เขย่าดุลอำนาจโลก! เมื่อ’ในหลวง-พระราชินี’ กลายเป็นตัวแปรทางยุทธศาสตร์ในสายตาทั้งจีนและสหรัฐฯ

เขย่าดุลอำนาจโลก! เมื่อ'ในหลวง-พระราชินี' กลายเป็นตัวแปรทางยุทธศาสตร์ในสายตาทั้งจีนและสหรัฐฯ

เขย่าดุลอำนาจโลก! เมื่อ’ในหลวง-พระราชินี’ กลายเป็นตัวแปรทางยุทธศาสตร์ในสายตาทั้งจีนและสหรัฐฯ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.29 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568  นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

การเสด็จเยือนครั้งเดียว ที่ทำให้โลกต้อง “อ่านประเทศไทยใหม่” กับ 33 สถานการณ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 10  เขย่า“ดุลอำนาจโลก”
(ถ้าไม่ได้อ่านแล้วจะเสียใจ ที่อดภาคภูมิใจไปพร้อมกัน )
ตอนที่ 2: เมื่อในหลวง–พระราชินี กลายเป็นตัวแปรทางยุทธศาสตร์ในสายตาทั้งจีนและสหรัฐฯ
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ | #เสด็จเยือนจีน | 

1. ถ้า “ตอนที่ 1” คือการมองเกมจากสายตาคนไทย
“ตอนที่ 2” นี้ คือการลองขยับเก้าอี้ไปนั่งในมุม นักวิชาการจีน–อเมริกัน–ยุโรป
แล้วถามว่า:
เมื่อเขาเห็นในหลวงและพระราชินีเสด็จเยือนจีน
พร้อมประโยค “ไทย–จีน คือคนในครอบครัวเดียวกัน”
เขาเห็นอะไรที่คนไทยจำนวนมาก “ยังมองไม่ออก”

2. นักวิเคราะห์ต่างชาติไม่ได้โฟกัสแค่ “ความซาบซึ้ง”
แต่เขาเห็น “เครื่องมือจัดวางตำแหน่งประเทศไทยในระบบโลก” โดยมีพระมหากษัตริย์และพระราชินีไทยเป็นตัวแสดงหลักในเกมถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็นรอบใหม่

3. สถาบันคลังสมอง (Think Tank) หลายแห่งใช้คำเดียวกันกับที่นักรัฐศาสตร์ไทยจำนวนหนึ่งคิดอยู่ คือ ไทยกำลังใช้ กลยุทธ์ Hedging (การประกันความเสี่ยง) และ Bamboo Diplomacy (การทูตแบบไม้ไผ่) โอนเอนได้แต่ไม่หัก
เพียงแต่ครั้งนี้ “ไม้ไผ่ไทย” มีมงกุฎอยู่บนยอด

4. ประโยค “ไทย–จีน คือครอบครัวเดียวกัน”
ถูกนักวิชาการต่างชาติมองว่าเป็นการยกระดับจาก
“มหามิตร” กลายเป็น “พันธมิตรเชิงอารยธรรม”
และสิ่งที่ทำให้คำพูดนี้หนักแน่น คือ “ตัวบุคคลที่ยืนอยู่ตรงนั้น” นั่นคือพระมหากษัตริย์ไทย ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรี

5. สำหรับปักกิ่ง การได้ต้อนรับ “พระราชวงศ์ที่เก่าแก่และมั่นคงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คือการประกาศกับโลกว่า “จีนไม่ได้มีแค่เพื่อนที่เป็นรัฐบาล” แต่มี “ความไว้วางใจในระดับสถาบัน–ต่อ–สถาบัน” ซึ่งหายากกว่าการเซ็นสัญญาเศรษฐกิจหลายฉบับรวมกัน

6. ขณะที่สำหรับวอชิงตัน ภาพนี้คือ “สัญญาณเตือนแบบไม่ใช้คำพูด”ว่าไทยจะไม่ทนอยู่ในโครงสร้างความสัมพันธ์
ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ–กำแพงภาษี–การกดดันเชิงการเมือง โดยปราศจากความเข้าใจบริบทของไทยและภูมิภาค

7. นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า
การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้ เท่ากับไทยส่งข้อความว่า “เราไม่ปฏิเสธสหรัฐฯ แต่เราจะไม่ยอมอยู่ฝ่ายเดียวในโลกสองขั้ว” นี่คือแก่นของ สมดุลเชิงลึก (Deep Balancing) ที่ไทยกำลังเล่นอยู่

8. ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยไม่ใช่ “รัฐลูกโซ่” ของมหาอำนาจ
แต่เป็น ประเทศขนาดกลางที่รักษาเอกราชทางยุทธศาสตร์ โดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น “หมุดยึดจุดยืน” บนเวทีโลก

9. ในห้องประชุมของสถาบันคลังสมองระดับโลก
การเสด็จเยือนนี้ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวด “ข่าวราชสำนัก”
แต่วางอยู่ในหมวด “Strategic Signalling” (การส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์) ว่าไทยกำลัง ขยับเข้าใกล้จีนมากขึ้นในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อชดเชย “ความไม่แน่นอน” จากสหรัฐฯ

10. สหรัฐฯ ยุค “America First” ทำให้พันธมิตรหลายประเทศ รวมทั้งไทย รู้สึกว่า พันธมิตรแบบเดิมอาจถูกเปลี่ยนเป็น “ดีลธุรกิจจบเป็นครั้ง ๆ” ไม่ใช่ความร่วมมือระยะยาวแบบเดิมอีกต่อไป ไทยจึงต้องสร้าง ทางหนีทีไล่ทางยุทธศาสตร์ ด้วยตัวเอง

11. จีนเห็นช่องว่างนี้อย่างชัดเจน และใช้การต้อนรับในหลวง–พระราชินีในระดับสูงสุด เป็นการสื่อสารว่า “ในขณะที่พันธมิตรเก่าของคุณทำตัวคาดเดายาก จีนพร้อมจะอยู่เคียงข้างในฐานะ ‘ครอบครัวเดียวกัน’ ที่ไม่ทิ้งกันกลางทาง”

12. นักวิเคราะห์จีนจำนวนไม่น้อย เขียนตรงเลยว่า ไทยคือ “ประเทศตัวอย่างของการไม่เลือกข้าง” แต่เล่นเกม เชื่อมสองขั้วเข้าหาตัวเอง นี่คือแบบฝึกหัดขั้นสูงของประเทศขนาดกลาง ที่ต้องอยู่รอดในยุคมหาอำนาจปะทะกัน

13. ขณะเดียวกัน สื่อฝั่งตะวันตกใช้คำค่อนข้างแรง เช่น “เดินบนเส้นลวดทางการทูต” (Diplomatic Tightrope) เพราะเขาเห็นว่า ไทยกำลัง “เล่นกับไฟสองกอง” แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ “ไทยอยู่กับไฟลักษณะนี้มาหลายร้อยปีแล้ว” (ลองทบทวนทูตสมัยรัชกาลที่ 5)

14. มิติที่ต่างชาติจับตาอย่างมาก คือ เศรษฐกิจและซัพพลายเชน จีนไม่ใช่แค่พันธมิตรเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น
– คู่ค้ารายใหญ่
– นักลงทุนรายสำคัญ
– แหล่งเทคโนโลยีและทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ตั้งแต่ BRI ไปจนถึง EV และแร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต

15. สถาบันคลังสมอง (Think Tank) หลายแห่งชี้ว่า
การเสด็จเยือนฯ ช่วย “ปูพรมแดงระดับสัญลักษณ์” ให้การลงทุนจีนในไทยมีความชอบธรรมในสายตาประชาชนจีนและชนชั้นนำทางการเมือง เพราะไม่ได้มองว่าเป็นแค่ “เงินลงทุน”
แต่เป็น “การผูกพันระดับอารยธรรม”

16. แต่ในเวลาเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเตือนว่า หากไทยผูกห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กับจีนลึกเกินไป
ไทยอาจเผชิญ การพึ่งพิงเชิงโครงสร้าง (Structural Dependency) ทั้งในเทคโนโลยี การแปรรูป และตลาดส่งออก
“การพึ่งพิงเชิงโครงสร้าง (Structural Dependency)” หมายถึง การที่ระบบเศรษฐกิจของไทย ตั้งอยู่บนโครงสร้างที่จีนเป็นศูนย์กลาง จนถึงจุดที่ไทย “หลุดออกจากระบบเองไม่ได้” โดยไม่เจ็บตัวรุนแรง
มันไม่ใช่แค่การค้าขายธรรมดา แต่เป็นการที่ โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ขึ้นกับจีน ตั้งแต่เทคโนโลยี แร่สำคัญ โรงงาน ผลิตภาพ จนถึงตลาดส่งออก
การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นมุมมองของชาวตะวันตก ซึ่งผมเห็นต่างอย่างสิ้นเชิง 
ผมเห็นว่า…ชาวตะวันตกจำนวนมากมองเหตุการณ์นี้ด้วย “สายตาตะวันตกเกินไป” จนพลาดสิ่งที่คนเอเชียเห็นเป็นปกติ
ในวัฒนธรรมการเมืองของตะวันตก
อำนาจ = “เกมผลรวมศูนย์” (Zero-sum)
ถ้าไทยใกล้จีน = แปลว่าไกลอเมริกา
ความสัมพันธ์ต้องเลือกฝั่ง
นี่เป็นตรรกะแบบสหรัฐฯ–ยุโรป 100%
แต่โลกตะวันออกไม่ได้คิดแบบนี้เลย
ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อาเซียน…
นานมาแล้วเรารู้ว่าประเทศอยู่รอดเพราะ “รักษาความกลมกลืน” ไม่ใช่ “แบ่งโลกเป็นสองสี”
ความสัมพันธ์แบบเอเชีย จึงคิดว่า การอยู่กับสหรัฐฯ ก็ได้
การสนิทกับจีนก็ได้ และสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องขัดกันเลย
ตะวันตกจะงงมากกับ “การทูตแบบไม้ไผ่” ของไทย
เพราะตะวันตกชอบระบบเส้นตรง:
แต่ไทย–จีน–อาเซียนคิดแบบ “สมดุลของธรรมชาติ”:
นี่คือกลยุทธ์การประกันความเสี่ยงและการทูตแบบไม้ไผ่
แบบเอเชียที่ตะวันตกตีความผิดประจำ
ในมุมจีนเองก็มองไม่เหมือนสหรัฐฯ
จีนเข้าใจวัฒนธรรมไทยว่าให้ความสำคัญกับพิธีการและความไว้วางใจระยะยาว การที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯ คือการให้ “เกียรติระดับอารยธรรม” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไทยยอมส่งตัวเองเข้าโครงสร้างอำนาจของจีนแบบเบ็ดเสร็จ
จีนรู้ดีว่าไทย “รักษาสมดุล”
ไม่ใช่ “เลือกฝั่ง”
นี่คือภาษาที่คนตะวันตกอ่านไม่ออก
เพราะเขามีประวัติศาสตร์จักรวรรดินิยมและสงครามเย็นเป็นพื้นฐาน แต่เอเชียมีประวัติศาสตร์การค้าทางทะเล การผูกไมตรีราชสำนัก และสันติวิธี
ชาวตะวันตกตีความแบบตะวันตก ตรงไปตรงมา แข็งเป็นเส้นตรง แต่เอเชียอ่านความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ความไว้วางใจ ประวัติศาสตร์ และพิธีการ
ไทยกับจีนจึงเข้าใจกันผ่าน “ภาษาทางอารยธรรม”
ในขณะที่ตะวันตกพยายามวิเคราะห์ด้วย “ภาษาการเมืองแบบขาว–ดำ”
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายครั้ง
การวิเคราะห์ของฝั่งตะวันตกจึง “พลาดประเด็นสำคัญ”
ที่อยู่ในวิธีคิดของเอเชียโดยธรรมชาติ
โลกใบเดียวกัน แต่เลนส์ที่ใช้มอง…คนละใบหมดเลย

17. โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่ “จะเอาจีนหรือไม่เอาจีน”
แต่คือ “จะรับจีนแค่ไหน โดยที่ยังดึงตะวันตกเข้ามาร่วมโต๊ะได้” ซึ่งนี่เองที่ทำให้บทบาทของในหลวง–พระราชินีสำคัญขึ้นไปอีกระดับ

18. ในสายตานักลงทุนต่างชาติ ภาพพระมหากษัตริย์และพระราชินีไทยจับมือกับผู้นำจีนในพิธีการระดับสูงสุด คือสัญญาณว่า “ไทย–จีน จะไม่มีจบเร็ว ๆ เหมือนดีลธุรกิจทั่วไป” แต่มีความยาวแบบ “ระยะอารยธรรม”

19. หมายความว่าอะไร?
หมายความว่า เสถียรภาพเชิงภาพลักษณ์ ของไทยเพิ่มขึ้น นักลงทุนเห็นว่า ไทยไม่ใช่ประเทศที่ลอยไปตามลมการเมือง
แต่มี “แกนกลางที่มั่นคง” ซึ่งจีนให้เกียรติอย่างสูง

20. ในมิติความมั่นคง นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมอ่านเกมนี้อีกแบบหนึ่ง เขาเห็นว่า ไทยกำลังสร้าง “ขาเสริม” ทางทหารกับจีน ในขณะที่ขาหลักยังเป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ เช่น การฝึก Cobra Gold และความร่วมมือด้านระบบอาวุธบางประเภท

21. การมีความสัมพันธ์กับกองทัพจีนมากขึ้น ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การศึกษา การฝึก ทำให้ไทยมีตัวเลือกมากขึ้น
หากสหรัฐฯ ใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนมาเป็นเงื่อนไขในการจำกัดการช่วยเหลือทางทหาร

22. ในมุมนี้ การเสด็จเยือนจีนของพระมหากษัตริย์ ช่วยให้การขยับเข้าใกล้จีนด้านความมั่นคง ‘ดูสมเหตุสมผลและไม่สร้างความตึงเครียดกับสหรัฐฯ’ เพราะเป็นการทำในนามของสถาบันที่ทุกฝ่ายให้เกียรติ ไม่ใช่การเมืองของรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

23. นักวิเคราะห์บางคนย้ำว่า พระมหากษัตริย์ทำหน้าที่เป็น “โล่ทางการเมืองนุ่ม ๆ” (Soft Shield) ที่ทำให้การขยับเข้าใกล้จีนในมิติความมั่นคงไม่ดูแข็งกร้าวในสายตาตะวันตก เพราะถูกห่อหุ้มด้วยพิธีการและภาษาแห่งไมตรีจิตระดับสูงสุด

24. หัวใจของทั้งหมดนี้ คือ การทูตผ่านสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ต่างประเทศมองเห็นชัดว่า เมื่อไทยส่ง “องค์พระประมุขและพระราชินี” ไปเจรจาในเชิงสัญลักษณ์ แปลว่าไทยกำลัง “ใช้ทุนทางสัญลักษณ์สูงสุดของตัวเอง” เพื่อสร้างแต้มต่อในการวางตำแหน่งประเทศ

25. ในมุมของจีน การต้อนรับพระมหากษัตริย์ไทย คือการได้พันธมิตรที่มีฐานความชอบธรรมมาจาก “ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม” ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่เปลี่ยนไปตามการเลือกตั้ง
จึงช่วยเสริมภาพว่าจีนไม่ได้คบแค่รัฐบาล แต่คบ “สถาบัน”

26. ในมุมของสหรัฐฯ การที่ไทยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นแกนนำการทูตกับจีน ทำให้วอชิงตันต้องระวังมากขึ้น จะกดดันไทยแบบเดิมก็ไม่ได้ง่าย เพราะการกดดันที่กระทบสถาบัน อาจย้อนมาทำลายภาพของสหรัฐฯ เองในสายตาคนไทยและคนในภูมิภาค

27. นักวิเคราะห์ยุโรปบางคนเขียนชัดว่า “ไทยไม่ได้แค่ กลยุทธ์การประกันความเสี่ยงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่ไทยกำลังใช้กลยุทธ์การประกันความเสี่ยง โดยใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น ‘แกนหมุนของดุลอำนาจ’”

28. เมื่อมองรวมทุกมิติ การเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง ภาพลักษณ์ การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้จึงไม่ใช่ “งานต่างประเทศตามพระราชกรณียกิจ” แต่คือ การประกาศว่า ไทยจะเล่นบทตัวเองในภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่ยอมให้ใครเขียนบทให้แล้วค่อยเดินตาม

29. โลกภายนอกไม่ได้มองไทยเป็นแค่ “ประเทศท่องเที่ยว–โลจิสติกส์–ฐานการผลิต” แต่เริ่มมองว่า ไทยคือ โหนดยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมเศรษฐกิจจีน–ตะวันตก การเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการแข่งขันทางเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

30. และในภาพใหญ่นี้ พระมหากษัตริย์และพระราชินีของไทย
ไม่ได้อยู่ “เหนือการเมือง” ในความหมายว่า ไม่เกี่ยวกับโลกภายนอก แต่ทรงทำหน้าที่ “เหนือเกมการเมืองแบบสั้น ๆ” เพื่อวางจุดยืนยาว ๆ ของประเทศไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดในรอบหลายสิบปี

31. กลุ่มที่บอกว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มีบทบาทในโลกสมัยใหม่” อาจกำลังอ่านเกมจากแค่การเมืองภายใน โดยไม่เห็นว่าบนเวทีนานาชาติ มหาอำนาจสองขั้ว กำลังใช้สายตาของตนเอง “ประเมินประเทศไทยผ่านสถาบันพระมหากษัตริย์” อย่างใกล้ชิด

32. หาก “ตอนที่ 1” ทำให้เราเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์คือ “ทุนทางสัญลักษณ์” และ “สินทรัพย์ทางการเมือง” ของไทย 
“ตอนที่ 2” นี้คือการยืนยันจากโลกภายนอกว่า ทุนและสินทรัพย์นี้…กำลังถูกนับรวมเข้าไปใน “สมการดุลอำนาจโลก” จริง ๆ

33. การเสด็จเยือนครั้งเดียว อาจกินเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ในสมุดบันทึกภูมิรัฐศาสตร์โลก นี่คือ “หมากตัวหนึ่ง” ที่ทำให้จีน–สหรัฐฯ–อาเซียน ต้องหันมานั่งเขียนสมการใหม่ว่า
ถ้ามีประเทศไทยอยู่ในสมการ แล้วมี “พระราชทูตสองพระองค์” เป็นตัวกลาง โลกหลังจากนี้…จะจัดวางไทยไว้ตรงไหนบนกระดานอำนาจ

‘อาจารย์ภาษี’วิเคราะห์คดีหุ้น 1.76 หมื่นล้าน ชี้ ‘คุณธรรมทางภาษี’ นำมาซึ่งเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม พุ่งเท่าตัว

'อาจารย์ภาษี'วิเคราะห์คดีหุ้น 1.76 หมื่นล้าน ชี้ 'คุณธรรมทางภาษี' นำมาซึ่งเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม พุ่งเท่าตัว

‘อาจารย์ภาษี’วิเคราะห์คดีหุ้น 1.76 หมื่นล้าน ชี้ ‘คุณธรรมทางภาษี’ นำมาซึ่งเบี้ยปรับ-เงินเพิ่ม พุ่งเท่าตัว

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.06 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ถนอม เกตุเอม นักเขียน และอาจารย์ด้านภาษีอากร บัญชี การเงิน โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า

สิ่งที่ผมเห็น…
หลังจากอ่านคำพิพากษา คดีภาษี 17,600 ล้านบาท
เอาจริง ๆ ตัวเลขของภาษีนั้นน่าสนใจ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า คือ เนื้อหาที่อยู่ในนั้น 
ลองชวนวิเคราะห์ประเด็นเรื่องภาษี
จากคำพิพากษากันครับ

ตัวการ ตัวแทน 
การถือหุ้นของบุตรทั้งสองเป็นเพียง ตัวแทน
ทำหน้าที่ถือหุ้นแทน โดยมีบิดาซึ่งเป็น ตัวการ 
หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง 
การวินิจฉัยนี้ทำให้ 
หมายเรียกตรวจสอบภาษีที่ส่งไปยังตัวแทนนั้น 
มีผลผูกพันตัวการโดยชอบด้วยกฎหมาย
และอยู่ภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร 
ทำให้กรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษี 
และคดีไม่สิ้นสุดลงด้วยข้อจำกัดเรื่องอายุความ
หรือการไม่ชอบด้วยหมายเรียกอย่างที่ว่ามา 

เงินได้คำนวณจากอะไร? 
และทำไมถึงไม่ใช่กำไรจากการขาย
คดีนี้เงินได้ไม่ได้เกิดจากกำไรในการขายหุ้น 
แต่เกิดจากการถือเป็นประโยชน์ที่ได้รับ 
ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินตามมาตรา 39
จึงเกิดเงินได้ตามมาตรา 39
จาก ส่วนต่าง 48.25 บาทต่อหุ้น 
แม้ผู้รับจะยังไม่ขายหุ้นก็ตาม
นี่คือการยกหลัก “เนื้อหาเศรษฐกิจมาก่อนรูปแบบ”
ซึ่งทำให้ธุรกรรมราคา “หนึ่งบาท”
ถูกตีออกมาเป็นเงินได้กว่า 15,883.90 ล้านบาท
โดยถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2)
เพราะการได้รับโอนหุ้นในราคาต่ำพิเศษนั้น 
ถือเป็นผลประโยชน์ที่ได้รับ (เงินได้) 
สืบเนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ
ไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้น 
หรือพูดง่าย ๆ ว่า
ราคาที่ถูกกว่าตลาดหลายสิบเท่านั้น
ไม่ใช่ราคา “เชิงธุรกิจ” ในการขาย
แต่เป็นราคา “เชิงประโยชน์” ที่ได้รับ

คำว่า คุณธรรมทางภาษี คือ
ประเด็นที่ทำให้ยอดภาษีพุ่ง
ไม่ว่าจะเป็น
การตั้งบริษัทใน BVI
การฝากหุ้นให้ถือ
การโอนหุ้นในราคาต่ำผิดปกติ
การจัดโครงสร้างทางนิติกรรมที่ไม่มีธุรกิจรองรับ
คำว่า “คุณธรรมทางภาษี” มีพลังมาก
เพราะไม่ใช่ตีความจากตัวบท แต่เป็นเจตนา
ธุรกรรมที่ผิดจากเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษี
ในทางกลับกันพลังของคำเดียวกันนี้เอง
ก็เปิดพื้นที่ให้สังคมตั้งคำถามด้วยว่า
หลักนี้ควรใช้แค่ไหน อย่างไร และกับใครบ้าง
แต่อย่างไรก็ดี เมื่อใช้หลักนี้ตีความ
นั่นแปลว่า ภาระภาษีที่เกิดขึ้นนั้น
ไม่ควรได้รับการลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
ฐานเงินได้พึงประเมิน = 15,883.9 ล้านบาท
ปี 2549 ใช้อัตราภาษีสูงสุด 37%
ภาษี 5,877 ล้านบาท 
เบี้ยปรับ 5,877 ล้านบาท (หนึ่งเท่า)
เงินเพิ่ม 5,877 ล้านบาท (เพดานสูงสุด)
รวมทั้งหมดจึงเป็นภาษีที่ต้องเสีย
ประมาณ 17,600 ล้านบาท

ภาษีจำนวน 17,600 ล้านบาท
มีผลสะท้อนของวิธีที่รัฐตีความ “ความจริง” 
ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์
ในคดีที่เส้นเรื่องเต็มไปด้วยอำนาจ 
ความสัมพันธ์ เศรษฐกิจ และการเมือง
บางครั้งสิ่งที่ชัดที่สุด…
อาจไม่ใช่คำพิพากษา
แต่คือ “คำถาม” ที่ถูกทิ้งไว้
…ให้กับสังคม ต่อจากนี้

เดือดจัด! ‘พิชิต’ จวก เรือนจำพิเศษ โกงความผิดจากคนทำผิด พวกนี้สมควรประหาร ให้สิ้นความชั่ว

เดือดจัด! 'พิชิต' จวก เรือนจำพิเศษ โกงความผิดจากคนทำผิด พวกนี้สมควรประหาร ให้สิ้นความชั่ว

เดือดจัด! ‘พิชิต’ จวก เรือนจำพิเศษ โกงความผิดจากคนทำผิด พวกนี้สมควรประหาร ให้สิ้นความชั่ว

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.38 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568  นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

เรือนจำ (พิเศษ) ปี 2567 เรือนจำ พิเศษสำหรับนักโทษไทยคดีทุจริต จะเรียกเป็นไทยเทาได้ไหม ไม่รู้ ส่งไปนอนแบบ VIP ที่ชั้น 14 ร.พ.ตำรวจ ไม่รู้มีนางแบบญี่ปุ่นไปหาหรือไม่ไม่ทราบได้ แต่มีอดีตตำรวจใหญ่ไปหาแน่นอน

ปี 2568 เรือนจำ พิเศษสำหรับจีนเทา ข่าวว่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ในห้องผู้บริหารเรือนจำ ไม่ให้น้อยหน้าชั้น 14 ข่าวว่า มีนางแบบญี่ปุ่นไปหาด้วย เป็นเรือนจำ พิเศษ สำหรับคนมีเงิน มีอำนาจ กลายเป็นองค์กรที่หากินกับคำพิพากษา และ คอร์รัปชันความยุติธรรม จากผู้ต้องขัง โกงความผิดจากคนทำผิดอีกครั้ง พวกนี้สมควรประหาร ให้สิ้นความชั่ว

จับปลัดอภ.-ผญบ.-กำนัน เอี่ยวจีนเทาสวมบัตรปชช.

จับปลัดอภ.-ผญบ.-กำนัน  เอี่ยวจีนเทาสวมบัตรปชช.

จับปลัดอภ.-ผญบ.-กำนัน เอี่ยวจีนเทาสวมบัตรปชช.

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“นายกฯ” ขึ้นเหนือ แถลงจับ “ปลัดอำเภอ-กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน”อ.เวียงแหง นำกลุ่ม “จีนเทา” สวมสิทธิ์ทำบัตรประชาชนได้ค่าจ้าง 8 แสน-1 ล้านบาท ลั่นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ แก๊งสวมบัตรเอี่ยวกลุ่มจีนเทา มีขรก.ใช้ช่องว่างระบบสัญชาติ เปิดทางเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเข้ามาสวมสิทธ์ิ คนไทยและจากการสืบสวนสอบสวนพบที่อ.เวียงแหงเยอะมาก จึงกวาดล้างครั้งใหญ่และจับกุมทั้งหมด ย้ำรัฐบาลยุคนี้จะสร้างความมั่นคงให้ประชาชน จะปราบปราบเรื่องเหล่านี้ให้หมด ทำให้บ้านเมืองสะอาด กร้าวไม่ว่าใครทำผิดมียศมีตำแหน่งจะจับให้หมด

เมื่อวันที่ 20  พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมคุ้มแก้วขวัญดาว กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวผลดำเนินการ“ปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง” การดำเนินคดีกับขบวนการนำคนต่างด้าวมาสวมตัว และทำหลักฐานเท็จ ในพื้นที่อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ และผลการปฏิบัติงานด้านการปราบปรามยาเสพติดคดีรายสำคัญ ในพื้นที่ ภ.5 จำนวน 3 คดี

โดยเจ้าหน้าที่ส่วนปราบปรามทุจริตทางทะเบียนและบัตร สน.บท. เจ้าหน้าที่ สน.สก.กรมการปกครอง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (บก.ปปป.,) ปปช., ปปท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการจับกุมกลุ่มขบวนการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์จัดทําใบสําคัญถิ่นที่อยู่ถาวร และการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ในพื้นที่อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ โดยมีการออกบัตรที่น่าสงสัยกว่า 20,000 ราย สามารถจับกุมนายอภิสิทธิ์ (สงวนนามสกุล) ปลัดอำเภอ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ อดีต หน.กง.ทบ.อ.เวียงแหงปัจจุบัน ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ อ.ภูซาง จ.พะเยา ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.ภูซาง จ.พะเยา นายสรรเสริญ (สงวนนามสกุล) ปลัดอำเภอ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ อดีตปลัดอำเภอ(สำนักทะเบียน อ.เวียงแหง) ปัจจุบัน ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถูกจับกุมในพื้นที่อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

กลุ่มอดีตลูกจ้างอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ ที่สำนักทะเบียน อ.เวียงแหง น.ส.ชนันพัทธ์ (สงวนนามสกุล) ถูกจับกุมในพื้นที่จ.สมุทรสาคร น.ส.ชนิศา (สงวนนามสกุล) ถูกจับกุมในพื้นที่อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่นายวิโรจน์ (สงวนนามสกุล) ถูกจับกุมในพื้นที่อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ น.ส.ธัญชนก (สงวนนามสกุล) ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน นายศรีทน (สงวนนามสกุล) กำนันต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ นางอิ่นแก้ว (สงวนนามสกุล) ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ นายนาคินทร์ (สงวนนามสกุล) ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ (ปัจจุบันเสียชีวิต) นายศุภกิจ (สงวนนามสกุล) ผู้ใหญ่บ้าน ม.9 ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

กลุ่มบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิด น.ส.คำแหลง (สงวนนามสกุล) ถูกจับกุมในพื้นที่อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ นายวันชัย (สงวนนามสกุล) ถูกจับกุมในพื้นที่กทม. นอกจากนี้ ยังตรวจยึดอาวุธปืนได้เป็นจำนวนมากและจะมีการตรวจสอบว่าอาวุธปืนเหล่านี้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

นายกฯกล่าวต่อว่า การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ทำการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีกลุ่มนายหน้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต นําคนต่างด้าวซึ่งไม่มีคุณสมบัติตามมติครม.ดังกล่าว มาทําการสวมตัวและทํารายการเท็จออกใบสําคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและบัตรประจําตัว โดยทุกคนจะเสียค่าใช้จ่ายรายละ 8 แสนบาท บางรายกว่าล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มจีนเทาและเชื่อมโยงกับการเปิดบัญชีม้าดำ จึงรวบรวมพยานหลักฐานและมีการออกหมายจับและเปิดปฏิบัติการตัดหมอกเวียงแหง และจับกุมทั้งหมดไว้ได้ ก่อนแจ้งข้อหาความผิดฐานร่วมกันกระทําการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534, นําเข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข้อมูลปลอมโดยทุจริตหรือโดย หลอกลวง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน มาตรา 9 ประกอบ มาตรา 14 (1) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560, เป็นเจ้าพนักงานทําเอกสารเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามมาตรา 162 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

นายอนุทินกล่าวอีกว่า นอกจากอำเภอเวียงแหง ทางชุดทำงานยังพบว่า มีกระบวนการที่ทำรูปแบบนี้ในพื้นที่อื่นอีกในประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินการต่อไป ในส่วนคดียาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายทหาร และสำนักงาน ป.ป.ส. บูรณาการป้องกันปราบปรามยาเสพติด สามารถจับกุมได้ 3 คดีสำคัญ

คดีแรก ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า พบเห็นรถกระบะ มาสด้า สีน้ำตาล บรรทุกหญ้าคาเต็มกระบะท้ายรถ จอดอยู่ข้างเมรุเผาศพ ภายในฌาปนสถาน บ้านปงเคียน ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย จึงเข้าไปตรวจสอบไม่พบคนขับค้นในรถพบยาบ้า 6 ล้านเม็ด

คดีที่สอง เจ้าหน้าที่สืบสวนจังหวัดพะเยาจับกุม ผู้ต้องหาได้ 1 คน พร้อมรถยนต์ 1 คัน ยาบ้า 5 ล้านเม็ด ในพื้นที่ ต.ห้วยลาน อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา

คดีที่สาม ชุดสืบสวนจังหวัดเชียงราย รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า ผู้ต้องหามีรถยนต์บรรทุกมีพฤติการณ์หาฟางข้าวบรรทุกใส่รถเดินทางจากเชียงราย ไปยังจ.สุพรรณบุรี จึงเข้าตรวจสอบพบผู้ต้องหา 2 คน คือ นายนิติฐพนธ์และน.ส.วิมลวรรณ กำลังเอาฟางข้าวขึ้นท้ายรถบรรทุกในลักษณะอำพราง จึงเข้าตรวจค้น พบของกลางไอซ์ 20 กระสอบ รวมประมาณ 500 กก. บรรทุกอยู่กระบะท้ายรถ ผู้ต้องหารับว่าไปลำเลียงยาเสพติดมาจากพื้นที่อ.เชียงแสน ไปส่งที่จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้ฟางข้าวปิดบังอำพราง ได้รับค่าจ้าง เป็นเงิน 1 ล้านบาท

นายอนุทินเผยว่า สำหรับแก๊งสวมบัตรนั้น เกี่ยวข้องกับกลุ่มจีนเทา ซึ่งมีข้าราชการใช้ช่องว่างระบบสัญชาติ เป็นการเปิดทางเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเข้ามาสวมสิทธิคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และจากการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีการทำที่อ.เวียงแหงเยอะมาก จึงกวาดล้างครั้งใหญ่และจับกุมทั้งหมด รัฐบาลยุคนี้จะสร้างความมั่นคงให้ประชาชน จะปราบปราบเรื่องเหล่านี้ให้หมดทำให้บ้านเมืองสะอาด และไม่ว่าใครจะทำผิดเป็นคนมียศมีตำแหน่งก็จะจับให้หมด

สำหรับยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือเป็นจุดสำคัญในการนำเข้ายาเสพติด ซึ่งทุกหน่วยงานก็ประสานความร่วมมือป้องกันปราบปรามจับกุม ซึ่งจากนี้ทุกหน่วยงานจะเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง รวมถึงการ ขยายผลต่อยอดถึงผู้ค้าผู้ส่งและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ขอให้ความมั่นใจว่ากลุ่มผู้บุคคลที่เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้จะถูกจับและได้รับโทษรุนแรงที่สุด รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานทุกภาคส่วนในการปราบปรามสกัดกั้นยาเสพติด

‘ทักษิณ’เครียดหนัก ‘อิ๊งค์’ครวญอยากให้พ่ออยู่ข้างนอก อ้างถอยจากการเมืองหมดแล้ว

‘ทักษิณ’เครียดหนัก  ‘อิ๊งค์’ครวญอยากให้พ่ออยู่ข้างนอก  อ้างถอยจากการเมืองหมดแล้ว

‘ทักษิณ’เครียดหนัก ‘อิ๊งค์’ครวญอยากให้พ่ออยู่ข้างนอก อ้างถอยจากการเมืองหมดแล้ว

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อิ๊งค์” ยอมรับ “ทักษิณ” เครียดหนัก แม้สุขภาพกายโดยรวมยังโอเค เผยถอยออกจากการเมืองเยอะมากแล้ว ปล่อยพรรคเพื่อไทยลุยเต็มที่ ขอดูแลจิตใจพ่อ ส่วนปม “รมว.ยุติธรรม” สั่งทบทวน 3 ระเบียบสำคัญของกรมราชทัณฑ์ ชี้คุณพ่ออายุเยอะแล้วถ้าได้สิทธิ์ออกมาพักก็คงจะดี

เมื่อวันที่ 20พฤศจิกายน2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมญาตินายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (บิดา) ภายในเรือนจำฯ โดยกล่าวว่า สำหรับการเยี่ยมคุณพ่อวันนี้นั้นตนได้ทราบว่าทาง ผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม ได้ชวนคุณพ่อเข้าร่วมโครงการ”ธรรมะนัมวัง”ก็เห็นว่าจะแบบนั้น ซึ่งช่วงนี้คุณพ่อก็โอเค ส่วนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงนั้น คุณพ่อก็สุขภาพร่างกายโอเค แต่สุขภาพใจก็อาจมีความเครียดเยอะหน่อย

สำหรับกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธนพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ได้มีการออกคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ ขอให้พิจารณาทบทวน 3 ประเด็นสำคัญ เพื่อปรับปรุงกฎ ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ และแนวทาง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ การพิจารณาการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ และการกำหนดอาณาเขตในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำให้เป็นสถานที่คุมขัง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมว่าเป็นเหมือนการสกัดไม่ให้นายทักษิณ ได้ออกมานั้น ‘น.ส.แพทองธาร’ นิ่งคิดสักครู่ ก่อนตอบว่า “ก็หวังว่าจะเป็นไปตามกระบวนการ แต่คุณพ่ออายุเยอะแล้ว ถ้าได้สิทธิ์ออกมาพักก็คงจะดี เพราะว่าจริงๆ อยู่ข้างในก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่า “มองเป็นเกมการเมืองหรือไม่ที่เป็นการสกัดนายทักษิณ ไม่ให้ออกมาทันในช่วงเลือกตั้ง 2569” ‘น.ส.แพทองธาร’ ได้ตอบว่า “ถ้าพูดถึงตอนนี้ ดิฉันเองก็ถอยออกจากการเมืองเยอะมากๆ แล้ว แทบจะถอยทั้งหมดแล้ว ก็ปล่อยทั้งพรรคลุยไป ก็คงต้องดูแลจิตใจคุณพ่อ”

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่ออีกว่า อัยการสูงสุดคนปัจจุบันได้มีการอุทธรณ์คำสั่งฟ้องคดีมาตรา 112 นายทักษิณ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีความเห็น เหมือนเป็นการกลั่นแกล้งครอบครัวชินวัตรหรือไม่ ปรากฏว่า น.ส.แพทองธาร ยิ้มไม่สู้ดีแต่รับฟังคำถามผู้สื่อข่าว และไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด ก่อนเดินขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลเดินทางออกจากบริเวณพื้นที่เรือนจำฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการพุทธนวัตกรรมธรรมนาวา ‘วัง’เป็นโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดอบรมขยายผลการปฏิบัติตามหลักธรรมะพระราชทาน ธรรมนาวา ‘วัง’ ไปสู่หน่วยงานต่างๆ และประชาชนทั่วไป และเพื่อให้ผู้ต้องขังได้ศึกษาถึงสาระแก่นแท้ของศาสนา ขัดเกลาจิตใจ และน้อมนำพระธรรมคำสอนสู่การลงมือทำอันจะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีดูหมิ่นสถาบัน ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำอ.1860/2567 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

    กรณีที่นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์ กับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิง ดูหมิ่นสถาบัน และเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด(อสส.)เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร

  คดีนี้ศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ยกฟ้องนายทุกษิณ จำเลย เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดได้

   ต่อมาพนักงานอัยการ ได้ขอขยายอุทธรณ์คดีมา 2 ครั้งๆ ล่าสุดถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน

   อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้มีกระแสข่าวว่า อัยการสูงสุด(อสส.) มีคำสั่งให้ยื่นอุทธรณ์คดีนี้ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ตามกำหนดเวลานั้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน ก่อนครบกำหนดอุทธรณ์2วันพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา8เจ้าของสำนวนคดีได้มายื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่3โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาว่าจะอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ครั้งที่3คดีนี้หรือไม่

    ดังนั้นที่มีกระแสข่าวว่า อัยการสูงสุด (อสส.)มีคำสั่งยื่นอุทธรณ์คดีนี้แล้วนั้นมีความคลาดเคลื่อน.

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“รัฐบาลมีเวลาบริหารเพียงแค่ 120 วัน มีความจำเป็นถึงขนาดจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ย้ำว่าฝ่ายค้านอภิปรายได้ไม่ผิด แต่ควรมีความเหมาะสม ที่สำคัญ สิ่งที่ฝ่ายค้านทำทั้งหมดเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่”

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง

ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม

‘หนู’เมินข่าวยุบสภากลางธ.ค. อำนาจอยู่ที่นายกฯ ยันข่าวปล่อย-เสียเวลาทำงาน

‘หนู’เมินข่าวยุบสภากลางธ.ค.  อำนาจอยู่ที่นายกฯ  ยันข่าวปล่อย-เสียเวลาทำงาน

‘หนู’เมินข่าวยุบสภากลางธ.ค. อำนาจอยู่ที่นายกฯ ยันข่าวปล่อย-เสียเวลาทำงาน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘หนู’เมินข่าวยุบสภากลางธ.ค. อำนาจอยู่ที่นายกฯ ยันข่าวปล่อย-เสียเวลาทำงาน พท.ดักคอยุบสภาหนีไม่ได้ ปชป.อุบ3แคนดิเดตนายกฯ

“อนุทิน” ยิ้มรับหลังนักวิชาการมองเปิดชื่อ “ศุภจี” แคนดิเดตนายกฯ ส่งผลดีได้ฐานเสียงเพิ่ม ย้ำยุบสภาเป็นอำนาจนายกฯไม่ต้องปรึกษาใคร ชี้เป็นรบ.เสียงข้างน้อย ต้องพร้อมเลือกตั้งเร็วที่สุด เมินกระแสชิงยุบสภากลางธันวาคม ชี้อำนาจอยู่ที่นายกฯ ไม่ประเมินคนปล่อยข่าว ป่วยการเสียเวลาทำงาน  ’ภราดร’แย้มรบ.พร้อมเปิดสภาวิสามัญ8-11ธ.ค.ถกแก้รธน.ไม่รับปากนายกฯชิงยุบสภา ถ้าถูกยื่นซักฟอกขณะที่‘เพื่อไทย’ลั่นยื่นซักฟอกม.151ต้องตามใจ‘จุลพันธ์’ไม่ใช่‘อนุทิน’ดักคอยื่นญัตติซักฟอกก็ยุบสภาหนีไม่ได้ ชี้ไม่มีอะไรใหญ่กว่ารธน.‘จุลพันธ์’เมินภท.เปิด3แคนดิเดตนายกฯแย้มธ.ค.เพื่อไทยเปิดบ้าง เชื่อตื่นเต้น-ประทับใจแน่ ด้าน ปชป.เล็งเสนอแคนดิเดตนายกฯ3คน’อภิสิทธิ์’บอกไม่รีบเปิดหวั่นเสียเปรียบ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.15 น.ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคภูมิใจไทยที่มีชื่อ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ซึ่งมีนักวิชาการออกมาให้ความเห็นว่าจะสามารถช่วยดึงคะแนนของกลุ่มคนวัยทำงานได้เพิ่มมากขึ้นถือว่าจะเป็นสัญญาที่ดีหรือไม่ว่า ทุกเรื่องเป็นเรื่องที่ดีหมด แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เปิดตัวอะไรทั้งสิ้น ผู้สื่อข่าวถามมาก็เพียงตอบความคิดตัวเองไปใครก็ตามที่มีความสามารถ ผลงานและมีความตั้งใจในการทำงาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศซึ่งไม่ใช่เฉพาะพรรคภูมิใจไทย ต้องเร่งหาคนที่มีฝีมือ หากเขามีความยินดีที่จะมาช่วยเหลือบ้านเมือง ก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย และขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีแต่อย่างใด

นายกฯย้ำยุบสภาเป็นอำนาจนายกฯ

เมื่อถามว่ามีการส่งสัญญาณยุบสภาไปยังพรรคร่วมรัฐบาลแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องส่งสัญญาณ ตนเคยพูดมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องยุบสภาเป็นอำนาจที่จะเสนอ แต่สุดท้ายก็เป็นพระราชอำนาจ คนที่ทูลเกล้าฯให้ทรงวินิจฉัยคือนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นนี่เป็นอำนาจในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ อยู่ที่นายกรัฐมนตรีคนเดียว ไม่ต้องไปหารืออะไรกับใคร

เมื่อถามย้ำว่าการเปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยครบทั้ง3 คนอาจเป็นการส่งสัญญาณชิงจังหวะยุบสภาก่อนกำหนดหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราเป็นการเมือง เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ต้องมีความพร้อมในการดำเนินการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด และต้องบริหารจัดการบ้านเมือง โดยรู้ว่ามีระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งก็ต้องทำให้ดีที่สุด

เมินข่าวชิงยุบสภากลางเดือนธ.ค.

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการยุบสภาช่วงกลางเดือน ธ.ค. ก่อนไทม์ไลน์31ม.ค.68 มองว่ามีนัยอะไรหรือไม่ว่า กระแสข่าวนั้นไม่ทราบว่ามาจากไหน จึงไม่รู้จะตอบอย่างไร ซึ่งความเป็นนายกฯ ซึ่งต่างจากรัฐมนตรีคนอื่นๆ คือการมีไว้ซึ่งอำนาจการทูลเกล้าฯ ออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภา ส่วนกระแสข่าวจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ตัวนายกฯเขาไม่ยุบก็คือไม่ยุบ หรือจะไม่มีกระแสข่าว แต่นายกฯเห็นว่าควรจะยุบก็ยุบ ตรงนี้เป็นสิทธิ์ และเป็นอำนาจที่นายกฯมีอยู่แล้วภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ทำงานทุกวัน ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่ากระแสข่าวมาได้อย่างไร นายกฯกล่าวว่า ประเมินไปก็ป่วยการ เสียเวลาทำงานเปล่าๆ

รบ.แย้มเปิดสภาวิสามัญ8-11ธ.ค.ถกแก้รธน.

ที่รัฐสภา นายภราดร ปริศนานันท์ฐกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นขอทูลเกล้าฯเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญว่าตนได้เห็นความก้าวหน้าของการพิจารณาในชั้น กมธ.ซึ่งประเมินกันว่าภายในสัปดาห์หน้า โอกาสที่จะเสร็จมีสูงเพราะในวันที่ 21พ.ย. การพิจารณาจะเสร็จสมบูรณ์และสัปดาห์หน้าจะเป็นการทบทวน

นายภราดรกล่าวอีกว่าในส่วนคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี ถึงแนวโน้มในการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญซึ่งนายกฯ และ ครม.ไม่ได้ขัดข้องอะไร และยืนยันมาตลอดว่าจะเร่งผลักดันให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าเร็วที่สุด ซึ่งหากกมธ.มีความพร้อม และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จทันกรอบเวลา ก็พร้อมที่จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญ คาดว่าจะเป็นช่วงวันที่ 8-11 ธ.ค. ส่วนจะเป็นวันที่เท่าไหร่ต้องหารือและดูกันอีกที

ไม่รับปากนายกฯชิงยุบสภาถ้าถูกยื่นซักฟอก

เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีปัญหาหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่อง แต่ก็ผูกโยงกันได้บ้าง แต่แน่นอนว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องนำไปสู่การลงมติ ดังนั้นต้องดูญัตติว่าเป็นการอภิปรายครม.ทั้งคณะหรือรายบุคคล หากฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตขึ้นมา ก็จะไม่มีรัฐบาลต่อและต้องมีการโหวตเลือกนายกฯคนใหม่ หรือเป็นอำนาจนายกฯในการที่จะตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งนายกฯอาจจะยุบหรือไม่ยุบสภาไม่มีใครตอบได้

ปัดกลัวตรวจสอบแต่เสียงไร้โอกาสชนะ

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าหากมีการยื่นเปิดอภิปรายนายกฯจะได้รับได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร นายภราดร กล่าวว่ารัฐบาลไม่ได้กลัวการตรวจสอบ แต่เราประกาศตั้งแต่วันแรกว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้น การจะชนะเสียงในสภาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เราจึงต้องประสานงานกับทุกพรรคในการพิจารณากฎหมาย เพื่อใช้เวลาในช่วงช่วง 4 เดือนให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งเราพยายามหาความเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งที่ผ่านมากฎหมายผ่านเยอะมาก เทียบแล้วการผ่านกฎหมายในช่วง 4 เดือนนี้ เกือบจะมากกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เสียงของรัฐบาลจะชนะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และต้องดูว่าหากเสียงโหวตไม่ไว้วางใจมีมากกว่า 247เสียงหรือไม่ ถ้าหากมากกว่านั้น นายกฯก็อยู่ไม่ได้

พท.ไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ก็พร้อมชี้แจง แต่ถ้าเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา 151 ก็พร้อมยุบสภามองเรื่องนี้อย่างไรและพรรค พท.จะยื่นหรือไม่ ว่า ตนเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อมวลชนซึ่งอำนาจในการยุบสภาได้หรือไม่ได้ ท่านใช้คำว่าเอาตามอนุทิน แต่ตนมองว่าน่าจะเข้าใจผิดเพราะกระบวนการในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ถูกกำหนดชัดว่าหากยื่นแล้ว และใช้คำว่าเสนอญัตติไม่ใช่การบรรจุญัตติสู่สภา จะไม่สามารถยุบสภาได้ ฉะนั้น จะไม่มีข้อบังคับการประชุมหรืออะไรที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

ดักคอ‘หนู’ยุบสภาหนีซักฟอกไม่ได้

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า“เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญชัดเจนในเรื่องนี้กำหนดว่าเมื่อมีการเสนอญัตติแล้วจะยุบสภาไม่ได้เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ดังนั้นคงไม่ใช่การตามใจนายอนุทิน แต่กระบวนการในการยื่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151หรือ152นั้นอันนี้ต้องตามใจจุลพันธ์ ต้องตามใจพวกตน เพราะพวกเราเป็นฝ่ายค้าน มีหน้าที่ในการตรวจสอบ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบต้องมาดูว่า ความผิดและความเสียหายต่อประเทศอยู่ในขั้นไหน

ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152ก็เป็นเพียงการเสนอแนะรับฟังความคิดเห็นฉะนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องของการเสนอแนะเพียงอย่างเดียว มันต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ

“กระบวนการพวกนี้เป็นอำนาจของฝ่ายค้าน และเป็นอำนาจของสส. ในการเสนอญัตติ ตรงนี้ขอให้พวกผมดำเนินการดีกว่า ท่านในฐานะที่เป็นรัฐบาล เมื่อถูกตรวจสอบแล้ว ก็ควรจะเปิดให้มีการอภิปราย รับฟังตอบข้อซักถามและข้อสงสัย หากท่านตอบได้กระจ่างชัดแน่นอนว่าคะแนนจะเป็นของท่าน เมื่อเดือนหน้าสู่การเลือกตั้งท่านประสบชัยชนะอย่างแน่นอน เราก็อยากให้กระบวนการตามประชาธิปไตยเดินไปตามครรลองของมันตนจึงดูเรื่องความเสียหายต่อประเทศเป็นหลัก” นายจุลพันธ์ กล่าว

โวข้อมูลซักฟอกมีมากเพียงพอ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่าดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวัง ตอนนี้เราก็อยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้มากเพียงพอแล้ว มีการตั้งทำงานภายในคณะทำงานภายในขึ้นมาเพื่อที่จะเตรียมการในเรื่องนี้ เชื่อได้ว่ากระบวนการที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่มีรัฐบาลนี้อยู่ต่อไป ส่วนหากท่านจะตัดสินใจยุบสภา นั่นก็เป็นอำนาจของท่าน ตนบังคับไม่ได้และยืนยันว่าวันที่ตนไปคุยกับพรรคประชาชน ก่อนที่เขาจะลงมติเลือกพรรคภท.เราก็บอกว่าพวกตนจะยุบสภาเลยหมายความว่าพวกตนพร้อม

รับเป็นห่วงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายจุลพันธ์ยอมรับว่าแน่นอนว่าเราก็มีความเป็นห่วงในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ต่างจากพรรคการเมืองอื่น ในชั้นคณะกรรมาธิการแล้วก็ทำงานอย่างเต็มที่ แต่เรื่องการตรวจสอบรัฐบาล คงไม่ได้เอาเรื่องอื่นมาเป็นปัจจัย หากเกิดความเสียหายต่อประเทศ หน้าที่ของพวกตนในการตรวจสอบคือทำงานได้เต็มที่ในสภา

เมื่อถามว่าหากดูไทม์ไลน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ3คือช่วงสิ้นเดือนธันวาคมและตามกรอบยุบสภาคือช่วงสิ้นเดือนมกราคมจึงเหลือประมาณ 1เดือน กรอบเวลาในการยื่นอภิปรายจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่นายจุลพันธ์ กล่าวว่าปัญหามันคงไม่ใช่เรื่องกรอบเวลา ต่อให้เหลือเวลา 3 วันแล้วมีความเสียหายต่อประเทศ มีการทุจริตคอรัปชั่น แล้วจะให้พวกตนหยวนๆ ไปเถอะเราคงทำไม่ได้ เราก็ต้องตรวจสอบก็แค่นั้น หากพวกตนไม่มีหลักฐานที่ดีพอ ไม่มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ สุดท้ายความเสียหายก็จะเกิดกับพวกตนเอง

เมื่อถามว่าหากจะยื่นอภิปรายนั้นจะจำเป็นต้องให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ3ผ่านไปก่อนใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่าตนไม่ได้ตอบในจุดนี้ ขอให้มีการหารือ เพราะได้ฝากกับทีมยุทธศาสตร์ของพรรค ในเรื่องการเดินการยื่นญัตติในตอนนี้ต้องมีการคุยกัน อย่างละเอียดและต้องดูจังหวะเวลา ที่มีความเหมาะสมที่สุด ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปกลับมาถามย้ำว่า จะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 แน่นอนไม่ใช่ 152 ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดแบบนั้น แต่ขณะนี้ไม่ได้มีการเตรียมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152

ผู้สื่อข่าวได้แซวว่าพูดขนาดนี้ ก็บอกมาเลยว่ายื่นญัตติอภิปรายตามมาตรา 151 ทำให้นายจุลพันธ์ หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบอะไร

พท.เมิน3แคนดิเดตนายกฯภท.

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว3แคนดิเดตนายกฯว่าเป็นความพยายาม และเป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรค ที่พยามผสมภาพที่ไม่ได้เป็นฝ่ายการเมืองเข้ามา แต่รู้อยู่ดีว่าในข้อเท็จจริง ตัวจริงมีเพียงหนึ่งเดียว คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยซึ่งคงสลัดภาพความเป็นภูมิใจไทยเก่าไม่ได้ เป็นความพยายามของพรรคภูมิใจไทยก็อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ส่วนแคนดิเดตนายกฯอีก 2 คน ถือว่า มาเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วก็ต้องพิสูจน์ว่าการข้ามจากภาคเอกชนมาสู่การเมืองจะทำประโยชน์ให้กับประชาชนสมความตั้งใจหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป

เปิดตัวธ.ค.เชื่อตื่นเต้นประทับใจแน่

ส่วนพรรคเพื่อไทยจะใช้จังหวะไหนเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯนายจุลพันธ์ กล่าวว่า อยากให้คนรู้สึกอยากรู้ เพื่อที่จะได้ติดตาม แต่คาดว่าภายในเดือนธันวาคมนี้จะมีความชัดเจน และเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพูดคุย หารือ และสรุปผล แต่ไม่ขอเปิดเผย ว่า เป็นคนนอก หรือ คนใน ขอให้รอดูทีเดียว หากให้ข้อมูลก่อน ก็จะไปคาดเดากัน เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ เปิดมาคงจะตื่นเต้นกัน และจะเป็นที่ประทับใจ ขอให้รอเวลา

บ้านใหญ่ไหลเข้าภท.เป็นเรื่องปกติ

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมเปิดตัวบ้านใหญ่ชลบุรีและสุพรรณบุรีในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ มองอย่างไรที่บ้านใหญ่ไหลไปรวมที่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เรื่องการขยับสับเปลี่ยนช่วงใกล้การเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติ เราไม่ได้พะวงอะไร ในส่วนของแต่ละจังหวัดก็มีผู้สมัครเข้ามามากมาย จะคัดสรรคนที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ทำงานกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีอุดมการณ์ตรงกับพรรค และต้องเป็นคนที่มีโอกาสจะได้รับการเลือกตั้ง เราทำงานเต็มที่ทุกเขต เราห่วงเรื่องการทำงานของเรามากกว่า ไม่ได้พะวงเรื่องของพรรคการเมืองอื่น วันนี้เปิดตัวผู้สมัครจังหวัดกำแพงเพชร ก็เป็นทีมที่แข็งแรง ดังนั้น เราก็มีพื้นที่ที่เป็นจุดแข็งของพรรค และจะรักษาจุดแข็ง เดินหน้าสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง

ปชน.พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบทุกมิติ

ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า พรรคให้ตนโฟกัสเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหลักแต่ไม่ว่าจะมีพรรคการเมืองใดเริ่มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาชนยืนยันว่าในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเราพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในทุกมิติแน่นอน ส่วนจะเป็นการยื่นอภิปรายด้วยตัวเองของพรรคประชาชนที่มีเสียงสส.ครบหรือไม่ ยังอยู่ในขั้นการพิจารณา คงจะพิจารณาประกอบตามเงื่อนที่ปรากฎในMOAเพราะคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า2ใน 5 ข้อนั้นเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ

จี้ปลด‘รมต.เทา’ไม่ต้องรอยื่น‘ซักฟอก’

“ส่วนคุณสมบัติของรัฐมนตรีรายบุคคลก็ไม่ต้องรอให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากรัฐบาลเห็นว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่มีปัญหา หรือมีข้อกังขาสำหรับประชาชนก็สามารถใช้กลไกอื่นจัดการได้อยู่แล้ว เพื่อให้การเดินหน้าตามข้อตกลง MOAเป็นไปด้วยดี และเป็นสิ่งที่รัฐบาลประกาศไว้เองว่าจะเป็นผู้ปราบปรามธุรกิจสีเทาต่าง ๆและผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาล ถ้าไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาการเปิดอภิปรายไม่ว่าจะเป็นมาตรา151 หรือ 152 หรือการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติอื่นๆก็เป็นอาวุธหรือเครื่องมือที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ทุกมิติ”นายณัฐวุฒิกล่าวพร้อมย้ำว่า เข้าใจว่าสส.ของพรรคประชาชนมีการหารือมาโดยตลอดว่าจะใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบรัฐบาลโดยจะเป็นการยื่นญัตติอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา 151 หรือ 152 ซึ่งคงต้องหาข้อสรุปของที่ประชุมสส.พรรคและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ปชป.เล็งเสนอแคนดิเดตนายกฯ3คน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมพร้อมผู้สมัครสส.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีประกาศแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทยแล้ว 3 คนว่า พรรคยังชวนคนมาสมัคร สส.อยู่เพราะพรรคเพิ่งเริ่มประชุมกรรมการบริหารพรรคครั้งแรกได้เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาเพราะตอนนี้พรรคเร่งเฟ้นหาผู้สมัครที่เชื่อในแนวทางการเมืองที่เราอยากจะทำให้เร็วที่สุดแคนดิเดตนายกฯหาไม่ยาก ชวนใครก็รับทั้งนั้นแหละครับ”

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะเสนอคนเดียวหรือ 3 รายชื่อตามกฏหมาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในอดีตเราจะเสนอคนเดียวแต่ได้พูดคุยกันในเบื้องต้นว่าเอาเข้าจริงๆ การเสนอชื่อคนเดียวมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง เพราะเคยเจอมาแล้วตอนปี 2562ที่ตนมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯเมื่อตนลาออกจากหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีแคนดิเดตนายกฯหัวหน้าพรรคคนใหม่ก็ไม่มีชื่ออยู่ในแคนดิเดต ขณะที่ชื่อตนก็ยังค้างอยู่โดยไม่สามารถออกได้ ยกเว้นไปบวชหรือล้มละลาย หรือขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ครั้งนี้จึงเห็นตรงกัน เบื้องต้นว่าน่าจะไม่ใช่คนเดียวต้องเป็น3คน

อีก2คนมีชื่อในใจแล้วแต่ยังไม่รีบเปิด

ส่วนจะบอกได้หรือไม่ว่าอีก2คน เป็นนักการเมืองหรือนักธุรกิจนายอภิสิทธิ์กล่าวว่าใครมาตรงนี้ตนถือว่าเป็นนักการเมืองไม่มีหรอกที่เป็นแคนดิเดตนายกฯแล้วไม่เป็นนักการเมือง ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้รายชื่อทั้ง 3 คนเพราะเรื่องนี้ต้องนำเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคแต่ในใจตนมีรายชื่อแล้วเพื่อนๆ แถวนี้ก็มีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าตรงกันหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวชี้ไปที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่าใช่คนนี้ด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนจะบอกว่าเค้าช่วยตนคิดอยู่

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่เปิดรายชื่อเพื่อชิงความได้เปรียบหรือไม่ เพราะพรรคภูมิใจไทยเปิดไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า“ผมเป็นคนชอบดูกีฬา แล้วพอดีทำอะไรก่อนมันเสียเปรียบ”ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า จะรอดูแต่ละพรรคแล้วค่อยเปิดทีเดียวใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าไม่ทราบครับ

‘เพื่อไทย’เปิดตัว3ผู้สมัครสส.กำแพงเพชร

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรค พท.พร้อมด้วย แกนนำของพรรค นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค ร่วมเปิดตัวผู้สมัครสส.เป็นรอบที่ 5 จำนวน 3 คนประกอบด้วย 1.นายธนากร รัตนากร (ลูกชายนายวราเทพ) 2.นายนพพล ผลอำนวย (ลูกชายนายอนันต์ ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ) และ 3.นายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันท์ โดย นายสุริยะ กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อที่จะได้เป็นผู้สมัคร สส.เพื่อไทย วันนี้เปิดตัว จ.กำแพงเพชรโดยได้มีการคัดเลือกมาแล้ว 3 คน แต่กำแพงเพชรมี 4 เขต ซึ่งอีก 1 เขต กำลังคัดเลือกและจะเปิดตัวในโอกาสต่อไป

ต้อนรับ’วราเทพ’กลับบ้านเสริมทัพ

ด้านนายจุลพันธ์กล่าวว่าวันนี้พรรคพท.มีกิจกรรมเปิดตัวผู้สมัคร สส.อย่างต่อเนื่อง วันที่ 21 พ.ย.จะมีอีกครั้งขอให้ติดตามการเปิดตัวผู้สมัครที่มีความเข้มแข็ง วันนี้ยินดีอย่างยิ่งและต้อนรับนายวราเทพ รัตนากร กลับบ้าน ซึ่งนายวราเทพถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของพรรคอย่างยาวนาน เราเคยทำงานร่วมกันตั้งแต่สมัยพรรึไทยรักไทยต่อเนื่องมาเรื่อยๆนายวราเทพเป็นอดีตรัฐมนตรีในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯซึ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย วันนี้เราได้ความเข้มแข็งของกำแพงเพชรกลับมา พร้อมกับนายวราเทพ รวมถึงผู้สมัครที่มีแนวโน้มว่าจะชนะการเลือกตั้งได้สูงมาก ทำให้พรรค พท.มั่นใจว่าจะปักธงที่กำแพงเพชรได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เชื่อว่านายวราเทพจะสามารถทำภารกิจและทำงานให้กับพรรคได้ในหลายมิติทั้งในเรื่องของนโยบายการเงินการคลัง การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในหลายมิติ ฉะนั้น ในเรื่องของการเสริมทีมที่แข็งแกร่งจะทำให้พรรค พท.เดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้อย่างเข้มแข็งต่อไป

มั่นใจได้4เขตรวม 200 ที่นั่งตามเป้า

นายวราเทพ กล่าวว่าวันนี้ตนได้กลับมาอีกครั้งก็รู้สึกดีใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถมาช่วยเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ให้กับพรรค พท.ในการแข่งขันการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เชื่อมั่นว่าพรรค พท. ยังเป็นพรรคการเมืองที่ประชาชนให้การสนับสนุนจากผลงานที่ผ่านมา หรือแนวคิดนโยบายที่ดีๆซึ่งหลายนโยบายที่ทำสำเร็จไปแล้วมีมากกว่าที่ไม่สำเร็จและมั่นใจว่าทีมกำแพงเพชรจะได้สส. 4 คน ไปรวมในเป้าหมาย 200 คนตามที่นายสุริยะหวังไว้

ตรวจสอบอดีตรมต.เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ ‘อภิสิทธิ์’ลุยปปง. เชื่อขยายผลโยงอีกเพียบ

ตรวจสอบอดีตรมต.เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์  ‘อภิสิทธิ์’ลุยปปง.  เชื่อขยายผลโยงอีกเพียบ

ตรวจสอบอดีตรมต.เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ ‘อภิสิทธิ์’ลุยปปง. เชื่อขยายผลโยงอีกเพียบ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตรวจสอบอดีตรมต.เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ ‘อภิสิทธิ์’ลุยปปง. เชื่อขยายผลโยงอีกเพียบ พบการทำธุรกรรมผิดปกติ ซื้อกิจการมูลค่าสูงล้านเท่า

“อภิสิทธิ์” ยื่นเอกสารปปง.ตรวจสอบ อดีตรัฐมนตรี-อดีตรัฐบาลที่ผ่านมา เอี่ยวสแกมเมอร์ พบความผิดปกติ ทำธุรกรรมเริ่มจากทุนจดทะเบียน 10 เหรียญสหรัฐ เข้าซื้อกิจการมูลค่าสูงกว่าล้านเท่า เชื่อขยายผลถึงคนเกี่ยวข้องบุคคลสำคัญของไทยเกิน 10 คน ชี้เป้าหมายไม่ได้เจาะจงบุคคล-นักการเมือง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ และนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคฯ เดินทางไปยื่นหลักฐานเส้นทางธุรกรรมการเงินของกระบวนการสแกมเมอร์  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาสแกมเมอร์หลอกลวงประชาชนมีอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก ถือเป็นปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทย และโลกก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการ วิพากษ์วิจารณ์และมีการอภิปรายเกิดขึ้นที่รัฐสภา ว่ากระบวนการสแกมเมอร์ระดับโลก เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมในประเทศไทย มีการเชื่อมโยงกับบุคคลที่เป็นคนไทยหลายคนรวมทั้งบุคคลที่มีตำแหน่งทางการเมืองด้วย แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นเป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ระหว่างบริษัทหรือการทำธุรกิจร่วมกัน แต่รัฐบาลก็ตอบสนองด้วยการจัดทำข้อตกลงกับหน่วยงานต่างๆ และบอกว่าให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันและถือเป็นวาระแห่งชาติ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ทราบว่าหน่วยงานต่างๆมีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยก็เคยบอกว่าใครที่มีข้อมูลหรือมีหลักฐานก็ให้นำมาเสนอยังรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำ มีเหตุผลหลักอยู่สองประการคือ 1. ขณะนี้สหรัฐอเมริกาอยู่ในขั้นตอนตรากฏหมายที่มีการระบุบุคคลที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับอาชญากรรมนี้ และถ้าหากกฎหมายนี้ผ่านภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน สหรัฐอเมริกาก็สามารถจะเข้ามาดำเนินการได้หลายอย่าง ซึ่งหากติดตามข่าวสารโดยเฉพาะข่าวต่างประเทศจะพบว่าขณะนี้หลายประเทศมีการดำเนินการในเรื่องนี้ไปแล้ว ทั้งในการยึดทรัพย์ จับเครือข่ายอาชญากรรม แต่ประเทศไทยซึ่งขณะนี้ถูกจับตาอยู่กับยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆเลยดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงมีความเป็นห่วงว่าถ้าปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไปนอกจากมีคำถามในเรื่องของอธิปไตยแล้ว เราเคยเห็นภาพรัฐบาลจีนที่เข้ามากำกับดูแลการปฏิบัติการที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ที่อยู่บริเวณชายแดนไทย ถ้าเกิดแบบนี้กับสหรัฐอเมริกาอีก ภาพลักษณ์ของประเทศไทยจะเสียหายอย่างมาก เพราะจะกลายเป็นประเทศที่อำนวยความสะดวกหรือมีระบบการเงินต่างๆรองรับอาชญากรรมเหล่านี้

2.ปัจจุบันมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากภายใต้คำว่าทุนเทาซึ่งเข้ามาทำลายเศรษฐกิจ และยังมีการครอบงำทางการเมืองด้วย พรรคประชาธิปัตย์เรามองว่าเราไม่ต้องการให้ให้ทุนเทาคืบคลานเข้ามาครอบงำการเมือง หรือถ้ามีก็ต้องเร่งขจัดโดยเร็ว แต่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่เอาเรื่องของทุนเทามาเป็นการหาเสียงหรือกล่าวหากันไปมา ดังนั้นพรรคจึงหาหลักฐานซึ่งใช้วิธีการตรวจสอบธุรกรรมของบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีรายชื่อของคนที่อยู่ในกฎหมายของสหรัฐอเมริกานอกจากนี้ยังพบว่ามีความผิดปกติของการทำธุรกรรม เริ่มต้นเพียงแค่ 10 เหรียญสหรัฐ หรือ 330 บาทไทย ที่เป็นทุนจดทะเบียนของบริษัทที่มีอดีตรัฐมนตรีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สามารถเข้ามาซื้อกิจการซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าเป็นล้านเท่า และในที่สุดบริษัทเหล่านี้ก็มาเชื่อมโยงกับบุคคลที่มีรายชื่อในสหรัฐอเมริกา และปลายทางยังเชื่อมโยงมาถึงบริษัทพลังงานหลักของประเทศไทยที่เคยตกเป็นข่าวมาแล้วว่าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาดังนั้นธุรกรรมที่พบผิดปกติจะมีตั้งแต่เรื่องของการซื้อขายหลักทรัพย์ราคาเกินจริงกว่าในตลาด มีการจัดทำโครงสร้างบริษัทเพื่อหลบเลี่ยงการห้ามทำกิจกรรม เพราะเป็นบริษัทต่างชาติและยังมีอื่นๆอีกมากมาย

“วันนี้ที่เรามายื่นที่ ปปง.เพราะมีความผิดปกติทางธุรกรรม ตามกฎหมาย ปปง. มีเหตุผลเพียงพอที่ ปปง. จะสามารถเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบได้ และสิ่งที่ต้องการให้ ปปง. ทำคือ ใช้ความผิดปกติของธุรกรรมเหล่านี้ ซึ่งมีหลักฐานแล้วนำไปขยายผล เชื่อมโยงไปยังรายชื่อของบุคคลต่างๆ และเพิ่มชื่อบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องในตรงจุดนี้ เพื่อนำไปสู่การระงับการทำธุรการ อายัดทรัพย์ และการประสานงานกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) รวมถึงสถาบันการเงินอื่นๆ ให้ค้นหาได้ว่าธุรกรรมที่ผิดปกติ เจ้าของเงินที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงคือใคร แล้วจากนั้นเราเชื่อว่าจะสามารถขยายผลไปยังคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังย้ำเป้าหมายของพรรคว่าไม่ได้เจาะจงไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่งทางการเมือง แต่สิ่งที่ต้องการทำคือเป็นการปรามขบวนการสแกมเมอร์ และหลังจากนี้จะมีการไปยื่นเรื่องที่ ก.ล.ต. ด้วยและอยากให้สองหน่วยงานนี้ทำงานประสานงานกัน เพราะความผิดในกฎหมายหลักทรัพย์ อาจจะเป็นความผิดมูลฐาน นอกเหนือจากการฉ้อโกงประชาชนการค้ามนุษย์ ซึ่งมีรายงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้อยู่แล้ว และอยากให้ ปปง.ประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศอีกด้วยซึ่งจะต้องมีการร่วมมือกันเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยคาดหวังที่จะเห็นการดำเนินการโดยเร็วและเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ว่าเอาผิดในสิ่งที่เกิดเกิดขึ้นแล้วแต่เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการโยกย้ายถ่ายโอนสินทรัพย์ หรือเรื่องเงินอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้การเอาผิดยากขึ้น

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หวังว่ารัฐบาลจะสนับสนุนหน่วยงานเหล่านี้ เพราะความจริงแล้วหน่วยงานเหล่านี้มีอำนาจในการตรวจสอบ การเมืองต้องไม่เข้ามาเป็นอุปสรรค และการเมืองต้องสนับสนุน แต่เมื่อคาบเกี่ยวกันตรงจุดนี้แล้ว ก็อยากเรียนให้นายกฯรัฐมนตรี รับทราบว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยพิสูจน์ให้เห็นความจริงได้ก็คืออย่างน้อยคนที่เกี่ยวโยงถึงขั้นเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของบุคคลที่โลกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการสแกมเมอร์ ไม่สมควรจะมีตำแหน่งทางการเมืองแต่เมื่อรัฐบาลตั้งไปแล้ว สิ่งแรกที่จะพิสูจน์คือควรจะต้องให้พ้นจากตำแหน่ง

“ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกล่าวหาว่าทำอะไรผิดแต่ต้องคิดถึงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในขณะที่ประเทศอื่นตรากฎหมายเพื่อเอาผิดกับบุคคลที่โลกสงสัย แต่รัฐบาลไทยกับตั้งบุคคลที่เกี่ยวโยงกับเรื่องนี้ จึงอยากให้นายกฯทำสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก ส่วนในเรื่องของหน่วยงานตรวจสอบ ปปง.หรือ ก.ล.ต. ก็ดี ก็มีขั้นตอนในการตรวจสอบตามกฏหมาย เชื่อว่าต้องใช้ระยะเวลาแต่ส่วนตัวเห็นว่าจะใช้ไม่มากเพราะเอกสารทั้งหมดถือว่าชัดเพียงพอที่จะดำเนินการได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ส่วนกรณีรายชื่อที่มีการส่งให้ปปง.ในวันนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเอกสารที่มีชื่อบุคคลเหล่านี้ ซึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากธุรกรรมหลายธุรกรรมต้องดำเนินการผ่านตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นตามกระบวนการจะต้องทำรายงานในการเปิดเผยข้อมูลบางส่วนอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า อดีตรัฐมนตรี เคยเป็นประธานก.ล.ต.หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประธาน ก.ล.ต. ไม่ใช่นักการเมือง ส่วนในระดับรัฐมนตรีมีกี่คนที่เกี่ยวข้อง นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่ามี 2 ทั้งอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ และอดีตรัฐมนตรีชุดที่แล้ว

ส่วนที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการหลังอดีตรัฐมนตรีลาออกไป เพื่อให้มีการสืบผู้เชื่อมโยงเพิ่ม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้เกี่ยวกับอดีตรัฐมนตรี หรือไม่ใช่รัฐมนตรี แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าที่มีทุนจดทะเบียน 10 เหรียญสหรัฐ หรือ 330 บาทไทย แต่สามารถซื้อกิจการที่มีมูลค่าสูงกว่าเป็นล้านเท่า มันคือความผิดปกติเพราะสุดท้ายแล้วกิจการที่ไปซื้อก็มีความเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ จึงย้ำว่าเราต้องเริ่มต้นจากการปราบปราม เป็นจุดประสงค์หลัก เพียงแต่เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมือง และถ้าหากผิดก็ต้องดำเนินการ แต่เราไม่ได้ตั้งต้นว่าเราจะเอาผิดนักการเมือง ที่เหมือนเป็นการหาเรื่องซึ่งไม่ใช่ แต่มันเป็นเรื่องของคนทั้งโลกที่เดือดร้อนแต่ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทในการร่วมมือกับกระบวนการปราบปรามสแกมเมอร์แม้จะมีรายชื่ออดีตรัฐมนตรี 2 ท่าน เราก็มั่นใจว่ามีร่องรอยหลายอย่าง น่าจะมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อถามว่าหมายถึงนักการเมืองใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ครับ แต่ยุคไหนไม่ระบุ ทั้งนี้เชื่อว่าหากปปง. นำไปสืบสวนขยายผลก็จะได้ประโยชน์

ทัพเรือพร้อม! ปฏิบัติการทันที แฉเหลี่ยมเขมร ตัดรั้วมุดวางบึ้ม

ทัพเรือพร้อม!  ปฏิบัติการทันที  แฉเหลี่ยมเขมร  ตัดรั้วมุดวางบึ้ม

ทัพเรือพร้อม! ปฏิบัติการทันที แฉเหลี่ยมเขมร ตัดรั้วมุดวางบึ้ม

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชุดสำรวจร่วมไทย-เขมรบินโดรนสำรวจพิกัดปักหมุดชั่วคราววันแรกบริเวณหลักเขต 42 ได้ระยะทางแค่ 800 เมตรรังวัด GPS ได้ 8 จุด เหตุพบอุปสรรค“ลมแรง-ป่าทึบ” ผบ.ทร.ยันทุกเหล่าทัพเตรียมพร้อมดูแลอธิปไตยชาติ ปฎิบัติทันทีเมื่อเกิดเหตุ ยันหมวดเรือลาดตระเวนป้องกันชายแดน ตามเส้นที่ไทยประกาศไว้เมื่อปี 2516 ไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม   ส่วน‘ฉก.นย.ตราด’ลั่น‘เขมร’สร้างสถานการณ์ใส่ร้าย‘นย.ตราด’ ฝ่ายมั่นคงระบุเขมรขน‘รบพิเศษ’ประชิดชายแดนตราดเรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังชุดสำรวจปักหมุดชั่วคราวร่วมไทย-กัมพูชาเริ่มปฏิบัติการตามแผนงานที่ตกลงร่วมกัน โดยบินโดรน เพื่อวางภาพถ่ายทางอากาศและกำหนดพิกัด เพื่อนำไปสู่การเดินสำรวจร่วมและปักหมุดเขตแดนชั่วคราวในพื้นที่ตามแนวอ้างสิทธิของทั้งสองประเทศโดยเริ่มต้นที่ หลักเขตที่ 42 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น.

ผลการดำเนินการรังวัด GPS หมุดควบคุม (GCP) ได้ 8จุด พร้อมทั้งบินโดรนถ่ายภาพได้ 1 เที่ยวบิน ระยะทาง 800 เมตร แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศมีลมแรงทำให้ช่วงเช้าไม่สามารถทำการบินโดรนได้ และ พื้นที่ในเที่ยวบินที่ 2 เป็นป่าค่อนข้างทึบ ทำให้การกรุยแนวเข้าไปยังจุด GCP ค่อนข้างลำบาก โดยวันนี้มีแผนการปฏิบัติในการรังวัด GPS และบินโดรนเที่ยวต่อไป

ด้านกองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เผยแพร่ข้อมูลให้กำลังพลและประชาชน เรื่องของทุ่นระเบิด พีเอ็มเอ็น-2 ถึงรูปแบบการวางทุ่นระเบิดแบบใหม่ที่ตรวจพบในพื้นที่ชายแดนไทย จากหลักฐานที่รวบรวมมาจากในที่เกิดเหตุ ซึ่งในบางจุดทางเจ้าหน้าที่พบเป็นพัสดุที่ใส่ พีเอ็มเอ็น-2 นำเข้ามาก่อนวาง ทำให้รู้ว่าทุกครั้งจะมีทุ่นระเบิดในจุดที่เกิดเหตุประมาณ 6 ทุ่น ส่วนใหญ่มักพบทุ่นระเบิดใหม่ การวางทุ่นระเบิดของฝ่ายกัมพูชา จะวางลักษณะเป็นกลุ่มจำนวน 3-6 ลูก โดยการวางจะวางในรูปแบบดักซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง แบบสลับฟันปลา ในเส้นทางที่คาดว่าฝ่ายไทยใช้ในการลาดตระเวนพื้นที่ หรือใช้การลวงให้เดินเข้าไปในเส้นทางพื้นที่สังหาร เช่น 1.ตะโกนเรียกชวนให้เกิดการทะเลาะ แล้วเดินเข้าไปเหยียบ 2.ตัดลวดหีบเพลง เพื่อให้ทหารไทยเดินเข้าไปซ่อมแซม วางใหม่แล้วเหยียบ 3.ใช้การวางก่อนถอนตัวในพื้นที่ที่ทางทหารไทยเข้ายึดครองได้ 4.กัมพูชาใช้การลาดตระเวนเข้ามาในเขตไทย เมื่อถูกให้ผลักดันออกไปนอกพื้นที่ ก็จะแอบมาวางในเวลากลางคืน เพราะรู้ว่าทหารไทยต้องเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ใหม่ในวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมที่ล้วนแล้วแต่ส่อเจตนามุ่งหมายเอาชีวิตต่อทหารไทย อย่างไร้มนุษยธรรม และผิดหลักสากลตามอนุสัญญาออตตาวา

น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราก) เปิดเผยถึงกรณีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT เดินทางมาลงพื้นที่บ้านทมอดา อ.เวียลเวง จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ (19 พฤศจิกายน) รวมถึงกรณีมีเสียงคล้ายปืนและอ้างว่ามาจากฝ่ายไทยว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ขึ้นมาจริง ในส่วนของเสียงปืน ซึ่งเป็นเพียงเสียงประทัดเพียง 1 นัด ส่วนจะเป็นคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT จริงหรือไม่จริงนั้น ตนไม่ยืนยัน แต่ตั้งข้อสงสัยว่าใช้ AOT จริงมาสร้างสถานการณ์หรืออาจให้ทหารกัมพูชาแต่งกายคล้ายคณะ AOT เพื่อสร้างสถานการณ์ก็ได้ ส่วนการประท้วงนั้น ไม่จำเป็น เพราะหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดเฉยๆกับเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกัมพูชานำกำลังหน่วยรบพิเศษ หรือ BHQ มายังชายแดนติดชายแดนตราด ที่บ้านทมอดาจริงหรือไม่ ผบ.ฉก.นย.ตราดระบุว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ความขัดแย้ง เป็นเรื่องปกติในการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมทหารปกติ อาจสร้างข่าวขึ้นมาให้ฝ่ายไทยกลัว แต่เราไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เพราะฉก.นย.ตราดก็เตรียมการพร้อมขั้นสูงสุด รับมือสถานการณ์ตลอดเวลาไม่ได้กลัวอะไร

น.อ.ธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่มีพ่อแม่สอบถามายังสื่อมวลชน ทำไมลูกชายที่เพิ่งเกณฑ์ทหารฝึกได้ 2 เดือน ถึงถูกส่งไปพื้นที่ชายแดนตราดว่า การฝึก 2 เดือนนั้นก็สามารถเข้าไปทำงานพื้นที่ชายแดนได้แล้ว แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ไปอยู่ในแนวหน้าประชิดข้าศึก เพราะทุกคนที่เข้ามาเป็นทหาร จะถูกพิจารณาขีดความสามารถเป็นบุคคลไปว่าเหมาะกับการทำงานส่วนไหน

ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการพูดคุยในที่ประชุมผู้บัญชาการทางทหารวานนี้อย่างไรในการดูแลอธิปไตยของชาติว่า เราเตรียมความพร้อม และใช้มติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ข้อสุดท้ายว่า ทุกเหล่าทัพต้องเตรียมความพร้อมปฏิบัติได้ทันทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือเมื่อสั่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมวดเรือป้องกันชายแดนมีการจัดวงรอบหรือมีการเสริมกำลังอย่างไรบ้าง ผบ.ทร. กล่าวว่า บทเรือป้องกันชายแดน จัดวงรอบการปฏิบัติทุก 6 เดือน แต่ในการปฏิบัติวงรอบ 6 เดือน การปฏิบัติจริงจะมีวงรอบภายในอีก และเมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ กำลังทั้งหมดของหมวดเรือลาดตระเวนป้องกันชายแดนก็อยู่ในพื้นที่หมด ซึ่งเราปฏิบัติการตามเส้นที่เราประกาศไว้เมื่อปี 2516 เราใช้เส้นนั้นลาดตระเวนในการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลมาตลอด และไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม

ไม่ได้เข้าข้างใคร! ‘ชูวิทย์’มอง’ไอซ์’บริจาคเงินเข้าพรรค 2 แสน เรื่องปกติ

ไม่ได้เข้าข้างใคร! 'ชูวิทย์'มอง'ไอซ์'บริจาคเงินเข้าพรรค 2 แสน เรื่องปกติ

ไม่ได้เข้าข้างใคร! ‘ชูวิทย์’มอง’ไอซ์’บริจาคเงินเข้าพรรค 2 แสน เรื่องปกติ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.27 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประเทศแห่งการร้องเรียน

การตรวจสอบร้องเรียน จะเอากันไปหมดทุกเรื่องไม่ว่าเล็กๆ น้อยๆ

เช่น ร้อง ไอซ์ รักชนก บริจาคเงิน 200,000 บาท เข้าพรรค หรือแม้กระทั่งเรื่องรถจักรยานที่ใช้ปั่นหาเสียง

ผมว่าเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียเท่าไหร่!

ไม่ได้เข้าข้างใคร

แต่อย่างไอซ์ เป็น ส.ส. ได้เงินเดือนแสนกว่าบาท การที่จะบริจาคเงินเข้าพรรคตัวเองสัก 200,000 บาท ถือเป็นเรื่องปกติ

ไม่ใช่เงินมากมายถึงขนาดน่าแปลกใจ

ยิ่งเรื่องจักรยาน ผมเคยไปพบตอนหาเสียง ราคาจักรยานแบบบ้านๆ ไม่ใช่คันละเป็นหมื่นเป็นแสนที่เศรษฐีใช้กัน

ประเมินด้วยตาในฐานะผู้ชอบขี่จักรยานราคาสี่ซ้าห้าพัน ไม่มาก

ที่สำคัญมีอยู่คันเดียว

การตรวจสอบร้องเรียน ไม่ใช่เอาเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาร้อง หาช่องทางกลั่นแกล้งกันให้ปวดหัวเสียเวลา

ไม่มีประโยชน์อันใดต่อประเทศชาติ

นี่หากไม่ใช่ “ดาวฤกษ์“ อย่างไอซ์ คงไม่มีใครสนใจจะร้อง

แต่เพราะทำงานมีผลงาน เริ่มมีตัวตน จึงโดนจ้องแม้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง

ป.ป.ช. หรือหน่วยงานต่างๆ ก็อย่าได้บ้าจี้มาก ต้องมีคุณธรรม

กฎหมายเขาดูกันที่เจตนา ไม่ใช่เอามาไว้หาเรื่อง

ไม่งั้นต่อไปร้องกระทั่งกางเกงใน ไม่ต้องทำมาหากินอะไรกัน

ประเทศไทยหากจะเป็น “นักร้องเรียน” ก็ขอให้มี “จรรยาบรรณการร้องเรียน” กันเสียหน่อย

อย่าสะเปะสะปะ มันเลอะเทอะเข้าไปทุกที

เอาเรื่องใหญ่ๆ ประเทศไทยยังมีอีกแยะ