‘แรมโบ้’บอมบ์‘สส.ภัทรพงษ์’ควรลาออก หิวแสงปล่อยข้อมูลผิดปมสารหนู

‘แรมโบ้’บอมบ์‘สส.ภัทรพงษ์’ควรลาออก หิวแสงปล่อยข้อมูลผิดปมสารหนู

‘แรมโบ้’บอมบ์‘สส.ภัทรพงษ์’ควรลาออก หิวแสงปล่อยข้อมูลผิดปมสารหนู

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.13 น.

‘แรมโบ้’บอมบ์‘สส.ภัทรพงษ์’ควรลาออก หิวแสงปล่อยข้อมูลผิดปมสารหนู

16 พฤศจิกายน 2568 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น) กล่าวถึงกรณีที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ และรองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาบอกว่าพบสารหนูในแม่น้ำโขงและ จ.เลย-บึงกาฬ-หนองคาย-นครพนม ยังตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน พร้อมยังบอกว่านายสุชาติ หนีปัญหา โดยยืนยันว่านายมีความตั้งใจในการทำงาน และแก้ไขปัญหาทุกเรื่องแม้จะมีเวลาบริหารงานยังไม่มากนัก ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารหนูขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และน้ำสาละวินอย่างเร่งด่วน ได้จัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการฯ ทั้งคณะทำงานประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ คณะทำงานติดตามสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่ในพื้นที่แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน

นอกจากนี้ยังมีคณะทำงานศึกษาความเหมาะสมและแนวทางการบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อทดแทนและแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก 22 ลุ่มน้ำของประเทศไทยและแม่น้ำโขง ซึ่งถือว่าครอบคลุมทั้งประเทศ

นายเสกสกลกล่าวต่อว่า ตนขอยืนยันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้หนีปัญหา และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนู ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ตามทั่วประเทศ และขณะนี้ได้เร่งทำแล้วทุกพื้นที่ นายภัทรพงษ์ ไม่ควรออกมารีบพูดเพื่อดิสเครดิตรัฐมนตรี  และพูดเพื่อหวังแต่คะแนนเสียงของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานจะตื่นตระหนกหรือใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

“กรุณาอย่าได้ทำตัวหิวแสงมากเกินไป ทำเป็นอวดรู้อวดเก่ง พูดเพื่อหวังแต่คะแนนเสียงไม่เคยมุ่งหวังเรื่องความเป็นจริงไม่ลงมือแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนเพื่อความเป็นจริงอย่าใช้แต่น้ำลายในปากละเลงใส่ความ มีผู้เรามีผู้แทนในแต่ละจังหวัดแต่ละอำเภอที่คอยช่วยรับผิดชอบประชาชน แต่นายภัทรพงษ์เป็นผู้แทนจังหวัดเชียงใหม่ จะอวดรู้ทั้งอวดเก่งทั้งประเทศ เก่งมากกว่าสส.ในพื้นที่อีสานเลยหรือไง สุดยอดจริงๆต้องศึกษาก่อนว่า วิธีการตรวจบ่งบอกค่ามาตรฐาน เขามีหน่วยงานตรวจสอบเฝ้าระวังทั่วประเทศ การเป็นนักการเมืองควรให้พี่น้องประชาชนเชื่อถือและศรัทธาไม่ใช่พูดออกมาพูดสนุกปากและไม่รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น ระวังปากเป็นนาย จะพาไปลงเหวนรกเพราะความอยากโชว์แสงแบบไม่ระมัดระวังคำพูด สส.ปากพล่อยหิวแสงประเภทนี้จบอนาคตการเมืองมาเยอะต่อเยอะแล้ว” นายเสกสกล กล่าว

นายเสกสกล กล่าวอีกว่า อยากถามกลับว่ามีองค์ความรู้อะไรในเรื่องการตรวจสารพิษจากน้ำแม่น้ำ กล้ารับผิดชอบคำพูดไหมถ้าไม่เป็นจริงและกล้าท้าลาออกจากตำแหน่งสส.ไหม ถ้าสิ่งที่พูดไม่ตรงกลับความเป็นจริง การพูดที่ไม่มีมูลความจริงทำให้ประชาชนพี่น้องอีสานตกใจ เกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบด้วยด้วยการลาออก เพราะเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรง

‘ภูมิใจไทย’เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี-สงขลา คาดสัปดาห์หน้า‘ภาคใต้’พร้อมเกือบ100%

‘ภูมิใจไทย’เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี-สงขลา คาดสัปดาห์หน้า‘ภาคใต้’พร้อมเกือบ100%

‘ภูมิใจไทย’เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี-สงขลา คาดสัปดาห์หน้า‘ภาคใต้’พร้อมเกือบ100%

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.49 น.

‘ภูมิใจไทย’ลุยต่อเนื่องเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 และ สงขลา เขต 9 เตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง มั่นใจผู้สมัคร‘3 จังหวัดชายแดนใต้’สู้แชมป์เก่าได้ คาดสัปดาห์หน้าผู้สมัคร‘โซนภาคใต้’พร้อมเกือบ 100%

16 พ.ย.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัวนายบาฮารุดดีน ยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1

นายพิพัฒน์กล่าวว่า เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทยจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต  ซึ่งนายบาฮารุดดีน เป็นอีกหนึ่งคนที่พรรคภูมิใจไทยได้ทาบทาม และเชิญมาเป็นสมาชิกของพรรค เพื่อทำการสู้ศึกในการเลือกตั้ง ในปี 2569 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่นานดังนั้นการเตรียมความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย โดยจังหวัดปัตตานี มีผู้สมัครถึง 3 เขต จาก 5 เขต ส่วนจังหวัดนราธิวาสมีผู้สมัครครบทั้ง 5 เขต ซึ่งมีความคาดหวังที่จะได้ 2 เขต ขณะที่จังหวัดยะลา ยืนยันจะส่งครบทุกเขต โดยได้เปิดตัวไปแล้ว 1 เขต ที่เหลือพรรคกำลังเฟ้นหาตัวผู้สมัคร ที่ได้พูดคุยและเจรจากับผู้สมัครถึงความพร้อม โดยเฉพาะผู้สมัครแต่ละคน ที่จะขอให้ช่วยนำแกนนำที่ให้การสนับสนุน มาเป็นกำลังใจผู้สมัครด้วย เช่น นายบาฮารุดดีน ก็มีกำนันทั้ง 10 ตำบลในอำเภอเมืองมาเป็นผู้สนับสนุน

เมื่อถามว่า ในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสามารถชนะแชมป์เก่าได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในฐานะของพรรคการเมืองต้องบอกว่า สู้ได้และสิ่งไหนที่สู้ไม่ได้ ก็ต้องพยายามสู้ต่อไป เพื่อให้ได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยครบทุกจังหวัด นี่คือสิ่งที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มอบนโยบายให้กับตนเองไว้ 

เมื่อถามถึงความพร้อมของผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้ มีความพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในพื้นที่ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ตนเองได้ส่งรายชื่อผู้สมัครที่แน่ชัดแล้ว 49 ชื่อ จากทั้งหมด 59 เขต ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามี 60 เขต แต่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชากรในจังหวัดนครศรีธรรมราช น่าจะลดลงไป จาก 10 เขตเหลือ 9 เขต จึงคาดว่าน่าจะมี 59 เขต ส่วน อีก 10 เขตที่เหลือ อยู่ในระหว่างการพูดคุยและสรรหาผู้สมัคร และที่สำคัญต้องประเมิน ว่าผู้สมัครคนใดมีโอกาสมากที่สุด ก็จะนำเสนอผู้สมัครคนนั้น ลงสมัครในรายเขต

ด้านนายบาฮารุดดีน กล่าวว่า ขอขอบคุณหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมถึงนายพิพัฒน์ ที่ให้ความไว้วางใจในตนเอง ให้ลงสมัคร สส. ในเขต 1 จังหวัดปัตตานี ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตามที่พรรคไว้วางใจและจะทำให้ดีที่สุด

จากนั้น นายพิพัฒน์ เปิดตัว พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร (ผกก.อ๊อด) ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 9 สงขลา พร้อม กล่าวว่าผกก.อ๊อด เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ปี 2565 ไม่ได้ลงเลือกตั้งปี 2566 วันนี้กลับมาเพื่อร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจังหวัดสงขลามี 9 เขต และมีผู้สมัครแล้ว 7 เขต และน่าจะมีเข้ามาอีก เชื่อว่าวันที่ 23 พฤศจิกายนที่มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภูมิใจไทย น่าจะมีความพร้อมในทุกเขต ทั้งนี้ คนที่มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทยทุกคน ล้วนแต่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ดังนั้นผู้สมัครต้องพบปะประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด เลือกตั้งเดือนมีนาคม ระยะเวลา 4 เดือน ของทุกคนมีน้อย ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค ให้เป็นผู้สรรหาผู้สมัครใน 14 จังหวัดภาคใต้ วันนี้เราทยอยเปิดตัวไปเรื่อยๆ และวันที่ 23 พฤศจิกายน จะมีครบเกือบ 100% ในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 59 เขต

เมื่อถามว่าจังหวัดสงขลามีบ้านใหญ่ค่อนข้างเยอะ พรรคภูมิใจไทยจะเดินเกมอย่างไร ในการที่จะดึงคะแนนเสียงจากบ้านใหญ่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทย จะนำคำว่า พูดแล้วทำ นโยบายต่างๆ ที่ทำจะเป็นผลสะท้อนให้กับพี่น้องในแต่ละจังหวัดได้เห็นว่า สิ่งที่เคยรับปากมีสิ่งไหนที่เรายังไม่ได้ทำ เราจะพยายามรีบทำ แต่สิ่งไหนที่ทำแล้ว เราจะทำต่อไปเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายดูแลกระทรวงคมนาคม จะพยายามลงพื้นที่ดูความพร้อม สิ่งที่เราได้ทำแล้วหรือส่วนไหนที่ยังไม่ทำ จะทำอย่างไรที่จะผลักดันส่วนที่ขาด เพื่อเข้าสู่งบประมาณปี 2570 อีกทั้งเรื่องของคมนาคมภาคใต้ได้รับการพัฒนาช้ากว่าภาคอื่น และตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จะพยายามผลักดันโครงการที่ตกค้างในภาคใต้ให้สำเร็จ ขอให้ได้บรรจุเข้าสู่งบประมาณในปี2570 นี่คือความตั้งใจและความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อน

‘เพื่อไทย’ห่วงสูตร‘20 หยิบ 1’สกัดกินรวบไม่ได้ ลุยชงปลดล็อกห้ามเอียงเข้าข้างสีใด หวั่นซ้ำรอยสว.

‘เพื่อไทย’ห่วงสูตร‘20 หยิบ 1’สกัดกินรวบไม่ได้ ลุยชงปลดล็อกห้ามเอียงเข้าข้างสีใด หวั่นซ้ำรอยสว.

‘เพื่อไทย’ห่วงสูตร‘20 หยิบ 1’สกัดกินรวบไม่ได้ ลุยชงปลดล็อกห้ามเอียงเข้าข้างสีใด หวั่นซ้ำรอยสว.

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.15 น.

‘เพื่อไทย’ห่วงสูตร‘20 หยิบ 1’สกัดกินรวบไม่ได้ ลุยชงปลดล็อกห้ามเอียงเข้าข้างสีใด หวั่น‘กลุ่มทุน’บล็อกโหวตเหมือนสว.

16 พฤศจิกายน 2568 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …. รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงสูตรเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบ 20 หยิบ 1 ว่า ผู้คิดสูตรนี้ต้องการป้องกันการกินรวบ จึงให้สมาชิกรัฐสภา 20 คน เสนอ 1 รายชื่อเป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้มีเสียงข้างน้อยเข้าไปเป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ส่วนตัวตนมองว่าแม้จะมีเสียงส่วนน้อยเข้าไปมีส่วนร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้มีกมธ.เสียงข้างมากได้ เช่น สว.เสียงข้างมากมี 160 คน ก็ได้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน สส.เสียงข้างมาก 300 คน จะได้กมธ.ยกร่าง 15 คน รวมเป็น 23 คน หาก 23 คนนี้ต้องการให้หน้าตารัฐธรรมนูญไปในทิศทางใดก็สามารถกำหนดได้ ขณะที่กมธ.ยกร่างอีก 12 คนไม่สามารถคัดค้านได้เพราะกมธ.ที่ตั้งขึ้นนี้จะทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนส่งให้รัฐสภา

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าวิธี 20 หยิบ 1 ป้องกันได้แค่การฮั้วเลือกคนไปยกร่าง แต่ไม่สามารถป้องกันเสียงข้างมากแล้วมองข้ามความคิดเห็นเสียงข้างน้อยได้ พูดง่ายๆ คือสีใดครองเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ รัฐธรรมนูญย่อมเป็นไปเพื่อสีนั้น ดังนั้น ตนจะเสนอและสงวนความเห็นวิธีที่จะทำให้การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เป็นไปตามเสียงข้างมากของสีใดสีหนึ่งต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้กมธ.ไม่เป็นเสียงข้างมากของสีใดสีหนึ่ง

ขณะที่นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ในฐานะ กมธ.ฯ กล่าวว่า สูตร 20 หยิบ 1 เลือกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีในร่างหลักที่กมธ.พิจารณา เป็นการยกร่างเอากลางวง การพิจารณากฎหมายแบบนี้ย่อมมีปัญหา ต่อให้เก่งกฎหมายอย่างไร ก็ได้แต่สงสัย ก่อนพิจารณากมธ.จะศึกษาร่างกฎหมายหลัก ดูข้อดีข้อเสียกันมาก่อน แต่เมื่อยกกลางวงเช่นนี้ พวกตนก็งดออกเสียง หลายครั้งที่พิจารณากัน องค์ประชุมก็ไม่ครบ พอมาถึงเรื่องนี้องค์ประชุมครบ ทำให้ความหวังที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้บรรลุเป้าหมายที่คิดไว้น้อยลง

“แต่ยังยืนยันว่าอยากให้มีการแก้ แต่จะสงวนความเห็นไปเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาต่อไป สิ่งที่กังวลเกี่ยวกับ 20 หยิบ 1 คือกลัวกลุ่มทุนจะเข้ามาบล็อกโหวต เหมือนตอนเลือกสว. เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นได้ เพราะการทำโครงร่างตรงนี้เป็นร่างสดๆ ไม่เห็นด้วย เพราะโอกาสพิจารณาอย่างรอบคอบก็ไม่มีเวลา ถ้าไปซักไซ้ไล่เรียงก็ถูกหาว่าเตะถ่วงไปอีก” นายประยุทธ์ กล่าว

‘เพื่อไทย’ยันหากนโยบาย-แคนดิเดตนายกฯ เรียกความเชื่อมั่น ประชาชนกลับคืนได้แน่นอน

‘เพื่อไทย’ยันหากนโยบาย-แคนดิเดตนายกฯ เรียกความเชื่อมั่น ประชาชนกลับคืนได้แน่นอน

‘เพื่อไทย’ยันหากนโยบาย-แคนดิเดตนายกฯ เรียกความเชื่อมั่น ประชาชนกลับคืนได้แน่นอน

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.53 น.

‘เพื่อไทย’ยันหากนโยบาย-แคนดิเดตนายกฯ เรียกความเชื่อมั่น ประชาชนกลับคืนได้แน่นอน

16 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงโพลสำรวจความนิยมของความนิยมพรรค พท. ยังตามพรรคประชาชน (ปชน.) เช่น ภาคอีสาน ภาคกลาง จะมีวิธีผลักดันอย่างไรให้ได้รับความนิยมแบบในอดีต ว่า ตนมองว่ามีหลายๆ เรื่อง ที่ผ่านมาเรามีการแถลงทั้งเรื่องการยกเครื่องของพรรค การสื่อสารของพรรค พท.ก็มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในพรรค และที่สำคัญตัวนโยบายและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยืนยันว่าหากมีการเปิดตัวทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ เชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรค พท.กลับคืนมาอีกครั้งแน่นอน

‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์

‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์

‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.47 น.

‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์ของการบริหารครั้งนี้นำพาให้เราสูญเสียความได้เปรียบ ประเทศควรเดินหน้าอย่างไร

16 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่การตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก เพราะถ้อยคำของผู้นำไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีของประเทศไทยทั้งประเทศต่อประชาคมโลก

นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นว่า การสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ หรือการใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย สามารถส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ประเทศไทยควรจะอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ และสามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์การละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนกลับทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง แม้เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้

นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติในเอกสารราชการ แต่สะท้อนถึงรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจกับความมั่นคงโดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน จึงอาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงักงัน รวมถึงมาตรการปราบปรามเครือข่ายคอลเซนเตอร์ ซึ่งกระทบกับประชาชนโดยตรง

นายจุลพันธ์ ระบุว่า ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ทั้งความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคีและการทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับนานาประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน ทำให้เราสามารถรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์ครั้งนี้ ประเทศของเรากลับไม่ได้ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลของไทยถูกสื่อสารออกไปไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ และทำให้เราตกอยู่ในสถานะที่ประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า วันนี้ไทยจึงอยู่ในจุดที่ถูกกดดันทั้งสองด้าน ทั้งจากประเทศคู่กรณีและจากประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ ทั้งที่เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำมากกว่านี้

“ผมจึงอยากชวนให้สังคมไทยร่วมกันพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์ของการบริหารครั้งนี้นำพาให้เราสูญเสียความได้เปรียบและต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายจุลพันธ์ ระบุ

‘ภูมิใจไทย’พร้อมถูกซักฟอก ย้อน‘เพื่อไทย’อย่ารีบโจมตีปมภาษีสหรัฐฯ ‘ฝ่ายแค้น’ใจเย็นๆ

‘ภูมิใจไทย’พร้อมถูกซักฟอก ย้อน‘เพื่อไทย’อย่ารีบโจมตีปมภาษีสหรัฐฯ ‘ฝ่ายแค้น’ใจเย็นๆ

‘ภูมิใจไทย’พร้อมถูกซักฟอก ย้อน‘เพื่อไทย’อย่ารีบโจมตีปมภาษีสหรัฐฯ ‘ฝ่ายแค้น’ใจเย็นๆ

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

‘ภูมิใจไทย’ยันพร้อมรับมือศึกซักฟอก มั่นใจแจงได้ ฟุ้ง‘นายกฯ’ทำงานมาเดือนครึ่ง บริหารดี ไร้เสียหาย แซะ‘เพื่อไทย’อย่าจ้องรีบโจมตีปม‘ภาษีสหรัฐฯ’ เหตุ‘ไทย-อเมริกา’คนละไทม์โซน เชื่อมั่น‘อนุทิน’ทำได้ดีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ-อธิปไตย เชือดกลับ‘ฝ่ายแค้น’ใจเย็นๆ ย้ำ Joint Declaration ไม่ลามกระทบ ให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจเดินหน้าคุยต่อ

16 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) น.ส.แนน บุญธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดประชุมสภาฯสมัยสามัญ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยจะเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทยเองก็มีความพร้อม รวมถึงตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยด้วย ซึ่งจากการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีข้อกังวลใด และมองว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทยที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนจะยื่นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากถามกลับว่าเป็นประเด็นอะไร ในมุมของนายกรัฐมนตรีมองว่าตนเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง ซึ่งในการบริหารงานที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความเสียหาย กลับกันกลับมีทิศทางดีโดยเฉพาะในมุมเศรษฐกิจ ที่ได้รับการชื่นชมจากผู้ประกอบการ  พ่อค้าแม่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ มียอดเงินเข้ามาหมุนเวียนพอสมควร  จนมีกระแสเรียกร้องอยากให้ทำเฟส 2 ซึ่งจะออกมาเร็วๆนี้ และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับปากไว้ก็ยังทำได้อย่างเต็มที่ จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย เราไปห้ามไม่ได้ซึ่งเราก็เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูล รวมถึงตัวรัฐมนตรีที่จะตอบคำถามและชี้แจง

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องภาษีสหรัฐอเมริกา ที่น่าจะถูกหยิบยกมาโจมตีในศึกซักฟอกนั้น ได้มีการส่งข้อมูลอัพเดตสถานการณ์แทบจะรายชั่วโมง ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ซึ่งในบางครั้ง มีเรื่องของเอกสารออกมาก่อนที่จะมีการเจรจากัน ระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ คือนายอนุทิน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงอยากฝากถึงพรรคเพื่อไทยที่เห็นข่าวออกมาหนึ่งข่าว และออกมาโจมตีเลย อยากให้รอดูระยะเวลาด้วย

“ต้องยอมรับว่าไทยกับสหรัฐอเมริกาอยู่คนละไทม์โซน การสื่อสารพูดคุย การส่งเอกสาร และการให้ข้อมูลอาจต้องรอเวลา แต่นายกรัฐมนตรียังมั่นใจในการทำงาน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอธิปไตย” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมารุมถล่ม นายอนุทิน เรื่องภาษีสหรัฐฯ ว่าบริหารสถานการณ์บ้านเมืองผิดพลาดไร้เดียงสา น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ช่วงนี้ใช้คำค่อนข้างแรงกับการทำงานของนายกฯที่ทำงานมา 1 เดือนครึ่งเวลาที่ผ่านมาผลงานที่ท่านรับปาก ก็ออกดอกออกผล ไม่ว่าจะเรื่อง สแกมเมอร์ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเบื้องต้น

“ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้ อยากจะบอกฝ่ายแค้นว่า ใจเย็นๆ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบฝ่ายค้านไม่ใช่แบบฝ่ายค้าน ให้ดูดีๆ ว่าสิ่งที่นายกฯ พยายามจะสื่อและทำอยู่ อย่างแรก คือ อธิปไตยของชาติ ประเทศไทย คือหัวใจหลักที่นายกฯ ต้องปกป้องให้มากที่สุด เห็นได้ชัดว่านายกฯ และทีมคณะรัฐมนตรี พยายามอย่างที่สุด ในการเจรจาปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา คุยระดับทวิภาคีอยู่แล้ว ในส่วนอื่นเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับทราบและทำงานไปก่อน ไม่ใช่เห็นข่าวอะไรแค่ 1 นาที ก็ออกมาตอบโต้กล่าวหา เกินไปนิด อย่าให้ถึงขั้นเป็นฝ่ายแค้น เราเข้าใจบริบทว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ของตน แต่ก็ควรจะอยู่ในกรอบที่คำนึงถึงว่า บทบาทของนายกฯ ในการทำเพื่ออธิปไตยของชาติ“ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

เมื่อถามว่า การที่พรรคเพื่อไทย บอกว่า นายกฯ พูดไม่สนใจสหรัฐ เหมือนไม่มีความรู้หรือความสามารถทางการทูตน.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ถ้าให้ตอบแบบแรงๆ ก็คงไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการมีอังเคิลในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมา ที่นายกได้ปฏิบัติ ให้ดูที่บริบท ไม่ใช่แค่ยกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา ที่ผ่านมานายกฯ ได้ลงไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุนระเบิดล่าสุด คนไทยด้วยกันไม่เห็นข่าวนี้ควรจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวกันใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศก็มีความห่วงประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่นายกฯ ได้ทำ ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของประเทศและอธิปไตยของประเทศอย่างเดียว แต่ยังมีความเป็นห่วงความปลอดภัยของชีวิตทหารแนวหน้า ส่วนที่พรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีว่าการรักษาอธิปไตยต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับเศรษฐกิจด้วยนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รมว.พาณิชย์ ก็เจรจาการค้า ไม่ใช่แค่เฉพาะภาษีสหรัฐ แต่มีการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นด้วย เราเดินหน้าในทุกด้านและพูดคุยทุกประเทศ

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวด้วยว่า ขณะที่การยุติ Joint Declaration ไทย–กัมพูชา ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยหรือทั่วโลก ก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ตนยังมั่นใจว่า การเดินหน้าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าการค้าในประเทศหรือระหว่างประเทศ เมื่อวานที่นายกฯ ได้โพสต์ Facebook ก็ชัดเจนว่า Joint Declaration ยังมีความชัดเจนในเรื่องการทหารและเขตแดน แต่ประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ยังทำหน้าที่อยู่

ทุบเปรี้ยง!‘อนุทิน’วางจุดยืนถูกต้อง นักวิชาการยันไทยไม่ใช่ฝ่ายละเมิด-สหรัฐต้องวางตัวเป็นกลาง

ทุบเปรี้ยง!‘อนุทิน’วางจุดยืนถูกต้อง นักวิชาการยันไทยไม่ใช่ฝ่ายละเมิด-สหรัฐต้องวางตัวเป็นกลาง

ทุบเปรี้ยง!‘อนุทิน’วางจุดยืนถูกต้อง นักวิชาการยันไทยไม่ใช่ฝ่ายละเมิด-สหรัฐต้องวางตัวเป็นกลาง

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

นักวิชาการชี้‘อนุทิน’วางจุดยืนถูกต้อง ปกป้องศักดิ์ศรีชาติ ยันไทยไม่ใช่ฝ่ายละเมิดปมพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมส่งสัญญาณชัดสหรัฐฯต้องวางตัวเป็นกลาง

16 พฤศจิกายน 2568 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นต่อการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า คำอธิบายทั้ง 11 ข้อที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อผู้นำสหรัฐฯ นั้น “ครอบคลุมและมีน้ำหนักในฐานะผู้นำประเทศ ที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติอย่างที่สุด”

ผศ.ดร.วันวิชิต ย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรี “ยอมลดท่าที”  ย่อมเสี่ยงต่อแรงกดดันมหาศาลจากสังคม เพราะประชาชนผู้รักชาติย่อมตั้งคำถามว่า เหตุใดไทยซึ่งเป็นฝ่ายเสียหาย จึงต้องยอมถอยให้กับสหรัฐฯ

พร้อมระบุว่า “ถ้านายกรัฐมนตรีเลือกที่จะยอม ผมเชื่อว่าท่านอาจไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่า ทำไมต้องยอม ทั้งที่เรามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาละเมิดก่อน”

นักวิชาการยังชี้ว่า ไทยมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันได้ว่ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาก่อน ซึ่งเป็นต้นตอของความตึงเครียด จึงเป็นเหตุผลที่ไทยต้องแสดงจุดยืนเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ควร “วางตัวเป็นกลาง” และรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า การแสดงท่าทีเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศ “ระงับข้อตกลง” ไม่ได้เกิดจากความเกรี้ยวกราดโดยไร้เหตุผล แต่เป็นการทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยต้องยกระดับท่าทีให้เด็ดขาดเช่นนี้

“ไทยไม่ได้ต้องการสงคราม ไทยรักสงบ แต่ไม่เคยยอมให้ใครรังแกก่อน การยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุน”

นอกจากนี้ยังชี้ว่า การที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวล หากสหรัฐฯ จะมีการใช้ มาตรการภาษีและเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ หลังไทยระงับปฏิญญา ถือเป็นการวางจุดยืนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของไทย ซึ่งไม่เกินความคาดหมาย เพราะที่สุด ต้องยืนยันในเกียรติของชาติ สำคัญสูงสุด ทั้งนี้ รัฐบาล น่าจะมีการเตรียมการแล้ว ว่า จะทำอย่างไร หากถูกกดดันทางการค้าจริงๆ  พร้อมสรุปว่า ความชัดเจนในจุดยืนเช่นนี้ คือสิ่งที่ผู้นำพึงกระทำ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก

‘ศึกษิษฏ์’ติง‘นายกฯ’เดินเกมเวทีโลกช้า บางถ้อยคำเสี่ยงทำไทยเสียดินแดน ถามปชช.ยังไว้ใจหรือ

‘ศึกษิษฏ์’ติง‘นายกฯ’เดินเกมเวทีโลกช้า บางถ้อยคำเสี่ยงทำไทยเสียดินแดน ถามปชช.ยังไว้ใจหรือ

‘ศึกษิษฏ์’ติง‘นายกฯ’เดินเกมเวทีโลกช้า บางถ้อยคำเสี่ยงทำไทยเสียดินแดน ถามปชช.ยังไว้ใจหรือ

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.05 น.

‘ศึกษิษฏ์’จี้‘อนุทิน’เร่งถก‘สหรัฐฯ-จีน-มาเลเซีย’ใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา ติง‘นายกฯ’เดินเกมเวทีโลกช้า บางถ้อยคำเสี่ยงทำไทยเสียดินแดน ถาม‘ประชาชน-ฝ่ายค้าน’การบริหารผิดพลาดยังไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อหรือไม่

16 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค พท. แถลงกรณีข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเวทีโลก ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล ว่า รัฐบาลไทยมีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และมีสิทธิในการตอบโต้อย่างมีสัดส่วนเมื่อประเทศถูกรุกล้ำ ซึ่งรัฐบาลพรรค พท.ที่ผ่านมาได้ทำงานกับฝ่ายความมั่นคงในการตอบโต้การรุกล้ำอธิปไตย และย้ำว่ากรณีกระแสข่าวการสั่งหยุดยิงในรัฐบาลยกชุดก่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง แต่รัฐบาลพรรค พท.มีการรวบรวมพันธมิตรประเทศต่างๆ เพื่อเดินเกมบนจุดสมดุลระหว่างอธิปไตยและเศรษฐกิจ จนนานาประเทศทั่วโลกพร้อมรับฟังและสนับสนุนประเทศไทยเอาโลกมาล้อมคู่กรณี

นายศึกษิษฏ์ กล่าวต่อว่า นี่ถือว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในการบริหารจัดการของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แต่คำพูดที่สับสน และไม่มีวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และบางคำอาจเป็นเหตุสุ่มเสี่ยงให้เกิดการเสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่สนใจหาแนวร่วมทางการทูต จนประเทศไทยเสียเปรียบในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี

“ปล่อยให้กัมพูชาติดต่อมาเลเซียกับสหรัฐอเมริกาได้ก่อนเรา ส่วนฝ่ายเรานั่งรอให้เขาติดต่อมา ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางตั้งแต่หลังเกิดเหตุให้นายกรัฐมนตรีเร่งพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา จีน และมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลักดันและเป็นสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพ ข้อตกลงหยุดยิง และใช้กรอบกลไกนานาชาติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลของประเทศเราออกไปก่อน แสดงให้โลกรู้ว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรง แต่เป็นกัมพูชาที่เป็นคนฉีดกติกา ใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชาเหมือนที่เราเคยทำ” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

นายศึกษิษฏ์ กล่าวต่อว่า ผลจากการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพทำให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก นอกจากการเผชิญหน้ากับกัมพูชาแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากอเมริกา ทั้งที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ โดยไม่เปิดช่องให้ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยหยิบยกมูลค่าทางการค้าระหว่างประเทศกว่า 3 ล้านล้านบาท

“และประชาชนหลาย 10 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบ เสียหายทั้งด้านอธิปไตยและเศรษฐกิจ และความร่วมมือในการปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกร่อนประชาชนคนไทยอย่างเรื้อรัง ยังคงติดค้างอยู่ พรรคเพื่อไทยจึงตั้งคำถามไปยังประชาชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำ นับเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้หรือไม่” นายศึกษิษฏ์ กล่าว

‘เพื่อไทย’ย้ำเดินหน้าแก้รธน. ย้อนถามที่ล่าช้าเพราะบางพรรคเอาเป็นตัวประกัน ไม่อยากเปิดซักฟอก

‘เพื่อไทย’ย้ำเดินหน้าแก้รธน. ย้อนถามที่ล่าช้าเพราะบางพรรคเอาเป็นตัวประกัน ไม่อยากเปิดซักฟอก

‘เพื่อไทย’ย้ำเดินหน้าแก้รธน. ย้อนถามที่ล่าช้าเพราะบางพรรคเอาเป็นตัวประกัน ไม่อยากเปิดซักฟอก

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.58 น.

‘เพื่อไทย’ย้ำเดินหน้าแก้รธน.เต็มที่ ยันไม่มีเจตนาเตะถ่วง ย้อนถามที่ล่าช้าเพราะบางพรรคการเมืองเอาเป็นตัวประกัน ไม่อยากเปิดซักฟอกหรือไม่ เหน็บ อย่าให้ข้อตกลง‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ ต้องสูญเปล่าทำประชาชนผิดหวัง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรค พท. แถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. …. รัฐสภา ว่า เราพิจารณาไปแล้ว 14 มาตรา จาก 30 กว่ามาตรา ซึ่งการแก้ไขในครั้งนี้เพื่อจะเดินหน้าไปสู่การทำประชามติ และเปิดทางยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนที่เราทุกคนปรารถนา อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่า กมธ.เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ กมธ.สัดส่วนพรรค พท.ที่เสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เข้าไปทำหน้าที่ แม้ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับของพรรค พท.จะถูกตีตกไปในวาระที่ 1 แต่เรายังเห็นความสำคัญของการมี ส.ส.ร. เพราะเชื่อว่าส.ส.ร. นั้น จะใช้ผูกพันกับประชาชนเพื่อที่จะสะท้อนความหลากหลายของสังคมโดยจะมีบทบาทที่จะกำกับ ตรวจสอบ ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ที่มาทำหน้าที่เป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ส.ส.ร.ยังเป็นกลไกที่สาธารณะชนคุ้นเคย เพราะเราเคยมีตัวอย่างการทำงานที่ชัดเจนของส.ส.ร. จากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แล้ว เพราะเป็นกระบวนการที่สร้างการมีส่วนร่วมและได้รับการยอมรับอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งนี้ รูปแบบส.ส.ร. ที่พรรค พท.เสนอจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระและไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาใด รวมถึงจะเป็นการลดข้อกังขาว่ามีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อประโยชน์ของกลุ่มการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม

น.ส.ขัตติยา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของพรรค พท.ในการที่จะจัดตั้งส.ส.ร. ซึ่งเราได้ผลักดันมาตั้งแต่ต้นไม่อาจผ่านความเห็นชอบในชั้น กมธ.ได้โดยเสียงข้างมากที่ลงมติให้ใช้กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเพียงระดับเดียว ซึ่งจะประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 35 คนที่จะถูกเลือกโดยรัฐสภาคือ สส.หรือ สว. ไม่ใช่ประชาชน โดยสส. หรือ สว.จะต้องเข้าชื่อกัน 20 คน เพื่อเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 1 คนหรือที่เราคุ้นกันว่า 20 หยิบ 1 และจะมีกมธ.รับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญอีก 1 คณะ ซึ่งจะประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 35 คนที่รัฐสภาเป็นคนคัดเลือกในบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่มีความยึดโยงกับประชาชนแต่อย่างใดแต่ถูกเลือกโดยรัฐสภา

น.ส.ขัตติยา กล่าวอีกว่า ตนและกมธ.ในสัดส่วนของพรรค พท.มีความกังวลต่อที่มาของ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และกมธ.ในการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะ กมธ.ชุดนี้ควรจะสะท้อนความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีที่มามาจากการเลือกตั้งทางอ้อมของประชาชนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์หน้า กมธ.สัดส่วนของ พรรค พท.เราจะยังผลักดันและปรับให้มีที่มายึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุดเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รวมถึงเราจะทำหน้าที่ป้องกันในการจัดตั้งของกลุ่มการเมืองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ในส่วนของข้อกล่าวหาที่บอกว่า กมธ.ในสัดส่วนของพรรค พท.พยายามถ่วงเวลาในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้การพิจารณาล่าช้าและตั้งใจให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญล้มเหลวนั้น  เป็นข้อมูลที่บิดเบือนความเป็นจริงอย่างชัดเจน เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่พรรค พท.ต้องการที่จะถ่วงเวลา หากเราทราบถึงอดีตและประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าพรรค พท.เราจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาก่อนที่จะมีการตั้งปี 2566 อีก

น.ส.ขัตติยา กล่าวอีกว่า ส่วนกระบวนการที่ล่าช้านั้น ตนอยากตั้งคำถามไปว่าเป็นเพราะพรรคการเมืองพรรคบางพรรคต้องการที่จะใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัวประกันเพื่อไม่ให้มีการอภิปรายหรือไม่ และย้ำว่าหากเรากลับไปดูประวัติการเมืองไทยทุกคนจะเห็นว่าไม่มีพรรคใดที่ได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เท่ากับพรรค พท. แต่เราไม่ได้ต้องการให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อพรรคเรา แต่อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศและคนไทยทุกคน

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงมุ่งมั่นและผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยไม่ย่อท้อและเราเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญมาโดยตลอดเพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทันตามกรอบเวลาเอ็มโอเอระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน เพื่อจะสามารถทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

“ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องทุกฝ่ายอย่างจริงจังและจริงใจให้ร่วมกันแก้ไขกติกาที่สำคัญของประเทศนี้ในโอกาสที่จะมาถึงในครั้งนี้และขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาที่ประกาศว่าตัวเองมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่าใคร ช่วยให้ความสำคัญและเรียกร้องความรับผิดชอบต่อพรรคการเมืองบางพรรคและสมาชิกรัฐสภาที่เกี่ยวข้องในฐานะที่มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญแลกกับการไว้วางใจ เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกุล มาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อยในครั้งนี้ ขออย่าข้อตกลงนั้นกลายเป็นความสูญเปล่าและสร้างความผิดหวังให้กับประชาชนคนไทยทุกคนอีกครั้ง” น.ส.ขัตติยา กล่าว

น.ส.ขัตติยา กล่าวด้วยว่า สำหรับบรรยากาศการพิจารณาในชั้นกมธ.เป็นไปด้วยดี พรรค พท. และพรรคประชาชน (ปชน.) มีความคาดหวังว่า จะพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อเปิดการประชุมสมัยวิสามัญ ก่อนที่จะเปิดการประชุมสมัยสามัญ ย้ำว่า เราพยายามจะร่างหรือแก้ไข โดยที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด แต่น่าเสียดายคือ กระบวนการที่จะมี ส.ส.ร.ถูกยกเลิกไป ดังนั้น ส่วนที่จะสามารถทำได้ผ่านการคัดสรรของรัฐสภาจะดึงประชาชนมาอยู่ในสมการนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งบรรยากาศของพรรค พท. และพรรคปชน. กำลังเป็นไปแบบนี้ แต่ กมธ.ประกอบไปด้วย สว. และพรรคภูมิใจไทยด้วย ดังนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชน จึงคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก สว. และพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า ประเมินแนวโน้มจะผ่านวาระ 3 หรือไม่ น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ประเมินว่าผ่านวาระ 3 ได้ แต่สุดท้ายแล้วจำเป็นต้องได้รับเสียงจาก สว. ด้วย

เข้าร่องแข้ง!‘อนุสรณ์’ฉะรัฐบาลอนุทิน ขาดวุฒิภาวะ ทำสหรัฐประกาศระงับเจรจาการค้ากับไทย

เข้าร่องแข้ง!‘อนุสรณ์’ฉะรัฐบาลอนุทิน ขาดวุฒิภาวะ ทำสหรัฐประกาศระงับเจรจาการค้ากับไทย

เข้าร่องแข้ง!‘อนุสรณ์’ฉะรัฐบาลอนุทิน ขาดวุฒิภาวะ ทำสหรัฐประกาศระงับเจรจาการค้ากับไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.54 น.

‘อนุสรณ์’ถาม‘อนุทิน’จะรับผิดชอบอย่างไร หลังประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพ ทำสหรัฐฯ ประกาศระงับเจรจาการค้ากับไทย เหน็บ กลับหลังก็ลำบาก เดินหน้าก็ไม่ถึง ท่าทีย้อนแย้งสับสน ทำประเทศเสียโอกาสในเวทีโลก

16 พฤศจิกายน 2568 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริการะงับการเจรจาภาษีจนกว่าไทยจะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพ ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ต้องทบทวนการทำหน้าที่ของตัวเองขนานใหญ่ว่าทำในสิ่งที่ผิดพลาดและกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างไรบ้าง การไปประกาศเช่นนั้นไม่สนแล้วหรือเจรจาภาษีทรัมป์ ขายประเทศนี้ไม่ได้ ก็ไปขายประเทศอื่น ไม่เพียงเป็นถ้อยคำที่ขาดวุฒิภาวะเชิงการเมืองระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทันที

นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรจะทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นมหามิตรเชิงยุทธศาสตร์ แต่กลับแสดงท่าทีจนทำให้กลายเป็นคู่ขัดแย้ง หรือแม้กระทั่งผู้ไม่ไว้วางใจ คำพูดที่สะใจในวันนั้น กลายเป็นราคาที่ต้องจ่ายในวันนี้ คำประกาศที่หวังว่าจะเรียกคะแนนนิยมรัฐบาล ได้ส่งผลความเสียหายแล้ว ถือเป็นอีกครั้งที่หัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องระมัดระวัง แทนที่จะให้โลกล้อมกัมพูชาเพื่อผลักดันและเดินหน้าสันติภาพให้เกิดขึ้น กลับผลักสหรัฐอเมริกาที่ควรจะเป็นมหามิตรให้เป็นศัตรู

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การที่นายอนุทินไปประกาศประกาศระงับปฏิญญาสันติภาพ จนเป็นเหตุให้สหรัฐอเมริกาประกาศระงับการเจรจาการค้ากับไทย เป็นการตอบโต้ทันที ทำภาคเศรษฐกิจประเทศไทยเสียโอกาส ไม่ควรทำให้ประเทศกลายเป็นเวทีทดลองความผิดพลาดบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

“รัฐบาลเสียงข้างน้อย จะกลับตัวไปนับหนึ่งสันติภาพใหม่โดยลำพังก็กลับลำบาก จะเดินต่อไปแบบไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาคมโลกก็ไปไม่ถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นและความเสียหายที่อาจเกิดตามมาในอนาคต จากความผิดพลาดของรัฐบาล จะรับผิดชอบอย่างไร” นายอนุสรณ์ กล่าว