‘สว.ธนกร’ ยังเข้าสภา หลังศาลฉะเชิงเทราสั่งจำคุก 4 ปี คดีฉกทรัพย์คนเสียชีวิต

‘สว.ธนกร’ ยังเข้าสภา หลังศาลฉะเชิงเทราสั่งจำคุก 4 ปี คดีฉกทรัพย์คนเสียชีวิต

‘สว.ธนกร’ ยังเข้าสภา หลังศาลฉะเชิงเทราสั่งจำคุก 4 ปี คดีฉกทรัพย์คนเสียชีวิต

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.41 น.

‘สว.ลักทรัพย์คนตาย’ ยังพบร่อนอยู่ในสภาฯ หลังศาลฉะเชิงเทราสั่งจำคุก 4 ปี ไร้ใบขอตัวดำเนินคดีด้าน’คกก.จริยธรรม วุฒิฯ’ จ่อเรียก ให้ข้อมูลหลังถูก ‘เหยื่อสาว’ ซ้ำดาบ2ร้องล่วงละเมิดทางเพศ

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ศาลฉะเชิงเทรา ตัดสินจำคุก 4 ปี นายธนกร ถาวรชินโชติ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) และพวก ในคดีลักทรัพย์ของผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่11พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 โดยทางผู้สื่อได้พยายามโทรสอบถามไปยังเจ้าตัว แต่ไม่สามารถติดต่อได้

ด้านนายสุทนต์ กล้าการขาย สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ร้อง และนายธนกร เข้าให้ข้อมูลกรณีที่ถูกร้องว่าล่วงละเมิดทางเพศ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมานายธนกร ยังเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ตามปกติ อีกทั้งยังไม่มีหนังสือส่งตัวมายังประธานวุฒิสภา เพื่อขอด้วยสว. คนดังกล่าวไปดำเนินคดีแต่อย่างใด

เลื่อนวันเรียก’ผบ.ตร.-คณะ’ แจงพนันออนไลน์-โยกย้ายตำแหน่ง เป็น 27 พ.ย.นี้

เลื่อนวันเรียก'ผบ.ตร.-คณะ' แจงพนันออนไลน์-โยกย้ายตำแหน่ง เป็น 27 พ.ย.นี้

เลื่อนวันเรียก’ผบ.ตร.-คณะ’ แจงพนันออนไลน์-โยกย้ายตำแหน่ง เป็น 27 พ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.01 น.

“ประธาน กมธ.ตร.สภาฯ”เผย เลื่อนวันเรียก”ผบ.ตร.-คณะ” แจงพนันออนไลน์-โยกย้ายตำแหน่ง เป็น 27 พ.ย.นี้ ย้ำให้มาด้วยตัวเอง อย่ามอบหมายผู้อื่นแจงแทน

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตามที่ตนให้ข่าวต่อสื่อมวลชนรัฐสภาว่า กมธ.ตำรวจ สภาฯ จะเชิญ ผบ.ตร. , รอง ผบ.ตร.และผู้เกี่ยวข้อง ให้มาชี้แจงในวันที่ 26 พ.ย.นี้ กรณีตำรวจรับส่วยพนันออนไลน์ ที่ถือเป็นประเด็นที่คาใจสังคม และมีผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจโดยรวม แต่ทราบว่าทาง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาฯ ได้ออกหนังสือเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในวันเดียวกันแล้ว ดังนั้น เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนจึงเปิดประชุม กมธ.ตำรวจ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อขอมติให้เลื่อนวันในการเชิญผู้เกี่ยวข้องในประเด็นการรับส่วยจากเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ที่กำลังเป็นปัญหาสังคมอยู่ในขณะนี้

น.ส.สุณัฐชา กล่าวต่อว่า กมธ.ตำรวจ สภาฯ จึงมีมติเห็นชอบให้เชิญ ผบ.ตร. , รอง ผบ.ตร. , ผบช.ภ.8 , จเรตำรวจแห่งชาติ และ ผบช.สำนักงานกำลังพล สตช.เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ.ตำรวจ ในเวลา 09.30 น.ในวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ย.68 ที่ห้อง N404 รัฐสภา ทั้งนี้ ตนขอความร่วมมือให้ทุกท่านมาชี้แจงด้วยตนเอง อย่ามอบหมายบุคคลอื่นมาแทน เพราะ กมธ.ตำรวจ สภาฯ ได้คำนึงถึงการรับฟัง และให้ข้อมูลของแต่ละฝ่าย จึงเชิญคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาให้ข้อมูลต่อ กมธ.ต่างวันกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ โต้แย้งของทั้งสองฝ่าย โดยเชิญฝ่ายตำรวจมาก่อน หลังจากนี้จะได้เชิญอีกฝ่ายมาชี้แจงในลำดับถัดไป

‘เท้ง’ เปิดตัว ‘อาจารย์ธีระ’ อดีตอาจารย์ดังธรรมศาสตร์ กลุ่มนิติราษฎร์ นั่งที่ปรึกษาพรรคประชาชน

'เท้ง' เปิดตัว 'อาจารย์ธีระ' อดีตอาจารย์ดังธรรมศาสตร์ กลุ่มนิติราษฎร์ นั่งที่ปรึกษาพรรคประชาชน

‘เท้ง’ เปิดตัว ‘อาจารย์ธีระ’ อดีตอาจารย์ดังธรรมศาสตร์ กลุ่มนิติราษฎร์ นั่งที่ปรึกษาพรรคประชาชน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.42 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ขอต้อนรับอาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน สู่บทบาทใหม่ในการร่วมกับพวกเราพรรคประชาชน เป็น “ที่ปรึกษาพรรคประชาชนด้านกฎหมาย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง และที่สำคัญคือ การขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ครับ

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศเชื่อ ICJ-ICC ไม่น่าจะตอบรับ ‘สม รังษี’ ยื่นฟ้องไทย

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศเชื่อ ICJ-ICC ไม่น่าจะตอบรับ 'สม รังษี' ยื่นฟ้องไทย

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศเชื่อ ICJ-ICC ไม่น่าจะตอบรับ ‘สม รังษี’ ยื่นฟ้องไทย

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.30 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Phil Saengkrai กรณีนายสม รังสีจะยื่นฟ้องไทยในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และจะนำเรื่องเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในฐานะ “รัฐบาลอิสระของกัมพูชา”

โดย ดร.ภัทรพงษ์ ระบุว่า จากข่าวนายสม รังสีจะยื่นฟ้องไทยในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และจะนำเรื่องเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในฐานะ “รัฐบาลอิสระของกัมพูชา” นั้น มีคำถามว่า สามารถทำได้หรือไม่

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ มีประเด็น “การเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของรัฐ” ว่าใครจะเป็นผู้แทนของรัฐในเวทีระหว่างประเทศ สามารถกระทำการต่างๆ ในนามของรัฐได้

ในกรณีที่มีสองฝ่ายหรือสามฝ่ายต่างก็อ้างว่าเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของรัฐ หลักกฎหมายระหว่างประเทศระบุว่า ให้พิจารณาว่าฝ่ายไหนมีอำนาจในการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ (effective control) โดยวิเคราะห์จากอำนาจในการควบคุมดินแดนทั้งหมด + ท่าทีของประชาชนโดยทั่วไปว่าเชื่อฟังฝ่ายไหน + ความต่อเนื่องและเสถียรภาพ

หาก “รัฐบาลอิสระของกัมพูชา” ที่นำโดยสม รังสิเดินหน้ากระบวนการในศาล ICJ และศาล ICC จริง ศาลก็จะพิจารณาหลักเกณฑ์เรื่อง effective control นี้ ซึ่งดูข้อเท็จจริงอย่างผิวเผิน เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลฮุนมาเน็ตที่อยู่ในประเทศ และควบคุมคนในประเทศได้ มี effective control มากกว่าแน่ๆ

ในกรณีของ ICJ ไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนที่กำกับเรื่องการเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของรัฐ แต่เคยมีประเด็นปัญหานี้เกิดขึ้นบ้าง ในกรณีที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล เช่น กรณีของฮอนดูรัส และเมียนมา

ตัวอย่างล่าสุดที่น่าจะนำมาเทียบเคียงได้ดี คือ คดีโรอิงญาที่แกมเบียฟ้องเมียนมา

แกมเบียยื่นฟ้องปี ค.ศ. 2019 หลังจากนั้น มีการรัฐประหารในเมียนมา ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนซึ่งตั้งรัฐบาล NUG ต่างก็ยื่นเรื่องเข้ามาในศาลเพื่อขอเป็นผู้แทนของ “รัฐเมียนมา” ในคดี ฝ่ายแกมเบียบอกว่า ศาลจะเลือกฝ่ายใดก็ไม่ติดขัด ในที่สุด ศาลวินิจฉัยให้ฝ่ายทหารเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเมียนมา และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อ

ในส่วนนี้ ไม่มีเอกสารใดๆ ที่ปรากฏออกสู่สาธารณะว่า ศาลใช้หลักเกณฑ์ แต่น่าจะอนุมานได้ว่า หลักเกณฑ์ข้อหนึ่งที่ศาลใช้คือ effective control และ ณ เวลานั้น ฝ่ายทหารมีอำนาจในการควบคุมมากกว่า NUG ซึ่งเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น

ดังนั้น หาก ICJ ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับกรณี “รัฐบาลอิสระของกัมพูชา” ศาลก็ไม่น่าจะรับฟ้อง (ยังไม่รวมประเด็นปัญหาว่า ศาลมีเขตอำนาจหรือไม่)

ส่วนในกรณี ICC จะซับซ้อนมากกว่า เพราะประชาชนทั่วไป สามารถส่งเรื่องให้อัยการได้ โดยไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ดังนั้น นายสม รังสิสามารถส่งเรื่องให้อัยการได้เลย โดยไม่ต้องอ้างว่าเป็นรัฐบาล
แต่ยุทธวิธีของนายสม รังสี คือต้องการ “ยืมมือ” อัยการหรือศาล ICC เข้ามารับรองว่า “รัฐบาลอิสระของกัมพูชา”

ยุทธวิธีลักษณะนี้ปรากฏให้เห็นบ้างอยู่เนืองๆ ในศาล ICC เช่น กรณีของเวนซูเอล่า และเมียนมา

ถ้าจะยกตัวอย่างกรณีของ NUG

เมียนมาไม่ได้เป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรม แต่หลังจากที่ฝ่ายทหารเมียนมาเข่นฆ่าผู้คนในประเทศที่ลุกขึ้นต่อต้านการรัฐประหาร NUG ก็ยื่นเรื่องเพื่อประกาศรับรองเขตอำนาจศาล โดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเมียนมา

แต่จนถึงปัจจุบัน ศาลก็ยังเงียบ ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ ซึ่งก็อนุมานได้ว่า ศาลน่าจะใช้หลักเกณฑ์ effective control เช่นกัน

หากนำมาเทียบกับกรณี”รัฐบาลอิสระของกัมพูชา” นายสม รังสีอาจจะดำเนินการยื่นเรื่องในฐานะรัฐบาลของกัมพุชา ตามข้อ 14 ของธรรมนูญกรุงโรม (referral of a situation be a State party) แต่หากดำเนินการเช่นนี้ อัยการก็น่าจะเงียบเช่นกัน เพราะขาด effective control

สรุป หาก “รัฐบาลอิสระของกัมพูชา” ซึ่งนำโดยนายสม รังสิเดินหน้าในศาล ICJ และ ICC จริง ทั้งศาลและอัยการก็ไม่น่าจะเข้ามาตอบรับ

‘ชลน่าน’ จวกนายกฯ ขู่ยุบสภา 12 ธ.ค. เท่ากับ เอาร่างแก้รธน. เป็นตัวประกัน

'ชลน่าน' จวกนายกฯ ขู่ยุบสภา 12 ธ.ค. เท่ากับ เอาร่างแก้รธน. เป็นตัวประกัน

‘ชลน่าน’ จวกนายกฯ ขู่ยุบสภา 12 ธ.ค. เท่ากับ เอาร่างแก้รธน. เป็นตัวประกัน

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.04 น.

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.)พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่าจะยุบสภาในวันที่สภาเปิดสมัยประชุม คือวันที่ 12 ธ.ค. ว่า เป็นการท้าทายและขู่ฝ่ายค้าน ที่เตรียมยื่นญัตติเพื่อขออภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีนัยส่งถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนายกฯ บอกว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นให้ไปรับผิดชอบกันเอง อย่าโทษนายกฯ เท่ากับเอาร่างรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน

เมื่อถามถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อเรื่องดังกล่าว ที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จและต้องยื่นญัตติซักฟอกด้วยนพ.ชลน่าน กล่าวว่า การยื่นซักฟอก เพื่อตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยที่ให้ความสำคัญ ตามที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมรัฐธรรม ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดีที่สุด เน้นการเป็นประชาธิปไตยภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ยึดติดฝ่ายใด หรือฝ่ายใดมาชี้นำ หรือครอบงำได้ เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นทั้ง 2 ประเด็นนั้น พรรคเพื่อไทยอยากได้ทั้งคู่

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขณะนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ เนื้อหาของการแก้รัฐธรรรมนูญ เพื่อนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากไม่สามารถไปสู่ความคาดหวังได้ โดยเฉพาะ ที่มาของกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่พบว่าเสียงข้างมากถูกครอบงำจากสีใดสีหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้การจัดทำรัฐธรรมนูญไม่สามารถได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดและดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ จึงเป็นความชอบธรรมที่พรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระสองแล้วเสร็จ

เมื่อถามว่าหากเนื้อหาพอรับได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า จะทบทวนเรื่องเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คือ  หลังโหวตร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ในวาระสาม  นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขณะนี้ กมธ.พิจารณาเนื้อหาครบทุกมาตรา  แต่ยังรอพิจารณาไว้ 16 มาตราซึ่งเป็นบทประกอบเท่านั้น แต่บทหลักผ่านไปแล้ว อย่างไรก็ดีในประเด็นที่มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ  35 คน ที่กำหนดที่มา จากการสมัครและมี 100 คนรับรอง เหมือนจะเปิดให้มีส่วนร่วม แต่ประเด็นดังกล่าวจัดตั้งได้ ผ่านกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองที่มีสมาชิก ซึ่งสามารถกำหนดตัวได้มาตั้งแต่การสมัคร ส่วนสูตร20 หยิบ 1 นั้นตอบได้ทันทีว่าจะทำให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเป็นของเสียงข้างมากของรัฐสภาสมัยหน้าแน่นอน เพราะสูตรดังกล่าวกำหนดให้เป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมืองเสียงข้างมาก

“เช่น รัฐสภา สมัยหน้า คาดการณ์จากสีใดมีเสียงข้างมากในรัฐสภา คือ มีสว. คาดการณ์ว่ามี 160 เสียง ขณะที่การรวมตัวเป็นรัฐบาล แนวโน้มเห็นได้ว่าสีใดจะเป็นรัฐบาล หากสามารถรวมพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างมาก ซึ่งผมเชื่อว่าจะรวมได้ 320 เสียง เมื่อรวมกับ สว. จะได้ 480 เสียง เท่ากับว่าจะได้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ  24 คน จาก35 คน ถือเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด ดังนั้นจึงเป็นความยากที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นไปตามคาดหวัง” นพ.ชลน่าน กล่าว

นพ.ชลน่าน กล่าวว่าการประชุมกมธ. วันนี้ (21 พ.ย.) ตนจะเสนอให้ทบทวนเนื้อหา ทั้งการตัดส่วนที่ให้ประชาชน 100 คนรับรอง ซึ่งเป็นการปิดกั้นผู้สมัครอิสระ เพื่อเปิดให้มีตัวเลือกมากขึ้น และ ประเด็นการกันไม่ให้จัดตั้ง จะเสนอให้กำหนดสัดส่วนไว้ เช่น รายพื้นที่ 20 ที่ใช้เกณฑ์รายภาค ตามความเชี่ยวชาญ  อาชีพต่างๆ แม้จะมีการจัดตั้งแต่ส่วนหนึ่งมั่นใจว่ามีตัวแทนกระจายไม่ใช่หยิบคนของตัวเองได้

นพ.ชลน่าน กล่าต่อว่า สำหรับวิธีเลือกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อาป้องกันเสียงข้างมากครอบงำ  ตนเสนอวิธีให้ใช้เห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่าย  โดยกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องได้เสียงเห็นด้วย จาก ฝ่ายค้าน 20% และ เสียงสว. 1 ใน 5 ด้วย   ทั้งนี้หากใช้สูตร 20 หยิบ 1 จะหนีจากการจัดตั้ง ชี้นำ และครอบงำไม่ได้  ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้แก้ไขทั้งในชั้นกมธ. และในวาระสองต่อที่ประชุมรัฐสภา  

“จากที่เสนอไปแล้ว และเท่าที่ฟัง หลายฝ่ายพยายามคัดค้าน แต่กมธ.ของเพื่อไทยพยายามเรียกร้องสิทธิ แต่การให้ทบทวนหรือไม่  ขึ้นอยู่กับมติเสียงข้างมากและความเป็นเหตุเป็นผลความไม่สมบูรณ์ของตัวร่าง หากเห็นว่าวิธีที่ผมเสนอ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญต้องได้รับฉันทามติและเห็นร่วมจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง อาจจะเอาด้วยเพราะพรรคประชาชนอยากได้แบบนั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยก็อยากได้  อาจจะเอาด้วยก็ได้ หากเห็นเป็นประโยชน์ อาจทบทวนขึ้นอยู่กับเนื้อหสาระ” นพ.ชลน่าน กล่าว

เมื่อถามว่าหากมีการทบทวน และแก้ไขตามประเด็นเสนอได้ จะพิจารณายืดเวลายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่  นพ.ชลน่าน กล่าวว่า “เป็นข้อพิจารณา เพราะพรรคเพื่อไทยมีวัตถุประสงค์อยากได้ทั้งสองอย่าง ไม่ผูกมัด แต่ไปด้วยกันได้” 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนพยายามเสนอเพื่อไม่ให้ผู้ร่างถูกกินรวบ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตนยอมรับว่ากินรวบไม่ได้หากเทียบกับการใช้เสียงข้างมากลงมติ แต่วิธี 20 หยิบ 1 จะมีเสียงข้างน้อยได้บ้าง เพื่อทัดทานเท่านั้น แต่สุดท้ายเสียงข้างมากจะกำกับและกำหนดได้ เพราะใช้มติตัดสิน

เมื่อถามย้ำว่าเท่ากับว่าจะเปิดช่องฟอกขาวทำได้แต่เนื้อในไม่ใช่ หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าาว่า เป็นความกังวล แต่ใชั้นการพิจารณาต้องติดตาม เพราะสิ่งที่พูดคือทิศทางจะเกิดแต่อาจไม่เกิดก็ได้ เพราะกมธ.ที่เลือกมาอาจตั้งใจทำรัฐธรรมนูญจริง โดยไม่เอาการเมืองหรือผลประโยชน์การเมืองมาเกี่ยวข้อง

‘ไทยก้าวใหม่’ เปิดตัว 15 ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. กทม. ‘สุชัชวีร์’ ชูคนรุ่นใหม่แก้ปัญหาแบบใหม่

'ไทยก้าวใหม่' เปิดตัว 15 ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. กทม. 'สุชัชวีร์' ชูคนรุ่นใหม่แก้ปัญหาแบบใหม่

‘ไทยก้าวใหม่’ เปิดตัว 15 ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. กทม. ‘สุชัชวีร์’ ชูคนรุ่นใหม่แก้ปัญหาแบบใหม่

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.52 น.

‘ไทยก้าวใหม่’ เปิดตัว 15 ผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. กทม. ‘สุชัชวีร์’ ชูคนรุ่นใหม่แก้ปัญหาแบบใหม่ ไม่วนอยู่ในหลุมดำ ผุดไอเดียแก้น้ำท่วม ‘แก้มลิงเจ้าพระยา’ ร่วมมือวิศวกรระดับโลก ป้องกัน กทม. จมทะเล แย้มรอติดตามส่องแคนดิเดต 3 คนหรือไม่

21 พ.ย.2568  ที่ชั้น 14 อาคารไอทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร พรรคไทยก้าวใหม่ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานพรรคไทยก้าวใหม่ และนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค แถลงข่าวนโยบายป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลว่า วันนี้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะมีพรรคการเมืองขออาสาพาประเทศไทยก้าวใหม่ ทุกวันนี้หนึ่งในปัญหาที่ทุกคนทุกข์มากที่สุดก็คือ ปัญหาน้ำท่วม ที่ถูกใช้เป็นประเด็นหาเสียงตั้งแต่ตนยังเด็ก แต่ยังไม่มีใครเสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ต้นตอ พรรคไทยก้าวใหม่ ประกาศตัวว่ามีความพร้อมมีผู้เชี่ยวชาญที่มีใจแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับคนกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งปัญหาไปถึงลูกหลาน 

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเสนอ 2 มาตรการในการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ซ้ำซากอย่างยั่งยืน มาตรการแรก บรรเทาการบริหารจัดน้ำโดยพัฒนาต่อยอดแนวทางการพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน เราจะหานวัตกรรมหาสะดือกรวยทรายและผันน้ำไปเก็บไว้ที่ธนาคารน้ำใต้ดิน หน้าแล้งก็สามารถสูบน้ำกลับขึ้นมาได้ เพื่อป้องกันน้ำเหนือไม่ให้ลงมาสู่ภาคกลาง  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์ได้ในต่างประเทศ และนำมาใช้ในประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ  ในเอเชียตะวันออกเชียงใต้ มาตรการที่สองจะให้แก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ โดยโครงการ “แก้มลิงเจ้าพระยา“ เพื่อบริหารจัดการน้ำทะเลหนุน ซึ่งเป็นนโยบายเรือของพรรคไทยก้าวใหม่ที่จะขออาสาเข้าไปผลักดัน เป็นความร่วมมือวิศวกรระดับท็อปของไทยและของโลก เพราะไม่เช่นนั้นกรุงเทพมหานครจมทะเลแน่นอน 

“การเมืองต้องการสิ่งใหม่ คนใหม่ วิธีการใหม่เพราะหากวิธีการเดิม ๆ พิสูจน์แล้วว่าประเทศไทยจะแย่เหมือนเดิม วันนี้โลกเข้าสู่ยุคไฮเทคสมบูรณ์แบบ สิ่งแวดล้อมเลวร้ายหายนะสุด ๆ หากไม่มีก้าวใหม่ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ประเทศไทยก็จะไม่เปลี่ยนตกอยู่ในหลุมดำทางการเมืองชั่วกัลปาวสาน สุดท้ายคนไทยไม่มีความรู้ ไม่มีทักษะ ประเทศมีแต่วิกฤต มีแต่ภัยธรรมชาติประเทศไทยกลับสู่ประเทศที่ยากจนอีกครั้ง“ นายสุชัชวีร์ กล่าว 

นอกจากนี้คุณหญิงกัลยา และนายสุชัชวีร์ ยังได้ร่วมกันเปิดตัว 15 ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมวกและสวมเสื้อแจ็กเก็ตพรรคไทยก้าวใหม่ให้กับผู้สมัคร  15 คน ประกอบด้วย 

นายกัณฑ์ มนต์กันภัย 
นางสาวกุลธิภัสร์ ธนวีรชุติวัฒน์ 
ดร.ณรงค์ พลมาตร์ 
ดร.ปภพพล เติมธีรกิจ 
ดร.รัชพล พุทธรักษา 
นายภาวุฒิ จุณณานนท์ 
นายทรงวุฒิ จันทร์อำนวยโชค 
นางสาวทิพย์รัมภา วิธูชุลีโชติ
นายธนกร บรรพศิริ
นางสาวเนตรสกาว ชาหอม 
นางสาวจิดาภา วิไลวรางกูร 
ผศ.รุ่งโรจน์ สุวรรณสิชณน์ 
นายศุภพิพัฒน์ บัลนาลังก์ 
นางสาวอภิชชยา เทพโสธร
นายโชติพงศ์ สรรเสริญ 

ต่อมานายสุชัชวีร์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของผู้สมัครสส. หลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศพร้อมยุบสภาในเดือน ธ.ค. โดยระบุว่า อำนาจการทูลเกล้าฯ ยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้น ทุกพรรคการเมืองต้องพร้อมทุกวินาทีด้วย

“วันนี้เองก็ถือเป็นวันดีของพรรคไทยก้าวใหม่ เป็นความพร้อมของเรา การส่ง สส. ได้ ก็อาจไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก แต่การสรรหาผู้ประสงค์จะลงสมัคร สส. ไม่ง่าย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้ไม่เหมือนเดิมและอาสาพาประเทศไทยก้าวใหม่ อยู่ข้างๆ ผมหมดแล้ว และนี่คือหน้าตาของความพร้อม ดังนั้น นายกฯ จะยุบสภาเมื่อไรก็ตาม พรรคไทยก้าวใหม่ทุกคนพร้อม”

ส่วนจะส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 400 เขตหรือไม่ นายสุชัชวีร์กล่าวว่า ยากเหมือนกัน เพราะมีผู้ประสงค์จะสมัครเยอะ แต่เราสัมภาษณ์หนักและละเอียด ไหนๆ จะทำพรรคการเมืองทั้งที ถ้าจะทำเหมือนเดิม สุดท้ายก็อยู่ในหลุมดำแบบเดิม พรรคไทยก้าวใหม่พิถีพิถันในการส่งผู้สมัครจริงๆ ดังนั้น จึงต้องใช้เวลา สำหรับสาขาพรรคนั้น นายสุชัชวีร์ระบุว่า มีการเปิดรับทุกวัน ต้องยอมรับว่า เวลากระชั้นมาก 

ส่วนการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น นอกจากตัวนายสุชัชวีร์เอง จะเปิดเพิ่มให้ครบ 3 ชื่อหรือไม่ นายสุชัชวีร์กล่าวว่า อยากให้ติดตาม ย้ำว่า หัวหน้าพรรคทุกพรรคการเมือง ต้องมีความพร้อม มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้นำประเทศอยู่แล้ว แต่เราจะเสนอใครในลำดับต่อๆ ไปก็อยากให้ติดตาม เพราะตอนนี้ทุกพรรคการเมืองก็ยังไม่แง้มออกมา

นายสุชัชวีร์ ยังมองการชิงจังหวะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ ของหลายพรรคการเมืองใหญ่ช่วงนี้ โดยระบุว่า ก็เห็นมีอยู่พรรคเดียว คิดว่าทุกคนก็ช่วงชิงเป็นข่าวทุกพรรคการเมือง ไม่ผิดและเป็นสิทธิภายใต้กติกาที่ให้เสนอได้ถึง 3 ชื่อ อยากให้แต่ละพรรคแข่งกันเสนอชื่อแคนดิเดตที่น่าสนใจ เพราะวันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้จริงๆ

ขณะที่จะมีการทาบทามคนนอกมาเป็นแคนดิเดตหรือไม่นั้น นายสุชัชวีร์กล่าวว่า จริงๆ วันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่เราพูดถึงคนมีความพร้อม มีผู้เชี่ยวชาญแทบทุกสาขา เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ด้านน้ำระดับโลก และด้านอื่นๆ อีก ทั้งมีผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุน ทุกคนมีความพร้อมหมด รวมถึงคนที่ทำงานด้านการศึกษา และ AI จึงอยากให้ติดตามพรรคไทยก้าวใหม่ และทีมงานที่เป็นมันสมองของพรรค 

สำหรับสนามเลือกตั้ง กทม. นั้น นายสุชัชวีร์ยืนยันว่า จะส่งผู้สมัคร สส. กทม. ครบทั้ง 33 เขต ความจริงมีตัวผู้สมัครแล้ว แต่ถ้าวันนี้เปิดหมดก็ไม่สนุก และจะใช้เวลานาน ขณะที่ความชัดเจนเรื่องแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคนั้น นายสุชัชวีร์ ถามกลับว่า มีใครเปิดตัวบ้างหรือยัง เรื่องนี้ก็ขอให้ติดตาม

‘จุลพันธ์’ ดักคอ ‘อนุทิน’ มีชนักหรือไม่? แย้มร่างญัตติไว้แล้ว ยื่นเมื่อไหร่เป็นอำนาจของ ‘พท.’

‘จุลพันธ์’ ดักคอ ‘อนุทิน’ มีชนักหรือไม่? แย้มร่างญัตติไว้แล้ว ยื่นเมื่อไหร่เป็นอำนาจของ ‘พท.’

‘จุลพันธ์’ ดักคอ ‘อนุทิน’ มีชนักหรือไม่? แย้มร่างญัตติไว้แล้ว ยื่นเมื่อไหร่เป็นอำนาจของ ‘พท.’

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘จุลพันธ์’ ดักคอ ‘อนุทิน’ ห่วงอะไรถึงกลัวตรวจสอบ แย้ม ร่างญัตติซักฟอกไว้แล้ว ยื่นเมื่อไหร่เป็นอำนาจของ ‘เพื่อไทย’ ย้อนถาม ตอนตั้งรัฐบาลไม่มีเครื่องคิดเลขหรือไง ย้ำ ‘พท.’ มุ่งแก้รัฐธรรมนูญตลอดไม่เหมือนบางพรรควอร์คเอาท์ มอง เป็นเรื่องดี ‘ปชน.’ คุยรัฐบาลเร่งเปิดสมัยประชุมวิสามัญ

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งสัญญาณความพร้อมยุบสภา ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า พรรค พท. พร้อมเลือกตั้งไม่ได้ติดขัดอะไร และการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยชอบ จะยุบเมื่อไหร่สามารถทำได้ แต่ยืนยันว่า กระบวนการในการยุบสภาหากมีการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วอำนาจไม่ได้อยู่ที่นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ท่านไม่สามารถดำเนินการได้เพราะจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนก่อนหน้าที่จะมีการเสนอญัตติ หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภาเป็นอำนาจโดยชอบ ไม่ต้องปรึกษาฝ่ายค้าน แต่กระบวนการเดินหน้ายื่นญัตติเป็นเรื่องของฝ่ายค้านเช่นเดียวกันที่ต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่ เมื่อไหร่ อย่างไร

เมื่อถามถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าหากอะไรที่ยังค้างอยู่ ทำไม่สำเร็จ ก็เป็นเพราะมีการยื่นอภิปรายทำให้เกิดการยุบสภานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เข้าใจเพราะนายกรัฐมนตรีได้เกริ่นว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่สามารถชนะได้ ในข้อเท็จจริง ไม่แน่ใจว่าวันที่ตั้งรัฐบาลไม่มีเครื่องคิดเลขหรือไม่ เขารู้อยู่แล้วว่าเสียงไม่พอที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

“พวกผมชี้ประเด็นนี้ในสภาหลายครั้งว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ในการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะเดินหน้าไม่ได้เกิดปัญหา แต่ท่านเลือกเดินทางนี้ จุดนี้พรรคเพื่อไทยได้ย้ำเตือนหลายครั้ง คราวนี้กระบวนการในการทำ MOA ผู้คุมไม่ได้เกี่ยว และมีการพูดคุย ซึ่งพรรคประชาชนส่งสัญญาณมาแล้วว่าในกรณีที่รัฐบาลไม่ได้กระทำความผิดอะไรร้ายแรง ก็จะไม่ยื่น ไม่ลงมติไม่ไว้วางใจ เช่นนี้แสดงว่ารัฐบาลมีชนักหรือไม่ ท่านห่วงพะวงว่าได้กระทำที่ขัดต่อกฎหมาย กระทำที่เกิดความเสียหายกับประเทศหรือไม่ จึงกลัวว่าหากอภิปรายแล้วจะสามารถโน้มน้าวพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงมติได้ ถ้าไม่ได้ทำความผิดก็ไม่ต้องกลัว พวกผมหากอภิปรายแล้วไม่มีข้อมูล ไม่มีเนื้อหา สุดท้ายความเสียหายตกกับพวกผม แต่กระบวนการตรวจสอบต้องเกิด” นายจุลพันธ์ กล่าว 

เมื่อถามย้ำถึง กรณีการส่งสัญญาณของรัฐบาลทำให้เข้าใจว่าหากยุบสภาเป็น เพราะพรรค พท. นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะต้องดูว่าความจริงใจตั้งแต่ต้นในการเข้าสู่กระบวนการร่วม MOA มีความจริงใจแค่ไหน มีเจตนาว่าจะเดินไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จอยู่แล้วหรือไม่ แล้วจะมาโยนเป็นภาระของฝ่ายค้าน ถ้าท่านไม่ได้กระทำผิดที่ขัดต่อกฎหมาย เช่น การปัดเป่าคดี การแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ การทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาชายแดน ถ้าไม่พลาดเลย พรรค พท.ไม่มีเรื่องให้ยื่นอภิปราย ฉะนั้น ให้มองตัวเอง สะท้อนไปที่ตนเอง พรรค พท.มีหน้าที่ในการตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า วันนี้ข้อมูลในการยื่นอภิปรายมีกี่เรื่อง เตรียมเนื้อหาถึงไหนแล้ว นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้เป็นเรื่องหลัก และเรื่องย่อยในบางเรื่องขอยังไม่เปิดเผย แต่ยังมีอีก 

ต่อข้อถามว่า ได้เตรียมร่างญัตติไว้แล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยิ้มรับและกล่าวว่า มีการร่างญัตติไว้แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนจะยื่นเมื่อไหร่นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของพรรค พท. ซึ่งจะต้องมีการหารือกัน เช่น คณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค ที่จะถามว่าขอเวลาที่เหมาะสม และกระบวนการในการเดินหน้าการอภิปรายจังหวะที่เหมาะสมคือเมื่อไหร่ ยังต้องหารือกันอยู่

เมื่อถามว่า ปัจจัยหลักคือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีการมองว่ารัฐธรรมนูญคือตัวประกันหลัก ตรงนี้มองอย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “ถูกครับ ใช้คำว่าตัวประกัน เพราะเห็นอาการได้ชัดมาตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาลพยายามใช้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ไม่ให้มีกระบวนการในการยื่นอภิปราย“ 

“แต่ผมถามหลักคิดนิดหนึ่ง ในกรณีที่พวกผมต้องการให้รัฐธรรมนูญผ่าน หากรัฐบาลบอกว่าเช่นนั้นผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ อย่างแรกไม่สามารถยืนยันได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาแล้วจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นประชาธิปไตยขึ้นหรือไม่ เพราะขณะนี้กระบวนการดำเนินการในชั้นกรรมาธิการ ยังถกกันอยู่” นายจุลพันธ์ กล่าว 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญหากผ่านแล้วหมายความว่ารัฐบาล ดำเนินการตามข้อตกลง คือให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอนุญาต สว. เสียงส่วนใหญ่มาร่วมลงมติผ่านแล้ว กระบวนการทุจริตคอรัปชั่น หรือกระบวนการความเสียหายให้กับประเทศ พรรคฝ่ายค้าน พท.จะต้องยกให้ทั้งหมด ฉะนั้น เรื่องความเสียหายต่อประเทศ และการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย ในฐานะนักการเมืองไม่สามารถเว้นได้ มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการครบถ้วน หากมีอะไรที่เป็นเรื่องที่ต้องกระทำให้ถูก พรรคการเมืองฝ่ายค้านจะต้องดำเนินการ ส่วนรัฐบาลเป็นเวทีที่มีโอกาสตอบ 

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคปชน. จะร่วมเข้าชื่อลงญัตติด้วยหรือไม่ 

เมื่อถามว่า มองว่าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ไหน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คนที่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดคือ พรรค พท. และพรรคปชน. หากติดตามจะรู้ว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาติดตรงไหน มีบางพรรคการเมืองวอล์คเอาท์ การไม่สามารถรวบรวมเสียง สว. 1 ใน 3 เสียงได้ ก็เป็นข้อสงสัยว่าวุฒิสภาสีอะไร แต่ในส่วนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โจทย์มีความชัดเจนตั้งแต่แรกว่า ไม่แก้ แต่เพื่อต้องการเข้าสู่อำนาจรัฐ จึงมีข้อตกลงกันขึ้นมา ที่เกิดขึ้นจาก 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าอีกฝ่ายจะสามารถกำกับวุฒิสภาเสียงข้างมากได้ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า จะเข้าไปแล้วสามารถเป็นรัฐบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเป็นรัฐบาล

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ตนมีความสงสัยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นกรรมาธิการ ว่า อนาคตจะจบอย่างไร เพราะเห็นแต่กระบวนการในการแก้ไขเรื่องคดีความ การโยกย้ายข้าราชการ เหมือนเตรียมการเลือกตั้ง ตรงจุดนี้มองว่า สิ่งที่ไปตกลงกันไว้เรื่องการทำ MOA ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการแต่อย่างใด เชื่อมั่นว่า สุดท้ายกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะความจริงใจของผู้ที่ร่วมในข้อตกลง MOA 

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ในการที่จะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ก่อนเปิดก่อนสมัยประชุมสามัญ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นไปได้ ซึ่งขั้นตอนในชั้นกรรมาธิการฯ ใกล้จะเสร็จแล้ว ซึ่งอยากให้ร่นระยะเวลาการเปิดสมัยวิสามัญก่อนวันที่ 8-9 ธันวาคม ตามแนวคิดของรัฐบาลเพื่อลงมติวาระ 2 ได้ในวันที่ 19-20 ธันวาคม แต่มองว่าขณะนี้ไม่น่าทัน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากต้องทำให้เสร็จทันกรอบเวลาที่กำหนดตามกฎหมายแล้ว ภาคการเมืองจะต้องรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย เพราะสุดท้ายต้องลงประชามติ เช่นเดียวกับความพยายามของรัฐบาลในการทำประชามติเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ที่ประชาชนไม่มีความรู้ และไม่เข้าใจเพียงพอ สุดท้ายการทำประชามติโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอให้ประชาชน จะเกิดการลงประชามติด้วยอารมณ์ แทนที่จะลงมติด้วยเหตุผล 

เมื่อถามว่า พรรค พท.ต้องไปคุยกับพรรคปชน. เพื่อหารือกับพรรค ภท. ให้เปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญเร็วขึ้นหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรค พท.คงไม่ไปพูดคุย แต่ถ้าพรรคปชน. ไปพูดคุยกับฝ่ายรัฐบาลได้ก็เป็นเรื่องดี เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล 

‘เพื่อไทย’ ดึงบ้านใหญ่ ‘อัศวเหม-กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า’ มั่นใจกวาด สส. ยกจังหวัด

‘เพื่อไทย’ ดึงบ้านใหญ่ ‘อัศวเหม-กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า’ มั่นใจกวาด สส. ยกจังหวัด

‘เพื่อไทย’ ดึงบ้านใหญ่ ‘อัศวเหม-กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า’ มั่นใจกวาด สส. ยกจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.14 น.

‘เพื่อไทย’ เปิดตัวผู้สมัคร สส.ครั้งที่ 6 ดึงบ้านใหญ่ ‘อัศวเหม-กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า’ จับมือดูแลท้องถิ่น มั่นใจความชัยสมุทรปราการยกจังหวัด 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรค พท. พร้อมด้วย นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้วและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรค ร่วมเปิดตัวผู้สมัครสส. เป็นรอบที่ 6 โดยแบ่งเป็นผู้เสนอตัวลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ของจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 8 คน และบัญชีรายชื่อจำนวน 3 คน

โดยนายสุริยะ กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันที่แสดงให้เห็นว่าพรรค พท.ยังเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งและมีบุคลากรที่มีความสามารถอีกจํานวนมากที่จะเข้ามาร่วมทํางานกับพรรค เพราะมีความเชื่อมั่นว่าพรรค พท.จะสามารถมีนโยบายที่ดี และทํานโยบายให้เกิดเป็นรูปธรรม เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้ ซึ่งการทยอยเปิดตัวผู้สมัครและผู้ประสงค์ลงสมัคร สส. แสดงให้เห็นว่าพรรค พท. พร้อมอย่างเต็มที่สําหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง 

ด้านนายจุลพันธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งความยินดี ที่ได้เปิดตัว สส.สมุทรปราการเต็มจังหวัดทั้ง 8 เขต นอกจากนี้ยังมีผู้ประสงค์จะลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อในนามพรรค พท. อีก 3 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นบุคลากรที่มีความเข้มแข็งใกล้ชิดกับประชาชน ทั้งนี้ ตนได้มีการพูดคุยกับผู้สมัครถึงแนวทางทางการเมืองของชาวสมุทรปราการ โดยเฉพาะเรื่องความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ความต้องการของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท SMEs และแรงงานต่างๆ รวมถึงพี่น้องชาวแรงงานที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของพื้นที่ ซึ่งจากการรับฟังและการนำเสนอของผู้สมัคร ทำให้ตนมั่นใจว่าทีมผู้สมัครชุดนี้มีความรู้ และความเข้าใจในประชาชนชาวสมุทรปราการอย่างดีเยี่ยม ซึ่งเราจะทำงานต่อโดยจะมอบให้รองหัวหน้าพรรคด้านนโยบาย ไปพูดคุยกับทีมสมุทรปราการอย่างละเอียดต่อไป เพื่อจะได้สร้างนโยบายที่ตรงกับความต้องการและความหวัง ให้เป็นทางออกของประชาชนคนไทยทั่วประเทศที่จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การต้อนรับทีมนายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ เข้ามาอยู่ในพรรค พท. วันนี้ถือเป็นการรวมพลัง และทำให้เราเชื่อมั่นว่าในจ.สมุทรปราการ ในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง เราจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้ทั้งจังหวัด ซึ่งตนมั่นใจมาก ขอให้ผู้สมัครเดินหน้าเต็มที่ ทางพรรคจะเป็นแรงสนับสนุนในเรื่องกิจกรรมและจัดทำนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้ เราเชื่อว่าประชาชนก็พร้อมที่จะต้อนรับผู้สมัครจากพรรค พท.และนำพาไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง

ขณะที่นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ได้มีโอกาสสำคัญ เป็นวันดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมทีมอยู่กับพรรค พท.ซึ่งได้มีการชักชวนกลุ่มของเรามาอยู่หลายครั้งแล้ว เรามั่นใจพ่อแม่พี่น้องใน จ.สมุทรปราการ ตลอดจนนักการเมืองท้องถิ่น และผู้สมัครพรรค พท. เป็นพี่เป็นน้องกันทั้งนั้น ส่วนหัวหน้าพรรคหรือรองหัวหน้าพรรค ตลอดจนคณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ มีประสบการณ์อย่างดีในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ดังนั้น ปัญหาต่างๆ ระบบที่พรรค พท.มองเห็นและศึกษามาอย่างยาวนาน ตนมีความมั่นใจว่าถ้าอยู่พรรค พท.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเป็นรัฐบาลก็จะสามารถแก้ไขปัญหาในสมุทรปราการให้ดียิ่งขึ้น 

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากปัจจุบันเราจะเห็นว่าปัญหาด้านเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาหนี้สิน การหารายได้ในชุมชน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของสมุทรปราการ เนื่องจากเราเป็นอุตสาหกรรม เข้าใจว่าทุกท่านที่อยู่ในพรรค พท.คงจะมีนโยบายที่ดันให้การพัฒนาดีขึ้นกว่าเดิม

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า ก่อนเป็น สส. จังหวัดสมุทรปราการ พวกเราเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เล่นการเมืองมาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 30 ปี ดังนั้นปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือท้องถิ่นทุกท้องถิ่นนั้น เราสามารถประสานความร่วมมือได้เป็นอย่างดี และสามารถแก้ไขปัญหาในสมุทรปราการได้ตรงเป้าตรงจุด และมั่นใจว่าพรรค พท.จะมีนโยบายที่แก้ไขปัญหาคาราคาซังได้

นายอัครวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำทีมผู้ประสงค์ลงสมัครสส.สมุทรปราการ ร่วมสังกัดพรรค พท. มาเปิดตัวว่า กลุ่มสมุทรปราการที่มารวมกับพรรค พท. ก็จะเป็นกระแสใหม่ของสมุทรปราการอีกกระแสหนึ่ง และเชื่อว่าจะสามารถชนะการเลือกตั้งได้ทั้ง 8 เขต

เมื่อถามว่าจะสู้กับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เราถอดบทเรียนและพยายามที่จะดำเนินการทุกอย่าง โดยเราไม่เห็นว่าพรรคประชาชนในปัจจุบันจะแก้ปัญหาและเป็นรัฐบาลทั้งที่มีโอกาส ดังนั้น เราจะพยายามเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา เดิมกลุ่มเราอยู่ในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าและพรรค พท. จะต้องดำเนินการร่วมกัน

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องกระแสหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็แพ้เพราะกระแส นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า เชื่อว่าพรรค พท.ก็ถอดบทเรียนด้วยเช่นกันและคงจะแก้ไขปัญหาตรงจุด ตนมั่นใจในหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค ผู้อำนวยการการเลือกตั้งและทีมบริหารพรรค เป็นคนรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์ สามารถวางยุทธศาสตร์ ทางการเมืองได้อย่างดีสามารถที่จะชนะได้ไม่มีปัญหา

สำหรับรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ 8 เขต ในวันนี้ ประกอบด้วย 

1.นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (หลานนายวัฒนา อัศวเหม) 
2.นายยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ

3.นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ บุตรชายนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

4.พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีตรองผู้การตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี

5.นายปิยะพงษ์ เหมะ บุตรชายนายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรค พท.

6.นางนฤมล ธารดำรงค์ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรค พท.

7.นายประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีต สส.สมุทรปราการ พรรค พท. และ 8.นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรค พท.

ส่วนรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย 1.นายต่อศักดิ์ อัศวเหม อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ (หลานนายวัฒนา อัศวเหม) 2.นายธนประเสริฐ จันทรักษรังษี และ3.นายจาตุรนต์ นกขมิ้น

‘นายกฯ’ ลั่นฟันไม่เลี้ยง!!!​ ใครเอี่ยว​เอื้อนักโทษจีนวีไอพี ในเรือนจำกรุงเทพ

‘นายกฯ’ ลั่นฟันไม่เลี้ยง!!!​ ใครเอี่ยว​เอื้อนักโทษจีนวีไอพี ในเรือนจำกรุงเทพ

‘นายกฯ’ ลั่นฟันไม่เลี้ยง!!!​ ใครเอี่ยว​เอื้อนักโทษจีนวีไอพี ในเรือนจำกรุงเทพ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.07 น.

‘นายกฯ’ ลั่นฟันไม่เลี้ยง​ใครเอี่ยว​เอื้อนักโทษจีนวีไอพี ปาร์ตี้มั่วเซ็กซ์ในเรือนจำกรุงเทพ ซัด​ จงใจเลี่ยงกฎระเบียบ​ 

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.13 น. ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพ​ และพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เอื้อประโยชน์กลุ่มนักโทษจีนเทา​นำของต้องห้าม รวมไปถึงผู้หญิงเข้าไปในเรือนจำ​ ได้สั่งการเรื่องนี้อย่างไร ว่า​   พล.ต.ท.รุทธพล​ เนาวรัตน์​ รมว.ยุติธรรม​ ต้องสั่งการให้เป็นไปตามกฎระเบียบ​ ใครทำผิดก็ว่ากันไปตามผิด

เมื่อถามว่าการที่นำผู้หญิงซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าไปภายในเรือนจำ​ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามร้ายแรง นายกฯ​ กล่าวว่า​ ต้องรอให้สำนวนออกมา แต่หากใครทำผิดเราก็ไม่เว้นอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่าอยากเน้นย้ำอะไรหรือไม่เนื่องจากขณะนี้เองกลุ่มจีนเทาเข้าไปแทรกซึมในส่วนราชการแล้ว นายกฯ​ กล่าวว่า นั่นสิ​ ก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่​ ซึ่งเราได้ส่งพวกหัวโจก กลับไปรับโทษยังประเทศต้นทางของเขา ก็หลายรายแล้ว​ พร้อมดำเนินการทั้งยึดทรัพย์​ ถอนสัญชาติ และดำเนินการทุกอย่าง

เมื่อถามอีกว่าจะมีการเอาผิดผบ. เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า​ ความผิดไปถึงไหน​ คนนั้นต้องถูกลงโทษ​ ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว​ และเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น​ เป็นการจงใจเลี่ยงกฎระเบียบ​ ซึ่งต้องมีการดำเนินการอยู่แล้ว​ ไม่ต้องกังวล​ และรมว.ยุติธรรมดำเนินการอยู่แล้วไม่ต้องกังวล​

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ซบ พรรคเพื่อไทย บอกจะได้มาช่วยบ้านเมือง

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ซบ พรรคเพื่อไทย บอกจะได้มาช่วยบ้านเมือง

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ซบ พรรคเพื่อไทย บอกจะได้มาช่วยบ้านเมือง

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.03 น.

’อนุทิน‘ยินดี ‘อัศวเหม’ซบ ‘เพื่อไทย’บอกจะได้มาช่วยบ้านเมือง อุบตอบตัดขาดกัน

เมื่อเวลา 11.13 น. วันที่ 21 พ.ย. ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทย เปิดตัวบ้านใหญ่สมุทรปราการ “ตระกูลอัศวเหม” เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้า โดยนายกฯ กล่าวว่า “อูย ยินดีด้วยจะได้มาช่วยบ้านเมือง” 

เมื่อถามว่าถือว่าเป็นการตัดขาดกันเลยหรือไม่นั้น นายกฯยิ้มรับ ก่อนจะโบกมือและเดินไปขึ้นรถยนต์.