‘ไอติม’ เปรียบ ‘อนุทิน’ ยุบสภา 12 ธ.ค. เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงาน ย้ำ ปชน. ยืน 3 เงื่อนไข MOA

'ไอติม' เปรียบ 'อนุทิน' ยุบสภา 12 ธ.ค. เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงาน ย้ำ ปชน. ยืน 3 เงื่อนไข MOA

‘ไอติม’ เปรียบ ‘อนุทิน’ ยุบสภา 12 ธ.ค. เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงาน ย้ำ ปชน. ยืน 3 เงื่อนไข MOA

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงาน! ‘ไอติม’ ติง ‘อนุทิน’ ยุบสภา 12 ธ.ค.นี้หนีตรวจสอบ ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน เหตุประกาศเป็นแคนดิเดตนายกฯไปแล้ว เชื่อเจตนารมณ์ รธน.ระบุชัด ไม่อยากให้ยุบฯหนี ปัดตอบผิด MOA หรือไม่ ไม่ขัด ‘เพื่อไทย’ หากจะยื่น 

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่ายุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้รับผลกระทบไปด้วยว่า ท่าทีของนายกรัฐมนตรีในการยุบสภา ซึ่งตนเคยพูดไว้ว่าหากนายกฯ จะยุบสภาเพื่อหลีกหนีการตรวจสอบหรือปัดความรับผิดชอบเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน หรือปิดกิจการเพื่อหนีการตรวจสอบ แม้เวลานี้ยังมีการถกเถียงในเชิงข้อกฎหมายอยู่ว่าเมื่อยื่นอภิปรายแล้วจะยุบสภาได้หรือไม่ ตนคิดว่าเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดว่าไม่ต้องการให้นายกฯใช้อำนาจในการยุบสภาหนีการตรวจสอบ แม้ว่าจะถกกันว่ากฎหมายตีความอย่างไร ตนคิดว่าในเชิงความรับผิดรับชอบทางการเมือง หากนายกฯ ตัดสินใจยุบสภา ก็ย่อมไม่ส่งผลดีต่อมุมมองของประชาชนที่มีต่อนายกฯ โดยเฉพาะในสนามเลือกตั้งที่จะมาถึง 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเงื่อนไขของพรรคประชาชน เรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราประกาศชัดเจนใน 3 เงื่อนไข ได้แก่ 1.หากนายกฯ ไม่ยุบสภาภายในวันที่ 31 ม.ค. 2569 ก็จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือว่าขัดเงื่อนไข MOA 2.หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เสร็จสิ้นในวาระ 3 ภายในสิ้นปีนี้ เราจะยื่นอภิปราย 3.นอกเหนือจาก 2 เงื่อนไขข้างต้น หากมีการดำเนินนโยบายอะไรที่เราเห็นว่าสร้างความเสียหายให้ประชาชน เราจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว ซึ่งเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของพรรคอื่นที่จะพิจารณายื่นอภิปรายตามมาตรา 151 ด้วยเงื่อนไขของตัวเอง แต่หากเป็นเช่นนั้น เราก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ของเราในสภา 

เมื่อถามว่าหากยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. โดยที่รัฐธรรมนูญยังแก้ไขไม่เสร็จ จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยผิดข้อตกลงกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจน ว่า MOA ที่ลงนามกันไว้ มี 2 ประเด็นหลักคือต้องมีการยุบสภาภายใน 31 ม.ค. 2569 และการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหากไม่มี 2 คำถามในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งก็ถือว่าผิดเงื่อนไข MOA

เมื่อถามว่าสิ่งที่นายกฯพูด พยามยามส่งสัญญาณทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร แต่ตนขอย้ำจุดยืนเดิมว่าถ้ายุบสภา ก็เหมือนผู้รับเหมาทิ้งงานหรือปิดกิจการเพื่อหนีการตรวจสอบ แต่ช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้ก็คงไม่ส่งผลดีแน่นอนต่อตัวนายกฯ เพราะนายอนุทินได้ประกาศไปแล้วว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยไปแล้ว 

เมื่อถามย้ำว่าเสียงโหวตในสภา พรรคประชาชนอาจต้องเลือกว่าจะเป็นฝ่ายค้ำรัฐธรรมนูญและฝ่ายค้ำรัฐบาลหรือไม่เพราะนายกฯ ระบุว่า ไม่ได้กลัวการซักฟอก แต่กลัวเสียงโหวตในสภา นายพริษฐ์ กล่าวว่า เงื่อนไขและท่าทีของเราชัดเจนว่าการยื่นอภิปรายเป็นอย่างไร  และเราชัดเจนมาตลอดว่าในการเซ็น MOA ตอนนั้น เราตั้งใจให้คนที่เป็นคู่สัญญาของเรา ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นใครก็ตามมาดำรงสถานะในรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อให้เราสามารถใช้กลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจควบคุมให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยรักษาสัญญาตามเงื่อนไข MOA การที่เราคงสถานะเป็นฝ่ายค้านนอกจากจะสอดคล้องกับสิ่งที่เราประกาศมาโดยตลอดว่าเราจะเป็นฝ่ายค้านไปตลอดสภาชุดนี้ อีกส่วนก็เพื่อให้เราคงสถานะอิสระในการตรวจสอบรัฐบาล โดยใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบ

เมื่อถามว่าหากยุบสภาก่อนจนทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไปไม่ถึงปลายทาง พรรคประชาชนจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ภารกิจของทุกพรรคการเมืองตอนนี้ คงไม่ใช่แค่พรรคประชาชนอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งที่เราพยายามทำคือการจูงมือทุกฝ่ายเพื่อทำให้การผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จเร็วที่สุด และเราเข้าใจดีว่าเรื่องนี้จะสำเร็จต้องอาศัยทุกฝ่าย

เมื่อถามว่าหากชะลอการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นผลดีกับทุกฝ่ายหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะอภิปรายหรือไม่ ยื่นใคร ยื่นเมื่อไหร่ก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย ก็เคารพสิทธิ์ 

ศาลอาญาไฟเขียว อัยการขยายอุทธรณ์อีก 30 วัน คดี 112 ‘ทักษิณ’

ศาลอาญาไฟเขียว อัยการขยายอุทธรณ์อีก 30 วัน คดี 112 'ทักษิณ'

ศาลอาญาไฟเขียว อัยการขยายอุทธรณ์อีก 30 วัน คดี 112 ‘ทักษิณ’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.54 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน  2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีดูหมิ่นสถาบัน ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำอ.1860/2567 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

กรณีที่นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์ กับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิง ดูหมิ่นสถาบัน และเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด(อสส.)เนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร

คดีนี้ศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ยกฟ้องนายทุกษิณ จำเลย เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดได้

ต่อมาพนักงานอัยการ ได้ขอขยายอุทธรณ์คดีมา 2 ครั้งๆ ล่าสุดถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน ที่ผ่านมาก่อนครบกำหนดอุทธรณ์ 2 วัน พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา8 เจ้าของสำนวนคดีได้มายื่นคำร้องที่งานอุทธรณ์-ฎีกาศาลอาญา เพื่อขอขยายอุทธรณ์คดีนี้เป็นครั้งที่ 3 เพื่อความรอบคอบในการเขียนคำอุทธรณ์

 ล่าสุด ศาลอาญาพิจารณาคำร้องขอขยายอุทธรณ์ของพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 แล้ว  มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์จนถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้ เป็นเวลาประมาณ 30 วัน ที่พนักงานอัยการฯมีเวลายื่นอุทธรณ์คดีนี้ได้

ฤกษ์ดี ‘บิ๊กป้อม’ บวงสรวง ‘ศาลพระภูมิ-ศาลตายาย’ พรรคพปชร.แห่งใหม่

ฤกษ์ดี 'บิ๊กป้อม' บวงสรวง 'ศาลพระภูมิ-ศาลตายาย' พรรคพปชร.แห่งใหม่

ฤกษ์ดี ‘บิ๊กป้อม’ บวงสรวง ‘ศาลพระภูมิ-ศาลตายาย’ พรรคพปชร.แห่งใหม่

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.53 น.

ฤกษ์ดี ‘บิ๊กป้อม’ เป็นประธานบวงสรวง พิธีตั้ง’ศาลพระภูมิ-ศาลตายาย’ พรรคพปชร.แห่งใหม่ เสริมสิริมงคล

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 20 พ.ย. 68 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ถนนประชาราษฎร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธานในพิธีตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตา-ยาย  เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่พรรค สมาชิกและพนักงานพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนพรรคสู่การเป็นสถาบันการเมืองที่มั่นคง ตอกย้ำจุดยืนการเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมทันสมัย โดยมีพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรค นายอัครธรณ์ เทียนไชย เลขาธิการพรรค พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ กรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อ5 จังหวัด นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรค พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง

พล.อ.ประวิตร นำคณะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ทำพิธีลงไม้มงคล ถวายพวงมาลัย จุดธูป-เทียน และปักธูปที่เครื่องสังเวย ซึ่งเป็นของคาว 3 อย่าง ผลไม้ 7 อย่าง และขนมหวานอีก 9 อย่าง รวมทั้งมีการตอกเครื่องมงคลที่ฐานศาลพระภูมิ วางแผ่นทอง-แผ่นเงิน และมีการโรยพลอยชนิดต่างๆ ตามความเชื่อ พรรคจะมีความมั่นคง เจริญรุ่งเรืองสืบไป

ทั้งนี้บรรยากาศในช่วงทำพิธีเป็นไปอย่างร่มรื่น ท้องฟ้าแจ่มใส ลมพัดเย็นสบาย พร้อมแสงแดดอ่อนๆ ซึ่งตามความเชื่อถือเป็นสัญญาณที่ดี เพิ่มความเป็นสิริมงคลให้แก่สถานที่ใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ

รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว ‘Songwat Week’ 20-23 พ.ย. กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว 'Songwat Week' 20-23 พ.ย. กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว ‘Songwat Week’ 20-23 พ.ย. กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.

รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว “Songwat Week” 20–23 นี้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นรายได้ผู้ประกอบการในย่านเก่า

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20–23 นี้ รัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดงาน “Songwat Week” เพื่อฟื้นย่านทรงวาด–ตลาดน้อยในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District) และดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติให้มาใช้จ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารท้องถิ่น และธุรกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดงาน Songwat Week เป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม (Cultural Economy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าที่มีศักยภาพด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

ไฮไลต์ของงาน Songwat Week
• เส้นทางเดินเท้าสำรวจย่านเก่า “ทรงวาด–ตลาดน้อย”
• นิทรรศการศิลปะ–การออกแบบจากศิลปินรุ่นใหม่
• ตลาดรวมร้านเด็ด–คาเฟ่–ร้านอาหารเก่าแก่ประจำย่าน
• เวิร์กช็อปงานคราฟต์ แฟชั่น และของทำมือ
• ดนตรีสด ศิลปะการแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดวัน

กิจกรรมจำนวนมากเปิดให้ร่วมฟรี เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงประสบการณ์วัฒนธรรมร่วมสมัยได้ง่ายขึ้น ดึงคนรุ่นใหม่–นักท่องเที่ยวต่างชาติ–ครอบครัว ให้กลับมาเดินย่านเก่า

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ย่านทรงวาด–ตลาดน้อยเป็น “ต้นแบบการฟื้นเมืองเก่า” ที่ผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสมัยใหม่ พร้อมเชื่อมต่อย่านใกล้เคียง เช่น เยาวราช สัมพันธวงศ์ รัตนโกสินทร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองโดยรวม จากข้อมูลผู้ประกอบการในพื้นที่ คาดว่าช่วงกิจกรรมจะมีผู้ร่วมงานหลายหมื่นคน และช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า–คาเฟ่–ร้านอาหารในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลยืนยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ของรัฐบาลในการดึงศักยภาพเมืองเก่าและชุมชนท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตไปกับภาคท่องเที่ยวคุณภาพ

เด็กเมื่อวานซืน!!! ‘ดร.อานนท์’ สับ ‘พรรคส้ม’ ยับ ชู’อนุทิน’ชิงยุบสภา โกยคะแนนทิ้งห่าง

เด็กเมื่อวานซืน!!! 'ดร.อานนท์' สับ 'พรรคส้ม' ยับ ชู'อนุทิน'ชิงยุบสภา โกยคะแนนทิ้งห่าง

เด็กเมื่อวานซืน!!! ‘ดร.อานนท์’ สับ ‘พรรคส้ม’ ยับ ชู’อนุทิน’ชิงยุบสภา โกยคะแนนทิ้งห่าง

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.38 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า 

Move ที่ชาญฉลาดของภูมิใจไทย กับ ไก่อ่อนไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างพรรคประชาชน

หนึ่ง MOA อะไรนั่นก็ไร้ประโยชน์ โดนภูมิใจไทยต้มเอาชัด ๆ

สอง ภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ถืออำนาจรัฐไว้ในมือ รักษาการรัฐบาลไปจนกว่าจะเลือกตั้งจบ ถือว่าได้เปรียบมาก

สาม ภูมิใจไทยฉลาดเข้ามาโกยคะแนนเสียงไปพอสมควรกับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

สี่ Quick big win หลายอย่างของภูมิใจไทย เช่น คนละครึ่งก็ได้คะแนนเสียงไปเพียบ

ห้า นายกรัฐมนตรี อนุทิน ก็ชิงยุบสภาก่อน ในเวลาที่ได้เปรียบ โกยคะแนนไป เท่ากับน้ำเงินตัดคะแนนเตะตัดขาส้มให้ล้มคว่ำ

ผมมองยังไง น้ำเงินก็แก่พรรษาทางการเมือง เหนือกว่าไก่อ่อนโง่และกร่างคิดว่าตัวเองฉลาดอย่างสีส้ม เป็นฝ่ายค้านก็กระจอก

น้ำเงินรู้จังหวะจะโคนทางการเมือง เหนือชั้นกว่าส้มมากครับ

นั่นคือเด็กเมื่อวานซืนทางการเมืองจริง ๆ ครับ
 

คุก’มือเผาป้อมจราจร’ 6 ปี หลังม็อบ 10 สิงหา 64 ชดใช้ สตช. 4 แสนบาท

คุก'มือเผาป้อมจราจร' 6 ปี หลังม็อบ 10 สิงหา 64 ชดใช้ สตช. 4 แสนบาท

คุก’มือเผาป้อมจราจร’ 6 ปี หลังม็อบ 10 สิงหา 64 ชดใช้ สตช. 4 แสนบาท

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.28 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า  ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นจำคุก “ประวิตร” 6 ปี คดีเผาป้อมจราจร หลัง #ม็อบ10สิงหา64 คงให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อ สตช. กว่าสี่แสนบาท

วันที่ 20 พ.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ประวิตร” (สงวนนามสกุล) ประชาชนอายุ 23 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันวางเพลิงป้อมตำรวจจราจร บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา เมื่อปี 2564 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษของจำเลย จากเดิมลงโทษในสองข้อหาจำคุก 6 ปี 4 เดือน เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเกิน แก้เป็นลงโทษบทที่หนักที่สุดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คงจำคุก 6 ปี เมื่อพิจารณาถึงข้อหาและเหตุแห่งคดีแล้วไม่มีเหตุอันสมควรให้ลดโทษ

จำเลยถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ หลังศาลชั้นต้นลงจำคุก 6 ปี 4 เดือน รอกว่า 2 ปี นัดพิพากษาชั้นอุทธรณ์

คดีนี้มี พ.ต.ท.ธนศักดิ์ สว่างศรี เป็นผู้กล่าวหา สืบเนื่องจากกิจกรรม #คาร์ม็อบใหญ่ไล่ทรราช เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2564 เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พร้อมกับยืนยันข้อเรียกร้องอื่น ๆ ขบวนรถเริ่มที่แยกราชประสงค์ เคลื่อนไปอาคารชิโน-ไทย ทาวเวอร์, บ้านธรรมนัส พรหมเผ่า และอาคารคิง พาวเวอร์ ก่อนยุติตอน 17.06 น.  โดยหลังจากนั้นมีเหตุการณ์ชุมนุมของมวลชนอิสระบริเวณแยกดินแดง ทำให้มีการจับกุมประชาชนตามมา แยกเป็นหลายคดี

ในส่วนของประวิตร ได้ถูกออกหมายจับในคดีเกี่ยวกับการเผาป้อมจราจร ที่บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง โดยเขาถูกจับกุม เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2564 ก่อนได้รับการประกันตัวในวันถัดมา 

จากนั้นเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2564 อัยการได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์, ร่วมกันวางเพลิงเผาโรงเรือนฯ, ร่วมกันมั่วสุมชุมนุม และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2564 ประวิตรได้ร่วมชุมนุมทำกิจกรรมทางการเมือง หลังกลุ่มยุติการชุมนุมที่บริเวณหน้า King Power จำเลยกับพวกประมาณ 20 คน ไม่ยอมเลิกและร่วมชุมนุมอยู่บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง จากนั้นจำเลยกับพวกได้ร่วมกันวางเพลิงเผาป้อมจราจรตำรวจ คิดค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 993,000 บาท 

ต่อมา วันที่ 11 ก.ค. 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้จำคุก 8 เดือน ส่วนข้อหาอื่น ๆ ให้ลงโทษในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาโรงเรือนฯ ซึ่งเป็นบทลงโทษที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นเหตุให้บรรเทาโทษลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกรวม 6 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหมรวม 434,060.25 บาท 

จากนั้นประวิตรไม่ได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์เรื่อยมา ก่อนได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา และมีนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ราวสองปีเศษหลังถูกคุมขัง

ศาลอุทธรณ์แก้โทษ เห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเกิน เป็นจำคุก 6 ปี ส่วนค่าเสียหายทางแพ่งให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น

เวลา 09.14 น. ประวิตรถูกนำตัวขึ้นมายังห้องพิจารณา โดยสวมเสื้อผู้ต้องขังสีน้ำตาลด้านหลังสกรีนประโยคด้วยสีขาวว่า “เรือนจำกลางคลองเปรม” สวมกางเกงขาสามส่วนสีน้ำตาล ข้อเท้าสองข้างถูกพันธนาการด้วยกุญแจเท้ามีโซ่ห้อยเชื่อมกัน โดยเขาได้ผูกเชือกช่วยพยุงโซ่ไว้ขณะเดิน 

10.19 น. หลังดำเนินคดีก่อนหน้าเสร็จสิ้น ผู้พิพากษาได้เรียกคดีประวิตร และเริ่มสอบถามว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าอย่างไร ใครเป็นผู้อุทธรณ์ และมีฝ่ายใดมาศาลบ้าง ในวันนี้มีเพียงจำเลยและทนายจำเลยมาศาล ส่วนอัยการโจทก์และผู้เสียหาย (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ในวันนี้

จากนั้นศาลได้แจ้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยสรุปให้ฟังถึงผลคำวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และลงโทษฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนฯ รวมลงโทษจำคุก 6 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์แก้เป็นลงโทษจำคุก 12 ปี ลดเหลือจำคุก 6 ปี ส่วนค่าปรับและที่เหลือเป็นตามเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากษา วันนี้ศาลจะออกคำสั่งบังคับคดีต่อไป

จากนั้นทนายความจึงได้ขอคำพิพากษามาอ่านอีกรอบ โดยในรายละเอียดสรุปว่า ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนและเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้จำคุก 8 เดือน เป็นคำพิพากษาเกินคำขอ 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นลงโทษจำคุกจำเลยฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 วรรคหนี่ง (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรก มาตรา 217 และมาตรา 218 (4) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามมาตรา 218 (4) ซึ่งบทที่หนักที่สุด ลงโทษจำคุก 6 ปี ส่วนที่เหลือเป็นไปตามศาลชั้นต้น

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง ‘โรคหัด’ หลังพบแพร่ระบาด บริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน

รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง 'โรคหัด' หลังพบแพร่ระบาด บริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน

รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง ‘โรคหัด’ หลังพบแพร่ระบาด บริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.16 น.

รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง “โรคหัด” หลังพบแพร่ระบาดบริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงราย เผยปี 68 พบผู้ป่วยสะสมแล้วพันกว่าราย แนะผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาด “โรคหัด” ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศชายแดนเพื่อนบ้านพบมีการระบาดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สถานการณ์โรคหัด  ในประเทศไทย พบว่าปี 2568 มีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นที่สงสัยหัด หรือหัดเยอรมัน สะสม 1,928 ราย ซึ่ง 1 ใน 4 ผู้ป่วยโรคหัด มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา จำนวน 511 ราย หรือ 26.5% มีภาวะปอดอักเสบ 23 ราย หรือ 4.5%  โดยในเดือน ก.ย.-ต.ค. 2568 พบรายงานผู้ป่วยสงสัยโรคหัดจำนวน 46 ราย  พบได้ทั้งในเด็กเล็ก เด็กโต และผู้ใหญ่ ซึ่งพบประปรายในจังหวัดระยอง พิษณุโลก หนองคาย อำนาจเจริญ นครปฐม นครศรีธรรมราช ยะลา นราธิวาส และสงขลา

นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทางภาคเหนือ คือ จังหวัดเชียงราย พบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนในโรงพยาบาลและชุมชน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับการระบาดของโรคหัดในแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และมีผู้ป่วยจาก สปป.ลาว เข้ารับการรักษาในเชียงราย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีมาตรการเรื่องวัคซีนเพื่อควบคุมการระบาด ซึ่งโรคหัดเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ถ้าเมื่อไหร่การครอบคลุมเรื่องวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์ สำหรับเกณฑ์การให้วัคซีนป้องกันหัด-คางทูม -หัดเยอรมันในเด็กนั้น จะต้องครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 95 ถึงจะครอบคลุมได้ ขณะนี้ จังหวัดที่มีการครอบคลุมวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์มีมากกว่าครึ่งหนึ่ง ขอย้ำเตือนประชาชน พ่อแม่ ผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

สำหรับคำแนะนำประชาชนป้องกันโรคหัด มีดังนี้

 1.นำเด็กเข้ารับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ตามเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด แพทย์อาจพิจารณาให้เข็มแรกในช่วงอายุ 9-12 เดือน หากเด้กยังรับวัคซีนไม่ครบ 2 เข็ม ขอให้ผู้ปกครองพาเข้ารับวัคซีนให้ครบโดยเร็วที่สุด

2.หลีกเลี่ยงสถานที่คนพลุกพล่านในพื้นที่ระบาด สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่างจากผู้อื่น

3.สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคหัด และไม่เคยรับวัคซีน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและหัดเยอรมัน ให้ครบ 2 เข็ม หรืออย่างน้อย 1 เข็ม ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 2 สัปดาห์

4.กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรค เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร เนเธอแลนด์ ออสเตรเลีย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ย.68) ให้สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ผื่น ตาแดง น้ำมูกไหล มีจุดขาวเล็ก ๆ ขอบสีแดงในกระพุ้งแก้ม ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและสวมหน้ากากอนามัยหากมีอาการป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เนื่องจากโรคนี้ค่อนข้างแพร่เร็ว ใน airborne

‘อนุทิน’ท้าฝ่ายค้าน! ประกาศยุบสภา 12 ธ.ค. หากยื่น ม.151 ทำ 3 พรรคได้เปรียบ-‘พท.-ปชป.’เสียรังวัด

'อนุทิน'ท้าฝ่ายค้าน! ประกาศยุบสภา 12 ธ.ค. หากยื่น ม.151 ทำ 3 พรรคได้เปรียบ-'พท.-ปชป.'เสียรังวัด

‘อนุทิน’ท้าฝ่ายค้าน! ประกาศยุบสภา 12 ธ.ค. หากยื่น ม.151 ทำ 3 พรรคได้เปรียบ-‘พท.-ปชป.’เสียรังวัด

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.47 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 12 ธ.ค.ยุบสภา ใครได้ใครเสีย

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ร่วมงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” โดยนายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “ตนก็บอกแล้วว่าวันที่ 31 ม.ค.69  ยุบสภา แต่ท่านรอถึงวันที่ 31 ม.ค.69 ไม่ไหวก็ไม่มีปัญหา ท่านจะให้ยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค.68 วันเปิดสภา ตนก็พร้อมยุบ”  

นั่นแสดงว่า นายอนุทินกำลังท้าทายพรรคฝ่ายค้าน ที่ประกาศมาโดยตลอดว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอนุทินแน่นอน ตามมาตรา 151 แม้ว่านายอนุทินจะต่อรองว่า ถ้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 จะไม่ยุบสภาหนี พร้อมที่จะชี้แจง แต่เมื่อพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยยืนยันกลับมาว่า จะญัตติไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 แน่ จึงทำให้นายอนุทินประกาศจะยุบสภาทันทีในวันที่เปิดสมัยประชุม คือวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพียงแต่ขอให้ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงๆ

ถ้าถามว่าทำไมนายอนุทินกล้าท้าทาย และกล้าประกาศยุบสภาชัดเจนว่า วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เป็นวันยุบสภา ถ้าดูบริบททางการเมืองแล้ว จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียเปรียบทางการเมืองใดทั้งสิ้น ระหว่างที่เป็นรัฐบาลเดือนกว่าๆ พรรคภูมิใจไทยได้ทำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครบทั้ง3ข้อแล้วคือ

1.ดูดส.ส.เข้าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ครบหมด เพียงพอได้พร้อมสำหรับเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีทั้งอดีตส.ส. มีส.ส.ปัจจุบัน มีบ้านใหญ่เข้าสังกัดกันอย่างครบครัน

2.มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างๆเสร็จเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโยกย้ายระดับผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตแรก 45 ตำแหน่ง ล็อตที่สอง 18 ตำแหน่ง ถือว่ามีความพร้อมสำหรับการเตรียมการเลือกตั้ง

3.ได้ใช้นโยบายประชานิยมคนละครึ่งพลัส เฟสแรกผ่านพ้นไปแล้ว ได้รับเสียงตอบรับพอสมควร และประกาศที่จะเปิดเฟส2ต่อไปในเดือนธันวาคมนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยหรือรัฐบาลของนายอนุทินทำภารกิจ3ข้อนี้เสร็จ จะยุบสภาเข้าสู่การเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยไม่เสียเปรียบเลย

ส่วนพรรคที่เสียเปรียบมากที่สุด น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งน้อยมาก วันนี้ส.ส.เก่ามีเลือดไหลออกจากพรรคไม่ขาดสาย ยังไม่สามารถที่จะหาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคได้ครบทั้ง3คน ยังไม่มีการตกผลึกทางความคิดเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย คือนายทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในเรือนจำ และเพิ่งได้รับผลกระทบจากคดีความ2คดี คือการที่อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และศาลฎีกามีคำ พิพากษาให้ชำระภาษี 17,600 ล้านบาทกระทบกับพรรคเพื่อไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสียเปรียบก็ตรงที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่งกลับเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยังเตรียมพร้อมทางด้านตัวผู้สมัคร นโยบาย และกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างเพียงพอ มีเวลาค่อนข้างจำกัด ทำให้เกิดสภาพฉุกละหุกกับพรรคประชาธิปัตย์จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียเปรียบ 

แต่ว่าสำหรับพรรคการเมืองที่ได้เปรียบ และมีความพร้อมไม่ได้มีแค่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้น พรรคประชาชน ก็มีความพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้งมาก่อนพรรคการเมืองใด และยิ่งจะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว พรรคประชาชนก็มีความพร้อมเช่นกัน เพียงแต่พรรคประชาชนติดเงื่อนไขต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จด้วย แต่สำหรับ ความพร้อมในการเลือกตั้งเกี่ยวกับบุคลากรผู้สมัคร กระแสนิยม พรรคประชาชนมีความพร้อมมากกว่าพรรคการเมืองใดๆ

สำหรับอีกพรรคหนึ่ง คือพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถือว่าเป็นพรรคที่มีความพร้อม และมีเตรียมการมาดี มีการสะสมกำลังในทุกด้าน เพื่อที่จะเป็นพรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครแล้วประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้งได้มากที่สุด ใช้โมเดลการเลือกตั้งซ่อมเขต8 นครศรีธรรมราช จึงทำให้นักเลือกตั้งที่พลาดหวังจากพรรคการเมืองอื่นที่อยากจะลงสมัคร เดินพาเหรดเข้าหาพรรคกล้าธรรม จึงเป็นโอกาสของพรรคกล้าธรรม พรรคการเมืองใหม่ แต่ความพร้อมไม่ได้ด้อยไปกว่าพรรคการเมืองใด

เพราะฉะนั้นการจะยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ไม่ครบ4เดือนแน่นอน และมีโอกาสสูงมากที่จะยุบสภาในวันเปิดสมัยประชุม ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พรรคการเมืองที่มีความพร้อมและได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น มีอยู่3พรรค คือพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ส่วนพรรคที่ความพร้อมน้อย หรือความพร้อมไม่เต็ม 100% คือพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์

‘ไพศาล’เผยความจริง เกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษ’ทักษิณ’

'ไพศาล'เผยความจริง เกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษ'ทักษิณ'

‘ไพศาล’เผยความจริง เกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษ’ทักษิณ’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.18 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายโพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ความจริงเกี่ยวกับการขอพระราชทานอภัยโทษ นายทักษิณ ชินวัตร

1. สื่อบางสำนักพาดหัวข่าวอันเป็นเท็จว่า ท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูลลงนามขอพระราชทานอภัยโทษให้กับนายทักษิณ ชินวัตรแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงควรที่จะรับทราบความจริงโดยทั่วกัน

2. การขอพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นเรื่องที่นักโทษเด็ดขาด หรือผู้มีส่วนได้เสีย เป็นผู้ขอพระราชทานและเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงวินิจฉัยและพระราชทานหรือไม่

3. มีขั้นตอนปฏิบัติในการขอพระราชทานอภัยโทษที่ต้องให้กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ถวายความเห็นและข้อมูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัย จากนั้น ก็เป็นขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีจะต้องลงนาม ส่งเรื่องขึ้นกราบบังคมทูล ซึ่งอาจถวายความเห็นประกอบด้วยก็ได้

4. กรณีนี้นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด ต้องคำพิพากษาให้จำคุกอีก 1 ปี ได้ขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมถวายความเห็นว่า สมควรยกฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ จากนั้น ท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้ส่งเรื่องขึ้นกราบบังคมทูล โดยถวายความเห็นว่า ควรยกฎีกาของนายทักษิณ ชินวัตรเสีย คือไม่ควรพระราชทานอภัยโทษนั้นเอง

5. เมื่อนายกส่งเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นขั้นตอนที่พระมหากษัตริย์จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าจะพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ซึ่งเป็นที่สุดและเป็นไปตามนั้น

ความจริงก็มีอยู่อย่างนี้ จึงไม่ควรที่จะสร้างความสับสนโดยการเสนอข่าวเท็จให้เป็นอย่างอื่น ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย

อัยการสั่งฟ้องคดี ม.116 ‘5 นักกิจกรรม’คดีประชามติจำลอง เมื่อปี 66

อัยการสั่งฟ้องคดี ม.116 '5 นักกิจกรรม'คดีประชามติจำลอง เมื่อปี 66

อัยการสั่งฟ้องคดี ม.116 ‘5 นักกิจกรรม’คดีประชามติจำลอง เมื่อปี 66

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.54 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความว่า  อัยการสั่งฟ้องคดี ม.116 “5 นักกิจกรรม-นศ. ปัตตานี” กรณีเสวนาสิทธิในการกำหนดอนาคตตัวเอง-กิจกรรมประชามติจำลอง

วันที่ 20 พ.ย. 2568 ที่ศาลจังหวัดปัตตานี พนักงานอัยการภาค 9 ได้ยื่นฟ้องคดีของนักกิจกรรมและนักศึกษาจำนวน 5 คน ในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 กรณีถูกกล่าวหาจากกิจกรรมทำประชามติจำลอง ระหว่างงานเสวนาเรื่อง “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองกับสันติภาพปาตานี” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566  โดยศาลให้ประกันตัวทั้งห้าคนในระหว่างพิจารณา

แม่ทัพภาค 4 มอบอำนาจกล่าวหา ม.116-ซ่องโจร คดีอยู่ในชั้นอัยการกว่า 1 ปี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าคน ได้แก่ อิรฟาน อูมาน, สารีฟ สะแลมัน, ฮุซเซ็น บือแน, อาเต็ฟ โซ๊ะโก และฮากิม พงตีกอ ถูกฟ้องในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116, ร่วมกันเป็นซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 210 และเฉพาะอิรฟาน ยังถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ด้วย

สำหรับเหตุที่มาในคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 กลุ่มขบวนนักศึกษาแห่งชาติ Pelajar Bangsa ได้จัดงานเปิดตัวกลุ่ม ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยภายในงานมีการปาฐกถาและเสวนาในหัวข้อเรื่อง “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง กับสันติภาพปาตานี” 

ในขณะเดียวกัน ระหว่างเสวนายังมีกิจกรรมประชามติจำลอง ทดลองออกเสียงประชามติแสดงความคิดว่า “คุณเห็นด้วยกับ ‘สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง’ หรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย?” 

ต่อมา พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ในขณะนั้น ได้มอบอำนาจให้ ร.อ.พนมกรณ์ พันพรมมา เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.เมืองปัตตานี

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2566 นักกิจกรรมทั้ง 5 คน ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา โดยนอกจากข้อหาข้างต้น ยังมีการแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209 ด้วย แต่พบว่าต่อมาไม่ได้มีการสั่งฟ้องข้อหานี้

ต่อมาในวันที่ 3 ต.ค. 2567 พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีให้กับอัยการ โดยคดีนี้เป็นคดีในหมวดความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ทำให้ตามระเบียบของอัยการในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 9 สำนวนคดีถูกพิจารณาโดย พนักงานอัยการที่ทำคดีด้านความมั่นคงจากสำนักงานอัยการภาค 9 โดยเฉพาะ ไม่ใช่อัยการจังหวัดเหมือนในพื้นที่ภาคอื่น ๆ 

หลังคดีอยู่ในชั้นอัยการครบ 1 ปี โดยผู้ต้องหาต้องส่งตัวแทนไปรายงานตัวกับอัยการในแต่ละเดือน พนักงานอัยการภาค 9 ก็ได้มีคำสั่งฟ้องคดี โดยในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ต้องหายังได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมขอให้อัยการชะลอการฟ้องคดีไว้ เนื่องจากตามทางสภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมาย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในวาระที่สองและสาม ซึ่งคดีนี้น่าจะเข้าข่ายตามกฎหมายดังกล่าวด้วย แต่กฎหมายยังต้องรอการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาต่อไป

ต่อมาในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ทางอัยการยืนยันการสั่งฟ้องคดีนี้ตามนัดในวันที่ 20 พ.ย. 2568

อัยการฟ้องเป็น 2 กระทง กล่าวหาการกระทำขัดต่อ ม.1 ของรัฐธรรมนูญ

สุภัทรชัย เมียนเกิด พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ได้เป็นผู้เรียงฟ้องในคดีนี้ โดยฟ้องใน 2 กระทง โดยสรุปว่า

1. กระทงความผิดข้อหาเรื่องร่วมกันเป็นซ่องโจร โดยกล่าวหาว่าระหว่างวันที่ 31 พ.ค. 2566 ถึงวันที่ 7 มิ.ย. 2566 จำเลยทั้งห้าได้สมคบร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อจัดกิจกรรมโดยออกประกาศเชิญชวนทางเฟซบุ๊กของขบวนนักศึกษาแห่งชาติ กำหนดจัดเสวนาในหัวข้อ สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง กับสันติภาพปาตานี” ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เวลา 10.00-16.00 น. โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา 5 คน โดยมีอาเต๊ฟ และฮากิม จำเลยที่ 4-5 ร่วมเสวนาด้วย

ข้อกล่าวหาระบุว่ากิจกรรมได้มีการให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วม และถ่ายทอดการเสวนาผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ ในลักษณะชี้นำให้ผู้เข้าร่วมเข้าคูหาลงมติแสดงความคิดเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และการออกเสียงทำประชามติแยกตัวเป็นเอกราชอย่างถูกกฎหมาย เป็นการชักชวน จูงใจ หรือชี้นำให้ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวหรือขัดแย้งกันในเรื่องแนวความคิดและความเป็นชาติพันธุ์ ให้เห็นพ้องด้วยกับพวกตน 

เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 1 และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยความผิดที่จำเลยทั้งห้าสมคบกันนั้น เป็นความผิดที่กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป

2. กระทงความผิดข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กล่าวหาในกิจกรรมเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 เช่นเดียวกัน โดยมีการบรรยายถึงรายละเอียดกำหนดการ การปาฐกกถา และเนื้อหาการเสวนาดังกล่าวโดยละเอียด ซึ่งมีฮุซเซ็น จำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินรายการ และจำเลยที่ 4-5 ร่วมเสวนา 

ข้อกล่าวหาบรรยายถึงบทบาทของสารีฟ จำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้อ่านบทกวีเป็นภาษามลายู ในช่วงก่อนเปิดงาน และอิรฟาน จำเลยที่ 1 ในฐานะประธานขบวนศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Bangsa) ได้อ่านแถลงการณ์ในตอนท้าย พร้อมกับจัดให้มีการถ่ายทอดสดและเผยแพร่การเสวนาผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก

ข้อกล่าวหาบรรยายในลักษณะเดียวกันกับกระทงแรก แต่กล่าวหาว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามมาตรา 116 (2) และ (3) และการเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 ยังเป็นความผิดในการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ต่อมา หลังรับทราบฟ้องของอัยการ และจำเลยทั้งห้าถูกควบคุมตัวไว้ ทนายความได้ยื่นประกันตัวจำเลย และต่อมาในช่วงบ่าย ศาลให้ประกันตัวโดยให้วางหลักทรัพย์คนละ 100,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ 

ศาลพร้อมกำหนดวันนัดคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การ และตรวจพยานหลักฐานต่อไป ในวันที่ 12 ม.ค. 2569 เวลา 13.30 น. 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2568 ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีร้องเรียนว่า นักกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (SLAPP) โดยเป็นการตรวจสอบการร้องเรียนจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในหลายกรณี โดยเฉพาะกรณีการดำเนินคดีตามมาตรา 116 ต่อนักกิจกรรม รวมทั้งในคดีประชามติจำลองนี้

รายงานการตรวจสอบฉบับนี้ โดยภาพรวม กสม. ให้ความเห็นว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ และเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการยับยั้งการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักกิจกรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จนเกินสมควรแก่เหตุ