มติ 4 ต่อ 3 เลือก’ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ นั่งประธาน กกต.คนใหม่

มติ 4 ต่อ 3 เลือก'ณรงค์ กลั่นวารินทร์' นั่งประธาน กกต.คนใหม่

มติ 4 ต่อ 3 เลือก’ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ นั่งประธาน กกต.คนใหม่

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.34 น.

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ดำเนินการจัดประชุมกรรมการการเลือกตั้งที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งประกอบไปด้วย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ , นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ , นายชาย นครชัย , นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ร่วมกับ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และ นายณรงค์ รักร้อย ว่าที่ กกต.ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาและได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ ตามที่มาตรา 13 ประกอบมาตรา 10(20) (21) (22) และ (23) พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.กำหนดแล้ว เพื่อให้เลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธาน กกต.แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ โดยการประชุมเริ่มต้นในเวลา 13.30 น.และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ก็เสร็จสิ้น ซึ่งมีรายงานว่า นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ได้รับเสียงสนับสนุน 4 ต่อ 3 ให้ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.คนใหม่

โดยหลังจากนี้ ทางสำนักงานฯ จะได้แจ้งผลการคัดเลือกกลับไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภาให้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าเพื่อให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้ง นายอนันต์ และ นายณรงค์ รักร้อย เป็น กกต.และ นายณรงค์ กลั่นวาริน ทร์ เป็นประธาน กกต.ในคราวเดียวกัน

สำหรับ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็น กกต.ที่ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามาดำรงตำแหน่งแทน นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี โดยเข้าดำรงตำแหน่ง กกต.เมื่อวันที่ 30 ส.ค.68 ก่อนการดำรงตำแหน่ง กกต.เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (1 ต.ค.66 – 68) , ผู้พิพากษาศาลฎีกา (1 ต.ค.64 – 30 ก.ย.66) , อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง (1 ต.ค.62 – 30 ก.ย.64) , รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ต.ค.61 – 30 ก.ย.62) และ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ต.ค.59- 30 ก.ย.61)

ลุย’คนละครึ่งพลัส เฟส 2′ ให้เสร็จภายใน ธ.ค.นี้ จ่ายเงินถึงมือ ปชช.เดือน ม.ค.69

ลุย'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' ให้เสร็จภายใน ธ.ค.นี้ จ่ายเงินถึงมือ ปชช.เดือน ม.ค.69

ลุย’คนละครึ่งพลัส เฟส 2′ ให้เสร็จภายใน ธ.ค.นี้ จ่ายเงินถึงมือ ปชช.เดือน ม.ค.69

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

“นายกฯ”มอบ”คลัง”ลุย”บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”รอบใหม่ พร้อมเดินหน้า”คนละครึ่งพลัส เฟส 2″ให้เสร็จภายใน ธ.ค.นี้ จ่ายเงินถึงมือ ปชช.เดือน ม.ค.69

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มอบหมายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมในการเปิดการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยขอให้พิจารณาไปพร้อมๆ กันกับการพิจารณาจัดทำโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2

“นายกฯ ได้ให้นโยบายว่าให้ทำภายเสร็จในเดือน ธ.ค.68 นี้ โดยเอาข้อดีเสียของโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก ที่กำลังทำอยู่ มาปรับปรุงเช่นเดียวกับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง รับไปดำเนินการ” นายเอกนิติ ระบุ

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันการดำเนินโครงการด้านเศรษฐกิจจะดำเนินการเหมือนเดิม นั่นคือ โครงการคนละครึ่งพลัสจะดูแลคนที่มีเงิน โดยรัฐจะช่วยสมทบคนละครึ่ง ส่วนคนที่มีรายได้น้อยไม่เพียงพอที่จะได้รับเงินสมทบ รัฐบาลจะจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้ที่ได้เงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ไม่ได้

เมื่อถามว่า งบประมาณที่จะนำมาใช้ในการดำเนินโครงการ รองนายกฯ ระบุว่า จะใช้แหล่งเงินจากงบกลางเป็นหลัก ส่วนจะใช้วงเงินจำนวนเท่าใดนั้น ขอไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง โดยการจ่ายเงินลงไปถึงมือประชาชน รัฐบาลยังยึดตามไทม์ไลน์เดิม คือภายในเดือน ม.ค.69

‘พิชิต’สงสารประเทศไทย ที่มี สส. แบบนาย’ก่อแก้ว’ ซัดตรรกะวิบัติ

'พิชิต'สงสารประเทศไทย ที่มี สส. แบบนาย'ก่อแก้ว' ซัดตรรกะวิบัติ

‘พิชิต’สงสารประเทศไทย ที่มี สส. แบบนาย’ก่อแก้ว’ ซัดตรรกะวิบัติ

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.19 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าสงสารประเทศไทย

ก่อแก้ว พิกุลทอง สส.เพื่อไทยของเพื่อแม้ว บอก “สงสารประเทศไทย ที่เอาทักษิณติดคุก โดยไม่หักวันที่ถูกกุมขังในโรงพยาบาลตำรวจเลย”

ถูกเรียกเก็บภาษีอีก 17,600 ล้านบาท จากการขายหุ้นชินฯ

ถูกอัยการสูงสุด อุธรณ์คดี ม.112 อีก

ท้ายสุด โทษประเทศไทยที่ผลักไส คนดี คนเก่ง ออกไปต่างประเทศ ไปติดคุก  

“สงสารทักษิณ สงสารประเทศไทย”

ใช่ครับ ผมเห็นด้วยกับ ก่อแก้ว พิกุลทอง  สงสารประเทศไทย ครับ  

สงสารประเทศไทยที่มี สส.แบบ นายก่อแก้ว พิกุลทอง  นี่ไงครับ ตรรกะวิบัติจึงเป็นมาตรฐานเสมือนความถูกต้องจนถึงวันนี้

สงสารประเทศไทย จริงๆครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ก่อแก้ว’ ครวญแทน ‘นายใหญ่’ พอได้หรือยังครับ!

เช็ครายละเอียด! ครม.ไฟเขียว Upskill – Reskill ร้านค้าที่ร่วม’คนละครึ่งพลัส’

เช็ครายละเอียด! ครม.ไฟเขียว Upskill - Reskill ร้านค้าที่ร่วม'คนละครึ่งพลัส'

เช็ครายละเอียด! ครม.ไฟเขียว Upskill – Reskill ร้านค้าที่ร่วม’คนละครึ่งพลัส’

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.15 น.

ครม.เห็นชอบโครงการ Upskill – Reskill ร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส และกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ ดังนี้

1.เห็นชอบโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และกรอบวงเงินงบประมาณจำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขรายละเอียดที่ไม่ขัดกับหลักการโครงการฯ และหลักการโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ และโครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพ

2.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 800 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่ สศค.สำหรับการดำเนินโครงการฯ

3.มอบหมายธนาคารออมสินและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ

โฆษกฯ กล่าวว่า โครงการฯ เป็นการต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นและจูงใจให้ร้านค้าพัฒนาธุรกิจของตนเอง ผ่านการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นร้านค้า โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้

1.ระยะเวลาการพัฒนาทักษะ : ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568

2.กลุ่มเป้าหมาย : ร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวนไม่เกิน 400,000 ร้านค้า

3.คุณสมบัติของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ :

3.1 เป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส ในวันก่อนเริ่มดำเนินการพัฒนาทักษะ

3.2 ได้ตกลงให้ความยินยอม (Consent) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อตกลงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของโครงการฯ ก่อนดำเนินการพัฒนาทักษะ

3.3 เข้าร่วมการพัฒนาทักษะโดยใช้เลขประจำตัวประชาชน (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) ที่ตรงกับการลงทะเบียนร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส เท่านั้น

3.4 ไม่เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะในโครงการคนละครึ่งพลัส

3.5 ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 – 5 และโครงการคนละครึ่งพลัส

ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบในภายหลังว่า ร้านค้ามีการกระทำผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการของรัฐข้างต้น จะถูกตัดสิทธิจากโครงการฯ

4.วิธีดำเนินการ : ร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถเลือกเข้าร่วมการพัฒนาทักษะระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

4.1 เข้าร่วมเป็นร้านค้าบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform)

4.2 เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน

4.3 เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์การอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

5.สิทธิประโยชน์ : ร้านค้าที่ผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพัฒนาทักษะจำนวนไม่เกิน 400,000 ร้านค้าแรก จะได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ร้อยละ 20 ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย นับตั้งแต่วันที่ร้านค้าได้ดำเนินการพัฒนาทักษะสำเร็จ จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า โดยกระทรวงการคลังจะโอนเงินสนับสนุนให้แก่ร้านค้าผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ผูกกับแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

‘นิกร’ขอให้รอดู อุบลือสะพัด‘วราวุธ’จับมือร่วม‘ภท.’เลือกตั้งครั้งหน้า

‘นิกร’ขอให้รอดู อุบลือสะพัด‘วราวุธ’จับมือร่วม‘ภท.’เลือกตั้งครั้งหน้า

‘นิกร’ขอให้รอดู อุบลือสะพัด‘วราวุธ’จับมือร่วม‘ภท.’เลือกตั้งครั้งหน้า

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

ขอให้รอดู!‘นิกร’ยังอุบลือสะพัด‘วราวุธ’เตรียมจับมือร่วม‘ภท.’เลือกตั้งครั้งหน้า แจงร่วมเฟรม‘แกนนำภูมิใจไทย’แค่คุยน้ำท่วม-แก้รธน.

18 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ปฏิเสธที่ตอบคำถามถึงกรณีการเข้าหารือกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งมีภาพปรากฏจากการโพสต์ของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผ่านเฟซบุ๊ก และไม่ขอแสดงความเห็นใดๆ

เมื่อถามย้ำในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง นายนิกร กล่าวเพียงว่า คุยเรื่องน้ำท่วม เพราะขณะนี้ จ.สุพรรณบุรีเป็นพื้นที่รับน้ำ ดังนั้นต้องช่วยๆ กันบ้าง ไม่ใช่ส่งแต่น้ำไปที่สุพรรณบุรี และมีเรื่องการเมือง เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งได้คุยกันในรายละเอียดว่าจะเอาอย่างไร เพราะในกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา มีนายณัฐวุฒิประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี เป็นกมธ. ซึ่งได้โหวตามพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเนื้อหาคล้ายกับสมัยที่นายบรรหารศิลปอาชา อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยทำตอนรัฐธรรมนูญ 2540

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ว่าการเลือกตั้งรอบหน้านายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะย้ายพรรค นายนิกร กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ที่ไปเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ก็เป็นข่าวเหมือนกัน ดังนั้นให้รอฟังดู ข่าวมีทางไปของมัน ซึ่งขอไม่ตอบและไม่ให้ความเห็น”

เมื่อถามถึงความชัดเจนต่อการนัดประชุมพรรคสมัยวิสามัญ ในเดือน ธ.ค.  นายนิกร กล่าวว่า “กำลังพิจารณา”

เมื่อถามย้ำกว่าถ้ามีก็เรื่องใหญ่ใช่หรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า “ก็รอดู”

ไม่รู้ไม่ทราบ?! ‘บิ๊กป้อม’ปัดตอบ คุย’เดชอิศม์’ซบ’พปชร.’

ไม่รู้ไม่ทราบ?! 'บิ๊กป้อม'ปัดตอบ คุย'เดชอิศม์'ซบ'พปชร.'

ไม่รู้ไม่ทราบ?! ‘บิ๊กป้อม’ปัดตอบ คุย’เดชอิศม์’ซบ’พปชร.’

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

“บิ๊กป้อม”ปัดตอบ คุย”เดชอิศม์”ซบ”พปชร.” โยนถาม”ธรรมรักษ์”ส่ง สส.กี่เขต ลั่นต้องการเก้าอี้ให้มาก

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า และการวางตัว สส.ของพรรค ว่า กำลังทำอยู่ ส่วนจะส่งครบ 400 เขต หรือไม่ ตนก็ไม่รู้เหมือนกัน ต้องไปถาม พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ เมื่อถามว่า ตั้งเป้าจะได้ สส.กี่ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องการมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามถึงกระแสข่าว นายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาพบและพูดคุยเพื่อร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่รู้ ตนไม่ทราบ” เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่านายเดชอิศม์ ไม่ได้มาพบส่วนตัว แต่ไปคุยกับคนอื่นใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าว

‘ณัฐวุฒิ’เรียงไทม์ไลน์ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป เหตุอภินิหารกฎหมาย ทำ‘ทักษิณ’เจอความอยุติธรรม

'ณัฐวุฒิ'เรียงไทม์ไลน์ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป เหตุอภินิหารกฎหมาย ทำ‘ทักษิณ’เจอความอยุติธรรม

‘ณัฐวุฒิ’เรียงไทม์ไลน์ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป เหตุอภินิหารกฎหมาย ทำ‘ทักษิณ’เจอความอยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความระบุว่า 13 มี.ค. 2560 ยุครัฐบาล คสช. ดร.วิษณุ เครืองาม เรียกประชุมนักกฎหมายคนสำคัญกลุ่มหนึ่ง เพื่อหาแนวทางเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป ทั้งที่กรมสรรพากรเคยมีข้อสรุปไปแล้วว่าไม่ต้องเสียภาษี เพราะเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 

14 มี.ค. เรื่องเข้าที่ประชุมครม. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่า การเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป เป็นเรื่องที่มีกฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่ ดร.วิษณุ เครืองาม ใช้คำว่าทำไม่ได้ แต่ทำได้ด้วย“อภินิหารของกฎหมาย” 

โฆษกไก่อูบอกด้วยว่า ต้องเชิญเกจิอาจารย์ที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้มาประชุมกันถึงคิดออก

คำว่าอภินิหารทางกฎหมาย เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ลั่นประเทศจากหลายฝ่าย ว่ากฎหมายที่ไหนมันจะมีอภินิหาร และในที่สุดศาลก็ตัดสินกรณีนี้ ให้ดร.ทักษิณต้องจ่ายภาษีกว่า 17,000 ล้านบาท หลังจากยึดทรัพย์จากการขายหุ้นไปแล้ว 46,000 ล้าน

ความคิดเห็นคนต่อเรื่องนี้มีหลายแบบ จำนวนมากเห็นใจดร.ทักษิณที่ถูกกระทำไม่จบสิ้น บางฝ่ายก็เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่สำหรับผมมองว่านี่คือความอยุติธรรม 

ไม่ว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครผมก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน จะให้ยอมรับสิ่งที่เรียกว่าอภินิหารของกฎหมายเป็นเรื่องเกินวิสัย 

วันเดียวกับที่ศาลตัดสินเรื่องภาษี อัยการสูงสุดก็มีคำสั่งให้อุทธรณ์คำพิพากษาคดี 112 ซึ่งเหตุเกิดจากการแจ้งความของผู้บัญชาการทหารบก ในรัฐบาลคสช.เช่นเดียวกัน

17 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นวันแห่งข่าวร้ายวันหนึ่งของดร.ทักษิณ นี่คือนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งที่มีผลงานเพื่อประชาชนมากที่สุด และต้องพบเจอวันแห่งข่าวร้ายจากการถูกกระทำทางการเมืองมากที่สุดในคนเดียวกัน 

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าการยื่นอุทธรณ์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขอพักโทษ แม้อาจเป็นเจตนาของผู้มีอำนาจ แต่ต้องไปดูหลักเกณฑ์กันให้ชัด ขณะนี้ดร.ทักษิณต้องโทษ 1 ปีจากทุกคดีซึ่งได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ ไม่ถูกศาลออกหมายขังในคดีอื่น 

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดี 112 ถึงอัยการยื่นอุทธรณ์ก็ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งมีกรณีตัวอย่างหลายรายที่กระบวนการพักโทษดำเนินการตามสิทธิ์และคุณสมบัติของผู้ถูกจำขังได้ 

ในสังคมที่มีความขัดแย้งทางการเมืองยาวนาน ประชาชนแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย บ้านเมืองจะมีความหวังเมื่อทุกผู้คนล้วนเข้าถึงความยุติธรรมได้ และต้องไม่มีใครได้ประโยชน์จากความอยุติธรรม

นายกฯย้ำเร่งทำความเข้าใจ เจรจาการค้า’สหรัฐฯ’ไม่เกี่ยวสถานการณ์ชายแดน

นายกฯย้ำเร่งทำความเข้าใจ เจรจาการค้า'สหรัฐฯ'ไม่เกี่ยวสถานการณ์ชายแดน

นายกฯย้ำเร่งทำความเข้าใจ เจรจาการค้า’สหรัฐฯ’ไม่เกี่ยวสถานการณ์ชายแดน

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.59 น.

นายกฯย้ำทำความเข้าเข้าใจ เจรจาการค้าสหรัฐฯ ไม่เกี่ยวสถานการณ์ชายแดน กำชับกู้ทุ่นระเบิดทุกครั้งต้องมีเอโอทีไปเป็นพยาน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกฯแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในที่ประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยกำชับให้ทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ ทำความเข้าใจกับประชาชน ว่า สหรัฐฯ จะไม่นำประเด็นการเจรจาการค้ามาผูกโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยนายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม เร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยรักษาคำมั่นที่ให้ไว้กับทุกฝ่าย ซึ่งจะดำเนินการเก็บกู้ในฝั่งของประเทศไทยก่อน จากเดิมที่จะร่วมกันเก็บกู้ระหว่างสองประเทศ แต่ตอนนี้เป็นการดำเนินการของไทยฝ่ายเดียว และนายกฯ ได้กำชับว่าการดำเนินการทุกครั้งต้องแจ้งให้คณะผู้สังเกตุการณ์อาเซียน (เอโอที) ทราบ เพื่อให้มีประจักษ์พยานเพื่อป้องกันการบิดเบือนของผู้ไม่หวังดีและประเทศผู้ไม่หวังดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหารือเรื่องสถานการณ์ชายแดน เป็นการหารือวาระลับ โดยในประเด็นปักหมุดเขตแดนชั่วคราวในพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว จะดำเนินการต่อ เพื่อดำเนินการสร้างรั้วชั่วคราวในลำดับถัดไป นอกจากนี้ เกี่ยวกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดว่ามีอะไรที่น่ากังวลหรือไม่ โดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม รายงานว่า มีบางส่วนที่ทางกัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ แม้จะอยู่ในเขตแดนไทยหรือไม่ นายกฯ จึงสอบถามว่า หากเราเดินหน้าเก็บกู้จะมีการปะทะระหว่างกันหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ตอบกลับมาว่า มีแน่นอน จึงเป็นที่มาว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดทุกครั้งให้นำเอโอทีลงพื้นที่ไปเป็นพยานด้วย

‘นายกฯ’สั่ง’กษ.-พณ.’เตรียมสต๊อกข้าวพร้อมส่งออกจีน-เร่งทำรายละเอียด ส่งมอบ 5 แสนตัน

'นายกฯ'สั่ง'กษ.-พณ.'เตรียมสต๊อกข้าวพร้อมส่งออกจีน-เร่งทำรายละเอียด ส่งมอบ 5 แสนตัน

‘นายกฯ’สั่ง’กษ.-พณ.’เตรียมสต๊อกข้าวพร้อมส่งออกจีน-เร่งทำรายละเอียด ส่งมอบ 5 แสนตัน

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.57 น.

‘โฆษกรัฐบาล’เผย’นายกฯ’สั่ง’ก.เกษตรฯ’ดูแล’สินค้าพืช-ปศุสัตว์-ประมง’ส่งออกจีนให้ได้มาตรฐาน เตรียมสต๊อกข้าวพร้อมส่งออก กำชับ’ก.พาณิชย์’เร่งทำรายละเอียด ส่งมอบข้าว 5 แสนตัน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ว่า สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีโอกาสตามเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรีและกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้ง เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ครบ 50 ปี จึงสั่งการมอบหมายเพิ่มเติม

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกฯ สั่งการกระทรวงต่าง ๆ ที่ได้ลงนามกรอบความร่วมมือกับจีนไปแล้ว หรือที่กำลังจะลงนามทำความตกลงในอนาคต ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เช่น การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้า การตรวจสอบสินค้า การขนส่ง การดึงดูดการค้าการลงทุน เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน 

นอกจากนี้ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำกับดูแลการตรวจสอบ กักกัน และการออกใบรับรองสุขอนามัยสินค้าต่าง ๆ ทั้งสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง ที่จะส่งออกไปยังจีน ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ปลอดภัย สามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกันให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย 

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตามที่นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แจ้งความประสงค์จะซื้อข้าวจากไทย 5 แสนตัน ขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งทำความตกลงรายละเอียดในการส่งมอบข้าวให้กับฝ่ายจีนโดยเร็ว รวมทั้งขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมสต๊อกข้าวที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่จีนต้องการไว้ให้พร้อมสำหรับการส่งออกด้วย ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ที่กรุงเทพฯ พร้อมเตรียมการต้อนรับนายกฯจีน รวมถึงความพร้อมในด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมเกียรติ และเหมาะสมด้วย

ดีที่สุดเท่าที่มีแล้ว! ‘นิกร’รับได้สูตร‘20หยิบ1’ ชี้ยุติธรรมพอสมควร

ดีที่สุดเท่าที่มีแล้ว! ‘นิกร’รับได้สูตร‘20หยิบ1’ ชี้ยุติธรรมพอสมควร

ดีที่สุดเท่าที่มีแล้ว! ‘นิกร’รับได้สูตร‘20หยิบ1’ ชี้ยุติธรรมพอสมควร

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ดีที่สุดเท่าที่มีแล้ว! “นิกร”รับได้สูตร”20หยิบ1″ ชี้ยุติธรรมพอสมควร แม้ยังเปิดช่อง”ฮั้ว”ในพรรคการเมือง ขอ”ปชน.”รับข้อเสนอ”ภท.” เขียนล็อกไม่แตะ”หมวด 1-2″

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะอดีตกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา กำหนดกลไกการได้มาขององค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้รัฐสภาเลือกจากบุคคลที่เข้ามาสมัคร ด้วยสูตรให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่ม 20 คน เลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ได้ 1 หรือ 20 หยิบ 1 ว่า ตนรับได้ และเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่คิดได้ในตอนนี้ เพราะการกำหนดกลไกจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สามารถกำหนดให้ประชาชนเลือกตั้งได้เนื่องจากจะขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“ผมมองว่าการกำหนดให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาเลือกนั้นไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันถือว่าสูตร 20 หยิบ 1 นั้น ยุติธรรมพอสมควร แม้จะดูแปลก แต่จะไม่ทำให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นของสีใดสีหนึ่ง” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ กำหนดให้มีคณะกรรมการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 35 คนนั้น เชื่อว่า กมธ.จะออกแบบให้มีการรับฟังความเเห็นจากประชาชนและความเห็นนั้นถูกนำไปพิจารณาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ไม่ใช่ให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 35 คนนั้นเขียนขึ้นมาเอง

เมื่อถามว่า การกำหนดสูตร 20 หยิบ 1 โดยให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มโดยอิสระ ถูกตั้งข้อสังเกตว่า กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญอาจถูกจัดตั้งได้และทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเนื้อหาไม่พึงประสงค์ นายนิกร กล่าวว่า การกำหนดให้รัฐสภาเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญจากผู้ที่สมัครโดยต้องมีผู้รับรอง 100 คนนั้น แม้ไม่ใช่หลักการที่ดีที่สุด แต่ต้องทำเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นหลักการที่เสียงข้างมากมีอิทธิพลกว่าเสียงข้างน้อยหากให้กำหนดให้เสียงข้างน้อยมีบทบาทมากกว่าเสียงข้างมากคงไม่ได้ อย่างไรก็ดี ระบบรัฐสภายังมีเสียง สว.อีก 200 คน หากร่างไม่ดี รัฐสภาไม่เห็นชอบ

“เป็นสัดส่วนที่ยุติธรรม ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาชนเลือก สส.หากได้ สส.มาก ก็ได้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญมากแม้เรื่องนี้จะดูไม่สวย เหมือนจับสลาก แต่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งกรณีนี้ผมมองว่าจะไม่เกิดการฮั้วกันของผู้สมัคร แต่หากจะฮั้วกัน ก็จะฮั้วกันภายในพรรคของพวกคุณในสภาฯ เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จะเขียนหลังจากนั้น ผมมองว่าพรรคประชาชนต้องสนับสนุนเนื้อหาของพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดว่าไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงรูปแบบการปกครอง เพื่อไม่ให้มีปัญหา” นายนิกร กล่าว

นายนิกร กล่าวด้วยว่า สำหรับการเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญนั้น ตนมองว่าเป็นไปตามข้อตกลงทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนลงนามร่วมกัน ซึ่งขณะนี้พรรคภูมิใจไทยฐานะรัฐบาลได้ปฏิบัติตามข้อตกลงทางการเมืองแล้วว่าต้องทำขั้นตอนแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในปี 2568 ดังนั้น เชื่อว่าจะสำเร็จ ส่วนกรณีที่จะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ตนมองว่า เมื่อรัฐบาลทำตามข้อตกลงทางการเมืองต่อประเด็นแก้รัฐธรรมนูญแล้วพรรคประชาชนต้องแสดงท่าที หากจะรักษาเอารัฐธรรมนูญไว้

“เสียงโหวตไม่ไว้วางใจ ฝ่ายที่ยื่นญัตติ ต้องได้เสียง 250 เสียงขึ้นไป แต่หากไม่เกินรัฐบาลก็ไปรอด ดังนั้นพรรคที่ร่วมลงนามในข้อตกลงทางการเมือง หากไม่โหวต หรือไม่ลงคะแนน รัฐสภาไปได้ถึง 31 ม.ค.และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วง 29 มี.ค.69” นายนิกร กล่าว