ฉบับใหม่ขอ‘2 แข็ง’ แก้ รธน.ยังไปต่อได้ แม้‘นายกฯ’ไม่รอดซักฟอก

ฉบับใหม่ขอ‘2 แข็ง’ แก้ รธน.ยังไปต่อได้ แม้‘นายกฯ’ไม่รอดซักฟอก

ฉบับใหม่ขอ‘2 แข็ง’ แก้ รธน.ยังไปต่อได้ แม้‘นายกฯ’ไม่รอดซักฟอก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.09 น.

แก้ รธน.ยังไปต่อได้ แม้”นายกฯ”ไม่รอดซักฟอก แนะฉบับใหม่ขอ”2 แข็ง”ทั้งเสถียรภาพการเมือง-กลไกตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมชั้น B1 อาคารรัฐสภา ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในวงเสวนา “Policy Face-Off : นโยบายชนความจริง” ในตอนหนึ่งระบุว่า หากมองปัญหาของประเทศทุกวันนี้ ทั้งข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา การเจรจาภาษีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไปคุยกับใครก็ได้ในโลกนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือเสถียรภาพของรัฐบาล

ซึ่งเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นประเด็นสำคัญที่ควรทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะร่างขึ้นใหม่เน้นในเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่ 2 ปี มีนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน หรืออาจจะมีท่านที่ 4 ก็ได้ ส่วนการที่พรรคประชาชนสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตาม MOA แล้วบอกว่า ณ วันนั้นไม่มีทางเลือก ตนยังยืนยันว่ามีทางเลือกคือพรรคประชาชนเข้าร่วมรัฐบาลแล้วอยู่ให้ครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร คือประมาณ 2 ปีกว่า กล่าวคือ จริงๆ แล้วพรรคประชาชนจะอยู่ร่วมกับพรรคใดก็ได้ แต่หัวใจสำคัญที่สุดของโลกทุกวันนี้คือเสถียรภาพ

ทั้งนี้ แม้จะเป็นความเห็นที่คนไม่ชอบแต่ตนก็จำเป็นต้องพูด เพราะเมื่อนำประเด็น MOA มาเป็นตัวตั้งแล้วเอาเรื่องรัฐธรรมนูญมาเป็นหัวใจสำคัญ ก็ต้องบอกว่าเราอยู่ในหลุมพรางของความพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับมายาวนานมาก คำถามคือแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกับแก้รายมาตรา เหตุใดจึงแก้เป็นรายมาตราไม่ได้ อย่างรัฐธรรมนูฐฉบับ 2540 ก็มาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2534 จำนวน 6 ครั้ง จนเกิดการสร้างบรรยากาศของความพยายามอย่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2540 จึงได้ฉันทามติในประเทศระดับหนึ่ง จนได้รัฐธรรมนูญที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

หรือหากไปดูประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซียปัจจุบันก็ใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการแล้วก็แก้แบบรายมาตรา หรือชิลีก็ใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างมาตั้งแต่ยุคสมัยของประธานาธิบดี ออกุสโต ปิโนเชต์  คำถามคือมีปัญหาอะไรหากจะแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพราะมีบางมาตราที่แม้ยังต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่ก็สามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องทำประชามติ หากมีแรงผลักดันจากสังคมให้อยากแก้ อาทิ มาตรา 90 ที่เกี่ยวข้องกับบัตรเลือกตั้ง

“ประเด็นนี้ต่างหากที่ถ้าเกิดเรามองด้วยสายตาแบบนักวิชาการ อยู่บนหอคอยงาช้างและยอมรับ แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือเราอยกาเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แก้ปัญหาของประชาชน ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญสำคัญไหม? สำคัญ!..แต่มันมีช่องทางอื่นที่ทำได้ ดังนั้นทุกวันนี้เรามาเถียงกันเรื่องจะแก้รัฐธรรมนูญ จะยุบสภา จะบอกว่าไม่ได้จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกันอีกก็ใช่เหมือนกัน อันนั้นคือประเด็นแรกที่อยากจะพูดให้เห็นชัดๆ ว่าเรามาอยู่ในสถานการณ์ในวันนี้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ แต่เราอยู่กับมันไปแล้ว” ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว

ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลควรมาคุยกันว่าจะแก้ปัญหาชายแดนอย่างไรให้มีความต่อเนื่อง นโยบายอะไรที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ แต่ตอนนี้เราคุยกันคนละเรื่องเพราะรัฐบาลอยู่ได้เพียง 4 เดือน จะทำนโยบายอะไรยาวๆ ก็ไม่ได้ ส่วนประแด็นการยุบสภาที่มีคำถามว่ารัฐบาลมีอายุ 4 เดือน การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจถือว่าเป็นธรรมหรือไม่เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่หากพูดในหลักรัฐศาสตร์ฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ไม่ว่ารัฐบาลจะกี่เดือนก็ตาม ซึ่งก็ต้องพาดพิงพรรคประชาชน เพราะเวลาทำ MOA แล้วอ้าง Confidence and Supply

ซึ่ง Confidence คือความไว้วางใจ สัญญาว่าจะไว้วางใจ แต่แน่นอนว่าไม่ไว้วางใจก็ได้หากพรรครัฐบาลกระทำการอันสร้างความไม่ไว้วางใจ หากพูดในแง่หลักการฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ รัฐบาลก็ต้องเดินหน้ายอมรับการซักฟอก และหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นโดยไม่มีการยุบสภา สมมติว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประกาศเดินหน้าฟังการอภิปราย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหากเสียงข้างมากยังไว้วางใจรัฐบาลก็อยู่ต่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไปต่อ

แต่ถึงเสียงข้างมากในสภาจะไม่ไว้วางใจ ซึ่งนายอนุทินไม่สามารถยุบสภาได้ และวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของนายอนุทินก็หมดลง สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือการเลือกนายกฯ คนใหม่ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังดำเนินต่อไปได้เพราะสภาผู้แทนราษฎรยังคงอยู่ เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สภาฯ ยังอยู่ต่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเดินต่อ มีเพียงนายกฯ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้นที่จบลงและมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ นี่คือกระบวนการตามระบบรัฐสภา ดังนั้นการที่บอกว่าหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ได้ไปต่อ อันนี้คือผิด ข้อมูลนี้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact – Check) ได้

ส่วนที่มีคำถามว่า ระหว่างปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไปจนถึงปี 2540 ที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือ รธน. 2540 บรรยากาศสังคมไทยเวลานั้นเป็นอย่างไร และการที่เน้นเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ณ เวลานี้จะทำให้เกิดกระแสความกังวลคำว่าเผด็จการรัฐสภาหรือไม่ ประเด็นนี้ตนต้องบอกว่าหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 สังคมมีฉันทามติสูงทีเดียว ข้อแรกคือไม่ต้องการให้ทหารเข้ามามีบทบาททางการเมือง หากเทียบกับบรรยากาศในปัจจุบันที่กระแสทหารนิยมกลับขึ้นมาแล้วพรรคการเมืองบางพรรคก็ฉกฉวยกระแสนั้นด้วย

“ประเด็นคือเมื่อไม่ต้องการให้ทหารเข้ามา สิ่งที่รัฐธรรมนูญ 2540 ตั้งธงเอาไว้ก็คือรัฐบาลเข้มแข็ง พรรคการเมืองเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ ซึ่งพอร่างมาก็ได้รัฐบาลเข้มแข็งจริงๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง คือเข้มแข็งของ 2540 ต้องชี้ให้เห็นเพราะรัฐธรรมนูญ 2540 บอกว่าถ้าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจะต้องมีเสียง 2 ใน 5 ซึ่งตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ได้ไม่ถึง ก็อภิปรายนายกรัฐมนตรีไม่ได้ นี่เป็นตัวอย่างของการเขียนรัฐธรรมนูญที่บางครั้งก็ล้ำเส้นเกินไป” ศ.ดร.สิริพรรณ ระบุ

ศ.ดร.สิริพรรณ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องรัฐบาลเข้มแข็งก็ยังมีเรื่องเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การร่วมกันลงชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายหรือเพื่อถอดถอนนักการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ได้ถอดกลไกนี้ออกไป ดังนั้นจะเห็นว่าการขยับจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 มาจนถึงการมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีเหตุการณ์สนับสนุนข้อเรียกร้อง และระหว่างห้วงเวลานั้นก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2534 มาถึง 6 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่มีการแก้ไชรัฐธรรมนูญก็มีการสื่อสารไปยังประชาชน ประเด็นนี้ยังไม่เห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องการตรวจสอบในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 คือการให้มีองค์กรอิสระ แต่หากไปดุ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้อยู่ในหมวดองค์กรอิสระแต่อยู่ในหมวดรัฐสภา เพราะมองว่าทำหน้าที่เสริมรัฐสภา ดังนั้นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และ 2560 แล้วย้าย กกต.มาอยู่ในหมวดองค์กรอิสระ ทำให้อำนาจหน้าที่บารมีเปล่งประกาย นี่เป็นสิ่งที่ต้องทบทวนในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งต่อไป ทั้งนี้ ตนย้ำว่าหากมองไปทั้งโลก ไม่มีประเทศไหนเลยที่รัฐบาลล้มลุกคลุกคลานแล้วจะสามารถดำเนินนโยบายแล้วรับผิดชอบต่อประชาชนได้

“ญี่ปุ่นทุกวันนี้เป็นตัวอย่างอยู่เหมือนกัน ญี่ปุ่นยังเป็นประชาธิปไตยเข้มแข็งอยู่แต่เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยมาก แล้วดูเศรษฐกิจญี่ปุ่น ดูค่าเงินเยนสิ! ตอนนี้ทุกคนใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นเพราะตอนนี้เหลือ 20 บาท เราถึงไปเต้นที่ฟูจิได้ ดังนั้นไม่ว่าเราจะชอบรัฐบาลหรือรัฐบาลใดก็ตาม เสถียรภาพเป็นเรื่องที่เป็นหัวใจ พูดง่ายๆ มันเป็นคลาสสิก แต่การมีเสถียรภาพไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยการตรวจสอบ ส่วนตัวอยากจะให้เป็น 2 แข็ง คือรัฐบาลก็แข็ง และการตรวจสอบก็แข็ง แต่การตรวจสอบนั้นต้องกลับมายึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่การตรวจสอบที่โอนอำนาจไปให้องค์กรอิสระซึ่งตรวจสอบองค์กรอิสระไมได้” ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว

ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมว่า บรรยากาศช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ไปจนถึงการมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 แตกต่างจากบรรยากาศในปัจจุบันอย่างมาก โดยเวลานั้นมีการชุมนุมที่ถูกเรียกว่าเป็นม็อบของชนชั้นกลาง ขณะที่เมื่อย้อนไปยังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จะเป็นการชุมนุมของนักศึกษา ซึ่งเหตุการณ์ปี 2535 ที่เป็นม็อบของชนชั้นกลาง สะท้อนภาพของคนที่จ่ายภาษีในระบอบประชาธิปไตยรู้สึกว่ารัฐบาลทำให้จนหรือรวยก็ได้ จึงออกไปต่อสู้และเกิดแนวคิดเรื่องการสร้างกติกาที่เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตย

“แต่บรรยากาศที่มันต่างกับตอนนี้ คือมันมีคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย มีเรื่องการชูธงเขียว แล้วตอนนั้นคนออกมารณรงค์รัฐธรรมนูญเข้มแข็งที่สุดคือ คุณอานันท์ ปันยารชุน แล้วสร้างกระบวนการเคลื่อนไหวที่มันลึกไปถึงทุกจังหวัดทั่วประเทศ มันเกิดคำว่ารัฐธรรมนูญกินได้ตอนนั้น ดังนั้น บรรยากาศประชาธิปไตย เรื่องแก้รัฐธรรมนูญก่อนมาเป็น 2540 หลัง 2535 มันเข้มข้นแล้วมันลึกไปในเชิงเนื้อหา มันเกิดคนแต่ละกลุ่มในสังคมออกมาเรียกร้องเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ แล้วคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นต้องจัดกรรมการรับฟังความคิดเห็นทั่วไปด้วย ดังนั้นเที่ยวหน้าผมไม่แน่ใจว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริง บรรยากาศแบบนั้นเกิดไหม?” นายสาทิตย์ กล่าว

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ กรณีระเบิดเขมรตกใส่ปั๊มน้ำมัน อ.กันทรลักษ์

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ กรณีระเบิดเขมรตกใส่ปั๊มน้ำมัน อ.กันทรลักษ์

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ กรณีระเบิดเขมรตกใส่ปั๊มน้ำมัน อ.กันทรลักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ กรณีผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิดที่มาจากฝั่งกัมพูชา

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ออกมาระบุว่า “ยังไร้เยียวยาจากรัฐบาล” หลังเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นเหตุความไม่สงบจากกองกำลังนอกประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บ 14 ราย และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและกิจการโดยรอบนั้น

โฆษกฯ ระบุว่า แม้ปั๊มน้ำมันดังกล่าวจะยังไม่ได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐตามขั้นตอนทางราชการ แต่รัฐบาลมิได้ทอดทิ้ง และได้เร่งประสานงานทุกภาคส่วนเพื่อเข้าให้การช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกหลังเกิดเหตุ ทั้งด้านการซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการ รวมถึงการลดภาระทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็วที่สุด

หน่วยงานในระดับจังหวัดร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมประสานบริษัทประกันภัย ธนาคาร และภาคเอกชน ให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ ปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านผือ จังหวัดศรีสะเกษ บริษัท ทิพยประกันภัย ได้มอบเงินช่วยเหลือเร่งด่วนจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อใช้ในการซ่อมแซม ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เข้าดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงสถานีบริการในวงเงินกว่า 3,000,000 บาท จนสามารถเปิดให้บริการได้อีกครั้งเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา

ด้านร้านสะดวกซื้อในบริเวณดังกล่าว บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท กรุงเทพประกันภัย ได้ดำเนินการซ่อมแซมร้านใหม่ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์และสินค้า รวมมูลค่า 3,500,000 บาท และเปิดให้บริการได้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้ประสานธนาคารกรุงไทยเพื่อพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ รวมถึงประสานกรมสรรพากรเพื่อขอยกเว้นภาษีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สำหรับเงินชดเชยจากภาครัฐนั้น ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการ เริ่มจากการประเมินความเสียหายทั้งหมด ซึ่งมีการลงพื้นที่และดำเนินการแล้ว ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการความช่วยเหลือเป็นตัวเงินจากภาครัฐของทางราชการ จะครอบคลุมเฉพาะประชาชน เป็นหลัก ส่วนความเสียหายในลักษณะเป็นสถานที่หรือทรัพย์สินของพื้นที่ยังไม่อยู่ในขอบเขตที่สามารถจัดสรรเงินชดเชยได้

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดศรีสะเกษได้มีหนังสือขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสนับสนุนเงินช่วยเหลือกรณีสถานีบริการน้ำมัน ที่ได้รับความเสียหาย ถึงสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยมีการประเมินค่าเสียหายอย่างครอบคลุมตั้งแต่ความเสียหายของอาคารสิ่งก่อสร้างของสถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ ตลอดจนค่าขาดรายได้ (รายได้ที่สูญเสียจากการประกอบกิจการ : รายได้ของปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และรายได้ที่สูญเสียจากค่าเช่าร้าน) มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นการพิจารณาตามความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ และต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งผลการพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น

“จะเห็นได้ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ประสานให้ทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลือแล้ว ส่วนเงินช่วยเหลือจากภาครัฐนั้น ผลการพิจารณายังอยู่ระหว่างดำเนินการตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องใช้เวลา แต่ยืนยันว่ารัฐบาลยังคงติดตามเรื่องอย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผู้ได้รับผลกระทบ และประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มความสามารถ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายสิริพงศ์ กล่าว

วิเคราะห์คำพูด’เอกนิติ’ สร้างภาพกล้าพูดความจริง-ชิงใจคนเมือง-ปูฐานเลือกตั้ง

วิเคราะห์คำพูด'เอกนิติ' สร้างภาพกล้าพูดความจริง-ชิงใจคนเมือง-ปูฐานเลือกตั้ง

วิเคราะห์คำพูด’เอกนิติ’ สร้างภาพกล้าพูดความจริง-ชิงใจคนเมือง-ปูฐานเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.04 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เลือกตั้งน่าจะมาเร็วกว่าที่คิด ภูมิใจไทยถึงโยนก้อนหินถามทาง กรณีให้เอกนิติและศุภจี เป็น Candidate

วันนี้ เอกนิติว่าที่แคนดิเดตนายกฯของภูมิใจไทยเบอร์สอง กลับเอ่ยถึง การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8.5% ในปี 2571 และ 10% ในปี 2573 ในกรณีที่เศรษฐกิจฟื้นตัว

ซึ่งปกติใกล้เลือกตั้งไม่น่าจะมีการพูดเพราะอาจจะเสียคะแนน

ดังนั้น…
นี่จึงไม่ใช่ “เผลอหลุดปาก“
น่าจะถูกออกแบบมาแล้ว แบบคนที่อ่านตำราเศรษฐศาสตร์พอ ๆ กับอ่านเกมการเมือง

(1) เขาปล่อยสัญญาณเพื่อ “ล็อก Narrative” ล่วงหน้า
VAT คือยาขมที่สุดในระบบภาษี
ใคร “พูดก่อน” คือคุม Narrative
ใคร “พูดตอนจำเป็น” จะถูกต้านหนักเพราะเวลาปรับตัวน้อย เพิ่มภาระ

ดังนั้นการพูดตอนนี้ จะทำให้ว่าที่แคนดิเดทนายกฯของภจท. เป็นตัวแทนพรรคที่กล้าพูดความจริงเรื่องการคลัง
ในจังหวะที่เพื่อไทยกับประชาชน ต่างอยู่กับนโยบายที่ใช้เงินมหาศาล
นี่คือ Political Positioning ชัดเจน ไม่ใช่เศรษฐกิจอย่างเดียว

(2) ส่งสัญญาณมืออาชีพให้คนเมืองก่อนเลือกตั้ง
คนเมือง / ชนชั้นกลาง ไม่ชอบประชานิยมสุดขั้ว ไม่ชอบโกหกเรื่องตัวเลข ไม่ชอบภาระหนี้สาธารณะในอนาคต
เอกนิติโยนไทม์ไลน์ VAT ล่วงหน้า เท่ากับ
พูดกับคนเมืองโดยตรงว่า “ผมไม่ใช่นักการเมืองแบบหลอกตัวเลข ผมคือ Technocrat“
นี่คือ solid move เพื่อเพิ่มคะแนน Party List
ตรง segment (กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินและกลุ่มอนุรักษ์นะ)
คะแนนคนเมือง = ความชอบธรรม

3) ส่งสัญญาณให้ตลาด–นักลงทุนว่า “ไทยไม่บ้าประชานิยมอีกแล้ว”
พูดเรื่องขึ้น VAT ตอนตลาดเริ่มกังวลหนี้สาธารณะ ใกล้เลือกตั้ง มันคือสื่อไปที่
IMF…
นักลงทุนต่างชาติ…
บริษัทจัดอันดับ…
ธนาคารพาณิชย์…
ภาคเอกชนที่ซื้อบอนด์รัฐบาล…
นี่เป็นจังหวะ rebuild credibility ของไทยในเวที global finance

4) เป็นการ “ขึงแนววินัยการคลัง” ไว้ก่อนจะมีการหาเสียงครั้งใหญ่
เดี๋ยวพรรคอื่นจะแข่งกันแจกยับ
เขาขึงเส้นไว้ล่วงหน้าเลยว่า
“แจกได้ แต่ต้องตอบคำถามว่าเงินมาจากไหน”(ซึ่งเป็นปัญหาเงิน 10,000 บาทที่เพื่อไทยทำนโยบายเมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วว่าเงินมาจากไหน)
พูดก่อนจะกลายเป็นผู้กำหนดกรอบสนามเลือกตั้ง
พรรคอื่นต้องเล่นอยู่ในกรอบนี้ทันที
นี่คือเกมวางกับดัก narrative ทางการคลังระดับสูง และออกมาจากปากอดีตอธิบดีกรมสรรพากรที่รู้เรื่องภาษีดีที่สุด และเป็นว่าที่ candidate นายกรัฐมนตรี

5) เน้นภาพเอกนิติเป็น “Technocrat“ ผู้จะเป็นขุนคลังคู่ใจนายกฯ ตลอดสมัยอนุทินเป็นนายกฯ
พูดเรื่องขึ้น VAT คือเสี่ยง
แต่ความเสี่ยงนี้แปลเป็นภาพว่า
“ผมพูดเรื่องที่นักการเมืองไม่กล้าพูด”
นี่คือการยกระดับตัวเองขึ้นอีกขั้น
ตอกย้ำ Credibility Candidate นายกฯ ที่มาจากข้าราชการเก่า

6) เป็นการประกาศว่า “ประเทศไทยไม่ไหวแล้ว ต้องจ่ายกันจริง ๆ”
พูดตอนนี้เท่ากับ ส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจปรับตัวล่วงหน้า
ไม่รอให้ขึ้นแบบฟ้าผ่าแล้วธุรกิจสะดุด
ธุรกิจใหญ่จะ appreciate move แบบนี้มาก

7) ที่สำคัญที่สุด: วางอาณาเขตให้พรรคภูมิใจไทยเหนือเพื่อไทย–ประชาชนในเชิงนโยบายจริง
เพื่อไทย คือภาพพรรคประชานิยม
ประชาชน คือภาพ “เปลี่ยนโครงสร้าง-รัฐสวัสดิการ แต่ไม่พูดเรื่องรายได้รัฐ”
ภูมิใจไทยใช้เอกนิติ สร้าง image ภจท. “เราคือพรรคไม่โกหกตัวเลข และทำงานแบบไม่หนีความจริง”
เป็นการจิก Narrative ทั้งสองฝ่ายแบบเนียนมาก

สรุป…

เอกนิติพูดขึ้น VAT ตอนนี้
ไม่ใช่เพราะจะขึ้นจริงวันนี้
แต่เพราะต้องการ
ล็อก narrative + ขึงวินัยการคลัง + สร้างภาพกล้าพูดความจริง + ชิงใจคนเมือง + ปูฐานการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย

นี่คือการเคลื่อนแบบ “มืออาชีพคิดก่อน”
ไม่ใช่แบบการเมืองที่เก่งแต่ประชานิยม

4 อดีต สส.ไทยรักไทย กอดคอรื้อฟื้นความหลัง พร้อมอัปเดตการเมือง

4 อดีต สส.ไทยรักไทย กอดคอรื้อฟื้นความหลัง พร้อมอัปเดตการเมือง

4 อดีต สส.ไทยรักไทย กอดคอรื้อฟื้นความหลัง พร้อมอัปเดตการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.29 น.

4 อดีต สส.ไทยรักไทย กอดคอรื้อฟื้นความหลัง พร้อมอัปเดตการเมือง ด้าน”ปิติพงศ์”เผยอนาคตมาร่วมงานพรรคเป็นธรรมหรือไม่ ขอเป็นการตัดสินแต่ละคน ยันพร้อมเลือกตั้ง ชี้ 21 ธ.ค.นี้ประชุมใหญ่

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้โพสต์ภาพนั่งร่วมรับประทานอาหารกับ นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม (ปธ.)
พร้อมด้วย นายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ และ นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ หรือเดิมชื่อ ประมณฑ์ คุณะเกษม โดยทั้ง 4 คน เป็นอดีต สส.พรรค ทรท.พร้อมด้วย นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจและไลฟ์โค้ช น้องชายของนายภัทรศักดิ์ ร่วมนั่งพูดคุยด้วย

โดย นายสุรนันทน์ ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า “นั่งคุยกับหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ปิติพงศ์ เต็มเจริญ ขอบคุณเจ้าภาพ อดีต สส.ภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ พร้อมด้วย อดีต สส.ประมณฑ์ คุณะเกษม และคุณกิ๊ก โอสถานุเคราะห์”

ต่อมา นายปิติพงศ์ เปิดเผยว่า เป็นการมานั่งพูดคุยรื้อฟื้นความหลังด้วยความในฐานะเพื่อนที่เป็นอดีต สส.พรรค ทรท.ด้วยกัน และอนาคตทางการเมือง พร้อมอัปเดตข้อมูลทางการเมือง พร้อมระบุว่า กลางปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง นักการเมืองต้องมองหาพรรคการเมืองที่ตัวเองเชื่อมั่น

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า ส่วนของพรรค ปธ.มีความพร้อมที่จะส่งว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตและแบบบัญชีรายชื่อ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยวันที่ 21 ธ.ค.พรรคจะมีการประชุมสามัญประจำปี เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง พร้อมเปิดแคมเปญพรรค นำเสนอนโยบายพรรค ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าได้มากกว่า 1 เขตแน่นอน และมีว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อที่มีคุณภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่า อนาคตมีโอกาสที่ทั้งหมดจะมาร่วมงานกับพรรค ปธ.หรือไม่ นายปิติพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้เป็นการตัดสินใจของแต่ละคน และคงต้องสอบถามเจ้าตัวเอง

– 006

‘นายกฯ’ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบ เหตุทหารกัมพูชาจุดประทัด ชัดแล้วใครกันแน่ละเมิดปฏิญญา

‘นายกฯ’ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบ เหตุทหารกัมพูชาจุดประทัด ชัดแล้วใครกันแน่ละเมิดปฏิญญา

‘นายกฯ’ลั่นต้องมีคนรับผิดชอบ เหตุทหารกัมพูชาจุดประทัด ชัดแล้วใครกันแน่ละเมิดปฏิญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.03 น.

‘อนุทิน’ชี้ต้องมีคนรับผิดชอบ หลังทหารกัมพูชาจุดประทัดระหว่าง AOT ลงพื้นที่บ้านชำราก จ.ตราด บอก ชัดแล้วใครกันแน่ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ ไทย-กัมพูชา ย้ำกู้ทุ่นระเบิดไม่แบ่งแยกว่าของใคร แต่ต้องเก็บกู้ตามหลักมนุษยธรรม

เมื่อเวลา 17.30น.วันที่ 20 พ.ย.68 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชามีการจุดประทัดระหว่างที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ลงพื้นที่ที่บ้านชำราก จังหวัดตราด ว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีคนรับผิดชอบ ก่อนย้อนถามกลับว่า แล้วแบบนี้ใครเป็นคนละเมิด Joint declaration แน่นอนว่าไม่ใช่ไทย เพราะวันนี้คณะ AOT พร้อมที่จะออกมายืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นผู้ละเมิดข้อตกลง

นายอนุทิน กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงต้องมีการส่งเรื่องดังกล่าวให้กับผู้ที่รับผิดชอบรับทราบ เพราะหากไม่มีความปลอดภัย จะพาเขามาเสี่ยงกับเราไม่ได้ แต่ถ้าเสียงไม่ได้ ก็ต้องมีคนไปบอกคู่กรณีของเราว่าจะดำเนินการรับรองความปลอดภัยอย่างไร เราถึงจะกู้ทุ่นระเบิดได้

นายกรัฐมนตรี ยังย้ำด้วยว่า เรื่องของการเก็บกู้ทุนระเบิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่า ต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีมนุษยธรรม ดังนั้นหากเป็นการกู้ทุนระเบิดเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์แล้ว ไม่ว่าเป็นทุ่นระเบิดของใครก็ต้องเก็บกู้ เพราะถือเป็นกติกาของโลก ขณะเดียวกันใน Joint declaration ก็กำหนดไว้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม

‘อนุทิน’รับยังไม่คุย‘ศุภจี’นั่งแคนดิเดต ตอก‘มาร์ค’อย่ายุ่งเรื่อง‘ภูมิใจไทย’

‘อนุทิน’รับยังไม่คุย‘ศุภจี’นั่งแคนดิเดต ตอก‘มาร์ค’อย่ายุ่งเรื่อง‘ภูมิใจไทย’

‘อนุทิน’รับยังไม่คุย‘ศุภจี’นั่งแคนดิเดต ตอก‘มาร์ค’อย่ายุ่งเรื่อง‘ภูมิใจไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.55 น.

‘อนุทิน’รับยังไม่คุย‘ศุภจี’นั่งแคนดิเดต ขอ‘มาร์ค’อย่ายุ่งเรื่อง‘ภูมิใจไทย’ หลังวิจารณ์เปิดตัวก่อนเสียเปรียบ

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 20 พ.ย.68 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการเปิดเผยชื่อ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามแล้วหรือยังว่า ยังไม่ได้พูดคุยเพราะนางศุภจี อยู่สหรัฐฯ

เมื่อถามว่าเป็นการมัดมือชก นางศุภจีหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เป็นเรื่องภายในพรรคตน ส่วนการเชิญอย่างเป็นทางการตนคิดอะไรในสิ่งที่ดีก็คิด อย่างที่พูดว่า นางศุภจี เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ยังไม่เห็นมีใครออกมาคัดค้านซึ่งตนจะไปคุยกับท่านในรายละเอียดต่อไป ตนเป็นคนเปิดเผยไม่อยากทำอะไรลับหลังประชาชน อะไรที่บอกประชาชนเนิ่นๆได้ก็เป็นสิ่งดี หลังจากคิดว่าการเลือกตั้งรอบต่อไปพรรคภูมิใจไทยไม่ควรมีแคนดิเดตนายกฯคนเดียว เพราะการเมืองในปัจจุบันเราได้เห็นการที่ไม่มีตัวเลือกเลยก็อาจจะเสียโอกาสไปได้ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ต้องคิดไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่าการที่ออกมาพูดก่อนเช่นนี้อาจทำให้นางศุภจี ถูกวิจารณ์เพราะเคยบอกว่าจะอยู่ไม่เกิน 8 เดือน นายอนุทิน กล่าวว่า ที่นางศุภจี บอกไม่เกิน8 เดือนถูกต้องแล้ว เพราะรัฐบาลนี้อยู่ไม่เกิน 8 เดือน และตนในฐานะหัวหน้าพรรคก็ต้องรวบรวมผู้คนที่มีความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และมีประสบการณ์เข้ามาทำงานให้บ้านเมือง และการเชิญคณะรัฐมนตรีชุดนี้มาทำงานไม่มีใครตอบรับตนตั้งแต่รายแรกแต่ต้องตื้อโน้มน้าวให้เขาเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ขออย่าเอาคำพูดเหล่านี้มากล่อมหรือบีบให้พวกเขากลัวจนไม่กล้ากลับมาอีก

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะตื้อสส.จากพรรคเพื่อไทยมาร่วมพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนพวกตนเป็นเด็กๆมีคำกล่าวว่า ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก

เมื่อถามอีกว่าประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคภูมิใจไทยจะได้สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน ตอบว่า ยังไม่ได้คิดขนาดนั้น ขอคิดในภาพรวมและนโยบายการหาเสียงก่อน

เมื่อถามว่าหลังเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย สามารถจับมือได้กับทุกพรรคใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนที่แน่วแน่

เมื่อถามถึงกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาบอกว่าการเปิดตัวแคนดิเดตเร็วไปจะทำให้เสียเปรียบ นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็พรรคใครพรรคมัน พรรคท่านผมไม่เคยไปยุ่ง พรรคผมท่านก็อย่ามายุ่งเท่านั้นเอง”

ไทยอยู่ในช่วงฟื้นฟู! ‘อนุทิน’เบรกเก็บ VAT 8.5% ลั่นไม่ขึ้นแน่นอน​

ไทยอยู่ในช่วงฟื้นฟู! 'อนุทิน'เบรกเก็บ VAT 8.5% ลั่นไม่ขึ้นแน่นอน​

ไทยอยู่ในช่วงฟื้นฟู! ‘อนุทิน’เบรกเก็บ VAT 8.5% ลั่นไม่ขึ้นแน่นอน​

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.41 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายก​รัฐมนตรี และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงแผนการปรับขึ้น​ VAT เป็น​ 8.5% ว่า​ ตามกฎหมายต้องเก็บ VAT 10% แต่ไทยใช้ข้อยกเว้นมาโดยตลอด จากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่ออกมาล่าสุด​ก็เป็นการนำเสนอแผนระยะยาว​ ก็ต้องมีการนำเสนอด้วยอิงกฎหมายไว้ก่อน แต่ในความเป็นจริงช่วงนี้ไม่ต้องกังวล หากตนเองยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทาง บริหารประเทศอยู่ VAT ไม่ได้ขึ้นแน่นอน ต้องอยู่ที่เดิมก่อน​ เพราะไทยอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟู กำลังปรับสภาพประเทศให้มีศักยภาพในการดำรงอยู่ในเวทีโลก ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า​ จะยังไม่มีการปรับขึ้นอย่างแน่นอนใช่หรือไม่​ นายอนุทิน​ กล่าวว่า “แน่นอนครับ ยังไม่มีการปรับขึ้น”

กอ.รมน.แจ้งปชช.เป็นหูเป็นตา ‘ไส้ศึก-สอดแนม’ ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด

กอ.รมน.แจ้งปชช.เป็นหูเป็นตา ‘ไส้ศึก-สอดแนม’ ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด

กอ.รมน.แจ้งปชช.เป็นหูเป็นตา ‘ไส้ศึก-สอดแนม’ ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.39 น.

“กอ.รมน.” แจ้งขอความร่วมมือ ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา บุคคลกลุ่มบุคคล ที่จะลักลอบเข้ามาสอดแนม หรือเป็นไส้ศึก ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ชี้แจ้งว่า ในช่วงนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา ซึ่งพบว่า มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลบางส่วนที่อาจเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ชัดเจน แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่แน่ชัดถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น แต่เพื่อเป็นการป้องกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และความมั่นคงของชาติ กอ.รมน. จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ 

โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดน ให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังสังเกตการณ์ และแจ้งข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ขอเน้นย้ำว่า การสังเกตพฤติกรรมที่ต้องสงสัยหรือไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ไม่ได้เป็นการเหมารวมบุคคลใดตามสัญชาติ แต่เป็นเพียงการเฝ้าระวังเชิงป้องกันในช่วงที่สถานการณ์มีความอ่อนไหว ดังนั้น หากประชาชน พบเห็น

1.บุคคลต่างชาติที่มีพฤติกรรมลับล่อหรือหลีกเลี่ยงการแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่
2.การถ่ายภาพหรือบันทึกข้อมูลในพื้นที่หวงห้าม
3.การเข้าพื้นที่ต้องห้ามโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
4.การติดต่อสื่อสารหรือเคลื่อนไหวผิดปกติใกล้พื้นที่ราชการหรือพื้นที่ความมั่นคง

ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ตำรวจ ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครอง เพื่อทำการตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยยืนยันว่าข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บเป็นความลับและใช้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัยของส่วนรวมเท่านั้น

สำหรับช่องทางแจ้งข้อมูล ประชาชนสามารถติดต่อได้ผ่าน 
-สายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 
-สายด่วนความมั่นคงกอ.รมน. 1374
-สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567
-หน่วยทหาร–ฝ่ายปกครองในพื้นที่
-เจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย

กอ.รมน.ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและสนับสนุนงานด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอยืนยันว่าหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ยังคงปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง เคารพสิทธิมนุษยชน และตระหนักถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก.

ไม่เคยมีทางตัน! นายกฯลั่นไทยต้องยืนขาเดียวให้ได้ ท่ามกลาง 2 ขั้วอำนาจ

ไม่เคยมีทางตัน! นายกฯลั่นไทยต้องยืนขาเดียวให้ได้ ท่ามกลาง 2 ขั้วอำนาจ

ไม่เคยมีทางตัน! นายกฯลั่นไทยต้องยืนขาเดียวให้ได้ ท่ามกลาง 2 ขั้วอำนาจ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.38 น.

นายกฯลั่นไทยไม่เคยมีทางตัน เลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องยืนขาเดียวให้ได้ ท่ามกลาง 2 ขั้วอำนาจ บอกถ้าอยากให้ ศก.ไทยดี-กฎระเบียบเสร็จ”เลือกผมกลับมาทำให้จบ” วอนปชช.ตัดสินใจเอาใครมีความตั้งใจ

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย โดย นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า สิ่งที่เราอยู่ในวงการโลก ทำให้รู้วิธีที่จะเจรจากับพวกเขา คำว่าเจรจาเป็นศัพท์ที่ฟังดูเพราะ เพราะมันเอาประเทศกับประเทศมาพูดคุยกัน แต่ในความเป็นจริงคือต่อรองทั้งนั้น ไม่ต่างจากการที่เราต่อรองกับบริษัทคู่ค้าของเรา เป็นแบบนี้ตลอดไม่ว่าจะอยู่เวทีที่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมีความมั่นคงแข็งแรงอย่างไร โลกเราทุกวันนี้อยู่กันด้วยคำว่าประสานประโยชน์ ถ้าเป็นภาษาพวกเราเรียกว่าสมประโยชน์ แต่ภาษาทางการเรียกว่าประสานประโยชน์ หรือใช้คำว่าวินวิน เพื่อทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกเหมือนตัวเองได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งสองฝ่ายได้หมดไม่มีใครเสียเปรียบ นี่คือกติกาของโลกที่เราต้องพยายามหาช่องทางที่เราหารือกับทางคู่ประเทศคู่กรณีและเดินไปด้วยกัน

นายกฯ กล่าวอีกว่า โอกาสของเราเมื่อเราดำรงตนให้เป็นพันธมิตร เราก็จะเป็นพันธมิตรกับโลกทั้งใบ โดยที่ไม่ผูกขาด เราต้องทำให้เขาเข้าใจคำว่าเราเป็นเฟรนด์กันก็จริง แต่ต้องเป็นเฟรนด์ ที่มีผลประโยชน์ด้วยกัน ต้องจับมือกันในสิ่งที่ลงตัว ก็จับมือกัน และหากไม่ลงตัว ก็ไปหาคนที่พร้อมที่จะจับมือกับเรา ซึ่งมีตลอดเวลา ไม่เคยมีทางตัน ประเทศไทยต้องเลิกเป็นกระต่ายตื่นตูม ต้องยืนขาเดียว ยืนคนเดียวให้ได้ อย่าไปเชื่อว่าต้องเอนอยู่กับฝ่ายนี้จนเกินไป เพราะวันดีคืนดีหากเขาขยับตัวนิดเดียว เราก็ล้ม หรือถ้าเราจะพยายามบาลานซ์ตัวเองเต้นตามตลอดเวลา ท่ามกลาง 2 ขั้วอำนาจ สุดท้าย 2 ขั้วอยู่ได้สบาย คนเต้นตายก่อน ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องทำให้ได้คือเราต้องเป็นขั้วที่ 3 อยู่ของเรา อยู่ให้ได้ หาจุดแข็งและดำเนินต่อไปให้ได้ ซึ่งเราก็เป็นเช่นนั้นมาโดยตลอดในการทำธุรกิจ ตนเคยมาจากภาคเอกชนทราบความต้องการของผู้ประกอบการ

“เราต้องเข้มแข็ง อย่ายึดติด ต้องยืดหยุ่นอะไรที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เราก็ต้องทำไป เศรษฐกิจไทยต้องมีความพร้อมสำหรับการแข่งขันในรูปแบบใหม่ คนพร้อม ทรัพยากรพร้อม กฎระเบียบกำลังทำอยู่ ถ้าอยากให้พร้อม ก็เลือกผมกลับมา แล้วทำให้จบ ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันไปมันก็จะเป็นตัวฉุดรั้งหลังความเจริญ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปอยู่ ปฏิรูปพลังงาน ปฏิรูปกฎหมายที่เก่าแก่คร่ำครึ เราก็จะแก้ไขให้หมด ถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้ แต่ทุกอย่างภายในเวลาอันจำกัด เราก็ปูทางเอาไว้พี่น้องประชาชนก็ตัดสินใจเอาว่าคนไหนที่มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้ และมีความกล้าหาญมากเพียงพอที่จะทำสิ่งเหล่านี้” นายกฯ กล่าว

‘อนุทิน’ลั่น! ไทยไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว

'อนุทิน'ลั่น! ไทยไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว

‘อนุทิน’ลั่น! ไทยไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.31 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานสัมมนา “PRACHACHAT OUTLOOK THAILAND 2026 : ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย โดย นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Change for the Future” มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า วันนี้ไปงานอะไรผู้นำแต่ละประเทศต่างมีบทพูดคล้ายๆ กัน มีศัพท์ใหม่ๆ เหมือนๆ กัน ทำให้เห็นว่าโลกทั้งโลกยอมรับว่าถ้าจะอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขต้องอยู่ใต้กติกาเดียวกับ และประเทศไทยก็ไม่ได้ตกขบวนเหล่านี้

ส่วนที่กลัวว่าภูมิรัฐศาสตร์ของโลกจะวุ่นวาย ตนเห็นว่าไม่มีใครอยากเดินถอนหลังไปสู่การใช้อาวุธสู้รบ ประเทศเพื่อนบ้านเลี่ยงได้ก็เลี่ยงใช้วิธีเจรจาทางการทูต แต่ทำให้เขาเห็นว่าถ้าข้ามเส้นมาก็รอดูแล้วกัน ตนถึงใช้คำว่าแม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ขอให้สะบายใจประเทศจะไม่ศูนย์เสียอธิปไตยหรือเสียเปรียบเขา รบแพ้ ไม่มีแน่นนอน พี่ๆ ในกองทัพทุกคนมั่นใจ แต่บอกว่าอย่าให้ไปถึงจุดนั้น แต่ถ้าจำเป็นก็พร้อม เมื่อได้ยินคำนี้มาก็รู้จะไปต่ออย่างไรในการไปคุยกับประเทศคู่กรณี รวมถึงประเทศที่อาสามาเป็นคนกลาง สุดท้ายทุกอย่างต้องเป็นไปได้ตามที่เราต้องการ มีออกนอกกรอบนิดนึง แต่เราก็ปรับเปลี่ยนแล้วไปต่อ ตนชอบหัวข้อ “ปรับ-เปลี่ยน-ไปต่อ” มาก ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือคนธรรมดา ขอเอาคำนี้ไปใส่กรอบไว้

นายกฯ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อเราเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง กำหนดทิศทางไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แนวทางของเราในตอนนี้คืออย่างที่ตนให้สัมภาษณ์และยืนยันอยู่ตลอดเวลาถือเป็นการปฏิบัติเลยก็ว่าได้คือ รักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของความมั่นคงของเศรษฐกิจ หรือผลประโยชน์ทางการทูต ซึ่งถ้าสาขานี้อยู่ครบ ประเทศไทยเราไม่มีคำว่าเสียเปรียบหรือมีคำว่าแพ้ดำรงความเป็นอธิปไตย แม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียวก็ไม่ยอมเสียให้กับประเทศใดๆ ประเทศกัมพูชาก็บอกแบบเรา ว่าเขาจะไม่เสียให้เราแม้แต่ตารางมิลลิเมตร เพราะเขาคงเห็นเรา เขาก็ไม่ยอมเสีย แต่เราไม่ได้มาโต้วาที เป็นเรื่องของการดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศ หลักการรับได้ไหมต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่จบ ถ้าไม่จบก็เปิดด่านไม่ได้ แล้วใครเดือดร้อนกว่า และเป็นท่านๆ จะยอมหรือไม่ ถ้าท่านยอมก็ไม่มีปัญหา เพราะอย่างไรของก็ต้องผ่านจากเมืองไทย จะให้อ้อมประเทศลาว อ้อมอ่าวไทย ไปขึ้นโฮจิมินห์แล้วเข้ากัมพูชา ท่านกำลังแกล้งประชาชนของท่าน เพราะเขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องมาซื้อของที่มันแพงขึ้น ซึ่งก็ต้องมาพูดคุยกันและมันก็ใกล้แล้ว ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ทหารของเราเหยียบกับระเบิด เราก็รีแอคชั่นทันที ระงับการดำเนินการทางปฏิญญาทันที ตาม 4 ข้อที่กำหนดเอาไว้

“วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บอกว่าอยากให้ลดภาษีมากกว่านี้ ก็โชว์ว่าไปกอบกู้ทุ่นระเบิด แต่ต้องมีความปลอดภัย เรากู้ได้ให้เขาเห็น ฉะนั้น ถ้าเราจบกับเขาได้โดยที่เราไม่เสียประโยชน์อะไรก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ การที่จะรักษาความสมดุลได้นั้นความยืดหยุ่นต้องมีความสำคัญมาก เราต้องพร้อมที่จะปรับแผนตลอดเวลาและดำเนินต่อไป” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เราพูดแล้วสะกดทุกคนได้คือ “เฮลท์แคร์” เรื่องการรักษาโรค เพราะสิ่งที่เรามีมากกว่าประเทศอื่นคือความใส่ใจ เวลาไปฉีกวัคซีนเมืองนอกเขาไม่บรรจง แต่ประเทศไทย พยาบาลของเราก็จะฉีดดูแลอย่างดี ทำฉีดเสร็จแล้วยังไม่รู้ นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยมีโม้ได้ ภาพเหล่านี้เขาไม่มีทางหาได้ในประเทศของเขา สิ่งเหล่านี้ประเทศไทยขายได้แล้วก็ไม่มีใครมาเถียง เราเป็นหนึ่งเดียวของโลกใบนี้