‘อภิสิทธิ์​‘ กระตุก ‘รัฐบาล’​ แสดงจุดยืนให้ชัด ปม​‘กัมพูชา’​​ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ

‘อภิสิทธิ์​‘ กระตุก ‘รัฐบาล’​ แสดงจุดยืนให้ชัด ปม​‘กัมพูชา’​​ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ

‘อภิสิทธิ์​‘ กระตุก ‘รัฐบาล’​ แสดงจุดยืนให้ชัด ปม​‘กัมพูชา’​​ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.44 น.

‘อภิสิทธิ์​‘ กระตุก ‘รัฐบาล’​ แสดงจุดยืนให้ชัด​ ​‘กัมพูชา’ ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ​ กังขา ’ทรัมป์​’ ระงับดีล​เขมรด้วยหรือไม่​ แนะรบ.แจงโลก​ ป้องสกัด ‘สหรัฐฯ’ ใช้ภาษีกดดัน​   

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ​ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานพอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของนายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต่อกรณีการเจรจาอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ และสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาว่า​ เรื่องนี้ทุกคนเห็นตรงกันสิ่งสำคัญคือเรื่องอธิปไตย และทุกคนอยากสนับสนุนกองทัพฝ่ายความมั่นคงในการปฏิบัติภารกิจ แต่ตนขอย้ำอีกครั้งว่าเรามักตั้งคำถามที่ผิด  ว่าจะเลือกการทหารหรือการทูต แต่ความจริงไปด้วยกันเพราะการทูตที่แข็งแกร่งจะทำให้ทหารทำงานได้ง่าย​ พร้อมยกตัวอย่างว่า หากทะเลาะกัน แล้วคนโดยรอบมองว่าคุณเป็นฝ่ายถูกจะง่ายขึ้น​ และหากคนทั้งโลกมองว่าคุณเป็นฝ่ายผิดก็จะทำให้เหนื่อยขึ้น​ เพราะฉะนั้นการทูตจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะทำให้ฝ่ายทหารความมั่นคง ทำงานได้เต็มที่​ แล้ววันนี้มีเรื่องที่รัฐบาลทำข้อตกลงไว้ โดยมีทั้งสหรัฐอเมริกาและประธานอาเซียนเป็นพยาน ซึ่งสหรัฐแต่ไหนแต่ไร มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาประธานาธิบดี มักจะใช้ภาษีไม่ใช่เครื่องมือทางเศรษฐกิจ​อย่างเดียว​ อย่างตอนที่ปรับขึ้นอัตราภาษีจีน และประเทศอื่นในภูมิภาค ก็อ้างเรื่องยาเสพติด การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และบางประเทศขู่ถึงการเมืองภายในประเทศ เพราะฉะนั้นหากจะคิดและพยายามให้เขาไม่ทำ คงห้ามไม่ได้เพราะเป็นนโยบายของสหรัฐฯ​ แต่เราสามารถยืนยันได้ว่าไม่นำทั้งสองเรื่องมาผูกกัน

นายอภิสิทธิ์​ ยังย้ำว่าวันนี้รัฐบาลจะต้องมีสมาธิ​ เรื่องการค้าวันนี้สหรัฐฯจะเจรจาหรือไม่​ ขอถามว่าวันนี้เราพร้อมเจรจามากแค่ไหน เพราะสหรัฐได้ตั้งเป้าไว้อยู่แล้วว่า จะต้องเกิดความชัดเจนในการเจรจาภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียงเดือนครึ่ง แต่วันนี้สิ่งที่รัฐบาลเคยไปตกลงกรอบความร่วมมือ ทั้งเปิดการนำเข้าสินค้าเกษตร รายการนำเข้าสินค้าโดยไม่เก็บอัตราภาษีกว่าร้อยละ 90 หรือยอมรับมาตรฐานการตรวจสอบ ของสหรัฐฯ​ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไทยพร้อมแล้วหรือยัง รวมไปถึงได้บอกคนไทยแล้วหรือไม่ และเตรียมมาตรการสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้วหรือไม่ พร้อมกับย้ำว่าควรทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ส่วนการเจรจาจะได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องทางการทูตที่ค่อยไปว่ากัน

นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวอีกว่า หากฟังข่าวประเด็นดังกล่าวยังอาจเกิดความสับสน สหรัฐแจ้งว่าจะระงับแต่นายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังว่าได้พูดคุยกันแล้ว ไม่มีปัญหา แต่ตนอยากจะนำเสนอว่าควรตรวจสอบก่อน ว่าสหรัฐเคยระงับ การเจรจากัมพูชาหรือไม่ เนื่องจากจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสหรัฐฯเชื่อใคร​ พร้อมย้ำว่าประชาธิปัตย์เคยยืนยันว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ฉะนั้นจะต้องดูว่าสหรัฐฯเชื่อเราหรือไม่ เพราะหากเชื่ออย่างน้อยก็ต้องระงับการเจรจากับกัมพูชาด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รวมถึงจากที่ได้ฟังการการแถลง ของนายกรัฐมนตรีและประธานอาเซียน ขอให้รัฐบาลเอาให้ชัดว่าตกลงเราเดินตามปฏิญญาสันติภาพหรือไม่เพราะจากที่ฟังจากประธานอาเซียนเขาคิดว่าไทยเดินตามปฏิญญา จึงสันนิษฐานว่า สหรัฐ ที่สหรัฐบอกว่าไม่ติดใจ เพราะเราเดินตามปฏิญญาหรือไม่ หากใช่ รัฐบาลจะต้องบอกให้คนไทยเข้าใจ และต้องดำเนินการตามปฏิญญา โดยไม่มีข้อจำกัดในการรักษาอธิปไตย และหากไม่ใช่ ก็ต้องรับผลที่ตามมา ว่าเราจะทำความเข้าใจกับโลกอย่างไร​ ว่าที่ไทยไม่ทำตามปฏิญญาเพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดก่อน ซึ่งนี่เป็นการบ้านใหญ่ที่ตนอยากจะฝากแนะนำรัฐบาล ควรจัดประเด็นนี้ให้เกิดความชัดเจน เพราะตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากจะอยากนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง ยังอยากสนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว เพื่อให้ประสบความสำเร็จทั้งสองเรื่อง ทั้งอธิปไตยและการเจรจาการค้า

เมื่อถามย้ำว่าในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีจะแนะนำอะไรกับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องทำให้โลกเข้าใจให้ได้ ว่าไทยไม่ใช่เป็นคนผิดปฏิญญา และอะไรที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อรักษาอธิปไตยต้องให้เข้าใจว่าเราไม่ใช่ผู้ละเมิด​ และการรักษาความสัมพันธ์ด้านอื่นก็ต้องดำเนินต่อไปอย่างปกติ และต้องให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราพูดนั้นเป็นความจริง ด้วยการพิสูจน์ผ่านหลักฐานต่างๆ

เมื่อถามว่าหักสหรัฐใช้มาตรการภาษีกดดันไทยควรปฏิบัติเช่นไร นายอภิสิทธิ์ย้ำว่าเราอยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง ก็ต้องมั่นใจว่าเราชี้แจงเขาได้ และควรกดดันฝ่ายที่เป็นผู้ละเมิดข้อตกลง

‘ชูวิทย์’ฟุ้ง แผนสกัดทักษิณ ไม่ให้ออกก่อนเลือกตั้ง

'ชูวิทย์'ฟุ้ง แผนสกัดทักษิณ ไม่ให้ออกก่อนเลือกตั้ง

‘ชูวิทย์’ฟุ้ง แผนสกัดทักษิณ ไม่ให้ออกก่อนเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.37 น.

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

แผนสกัด “ทักษิณ“ ไม่ให้ออกก่อนเลือกตั้ง

โทษจำคุก 1 ปี หรือ 12 เดือน ของทักษิณ 

เมื่อรับโทษครบกำหนด 1 ใน 3 คือ 4 เดือน สามารถยื่นขอ “พักโทษกรณีพิเศษสำหรับผู้มีอายุเกิน 70 ปี” 

อันเป็นระเบียบปกติของกรมราชทัณฑ์ 

โดยต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาพักโทษ และต้องอนุมัติโดยรัฐมนตรียุติธรรม 

แต่หากนักโทษรายใดยังมีคดีต่อ เช่น ทักษิณอัยการยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 จะไม่ได้รับการพิจารณา เพราะถือว่ามี “คดีต่อ“ 

ไม่สามารถยื่นเรื่องขอพักโทษได้ นักโทษเก่ารู้กันดีเรื่องอย่างนี้

นี่คือ “แผนสกัด” ไม่ให้ทักษิณออกจากคุกก่อนเลือกตั้ง

ต้องตีตั๋วอยู่ยาวชนป้ายครบ 1 ปี

มันโหดร้ายนะครับประเทศไทย เอาอิสรภาพของคนมาจำกัดเพราะอำนาจการเมือง

ดาบสองยังตามด้วย 25 ส.ส. จาก 44 ส.ส. ของพรรคประชาชนโดนเชือด

ป.ป.ช. ส่งศาลต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ 

ทีฝั่งรัฐบาลอนุมัติงบแข่งมอเตอร์ไซค์ใช้เวลาแค่ 5 วัน ชิลๆ เซ็นด่วนค่าลิขสิทธิ์

แทนที่จะรีบไปช่วยน้ำท่วมชาวบ้านก่อน แต่ห่วงเรื่องแข่งมอเตอร์ไซค์มากกว่า

นี่ไงถึงอยากเป็นรัฐบาล งบประมาณค้างท่ออีก 30,000 ล้าน ได้ใช้กันมันมือ 

เยี่ยมจริงๆ กินรวบประเทศไทย

ทูตไทยประจำยูเอ็น ร้องคณะมนตรีความมั่นคง จี้ กัมพูชาหยุดละเมิดอธิปไตย แจงยิบไทม์ไลน์ยั่วยุ

ทูตไทยประจำยูเอ็น ร้องคณะมนตรีความมั่นคง จี้ กัมพูชาหยุดละเมิดอธิปไตย แจงยิบไทม์ไลน์ยั่วยุ

ทูตไทยประจำยูเอ็น ร้องคณะมนตรีความมั่นคง จี้ กัมพูชาหยุดละเมิดอธิปไตย แจงยิบไทม์ไลน์ยั่วยุ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.30 น.

วันที่ 17 พศจิกายน 2568 เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ จดหมายจากเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า

จดหมายจากเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ (ค.ศ. ๒๐๒๕)ถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเซียร์ราลีโอนประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กในฐานะประธำนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประจำเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๒๕

เรียน เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรเซียร์ราลีโอนประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กกระผมขอเรียนให้ท่านและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทราบโดยเร่งด่วนถึงพัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับการกระทำต่อเนื่องของกัมพูชาที่เป็นปฏิปักษ์และยั่วยุต่อประเทศไทย ดังนี้

๑. เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม “ถ้อยแถลงผลการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย”ผ่านการเป็นคนกลางในการประสานงานของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นพัฒนาการและความมุ่งมั่นสำคัญในการยุติสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างสันติ

๒. นับตั้งแต่นั้น ไทยได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทุกประการที่จะยึดมั่นต่อคำมั่นที่ให้ไว้ และขับเคลื่อนการดำเนินการตามถ้อยแถลงดังกล่าว ด้วยจิตวิญญาณแห่งการอยู่ร่วมกันฉันมิตรกับเพื่อนบ้าน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของอาเซียน และการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติอย่างสัมบูรณ์

๓. ในส่วนของความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมนั้น ไทยและกัมพูชาได้จัดตั้งคณะทำงานประสานงานร่วม (Joint Coordinating Task Force – JCTF) ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม รวมถึงจัดทำมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติ (Standard Operating Procedures – SOP)เพื่อกำหนดพื้นที่ที่มีลำดับความสำคัญตามแนวชายแดนที่จะเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม รวมถึงประสานงานในการวางแผนและปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งภายใต้กลไกดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในจังหวัดสระแก้วของไทยแล้ว

๔. เป็นที่น่าเสียใจว่า เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๓๐ น. เพียงสองสัปดาห์หลังการลงนามถ้อยแถลงฯ และท่ามกลางพัฒนาการเชิงบวกในความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมทหารไทยจากกองร้อยทหารราบที่ ๑๑๖๑ ซึ่งปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามเส้นทางที่ใช้ตามปกติในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เหยียบทุ่นระเบิด โดยจากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดประเภท PMN-2 ที่ถูกวางใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ๔ นาย โดยหนึ่งนายต้องสูญเสียขาขวา

ทั้งนี้ ขอย้ำว่า ตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิดในแผ่นดินไทยแล้ว ๗ ครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ข้างต้น ทำให้ทหารไทยรวม ๗ นายพิการถาวร โดยแต่ละนายต้องสูญเสียขาการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องถือเป็นการไต่ตรองไว้ล่วงหน้าและผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention – APMBC)กฎบัตรสหประชาชาติ ข้อ ๒(๔) และอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย

๕. ภายหลังเหตุทุ่นระเบิดล่าสุด ไทยได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรญี่ปุ่นประจำการประชุมว่าด้วยการลดอาวุธ ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ ๒๒ เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแสดงความกังวลต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยได้แนบสำเนาหนังสือดังกล่าวมาพร้อมนี้ด้วย

๖.ยิ่งไปกว่านั้น น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๖.๑๐ น.ทหารกัมพูชาจงใจเปิดยิงใส่ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วซึ่งอยู่ในดินแดนของไทย โดยถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างชัดเจนทหารไทยจำเป็นต้องยิงเตือนกลับด้วยอาวุธเล็กเพื่อป้องกันตนเอง ตามหลักการความจำเป็นและได้สัดส่วนอย่างเคร่งครัด การยิงตอบโต้ระหว่างกันดำเนินถึงเวลา ๑๖.๑๕ น. โดยฝ่ายกัมพูชายิงรวม ๓๐ นัด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อฝ่ายไทย และต่อมา เมื่อเวลา ๑๗.๕๕ น. มีเสียงปืนกลประมาณ ๕ นัดจากฝั่งกัมพูชาแต่ฝ่ายไทยไม่ได้ยิงตอบโต้ การดำเนินการของไทยต่อการยั่วยุรอบนี้ของกัมพูชาเป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมในการป้องกันตนเองของไทย โดยสอดคล้องอย่างสัมบูรณ์กับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

๗. เป็นเรื่องที่น่าตำหนิอย่างยิ่งที่หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยกล่าวหาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวริเริ่มโดยฝ่ายไทย สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้เป็นการยั่วยุที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าโดยกัมพูชาอีกครั้ง ซึ ่งดูเหมือนมีเจตนาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความรับผิดชอบต่อเหตุทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นล่าสุด ไทยขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชาซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการบิดเบือนข้อเท็จจริงและเจตนาบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ

๘. การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์และการยั่วยุอย่างต่อเนื่องของกัมพูชาต่อไทยมีแต่จะเพิ่มความตึงเครียดและเป็นการละเมิดอย่างชัดแจ้งต่อพันธกรณีที่มีร่วมกันภายใต้ถ้อยแถลงฯ ซึ่งเป็นการขัดขวางความพยายามของทุกฝ่ายในการส่งเสริมการแก้ปัญหาสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างสันติ และเป็นการกัดกร่อนความไว้วางใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงถูกบีบให้ต้องระงับการดำเนินการตามถ้อยแถลงฯเท่าที่เหมาะสม จนกว่าจะสามารถมั่นใจในความจริงใจและสุจริตใจของกัมพูชาได้

๙. ในส่วนของไทย แม้จะมีการกระทำที่เป็นการรุกรานและเป็นปฏิปักษ์โดยเจตนาและต่อเนื่องจากกัมพูชา แต่ไทยจะยังคงใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และจะยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ยิ่งไปกว่านั้น ไทยจะยังคงดำเนินการในส่วนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญสองประการของถ้อยแถลงฯ ต่อไป คือ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งจำเป็นต่อการปกป้องพลเรือนผู้บริสุทธิ์ และการต่อสู้กับเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ต่อพลเมืองของไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก

๑๐. ในการนี้ ไทยร้องขอประชาคมระหว่างประเทศให้เรียกร้องต่อกัมพูชาให้รับผิดชอบอย่างเต็มที่และยุติการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์และการยั่วยุทั้งหมดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนชาวไทยและถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยอย่างชัดเจน กัมพูชาจะต้องเคารพอย่างสูงสุดและดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติโดยทันที โดยสุจริตใจและจริงใจเพื่อแสวงหาเส้นทางสู่สันติภาพกับไทยในการนี้ กระผมขอความอนุเคราะห์ให้เวียนจดหมายฉบับนี้ รวมถึงเอกสารแนบ แก่สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงฯ ทุกประเทศ ในฐานะเอกสารของคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อให้รับทราบข้อมูลข้างต้นโดยเร่งด่วน

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
(เชิดชาย ใช้ไววิทย์)
เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ
ณ นครนิวยอร์ก

‘ภราดร’ลั่นจุดยืน‘ภท.’หนุนเลิกMOU 43-44 ประสานกมธ.จัดเวทีดีเบต 4 ภาค-7 จังหวัดชายแดน

‘ภราดร’ลั่นจุดยืน‘ภท.’หนุนเลิกMOU 43-44 ประสานกมธ.จัดเวทีดีเบต 4 ภาค-7 จังหวัดชายแดน

‘ภราดร’ลั่นจุดยืน‘ภท.’หนุนเลิกMOU 43-44 ประสานกมธ.จัดเวทีดีเบต 4 ภาค-7 จังหวัดชายแดน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.21 น.

‘ภราดร’ลั่นจุดยืน‘ภท.’เรื่องMOU 43-44 ชัดเจน หลังนายกฯเห็นด้วยให้ยกเลิก อ้างรัฐบาลใหญ่กว่าพรรค ย้ำยังไม่ใช้อำนาจ ครม. ขอฟังความเห็นผลสรุปกมธ.สส.-สว.ก่อน เผยประสานให้กรรมาธิการเป็นเจ้าภาพจัดเวทีดีเบต ทั้งฝ่ายเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เดินสาย 4 ภาค และ 7 จังหวัดชายแดน

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 17 พ.ย.68ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการทำประชามติยกเลิก MOU 2543 – 2544 จะดำเนินการพร้อมกับการเลือกตั้งสส. ตามที่วางไว้หรือไม่ว่า MOU 2543 – 2544 นายกรัฐมนตรีพูดชัดแล้ว ให้รอฟังความเห็นจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ของสว. และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ของ สส.ก่อน

นายภราดร กล่าวว่า โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีได้ให้ตนไปคุยกับ กมธ.ทั้ง 2 สภา เพื่อให้ กมธ. เป็นเจ้าภาพจัดเวที ให้ความรู้กับประชาชน โดยเชิญฝ่ายที่เห็นด้วยกับการยกเลิก และฝ่ายที่ไม่ยกเลิกไปดีเบตกัน โดยเฉพาะการจัดเวทีในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ 7 จังหวัดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงเปิดเวทีดีเบตในภาคต่างๆ ด้วย ซึ่งตนได้พูดคุยกับ นายนพดล อินนา ประธาน กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ของสว. โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดเวที และการประชาสัมพันธ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากสถานการณ์ไทย- กัมพูชาที่เกิดขึ้น ถูกตั้งคำถามว่า รัฐบาลยื้อ MOU 2543-2544 ทำไม ทั้งที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจในการตัดสินใจได้ นายภราดร กล่าวว่า หนีไม่พ้น ที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับกระบวนการด้วย ซึ่งการที่ประชาชนมีส่วนร่วมจะสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งสองฝ่าย ก่อนที่จะตัดสินใจว่า จะตัดสินใจแบบไหน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ที่ ครม.มีมติทำ MOU 2543 และ 2544 กับกัมพูชา ประชาชนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย นายภราดร กล่าวว่า MOU เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลปี 2543 และ 2544

เมื่อถามว่า นายกฯ เคยระบุว่าไม่เห็นด้วยกับ MOU ทั้ง 2 ฉบับ แล้วทำไมไม่ใช้อำนาจ ครม. ตัดสินใจยกเลิก นายภราดร กล่าวว่า ถึงได้บอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และคิดว่าควรจะรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน โดยในส่วนของพรรคภูมิใจไทย แสดงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยมานานแล้วว่า เห็นไปในทิศทางไหน แต่เมื่อมาเป็นรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลใหญ่กว่าพรรค ก็จะเป็นที่จะต้องรับฟัง ความเห็นของคนอื่นด้วย

เมื่อถามว่า จะทันกับการที่ประเทศกัมพูชานำหลายๆ ประสาทที่อยู่ในข้อพิพาทไปขึ้นศาลโลกหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของศาลโลกไทยไม่ได้อยู่ ฉะนั้นกัมพูชาขึ้นศาลโลกฝ่ายเดียวไม่ได้

‘ภราดร’กางไทม์ไลน์ประชามติแก้รธน. เหน็บ‘เพื่อไทย’วิจารณ์ 20 หยิบ 1 ‘อะไรก็ไม่ดีไปหมด’

‘ภราดร’กางไทม์ไลน์ประชามติแก้รธน. เหน็บ‘เพื่อไทย’วิจารณ์ 20 หยิบ 1 ‘อะไรก็ไม่ดีไปหมด’

‘ภราดร’กางไทม์ไลน์ประชามติแก้รธน. เหน็บ‘เพื่อไทย’วิจารณ์ 20 หยิบ 1 ‘อะไรก็ไม่ดีไปหมด’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.11 น.

‘ภราดร’กางไทม์ไลน์ ประชามติแก้รธน. ชี้ต้องจบก่อนปีใหม่ ครม.ต้องส่งกกต.ตั้งเรื่องไม่เกิน 15 ม.ค. สวน‘เพื่อไทย’วิจารณ์สูตร 20 หยิบ 1 บอก‘อะไรก็ไม่ดีไปหมด’

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปิดวันใดว่า การจะเปิดวันใดอยู่ที่กรรมาธิการว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อใด หากเสร็จภายในต้นเดือนธ.ค. ก็สามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ ก่อนเปิดสมัยประชุมสามัญวันที่ 12 ธ.ค.

นายภราดร กล่าวว่า ตนดูไทม์ไลน์คร่าวๆ และได้หารือกับคณะกรรมาธิการแล้วว่าการโหวตวาระ 3 ต้องแล้วเสร็จก่อนช่วงปีใหม่ หมายความว่าหากเปิดสมัยประชุมวิสามัญวันที่ 9-11 ธ.ค. ยังสามารถลงมติวาระ 3 ก่อนช่วงปีใหม่ได้อยู่ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยยืนยันว่าพร้อมเปิดประชุมสมัยวิสามัญให้ อย่างไรก็ตามขณะนี้การพิจารณาของกรรมาธิการเดินหน้าไปได้พอสมควรแล้ว ในมาตรา 256/1 ที่เป็นหัวใจของการแก้รัฐธรรมนูญได้ผ่านมติเสียงข้างมากแล้ว ส่วนมาตราอื่นคงใช้เวลาไม่มาก เดินหน้าได้เร็วมากขึ้น คาดว่าภายในเดือน พ.ย. น่าจะแล้วเสร็จ แต่หากไม่แล้วเสร็จก็น่าจะเสร็จต้นเดือนธ.ค.

เมื่อถามว่าการตั้งคำถามประชามติจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อใด นายภราดร กล่าวว่า เรามองว่าการตั้งคำถามประชามติควรเริ่มต้นจากรัฐสภาตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลังการลงมติวาระ 3 ต้องมีญัตติจากรัฐสภาว่าจะมีคำถามที่ 1 อย่างไร ส่วนคำถามที่ 2 ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256(8) เพราะการแก้ไขครั้งนี้เราได้เพิ่มหมวด 15/1 เข้าไปที่ต้องให้มีการทำประชามติ และรัฐสภาต้องมีมติเพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรี เพื่อไปทำคำถามประชามติร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เมื่อถามว่ากระบวนการนี้จะเดินหน้าไปถึงเดือน ม.ค.ใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า “อยู่แล้ว เพราะจากไทม์ไลน์ลงมติวาระ 3 ช่วงก่อนปีใหม่ หลังผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว จะส่งเรื่องมาที่ครม. แล้วหลังจากนั้นอีก 2-3 วันก็จะประชุมครม.เพื่อมีมติให้ทำประชามติแล้วส่งเรื่องไปที่ กกต. โดยช้าที่สุดไม่เกินกลางเดือน ม.ค.”

เมื่อถามว่าการทำประชามติจะทันไทม์ไลน์ของกกต.ที่ขอเวลาเตรียมความพร้อมไว้ 75 วันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทางเลขา กกต.แจ้งแล้วว่าขอเวลา 75 วันโดยย้อนจากวันที่ 29 มี.ค.69 ซึ่งจะตรงกับวันที่ 15 ม.ค.69 ครม.จำเป็นต้องมีมติภายในวันดังกล่าวเพื่อส่งให้กับกกต.

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่พรรคเพื่อไทยโจมตีว่าสูตร 20 หยิบ 1 จะทำให้เกิดการล็อกสเปกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ นายภราดร กล่าวว่า อะไรก็ไม่ดีไปหมด  จริงๆ สูตรนี้ได้มีการหารือกันนอกรอบ ตนได้อภิปรายเรื่องนี้ตามร่างของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่วาระ 1 แต่พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนมองว่าจะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสีใดสีหนึ่ง ตนเลยยอมถอยแล้วใช้สูตรของพรรคประชาชน ในวันนั้นพรรคเพื่อไทยก็บอกว่าแบบนี้ก็พูดคุยกันได้ แล้วพยายามทำทุกอย่างให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินต่อได้

เมื่อถามว่าหากใช้สูตรนี้ต้องไปดูหลังการเลือกตั้งใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ทั้งหมดอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองต้องรณรงค์กับประชาชนเพื่อให้ได้สส.มามากที่สุดเพื่อหยิบกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ให้ได้มากที่สุดจึงอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน ย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกสส. แต่เป็นการเลือกเพื่อให้หยิบ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญด้วย  เมื่อถามว่าคุณสมบัติคนจะมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญจะกำหนดอย่างไร คนโดนตัดสิทธิทางการเมืองสามารถเป็นได้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า อยู่ระหว่างการเจรจากันอยู่ในชั้นกรรมาธิการ ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไรค่อยว่ากันอีกที

‘ภราดร’ชงครม.เยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม จ่ายรายเดือนเป็น‘4 ขั้นบันได’30-60-90-120 วัน

‘ภราดร’ชงครม.เยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม จ่ายรายเดือนเป็น‘4 ขั้นบันได’30-60-90-120 วัน

‘ภราดร’ชงครม.เยียวยาน้ำท่วมเพิ่ม จ่ายรายเดือนเป็น‘4 ขั้นบันได’30-60-90-120 วัน

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.49 น.

‘ภราดร’เผยชงครม.เยียวยาน้ำท่วมเพิ่มพรุ่งนี้ จ่ายเป็น‘ขั้นบันได’ 4 ขั้น ท่วม 30-60-90-120 วัน เป็นรายเดือนนับตั้งแต่ประสบภัยวันแรก เบื้องต้น 4 เดือน

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 17 พ.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าการออกมาตรการเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเวลานาน ว่า ให้ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) จัดทำแผนพิจารณาปรับหลักเกณฑ์เยียวยาเพิ่มเติม นอกเหนือจาก 9,000 บาท ที่ได้รับไปก่อนหน้านี้แล้ว สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอยู่กับน้ำนาน มากกว่า 30 วัน มากกว่า 60 วัน มากกว่า 90 วัน และมากกว่า 120 วัน ซึ่งจะเป็นขั้นบันได 4 ขั้น ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ ระหว่างลงพื้นที่ดูน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นการตั้งเกณฑ์ไว้คร่าวๆ จะเป็นการชดเชยรายเดือน ส่วนจะชดเชยเท่าไหร่ ปภ. กำลังจะทำข้อมูลอยู่

เมื่อถามว่า จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 18 พ.ย. ได้เลยหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า พยายามจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. วันที่ 18 พ.ย.โดยตนได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้ติดตามเรื่องนี้ และได้ติดตามทาง ปภ. ที่ขณะนี้ได้ทำหนังสือขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3-4 หน่วยงาน ก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทันวันพรุ่งนี้

เมื่อถามว่า จะได้เท่ากันทุกหลังคาเรือนหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่เท่ากัน จะพิจารณาจ่ายเป็นขั้นบันได เป็นรายเดือน เนื่องจากเป็นการเยียวยาเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ซึ่งจะนับตั้งแต่วันที่ถูกน้ำท่วมขัง อย่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา มีน้ำท่วมขังเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว ซึ่งรัฐบาลเห็นใจ และเห็นว่าเป็นค่าเสียโอกาสของประชาชนจริงๆ จึงต้องเยียวยาให้สมน้ำสมเนื้อ มากกว่า 9,000 บาท ที่จ่ายไปแล้วทุกครัวเรือน

เมื่อถามว่า จะจ่ายเป็นเวลากี่เดือน นายภราดรกล่าวว่า มากที่สุดตอนนี้คุยกันไว้ที่ 4 เดือน ซึ่งจะเป็นการใช้งบประมาณกลาง

‘ปชป.’ผุดแคมเปญ‘เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา’ เปิดข้อมูล‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ฟอกเงินโยง‘อดีต รมช.’

‘ปชป.’ผุดแคมเปญ‘เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา’ เปิดข้อมูล‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ฟอกเงินโยง‘อดีต รมช.’

‘ปชป.’ผุดแคมเปญ‘เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา’ เปิดข้อมูล‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ฟอกเงินโยง‘อดีต รมช.’

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.33 น.

‘ปชป.’ผุดแคมเปญ‘เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา’เปิดข้อมูล‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ฟอกเงินลามโยง‘อดีต รมช.’เดินหน้ารวมข้อมูลส่ง‘หัวหน้าพรรค’ยื่น‘ปปง.-กลต.-DSI’สอบฟันต่อ ยันทำการเมืองสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ เปล่าหวังโจมตีการเมือง

17 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงเดินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเดินหน้าทำการเมืองสุจริต ขจัดทุนเทา ผู้มีอิทธิพล รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ผ่านแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา” ของพรรคฯ หลังสหรัฐอเมริกา กำลังออกร่างกฎหมายการต่อต้านสแกนเมอร์ และมีแบล็คลิสต์ 43 รายชื่อ ซึ่งหาก 43 คนดังกล่าว เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ก็จะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกตรวจสอบจากนานาชาติ และตกเป็นเป้าสายตานานาชาติเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยยืนยันว่า ไม่ได้มุ่งหวังโจมตีทางการเมือง แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบของคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ พบการกระทำต้องสงสัยของบุคคล เช่น นายยิม เลี๊ยก นักธุรกิจชาวกัมพูชา, นายเบญจามินทร์ เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจและล็อบบี้ยิสต์ รวมถึงยังเชื่อมโยง บริษัท และสถาบันการเงิน ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น B.I.C. BANK CAMBODIA และ B.I.C. BANK LAOS ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 330 บาท แต่สามารถซื้อบริษัทที่มีทุนขนาดใหญ่ และกู้เงินได้มากกว่า 600 ล้านได้ หรือรวมถึงบริษัทที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย พยายามนำต่างด้าวมาเป็นนอมินีถือหุ้นอย่างซับซ้อน เพื่อให้เกินร้อยละ 49 ตามที่กฎหมายไทยจำกัด หรือเชื่อมโยงบริษัทพลังงานใหญ่ของประเทศ ซึ่งเกี่ยวพันกับอดีตรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง

ทั้งนี้ ยืนยันว่าพรรคฯ จะใช้หลักสากลมาตรวจสอบ โดยเฉพาะธุรกรรมการเงิน เพื่อให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งต่อให้หน่วยงานเกี่ยวข้องของรัฐตรวจสอบ เช่น ปปง., กลต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่ออายัดเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงถึงการเมือง เพราะหลายเหตุการณ์มีการตั้งข้อสังเกต มีบุคคลพยายามเข้ามาถือหุ้นบริษัทพลังงานไทย และยังอาจโยงถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนด้วย พร้อมเปิดเผยอีกว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้น หัวหน้าพรรคฯ จะมีการแถลงข้อเรียกร้อง และข้อเสนอของพรรคฯ

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมาแตะเรื่องเหล่านี้ ร.ต.อ.พงศกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคฯ มีการดำเนินการตลอด ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน อาจไม่ได้ดำเนินการ แต่ก็ถือเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดถือการเมืองสุจริต จึงต้องการทำให้เป็นตัวอย่างการเมืองสุจริต เพราะหากการเมืองทุจริต ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ดีลลับ เรื่องเทา หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่า พรรคฯ จะทำเพื่อประโยชน์ประเทศ หลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังจะมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้สังคมเห็นความเชื่อมโยง และให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป

เผยกัมพูชาเตรียมคำร้องภาคประชาชน จ่อยื่น ICC เอาผิดผู้นำรัฐบาล-ทหารไทยแล้ว

เผยกัมพูชาเตรียมคำร้องภาคประชาชน จ่อยื่น ICC เอาผิดผู้นำรัฐบาล-ทหารไทยแล้ว

เผยกัมพูชาเตรียมคำร้องภาคประชาชน จ่อยื่น ICC เอาผิดผู้นำรัฐบาล-ทหารไทยแล้ว

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.18 น.

วันที่ 17 พฤศจิกายน ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก Phil Saengkrai ว่า ขณะที่ฝ่ายไทยยังไม่ตกผลึกว่าจะเอาผิดกับผู้นำกัมพูชาอย่างไร ฝ่ายประชาชนกัมพูชาเริ่มรณรงค์นำเรื่องเข้าสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อเอาผิดกับผู้นำรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ทหารของไทยแล้ว
ดร.ภัทรพงษ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพจของนาย Moon Pich ได้เริ่มรณรงณ์ให้ประชาชนกัมพูชาเริ่มกันลงนาม เพื่อยื่นหนังสือร้องขอให้อัยการ ICC เริ่มกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับการทำความผิดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายทหาร โดยในหนังสือในระบุการกระทำของเจ้าหน้าที่ไทย ดังต่อไปนี้
– การใช้ระเบิดลูกปราย (cluster bomb)
– การฆ่าและโจมตีพลเรือน เป้าหมายทางพลเรือน และสถานนที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมาย
– การโจมตีปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลก
– การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและจับตัวเชลยศึก
– การใช้ Long-Range Acoustic Devices และอุปกรณ์ส่งเสียงดังรบกวนพลเรือน
– การติดตั้งรั้วลวดหนามและสิ่งกีดขวางบทถนน ทำให้พลเรือนต้องอพยกออกจากบ้านเรือน รวมทั้งการทำลายบ้านเรือนของพลเรือน
– การใช้กระสุนยางและแก๊ซน้ำตาต่อพลเรือนกัมพูชา
หากกระบวนการเดินหน้าไปยังอัยการจริงๆ ฝ่ายไทยก็ต้องเตรียมข้อต่อสู้อย่างเต็มที่ ทั้งพยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าหน้าที่ไทยไม่ได้กระทำความผิดแต่อย่างใดและข้อกล่าวหานั้นก็ไม่มีมูล หากประเมินแล้ว การพิสูจน์ความผิดตามที่หนังสือกล่าวหานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในปฏิบัติการของฝ่ายไทยที่ผ่านมาก็ค่อนข้างระมัดระวังในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศมาตลอด รวมทั้ง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
และหากจำเป็นจริงๆ อาจจะต้องเริ่มกระบวนการภายในประเทศไทย​เพื่อตัดเขตอำนาจศาล ICC ด้วย
จริงๆ อาจจะเป็นโอกาสให้ไทยผลักดันนำเรื่องสแกมเมอร์เข้าสู่ศาล ICC เพื่อกดดันกัมพูชาให้ดำเนินการอย่างจริงจังด้วยก็ได้
แต่แม้เจ้าหน้าที่ไทยไม่ได้กระทำความผิด หากกระบวนการเดินหน้าไปอัยการและศาล ICC จริง หมายความว่า ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลไทยก็คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ซึ่งบังเอิญไปตรงกับที่นายกอนุทินประกาศไว้ว่า “ผมได้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกชาติ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อไปกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีความจริงใจและคอยคุกคามอธิปไตยของไทยอยู่ตลอดเวลา”
นาย Moon Pich ประกาศว่าจะยื่นหนังสือสัปดาห์นี้ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

ทั้งนี้ในโพสต์ ดังกล่าว ดร.ภัทรพงษ์ ยังได้แชร์ เอกสารคำร้อง ICC ของนาย Moon Pich มาประกอบด้วย

นอกจากนี้ ล่าสุดในเพจของนาย Moon Pich ได้โพสต์ความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า จนถึงขณะนี้ เราได้รับผู้สนับสนุน 76,102 คนในการร้องขอ ICC

เข้าทาง!‘สว.นันทนา’ไม่พลาด ฟาด‘นายกฯฝึกงาน’ สื่อสารจนพังไปทั้งประเทศ

เข้าทาง!‘สว.นันทนา’ไม่พลาด ฟาด‘นายกฯฝึกงาน’ สื่อสารจนพังไปทั้งประเทศ

เข้าทาง!‘สว.นันทนา’ไม่พลาด ฟาด‘นายกฯฝึกงาน’ สื่อสารจนพังไปทั้งประเทศ

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.50 น.

เข้าทาง!‘สว.นันทนา’ไม่พลาด ฟาด‘นายกฯฝึกงาน’ สื่อสารจนพังไปทั้งประเทศ

17 พฤศจิกายน 2568 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “นายกฝึกงาน”  สื่อสารจนพังไปทั้งประเทศ” ระบุว่า…

“นายกฝึกงาน” สื่อสารจนพังไปทั้งประเทศ

ทหารไทยถูกกับระเบิดใหม่ ที่กัมพูชาฝังไว้ ต้องสูญเสียขาไปในระหว่างการลาดตะเวน  กัมพูชาต้องรับผิดชอบการกระทำอันเลวร้ายนี้ ประเทศไทยต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทหารไทย ประชาคมโลกต้องประณามกัมพูชา สหรัฐต้องออกมากดดันให้กัมพูชาหยุดละเมิดปฏิญญาสันติภาพ กัมพูชาต้องออกมาขอโทษต่อประเทศไทย และยุติการวางทุนระเบิดใหม่ในทันที

นายอนุทิน ชาญวีระกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ไปลงนามในปฏิญญาสันติภาพ ที่กัวลาลัมเปอร์ จะต้องออกมาสื่อสารกับคนทั้งโลก รวมทั้งนายโดนัล ทรัมป์ เพื่อเปิดเผยเล่ห์กลที่กัมพูชาใช้ทำลายทหารไทย เรียกร้องให้ทุกประเทศช่วยกันประณามกัมพูชา ที่ทำการละเมิดข้อตกลงสัญญาติภาพ และสนธิสัญญาออตตาว่า โดยการวางกับดักทุ่นระเบิด จนทหารไทยต้องเสียขาไปเป็นคนที่ 7 แล้ว

แต่ด้วยการลุแก่โทสะ ขาดวุฒิภาวะ ทำให้นายอนุทิน ประกาศฉีกสัญญาสันติภาพ ทั้งๆที่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดสัญญา ฝ่ายไทยเราในฐานะผู้รักษาสัญญา จะต้องเรียกร้องให้ผู้ทำผิดสัญญาชดใช้ มิใช่เป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา

นอกจากนี้นายอนุทินยังวู่วาม พูดท้าทายสหรัฐ ว่าไทยสามารถหาตลาดส่งออกใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงตลาดของมหาอำนาจ 

การสื่อสารเช่นนี้ ไม่ทำให้ประชาคมโลกเห็นอกเห็นใจทหารไทย และอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา ตรงกันข้าม ไทยกลับถูกมองว่า เป็นฝ่ายกระหายสงคราม และในมุมมองของนายโดนัล ทรัมป์ ก็ย่อมมองว่า ไทยไม่รักษาสัญญา และไม่รักษา “หน้า” ของสหรัฐในฐานะตัวกลางที่ทำให้มีการลงนามในสัญญานี้

ไทยจึงตกเป็น “จำเลย” ของโลก ไปในทันที ด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรี

ผลที่ติดตามมาก็คือ ผู้แทนการค้าสหรัฐ แจ้งระงับการเจรจาเรื่องภาษีกับไทย !!

เรื่องภาษีนำเข้ากับสหรัฐเป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจไทยอย่างกว้างขวาง อย่าลืมว่าไทยเราได้ดุลการค้าสหรัฐปีละกว่า หนึ่งล้านล้านบาท หรือ หนึ่งในสามของงบประมาณแผ่นดินในหนึ่งปี หากเราเสียตลาดนี้ไป เศรษฐกิจของไทยเราจะดำดิ่งอย่างไร?

แม้ต่อมานายอนุทิน จะออกมาแก้ไขสถานการณ์ ด้วยการระบุว่า มิได้ยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ แต่เป็นการ “ระงับชั่วคราว” และได้พูดคุยโทรศัพท์กับนายทรัมป์ โดยยืนยันว่าสหรัฐมิได้ระงับการเจรจากับไทยเรื่องภาษีนำเข้า และยังเห็นชอบให้ไทยรีบเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนทั้งหมดโดยเร็ว

นี่คือความเสียหายอันเกิดจากการสื่อสารของนายอนุทิน ที่มักจะพูดไปก่อน แล้วไปแก้ไขภายหลัง แม้ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในประเทศ กับคนไทยด้วยกัน การแก้ไขแก้ตัว ก็เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความสับสน และลดทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเป็นอันยิ่ง

แต่หากเป็นเวทีระดับนานาชาติ การสื่อสารที่ผิดพลาด หมายถึงภาพลักษณ์ประเทศที่เสียหายไปในสายตาประชาคมโลก ซึ่งยากจะกู้คืน และนี่คือหายนะที่เกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีฝึกงาน

คำสั่งเด็ดขาด!‘อัยการสูงสุด’สั่งยื่นอุทธรณ์คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

คำสั่งเด็ดขาด!‘อัยการสูงสุด’สั่งยื่นอุทธรณ์คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

คำสั่งเด็ดขาด!‘อัยการสูงสุด’สั่งยื่นอุทธรณ์คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.24 น.

คำสั่งเด็ดขาด!‘อัยการสูงสุด’สั่งยื่นอุทธรณ์คดี‘ทักษิณ’หมิ่นเบื้องสูง

17 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการพิจารณายื่นอุทธรณ์คดี นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี. จำเลยคดีดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กรณีที่นายทักษิณให้สัมภาษณ์ กับสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน และเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดเนื่องจากเป็นคดีนอกราชอาณาจักร ที่เดิมมีการยื่นขยายระยะเวลาต่อศาลอาญาครั้งที่ 2 จนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้นั้น

ล่าสุดมีรายงานว่าเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด(อสส.)ได้มีความความเห็น ว่าการกระทำนายทักษิณเป็นความผิดตามฟ้องเห็นควรที่จะยื่นอุทธรณ์คดีให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาต่อไป ซึ่งขั้นตอนต่อไปคำสั่งยื่นอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด ซึ่งถือเป็นคำสั่งเด็ดขาด จะถูกส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เจ้าของสำนวนเพื่อยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป

ทั้งนี้เดิมทีการพิจารณาอุทธรณ์สำนวนคดีนี้ เมื่อช่วงเดือน กันยายนที่ผ่านมา นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด คนก่อน มีคำสั่งให้นำเรื่องการจะยื่นอุทธรณ์นี้เข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองของคณะกรรมการพิจารณาคดี ตามมาตรา112 ของอัยการ ซึ่งขณะนั้นมีนายอิทธิพร อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นเป็นรองอัยการสูงสุดเป็นประธานคณะกรรมการ พิจารณา

ครั้งนั้นคณะกรรมการดังกล่าวได้ประชุมพิจารณา และมีมติ 8-2 เห็นควรไม่อุทธรณ์ และส่งให้นายไพรัช อัยการสูงสุดพิจารณาแล้ว แต่จนพ้นวาระตำแหน่งอัยการสูงสุด นายไพรัช ก็ไม่มีความเห็นว่าจะอุทธรณ์คดีนี้หรือไม่  จนนายอิทธิพร เข้ามารับตำแหน่งอัยการสูงสุดอำนาจการพิจารณายื่นอุทธรณ์คดีจึงเป็นหน้าที่ของนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน สมัยนั่งประธานคณะกรรมการพิจารณาคดี มาตรา112 นายอิทธิพร ที่นั่งเป็นประธานคณะกรรมการก็ไม่ได้ลงมติในครั้งนั้น เนื่องจากเป็นมารยาทในฐานะประธานกรรมการ คำสั่งอุทธรณ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกลับความเห็นของนายอิทธิพรแต่อย่างใด

สำหรับคณะกรรมการพิจารณาคดีมาตรา 112 คือคณะกรรมการที่อัยการสูงสุดตั้งขึ้นมาพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั่วราชอาณาจักร ประกอบไปด้วย รอง อสส.ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาเป็นเลขานุการ โดยตำแหน่ง ส่วนคณะกรรมการ จะมาจากอัยการที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ,อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี และอธิบดีอัยการสำนักงานอาญาอื่นๆ เพราะถือว่าเป็นสำนักงานที่ต้องรับคดีประเภทนี้โดยตรง

นอกจากนี้ยังมีอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนด้วย เนื่องจากบางคดีมีสำนวนที่เป็นคดีนอกราชอาณาจักร รวมถึงผู้ตรวจการอัยการบางคน และมีระดับรองอธิบดีอัยการบางสำนักงาน รวมกันกว่า 10 คน (จำนวนไม่แน่นอน) ขึ้นอยู่กับอัยการสูงสุดในขณะนั้นจะตั้งใครขึ้น  เป็นกรรมการทำหน้าที่พิจารณาสำนวนคดี มาตรา112 จากทั่วประเทศ เรียกว่าคดี มาตรา112 จะสั่งฟ้องหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดนี้

แต่สำหรับคดีนี้ ซึ่งตามขั้นตอนคดีมาตรา 112 ของนายทักษิณเป็นคดีนอกราชอาณาจักรอำนาจพิจารณายื่นอุทธรณ์เป็นของอัยการสูงสุด การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคดี มาตรา112 จึงเป็นการกลั่นกรองความเห็นให้อัยการสูงสุดไม่ใช่การสั่งคดีเหมือนในชั้นพิจารณาคดี มาตรา112 ทั่วไป

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ที่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องคดีนี้ เนื่องจากศาลให้เหตุผลว่า ผู้ที่ได้รับฟังคลิปวิดีโอ ล้วนเข้าใจตรงกันว่าจำเลยให้สัมภาษณ์โจมตีการยึดอำนาจ และรัฐประหาร โดยพาดพิงถึงนายสุเทพ กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และองคมนตรีเท่านั้น ไม่ได้พาดพิงหรือสื่อความหมายถึงสถาบันว่าอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร การสืบพยานหลักฐานโจทก์ไม่สมกับภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาว่าจำเลยกระทำความผิด จึงรับฟังไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง