดมทุนจากมวลชน ซึ่งเป็นโมเดลพรรคการเมืองในฝันตามระบอบประชาธิปไตยสากล

แต่ทราบกันใช่มั้ยว่า พรรคประชาชน ซึ่งดูเหมือนเป็น พรรคการเมืองที่ดี แต่ความจริงพรรคนี้มีสมาชิกเดิมของพรรคก้าวไกลที่ออกมาตั้งพรรคประชาชน

ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (คดียุบพรรคก้าวไกล) ได้ชี้ชัดแล้วว่าพฤติการณ์ในการรณรงค์แก้ไข ม.112 นั้น เข้าข่ายเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เบื้องหลังในแนวความคิดอันเป็นหัวใจสำคัญของพรรคนี้เป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และรูปแบบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ประมุข

ดังนั้น คำถามที่ว่า “เรายังจะเลือกพรรคนี้ได้หรือ?” จึงไม่ใช่คำถามเรื่องความซื่อสัตย์เรื่องเงินอีกต่อไป แต่เป็นคำถามเรื่อง “ความมั่นคงของระบอบ“

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ:

เปรียบเหมือนรถคันหนึ่งที่ “เครื่องยนต์สะอาด ไม่โกงน้ำมัน ขับขี่ถูกกฎจราจร” (ไม่ซื้อเสียง) แต่ “GPS ตั้งพิกัดมุ่งหน้าลงเหวหรือไปในทิศทางที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ต้องการไป” (แนวคิดเปลี่ยนระบอบ)

_______________________________________________

แล้วเราจะตัดสินใจเลือกอย่างไร?

ในเมื่อเราณรงค์เรื่อง “การไม่ขายเสียง” แต่ตัวเลือกที่ “ไม่ซื้อเสียง” ดันมีประเด็นเรื่องความมั่นคงของสถาบันฯ ดังนั้น การเลือกตั้งไม่ใช่แค่การเลือกคนไม่โกงเงิน แต่คือการเลือกทิศทางของประเทศ

เพื่อรักษาจุดยืนเรื่อง “ไม่ซื้อเสียง” แต่ก็ไม่สนับสนุนแนวทางที่ “เป็นภัยต่อความมั่นคง” สำหรับผม การเลือกพรรคที่ดีที่สุด คือพรรคที่ ‘ซื่อสัตย์เรื่องเงิน’ และ ‘ซื่อสัตย์ต่อระบอบการปกครองของเรา’ ด้วย

_______________________________________________

ทุกท่านต้อง “ชั่งน้ำหนักความเสี่ยง” ให้ดี

พรรคประชาชน (ก้าวไกลเดิม) ชี้นำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องได้รับการปฏิรูป และมีขบวนการเคลื่อนไหวรองรับสนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ด้วยข้อกล่าวหาว่าสถาบันกษัตริย์เป็นตัวถ่วงต่อระบอบประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ เช่น ไม่สามารถตรวจสอบสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ หรือไม่สามารถเลือกผู้ที่จะมาเป็นพระมหากษัตริย์ได้ หรือแม้แต่การกล่าวหาว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาทางสังคมและการเมือง ทั้งที่เป็นเพียงกฎหมายคุ้มครองประมุขแห่งรัฐซึ่งทุกประเทศในโลกก็มีกฎหมายนี้

ดังนั้น การชั่งน้ำหนักความเสี่ยง ของพรรคการเมืองที่มีคุณสมบัติที่ขัดแย้งกันเอง (สะอาดทางการเงิน vs อันตรายทางความคิด) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องจัดลำดับความสำคัญ ว่า คนไทยต้องกลัว “ระบอบล่มสลายเพราะเปลี่ยนโครงสร้าง” และต้อง ”ไม่เลือกพรรคที่จะทำให้ระบอบล่มสลายเพราะเปลี่ยนโครงสร้าง“ ซึ่งเป็นคำตอบที่ “ถูกต้องและสมเหตุสมผล” ในแง่ของ ”การจัดลำดับความสำคัญ“

_______________________________________________

จะเลือกใครระหว่าง  “สะอาดแต่สุ่มเสี่ยง” vs “ทุจริต (หรือเทา ๆ )แต่ปลอดภัยต่อระบอบ”

ทฤษฎี “Political Decay” (ความเสื่อมถอยทางการเมือง) ของ Samuel P. Huntington อธิบายว่า “พรรคการเมืองที่ปลุกระดมเก่ง (แม้จะมือสะอาด) อาจนำประเทศไปสู่หายนะได้ หากไปทำลายสถาบันหลักที่มีอยู่”

ประวัติศาสตร์โลกสอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า… ประเทศที่ล่มจมส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการที่ผู้นำซื้อเสียงหรือมีคอร์รัปชันเพียงอย่างเดียว (คอร์รัปชันทำให้ประเทศโตช้า แต่ไม่ถึงกับตาย)

แต่ประเทศที่ ‘ล่มสลาย’ จนสิ้นชาติ ล้วนเกิดจากการที่ประชาชนหลงเชื่อในวาทกรรม ‘การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง’ ที่ฟังดูสวยหรู ยอมให้รื้อถอนเสาหลักของชาติ เพียงเพื่อจะพบว่าหลังกำแพงที่พังลงมานั้น… ไม่ใช่สวรรค์ แต่คือนรกของสงครามกลางเมืองและความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ

การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเลือกคนดีเข้าสภา แต่คือการเลือกว่าเราจะรักษา ‘หลังคาคุ้มหัว’ ของเราไว้ หรือจะเสี่ยงทุบทิ้งเพื่อสร้างวิมานในอากาศที่ไม่มีอยู่จริง

_______________________________________________

หากเราถอดสมการ

1. ปัญหาคอร์รัปชัน (โกง): เป็นปัญหาเชิง “การบริหาร”

2. ปัญหาล้มล้าง/เปลี่ยนโครงสร้าง: เป็นปัญหาเชิง “ความอยู่รอดของระบอบ”

ขอยกตัวอย่างเพื่อเห็นภาพชัดเจน

1. เปรียบเทียบด้วยทฤษฎี “บ้าน”

• การทุจริตคอร์รัปชัน = “ปลวก”

ปลวกกัดกินฝาบ้าน กินเฟอร์นิเจอร์ ทำให้บ้านทรุดโทรม ไม่น่าอยู่ และเสียหายทางเศรษฐกิจ (ต้องกำจัด ต้องซ่อมแซม)

• การล้มล้าง/เปลี่ยนโครงสร้างสถาบันหลัก = “การทุบเสาเข็ม” หรือ “วางเพลิง”

สรุป เราสามารถทนอยู่ในบ้านที่ยังมีปลวกเพื่อรอการกำจัดได้ (มีกระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช., ศาลอาญา) แต่เรา “ไม่สามารถเลือกคนที่จะเดินเข้ามาจุดไฟเผาบ้านหรือทุบเสาเข็ม” ได้ เพราะนั่นคือจุดจบของบ้าน

_______________________________________________

คำกล่าวที่ว่า “สะอาดทางการเงิน แต่ฉ้อฉลทางความคิด” เป็นประเด็นที่อันตรายกว่ามาก เพราะ:

• คอร์รัปชันเงินทอง: ยังมีหลักฐานใบเสร็จ เส้นทางการเงิน ให้ตรวจสอบเอาผิดได้ตามกฎหมาย มีบทลงโทษชัดเจน

• คอร์รัปชันทางอุดมการณ์: มาในรูปแบบของการ “บิดเบือน” ข้อมูล สร้างชุดความเชื่อใหม่ที่ผิดเพี้ยน (เช่น เรื่อง ม.112 ที่เป็นกฎหมายปกติที่ทั่วโลกมีเพื่อคุ้มครองประมุข แต่ถูกบิดเบือนว่าเป็นปัญหา) สิ่งนี้ตรวจสอบยากกว่า และฝังรากลึกในความคิดคน ซึ่งแก้ยากกว่าการยึดทรัพย์นักการเมืองโกง

“ความซื่อสัตย์สุจริตทางการเงิน เป็นคุณสมบัติที่ ‘จำเป็น’ แต่ยัง ‘ไม่เพียงพอ’ สำหรับคนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ” ผู้นำประเทศ ต้องมีความ “จงรักภักดีและยึดมั่นในระบอบการปกครอง” เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด

พรรคที่มือสะอาดไม่โกงเงิน เป็นเรื่องดี… แต่ถ้าเขามีเจตนาจะรื้อถอนเสาหลักของบ้านที่เราอาศัยอยู่ เราก็ไม่สามารถเปิดประตูรับเขาเข้ามาได้

เพราะประเทศที่ล่มจมเพราะโกง ยังพอมีทางกอบกู้… แต่ประเทศที่ล่มสลายเพราะถูกเปลี่ยนระบอบและสิ้นชาติ จะไม่มีอะไรเหลือให้ลูกหลานอีกเลย

_______________________________________________

รวมไทยสร้างชาติ

อาจมีผสมผสานกลุ่มบ้านใหญ่บ้างในบางพื้นที่ แต่ภาพรวมยังถือว่าขับเคลื่อนด้วย “ความนิยมในตัวผู้นำและจุดยืนปกป้องสถาบันฯ” เป็นหลัก

ความชัดเจนเรื่อง ม.112 ว่า “ไม่แตะ” และการเข้าร่วมรัฐบาลข้ามขั้ว ถูกมองว่าเป็น “ความเสียสละเชิงยุทธศาสตร์” คือยอมร่วมงานกับเพื่อไทย เพื่อปิดสวิตช์ก้าวไกล(ประชาชน) ไม่ให้ขึ้นสู่อำนาจ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดกลายเป็น “จุดหักเหสำคัญ” ของพรรครวมไทยสร้างชาติจากผู้ปกป้องระบอบ… แต่(ถูกมองว่า)เพิกเฉยต่ออธิปไตย ด้วยอาการ “เกาะเกี่ยวอำนาจ จนเกิดวิกฤตศรัทธา

เดิมทีถูกมองว่าเป็นความเสียสละเพื่อชาติ แต่เมื่อเกิดกรณีข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย (กรณีฮุนเซน) และผู้นำพรรคเลือกที่จะยืนเคียงข้างนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย แทนที่จะยืนเคียงข้างความกังวลของประชาชน

ทำให้เกิดคำถามว่า… นี่คือการเสียสละเพื่อชาติ หรือเพื่อรักษาเก้าอี้? และเมื่อความไว้วางใจแตกสลาย สมาชิกพรรคเริ่มตีจาก

ประเด็นนี้ส่งผลให้น้ำหนักของ “ประชาธิปัตย์” และ “ไทยภักดี” พุ่งสูงขึ้นทันที เพราะประชาธิปัตย์และไทยภักดี ได้คะแนนจากคนที่ไม่พอใจ รทสช. เรื่อง “จุดยืนชาตินิยม” -> คะแนนไหลไป ปชป. และไทยภักดี

_______________________________________________

หากเปรียบประเทศเป็น “บ้าน” บทวิเคราะห์ทั้งหมดชี้ชัดแล้วว่า:

1. เราเลือก “พรรคประชาชน” ไม่ได้ เพราะเขาคือ “คนวางเพลิงเผาเสาเข็ม” (สะอาดแต่อันตราย)

2. เราเลือก “พรรคภูมิใจไทย” ได้แบบจำยอม เพื่อกันไฟไหม้ แต่ต้องแลกกับการเลี้ยง “ปลวก” (ปลอดภัยแต่เทา)

3. ติ่งคุณพีรพันธ์อาจยังภักดีต่อรวมไทยสร้างชาติต่อไป

4. อย่างไรก็ตาม “ประชาธิปัตย์” และ “ไทยภักดี” ดูจะเป็นทางออกใหม่ เพราะ

• พรรคประชาธิปัตย์ยุคผลัดใบ คือการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคและการกลับมาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถือเป็นการ “กดปุ่ม Reset” ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ที่จะเป็นทางเลือกที่สะอาดและปลอดภัย “ไม่โกง” และ “ไม่ล้มล้าง” อยู่ในพรรคเดียวกันได้ เป็นตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการกวาดล้างทั้งปลวกและคนวางเพลิงไปพร้อมกัน

• ไทยภักดี คือ “เกราะป้องกันภัยสูงสุด” เป็นหลักประกันที่มั่นคงที่สุดว่า ไม่ว่ากระแสการเมืองจะเปลี่ยนไปทางไหน สถาบันหลักของชาติจะถูกปกป้องไว้ด้วยชีวิต

หมายเหตุ ข้อสรุปนี้อยู่ในประเด็นเรื่องการไม่ซื้อเสียง ความจงรักภักดี และไม่ล้มล้างต่อระบบ

_______________________________________________

การเมืองรอบนี้ไม่มี พระเอกขี่ม้าขาว ที่สมบูรณ์แบบ 100%

เราต้องถามตัวเองว่า เราให้ราคากับอะไรมากที่สุด?

เลือกแบบไหน ได้ประเทศแบบนั้นครับ”

_______________________________________________

‘ศศิน’วิเคราะห์ระบบน้ำไทย ‘ถูกการเมืองแทรกซึม-คนรู้จริงถูกกันออก-ระบบข้อมูลล้าหลัง’

'ศศิน'วิเคราะห์ระบบน้ำไทย 'ถูกการเมืองแทรกซึม-คนรู้จริงถูกกันออก-ระบบข้อมูลล้าหลัง'

‘ศศิน’วิเคราะห์ระบบน้ำไทย ‘ถูกการเมืองแทรกซึม-คนรู้จริงถูกกันออก-ระบบข้อมูลล้าหลัง’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.06 น.

‘ศศิน’วิเคราะห์ระบบน้ำไทย ชี้กำลังเผชิญ’การล่มสลายเชิงสถาบัน’ ถูกการเมืองแทรกซึม-คนรู้จริงถูกกันออก-ระบบข้อมูลล้าหลัง

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2568 นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไทยกำลังเผชิญ “การล่มสลายเชิงสถาบัน (Institutional Collapse)” ในระบบน้ำ เกิดจาก 3 แรงที่ชนกันแบบครบสูตร:

1) การเมืองแทรกซึมระบบราชการระดับผู้เชี่ยวชาญ
ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคขึ้นมาคุมงาน
→ การพยากรณ์–บัญชาการผิดตั้งแต่ต้นทาง

2) คนรู้จริงถูกกันออก ไม่ได้อยู่ในโต๊ะตัดสินใจ
→ พอถึงนาทีวิกฤติ จังหวะการตัดสินใจผิดซ้ำแบบเดิมทุกปี

3) ระบบข้อมูล–บัญชาการล้าหลังไป 10–20 ปี
→ เตือนภัยช้า ระบายไม่ตรงจังหวะ
→ ท่วมซ้ำ-เสียหายซ้ำทั้งที่รู้ล่วงหน้า

นี่ไม่ใช่ปัญหาธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็น “ปัญหาเชิงสถาบัน” ที่สะสมมาเป็นสิบปี และะถึงจุดวิกฤติจากปัญหาการเมืองที่มีผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่งผู้บริหารในแต่ละหน่วยราชการทุกแห่ง ทำให้คนมีความสามรถ รู้จริง ในระบบราชการไม่ได้ทำงานตัดสินใจ ….. “

ทุกนาทีมีความหมาย! ‘สส.สิงโต’ติง‘นายกฯ’เร่งสั่งการ‘อพยพคน-แจกข้าวน้ำ’

ทุกนาทีมีความหมาย! ‘สส.สิงโต’ติง‘นายกฯ’เร่งสั่งการ‘อพยพคน-แจกข้าวน้ำ’

ทุกนาทีมีความหมาย! ‘สส.สิงโต’ติง‘นายกฯ’เร่งสั่งการ‘อพยพคน-แจกข้าวน้ำ’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.02 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ “สส.สิงโต” สส.สงขลา เขต 9 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ท่านนายกครับ รักประชาชนจริง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือช่วยเขาให้เร็วที่สุดครับ!!! หน้าที่ทำอาหาร ปล่อยให้เป็นของแม่ครัวครับ ท่านควรสั่งการหน่วยงานต่างๆ ส่งเรือ รถใหญ่มา ช่วยอพยพคนและแจกข้าวน้ำครับ สั่งเลยให้กระจายไปแต่ละเทศบาลเท่าไหร่บ้าง ผมอยู่พื้นที่ 4 วัน เห็นแต่รถ เรือของอาสาสมัคร มูลนิธิที่มาช่วยเหลือคน

ท่านมาหาดใหญ่ 2 วัน หน่วยงานราชการต้องไปรอรับท่าน รถใหญ่ไปเป็นขบวน เรือขนไปกันหมดเพื่อไปรองรับคณะท่าน ในพื้นที่หากันไม่ได้เลยครับ ตอนนี้ขอมาจากต่างจังหวัดทั้งนั้น

ท่านมาพูดแต่เยียวยาแน่ 9,000 บาท ผมว่าเวลานี้เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนครับ ชาวบ้านบางคนจะตายกันอยู่แล้ว ตอนนี้เค้าอยากอพยพออกจากบ้านครับ ไม่กินข้าวกัน 4 วันแล้ว ขอเถอะครับท่าน

เวลาทุกนาทีตอนนี้มีความหมายกับทุกคนครับ ขอบคุณครับ

ใครกัน!?‘นิพิฏฐ์’เผยจนท.พรรคประชาธิปัตย์ แย้มชื่อย่อ‘คนทรยศ’

ใครกัน!?‘นิพิฏฐ์’เผยจนท.พรรคประชาธิปัตย์ แย้มชื่อย่อ‘คนทรยศ’

ใครกัน!?‘นิพิฏฐ์’เผยจนท.พรรคประชาธิปัตย์ แย้มชื่อย่อ‘คนทรยศ’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.11 น.

ใครกัน!?‘นิพิฏฐ์’เผยจนท.พรรคประชาธิปัตย์ แย้มชื่อย่อ‘คนทรยศ’

24 พฤศจิกายน 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ผมไม่ใช่คนทรยศ

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเข้าไปพรรคประชาธิปัตย์ นำผู้สมัครสส.ไปพบหัวหน้าอภิสิทธิ์ และ ท่านชวน หลีกภัย

น้องๆในพรรคดีใจ หลังจากไม่เจอกันนาน บางคนวิ่งเข้ามากอด บางคนน้ำตาซึม ผมก็ขอโทษน้องๆ ที่จากพรรคไป 2-3 ปี

ผมบอกว่า ผมจะมาสมัครลงสส.ระบบบัญชีรายชื่อ น้องๆก็ดูแล หาโต๊ะให้นั่งเขียนใบสมัคร ผมบอกว่า ผมนั่งเขียนข้างนอกก็ได้ น้องๆในพรรคไม่ยอม ให้เข้าไปนั่งเขียนข้างใน

เดินเข้าไปในพรรค ผมถามว่าห้องนี้ใครนั่ง เขาก็บอกว่าคนนั้น คนนี้นั่ง

ผ่านไปห้องหนึ่ง ผมถามว่า แล้วห้องนี้ใครนั่งล่ะ เจ้าหน้าที่บอกว่า “คนทรยศนั่ง” ผมหัวเราะ และถามว่า บอกชื่อย่อหน่อยได้ไหม ว่า คนทรยศที่ว่ามีชื่อย่อว่าอะไร เขาบอกว่า ชื่อ น. ผมสะดุ้ง น้อง ๆ หัวเราะ บอกว่า แต่ไม่ใช่ชื่อ“นิพิฏฐ์” นะ

วันนี้ ผมกลับมาแล้ว ศึกนี้จะแพ้หรือชนะผมไม่รู้ แต่ดีใจที่น้องๆ ไม่ถือว่าผมเป็นคนทรยศ

ศุภจีเก่งอะไรกัน?! ‘นักเขียนดัง’ฟาดยับ’ติ่งขี้อิจฉา’ เทียบผลงานรัฐบาล’เก่า-ใหม่’

ศุภจีเก่งอะไรกัน?! 'นักเขียนดัง'ฟาดยับ'ติ่งขี้อิจฉา' เทียบผลงานรัฐบาล'เก่า-ใหม่'

ศุภจีเก่งอะไรกัน?! ‘นักเขียนดัง’ฟาดยับ’ติ่งขี้อิจฉา’ เทียบผลงานรัฐบาล’เก่า-ใหม่’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.57 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Padipon Apinyankul ระบุว่า หลายวันก่อน ตอนเขียนเรื่อง รมว.ศุภจี ไปขายข้าวที่สิงคโปร์ . จะมีพลพรรคเพื่อไทยหรือเพื่อส้ม ก็ไม่รู้ ออกมาหัวเราะต่อว่า

ว่า ศุภจีจะเก่งอะไรกัน รัฐบาลก่อนเจรจาเอาไว้แล้วต่างหาก .

“ติ่งขี้อิจฉา” เหล่านั้นไม่เคยขายของ .
คนที่นำเอาสินค้าเพื่อไปเสนอสินค้าตามที่ต่าง ๆ แต่ใช่ว่าลูกค้าจะตอบรับทุกคน
ลูกค้ายิ้มให้ ไม่ใช่หมายถึงลูกค้าตอบรับ .
ลูกค้ารับโบวชัวร์หรือเอกสารเงื่อนไขไว้ ก็ไม่ใช่ว่าลูกค้าตอบรับ
เหตุผลที่ลูกค้าไม่ตอบรับมีมากมาย . หลัก ๆ คือ ไม่ชอบขี้หน้าเซลล์ขายของ คนนั้น
เมื่อเซลล์คนเก่าแค่เสนอขาย แต่ยังปิดจ๊อบไม่ได้ . เซลล์คนต่อมาปิดดีลได้ ควรต้องนับเป็นความสามารถของเซลล์คนใหม่
จะไปตีขลุมว่า คนก่อนมาเสนอขายไว้ ต้องเป็นผลงานของคนเก่า มันก็ไม่ถูก ต้องดูบริบทอื่น ๆ ประกอบ
ถ้าผู้ซื้อไม่ชอบขี้หน้าเอ็ง เขาก็ดึงเรื่องไว้ก่อน . พอมีคนใหม่ที่คุยแล้วมีความรู้สึกดีต่อกัน จึงค่อยเซ็นสัญญาตกลง
เดี๋ยวจะเปรียบเทียบชี้ให้เห็นรายรับจากการขายในตอนท้าย .. ว่าใครที่ขายเป็น เพื่อให้ประจักษ์

….

ตอนนี้มาดูผลงานของ รมว.ศุภจี กันก่อน
รายงานข่าวบอกว่า ข้าวเปลือกหอมมะลิ พุ่งขึ้นถึง 16,500 บ. (จากราคาข้าวที่ตกต่ำ มานานมาก)
ที่จริงก่อนไปสิงคโปร์ ราคาข้าวเปลือกยังต่ำมาก .. พอปิดดีล 100,000 ตันของสิงคโปร์ ราคาข้าวก็ยังไม่ขยับนัก
ต่อเมื่อในหลวงไทยเสด็จไปเยือนจีน จีนประกาศซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน .
ในตอนนั้นราคาข้าวเปลือกไทยขยับสูงขึ้นมาเป็น 13,000 บาท ต่อตัน
ขณะที่นายกฯอนุทินไปจีนในฐานะฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ . ด้านคุณศุภจี ก็เดินสายเป็น “เซลล์แมน”
พบทูตอินเดีย เพื่อร่วมกันเป็นหุ้นส่วนทางการค้า , หารือกับทูตรัสเซีย ขายสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป ,
บินไปสหรัฐ ทะลุใจกลางประเทศที่ชอบขึ้นภาษีทั่วโลก เพื่อนำเสนออาหารไทย ,
และในต้นเดือนธันวาคม วางแผนจะไปซาอุดิอาระเบีย เพื่อขายข้าว , ตามด้วยแอฟริกา
ทั้งหมด จึงส่งผลทำให้ราคาข้าวเปลือกพุ่งสูงขึ้นถึง 16,500 บาทต่อตัน – ณ ราคาในปัจจุบัน
รัฐบาลเสียงข้างน้อย ในภาวะจำยอมด้วยข้อจำกัดเวลา . / ทำงานมาตั้งแต่ 19 กย. จนวันนี้ ก็ประมาณ 2 เดือนกับอีก 3 วัน
2 เดือน 3 วัน .. ทำให้ราคาข้าวที่เคยตกต่ำติดต่อกันมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ฟื้นตัวขึ้น ..

เอาละ ที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้น ที่มีพวกติ่งบางพรรคบอกว่า เป็นผลงานของรัฐบาลที่แล้ว .
.. ใช่หรือ จริงหรือ .. อย่างไร ?

จะเทียบเคียงกับรัฐบาลที่แล้วของแพทองธาร ให้ดูกัน
รัฐบาลแพทองธาร สืบต่อจากรัฐบาลเศรษฐา ก็พรรคเดียวกัน รัฐมนตรีเดียวกันนั้นแหละ .
แพทองธาร เข้ามาเมื่อ 16 สิงหาคม 2567 ..
ราคาข้าวเปลือกในวันที่ 30 เดือนสิงหาคม 67 อยู่ที่ 11,000 – 14,000 บาท ต่อตัน
รัฐบาลแพทองธารทำงานจากสิงหาคม ถึงกุมภาพันธ์ = 6 เดือน
ราคาข้าวเปลือกในวันที่ 17 ก.พ. 68 อยู่ที่ราคา 8,200 – 8,600 บาท ต่อตัน
จากสิงหาคม ถึงกุมภาพันธ์
* ลดฮวบฮาบลงมาถึง 5,000 – 6,000 บาท ต่อตัน

เทียบกับระยะเวลาของรัฐบาลอนุทิน
เข้ามาทำงาน 19 ก.ย. 2568 . ทำจนถึงวันนี้ 23 พ.ย.
ระยะเวลาทำงานคือ 2 เดือน กับ 3 วัน / ซึ่งเป็นฤดูกาลเดียวกันกับข้าวปีที่แล้ว ที่แพทองธารเป็นรัฐบาล
ราคาข้าวเปลือกสูงเป็น 16,500 บาทต่อตัน
แนวโน้มต่อไป ถ้าเทียบไปถึงกุมภาพันธ์ปีหน้า เท่ากับช่วงระยะเวลาเดียวกัน
รับรองไม่ตกลงมาเหลือแค่ 8,200 – 8,600 อย่างแน่นอน

ประเทศไทย ประชาชนพื้นฐานส่วนใหญ่คือเกษตรกรรม เรามีสินค้าเกษตรมากมาย
เราคือต้นทางของอาหารโลก
เราต้องการคนขายของเป็น

‘ทัพไทย’เปิดหลักฐาน AOT-TH ยันชัดเขมรฝังทุ่นระเบิดใหม่ในเขตแดนไทยทั้งหมด

'ทัพไทย'เปิดหลักฐาน AOT-TH ยันชัดเขมรฝังทุ่นระเบิดใหม่ในเขตแดนไทยทั้งหมด

‘ทัพไทย’เปิดหลักฐาน AOT-TH ยันชัดเขมรฝังทุ่นระเบิดใหม่ในเขตแดนไทยทั้งหมด

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.55 น.

‘กองทัพไทย’เปิดหลักฐาน AOT-TH ยันชัดทุ่นระเบิด PMN-2 ภูมะเขือเป็นของใหม่ ทำทหารไทยเสียขา พบเขมรฝังทุ่นใหม่อื้อในเขตแดนไทยทั้งหมด ยังเก็บกู้ไม่ได้ เสี่ยงอันตราย ยันมีหลักฐานทางกายภาพ พิกัดภูมิศาสตร์ ภาพถ่าย วิดีโอ เป็นเชิงประจักษ์

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2568 กองบัญชาการกองทัพไทย ออกประกาศเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team- Thailand: AOT-TH) ต่อเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ โดยผลการสังเกตการณ์ยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 ที่ถูกฝังใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าตามที่กองทัพกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด

คณะ AOT-TH ได้ลงพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ และจากการประเมินสภาพหน้าดิน รูปแบบการวางทุ่น และร่องรอยการฝัง พบว่าทุ่นระเบิด PMN-2 ถูกฝังในช่วงเหตุปะทะล่าสุด ลักษณะตรงกับทุกเหตุการณ์ก่อนหน้าในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทุ่นระเบิด PMN-2 ที่พบในแต่ละครั้งล้วนเป็นการฝังใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าที่ตกค้างตามคำกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชา

จากการตรวจสอบของหน่วยวิศวกรรมร่วมกับ AOT-TH ยังพบสัญญาณบ่งชี้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจมีการฝังทุ่นระเบิดเพิ่มเติม และยังไม่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ในทันทีเนื่องจากความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

นอกจากนี้ คณะ AOT-TH ได้ยืนยันพิกัดจุดพบทุ่นระเบิดทุกจุดด้วย GPS โทรศัพท์มือถือ (Google Map) ร่วมกับแผนที่ภูมิประเทศอย่างเป็นระบบ ผลการตรวจสอบชัดเจนว่า ทุกตำแหน่งอยู่ในดินแดนของไทยทั้งหมด ไม่มีจุดใดอยู่นอกเขตแดนไทย

ที่สำคัญ หัวหน้าคณะ AOT-TH ได้ตรวจสอบ โทรศัพท์มือถือส่วนตัวของทหารกัมพูชา ซึ่งถูกทิ้งไว้ขณะถอนกำลังบริเวณภูมะเขือ ภายในโทรศัพท์พบภาพถ่าย วิดีโอ และข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ที่เป็นของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน โดยมีภาพการวางและขุดฝังทุ่นระเบิด PMN-2 รวมถึงภาพการปฏิบัติของทหารกัมพูชาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันได้ว่าทุ่นระเบิดถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชาในเขตแดนไทย
คณะสังเกตการณ์ยังระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเคยใช้เป็นฐานปฏิบัติการส่วนหน้าในช่วงการปะทะ และมีความเป็นไปได้สูงว่าทุ่นระเบิดถูกฝังในห้วงสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุด ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าที่เหลืออยู่ในพื้นที่ตามการชี้แจงของฝ่ายกัมพูชา

กองบัญชาการกองทัพไทยขอย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่มาจากการสังเกตการณ์โดยตรง หลักฐานทางกายภาพ พิกัดภูมิศาสตร์ ภาพถ่าย วิดีโอ และการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยคณะ AOT-TH ซึ่งมีความเป็นกลาง โปร่งใส และปฏิบัติตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยประเทศไทยปฏิบัติตามทุกข้อตกลงภายใต้กรอบกลไกทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือข้อตกลงการสังเกตการณ์ร่วมทุกฉบับ พร้อมดำเนินงานตามหลักสันติวิธี ความโปร่งใส และมาตรฐานสากลมาโดยตลอด เพื่อคลี่คลายสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์และรักษาความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยยังพบพฤติการณ์จากฝ่ายกัมพูชาที่ให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในหลายเวทีการหารือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเจรจาและความเชื่อมั่นในกลไกความร่วมมือ

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยยังคงเดินหน้าตามกลไกทวิภาคีทุกระดับอย่างโปร่งใส ชัดเจน และตรวจสอบได้ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อประชาคมในทุกเวทีที่เกี่ยวข้อง และเพื่อปกป้องอธิปไตย-บูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างมั่นคงต่อไป
 

กลยุทธ์สู่สนามเลือกตั้ง?! วิเคราะห์’พรรคการเมือง’ทำไมต้องมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน

กลยุทธ์สู่สนามเลือกตั้ง?! วิเคราะห์'พรรคการเมือง'ทำไมต้องมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน

กลยุทธ์สู่สนามเลือกตั้ง?! วิเคราะห์’พรรคการเมือง’ทำไมต้องมีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.11 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ทำไมต้องมีแคนดิเดตนายกฯ3คน” ระบุว่า…

ผมขอวิเคราะห์ผลการสำรวจของนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทางการเมืองเป็นรายสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และล่าสุดภาคตะวันออก ซึ่งผลของการสำรวจมีแนวโน้มในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน จึงขออนุญาตวิเคราะห์ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทางการเมืองของภาคตะวันออกเป็นหลัก จะพบว่า จากการสอบถามความเห็นของประชาชนว่า จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี และจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล

ผลของการสำรวจปรากฎว่า ลำดับของความนิยมทั้งตัวบุคคลและพรรคเป็นไปตามลำดับเหมือนกันเกือบทั้งหมด แต่คะแนนความนิยมระหว่างบุคคลกับคะแนนความนิยมของพรรค ที่ไม่สอดคล้องกันก็คือ

1.ความนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งมีความนิยม 15.90% เมื่อเทียบกับความนิยมของพรรคประชาชน ที่มีสูงถึง 24.65% แสดงให้เห็นว่าต่างกันเกือบ 10% การที่พรรคประชาชนต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค3คน และประกาศชื่อชัดเจนแล้วคือ 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2.นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล 3.นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ก็เพื่อเติมเต็มคะแนนนิยมในตัวบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับคะแนนนิยมของพรรค ซึ่งเห็นได้ว่า ถ้าหากมีกระแสความนิยมของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคในแต่ละคนมารวมกัน จะทำให้คะแนนนิยมตัวบุคคลกับพรรคใกล้เคียงกัน

2.คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย จะเห็นได้ว่า คะแนนนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะบทบาทนายกรัฐมนตรีมีคะแนนนิยมสูงถึง 15.35% ขณะที่คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย 10.95% ต่ำกว่าคะแนนนิยมของหัวหน้าพรรค ซึ่งโดยปกติคะแนนนิยมทั้งหัวหน้าพรรคและคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สูงขนาดนี้ แต่เมื่อนายอนุทินเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้บทบาทเด่น คะแนนนิยมตัวบุคคลจึงสูง แต่คะแนนนิยมพรรคยังต่ำอยู่ จึงต้องประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กับนางศุภจี สุธรรมพันธ์ เพื่อหวังคะแนนนิยมของพรรคเพิ่มขึ้น

3.คะแนนนิยมของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งอยู่ที่ 3.65% แต่คะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย อยู่ที่ 7.50% แสดงให้เห็นว่าคะแนนนิยมตัวบุคคลต่ำกว่ามาก จึงเป็นการบ้านที่พรรคเพื่อไทย จะต้องไปประกาศตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่มีคะแนนนิยมใกล้เคียงกับพรรคให้มากที่สุด

ส่วนพรรคการเมืองที่มีคะแนนนิยมทั้งตัวบุคคลและคะแนนพรรคไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกัน คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคะแนนนิยม 7.95% ในขณะที่คะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค อยู่ที่ 8.20% ถือว่าใกล้เคียงกันมาก ซึ่งอาจไม่จำเป็นที่จะต้องประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มก็ได้ แต่ถ้าหากจะให้เป็นไปตามบริบทการเมืองในยุคปัจจุบัน จะประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ3คนก็เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนอีกพรรคหนึ่งคือพรรคน้องใหม่ เป็นพรรคม้ามืด คือพรรคเศรษฐกิจ ที่มีคะแนนนิยม 4.25% ในขณะที่คะแนนนิยมหัวหน้าพรรค คือพลเอกรังษี กิตติญานทรัพย์ มีคะแนนนิยม 5.60% ก็ถือว่าใกล้เคียงกัน เป็นกระแสนิยมของหัวหน้าพรรค ที่มาจากกระแสทางสื่อโซเชียล ที่หัวหน้าพรรคมีบทบาทสำคัญในการออกทีวี วิเคราะห์ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นที่ถูกใจของคนรักชาติหรือคนชาตินิยม จึงทำให้คะแนนของพลเอกรังสี และพรรคเศรษฐกิจ จึงเป็นที่นิยมอย่างพลิกความคาดหมาย

การที่พรรคการเมืองจะปรับกลยุทธ์เข้าสู่สนามเลือกตั้ง จะประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ3คนหรือไม่ ก็เป็นกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค แต่ถ้าหากว่าคะแนนนิยมของตัวบุคคลกับคะแนนนิยมของพรรคไม่สอดคล้องกัน ก็เป็นเรื่องจำเป็นต้องปรับบทบาททั้งของตัวบุคคลและของพรรคให้สอดคล้องกัน เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้

ภท.เรตติ้งพุ่ง โพลชี้ได้เปรียบมากที่สุด ปาร์ตี้ลิสต์พรรคสีส้มแรง

ภท.เรตติ้งพุ่ง  โพลชี้ได้เปรียบมากที่สุด  ปาร์ตี้ลิสต์พรรคสีส้มแรง

ภท.เรตติ้งพุ่ง โพลชี้ได้เปรียบมากที่สุด ปาร์ตี้ลิสต์พรรคสีส้มแรง

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สวนดุสิตโพล เปิดผลวิเคราะห์ชัดๆ จุดเด่นแต่ละพรรคการเมืองเผยภูมิใจไทยได้เปรียบมากที่สุดถึง 8 ข้อ ได้รับคะแนนนิยมพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด  ขณะที่แบบบัญชีรายชื่อพรรคสีส้มมาแรงขึ้นอันดับหนึ่งส่วน‘นิด้าโพล’เผยภาคตะวันออกยังไม่เห็นใครเหมาะสมนั่งนายกฯ ส่วนเท้ง-อนุทินจี้ตามมาติดๆ

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “พรรคการเมืองไทย พรรคใดได้เปรียบ”กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,794คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2568

จากผลการสำรวจ พบว่า “พรรคภูมิใจไทย” ถือเป็นพรรคที่มีความได้เปรียบมากที่สุดถึง 8 ข้อ โดยเฉพาะด้านความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาล ร้อยละ 41.36 ความพร้อมด้านทรัพยากร (ทุน) ร้อยละ 40.80 และความสามารถในการทำงานทางการเมือง ร้อยละ35.79 ขณะที่“พรรคประชาชน” มีความได้เปรียบเรื่องความทันสมัย ร้อยละ 50.06รองลงมาคือ ความสามารถในการตรวจสอบ ร้อยละ 41.69 และความสามารถในการสื่อสาร ร้อยละ 34.39 ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ได้เปรียบเพียงข้อเดียว คือประสบการณ์ทางการเมือง ร้อยละ 29.88 ด้านประเด็นความซื่อสัตย์สุจริต ประชาชนยังไม่แน่ใจว่าพรรคใดมีความโดดเด่น ร้อยละ22.52 สุดท้ายถามว่า หากมีการเลือกตั้งพรรคที่จะเลือกแบบบัญชีรายชื่อ คือ พรรคประชาชนมากที่สุด ร้อยละ 26.25 รองลงมาคือพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ22.02และพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 12.54

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยขยับขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยประชาชนมองว่ามีศักยภาพเชิงโครงสร้างในการทำงาน ขณะที่พรรคประชาชนเด่นด้านภาพลักษณ์ใหม่ สื่อสารดี และตรวจสอบได้ ส่งผลให้คะแนนนิยมแบบบัญชีรายชื่อขึ้นนำเป็นอันดับหนึ่ง แม้ไม่ทิ้งห่างภูมิใจไทยมากนัก หากมีการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด ทิศทางการแข่งขันน่าจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแปลงภาพลักษณ์และศักยภาพที่มีให้เป็นความเชื่อมั่นเพื่อตัดสินใจในวันเลือกตั้ง

ขณะที่ ผศ.มนตรี พานิชยานุวัฒน์ หัวหน้าศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจของการแข่งขันทางการเมืองไทยในปัจจุบันโดยพบว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงครองความได้เปรียบในหลายมิติทั้งความพร้อมในการเป็นรัฐบาล การมีทรัพยากรเพียงพอและศักยภาพด้านการทำงานทางการเมืองและในทางสภา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของพรรคการเมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกันพรรคประชาชนกลับโดดเด่นในมิติที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ยุคใหม่ เช่น ความทันสมัย ความสามารถในการสื่อสาร และศักยภาพด้านการตรวจสอบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเมืองที่ฐานเสียงคนรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น ส่วนพรรคเพื่อไทยแม้จะยังมีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ทางการเมือง แต่กลับไม่สามารถครองความโดดเด่นในประเด็นอื่น ๆได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง สะท้อนความไม่ไว้วางใจที่ยังคงอยู่ในระบบพรรคการเมืองโดยรวม และเมื่อหันมาพิจารณาความนิยมแบบบัญชีรายชื่อ

“หากมีการเลือกตั้งวันนี้กลับพบว่าพรรคประชาชนได้รับคะแนนสูงสุด แซงหน้าภูมิใจไทย แม้ในหลายด้านภูมิใจไทยจะมีศักยภาพเหนือกว่า ซึ่งชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง “ภาพลักษณ์เชิงศักยภาพ” กับ “พฤติกรรมเลือกตั้งจริง” ของประชาชน ปรากฏการณ์เช่นนี้บ่งบอกว่าการเมืองไทยยังคงเปิดกว้าง และความนิยมทางการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์และอารมณ์สังคมในช่วงเวลานั้น ๆ”ผศ.มนตรี กล่าว

ขณะที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคตะวันออก” ระหว่างวันที่ 13-18 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 39.75 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 15.90 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 15.35 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 5 ร้อยละ 5.60 ระบุว่าเป็น พล.อ.รังษีกิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 6 ร้อยละ 3.75 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 7ร้อยละ 3.65 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 8 ร้อยละ2.80 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็นนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 10 ร้อยละ1.65 ระบุว่าเป็นดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.90 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 10.95 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 7.95 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.50 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 4.25 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ3.90 ระบุพรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 2.10 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.70 ระบุอื่นๆได้แก่พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคพลังบูรพาและไม่ประสงค์ลงคะแนนและร้อยละ 0.25 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘อธิบดีดีเอสไอ’สั่งลุย สาวไส้เครือข่าย‘แก๊งคุกวีไอพี’

‘อธิบดีดีเอสไอ’สั่งลุย  สาวไส้เครือข่าย‘แก๊งคุกวีไอพี’

‘อธิบดีดีเอสไอ’สั่งลุย สาวไส้เครือข่าย‘แก๊งคุกวีไอพี’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อธิบดีดีเอสไอ สั่งกองคดีความมั่นคง สอบสวนขยายผลขบวนการช่วยอำนวยความสะดวกนักโทษจีนเทา จัดสาวบำเรอผู้ต้องขัง VIP สาวไส้ทั้งเครือข่าย เชื่อมีเงินหมุนเวียนมหาศาล ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบฯ คาดมีการอำพรางเส้นเงิน ใช้บัญชีม้า ขณะที่อดีต ผบ.เรือนจำฯ ชอบบินมาเก๊า จ่อไล่ดูไทม์ไลน์

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม มีคำสั่งโยกย้ายนายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 และพ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อำนวยการนำทีมจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจู่โจมเข้าตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ต่อมากรมราชทัณฑ์ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่าจากการเข้าจู่โจมและตรวจค้นดังกล่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิดในการควบคุมและปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง จึงได้ย้ายเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง รวม 15 ราย ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำฯ เจ้าหน้าที่ผู้คุม และหัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน ไปปฏิบัติหน้าที่ยังกรมราชทัณฑ์ ว่าอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยมีนายไพฑูรย์ มงคลหัตถี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมฯ เป็นประธานเจ้าหน้าที่กองทัณฑวิทยา เจ้าหน้าที่กองบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มงานวินัยเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกประเด็น และเตรียมสอบสวนเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับกรณีดังกล่าวเนื่องมาจากมีผู้ต้องขังชาวจีนบางรายที่มีอิทธิพลเหนือผู้ต้องขังรายอื่นภายในเรือนจำฯ จนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ต้องขังชาวไทย จึงมีผู้แจ้งเบาะแสมายังกรมราชทัณฑ์ให้ทราบถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนจำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมาพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้นำคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกเพิ่มเติมและดูพื้นที่เกิดเหตุจริง ก่อนจะมอบหมายให้ดีเอสไอ ตั้งเรื่องสืบสวนเพื่อเตรียมรับเป็นคดีพิเศษในฐานความผิดที่พบพยานหลักฐานอันมีลักษณะเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547

ต่อมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ มอบหมายให้กองคดีความมั่นคง พิจารณาว่าเข้าลักษณะคดีพิเศษในกรณีใด ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหน อย่างไร มีใครเกี่ยวข้องโดยมีพยานหลักฐานใดยืนยันบ้าง 2.เจ้าหน้าที่รายใดเป็นตัวการ หรือช่วยเหลืออำนวยความสะดวก รวมทั้งขยายผลหากมีผู้มีอิทธิพลคนใดช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง และ 3.กลุ่มหรือเครือข่ายผู้ต้องขังชาวต่างชาติที่ซื้อบริการถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องใด และพัวพันกับคดีข้ามชาติอื่นๆอีกหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่ามีทรัพย์สินที่หมุนเวียนใช้ในการกระทำ ความผิดจำนวนมาก โดยจะวิเคราะห์จากเส้นทางการเงินเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงประกอบการสืบสวนต่อไป

ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ระบุถึงแนวทางและวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริง เรื่องการพบสิ่งของต้องห้ามและสิ่งของไม่อนุญาตให้มีครอบครองหรือใช้ในเรือนจำ ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 72 มาตรา 73 ว่าภายหลังเกิดเหตุฉาวขึ้น นอกเหนือจากกระบวนการของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วนั้น กรมราชทัณฑ์ ได้มอบหมายให้นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เข้าไปจัดระเบียบภายในเรือนจำ ซึ่งจะต้องไม่มีสิ่งของต้องห้ามและสิ่งของไม่อนุญาตให้มีครอบครองหรือใช้ในเรือนจำ อาทิ มีด บุหรี่ซอง เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ แอร์เคลื่อนที่ ฯลฯภายในเรือนจำ

สำหรับการจู่โจมตรวจค้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่ามีการตรวจค้นถึง3 ครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษตรวจค้นจู่โจมครั้งแรก จะไม่มีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แต่เป็นการขอรับการสนับสนุนจากเรือนจำข้างเคียง และเรือนจำอื่นจากจังหวัดต่างๆ อีกทั้งวันที่ 20 พฤศจิกายน ได้มีการตรวจค้นอีก2 ครั้ง ซึ่งสิ่งสำคัญคือการไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พยานวัตถุทั้งหมดนำส่งให้ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และสำหรับแดนขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครที่มีผู้ต้องขังจีนเทาอยู่นั้น จะมีด้วยกัน 3 แดน คือแดน 2 , 4 และ 8 แต่แดน 8 คือแดนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ด้านในสุด มีผู้ต้องขังกว่า 900 คน ทั้งยังอยู่ติดกับแดนสูทกรรม ที่จะมีผู้ต้องขังตื่นมาทำกับข้าวแต่เช้า อีกส่วนหนึ่งคือโรงงานช่างไม้ ซึ่งหมดสภาพความเป็นโรงงานไปแล้ว จึงอาจถูกใช้เป็นที่ซ่องสุมกันของผู้ต้องขังจีนเทา ซึ่งชุดตรวจค้นจะตรวจค้นแดน 8 (ล้างคุก) อย่างระมัดระวัง เพราะอาจมีของต้องห้ามบางอย่างที่ผู้ต้องขังจีนเทาฝังไว้แล้วนำมาใช้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจะนำกุญแจไปปิดห้ามเข้าใช้งาน

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ระบุอีกว่า นอกจากเรื่องตรวจค้นจู่โจมแดน 8 ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแล้วนั้น ยังต้องรวบรวมข้อมูลจากคำบอกเล่าของผู้ต้องขังอื่นๆในแดน 8 และแดนใกล้เคียงด้วยว่าตลอดระยะเวลาที่ถูกคุมขังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้คุมมีการปฏิบัติหน้าที่อย่าง ไร ให้อภิสิทธิ์ผู้ต้องขังจีนเทาอย่างไรบ้าง หรือผู้ต้องขังรู้สึกไม่ได้รับความเท่าเทียมจากพฤติกรรมการปฏิบัติของผู้คุมและหัวหน้าฝ่ายควบคุมแดนอย่างไร เนื่องด้วยจากการตรวจค้นจู่โจมพบว่ามีซองบุหรี่ยี่ห้อของคนจีนอยู่ด้วย ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่ต้องขยายผลต่อว่าใครเป็นคนจัดหามาให้หรือใครเป็นคนสั่งซื้อหรือเจ้าหน้าที่จัดหามาให้เองแล้วนำเข้าไปให้ผู้ต้องขังจีนเทา หรือมีเอเย่นต์จัดหามาให้เจ้าหน้าที่เรือนจำเพื่อนำเข้าไปให้ผู้ต้องขังจีนเทาหรือผู้ต้องขังสั่งเจ้าหน้าที่ให้นำเข้าไปให้

“เรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงิน อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเล็กน้อย เพราะต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ล้วนใช้บัญชีม้า (บัญชีบุคคลอื่น) หรือใช้นอมินีในการรับเงินแทน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพฤติกรรมส่วนตัวของ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ชื่นชอบเดินทางไปมาเก๊านั้น สามารถใช้ตรวจสอบคู่ขนานกับข้อมูลเรื่องห้องลับใต้บันไดและเรื่องทุจริตได้เพราะถ้าหากเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันมีแนวโน้มที่หัวใจสำคัญของการตรวจสอบจะไปอยู่ที่เรื่องการรับเงินเพื่อนำไปใช้เล่นการพนันหรือไม่” คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ระบุ

นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบว่า แรงจูงใจของการไปมาเก๊าคืออะไร อีกทั้งที่มาที่ไปของห้องใต้บันไดดังกล่าว มีการปรับปรุงสภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร และเกิดขึ้นในสมัย ผบ.เรือนจำฯ รายนี้หรือไม่ หรือเกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง เพราะหากมีการปรับปรุงในยุคของ ผบ.รายนี้จริง ก็จะต้องขยายผลต่อว่าใช้เงินแหล่งใดมาปรับปรุงห้องดังกล่าว เพราะเงินที่จะใช้จะมีแค่งบประมาณของกรมราชทัณฑ์ หรือเงินพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังของกองพัฒนาพฤตินิสัย(กพน.) ซึ่งถ้าไม่ใช่เงินจากทางราชการเช่นนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะดูต่อไปว่าเป็นเงินจากผู้ต้องขังจีนเทาที่นำมาอุปถัมภ์หรือไม่

รายงานข่าวเปิดเผยว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตรวจสอบการเดินทางไปต่างประเทศของนายมานพ อดีตผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีกระแสข่าวว่าชื่นชอบเดินทางไปมาเก๊า คู่ขนานกับการตรวจเส้นทางการเงิน โดยมีประเด็นต้องสงสัยว่านอกจากไปเล่นพนันหรือไม่ อาจเป็นสถานที่รับมอบเงินจากกลุ่มเส้นเทาเพื่อหลบเลี่ยงเส้นเงินและยังพบว่ากลุ่มจีนเทาได้มอบรถหรูให้นายมานพ อดีตผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ใช้งานตลอดช่วงดำรงตำแหน่งด้วย

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ต้องขังจีนเทา 2 คน ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ต้องขังจีนนั้น ราชทัณฑ์ได้ย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องด้วยยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีของศาล โดยให้ทั้งคู่จะถูกแยกแดนในการคุมขัง

ด้านนายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ รักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กล่าวถึงกรณีมีข่าวพบภาพ “บอสกันต์” หรือนายกันต์ กันตถาวร ในกล้องวงจรปิดเหตุเจ้าหน้าที่เรือนจำเอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังกลุ่มจีนเทาและห้องลับในเรือนจำว่าเบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลดังกล่าวในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นรักษาการ ผบ.เรือนจำฯ เพื่อเข้าจัดระเบียบให้เกิดความเรียบร้อย จะไปสอบถามข้อเท็จจริงกับนายกันต์ ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่แดน 1 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมข้อมูลไปให้กับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อมีข้อมูลใดที่สื่อเปิดประเด็น เราก็จะตรวจสอบให้กระจ่างที่สุด

ส่วนในปฏิบัติการจู่โจมค้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 ทีม ได้แก่ทีมเทคนิค ทีมตรวจค้น และทีมสอบปากคำเบื้องต้น เซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดทีมเทคนิคนำไปตรวจสอบเพิ่มบางส่วนถูกลบและได้กู้กลับมา จึงต้องรอผลการสอบสวนให้รอบด้าน

รายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ ระบุว่าวงจรปิดที่รวบรวมมาตรวจสอบทั้งหมดมีการบันทึกภาพผู้เกี่ยวข้องในหลายพื้นที่ในแต่ละวัน เบื้องต้นจะตรวจดูภาพในวันที่ 16 พฤศจิกายน ตั้งแต่ก่อนเวลา09.00 น.ถึงช่วงเวลาจู่โจม 10.30 น.ซึ่งช่วงดังกล่าวไม่ปรากฏภาพบอสกันต์ ส่วนจะมีภาพบอสกันต์โผล่มาในวงจรปิดที่จุดไหน วันใดบ้างยังต้องรอการตรวจสอบ

สำหรับผู้ต้องขังจีนเทา 2 รายที่พบพร้อมกับหญิงสาวชาวจีน ในขณะจู่โจมตรวจค้นนั้น ได้ถูกย้ายไปขังที่เรือนจำเขาบิน ซึ่งเป็นเรือนจำความมั่นคงสูง หรือซูเปอร์แม็กซ์ โดยหนึ่งคนเป็นผู้ต้องขังระหว่างรอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และอีกคนเป็นผู้ต้องคดีปลอมแปลงเอกสารราชการ หรือปลอมบัตรประชาชน

ส่วนคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุเอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังจีนเทา มีทั้งหมด20ราย ที่ถูกย้ายออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คือนายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมถึง ผอ.ส่วน และผบ.แดน ได้แก่ ผอ.ส่วนควบคุมผู้ต้องขังย้ายไปเรือนจำจังหวัดตราด ผอ.ส่วนสวัสดิการ ย้ายไปเรือนจำอำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ผอ.ส่วนยุทธศาสตร์ ไปเรือนจำจังหวัดชัยนาท ผบ.แดน 8 ไปเรือนจำกลางนครปฐม ผบ.แดน 6 ไปเรือนจำกลางชลบุรี ผบ.แดน 4 ไปเรือนจำจังหวัดสระแก้ว ส่วนที่เหลืออีก 13 คนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับชำนาญการซึ่งเป็นทีมหน้าห้องคนสนิทของนายมานพ และเจ้าหน้าที่ในแดน 2,4,6 และ 8 ซึ่งเป็นแดนขังผู้ต้องขังจีนเทา โดยคำสั่งดังกล่าวให้มีผลจนกว่าการสอบสวนจะได้ผลเป็นที่สุด