เป๊ะเกินต้าน! ‘เอมมี่ มรกต’ในลุคชุดว่ายน้ำสุดแซ่บจนไอจีลุกเป็นไฟ

เป๊ะเกินต้าน! 'เอมมี่ มรกต'ในลุคชุดว่ายน้ำสุดแซ่บจนไอจีลุกเป็นไฟ

เป๊ะเกินต้าน! ‘เอมมี่ มรกต’ในลุคชุดว่ายน้ำสุดแซ่บจนไอจีลุกเป็นไฟ

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.46 น.

16 พฤศจิกายน 2568 ทำเอาอินสตาแกรมร้อนระอุขึ้นทันที เมื่อ “เอมมี่ มรกต” ออกมาเผยภาพทริปพักผ่อนล่าสุดที่ควงคุณสามี “ไฮโซเจมส์ จิรายุทธ” และลูกชายสุดที่รัก น้องสายน้ำไปเที่ยวทะเลแบบพร้อมหน้าครอบครัว โดยทริปนี้ถือเป็นการมาเยือน เกาะหลีเป๊ะ ครั้งแรกของบ้านนี้อีกด้วย

แน่นอนว่าการมาเที่ยวทะเลทั้งที คุณแม่สุดฮอตอย่างเอมมี่ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง จัดเต็มชุดว่ายน้ำสุดแซ่บในหลายลุค เรียกได้ว่าเป็นทริปที่ครบเครื่องทั้ง ความฮอต ความหวาน และความอบอุ่น ครบทุกอารมณ์

ภาพจาก : @aimeemorakot
 

หน้าเด็กสุด! ‘นุ่น วรนุช’เปิดลุคใหม่ผมหน้าม้าซีทรู จนคุณสามีแซวทันที

หน้าเด็กสุด! 'นุ่น วรนุช'เปิดลุคใหม่ผมหน้าม้าซีทรู จนคุณสามีแซวทันที

หน้าเด็กสุด! ‘นุ่น วรนุช’เปิดลุคใหม่ผมหน้าม้าซีทรู จนคุณสามีแซวทันที

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.26 น.

ทำเอาโซเชียลฮือฮาไม่น้อย เมื่อ “นุ่น วรนุช” เผยลุคใหม่สุดสดใส ตัดผมหน้าม้าซีทรู เพิ่มความละมุนและดูหน้าเด็กลงแบบเห็นได้ชัด งานนี้แฟนๆ แห่กดไลก์และชมความสวยกันแบบรัวๆ

แต่คนที่เซอร์ไพรส์ไม่แพ้ชาวเน็ตเห็นจะเป็น “ต๊อด ปิติ” สามีสุดที่รัก ที่โผล่เข้ามาคอมเมนต์แซวภรรยาว่า “ไปตัดผมม้าตอนไหน” ก่อนที่นุ่นจะตอบกลับแบบน่ารักว่า “ตอนปิติไม่อยู่” งานนี้ลุคใหม่ของนุ่นบอกเลยว่าโดนใจสุดๆ เลยทีเดียว

‘วันนอร์’คอนเฟิร์ม ‘รัฐสภา’พร้อมสแตนด์บายถกแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

‘วันนอร์’คอนเฟิร์ม ‘รัฐสภา’พร้อมสแตนด์บายถกแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

‘วันนอร์’คอนเฟิร์ม ‘รัฐสภา’พร้อมสแตนด์บายถกแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.45 น.

พร้อมตั้งแต่ 1 ธ.ค.เป็นต้นไป! “วันนอร์”คอนเฟิร์ม “รัฐสภา”พร้อมสแตนด์บายถกแก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 รอซีก”รัฐบาล”กำหนดให้ชัดเจน หวัง”กมธ.แก้รธน.”คุยเคลียร์ข้อขัดแย้งปม”กลไกผู้จัดทำร่างฯ”ได้ เชื่อวาระสอง-สามฉลุยเรียบร้อย ย้ำต้องไม่ทำให้ขัดคำวินิจฉัยศาลฯ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) ในวาระที่ 2 ว่า ยังไม่ได้รับการประสานงานมาจากรัฐบาลแต่อย่างใด ส่วนการเปิดประชุมวิสามัญในช่วงต้นเดือน ธ.ค.จะเป็นไปได้หรือไม่ เนื่องจาก สส. สว. อาจต้องปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ในช่วงปิดสมัยประชุมสามัญนั้น ตนได้หารือกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากรัฐบาลประกาศเปิดประชุมวิสามัญเมื่อใด รัฐสภาก็พร้อมที่จะเปิดประชุมวิสามัญตั้งแต่วันที่1ธ.ค.เป็นต้นไป ดังนั้นความพร้อมขึ้นอยู่กับรัฐบาล ตนทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า การเปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) วาระ2 มีการตกลงกันว่าจะพิจารณาช่วงระหว่างวันที่8-10ธ.ค. รัฐสภาก็พร้อม 

เมื่อถามว่า หากรัฐบาลประกาศมา จะต้องมีการเรียกประชุมวิป3ฝ่ายเพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาการอภิปรายหรือไม่ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ต้องดำเนินการเพื่อความเรียบร้อยของแต่ละฝ่ายว่าจะใช้เวลาอภิปรายจำนวนเท่าไหร่ แต่การพิจารณาวาระ 2 ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการฯที่สงวนคำแปรญัตติ หรือสงวนความเห็นเอาไว้ ซึ่งก็จะมีการแปรญัตติหากยังติดใจมาก ก็คงต้องใช้เวลามากหน่อย แต่สมาชิกที่ไม่ได้สงวนคำแปรญัตติ จะอภิปรายเหมือนในวาระแรกไม่ได้ ดังนั้นเวลาไม่ได้จำกัด ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของผู้แปรญัตติ เมื่อพิจารณาวาระ2แล้วเสร็จ ต้องเว้นไว้15วัน ถึงจะลงมติในวาระ3ได้ ดังนั้นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญจะจบ ต้องลงมติเห็นชอบในวาระ3

เมื่อถามว่า มีข้อกังวลหรือข้อห่วงใยไม่ เพราะการพิจารณาของกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ(แก้ไขเพิ่มเติม) รัฐสภา ขณะนี้จะไม่ใช้สภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)เป็นกลไกจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่จะใช้เฉพาะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมาดำเนินการ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกมธ.ทั้ง43คน ที่จะคุยกันให้จบแล้วมีความเห็นที่ใกล้เคียงกันที่สุด ไม่ต้องไปตกในมาตราใดมาตราหนึ่ง รวมถึงการพิจารณาลงมติในวาระที่3ที่ต้องขอความเห็นชอบ เพื่อจะได้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปลงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งที่ทางรัฐบาลออกมาบอกว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมี.ค. ถึงต้นเดือนเม.ย.69

“เท่าที่ฟังตอนนี้เหมือนมีข้อโต้แย้งเล็กน้อย แต่เชื่อว่าการอภิปรายวาระ2และวาระ3จะเรียบร้อย ส่วนกรณีที่ไม่มีส.ส.ร.นั้น ผมยังไม่ได้ดูตัวร่างที่กมธ.พิจารณา แต่รับฟังจากสื่อมวลชนและคุยกับกมธ.บางคนเท่านั้น ดังนั้นในที่สุดเรื่องที่ขัดแย้ง ที่เป็นเรื่องใหญ่ คือ ส.ส.ร. ที่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากเป็นไปตามที่พูดกันคือกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งโดยสภาซึ่งเลือกมาจากประชาชน ไม่มีปัญหา ไม่มีขัดแย้งในเรื่องคำวินิจฉัย น่าจะเรียบร้อยได้ และถ้าคุยกันจบ ใน สส.รัฐบาล สส.ฝ่ายค้าน และสว. ก็น่าจะจบเพื่อทำประชามติตอนเลือกตั้งได้” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว 

‘ภราดร’ยันรัฐบาลพร้อมชี้แจงหากถูกซักฟอก ยังไม่คิดฝ่ายค้านช่วยโหวตอุ้ม

‘ภราดร’ยันรัฐบาลพร้อมชี้แจงหากถูกซักฟอก ยังไม่คิดฝ่ายค้านช่วยโหวตอุ้ม

‘ภราดร’ยันรัฐบาลพร้อมชี้แจงหากถูกซักฟอก ยังไม่คิดฝ่ายค้านช่วยโหวตอุ้ม

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.37 น.

‘ภราดร’ยันรัฐบาลพร้อมชี้แจงหากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย ยอมรับเสียงข้างน้อยโอกาสชนะยาก ชี้‘โสภณ’ท้ายื่นอภิปราย 152 พูดในนามส่วนตัว ยังไม่คิดฝ่ายค้านอื่นช่วยโหวตอุ้ม รอยื่นญัตติก่อนค่อยว่ากัน 

17 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ถ้ายื่นก็เชื่อว่าทุกคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมที่จะชี้แจง ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย.นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาท้าทายฝ่ายค้านให้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 152 คือการอภิปรายโดยไม่มีการลงมติ นายภราดร กล่าวว่า นายโสภณพูดที่พรรคในนามส่วนตัว ซึ่งพูดชัดว่าเป็นการพูดในนามของลูกพรรคภูมิใจไทย แต่ในส่วนของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีได้มีการออกแถลงการณ์ไปแล้วว่าพร้อมที่จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าสู่กระบวนการตรวจสอบและพร้อมที่จะชี้แจงในทุกประเด็น

เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันหรือไม่ว่ายังคงเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) ในประเด็นเรื่องการยุบสภาวันที่ 31 ม.ค.69 นายภราดร กล่าวว่า ไทม์ไลน์ยังเหมือนเดิม เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านขอเปิดตามมาตรา 151 ในขณะที่รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ประเด็นนี้รัฐบาลทำใจแล้วใช่หรือไม่ว่าถึงอย่างไรก็คงจะแพ้ นายภราดร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีประกาศตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแล้วว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีแค่ 140 กว่าเสียง เพราะฉะนั้นในส่วนของงานสภาไม่ว่าจะเป็นญัตติใดถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาก็คงไม่สามารถชนะโหวตได้ รวมถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ดังนั้นเมื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจโอกาสที่จะพลิกชนะเสียงไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าการจะไม่ไว้วางใจนั้นต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดคือ 250 เสียงถึงจะล้มรัฐบาลได้ ซึ่งต้องไปดูในช่วงนั้นว่าจะมีเสียงลงมติมากกว่ากึ่งหนึ่งหรือไม่ กรณีนี้หมายถึงถ้าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายจริง

เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าพรรคประชาชน ที่ทำ MOA กับรัฐบาลยังคงอุ้มรัฐบาลต่อไป นายภราดร กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าพรรคประชาชนมีความคิดเห็นแบบไหนอย่างไร ซึ่งเป็นสิทธิ์ของสมาชิกแต่ละท่าน แต่ตนเชื่อว่าถ้ามีการยื่นอภิปรายตามมาตรา 151 ซึ่งรัฐบาลเองเพิ่งจะทำงานมาได้ 47 วัน ตนเชื่อว่ายังไม่มีเรื่องทุจริตหรือคอร์รัปชั่นอย่างแน่นอน เมื่อถามว่าฝ่ายค้านพุ่งเป้าประเด็นมีนักการเมืองสีเทาร่วมรัฐบาลอยู่ นายภราดร กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะเห็นอย่างไร ก็ไปอภิปรายในสภากัน ซึ่งขณะเดียวกันนอกจากอภิปรายกล่าวหาแล้วในส่วนของครม.ก็มีสิทธิ์ที่จะชี้แจง โดยท้ายที่สุดแล้วคนที่ตัดสินคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  500 คนและประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านที่จะตัดสินหลังจากฟังการอภิปรายทั้งจากฝ่ายที่กล่าวหาและฝ่ายชี้แจง

เมื่อถามว่ามีคนจับตาว่าจะมีเสียงจากฝ่ายค้านอื่นที่ไม่ใช่พรรคประชาชนมาช่วยยกมือโหวตให้รัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีการยื่นญัตติอภิปรายเลย อย่าเพิ่งไปคิดถึงเรื่องการลงมติ ให้มีญัตติก่อนแล้วค่อยว่ากัน

‘ปชน.’จี้รัฐบาลปกป้องทรัพยากรของชาติและสุขภาพของคนไทยจาก‘สารพิษข้ามแดน’ในแม่น้ำไทย

‘ปชน.’จี้รัฐบาลปกป้องทรัพยากรของชาติและสุขภาพของคนไทยจาก‘สารพิษข้ามแดน’ในแม่น้ำไทย

‘ปชน.’จี้รัฐบาลปกป้องทรัพยากรของชาติและสุขภาพของคนไทยจาก‘สารพิษข้ามแดน’ในแม่น้ำไทย

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

‘ปชน.’จี้รัฐบาลปกป้องทรัพยากรของชาติและสุขภาพของคนไทยจาก‘สารพิษข้ามแดน’ในแม่น้ำไทย เสนอจัดงบเร่งความถี่ในการตรวจ-เปิดเวทีนานาชาติเจรจา

17 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำการพรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกรณีสารพิษในแม่น้ำ ว่าตอนนี้ปัญหาเรื่องสารพิษในแม่น้ำกกแม่น้ำสาย รุนแรง เรื้อรัง กว้างขวาง ขึ้นเรื่อยๆ  ความรุนแรงนั้นเห็นได้จากน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภค ตอนนี้ 18 หมู่บ้านในเชียงรายตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐาน และ 4 หมู่บ้านในเชียงรายตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน ในด้านการเกษตร ข้าวนาปีที่ใช้น้ำจากแม่น้ำดังกล่าวเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าข้าวที่ใช้น้ำเหล่านั้นมีสารปนเปื้อนหรือไม่ เพราะยังไม่มีการตรวจข้าว ส่วนมิติการท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำกกที่มีประเพณีกับลุ่มน้ำมากมาย ก็ต้องปิดตัวลง

นับถึงวันนี้ สารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาเกิน 1 ปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหายังลุกลามกว้างขวางไปถึงแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ที่เป็นปลายทางของแม่น้ำสายอื่นแล้ว โดยแม่น้ำโขงที่จังหวัดภาคอีสาน มีการตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานเกือบ 2 เท่า 

ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ “ไทยไม่ได้ก่อ แต่คนไทยต้องรับกรรม” จากต้นตอที่คาดว่ามาจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ข้อเสนอของพรรคประชาชน เราเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับการดำเนินการ 2 อย่างคู่ขนานกัน คือระดับภายในประเทศ และ ระดับระหว่างประเทศ

ระดับภายในประเทศ ต้องป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อประชาชน ด้วยการ (1) จัดสรรงบประมาณเพื่อคงความถี่ในการตรวจสารในแม่น้ำ ซึ่งล่าสุดกรมควบคุมมลพิษลดความถี่ในการตรวจลง 4 เท่า จาก 2 ครั้งต่อเดือนเป็น 1 ครั้งต่อ 2 เดือน (2) จัดสรรงบประมาณเพื่อตรวจข้าว ที่กำลังเก็บเกี่ยวและส่งให้ผู้บริโภค (3) หาแหล่งน้ำทดแทนให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ (4) เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโดยไม่ตระหนกเพราะการที่ไม่รู้ข้อมูลจากภาครัฐ

ระดับระหว่างประเทศ ต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านเวทีเจรจาระดับนานาชาติ ด้วยการ

(1) ไทยต้องเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการประชุมพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยต้องมีเมียนมา-ลาว ซึ่งเป็นประเทศต้นน้ำ และจีนที่ครองตลาดแร่ของโลก โดยเฉพาะแร่หายาก เข้าร่วมด้วย โดยใช้เวทีนี้แลกเปลี่ยนข้อเสนอ ให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการ และศึกษาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดได้บ้างเพื่อแก้ปัญหามลพิษที่แหล่งกำเนิดในประเทศนั้นๆ

(2) รัฐบาลไทยควรหารือกับรัฐบาลจีนในระหว่างการเยือนจีน เพื่อนัดถกเจรจาพหุภาคี ไทย-ลาว-เมียนมา-จีน โดยอ้างถึงแผนปฏิบัติการของศูนย์ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง – แม่โขง (Lancang-Mekong Environmental. Cooperation Center: LMEC) เกี่ยวกับเรื่องการจัดการมลพิษในแม่น้ำ และหารือการบังคับใช้กฎระเบียบในการบริหารจัดการและตรวจสอบห่วงโซ่การทำเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ดังนั้น หากรัฐบาลรักชาติจริง รัฐบาลต้องทำงานหนักและเร็วกว่านี้ในการปกป้องแม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติของชาติที่กำลังถูกคุกคามจากสารพิษ ที่ถูกปล่อยให้ไหลเข้าในไทยจากต่างประเทศและกำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของคนในประเทศ” นายพริษฐ์ กล่าว

รทสช.ปักธง‘กาญจนบุรี’ ‘พีระพันธุ์’เดินหน้าสร้าง‘DNA คนทำงาน’ทั่วประเทศ

รทสช.ปักธง‘กาญจนบุรี’ ‘พีระพันธุ์’เดินหน้าสร้าง‘DNA คนทำงาน’ทั่วประเทศ

รทสช.ปักธง‘กาญจนบุรี’ ‘พีระพันธุ์’เดินหน้าสร้าง‘DNA คนทำงาน’ทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

“รวมไทยสร้างชาติ”รุกคืบปักธง”กาญจนบุรี” เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคแห่งใหม่ “พีระพันธุ์”เดินหน้าสร้าง”DNA คนทำงาน”ทั่วประเทศ ชู”เกษตรแปลงใหญ่”นโยบายเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร พร้อมสานต่อ”โซลาร์เสรี”เพื่อพี่น้องประชาชน

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมเปิดสำนักงานตัวแทนพรรคสาขาจังหวัดกาญจนบุรีอย่างเป็นทางการ โดยมี นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จ.กาญจนบุรี เขต 2 และคณะ ให้การต้อนรับท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ภายใต้การดูแลของ นายชาติชาย ลูกหลานของคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เปี่ยมประสบการณ์บนสนามการเมือง ที่ตั้งใจมาร่วมทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ซึ่งตนมั่นใจว่านายชาติชาย เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นได้แน่นอน

“ผมขอฝากคุณชาติชาย หรือ ตั้ม กับพ่อแม่พี่น้องชาวกาญจนบุรีทุกคน เลือกตั้งคราวหน้าต้อง ชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะการจะเป็นคนทำงานการเมืองได้ มาทำงาน มาพัฒนาชีวิตให้ประชาชนได้ ใจต้องมาก่อน ซึ่งคุณชาติชาย มีคุณสมบัตินี้อย่างเต็มเปี่ยม” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี ไม่เคยคิดอยากมีตำแหน่ง คิดแต่เพียงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยในช่วงที่ตนเป็น สส.ทุกคนสามารถโทรหาได้ตลอดเวลา จนถึงวันนี้ตนก็ยังคงมุ่งมั่นทำงาน ไม่ได้มาเล่นการเมือง ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้ว โดยเฉพาะการลดราคาค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และตรึงราคาค่าแก๊สหุงต้มมาตลอดในช่วงที่ตนได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน

นายพีระพันธุ์ ยังเปิดเผยถึงพันธกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า พื้นที่แห่งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติก็มีนโยบายสำคัญเพื่อสนับสนุนการยกระดับเกษตรกรไทย นั่นคือ นโยบายเกษตรแปลงใหญ่ โดยรัฐจะร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร พร้อมสนับสนุนด้านทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และช่องทางตลาดเสริมศักยภาพการผลิต ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรมของไทย

“สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะทำให้พี่น้อง คือ จะทำให้ราคาปุ๋ยถูกลง ประเทศไทยมีแร่โพแทชระดับโลก แต่เรากลับไม่เคยมีนโยบายนำแร่เหล่านี้มาทำปุ๋ยอย่างจริงจัง ถ้าผมและพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ ผมจะเดินหน้าทำให้สำเร็จเช่นเดียวกับเรื่องไฟฟ้า และผมจะเดินหน้าโครงการโซลาร์เสรี ต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างน้ำมัน โครงการผลิตน้ำมันชุมชน พร้อมทั้งเรื่องพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย พี่น้องประชาชนไม่ต้องห่วงครับ ผมทำต่อแน่ และจะทำให้ดู” นายพีระพันธุ์กล่าว พร้อมแนะนำ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการเกษตรที่จะมาช่วยเป็นกำลังสำคัญร่วมผลักดันนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ให้สำเร็จลุล่วง

ด้าน นายนราพัฒน์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการทำงานด้านการเกษตรว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับต้นทุนการทำการเกษตรในราคาสูง แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ ทั้งการผลิตไฟฟ้า การสูบน้ำ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับการสนับสนุนด้านเครื่องมือการเพาะปลูก และการรวมตัวกันของเกษตรกร ตนก็มั่นใจว่าต้นทุนการผลิตจะลดลง กำไรของเกษตรกรจะมากขึ้น และเกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

“หากพี่น้องมีใจอยากได้คนทำงาน ไม่สนผลประโยชน์ ผมรับรองว่าถ้ามาเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ พี่น้องจะไม่ผิดหวัง เพราะเราจะได้นักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายนราพัฒน์ กล่าว

ด้าน นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ ได้กล่าวขอบคุณนายพีระพันธุ์ ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดสำนักงานพรรครวมไทยสร้างชาติ ประจำจังหวัดกาญจนบุรี และเปิดเผยว่า การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพราะอุดมการณ์ของพรรคสอดคล้องกับความตั้งใจของตนที่ต้องการอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง ไม่เน้นการเล่นการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2

“พื้นที่กาญจนบุรี เขต 2 มีมากกว่า 200 หมู่บ้าน ผมได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า พี่น้องประชาชนจะพิจารณาให้โอกาสผมเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายชาติชาย กล่าว

– 006

‘ธรรมนัส’เผยราคาข้าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดราคารับซื้อข้าวหอมมะลิ ปรับตัวถึง 15,000 บาทต่อตัน

'ธรรมนัส'เผยราคาข้าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดราคารับซื้อข้าวหอมมะลิ ปรับตัวถึง 15,000 บาทต่อตัน

‘ธรรมนัส’เผยราคาข้าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดราคารับซื้อข้าวหอมมะลิ ปรับตัวถึง 15,000 บาทต่อตัน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.19 น.

“ธรรมนัส” เผยราคาข้าวเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากมาตรการชะลอการขาย คาดการณ์ ราคารับซื้อข้าวหอมมะลิ ปรับตัวถึง 15,000 บาทต่อตัน

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์ราคารับซื้อข้าวในขณะนี้ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการขับเคลื่อนมาตรการชะลอการขายข้าวซึ่งเป็นการตัดยอดปริมาณข้าวออกจากท้องตลาด ทำให้ราราคาสินค้าภาคการเกษตรประเภทข้าวปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ 

โดยขณะนี้มีราคาอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตันแล้ว ซึ่งเชื่อว่ามีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวไปถึง 15,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวหอมมะลิได้ เช่นเดียวกับข้าวประเภทอื่นๆก็จะมีการปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกันตามราคามาตรฐาน

กองเรือยุทธการ สั่งเตรียมพร้อม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ งดเยี่ยมชมชั่วคราว หวั่นถูกสอดแนม

กองเรือยุทธการ สั่งเตรียมพร้อม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ งดเยี่ยมชมชั่วคราว หวั่นถูกสอดแนม

กองเรือยุทธการ สั่งเตรียมพร้อม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ งดเยี่ยมชมชั่วคราว หวั่นถูกสอดแนม

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.09 น.

กองเรือยุทธการ สั่งเตรียมพร้อม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ งดเยี่ยมชมชั่วคราว หวั่นถูกสอดแนม !

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ทางกองเรือยุทธการ เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนมีแนวโน้ม ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ กองเรือยุทธการ ต้องยกระดับมาตรการความมั่นคงในพื้นที่ เรือหลวงจักรีนฤเบศร จึงมีความจำเป็นต้อง งดการเข้าเยี่ยมชมเป็นการชั่วคราว และเข้าสู่โหมด เตรียมพร้อม และ การรักษาความปลอดภัย (รปภ.) เรือ อย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตามการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อ ความปลอดภัยสูงสุด และเป็นการ รักษาความลับทางราชการ ป้องกันความเสี่ยงจากการถูกสอดแนมในภาวะตึงเครียด

‘รวมไทยสร้างชาติ’ รุกคืบปักธง ‘กาญจนบุรี’ เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคแห่งใหม่

'รวมไทยสร้างชาติ' รุกคืบปักธง 'กาญจนบุรี' เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคแห่งใหม่

‘รวมไทยสร้างชาติ’ รุกคืบปักธง ‘กาญจนบุรี’ เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคแห่งใหม่

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.06 น.

‘รวมไทยสร้างชาติ’ รุกคืบปักธง ‘กาญจนบุรี’ เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคแห่งใหม่ ‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าสร้าง ‘DNA คนทำงาน’ ทั่วประเทศ ชู ‘เกษตรแปลงใหญ่’ นโยบายเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร พร้อมสานต่อ ‘โซลาร์เสรี’ เพื่อพี่น้องประชาชน

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมเปิดสำนักงานตัวแทนพรรคสาขาจังหวัดกาญจนบุรีอย่างเป็นทางการ โดยมี นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จ.กาญจนบุรี เขต 2 และคณะ ให้การต้อนรับท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดีที่ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ภายใต้การดูแลของ นายชาติชาย ลูกหลานของคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เปี่ยมประสบการณ์บนสนามการเมือง ที่ตั้งใจมาร่วมทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ซึ่งตนมั่นใจว่านายชาติชาย เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นได้แน่นอน

“ผมขอฝากคุณชาติชาย หรือ ‘ตั้ม’ กับพ่อแม่พี่น้องชาวกาญจนบุรีทุกคน เลือกตั้งคราวหน้าต้อง ‘ชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์’ พรรครวมไทยสร้างชาติ  เพราะการจะเป็นคนทำงานการเมืองได้  มาทำงาน มาพัฒนาชีวิตให้ประชาชนได้ ใจต้องมาก่อน ซึ่งคุณชาติชายมีคุณสมบัตินี้อย่างเต็มเปี่ยม” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี ไม่เคยคิดอยากมีตำแหน่ง  คิดแต่เพียงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยในช่วงที่ตนเป็น สส.ทุกคนสามารถโทรหาได้ตลอดเวลา จนถึงวันนี้ตนก็ยังคงมุ่งมั่นทำงาน ไม่ได้มาเล่นการเมือง  ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้ว  โดยเฉพาะการลดราคาค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และตรึงราคาค่าแก๊สหุงต้มมาตลอดในช่วงที่ตนได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน 

นายพีระพันธุ์ ยังเปิดเผยถึงพันธกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า พื้นที่แห่งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติก็มีนโยบายสำคัญเพื่อสนับสนุนการยกระดับเกษตรกรไทย นั่นคือ “นโยบายเกษตรแปลงใหญ่” โดยรัฐจะร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร พร้อมสนับสนุนด้านทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และช่องทางตลาดเสริมศักยภาพการผลิต  ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรมของไทย  

“สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะทำให้พี่น้อง คือ จะทำให้ราคาปุ๋ยถูกลง ประเทศไทยมีแร่โพแทชระดับโลก แต่เรากลับไม่เคยมีนโยบายนำแร่เหล่านี้มาทำปุ๋ยอย่างจริงจัง ถ้าผมและพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ ผมจะเดินหน้าทำให้สำเร็จเช่นเดียวกับเรื่องไฟฟ้า และผมจะเดินหน้าโครงการโซลาร์เสรี ต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างน้ำมัน โครงการผลิตน้ำมันชุมชน พร้อมทั้งเรื่องพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย พี่น้องประชาชนไม่ต้องห่วงครับ ผมทำต่อแน่ และจะทำให้ดู” นายพีระพันธุ์กล่าว พร้อมแนะนำ นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการเกษตรที่จะมาช่วยเป็นกำลังสำคัญร่วมผลักดันนโยบาย ‘เกษตรแปลงใหญ่’ ให้สำเร็จลุล่วง

ด้านนายนราพัฒน์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจในการทำงานด้านการเกษตรว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับต้นทุนการทำการเกษตรในราคาสูง แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้  ทั้งการผลิตไฟฟ้า  การสูบน้ำ  ซึ่งเมื่อนำมารวมกับการสนับสนุนด้านเครื่องมือการเพาะปลูก และการรวมตัวกันของเกษตรกร ตนก็มั่นใจว่าต้นทุนการผลิตจะลดลง กำไรของเกษตรกรจะมากขึ้น และเกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

“หากพี่น้องมีใจอยากได้คนทำงาน ไม่สนผลประโยชน์ ผมรับรองว่าถ้ามาเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ พี่น้องจะไม่ผิดหวัง เพราะเราจะได้นักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายนราพัฒน์ กล่าว

ด้านนายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ ได้กล่าวขอบคุณนายพีระพันธุ์ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดสำนักงานพรรครวมไทยสร้างชาติ ประจำจังหวัดกาญจนบุรี และเปิดเผยว่าการที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นเพราะอุดมการณ์ของพรรคสอดคล้องกับความตั้งใจของตนที่ต้องการอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง ไม่เน้นการเล่นการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2

“พื้นที่กาญจนบุรี เขต 2 มีมากกว่า 200 หมู่บ้าน ผมได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า พี่น้องประชาชนจะพิจารณาให้โอกาสผมเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายชาติชายกล่าว

‘อภิสิทธิ์’ ชู 2 แนวทางทำนโยบาย ‘บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต’ ชี้ ‘สกลธี’ ชน ‘เอกนัฎ’ รับเป็นเรื่องยาก

‘อภิสิทธิ์’ ชู 2 แนวทางทำนโยบาย ‘บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต’ ชี้ ‘สกลธี’ ชน ‘เอกนัฎ’ รับเป็นเรื่องยาก

‘อภิสิทธิ์’ ชู 2 แนวทางทำนโยบาย ‘บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต’ ชี้ ‘สกลธี’ ชน ‘เอกนัฎ’ รับเป็นเรื่องยาก

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

‘อภิสิทธิ์’ แท้งกิ้วผลโพลฉุด ‘ปชป.’ ดีขึ้น ถือเป็นกำลังใจ ยันทำงานหนักแข่งกับตัวเอง-เวลา ชู 2 แนวทางทำนโยบาย ‘บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต’ แนะแจกเงินกระตุ้นศก.ต้องทำตามสถานการณ์ ไร้กังวลพื้นที่กทม.  ‘สกลธี’ ชน ‘เอกนัฎ’ รับเป็นเรื่องยาก หาก ‘ยุบสภาฯ’ ก่อนม.ค. 69 ต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่ทำเต็มที่

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่พบว่าพรรคมีคะแนนดีขึ้นนั้น ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้มีขึ้นและมีลงตลอดเวลา ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการแข่งขันกับตัวเองและการแข่งขันกับเวลา เพราะเวลามีจำกัดมากแต่มีงานที่ต้องทำเยอะมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายตัวผู้สมัคร ส่วนการแข่งขันกับตัวเองเนื่องจากเรารู้ว่าเราต้องการให้ประชาชนเห็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแนวทางทั้งในแง่การเมืองและสิ่งที่จะทำให้กับประเทศ ฉะนั้นเรื่องโพลถือเป็นกำลังใจ แต่งานหนักรออยู่ข้างหน้าเยอะมาก

นะโยบายหลักที่จะชูในการเลือกตั้งครั้งหน้า  นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า ต้องรีบบอกเลยหรอ ซึ่งความเป็นจริงมีสองเรื่องหลัก ที่ตนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับประเทศ 1. ถ้าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นบ้านเมืองที่สุจริตจริงๆ ปัญหาอื่นแทบแก้ไขไม่ได้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลระหว่างสถาบันและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งปัญหาสารพัดทั้งสังคมการเมืองและเศรษฐกิจ 2. ถ้าเราไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้เหมือนสมัยก่อน หากยังโตอยู่แค่ร้อยละ 1 ร้อยละ 2 ต่อเนื่องแบบนี้เรื่องอื่นเราก็แก้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เราจะไม่มีทรัพยากรมาดูแลผู้สูงอายุนำมาสร้างระบบสวัสดิการที่มีความจำเป็นเพียงพอกับผู้คน ดังนั้นหมายความว่าต้องทำให้บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจก็ต้องดี ซึ่งดีในที่นี้คือโตและกระจายอย่างทั่วถึง

เมื่อถามถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว  นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูตามสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่จะเป็นคำตอบให้กับประเทศต่อไป ซึ่งในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถี่มาก มีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล ซึ่งบางช่วงรวมถึงในปัจจุบันแก้ไขปัญหาความยากลำบากได้ระดับหนึ่ง ซึ่งคนก็มองว่าเป็นคำตอบเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นตามที่ได้มีการตั้งเป้าไว้เราจะวนเวียนอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ และจะมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำเรื่องนี้ด้วย เพราะฐานะทางการคลังจะมีปัญหามากขึ้น

ส่วนการเลือกตั้งสส.กทม. ที่นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาจจะต้องชนกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีกระแสข่าวว่าจะเข้าไปดูพื้นกทม. ช่วยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกันนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่พูดเรื่องฐานเสียง เราแข่งขันเสนอตัวให้คนกรุงเทพมหานคร ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์ทั้งคนกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะคือนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นี่ แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคนกรุงเทพมหานคร จะมองถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วยว่าต้องการจะไปอย่างไร ซึ่งการแข่งขันเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร ซึ่งนายสกลธีต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคดูแลกรุงเทพมหานคร ซึ่งเราทราบตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเป็นจุดที่ยาก 

เมื่อถามว่าเป็นการเจอมิตรเก่านั้น นายอภิสิทธิ์ระบุว่า เราต้องแข่งขันกันแบบมิตรเต็มที่ แต่เราไม่เล่นฟาวล์อยู่แล้ว

ส่วนหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ปลายเดือน ม.ค. 69 ที่ประกาศไว้ พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ต้องพร้อม แต่จะเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเรายอมรับไม่ปฏิเสธ และในวันพรุ่งนี้จะเริ่มประชุมกรรมการบริหารพรรค อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเลือกตั้งเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรู้ว่าเวลาเดิมก็น้อย ถ้าน้อยเพิ่มขึ้นไปอีกก็เหนื่อยมากขึ้น แต่เป็นปกติของระบบสภาฯ พรรคการเมืองต้องเดินหน้าเต็มที่

หนักใจหรือไม่เรื่องการเมืองสุจริตซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการใช้เงินจากการฟอกขาว เข้ามาใช้ในการเมือง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ตนหนักใจน้อยลงกว่าเดิมเยอะ เพราะตั้งแต่ตนกลับเข้ามา ได้เจอผู้คนประชาชนธรรมดาไปจนถึงนักธุรกิจระดับสูงพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าไม่ต้องการอยู่แบบนี้อีกแล้วพร้อมยืนยันว่าหนักใจน้อยลงเพราะแนวร่วมของคนที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นมาก