ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก 5-9 ธ.ค.นี้

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก5-9ธ.ค.นี้

ก.เกษตรฯจัดงานวันดินโลก5-9ธ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงาน “วันดินโลก 2568” เทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” และเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2568 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

วันนี้ (20 พ.ย.) นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานงานแถลงข่าวเตรียมจัดงาน “วันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2568” ภายใต้หัวข้อ “Healthy soils for healthy cities – ดินที่สมบูรณ์ สู่เมืองที่สมดุล เกื้อกูลชีวิต” ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคม 2568 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์นักพัฒนา พระผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพ พระมหากรุณาธิคุณด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เน้นย้ำถึงความสำคัญของดินสุขภาพดีซึ่งเป็นพื้นฐานการพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ที่มีการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างอาหารที่ปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง โดยมี นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 2801 กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

นายนเรศ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงมุ่งมั่นศึกษาค้นคว้า เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้ จนเกิดเป็นศาสตร์พระราชาแห่งการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากทั่วโลก สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศรับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก (World Soil Day) ประเทศสมาชิกกว่า 200 ประเทศจะจัดงานวันดินโลกพร้อมกัน เพื่อรณรงค์ตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดกิจกรรมรณรงค์ การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้น ในวันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ ยังเป็นวันดินโลก เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร สร้างการรับรู้ และความเข้าใจถึงความสำคัญของวันดินโลก เพื่อให้น้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา ด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นในการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทรัพยากรดิน” ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำการเกษตรที่ช่วยสร้างอาหารปลอดภัย เพิ่มพื้นที่สีเขียว ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง และพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ จึงอยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักเรียน นักศึกษา มาร่วมงานวันดินโลก ปี 2568 ระหว่างวันที่ 5 – 9 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. ที่กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งได้รวบรวมผลงานภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินด้านการจัดการทรัพยากรดินทั้งหมดมาจัดแสดงให้ได้เรียนรู้ อบรม และฝึกปฏิบัติจนสามารถกลับไปปฏิบัติได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดพื้นที่ของกรมพัฒนาที่ดินให้มีความสวยงามที่จัดแสดงตัวอย่างการทำการเกษตรในเมืองให้ทุกท่านได้มาเยี่ยมชม สัมผัส มาศึกษา เรียนรู้ ในบรรยากาศเหมือนเที่ยวสวนสาธารณะ งานเดียวที่รวมความรู้เรื่องดินงานนี้ต้องห้ามพลาด ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมรำลึกถึง “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”และมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแล “ดิน” เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมต่อไป” นายนเรศ กล่าว

ด้าน ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดินอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการดินและน้ำ ผ่านนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาดิน น้ำและชีวิต นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการดินโลกแสดงรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award นิทรรศการวิชาการเป็นไฮไลท์ ที่จะพาทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของดินและผลกระทบของดินต่อชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียหน้าดิน พื้นที่เกษตรที่ลดลง และความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง พร้อมชวนร่วมกันค้นหาวิธีแก้ไข เช่น การวางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสม การจัดการดินเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง รวมถึงนิทรรศการรูปแบบใหม่ “ดินดี เมืองดี สุขภาพดี” ที่ชวนให้ติดตามหาคำตอบว่า ดินคืออะไร ทำไมเราต้องดูแลและแนวทางฟื้นฟูอย่างไรจึงยั่งยืน นิทรรศการมีชีวิตออกแบบเพื่อให้ทุกคนสามารถ “สัมผัส เรียนรู้และลงมือทำจริง ” เช่น แปลงนาสาธิต แปลงผักอินทรีย์บนแคร่ สวนผักดาดฟ้า สวนเกษตรในเมือง ปลูกผักแนวตั้ง ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ตลอดจนการจัดการขยะอย่างถูกวิธี พร้อมกิจกรรม Workshop อบรม และสาธิตเทคนิคต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดทั้งงาน นอกจากนี้ ยังมีเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการจัดการดินและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมบรรยายพิเศษ

นอกจากนี้ ภายในงานครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ดินโฉมใหม่” ที่พัฒนาเข้าสู่การเรียนรู้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยสื่อมัลติมีเดีย อินเทอร์แอ็กทีฟ และการนำเสนอข้อมูลแบบทันสมัย ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าใจระบบดิน ลักษณะดินของประเทศไทย การจัดการดินเพื่อการเกษตร และประวัติศาสตร์ด้านการพัฒนาที่ดินได้อย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดตลอดช่วงการจัดงาน งานนี้ยังเป็นเวทีที่ภาคีเครือข่ายด้านดินมารวมพลังนำเสนอผลงาน งานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ สำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และหมอดินอาสา เช่น แข่งขันหมอดินตรวจวิเคราะห์ดิน และกิจกรรม D.I.Y งานศิลป์จากดินและวัสดุธรรมชาติที่สามารถนำกลับบ้านได้ ภายในงานยังมีโซน จำหน่าย ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล อาหาร/อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลผลิต สินค้าและผลิตภัณฑ์การเกษตร จากทั่วทุกภูมิภาค รวมถึงฟู้ดทรัคหลากหลายร้าน เดินทางสะดวก โดยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีเสนานิคม

ในส่วนภูมิภาค สำนักงานพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ จะจัดงานวันดินโลกตลอดเดือนธันวาคมเช่นกัน ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานวันดินโลก ปี 2568 ร่วมเรียนรู้ พัฒนา และรักษาดินไปด้วยกัน เพื่ออนาคตเมืองที่ยั่งยืนและอนุรักษ์ทรัพยากรดินให้คงอยู่อย่างยาวนานต่อไป

015

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แปดริ้วนำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.04 น.

เกษตรฉะเชิงเทรานำร่อง! ‘มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า’ สู่การผลิตที่ปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

////-026

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’ธรรมนัส’เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

'อธิบดีกรมการข้าว'ร่วมคณะ'ธรรมนัส'เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

‘อธิบดีกรมการข้าว’ร่วมคณะ’ธรรมนัส’เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.31 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมคณะ”ธรรมนัส”เยือนขอนแก่น ขับเคลื่อนงานเกษตรครบวงจร รับฟังปัญหาพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ฯ พร้อมมอบปัจจัยการผลิต เพื่อลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ร่วมคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ วัดนามูลพุทธาวาส ตำบลดูนสาด อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น

จากการลงพื้นที่ฯ ในครั้งนี้ได้รับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ และได้มอบนโยบายให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวเหนียว ซึ่งมอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมการข้าวประสานผู้ประกอบการให้เข้ามารับซื้อข้าวเหนียวจากเกษตรกรโดยตรงในราคาที่เป็นธรรม ส่วนพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ที่มีการลักลอบนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เป็นสาเหตุให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ได้สั่งการ ฉก.พญานาคราช ตรวจจับและดำเนินคดีอย่างเข้มข้น รวมทั้งการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

“ราคาข้าวหอมมะลิขณะนี้ขยับขึ้นอยู่ที่ตันละ 13,800 บาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณดี แต่ปัญหาใหญ่ของภาคอีสานคือราคาข้าวเหนียวที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุน โดยได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องประสานโรงสีให้รับซื้อข้าวเหนียวจากชาวนาโดยตรง ห้ามกดราคา ห้ามเอาเปรียบ พร้อมตั้งระบบติดตามราคาแบบวันต่อวัน เพื่อไม่ให้พ่อค้าคนกลางกดราคาในพื้นที่ ส่วนปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น มันสำปะหลัง และผลไม้ต่าง ๆ เช่น ทุเรียน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ได้มอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นำทีม ฉก.พญานาคราช ตรวจจับอย่างเข้มงวด ดำเนินคดีเด็ดขาดกับกลุ่มลักลอบนำเข้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรในประเทศ” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

“ในส่วนของกรมการข้าวนั้น ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในพื้นที่ ให้จัดหาโรงสีเข้ามารับซื้อข้าวเหนียวกับเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรพี่น้องชาวนาผู้ปลูกข้าว ให้สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นต่อไป” นายอานนท์ กล่าว

โดยในโอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่อลดต้นทุนการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี จากกรมการข้าว จำนวน 1,566 ตัน โคเนื้อสายพันธุ์ผสมพื้นเมือง พันธุ์ปลา-พันธุ์กุ้งก้ามกราม มอบสระเก็บน้ำในไร่นา สระเก็บน้ำพร้อมระบบสูบน้ำโซล่าเซลล์ เมล็ดพันธุ์ปอเทือง เมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ รวมทั้งมอบใบรับรอง GAP ทุเรียน และมอบเงินสนับสนุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้วย

LOFT จับมือศิลปินสตรีทอาร์ต เปิดตัว ‘Suga® Please’ เติมพลังความหวานให้ชีวิต ผ่านคาแรกเตอร์ Suga®

LOFT จับมือศิลปินสตรีทอาร์ต เปิดตัว ‘Suga® Please’ เติมพลังความหวานให้ชีวิต ผ่านคาแรกเตอร์ Suga®

LOFT จับมือศิลปินสตรีทอาร์ต เปิดตัว ‘Suga® Please’ เติมพลังความหวานให้ชีวิต ผ่านคาแรกเตอร์ Suga®

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.28 น.

LOFT ไลฟ์สไตล์ช็อปชื่อดังจากญี่ปุ่น เดินหน้าสร้างประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่อีกครั้ง ด้วยการจับมือศิลปินสตรีทอาร์ตระดับไอคอนของไทย Benzilla” หรือ เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข เปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษ “Suga® Please” พร้อมทั้งครีเอทป๊อปอัพถ่ายทอดคาแรกเตอร์ “Suga®” ตัวแทนของคนเมืองที่เผชิญกับชีวิตอันแสนเร่งรีบ แต่ยังคงค้นหาความสุขเล็กๆ จากของหวาน เติมพลังให้ทุกวันด้วย ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ณ Suga® Please Showcase Experience ครั้งแรกในไทย ที่ LOFT ชั้น 4 ฝั่ง South สยามพารากอน

ภายในงานพบกับสินค้าคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในแต่ละวันที่ Suga® ต้องตื่นเช้า ฝ่ารถติดที่ไม่รู้จบ และเจอกับความจำเจของชีวิตประจำวัน จนทำให้เธอรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและเบื่อหน่าย แต่สิ่งเดียวที่ทำให้โลกของเธอกลับมามีสีสันคือ “ของหวาน” ที่เธอหลง ใหล และจากแรงบันดาลใจนี้จึงเกิดเป็น Suga® Please เอ็กซ์คลูซีฟคอลเลกชันพิเศษระหว่าง “LOFT” แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และ “Benzilla” ศิลปินสตรีทอาร์ตผู้เป็นไอคอน ถ่ายทอดความสดใสและพลังงานชีวิตของ Suga® ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม

ในครั้งนี้พิเศษยิ่งกว่า เพราะเป็นครั้งแรกที่ Benzilla ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ Suga® ออกมาในรูปแบบ Plush Toys เต็มรูปแบบที่ทุกคนรอคอยให้ได้สัมผัสเสน่ห์และเอกลักษณ์ของเธออย่างใกล้ชิด มาพร้อมกับสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตั้งแต่ของใช้ประจำวัน ของสะสมไปจนถึงแฟชั่นไอเทมที่สามารถหยิบมาสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกสไตล์ โดยทุกชิ้นคือการผสมผสานลายเส้นซิกเนอร์เจอร์ของ Benzilla จนเกิดเป็นคอลเลกชันที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนความขี้เล่น ความสดใสและความเท่ในเว

ลาเดียวกันมากไปกว่านั้นกับครั้งแรกของ Suga® Plush Sculpture ขนาดใหญ่ที่จัดแสดงให้แฟนๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด “Suga® Please” จึงไม่ใช่เพียงคอลเลกชัน แต่คือการประกาศตัวตนของคนรุ่นใหม่ว่า “ความหวานก็เท่ได้” “Life’s Bitter? – Suga® Please”

สำหรับคอลเลกชัน “Suga® Please” ถ่ายทอดความสนุกและพลังบวกในแบบฉบับของ Benzilla ด้วยโทนสีสดใสและดีไซน์ที่ผสมผสานอา รมณ์ playful กับ street ได้อย่างลงตัว ทุกชิ้นออกแบบและผลิตโดย Benzilla พร้อมรายละเอียดคุณภาพที่ใช้งานได้จริงและเหมาะสำหรับนักสะสม ได้แก่ Suga® Plush Toy (4,500 บาท) – ครั้งแรกของ Sugaในรูปแบบตุ๊กตาเต็มตัว ผลิตจากวัสดุนุ่มพิเศษ พร้อมกล่องอะคริลิกโชว์สุดพรีเมียม และ gimmick แม่เหล็กที่สามารถสลับติด “ดังโง๊ะ” หรือ “ดอกไม้” เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ของตัวตุ๊กตาได้,Suga® Look Oversize T-Shirt (1,290 บาท) – เสื้อคอตตอนเนื้อนุ่ม ทรง Oversize ใส่ได้ทั้งชายและหญิง ,Suga®&Look Tote Bag (1,890 บาท) – กระเป๋าแคนวาสทรงเท่ ดีไซน์เรียบแต่แฝงความสนุก ,Suga® Cap (990 บาท) – หมวกแก๊ปเรียบเท่ ปักลายคาแรกเตอร์ Suga , Suga® Plush Keychain (1,590 บาท) – พวงกุญแจผ้านุ่ม สัมผัสสบาย เหมาะเป็นของสะสมหรือของขวัญ ,Suga®&Look Tumbler (1,190 บาท) – แก้วน้ำ Food Grade เก็บอุณหภูมิได้ทั้งร้อนและเย็น ดีไซน์มินิมอล , Suga® Enamel Pin (590 บาท) – เข็มกลัดเคลือบสีเงางาม 3 แบบสุดพิเศษSuga ®&Look  Sticker Set (350 บาท) – สติกเกอร์รวมลายยอดฮิตของ Suga และเพื่อนๆ

ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก LOFT Benzilla Suga®  Please Showcase Experience ได้แล้ววันนี้สินค้าทั้งหมดวางจำหน่าย เฉพาะที่ LOFT เท่านั้น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: LOFT BANGKOK, Instagram: @loftbangkok และ ONESIAM SuperApp

เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข ดีไซเนอร์ และ ตามตะวัน แจ่มจำรัส ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ LOFT บจก.สยาม สเปเชียลลิตี้

เบนซ์-ปริญญา ศิริสินสุข ดีไซเนอร์ และ ตามตะวัน แจ่มจำรัส ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ LOFT บจก.สยาม สเปเชียลลิตี้

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ผนึกกำลังญี่ปุ่น จัดประกวดภาพวาดเด็ก ครั้งที่ 20 กระชับมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ผนึกกำลังญี่ปุ่น จัดประกวดภาพวาดเด็ก ครั้งที่ 20 กระชับมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ผนึกกำลังญี่ปุ่น จัดประกวดภาพวาดเด็ก ครั้งที่ 20 กระชับมิตรภาพไทย–ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.52 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับมูลนิธิเอ็มโอเอไทย และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA ประเทศญี่ปุ่น จัดโครงการ “การประกวดภาพวาดส่งเสริมวัฒนธรรมความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568” เปิดเวทีให้นักเรียนระดับประถมศึกษาทั่วประเทศแสดงศักยภาพด้านศิลปะ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์

การประกวดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) มีผลงานเข้าร่วมกว่า 1,000 ภาพ จากโรงเรียนทั่วประเทศ โดยผลงานรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับ 1 และอันดับ 2 จะได้รับสิทธิ์เข้าประกวดในระดับนานาชาติ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ MOA ประเทศญี่ปุ่น

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า “ผลงานของเด็ก ๆ สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพอันงดงาม โครงการนี้เป็นความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นที่ดำเนินมานานกว่า 19 ปี มีเยาวชนได้รับรางวัลแล้วกว่า 660 คน แสดงให้เห็นถึงพลังของศิลปะและวัฒนธรรมที่ช่วยเชื่อมโยงการเรียนรู้ของสองประเทศอย่างยั่งยืน”

นายดิษพล มาตุอำพันวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กล่าวเสริมว่า “การประกวดครั้งนี้เปิดโอกาสให้เด็กได้ถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และสังคม ผ่านงานศิลปะที่งดงาม ช่วยเสริมทักษะการสังเกต ความละเอียดอ่อน การทำงานร่วมกัน และความคิดสร้างสรรค์ในโลกยุคใหม่”

ด้านนายโคเฮ นากายิมา ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิศิลปะวัฒนธรรมโมกิจิ โอกาดะ กล่าวว่า “ทุกผลงานล้วนสะท้อนความตั้งใจ และถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมไทย–ญี่ปุ่นได้อย่างลึกซึ้ง ปีนี้ยังมีผลงานจากอีก 11 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ร่วมจัดแสดง เพิ่มความหลากหลายให้เวทีระดับนานาชาติ”

นิทรรศการผลงานเปิดให้ประชาชนเข้าชม ณ ห้องดาวเคราะห์สีฟ้า (Blue Planet) ชั้น 4 ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัสมุมมองศิลปะของเด็กไทย และรับแรงบันดาลใจจากผลงานที่หลากหลาย ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับสุนทรียภาพและวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้านศิลปะในสังคมไทย

กรมส่งเสริมการเรียนรู้และหน่วยงานพันธมิตรย้ำว่า “ศิลปะคือสื่อกลางสำคัญในการหล่อหลอมคุณค่าทางจิตใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และวางรากฐานให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของโลกอนาคต”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) กลุ่มส่งเสริมการเรียนรู้ โทร. 02-391-0544 หรือผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน

-(016)

เด็กไทยก้าวสู่เวทีโลก คว้าชัย 39 รางวัล โอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ครั้งที่ 15

เด็กไทยก้าวสู่เวทีโลก คว้าชัย 39 รางวัล โอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS  ครั้งที่ 15

เด็กไทยก้าวสู่เวทีโลก คว้าชัย 39 รางวัล โอลิมปิกวิชาการ ASMOPSS ครั้งที่ 15

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.40 น.

กองทัพเด็กไทยสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในเวทีโลก ด้วยการกวาดรางวัลรวมถึง 39 รางวัล จากการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการด้านความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติ ASMOPSS (Asian Science & Mathematics Olympiads for Primary and Secondary School) ครั้งที่ 15 ณ เมือง Bojonegoro เกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11– 15 พฤศจิกายน 2568

พรพัชร แผลงเดช  ประธานบริหารโครงการ ASMOPSS THAILAND  กล่าวว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของประ เทศไทย โดยทีมผู้แทนนักเรียนไทยที่ผ่านการคัดเลือกเพียง 32 คน สามารถคว้าเหรียญรางวัลและถ้วยรางวัลกลับมาได้ ครบทุกคน ทั้งในระ ดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีม พร้อมเน้นย้ำว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับรางวัลมากที่สุดและเป็นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ได้รับรางวัลครบทุกคน”

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ นักเรียนผู้แทนจากประเทศไทยที่ผ่านการคัดเลือกด้วยมาตรฐานระดับนานาชาติถึง 2 รอบ โดยรอบแรก คือ รอบประ เทศ มีนักเรียนเข้าร่วมสอบ 89,000 คน และรอบสอง คือ รอบคัดเลือกผู้แทนประเทศ ซึ่งคัดเลือกจากนักเรียนที่ได้หรียญรางวัลรอบแรกจากนักเรียนทั่วประเทศ และผ่านการคัดเลือกเพื่อร่วมสอบรอบนานาชาติทั้งหมด 32 คน ได้รับรางวัลกลับมาให้ชาวไทยได้ชื่นชม ประเภทบุคคลจำนวน 31 รางวัล ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา(3 เหรียญทอง, 2 เหรียญเงิน, 3 เหรียญทองแดง) ระดับมัธยมศึกษา ( 2 เหรียญทอง, 5 เหรียญเงิน , 1 เหรียญทองแดง)  และวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา ( 2 เหรียญทอง, 4 เหรียญเงิน , 1 เหรียญทองแดง) ระดับมัธยมศึกษา ( 2 เหรียญทอง, 5 เหรียญเงิน , 1 เหรียญทองแดง) รางวัลประเภททีมจำนวน 8 รางวัล แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา (รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 1 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับสอง 2 รางวัล) ระดับมัธยมศึกษา (รางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 2 รางวัล, รองชนะเลิศอันดับสอง 1 รางวัล)

ธนากร แผลงเดช นายกสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนนอกระบบ ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาเอซายน์ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ASMOPSS เปิดเผยถึงเคล็ดลับความสำเร็จที่นำไปสู่รางวัลใหญ่ในปีนี้ว่า มาจากกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้นโดยมีนักเรียนเข้าร่วมสอบในรอบแรก (รอบประเทศ) มากกว่า 89,000 คน และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ “สิ่งแรกคือพื้นฐานการเรียนของเด็ก ความร่วมมือด้านการศึกษาของโรงเรียนนอกระบบและในระบบ สิ่งที่สองคือการสนับสนุนสำคัญจากสถาบันครอบครัว สำหรับความสำเร็จจากการแข่งขันประเภททีม เราใช้กระบวนการโค้ชโดยโค้ชมืออาชีพ และจัดทีมให้เด็กที่มีศักยภาพแตกต่างกันอยู่ด้วยกัน เพื่อเสริมสร้างให้ทีมมีความแข็งแกร่งและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเสียงตอบรับจากผู้ปกครองและเด็กๆเองต่างประหลาดใจและประทับใจที่ต่างคนต่างที่มาไม่ได้รู้จักกันแต่ด้วยกระบวนการของโครงการASMOPSS THAILAND ทำให้ทุกคนนำศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ร่วมกันในช่วงเวลาการเตรียมตัวช่วงสั้นๆได้อย่างลงตัวและประ สบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม”

อ.มีนา มัญชุมาศ บุญชู โกคิง CEO บริษัท Talent detective , ที่ปรึกษาโครงการ ASMOPSS และเลขาธิการสมาคม APANE กล่าวเสริมว่า การพัฒนาการศึกษาของเด็กไทยต้องมาจาก “ความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนในระบบ โรงเรียนนอกระบบ ที่ร่วมสนับ สนุนบุคลากรและสถา บันครอบครัว ซึ่งช่วยส่งเสริมให้เด็กทำความฝันด้านการศึกษาให้เป็นจริงและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีนี้นอก จากความสำเร็จด้านวิชาการแล้ว ทัพนักเรียนไทยยังได้ร่วมแสดงวัฒนธรรมไทยและประเพณีไทย เพื่อเผยแพร่ความเป็นไทยสู่สายตานานา ชาติอีกด้วย”

โครงการ ASMOPSS ซึ่งจัดโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทางวิชาการ 10 ประเทศ ในเอเชียและตะวันออกกลาง โดยเน้นทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐาน ในปี 2026 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่ง ขัน ASMOPSS ครั้งที่ 16 อย่างเป็นทางการ

ASMOPSS THAILAND ดำเนินการโดย บริษัท ไมราห์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดการแข่งขันและคัดเลือกผู้แทนประ เทศไทย โดยการคัดเลือกจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการรับสมัครรอบประเทศได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: ASMOPSS THAILAND  Line Official: @asmopss.thailand เว็บไซต์: https://asmopssthailand.com

ไทยกรุ๊ปฯ เปิดตัวหลักสูตรระดับผู้นำ L2L ปั้นผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต

ไทยกรุ๊ปฯ เปิดตัวหลักสูตรระดับผู้นำ L2L ปั้นผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต

ไทยกรุ๊ปฯ เปิดตัวหลักสูตรระดับผู้นำ L2L ปั้นผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เปิดตัวหลักสูตร Legacy to Legend (L2L) อย่างเป็นทางการ หลักสูตรระดับผู้นำที่ถูกออกแบบเพื่อเสริมทักษะการบริหารธุรกิจครอบครัวยุคใหม่ด้วย 4 โมดูลเข้มข้น พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ เพื่อส่งต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวไทยแบบไร้รอยต่อ  หลักสูตรจัดขึ้นระหว่าง 18 พฤศจิกายน 2568 – 31 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวม 17 สัปดาห์

ธุรกิจครอบครัวกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนใหญ่ – ไทยกรุ๊ปฯ ประกาศเป็นผู้นำในการสร้างผู้นำรุ่นต่อไป

ในโลกการค้าและเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความพลิกผัน (Disruption) ความท้าทายสำคัญที่สุดของ Family Business คือการส่งต่อกิจการให้ “ราบรื่น” เพื่อความสำเร็จที่ “ยั่งยืน”

งานวิจัยจากธนาคารระดับโลกระบุว่า ในปี 2025  78% ของเจ้าของธุรกิจครอบครัวทั่วโลกต้องการส่งต่อกิจการให้รุ่นถัดไป แต่ 52% ยังไม่มีแผนสืบทอดธุรกิจที่เป็นระบบ โดยเฉพาะในเอเชียที่มีรูปแบบการบริหารและโครงสร้างครอบครัวซับซ้อนเป็นพิเศษ

นี่จึงเป็นที่มาที่ บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายโชติพัฒน์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานหลักสูตร L2L ประกาศเดินหน้าปฏิวัติองค์ความรู้ด้านการสืบทอดธุรกิจ ด้วยการพัฒนา Legacy to Legend : A Family Business Enterprise Leadership & Succession Program หลักสูตรระดับผู้บริหารที่มุ่งสร้าง A Living Legacy ให้กับทายาทธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

“เราไม่ได้เพียงพัฒนาหลักสูตร แต่กำลังสร้าง ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ ที่จะสามารถนำพาองค์กรครอบครัวให้ก้าวข้ามทุกความท้าทายในอนาคต” นายโชติพัฒน์ กล่าว

Legacy to Legend (L2L): หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อทายาทธุรกิจไทยโดยเฉพาะ

L2L เป็นหลักสูตร Co-Curricular Program เชิงลึกที่ช่วยให้ทายาทธุรกิจได้เรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการลงมือทำจริง ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจครอบครัว ได้แก่ การวางแผนส่งต่อสินทรัพย์และอำนาจ ความเสี่ยงและการบริหารความมั่งคั่ง การวางแผนภาษีและมรดก การสื่อสารในครอบครัว และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจนเนอเรชัน พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวให้เติบโตยั่งยืนในระยะยาว ด้วย 4 โมดูลเข้มข้น ออกแบบเพื่อสร้างผู้นำธุรกิจครอบครัวยุคใหม่

Module 1: The Most Sustainable Framework for Family Business สร้างรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและจัดการความสัมพันธ์ในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ

Module 2: Strategic Innovation for Future Family Enterprise พัฒนากลยุทธ์และนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก

Module 3: Growing as Family Enterprise Leader ยกระดับทักษะภาวะผู้นำสำหรับทายาทรุ่นใหม่ ให้พร้อมรับไม้ต่ออย่างมั่นใจ

Module 4: Leadership Transition and Legal Principles เรียนรู้โครงสร้าง Wealth Planning ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงกฎหมายและภาษีที่จำเป็นสำหรับธุรกิจครอบครัว

วิทยากรระดับตำนาน – ผู้นำตัวจริงที่ร่วมสร้าง A Living Legacy

เนื้อหาในหลักสูตรถ่ายทอดโดยวิทยากรระดับแนวหน้าผู้มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจครอบครัวจากหลากหลายอุตสาหกรรม ที่มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างด้านการบริหารธุรกิจครอบครัวอย่างเป็นระบบ

คอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งที่สุดของทายาทธุรกิจไทย

รุ่นแรกของหลักสูตร L2L มีทายาทธุรกิจครอบครัวจาก 68 ครอบครัว ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรม ซึ่งจะร่วมเดินทางเรียนรู้ตลอด 5 เดือน โดยมีคลาสเรียน ทุกวันอังคาร เวลา 14.00–18.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“L2L คือพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ”

นายโชติพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรนี้ไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่เป็นคอมมูนิตี้ทรงพลังของเจ้าของกิจการและทายาทธุรกิจไทย ที่พร้อมสนับสนุนกัน สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย และยกระดับมาตรฐานธุรกิจครอบครัวในระยะยาว ไทยกรุ๊ปฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจประกันและการเงินในเครือทีซีซี จะอยู่เคียงข้างทุกครอบครัวในเส้นทางการส่งต่อมรดกสู่ตำนานที่มีชีวิต (A Living Legend)

Legacy to Legend (L2L): สร้างผู้นำ สร้างความยั่งยืน สร้างอนาคตไทยไปด้วยกัน

ภายใต้โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน L2L คือหลักสูตรที่ตั้งใจสร้าง “ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศ” ที่ไม่เพียงบริหารธุรกิจได้อย่างมั่นคง แต่ยังสามารถสานต่ออาณาจักรครอบครัวอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างเครือข่ายแห่งมิตรภาพ ความร่วมมือ และพลังแห่งการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

-(016)

มูลนิธิอากอนชู สนับสนุนทุนการศึกษา นักศึกษาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-ลำปาง

มูลนิธิอากอนชู สนับสนุนทุนการศึกษา  นักศึกษาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-ลำปาง

มูลนิธิอากอนชู สนับสนุนทุนการศึกษา นักศึกษาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต-ลำปาง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.41 น.

มูลนิธิอากอนชู นำโดย Ms. Kazuko Maki พร้อมด้วย Mr. Shimabukuro Masaru ผู้แทนมูลนิธิอากอนชู จัดพิธีมอบทุนการศึกษา ประจำปี 2568 ให้กับนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิบการบดี มธ, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อดีตนายกสมาคมวารสารศาสตร์ฯ ธรรมศาสตร์ ผู้ประสานงานมูลนิธิฯ ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง ผู้ประสานงานมูลนิธิอากอนชู รศ.ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ คณะผู้บริหารคณาจารย์ ร่วมงาน ในปีนี้มีนักศึกษาได้รับทุนทั้งสิ้น 20 ทุน รวมเป็นเงินกว่า 500,000 บาท ณ โรงภาพยนตร์คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568

จากนั้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เป็นการมอบทุนให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยมี รศ.ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา ให้การต้อนรับ  ในปีการศึกษา 2568 มีนักศึกษาจาก มธ.ศูนย์ลำปาง ได้รับทุนจำนวน 30 ทุน ทุนละ 20,000 บาท จำนวนรวม 600,000 บาท โดยคัดเลือกจากนักศึกษาที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนที่ดี และเป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์

การสนับสนุนทุนการศึกษาจากมูลนิธิอากอนชูในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญที่สะท้อนถึงความสัม พันธ์อันดีและความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างโอกาสทางการศึกษา และเสริมพลังให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และศูนย์ลำปางเติบโตเป็นบัณฑิตที่พร้อมสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่สังคมต่อไป

Ms.Kazuko Maki, Mr.Shimabukuro Masaru,ผาณิต พูนศิริวงศ์,ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง,รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส และ ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ พร้อมด้วยนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. รังสิต ที่ได้รับทุนมูลนิธิอากอนชู ประจำปี 2568


ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิบการบดี มธ. กล่าวเปิดในพิธีมอบทุน ณ โรงภาพยนตร์คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. รังสิต


Ms.Kazuko Maki ผู้แทนมูลนิธิอากอนชู กล่าวถึงความเป็นมาของมูลนิธิและการมอบทุน


ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง ผู้ประสานงานมูลนิธิ, รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา, ผาณิต พูนศิริวงศ์ อดีตนายกสมาคมวารสารศาสตร์ฯ มธ. ผู้ประสานงานมูลนิธิฯ, ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิบการบดี มธ., Ms. Kazuko Maki, Mr.Shimabukuro Masaru, ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์ฯ และ ดร.อาทิมา ขำเปลี่ยน


Ms.Kazuko Maki มอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. รังสิต


ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารฯ มธ. รังสิต มอบของที่ระลึกแก่ Ms.Kazuko Maki


ผศ.ทิฐิรัฐ รุ้งแก้ว, รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดี คณะนิติศาสตร์, ผศ.ดร.เดือนเพ็ญ ศิริเถียร, ผศ.ดร.กฤตคม ศรีจิรานนท์ ผช.คณบดีฝ่ายบริหารฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ผช.อธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปาง, Mr.Shimabukuro Masaru, ผาณิต พูนศิริวงศ์, Ms. Kazuko Maki, รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส, ผศ.ดร.ปกป้อง ส่องเมือง, รศ.ดร.สุขุมา อรุณจิต, ผศ.ชวนนท์ กาญจนสุวรรณ และ  Mr.Uygar Kanmaz


Mr.Shimabukuro Masaru ผู้แทนมูลนิธิอากอนชู ยินดีกับ นศ.ศูนย์ลำปางที่ได้รับทุน


รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการนักศึกษา กล่าวต้อนรับ


ผู้ใหญ่ใจดีจากมูลนิธิอากอนชู คณะผู้บริหาร คณาจารย์ และ นศ.มธ.ศูนย์ลำปางที่ได้รับทุน


Ms.Kazuko Maki, Mr.Shimabukuro Masaru, ผาณิต พูนศิริวงศ์, รศ.ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส และ ผศ.พิมพ์ฉัตร รสสุธรรม ร่วมมอบทุนการศึกษา นศ.มธ.ศูนย์ลำปาง


รศ.ดร.กิตติวัฒน์  จันทร์แจ่มใส มอบของที่ระลึกให้แก่ Ms.Kazuko Maki


นักศึกษาศูนย์รังสิตที่ได้รับทุนมอบของที่ระลึกแทนคำขอบคุณให้แก่ Ms.Kazuko Maki


ฟาติฮา ราจ้า นศ.ปี 2 วิทยาลัยสหวิทยาการ ศูนย์ลำปาง กล่าวขอบคุณ


นักศึกษาศูนย์ลำปางที่ได้รับทุนมอบของที่ระลึกแก่ Mr.Shimabukuro Masaru


Mr.Shimabukuro Masaru, Ms. Kazuko Maki และ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ถ่ายภาพที่หน้าโดม มธ.ศูนย์ลำปาง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

Great Place To Work® เผย 30 สุดยอดองค์กรน่าทำงานแห่งปี 2025 จุดประกายยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.58 น.

Great Place To Work® องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านวัฒนธรรมองค์กร  เผยรายชื่อ Best Workplaces™ in Thailand 2025 อย่างเป็นทางการภายในงานแถลงข่าวและพิธีมอบรางวัลสุดยิ่งใหญ่ ณ โรงแรม Millennium Hilton Bangkok เพื่อเฉลิมฉลองให้องค์กรที่เป็นแบบอย่างแห่งความไว้วางใจ ความเท่าเทียม และภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับ “คน” ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม

Great Place To Work ได้เข้ามาจัดตั้งในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนที่กำลังเติบโตของประเทศ ในการสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรและมีความเชื่อมั่นในระดับสูง (High-Trust Organizations) โดยการขยายเข้ามาในประเทศไทยนี้ Great Place To Work® มุ่งหวังที่จะเสริมศักยภาพให้กับบริษัทในท้องถิ่นด้วยมาตรฐานสากลและกระบวนการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากทั่วโลกซึ่งจะช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร, ส่งเสริมความไว้วางใจและการมีส่วนร่วม และขับเคลื่อนความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในปีแรกของการจัดอันดับในประเทศไทย เสียงจากพนักงานกว่า 59,000 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงานเกือบ 97,000 คนทั่วประเทศ ได้มีส่วนร่วมในการจัดอันดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นขององค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นพื้นที่แห่งความไว้วางใจและมีประสิทธิภาพสูง

รายชื่อ Best Workplaces in Thailand 2025 ได้ยกย่ององค์กรที่โดดเด่นจำนวน 30 แห่ง จากสามประเภท ได้แก่ องค์กรขนาดใหญ่ (พนักงาน 1,000 คนขึ้นไป), องค์กรขนาดกลาง (พนักงาน 100-999 คน) และองค์กรขนาดเล็ก (พนักงาน 10-99 คน) ซึ่งองค์กรเหล่านี้ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับการสร้างสรรค์สถานที่ทำงานที่มีพื้นฐานอยู่บนความไว้วางใจ, การทำงานร่วมกัน, และความใส่ใจ

ภายใต้แนวคิดของงานในปีนี้คือ “Change Happens Here” (การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่นี่) เป็นการยกย่ององค์กรที่กำลังกำหนดนิยามใหม่แห่งอนาคตของการทำงาน ด้วยความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว และการให้ความสำคัญกับบุคลากรอย่างไม่เปลี่ยนแปลง (หรือ อย่างแน่วแน่) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไว้วางใจก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ

ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยความไว้วางใจและภาวะผู้นำที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง

ภายในงานมีผู้นำองค์กรระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล และผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เข้าร่วมเพื่อเฉลิมฉลององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม การสร้างสรรค์นวัตกรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน

คุณเอเวลิน เควก (Evelyn Kwek) กรรมการผู้จัดการ Great Place To Work ประจำภูมิภาคอาเซียนและออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ กล่าวในสุนทรพจน์สำคัญ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการสร้างความไว้วางใจในการสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งว่า:

“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากผู้คนที่รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการเคารพ และได้รับความไว้วางใจ องค์กรที่เราเฉลิมฉลองในวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อผู้นำให้ ‘คน’ อยู่ในหัวใจของทุกการตัดสินใจ องค์กรจะไม่เพียงปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่จะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วย”

แนวคิดนี้ยังสะท้อนผ่านการเสวนาแบบเป็นกันเอง (Fireside Chat) ซึ่งมีผู้นำจากองค์กรที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Best Workplaces มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดโอกาสให้พนักงานรู้สึกมีพลังในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

การคัดเลือกที่อิงจากการวิจัยผ่านการประเมินผลอย่างเป็นระบบ

รายชื่อ Best Workplaces in Thailand 2025 ได้มาจากการประเมินผลตอบรับลับของพนักงานผ่านแบบสำรวจ Trust Index™ ของ Great Place To Work® ซึ่งวัดองค์ประกอบหลักของวัฒนธรรมองค์กร ความไว้วางใจในฝ่ายบริหาร, ความภาคภูมิใจในงาน, และความผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน

กระบวนการประเมินพิจารณา จากเอกสารอธิบายโครงการและนโยบายของบริษัทรวมถึงมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เท่าเทียม ครอบคลุม และเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันภายในองค์กร.

องค์กรที่ได้รับการคัดเลือกไม่เพียงมีคะแนนความไว้วางใจสูงเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “ความสม่ำเสมอของประสบการณ์เชิงบวก” ในกลุ่มพนักงานที่หลากหลาย ซึ่งพิสูจน์ว่าองค์กรที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงคือองค์กรที่เป็น “Great Place To Work For All™”

ในการคัดเลือกว่าองค์กรแบบไหนคือ “สถานที่ทำงานยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศไทย”ทาง Great Place To Work® ได้นำกระบวนการประเมินที่เข้มงวดและได้มาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้ในการจัดอันดับชื่อดังระดับโลกอย่าง “Fortune 100 Best Companies to Work For®” ในสหรัฐอเมริกา และ “Fortune World’s 25 Best Workplaces” ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1998 มาใช้

ก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด “Change Happens Here”

แนวคิดของปีนี้สะท้อนความจริงที่ทรงพลังว่า “อนาคตของการทำงาน” ไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม  แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ องค์กรที่ได้รับรางวัลในปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การเปิดรับการเปลี่ยนแปลงและให้ “คน” อยู่ในศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจ คือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันนวัตกรรม ความคล่องตัว และการเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณ Evelyn Kwek กล่าวเสริมว่า องค์กรที่ได้รับการยกย่องในปีนี้แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จในโลกยุคใหม่ไม่ได้วัดจากตัวเลขผลประกอบการเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ และเป้าหมายร่วมกัน  “พวกเขาตอกย้ำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่นี่ ที่ซึ่งผู้นำเลือกที่จะนำด้วยการคำนึงถึงบุคลากรเป็นสำคัญ”

-(016)

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

KTSC ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE

วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.46 น.

KTSC มองดีมานด์ดิจิทัลท่องเที่ยวไทย–อาเซียนยังขยายตัว ดึง 5 สตาร์ทอัพเกาหลีร่วมพัฒนาโซลูชันหลังบ้านรองรับตลาดท่องเที่ยว-MICE ที่โตต่อเนื่อง

ศูนย์ส่งเสริมสตาร์ทอัพการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Startup Center: KTSC) เปิดเผยภาพรวมตลาดล่าสุดว่า โครงสร้างการท่องเที่ยวไทย–อาเซียนขยับเข้าสู่ยุคที่ระบบดิจิทัลเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของธุรกิจมากขึ้น ตั้งแต่การจองไปจนถึงการบริหารหลังบ้าน ทั้งจากฝั่งผู้บริโภคที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ และจากฝั่งผู้ประกอบการที่ต้องการระบบหลังบ้านที่แม่นยำกว่าเดิม โดยสัญญาณหลายด้านสะท้อนว่าตลาดเปิดรับผู้เล่นเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มจากเกาหลีที่มีจุดแข็งด้านระบบจัดการแบบเรียลไทม์และการประมวลผลด้วย AI

ข้อมูลจากหลายสำนักระบุว่า มูลค่าการจองท่องเที่ยวออนไลน์ในอาเซียนเกิน 59,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ¹ และอัตราการใช้บริการออนไลน์อาจแตะ 74%¹ ในระยะใกล้ ขณะเดียวกัน ตลาดเทคโนโลยีการท่องเที่ยวทั่วโลกมีมูลค่าราว 11,100 ล้านดอลลาร์² และอาจขยายสู่ระดับ 18,700 ล้านดอลลาร์² ตามการเติบโตของบริการเชิงประสบการณ์

สำหรับไทย เซกเมนต์ที่เติบโตเด่นคือ MICE และ Mega Event ซึ่งเคยมีมูลค่าราว 6,930 ล้านดอลลาร์³ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากจำนวนงานในเมืองหลักที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเดินทาง การจัดสรรที่พัก และการประสานงานหน้างาน ขณะเดียวกัน ตลาดแพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัลของไทยประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์⁴ สะท้อนว่าดีมานด์เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นโครงสร้างตลาดที่กำลังแข็งแรงขึ้น

จากทิศทางดังกล่าว KTSC ระบุว่า สตาร์ทอัพเกาหลีด้านเทคโนโลยีการท่องเที่ยว 5 ราย ได้แก่ GroundK, RIAD Corporation, ND Soft, TripBuilder และ Nanugi World ได้เข้ามาเคลื่อนไหวในไทยมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างจับคู่พันธมิตรเชิงลึก และบางรายเริ่มทดสอบระบบกับผู้ประกอบการไทยแล้วในรูปแบบ Proof of Concept (PoC) ทั้งในระบบบริหารการเดินทางงานอีเวนต์ การจับคู่ที่พัก การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และการวางแผนท่องเที่ยวที่ใช้ข้อมูลและ AI

GroundK ระบุว่าตลาด MICE ไทยต้องการระบบควบคุมการเดินทางแบบเรียลไทม์มากขึ้น ขณะที่ RIAD Corporation เห็นว่าการประสานงานระหว่างโรงแรมและผู้จัดงานยังมีช่องว่างที่ระบบ AI สามารถเข้ามาช่วยได้ทันที ด้าน ND Soft ชี้ว่าความต้องการสื่อสารหลายภาษายังคงสูงในเมืองท่องเที่ยว ส่วน TripBuilder มองว่าพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนเร็วทำให้ผู้ประกอบการต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกในการแนะนำบริการมากขึ้น ขณะที่ Nanugi World เห็นโอกาสในโปรแกรมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนในหลายประเทศ

KTSC ระบุว่าหน้าที่ของศูนย์คือจัดทำข้อมูลตลาด เชื่อมต่อผู้ประกอบการไทย และช่วยให้สตาร์ทอัพเกาหลีเข้าใจระบบการทำงานจริงของอุตสาหกรรมในไทย ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาระบบสามารถปรับโซลูชันให้ตรงความต้องการได้เร็วขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เทคโนโลยีจะถูกนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดย KTSC มองว่าการเข้ามาของผู้เล่นจากเกาหลีจะช่วยเพิ่มตัวเลือกด้านเทคโนโลยีให้ตลาด และเป็นแรงเสริมต่อศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระดับภูมิภาค

-(016)