สุดอาลัย! ‘ดอม เหตระกูล’สูญเสีย’คุณแม่ปรียาพร’ผู้เป็นที่รัก โพสต์ข้อความสุดเศร้า

สุดอาลัย! 'ดอม เหตระกูล'สูญเสีย'คุณแม่ปรียาพร'ผู้เป็นที่รัก โพสต์ข้อความสุดเศร้า

สุดอาลัย! ‘ดอม เหตระกูล’สูญเสีย’คุณแม่ปรียาพร’ผู้เป็นที่รัก โพสต์ข้อความสุดเศร้า

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.07 น.

15 พฤศจิกายน 2568 นักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือ ‘ดอม เหตระกูล’ ออกมาแจ้งข่าวเศร้าหลังพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อคุณแม่แป๊บ ปรียาพร เหตระกูล คุณแม่อันเป็นที่รักออกเดินทางไกลตลอดกาล

ซึ่ง ‘ดอม เหตระกูล’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @dom_h_official พร้อมแคปชันแทนความรู้สึกสั้นๆ ว่า “ดอมรักแม่นะ…” โดยหลังจากที่ ‘ดอม’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความนี้ออกไปนั้นก็มีเพื่อนดารานักแสดงและแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์ร่วมแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจให้นักแสดงคนดังกันอย่างเนืองแน่น #ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ 

เปิดใจ’ครูเงาะ’กับปมในวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รัก จนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ

เปิดใจ'ครูเงาะ'กับปมในวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รัก จนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ

เปิดใจ’ครูเงาะ’กับปมในวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รัก จนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.46 น.

เปิดใจ ครูเงาะ รสสุคนธ์ กับปมในวัยเด็ก คบแฟน 10 ปี แต่ไม่คิดแต่งงาน-มีลูก!

เปิดใจ ครูเงาะ รสสุคนธ์ ครูสอนการแสดงและแอคติ้งโค้ชระดับประเทศ ที่วันนี้จะมาย้อนเล่าปมวัยเด็ก คิดว่าครั้งนึงพ่อไม่รักจนทำให้กลายเป็นคนกลัวการถูกปฏิเสธ ดึงดูดอดีตความรักพังจนต้องพึ่งสายมู แต่วันนี้ชีวิตครูเงาะแฮปปี้มาก เพราะเจอรักแท้ที่เกื้อหนุนจากสายธรรม แถมเจ้าตัวเตรียมวางแผนเกษียณจริงไหม ทั้งหมดนี้ในรายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง วัน31 ที่มี เบนซ์ พรชิตา และ ดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

บางกลุ่มจะดราม่าไลฟ โค้ช ส่วนใหญ่เจอเรื่องอะไร?

ครูเงาะ : ครูว่าเค้ายังไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าไลฟ์โค้ชคืออะไร ครูเข้าใจเค้านะ ตอนแรกครูไปเรียนแอคติ้งที่อเมริกา แล้วไปเจอเพื่อนที่เป็นครูสอนการแสดงด้วยกันเป็นไลฟ์โค้ช คือเราคิดว่าทำไมเราต้องให้คนอื่นมาโค้ชชีวิตเราด้วย มันไม่ใช่ ตอนนั้นครูไม่อินเลย ครูเข้าใจว่าไลฟ์โค้ช คือคนที่มาสอนเรา บอกเราว่าใช้ชีวิตอะไรยังไง แต่ไลฟ์โค้ชจริงๆ ถ้าเราไปสอบแล้วได้ประกาศนียบัตร 1. ห้ามสอนด้วยนะไลฟ์โค้ชอะ ไลฟ์โค้ชมีหน้าที่ตั้งคำถามอย่างเดียว ใครที่ไปสอบเป็นไลฟ์โค้ชแล้วสอนคือตกหมดเลยนะ ดังนั้นใครที่เห็นเค้าออกมาสอน มาแชร์ อันนั้นเค้าไม่ได้อยู่ในโหมดไลฟ์โค้ช เค้าอาจจะเป็นหมวดวิทยากร หมวดสร้างแรงบันดาลใจ นักพูดหรืออะไรก็แล้วแต่ เราต้องแยกตรงนี้ก่อน ที่นี้ครูตั้งแต่เด็กเวลาเห็นคนผ่านไป ผ่านมา เราจะตั้งคำถามว่าชีวิตเค้าเป็นอะไร เดินผ่านเราแล้วหลังจากนี้เค้าจะไปเจออะไร มันเลยทำให้ครูรักศาสตร์การแสดง อยากเข้าใจมนุษย์ พอถึงจุดนึงไปศึกษาจิตวิทยา เพื่อที่จะเข้าใจ กลับไปที่คอมเมนต์เค้าแค่ไม่รู้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนครูใจร้อนพิมพ์ด่ากลับเลย แต่พอมาวันนี้ที่เราทำงานกับตัวเองมาพอสมควร เราก็จะดู 1.เค้าไม่รู้ เค้าพูดแบบนี้ 1.มาจากความกลัว เพราะเคยได้ยินข่าวไลฟ์โค้ชที่ไม่ดี จนทำให้เค้าคิดว่าจะมาหลอกฉันหรือเปล่า จะชวนฉันลงทุนอะไรหรือเปล่า เค้าก็พูดบนความกลัว

ที่บอกว่าชอบสังเกตคน แล้วตัวครูเงาะเองในช่วงวัยเด็กมีปมอะไรไหม?

ครูเงาะ : โตมากับความรู้สึกว่าครอบครัวอบอุ่น ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีปมเลย คุณพ่อเสีย คุณพ่อก็ไม่ได้ไปมีชู้อะไร เราไม่ได้รู้สึกว่าเราบ้านแตก แค่พ่อเสียแล้วแม่ก็เลี้ยงมาด้วยความรักอย่างดีก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีปม และเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาตั้งแต่เด็ก จนวันนึงครูสอนนักแสดง แล้วเห็นนักแสดงของครูคนนึงดังด้วย มันมีความกลัว คือตอนอยู่ในห้องเวิร์กช้อปมันเก่ง แต่พอมันไปแสดง ออกกองมันมีความกลัวอะไรก็ไม่รู้ เราเลยอยากรู้ว่าความกลัวนี้มันเกิดจากอะไรก็เลยไปเรียนจิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องสะกดจิตบำบัด เรียนเพื่อตั้งใจจะช่วยนักเรียน แต่กลายเป็นว่าโดนเต็มๆ คือมนุษย์เราทุกคนมันจะมี โดยเฉพาะ 7 ขวบ 10 ขวบ เป็นช่วงสำคัญมากๆ คำว่ามีปมไม่ใช่ว่าพ่อต้องตบ แม่ตี โดนทำร้าย ไม่ใช่ ปมหมายความว่า บางสิ่ง บางอย่างที่เราตีความพ่อ แม่ ของเราผิดจากความกลัวบางอย่าง เพราะเด็ก 7 ขวบแรก สมองผิด ชอบชั่วดียังไม่ถูกสร้าง ฉะนั้นเค้าจะใช้สมองของความกลัวเป็นสัญชาตญาณในการขับเคลื่อน ทีนี้อะไรที่ทำให้เค้ารู้สึกอันตราย เช่น ความไม่แน่นอน ความเจ็บปวด ความอับอาย สิ่งเหล่านี้จะถูกสอนจิตเลยว่าอย่าทำอีก ถ้าเธอทำอีก เธอจะเจ็บปวดแบบนี้ ตอนที่ครูไปทำมันมีการสะกดจิตบำบัด 

เค้าให้เราทำยังไง?

ครูเงาะ : เค้าให้เราเหมือนนั่งสมาธิ แล้วให้จิตของเราไปอยู่ในคลื่นที่ชื่อว่าอัลฟ่า คลื่นนี้ถ้าเด็กเรียนเก่งนั่งตั้งใจเรียนมันก็เข้าคลื่นนี้ได้ เราจะมีสติรู้ตัวทุกอย่าง นิ่งสงบ พอจิตมันสงบมันจะเปิดจิตใต้สำนึก สิ่งที่มันเคยเก็บ เคยซ่อนไว้มันจะไม่มีทางเอาออกได้เลยถ้าจิตเราไม่สงบ แต่พอจิตเราสงบปุ๊บมันจะถูกฟุ้งและดันขึ้นมา ปรากฏว่าครูไปเรียนเพื่อจะไปสอนคนอื่น ฉันคิดว่าไม่มีหรอก ฉันไม่มีปม ครอบครัวฉันอบอุ่น ตอนนั้นครูอยู่ในท่านั่งด้วย ครูเรียนที่อเมริกา เขาบอกให้เรานึกถึงเรื่องที่เรามีเกาะในการใช้ชีวิต คือไม่กล้ารัก ไม่กล้าเป็นที่รัก รู้สึกว่าลึกๆ เราดีไม่พอ ซึ่งทุกคนจะมีความรู้สึกนี้อยู่ในตัวเอง ปรากฏว่ามันโชว์ภาพนึงเป็นภาพที่ครูนั่งบนตักแม่แล้วพ่อขับรถอยู่ พ่อครู่กินเหล้าตั้งแต่ครูเกิดมา เนื่องจากพี่สาวครูตายก่อนที่ครูจะเกิดด้วยอุบัติเหตุ แล้วพ่อเสียใจมาก ครูโตมากับการได้ยินมาตลอดว่า พ่อเค้าเสียใจที่พี่น้องเสีย พี่น้องเค้าน่ารักมากเลยนะไม่เหมือนเราเลย แต่เค้าจะพูดทีเล่น ทีจริง เราก็ไม่ได้คิดว่าเราเป็นปมด้วยนะ พี่สาวครูตายก่อนครูเกิดครูก็ยิ่งไม่รํ้สึกเป็นปมอะไร เค้าบอกพี่น้องเค้าเรียบร้อย เราเถียงคำไม่ตกฟาก ปรากฏว่าครูเห็นภาพครูนั่งบนตักแม่แล้วหันไปพูดกับพ่อตอน 5 ขวบ ซึ่งภาพนี้มันลืมไปแล้ว แต่อยู่ดีๆ มันจำแบบชัดมากในจิตตอนนั้นว่าเราคุยกับพ่อว่า พ่อค่าพ่อรักเงาะไหม พ่อก็บอกว่ารักสิลูก พ่อรักเงาะ พ่อเลิกกินเหล้าได้ไหม สิ่งที่เกิดขึ้นคือพ่อเงียบ ครูจำความรู้สึกของเด็กคนนั้นได้ว่ามันอาย มันเกิดการตีความในจิตของเด็กเองว่า พ่อรักแหละแต่แค่ไม่ได้รักขนาดนั้น ถ้าพี่น้องขอพ่อคงเลิกให้ เชื่อไหมว่าครูไม่เคยคิดเรื่องนี้ในจิตของครูแม้แต่น้อย ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีปมกับพ่อ กับพี่เลย แล้วมันโชว์ขึ้นมาเองเลยว่าวันนี้เงาะตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีให้พ่อเห็น แต่สุดท้ายพ่อก็ตายตามพี่น้องอยู่ดี แล้วจิตตัวนี้มันเลยทำให้ครูกลายเป็นคนที่โตมาไม่เคยขออะไรใครเลย ไม่เคยกล้าแสดงความรักกับใครเลย เพราะกลัวการถูกปฏิเสธ ธรรมชาติของคนมันจะใช้หน้ากากมาใส่ สมมติคาแรคเตอร์เรามันจะเป็นเหมือนเหรียญสองหน้า อะไรที่เราได้รับคำชมเราจะเอามาไว้ด้านหน้า อะไรที่ถูกด่าเราจะซ่อน แต่เหรียญสองหน้าเนี่ยมีคาแรคเตอร์ สมมติพ่อบอกเงาะเก่ง ครูต้องพรีเซนให้โลกเห็นว่าฉันเก่งนะ คำว่าเก่งเกินไป เหรียญอีกฝั่งนึงคือคำว่าอีโก้ ครูจะมาพร้อมกับสิ่งนี้ตลอดเลยตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าพ่อเงียบ พ่อปฏิเสธ อ่อการที่ฉันขอร้อง ฉันจะเจ็บปวด ฉะนั้นฉันจะทิ้งการขอร้อง แต่คำว่าขอร้องมันมีอีกหน้านึงคือจริงกับความรู้สึกของตัวเอง คนที่กล้าขอร้องเค้าจริงกับความรู้สึกของตัวเอง ครูก็เลยทิ้งอันนี้ไปด้วย ทำให้ครูไม่เคยจริงกับตัวเองเลย เวลาครูน้อยใจแฟนเก่าครูจะใช้ความโกรธเข้ามากลบแทนจริงๆ เราเสียใจ แทนที่จะบอกว่าเงาะเสียใจ แต่เราบอกทำไมทำแบบนี้ เพราะคำว่าโกรธมันเทียบเท่ากับคำว่าเข้มแข็ง เราจึงใช้พฤติกรรมนี้มากลบความอ่อนแอทั้งหมด เพราะเราจำว่าถ้าเงาะอ่อนแอเงาะจะไม่เป็นที่รัก

มันได้เจอปมที่มันอยู่ลึกมากๆ ?

ครูเงาะ : พอวันที่ครูเจอปม แล้วพอเราแก้ปม การแก้ปมคือการเข้าไปทำความเข้าใจใหม่ ตอนนั้นเค้าให้ครูเข้าไปเป็นพ่อ นั่งอยู่แบบนี้แล้วพ่ออยากพูดอะไรกับเราในวันนั้น แล้วสิ่งที่พ่อพูดออกมาเป็นสิ่งที่ครูไม่เคยได้ยิน เช่น พ่อบอกว่าพ่อแค่รู้สึกผิดกับพี่น้อง ซึ่งครูก็ไม่ได้คิดว่าพ่อต้องรู้สึกผิดอะไร เพราะพี่น้องเกิดอุบัติเหตุ พ่อไม่เกี่ยว ครูก็กลับไปถามแม่ แม่บอกว่าเงาะรู้ไหมวันที่พี่น้องตายพ่อไปดึงศพลูกขึ้นมากอดแล้วบอกว่าพ่อขอโทษๆ พ่อผิดเอง กรรมที่พ่อเคยไปยิงนก ตกปลามาลงที่ลูกของพ่อ คือครูไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ตอนนั้นมันเป็นเรานี่แหละ แต่เป็นเสียฃพ่อพูดออกมาว่าพ่อรู้สึกผิด กรรมของพ่อไปตกที่ลูก พ่อรักเงาะ เค้าจะพูดมุมนี้ออกมา จนครูรู้สึกว่าฉันเป็นที่รักมาโดยตลอด ลืมตาขึ้นมาเชื่อไหมถ้าเราเป็นที่รัก แล้วเราดีพอ โลกทั้งหมดคือโอกาสของเราหมดเลย จากครูไม่กล้ากลัวการถูกปฏิเสธ ถ้าจะชอบใครต้องรอให้เค้าเข้ามาจีบ ถ้าอยากทำงานนี้ต้องแสดงจนเค้ามาชวน แต่พอวันนั้นฉันมีค่า ฉันสามารถเดินไปบอกคนนั้นได้ว่าฉันอยากทำอันนี้ ชีวิตเปลี่ยนเลย

ปมของครูเงาะคือกลัวการถูกปฏิเสธ วันนี้มันยังอยู่ไหม?

ครูเงาะ : ไม่มีเลย แต่ถามว่า ณ วันนั้นมันหายแบบ 100% ไหม ไม่ ทุกปมมันจะออกแบบ สมมตินี่คือก้อนที่เราเก็บไว้ ถ้าเราจิตสงบมากมันก็จะลงลึก จิตสงบน้อยก็จะออกไปนิดนึง แต่แน่นอนมันจะเหลือค้างอยู่ เหมือนเราเอาแผลออกไปแล้วมันจะเหลือช่องว่าง เราต้องเติมน้ำดีมหาศาลใส่เข้าไปทดแทน เราต้องฝืนกระบวนการเก่าของตัวเอง

ก่อนจะไปเรียนจิตวิทยา การกลัวการถูกปฏิเสธส่งผลกับการใช้ชีวิตในด้านไหนไหม ความรักเป็นไง?

ครูเงาะ : ความรักคือฉ่ำ คือเราไม่กล้าเลือก อย่างเราประมาณนี้ก็ดีแล้ว เพราะเราเห็นคุณค่าเราแค่นั้น ตอนที่เราเลือกคนคนนึงเนี่ย เราเลือกเพียงเพราะว่าเราไม่อยากให้เค้าปฏิเสธเราไปหาอีกคน แต่เราไม่ได้รักเค้านะ ครูเคยเลือกแบบนี้ด้วย สมมติคนนี้มาจีบเราแล้วเราไปรู้ว่าเค้าไปจีบอีกคนนึงด้วย เราไม่ได้ชอบเค้าเลย แต่ฉันจะแพ้ไม่ได้นะ กลัวการแพ้ กลัวการไม่ถูกเลือก แล้วไปดึงคนที่เราไม่ได้รักเข้ามาในชีวิต แล้วอยู่ด้วยกันก็โอ้ย..คนมันไม่ได้รักกันอะ คือเราดูกถูกตัวเองขนาดไหน คิดดูนะว่าเค้าเจ้าชู้ เรากลัวไม่เป็นที่รัก เราอยากเป็นสาวเก่ง เพราะพ่อชมว่าเก่ง เก่งก็เลยเป็นไพ่ที่เราแสดงให้โลกเห็นว่าฉันเก่ง ต้องแมนๆ คุยกับแฟนคนนึงบอกว่าถ้าอยากเที่ยวผู้หญิงเที่ยวได้เลยนะ เราพยายามเข้าใจโลก ผู้ชายมันเป็นเพศแพร่พันธุ์ ฉะนั้นเราจะไปห้ามสัญชาตญาณสัตว์ไม่ได้ ไปได้แต่อย่าไปมีเมียน้อย หรือกิ๊กจริงจัง พอเค้าไปจริงๆ มันไม่ได้ มันปลอม แต่เราดันใช้สมองคิดว่ามันควรได้สิ เราเป็นคนเท่ ความอยากเป็นคนเก่งที่ถูกชมมาตั้งแต่เด็กว่าลูกพ่อมันเก่ง ไม่เก่งหน้าตาแบบไหน ไม่เก่งคือเป็นผู้หญิงงี่เง้า อ่อนแอ ฉันจะไม่เป็นแบบนั้น ครูเลยดีดไปอีกฝั่ง แต่สุดท้ายมันไม่จริง อันนี้ผิดธรรมชาติ

มันยากนะที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง?

ครูเงาะ : ใช่ นี่แหละที่ทำให้ครูย้อนนึกถึงเพื่อนที่อเมริกาที่เค้าเป็นไลฟ์โค้ช เออ…ฉันเข้าใจเธอแล้ว เพราะมันมีกระบวนการที่เค้าทดสอบ ทดลองกันมาแล้วเพื่อให้เราได้ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วค่อยๆ คายความจริงของตัวเองออกมา มันมีวิชาทั้งหมดนี้อยู่แล้ว จริงๆ วิชาที่ลึกซึ้งที่สุดคือวิชาของธรรมะ ธรรมะครูเคยไปเรียนที่ต่างประเทศจ่ายเงินไป 3 แสนนะ

ทำไมไปเรียนที่นู้น?

ครูเงาะ : เค้าไม่ได้บอกว่าสอนธรรมะ เค้าบอกสอนจิตวิทยา จ่ายไป 3 แสน เรียน 9 วัน

สุดท้ายคือธรรมะ?

ครูเงาะ : ธรรมะค่ะ แล้วสอนแบบผิวด้วย แบบจ่ายเงินแล้วไปนั่งเรียนขันธ์5 แล้วเรียนอยู่ 2 ขันธ์ มึงเอาอีก 3 ขันธ์กูคืนมา พอครูกลับมา ครูอธิฐานจิตเลยว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าเป็นบรมครูที่สุดยอด แต่ทำไมเราไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านสอนสักที เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยใช้ในชีวิตเลย ครูก็เลยตั้งใจศึกษาเรื่องนี้

พอชีวิตรักครูพัง ครูก็ไปทางสายมู?

ครูเงาะ : ใช่ ต้องเข้าใจว่าคนมันไม่มีปัญญา ครูไม่มีปัญญา ธรรมชาติมนุษย์เราต้องการความคงที่ ซึ่งมันปลอม ใครจะคงที่ แต่เราไม่รู้ เราต้องการให้คงที่ พอความรักมันออกไปปุ๊บ เราควบคุมอะไรไม่ได้ ฉะนั้นการออกไปมู ไปไหว้ เป็นการหลอกตัวเองให้หลงว่าเรากำลังควบคุมอะไรบางอย่างได้

เป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจ?

ครูเงาะ : เราเรียกอย่างนั้น แต่เป็นอะไรที่มายามาก เวลาเราไปมูก็บอกตัวเองว่ารู้แหละว่าต้องสร้างด้วยมือเรา แต่ก่อนจะบอกตัวเองแบบนี้ แต่เราก็ต้องมีตัวช่วย แปลว่าลึกๆ บอกตัวเองว่าเธอไม่มีศักยภาพให้ตัวเอง 100% เชื่อไหมว่าทุกครั้งที่ครูไปมู ครูกลัวไม่มีแฟน กลัวไม่มีความรัก กลัวงานไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ไปมูจะเป็นแบบนั้น เรื่องงานตอนนั้นครูไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะเป็นเรื่องความรัก เริ่มมาละ หินสี ไม่พอเค้าเอาหินไปบดเป็นน้ำยาทาเล็บซื้อด้วย หมอดูที่ไหนว่าดีเงาะก็ว่าดีไปหมดเลย ไปทุกที่ เนี่ยมันคือขาดความมั่นคงภายใน แล้วพอเราไปเค้าให้ไปทำนั่น ทำนี่ เราก็ต้องไปทำ จนวันที่เรามาเรียนเกี่ยวกับเรื่องรักตัวเอง ตอนนั้นยังไม่เจอธรรมะนะ คือเจอธรรมะตั้งแต่เด็ก แต่ยังไม่ได้เจอธรรมแท้ที่พระพุทธองค์ให้ไว้

บางทีคนที่ไปมูก็คิดว่ามันเป็นธรรมะส่วนนึง?

ครูเงาะ : ไปดูสิว่าข้อไหนที่พระพุทธเจ้าสอน ไม่มีแม้แต่ข้อเดียวเลยนะ การกราบไหว้ ไปไหว้ ไปมูสิ่งนั้น สิ่งนี้ ถ้ามูแล้วมันดี มันต้องดีทุกคน ถ้าจะบอกว่าฉันมูแล้วดี แล้วทำไมเพื่อนที่ไปด้วยกันทำไมไม่เห็นดีเลย ที่มันดีเพราะอะไร เพราะขณะที่เรากำลังไหว้อยู่นั้นจิตของเรามันอยู่ในระดับสูง เช่น เราเบิกบาน เรามีความหวัง จิตที่มันตกแล้วถูกยกมันก็จะเป็นกรรม นี่คือการทำกรรมที่ดีต่อตัวเองจึงดึงสิ่งที่ดีในระดับเดียวกันเข้ามาหา ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยกรรมที่คุณทำมา คนที่บอกว่าวันนี้ไปมูมาแล้วรวย มึงไมมูมึงก็รวย เพราะมึงเก่ง เคยให้เครดิตตัวเองบ้างไหม ในวันนี้เราไปกราบไหว้ต่างๆ นานา ไปอ้อนวอน ร้องขอ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า คนเมื่อมีความอะวิชาเข้าครอบงำ มีความไม่รู้ ความกลัวเข้าครอบงำ ไหว้ได้แม้กระทั่งจอมปลวก ไหว้ได้แม้กระทั่งภูเขา ไหว้ได้แม้กระทั่งเจดีย์ร้าง อะไรก็ได้เพื่อให้เราขัดความกลัวออก ซึ่งมันไม่เคยแก้ได้จริง เครื่องรางของขลังพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สั่งให้ทำ ถ้าดีท่านคงสั่งให้ไปทำแล้ว

แล้วอะไรที่ทำให้ครูได้สติ เลิกมู?

ครูเงาะ : ตอนที่ได้เจอธรรมแท้ของพระพุทธองค์ ตอนนั้นครูไปเจอพระอาจารย์ต้น คือครูเคยเจอครูมาหลากหลายรูปแบบ หลังจากนั้นครูก็จะเริ่มมีความระแวง ระวังใครเป็นแบบไหน พระที่ไหนยังไง แล้วมีคนส่งธรรมท่านมาให้ครูฟัง ตอนนั้นนั่งถ่ายรายการอยู่ ครูนั่งฟังแล้วแบบ ใช่ มันเหมือนเจอจิกซอว์ที่มันหายไป เราทำทุกอย่างเลย แต่เราขาดคำว่าความเห็นตรง หรือ สัมมาทิฏฐิ บินไปหาท่าน ไปเจอท่านถามทุกอย่างเป็นชั่วโมง ท่านตอบได้หมด แล้วตอบด้วยการอิงพระไตรปิฎก

ความรักของครูเงาะในปัจจุบันคบกันมากี่ปีแล้ว?

ครูเงาะ : 10 ปีแล้วค่ะ 

เมื่อไหร่จะมีข่าวดี แต่งงาน?

ครูเงาะ : คือครูคุยกันตั้งแต่วันแรกเลยที่ออกเดทเลยว่าเราไม่แต่งงานนะ คือครูไม่ค่อยเก้ทการแต่งงานเท่าไหร่ ในมุมของครูเราแยกพิธีแต่งงานกับชีวิตคู่มันคนละเรื่องกัน พิธีแต่งงานมันทำเพื่อคนอื่นหมดเลย แล้วคนที่เราต้องทำเพื่อเค้าจริงๆ คือใคร คือพ่อ แม่ เราเท่านั้นเอง ฉะนั้นครูเลยคุยกับโจอี้ว่า พอเราสร้างบ้านใหม่ด้วยกัน แล้วให้พ่อ แม่มารับรู้ว่าเราจะอยู่ด้วยกันแล้วนะ จบ แล้วเรารักษาชีวิตคู่ของเราดีกว่าด้วยการทำให้มันดี มันเปลือง เหนื่อย เสร็จแล้วต้องมานั่งนับซองลุ้นอีกว่าคุ้มไม่คุ้ม เป็นการลงทุนที่เสี่ยงไป

ไม่อยากจัดงานแต่ง แล้วจดทะเบียนไหม?

ครูเงาะ : เวลาเค้าจดทะเบียน เค้าจดกันเพื่ออะไรนะ 

เบนซ์ : เรื่องถ้าป่วยใครจะเป็นคนเซ็น ถ้าไม่ใช่ญาติจะเซ็นไม่ได้ เรื่องทรัพย์สินเป็นเรื่องรอง

ครูเงาะ : อันนี้คุยกับคุณโจอี้ มันมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่มันจะมีผลว่าจะเซ็นไม่เซ็น คือครูแค่ขี้เกียจเซ็น ขี้เกียจเปลี่ยนนามสกุล ขี้เกียจไปทำเอกสารใหม่มันยุ่งยากมากเลย ฉันก็ไม่ได้อยากได้เงินเธอเธอก็ไม่ได้อยากได้เงินฉัน แต่มันมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เรื่องนี้เราทำยังไง เราก็ทำเป็นเอกสารแบบมอบอำนาจกันว่ายินยอมให้ใครเป็นคนตัดสินใจ หรือแม้กระทั่งถ้าเราตายไป มรดกพินัยกรรมแบ่งยังไง เราต้องวางแผนไว้ รวมไปถึงบ้าน สมมติตอนนั้นเรามีภาระอะไร ถ้าสมมติใครตายไปก่อนไม่อยากให้อีกคนต้องมารับภาระคนเดียว ครูจะวางแผนไว้ ครูทำประกัน แล้วประกันส่วนนี้เป็นส่วนโปะบ้านนะ คือเราจะไม่สร้างภาระต่อกัน เราถามตัวเองเสมอว่าเรามีคู่ครองเพื่ออะไร ครูอยากให้ทุกคนก่อนมีแฟนตอบตรงนี้ให้ได้ อย่ามีเพราะว่าถึงเวลา คือเราต้องรู้ว่าเราเอาเค้าเข้ามาเพื่ออะไร เราต้องการกัลยาณมิตร ต้องการเพื่อนเดินทางสู่ปลายทางด้วยกัน เกื้อกูลดูแลซึ่งกันและกันจนไปถึงปลายทาง ฉะนั้นถ้าเค้ามีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์คำนี้ของครูได้ แล้วครูตอบโจทย์เค้าได้ เราค่อยมาเดินด้วยกัน พอวันแรกเราก็บอกเลยไม่แต่งงาน ไม่มีลูก เราชัดเจนก่อนเจอเค้าแล้ว เราไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว คือครูเห็นโทษของการเวียนว่ายตายเกิด พี่ครูตาย แม่ครูเสียใจขนาดไหน พ่อครูตาย ครูเสียใจขนาดไหน แค่คิดว่าถ้าครูมีลูกแล้วเราก็ไม่ใช่เด็กดีอะไรนักหนา สมัยเรียนเราก็เกเร ถ้าวิบากนี้ตกกับฉัน แล้วลูกไปปีนเหมือนฉันแบบนั้น ถ้าลูกฉันตายขึ้นมาทำยังไง ครูคิดว่าครูคงรับไม่ไหวกับความทุกข์ระดับนั้น ครูเลยรู้สึกว่าอิสระต่อความทุกข์ดีกว่านั่นคือเดินทางตามรอยพระพุทธองค์ ก็เลยบอกคุณโจอี้ตั้งแต่วันแรก ถ้าต้องการมีลูกอย่าเสียเวลากับเรา เค้าก็ไปคิด 2 วันแล้วตัดสินใจว่าเค้าก็ไม่ได้อยากมีเหมือนกัน

ตอนนี้จะเกษียณแล้วเหรอ?

ครูเงาะ : จริงๆปีนี้ครูเกษียณแล้ว คือเรามานิยามคำว่าเกษียณกันก่อน เกษียณคือเราสามารถทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเพื่อเงินได้แล้ว อาจจะเกษียณไปเพื่อไปทำอะไรที่มีความหมายกับชีวิต อยู่กับครอบครัว ดูแลคนที่เรารัก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือเดินทางเพื่อดับทุกข์ให้ตัวเอง มันอะไรก็ได้ ตัวครูวางแผนเกษียณเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ครูรู้ว่าครูต้องการเดินทางเพื่อดับทุกข์ให้ตัวเอง แล้วช่วยศาสนาด้วยการเผยแพร่สิ่งนี้ให้กับคน ฉะนั้นการที่ครูทำงานตอนนี้เพื่อวางแผนว่าปีนี้ครูจะเกษียณ แต่พอเกษียณปุ๊บครูยังทำงานอยู่ แต่เป็นงานที่ครูเลือก ไม่ใช่เลิกทำงาน แต่เลือกทำงาน

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow วันและเวลาใหม่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น.  ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

แห่ส่งกำลังใจ! ‘ทับทิม มัลลิกา’ผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เผยอาการล่าสุดเซนซิทีฟเรื่องการมองเห็น

แห่ส่งกำลังใจ! 'ทับทิม มัลลิกา'ผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เผยอาการล่าสุดเซนซิทีฟเรื่องการมองเห็น

แห่ส่งกำลังใจ! ‘ทับทิม มัลลิกา’ผ่าตัดเนื้องอกในสมอง เผยอาการล่าสุดเซนซิทีฟเรื่องการมองเห็น

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.03 น.

15 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีที่ดาราสาว ‘ทับทิม’ มัลลิกา จงวัฒนา เคยออกมาเปิดเผยผ่านรายการ Lesson B Interviews ว่าตนเองนั้นตรวจพบเนื้องอกในสมอง ทั้งนี้เธอได้บอกว่าเลือกที่จะไม่ผ่าตัด เนื่องจากเป็นชนิดที่สามารถฝ่อลงได้เองตามธรรมชาติ 

ล่าสุดในอินสตาแกรมส่วนตัวของ ‘ทับทิม มัลลิกา’ @tubtimofficial โดยทางครอบครัวได้อัปเดตอาการ หลังเธอตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด ระบุว่า  “น้องทับทิมผ่าตัดเนื้องอกในสมอง ครั้งที่ 1/2 (บริเวณก้านสมอง) สำเร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ ตอนนี้น้องเริ่มพยุงตัวได้บ้างแล้ว แต่ยังเซนซิทีฟเรื่อง การมองเห็น การได้ยินและการทรงตัว ในสัปดาห์หน้าวันอังคารน้องจะมีผ่าตัดอีกรอบหนึ่ง”

“ระหว่างนี้น้องต้องฟื้นฟูและพักผ่อนเต็มที่ อาจไม่สามารถรับเยี่ยม หรือสามารถพูดคุยได้มาก ระหว่างนี้หากเพื่อนๆต้องการอัพเดตหรือส่งกำลังใจ พี่ส้มอ่าน comment DM ให้น้องฟังได้ หรือหากมีอะไรเร่งด่วน ไลน์หาพี่ส้ม ที่ไลน์ :vakamakeup ได้เลยนะคะ”

“ขอบคุณทุกกำลังใจทางครอบครัวกราบขอบพระคุณอาจารย์ รุ่งศักดิ์ ศิวานุวัฒน์ พร้อมทั้งทีมแพทย์และทีมพยาบาลทุกท่านที่ดูแลน้องเป็นอย่างดี อาทิตย์หน้า เราจะมาลุยกันอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับกำลังใจจริงๆ ขอบคุณค่ะ”

‘อนุดิษฐ์’แจงปมคลิป’ชนนพัฒฐ์’ ย้ำ’กล้าธรรม’ไม่เคยสัญญาให้’เก้าอี้รัฐมนตรี’กับใคร

'อนุดิษฐ์'แจงปมคลิป'ชนนพัฒฐ์' ย้ำ'กล้าธรรม'ไม่เคยสัญญาให้'เก้าอี้รัฐมนตรี'กับใคร

‘อนุดิษฐ์’แจงปมคลิป’ชนนพัฒฐ์’ ย้ำ’กล้าธรรม’ไม่เคยสัญญาให้’เก้าอี้รัฐมนตรี’กับใคร

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.32 น.

“อนุดิษฐ์”แจงปมคลิป”ชนนพัฒฐ์”เป็นความเห็นส่วนบุคคล ย้ำ”พรรคกล้าธรรม”ไม่เคยให้สัญญาให้”เก้าอี้รัฐมนตรี”กับใคร ยันหนุนตรวจสอบโปร่งใสตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม กล่าวชี้แจงต่อคำถามของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กรณีคลิปเสียงที่ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ต้องขอขอบคุณสำหรับคำถาม และข้อกังวลที่สะท้อนความห่วงใยต่อมาตรฐานการเมืองไทย ผมขอเรียนชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา บนหลักการเดียวกับที่ผมยืนอยู่มาตลอดว่า พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายและไม่เคยมีการให้สัญญาใด ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีแก่นายชนนพัฒฐ์ คำพูดที่ปรากฏในคลิปเป็นความเห็นส่วนบุคคลของเจ้าตัว ไม่ใช่นโยบาย ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ และไม่ใช่ท่าทีของพรรคกล้าธรรม

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า พรรคไม่เคยมีการพูดคุย หรือให้คำมั่นสัญญาเรื่องตำแหน่งทางการเมืองกับผู้ใด เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่พรรคหรือบุคคลใดจะไปกำหนดล่วงหน้าได้ กรณีของนายชนนพัฒฐ์ อยู่ในกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ซึ่งพรรคกล้าธรรมมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่า ไม่ปกป้อง ไม่แทรกแซง ไม่ขวางการตรวจสอบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพ สิทธิในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักนิติรัฐเช่นกัน ทุกอย่างต้องถูกตัดสินด้วยข้อเท็จจริงในคดี ไม่ใช่ด้วยกระแสหรือแรงกดดันทางการเมือง ประเด็นที่สังคมควรมองร่วมกัน คือ มาตรฐานเดียวกันของทั้งสภา 

”ผมยืนยันเหมือนเดิมว่า เราไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าฝ่ายใด ถ้ามีข้อกล่าวหาทุกคนควรถูกตรวจสอบอย่างเท่าเทียม ในสภาปัจจุบันมี สส.หลายท่านที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีของตนเอง แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นถ้าเราจะขอให้ใครใช้มาตรฐานหนึ่ง เราก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายครับ ซึ่งผมเข้าใจและรับฟังข้อกังวลของคุณลิซ่าอย่างจริงใจ แต่ในฐานะผู้ทำงานการเมืองมายาวนาน ผมขอเรียนด้วยความจริงใจว่า การตัดสินความน่าเชื่อถือของพรรคจากคำพูดของใครคนหนึ่งในคลิป อาจยังไม่เป็นธรรมกับพรรคและบุคคลอื่นในพรรคที่ทำงานด้วยความตั้งใจสุจริต“

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า หน้าที่ของตนคือยืนบนหลักการ กฎหมาย และความโปร่งใส ไม่ตามแก้ตัวแทนใคร และไม่เอาตัวเองไปผูกกับการกระทำส่วนบุคคลของใคร พรรคกล้าธรรมพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม ถ้าข้อเท็จจริงชี้ว่ามีใครกระทำผิดจริง แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องปฏิบัติตามข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ตามแรงกดดันหรือการตีความเจตนาของคำพูดในคลิป (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไอยะ! ‘ภคมน’ เผยคลิป ‘ชนนพัฒฐ์’ ประกาศเคลียร์รอบนี้ รอบหน้าเป็น รมต.)

เปิดเหตุผลสำคัญไม่ต้องกลัว‘สหรัฐ’ทิ้ง‘ไทย’ เพียงรัฐบาลมีจุดยืนมั่นคง

เปิดเหตุผลสำคัญไม่ต้องกลัว‘สหรัฐ’ทิ้ง‘ไทย’ เพียงรัฐบาลมีจุดยืนมั่นคง

เปิดเหตุผลสำคัญไม่ต้องกลัว‘สหรัฐ’ทิ้ง‘ไทย’ เพียงรัฐบาลมีจุดยืนมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.31 น.

เปิดเหตุผลสำคัญไม่ต้องกลัว‘สหรัฐ’ทิ้ง‘ไทย’ เพียงรัฐบาลมีจุดยืนมั่นคง

16 พฤศจิกายน 2568 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ในสงครามโลก 2 ครั้งที่ผ่านมา สหรัฐ เข้าร่วมสงครามด้วยหลังจากเกิดเหตุแล้ว เป็นการทำสงครามนอกประเทศ สหรัฐ จึงไม่เสียหายอะไรเลย  ดังนั้น สหรัฐ จึงกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ที่ “การทำสงครามนอกประเทศ”

ปัจจุบัน ถ้าเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ขึ้น สหรัฐ จะทำแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะระยะยิงของอาวุธนำวิถี มีระยะไกลมาก สามารถครอบคลุมทุกพื้นที่ในโลกนี้ได้ ดังนั้นยุทธศาสตร์การรบนอกประเทศของสหรัฐ จึงถูกปรับปรุง ด้วยการขยายฐานยิงอาวุธนำวิถีออกไปทั่วโลก เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการทำลายข้าศึกได้มาก และเร็วได้ยิ่งขึ้น   นอกจากนั้นยังพยายามป้องกันไม่ให้ ฝ่ายตรงข้ามมี “ฐานทัพนอกประเทศ” เลียนแบบตัวเองด้วย

ปัจจุบัน สหรัฐ จึงมีฐานทัพนอกประเทศในภารกิจต่างๆ ถึง 750 แห่ง ใน 50 ประเทศ (ในอาเซียนมี สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน) ส่วนจีนมีฐานทัพนอกประเทศ เพียง 2 แห่ง แต่มหามิตรของจีนนั้น มีมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ สหรัฐ จึงพยายามออดอ้อน ถึงขั้นกดดันไทยมาตลอด ในการขอพื้นที่ อู่ตะเภา หรือ ฐานทัพเรือในภาคใต้ สักนิดนึงก็พอ จนรัฐบาลไทยบางชุดเกือบยินยอม แต่ประชาชนไทย“ปฏิเสธ” อย่างหนักแน่น ดังนั้น เมื่อไม่ได้ในไทย  ฐานทัพเรือเรียม ในกัมพูชา จึงเป็นเป้าหมาย ที่สหรัฐ อยากได้มาแทนไทย แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะไม่ยอมให้จีนได้เช่นกัน  กัมพูชารู้ดีจึงได้โอกาสใช้เรื่องนี้ขอเข้ามาเป็นลูกรักของทรัมป์ได้พอดี แต่อย่างไรก็ตาม จีนลงทุนในฐานทัพเรียมไปแยะแล้ว คงไม่ปล่อยให้กัมพูชา ยกไปให้สหรัฐง่ายๆ  ซึ่งคงต้องคอยดูกันต่อไป

สำหรับพี่ไทยนั้น แม้จะไม่ยอมให้สหรัฐ เข้ามาตั้งฐานทัพ แต่สหรัฐ ก็หวงแหนประเทศไทยมาก เพราะภูมิศาสตร์ที่ตั้งของไทย สหรัฐยังใช้ประโยชน์ได้อีกหลายเรื่อง ไม่นับการบ่มเพาะเรื่อง “ประชาธิปไตย” แบบตะวันตก ให้คนไทยทุกรุ่นมาอย่างยาวนาน

จึงไม่ต้องกลัวว่า สหรัฐ จะทิ้งไทย

ขอเพียงให้รัฐบาลมีจุดยืนที่มั่นคงเข้าไว้แค่นั้นก็พอครับ

‘แม่ทัพกุ้ง’ชี้ทางสร้าง’สังคมสันติสุข’ จนท.รัฐต้องลงพื้นที่จริงมากกว่านั่งโต๊ะ แม้จะอันตรายมาก

'แม่ทัพกุ้ง'ชี้ทางสร้าง'สังคมสันติสุข' จนท.รัฐต้องลงพื้นที่จริงมากกว่านั่งโต๊ะ แม้จะอันตรายมาก

‘แม่ทัพกุ้ง’ชี้ทางสร้าง’สังคมสันติสุข’ จนท.รัฐต้องลงพื้นที่จริงมากกว่านั่งโต๊ะ แม้จะอันตรายมาก

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.11 น.

“อิสระ”เปิดตัว”บุญสิน” ผอ.หลักสูตร”4ส”สถาบันพระปกเกล้า “แม่ทัพกุ้ง”ชี้ทางสร้าง”สังคมสันติสุข” เจ้าหน้าที่รัฐต้องลงพื้นที่จริงมากกว่านั่งโต๊ะทำงาน แม้จะอันตรายมาก

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 สถาบันพระปกเกล้า จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “ความเข้าใจ MOU 43-44 ไทย-กัมพูชา : จากข้อตกลงสู่การปฏิบัต” โดยมี นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า , พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 ที่ปรึกษา ผบ.ทบ. ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษสถาบันพระปกเกล้า และ ผอ.หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) , พล.ท.ชาคร บุญภักดี เจ้ากรมแผนที่ทหาร และ นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมเสวนา

นายอิสระ กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้าต้องทำหน้าที่เป็นคลังสมองของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านนิติบัญญัติ ทั้งนี้ การทำประชามติเป็นการทำไปโดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ในการแก้ไขธรรมนูญ รวมทั้งหากจะมีการยกเลิกข้อตกลงใดๆ ระหว่างรัฐ ก็จะต้องจัดทำประชามติ ซึ่งการทำประชามติแต่ละครั้ง รัฐมีค่าใช้จ่ายราวๆ 18,000 ล้านบาท แต่หากนำมาจัดทำรวมกันกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น ก็ย่อมจะประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีทุกอย่าง การประหยัดค่าใช้จ่ายนั้น อาจต้องแลกมากับความสับสนของประชาชนในคูหา ลำพังบัตรเลือกตั้งสองใบ สำหรับการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็สับสนพอแล้ว เบอร์ของแต่ละพรรคคนละเบอร์กัน ครั้งนี้อาจจะมีบัตรอีกสองใบ รวมเป็น 4 ใบ โดยประกอบด้วยห้าคำถาม ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับประชาชน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 40 ล้านคน

นายอิสระ กล่าวว่า ดังนั้น สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองของประเทศ จึงควรที่ลดความสับสน สร้างความเข้าใจสร้างข้อมูลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกอารมณ์รักชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่มีข้อเท็จจริงประกอบ ก็จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างที่เราเห็นมาแล้วในหลายหลายประเทศ ดังนั้น ในส่วนที่สองของงานในวันนี้จึง เป็นการเสวนาในหัวข้อ ความเข้าใจ MOU 43-44 ไทย-กัมพูชา จากข้อตกลง สู่การปฏิบัติ

ด้าน พล.ท.บุญสิน กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนไม่ใช่นักวิชาการ แต่ทั้งชีวิตปฏิบัติงานจริง มาตั้งแต่จบเป็นร้อยตรี อยู่กับสังคมที่ไม่สันติสุขเยอะมาก ทั้งสังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรืออยู่กับพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 ปี ตนและทีมงานออกลงพื้นที่ไปด้วยกันตลอด หยุดเพียงวันอาทิตย์ ถ้าตนไม่ออกก็ไม่รู้ว่าพี่น้องในพื้นที่คือใคร กินอยู่อย่างไร เดือดร้อนเรื่องอะไร ประเทศไทยเหมือนกัน ถ้าเจ้าที่รัฐที่รับผิดชอบ นั่งโต๊ะน้อยๆ หน่อย งานที่ท่านรับผิดชอบสันติสุขแน่นอน

พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ตนชื่นชมท่านเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่ให้วิสัยทัศน์สำหรับการรับผู้เข้าเรียนหลักสูตร เพื่อหวังนำงบประมาณของประเทศชาติให้เกิดผล นำไปสู่การปฏิบัติจริง ไม่ใช่ออกมาเป็นแค่เอกสารรูปเล่ม ตนเน้นการปฏิบัติมาตลอดทั้งชีวิต ทุกครั้งที่มีปัญหาต้องเข้าหาปัญหาตลอด แม้ว่าปัญหานั้นจะอันตรายมาก อยู่กับปัญหาพวกนี้มาบ่อยมาก ยิ่งห่างยิ่งเจ็บ ฉะนั้น เสริมสร้างสันติสุข จึงมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้น คือ คนกับพื้นที่ ไปจัดการเรื่องคนกับพื้นที่ให้เข้าใจ มันก็จะสันติสุข แล้วก็ผู้นำดีมีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาทรัพยากรที่ท่านมีอยู่ ก็จะเกิดสันติสุข ให้มันทันยุคทันสมัย พวกเราต้องร่วมกันฟันฝ่าให้ประเทศชาติต้องได้เปลี่ยนแปลง ไปในทางที่ดี

– 006

‘ปธ.ศาลฎีกา’เข้าร่วมการประชุมสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน ครั้งที่ 12

'ปธ.ศาลฎีกา'เข้าร่วมการประชุมสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน ครั้งที่ 12

‘ปธ.ศาลฎีกา’เข้าร่วมการประชุมสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน ครั้งที่ 12

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.00 น.

“ประธานศาลฎีกา”เข้าร่วมการประชุมสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน ครั้งที่ 12 และสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 46 ณ สิงคโปร์ เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านกฎหมายอาเซียน ยกระดับมาตรฐานยุติธรรมไทย พร้อมเสริมบทบาทศาลไทยในเวทีภูมิภาค

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา พร้อมด้วยนางมัณทรี อุชชิน รองประธานศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และคณะผู้แทนศาลยุติธรรมไทย เข้าร่วมการประชุมสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน ครั้งที่ 12 (The 12th Council of ASEAN Chief Justices Meeting) ณ ศาลฎีกา สาธารณรัฐสิงคโปร์

โดยการประชุมครั้งนี้ มีประธานศาลสูงสุดของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ เข้าร่วมการประชุม และมีประธานศาลสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต เป็นผู้สังเกตการณ์

โดย ประธานศาลฎีกากล่าวถ้อยแถลงขอบคุณประธานศาลฎีกาแห่งสาธารณรัฐสิงค์โปร์ที่ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในฐานะเจ้าภาพ การเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างศาลยุติธรรมไทยและศาลยุติธรรมในภูมิภาคอาเซียน อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ต่อมา คณะทำงานของสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน 8 คณะได้รายงานกิจกรรมของคณะทำงานตลอดปีที่ผ่านมาให้ที่ประชุมทราบ ตลอดจนแผนการดำเนินการของคณะทำงานในปีต่อไป พร้อมขอความเห็นชอบและมติที่ประชุม เพื่อดำเนินการต่อไปเมื่อเสร็จสิ้นการประชุม ประธานศาลฎีการ่วมลงนามในปฏิญญาสิงคโปร์ (Singapore Declaration) อันเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันของสมาชิกสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน ในการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างกันของศาลยุติธรรมของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียนตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน

สำหรับรอบปีที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัปดาห์การประชุมสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน (CACJ Working Week 2025) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกในคณะทำงานต่างๆ เดินทางมาประชุมร่วมกันในช่วงระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ณ สถานที่เดียวกัน เพื่อหารือขับเคลื่อนแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นของแต่ละคณะทำงาน และคณะกรรมการถาวรของสภาประธานศาลสูงสุดอาเซียน ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างเครือข่าย ระดมความคิดและสร้างความร่วมมือร่วมกันในส่วนของคณะทำงาน ASEAN+ Meetings ซึ่งศาลยุติธรรมไทยเป็นประธานคณะทำงานนั้น นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา แถลงผลการดำเนินงานของคณะทำงานต่อที่ประชุม ความสำเร็จในการเริ่มความร่วมมือทางการศาลระหว่างภูมิภาคอาเซียนและประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว โดยคณะทำงานเตรียมการขยายความร่วมมือต่อเนื่องไปยังศาลสูงประเทศออสเตรเลียในอนาคต

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติสมาคมกฎหมายอาเซียนประจำประเทศไทย นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะกรรมการ และเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติฯ พร้อมด้วย นางมัณทรี อุชชิน รองประธานศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ นายวรวุฒิ ทวาทศิน ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา พร้อมด้วยผู้แทนจากศาลยุติธรรม ศาลปกครอง เนติบัณฑิตยสภา คณาจารย์คณะนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย และผู้แทนภาคเอกชน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมาธิการถาวรของสมาคมกฎหมายอาเซียน ครั้งที่ 46 ซึ่งจัดโดยสมาคมกฎหมายอาเซียนประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์ ณ ศาลฎีกาสิงคโปร์

ในโอกาสนี้ ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติฯ ได้กล่าวปราศรัยแสดงความชื่นชมต่อประธานคณะกรรมการบริหารแห่งสิงคโปร์ในฐานะประเทศเจ้าภาพ พร้อมทั้งกล่าวต้อนรับผู้แทนจากประเทศติมอร์-เลสเต ซึ่งเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ภายหลังการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ

ในการประชุม ที่ประชุมร่วมกันได้ทบทวนผลการดำเนินงานของสมาคมฯ ในช่วงที่ผ่านมา และกำหนดทิศทางการพัฒนาต่อไป เพื่อให้กฎหมายของประเทศในภูมิภาค อาเซียน รวมถึงบุคลากรด้านกฎหมายทั้งภาครัฐและเอกชน เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ตลอดจนยกระดับวิชาชีพกฎหมายในภูมิภาคอาเซียนให้มีความเข้มแข็งและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป

– 006

ส่อเลือดไหลเพิ่ม! ‘สิริพงศ์‘ โพสต์ภาพ ‘2สส.เพื่อไทย’ร่วมเฟรม’เนวิน‘ จับตาลุ้นย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

ส่อเลือดไหลเพิ่ม! ‘สิริพงศ์‘ โพสต์ภาพ ‘2สส.เพื่อไทย’ร่วมเฟรม’เนวิน‘ จับตาลุ้นย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

ส่อเลือดไหลเพิ่ม! ‘สิริพงศ์‘ โพสต์ภาพ ‘2สส.เพื่อไทย’ร่วมเฟรม’เนวิน‘ จับตาลุ้นย้ายซบ‘ภูมิใจไทย’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.56 น.

เพื่อไทยส่อเลือดไหลเพิ่ม! ‘สิริพงศ์‘ โพสต์ภาพ ‘กานต์ สุดารัตน์’ สส.อุบลฯ และ ‘ชูศักดิ์ แม้นทิม’ สส.กาญจนบุรี  ‘2ผู้แทนฯ’ จาก ‘เพื่อไทย’ ร่วมเฟรม ’เนวิน‘ จับตาลุ้นย้ายซบ ‘ค่ายน้ำเงิน’

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยในภาพปรากฏ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และนายชูศักดิ์ แม้นทิม สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นั่งร่วมโต๊ะกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย พร้อมระบุแคปชั่นว่า “ผลไม้สีง้ามงาม บ่มีแต่ใบบักยม” 

ทั้งนี้ เป็นที่หน้าจับตาว่า น.ส.สุดารัตน์ ซึ่งมีกระแสข่าวเรื่องการย้ายพรรค รวมถึงการกดออกจากกลุ่มไลน์ของพรรคเพื่อไทย โดยก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ผู้เป็นบิดา ก็ได้ลาออกจากสมาชิกพรรค และไปเป็นที่ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร แม้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะยืนยันว่า น.ส.สุดารัตน์ ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย

‘โฆษกรัฐบาล’แจง ‘ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซีย’เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

‘โฆษกรัฐบาล’แจง ‘ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซีย’เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

‘โฆษกรัฐบาล’แจง ‘ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซีย’เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

“โฆษกรัฐบาล”แจง”ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซีย”เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อไป ขอสื่อแสดงความรับผิดชอบ เสนอข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่เกี่ยวเรื่อง”ชายแดน” เผยพรุ่งนี้หน่วยงานเกี่ยวข้องผนึกแถลงสาง 2 ปัญหาใหญ่

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวผู้นำสหรัฐฯ สั่งชะลอการเจรจาภาษีกับไทย ว่า สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์ และสักขีพยานในการลงนามปริญญานำไปสู่สันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีความไม่สบายใจ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงมีหนังสือถึงไทยเพื่อขอให้ระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เอาไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะดีขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ แล้ว โดยฝ่ายไทยให้เหตุผลว่า ผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ไทยแต่เป็นกัมพูชา ที่มีพฤติกรรมละเมิดปฏิญญา วางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการสร้างสันติภาพ เรื่องนี้ฝ่ายไทยยอมไม่ได้ แต่ยืนยันว่าจะขอเดินตามแนวทางสันติวิธี ซึ่งจะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ เช่นหาคนออกมายอมรับผิด ขอโทษกับญาติผู้ได้รับบาดเจ็บ และคนไทยอย่างจริงใจ รวมถึงมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก อีกทั้งยังต้องให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ฟังเหตุผลจากนายกรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจ ขณะเดียวกัน ผู้นำของมาเลเซีย ได้พูด คุยกับผู้นำสหรัฐฯแล้ว ก็ยืนยันถึงความเข้าใจนี้ด้วยเช่นกัน โดยยืนยันว่าในส่วนของภาษีจะมีการเดินหน้าเจรจากันต่อไป แยกออกจากเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องการเดินหน้า เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก หากแต่เวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ต่างกรรมต่างวาระซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด แต่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด และจนถึงตอนนี้ ก็ได้เห็นภาพของผู้นำ ในการเดินหน้าแก้ปัญหาของฝั่งไทย

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะท้าทายสหรัฐฯ จะเกิดผลเสียหรือไม่ นายสิริพงษ์ กล่าวว่า ความเห็นของผู้นำสหรัฐและมาเลเซีย ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมานายกฯมักจะตอบคำถาม ตามคำถามของนักข่าว วันนั้นถูกถามว่าหากมีการใช้ภาษีสหรัฐมากดดัน จะทำอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปว่า ต้องแยกกันระหว่างเรื่องภาษีกับเรื่องชายแดน

เมื่อถามอีกว่า หากสหรัฐไม่ซื้อของจากไทย โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ได้ชี้แจงไปแล้วตามเหตุผลว่าก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งก็ตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่า การค้าขายกับสหรัฐมีความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมด้วย เพื่อขยายตลาดส่งออก

เมื่อถามว่า มีกรอบระยะเวลาที่กัมพูชาขอโทษคนไทยหรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่มีกำหนด ทุกเรื่องดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทย รวมถึงเงื่อนไขของไทยก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาเช่นกัน

เมื่อถามว่า ไทยจะมีการตอบโต้ข่าวปลอมจากกัมพูชาอย่างไร นายสิริพงษ์ กล่าวว่า ไทยมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง หากกัมพูชานำเสนอข่าวที่เป็นเท็จไทยก็มีหน้าที่ความกระจ่างให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะปล่อยข่าวปลอมอะไรออกมาอีกและไม่รู้ว่าจะป้องกันข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไรแต่สิ่งที่ทำได้คือต้องโต้ตอบให้เร็วที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าทำความเข้าใจกับนานาประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนก็รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้วแม้แต่คณะผู้สังเกตการณ์ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ เช่นเดียวกับสำนักข่าวมาเลเซีย ที่ให้ข้อมูลผิดพลาดก็ออกมาขอโทษแล้ว ถือว่าไทยทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหวังว่าจากนี้สื่ออื่นๆก็จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง และครบถ้วน

เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเสียหายหรือไม่ และไทยจะเรียกร้องอะไรหรือไม่ นายสิริพงษ์ กล่าวว่า สำหรับสื่อที่นำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน ควรออกแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบ และขอโทษ พร้อมแก้ไขข่าวให้ถูกต้อง เราก็หวังว่าสื่อต่างๆจะแสดงข้อมูลที่ครบถ้วน เช่นข่าวเมื่อวานนี้ที่ระบุว่าสหรัฐฯ ระงับภาษี แต่ในความเป็นจริงหากอ่านทั้งหมดจะพบว่า นายกฯ ได้พูดคุยกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จนเกิดความเข้าใจตรงกันแล้ว จึงหวังให้สื่อนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วน

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (17 พ.ย.) เวลา 14.00 น.จะมีการแถลงแผนและแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้ร่วมแถลงประกอบด้วย โฆษกรัฐบาล, โฆษกกระทรวงกลาโหม, โฆษกทุกเหล่าทัพ, โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (เพื่อแถลงแนวทางด้านการต่างประเทศ), และคาดว่าจะเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ (เพื่อแถลงแนวทางการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา)

ดีเบตก่อนเลือกตั้งกันไปเลย! ‘โสภณ’ท้าเปิด‘อภิปราย ม.152’แบบไม่ลงมติ

ดีเบตก่อนเลือกตั้งกันไปเลย! ‘โสภณ’ท้าเปิด‘อภิปราย ม.152’แบบไม่ลงมติ

ดีเบตก่อนเลือกตั้งกันไปเลย! ‘โสภณ’ท้าเปิด‘อภิปราย ม.152’แบบไม่ลงมติ

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ดีเบตก่อนเลือกตั้งกันไปเลย! “โสภณ”ท้าเปิด”อภิปราย ม.152″แบบไม่ลงมติ ลั่นในฐานะลูกพรรคขอปกป้อง”อนุทิน” ไม่เห็นด้วยยื่น”ซักฟอก ม.151″ ย้ำไม่เคยกลัวการชี้แจง-ตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 16 พฤสจิกายน 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า รู้สึกไม่สบายใจ ที่มีผู้แสดงความคิดเห็นหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่าหากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะยุบสภา ว่าเป็นหนีการตรวจสอบ ซึ่งตนมองว่าการวิพากษ์วิจารณ์แบบนั้นเป็นการสร้างประเพณีที่ไม่ดี พูดเหมือนเอาแต่ได้ เพราะเราเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในประวัติศาสตร์ และตนเห็นว่าคนที่พูดเช่นนี้ไม่แฟร์ ยืนยันว่าเราไม่กลัวการชี้แจง ถ้าจะให้เกิดความแฟร์ ควรยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ไม่ว่าจะเป็นเดือน ธ.ค.หรือเดือน ม.ค.ก็ได้ ถือเป็นการดีเบตก่อนการเลือกตั้ง จะได้ซักกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล และทำให้ประชาชนได้เห็น ว่าใครมีผลงานหรือไม่มีผลงานเอามาอวดกันเลย แบบนี้ตนคิดว่าแฟร์ดี

“ในทางการเมืองถ้าเราพูดบนความที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง โดยมีคนพูดว่าถ้าชี้แจงได้จะยกมือให้ ในข้อเท็จจริง และมารยาทแบบนี้มันมีที่ไหน เพราะความเป็นจริงการยกมือให้ ไม่ได้อยู่ที่การชี้แจงหรือไม่ชี้แจง แต่ก็ยกมือตามนั้น และหากรัฐบาลในยุคนายอนุทินแพ้โหวตในสภาก็จะเป็นตราบาปของท่าน ของผม ของพรรคผม ซึ่งเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วเพราะคะแนนเสียงของฝั่งรัฐบาลไม่ถึง และขอยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่กลัวการชี้แจง แต่ที่จะต้องยุบสภา เพราะเป็นเสียงข้างน้อย” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามว่า นายกฯ ได้ออกแถลงการณ์แล้วว่าจะไม่ยุบสภาหนีการตรวจสอบ นายโสภณ กล่าวว่า เป็นความเห็นของลูกพรรค ตนก็ต้องปกป้องหัวหน้าพรรค และแสดงความคิดเห็นบ้าง