‘โฆษกรบ.’ย้ำสหรัฐฯไม่เชื่อมโยงประเด็น Joint Declaration ไทย–กัมพูชา กับการเจรจาภาษี

‘โฆษกรบ.’ย้ำสหรัฐฯไม่เชื่อมโยงประเด็น Joint Declaration ไทย–กัมพูชา กับการเจรจาภาษี

‘โฆษกรบ.’ย้ำสหรัฐฯไม่เชื่อมโยงประเด็น Joint Declaration ไทย–กัมพูชา กับการเจรจาภาษี

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.50 น.

‘นายกฯ’ยืนยันสหรัฐฯจะไม่เชื่อมโยงประเด็น Joint Declaration ไทย–กัมพูชา กับการเจรจาภาษีการค้า ไทยเดินหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามหลักสากล

16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อค่ำวานนี้ (15 พฤศจิกายน 2568) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง เพื่อย้ำข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการหารือกับสหรัฐอเมริกา

โฆษกฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีอันวาร์ได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีอนุทินว่า ภายหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรีไทยก่อนหน้านี้ เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อีกครั้งหนึ่ง โดยผู้นำสหรัฐฯ เห็นสอดคล้องกับจุดยืนของรัฐบาลไทยว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Demining) เป็นประเด็นสำคัญยิ่ง” ตามถ้อยแถลงร่วมไทย–กัมพูชา ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มอบให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์แจ้งมายังรัฐบาลไทยอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับ Joint Declaration ของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

โฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินยังได้สอบถามกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ว่า สามารถเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะได้หรือไม่ ซึ่งผู้นำมาเลเซียยืนยันว่า สามารถเปิดเผยได้  ซึ่งนายกรัฐมนตรีอันวาร์ จะเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารของตนด้วยเช่นกัน

โฆษกฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องการแจ้งข้อมูลนี้ต่อพี่น้องประชาชนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และรับทราบข้อเท็จจริงล่าสุดจากการสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้นำประเทศ

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า จดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่มีเนื้อหาระบุถึงการหยุดการเจรจากับไทยนั้น เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้สนทนากับประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อค่ำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ข้อมูลนี้มีความเป็นปัจจุบันและเชื่อถือได้มากกว่า

“รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นต่อพันธกรณีด้านมนุษยธรรม การคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ชายแดน และการทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสันติภาพ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประเทศอย่างสูงสุด” นายสิริพงศ์ ย้ำ

‘รมช.กลาโหม-ทบ.’วอนปชช.-กำลังพล มีวินัยบนโลกออนไลน์ งดเผยแพร่ข้อมูลทางทหาร

‘รมช.กลาโหม-ทบ.’วอนปชช.-กำลังพล มีวินัยบนโลกออนไลน์ งดเผยแพร่ข้อมูลทางทหาร

‘รมช.กลาโหม-ทบ.’วอนปชช.-กำลังพล มีวินัยบนโลกออนไลน์ งดเผยแพร่ข้อมูลทางทหาร

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.46 น.

‘รมช.กลาโหม-ทบ.’วอนปชช.-กำลังพล มีวินัยบนโลกออนไลน์ งดเผยแพร่ข้อมูลทางทหาร

16 พฤศจิกายน 2568 กองทัพบก (ทบ.) แจ้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน รวมถึงกำลังพลทุกนาย งดเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกนำไปวิเคราะห์ต่อยอด จนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของทหารในพื้นที่และความมั่นคงของประเทศ

สำหรับกำลังพลทุกระดับชั้น จำเป็นต้องยึดถือหลักปฏิบัติ Operations Security (OPSEC) ในระดับสูงสุด

ห้าม เผยแพร่ข้อมูลยุทโธปกรณ์ แผนปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ หรือการเคลื่อนย้ายกำลัง

ห้าม ถ่ายภาพที่มีพิกัด GPS หรือภาพที่เปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธการ

แม้ข้อมูลบางอย่างอาจ “ไม่ใช่ความลับ” แต่เมื่อนำไปรวมกับข้อมูลอื่น ก็อาจกลายเป็น “ภาพรวมยุทธการ” ที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้ต่อรองหรือโจมตีเราได้ทันที เป็นเหตุผลที่กองทัพทั่วโลกรวมถึงกองทัพไทย ให้ความสำคัญอย่างสูงต่อมาตรการ OPSEC และเป็นหน้าที่ของทุกคน ทั้งทหารและประชาชน ในการร่วมกันปกป้องประเทศบนสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร

ความมั่นคงของชาติ…เริ่มต้นที่วินัยของเรา ร่วมกันใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลแนวหน้า และเพื่อให้ประเทศไทยมั่นคง แข็งแกร่ง บนพื้นฐานของความรับผิดชอบร่วมกัน

ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลหัวข้อ  Adul A Day “รู้รบครบมิติ” ในสงครามข้อมูลข่าวสาร

สวัสดีวันอาทิตย์ครับ ขอให้เป็นวันที่เรามีสติ พร้อมรบในทุกมิติของข้อมูลข่าวสารไปด้วยกันครับ

ในยุคที่ภัยคุกคามไม่ได้มาแค่จากสนามรบ แต่เกิดขึ้น ตลอดเวลา บนโลกออนไลน์ ผมเชื่อเสมอว่า “นักรบยุคใหม่” ต้องพร้อมรบทั้งในสมรภูมิจริง และ สมรภูมิข้อมูลข่าวสาร (Information Battlespace) ไปพร้อมกัน

ผมอยากขอพูดกับประชาชนคนไทยทุกคน เพราะในวันที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการรับรู้ ความเชื่อ และความมั่นคงของประเทศ ประชาชน ก็ได้ก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมรบในสมรภูมิเดียวกันกับทหารแล้ว พวกเราทุกคน สามารถเป็นผู้ปกป้องชาติในมิติใหม่ของสงครามข้อมูล

เพราะฉะนั้น…วินัยบนโลกออนไลน์จึงสำคัญที่สุด

• มีวินัยในการเสพข่าว

• มีสติในการสื่อสาร

• มีความรับผิดชอบในการแชร์

• ใช้โซเชียลมีเดียอย่างรู้เท่าทัน

• ใช้มันเป็น เครื่องมือ เป็น อาวุธ ที่เพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจ

แต่อย่าลืมว่า อาวุธทุกชิ้น หากใช้โดยไม่รอบคอบ อาจย้อนกลับมาทำร้ายเราเองได้ โซเชียลมีเดียก็เช่นกันความหวังดีที่ไม่รอบคอบ…อาจกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงโดยไม่ตั้งใจ

วันนี้ เราเป็น “เพื่อนร่วมรบ” ในสงครามข้อมูลข่าวสารแล้วนะครับ เราต้องร่วมกันรักษาความจริง รักษาความมั่นคง และรักษาประเทศไทยของเราด้วย “ข้อมูลที่ถูกต้อง” “สติ” และ “วินัย”

ปล.: ภาพที่ผมไปชมงานนิทรรศการ Defense & Security 2025 วันสุดท้ายครับ อาวุธยุทโธปกรณ์ได้ถูกวิจัยพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาอย่างมากมาย แต่สำหรับ อาวุธชนิดใหม่ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ‘โซเชียลมีเดีย’ ต้องอาศัยการมีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทัน และพวกเราทุกคนต้องช่วยกันครับ

ชำแหละเกมอำนาจ‘ทรัมป์’บนความขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ และ 4 คำถามปม‘ปฏิญญา-ภาษีสหรัฐ’

ชำแหละเกมอำนาจ‘ทรัมป์’บนความขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ และ 4 คำถามปม‘ปฏิญญา-ภาษีสหรัฐ’

ชำแหละเกมอำนาจ‘ทรัมป์’บนความขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ และ 4 คำถามปม‘ปฏิญญา-ภาษีสหรัฐ’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.27 น.

ชำแหละเกมอำนาจ‘ทรัมป์’บนความขัดแย้ง‘ไทย-กัมพูชา’ และ 4 คำถามปม‘ปฏิญญา-ภาษีสหรัฐ’

16 พฤศจิกายน 2568 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า…

“วันนี้ผมหยุดสงครามไม่ได้ด้วยกำแพงภาษี” นี่คือจิตวิญญาณของนโยบาย “American first”

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

สหรัฐอเมริกาคือ คู่ค้ารายใหญ่ ของไทย (เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ) การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงถึง 36% สำหรับสินค้าจากไทย (ซึ่งต่อมามีการเจรจาลดลงเหลือ 19%) ถือเป็น “ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

การระงับการเจรจาภาษี ไม่ได้หมายถึงการเก็บภาษีในอัตราสูงทันที แต่หมายถึงการ ชะลอโอกาสที่ไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์หรือการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกประเทศต้องพยายามผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เพราะถือเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาในการ ระงับการเจรจาภาษีการค้ากับไทยเป็นการชั่วคราว โดยเชื่อมโยงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็น “การกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจต่อรัฐบาลไทย” อย่างชัดเจน

“ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” เป็นข้อตกลงหยุดยิงและสร้างสันติภาพที่เพิ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยมีทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียน) เป็นสักขีพยาน การที่ไทยประกาศ “ระงับการดำเนินการภายใต้ปฏิญญา” แม้มีเหตุผลเรื่องการละเมิด แต่ในสายตาของประเทศผู้เป็นพยาน ถือเป็นการ บ่อนทำลายกลไกสันติภาพ ที่พึ่งสร้างขึ้นมา

สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการให้กัมพูชาชนะ หรือไทยแพ้ แต่ต้องการให้ “ความขัดแย้งไม่บานปลาย” และกลับไปอยู่ภายใต้กรอบการเจรจาที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพราะ “การปะทะที่ชายแดน กระทบต่อเสถียรภาพ ของภูมิภาคอาเซียนและเส้นทางการค้า/การลงทุนในภาพรวม”

หมายความว่า “สหรัฐฯ คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเองมากกว่า หรือเห็นแกตนเองเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงว่า ไทยรักษาสัญญาแต่เขมรละเมิดสัญญา”

อเมริกาก็ไม่สนใจว่า “ไทยจะโดนลอบโจมตีและต้องสูญเสียชีวิตของทหารและพลเรือนรวมทั้งทรัพย์สินไปมากแค่ไหน”

แต่อเมริกาจะกดดันให้ไทยอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ได้!

การกระทำของสหรัฐอเมริกาในกรณีนี้ สะท้อนถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง “American first” เป็นหลักเหนือความยุติธรรมทางศีลธรรม ระหว่างคู่กรณีอย่างไทยและกัมพูชา

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะ “เห็นแก่ตัว” และ “ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาสัญญาและความเสียหายที่ไทยได้รับ” และการกดดันให้ไทย “อยู่เฉย ๆ” หรือ “กลับเข้าสู่ปฏิญญา” ทั้งที่ไทยเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถือเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อไทยอย่างยิ่ง

การกระทำของสหรัฐฯ เป็นไปตามหลักการ “สัจนิยม” ซึ่งเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ จะทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง และความยุติธรรมเป็นเรื่องรองลงมา

1. ผลประโยชน์ด้านเสถียรภาพเหนือความยุติธรรม

• สำหรับสหรัฐฯ สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ สงครามเต็มรูปแบบ หรือความขัดแย้งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (การค้า, เส้นทางเดินเรือ, พันธมิตร)

• ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ คือ กลไกที่สหรัฐฯ เข้าไปเป็นพยานและสนับสนุน หากกลไกนี้พังลง สหรัฐฯ อาจถูกมองว่าล้มเหลวในการเป็นผู้สร้างสันติภาพในภูมิภาค และต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการสร้างกลไกใหม่ การกดดันไทยให้กลับเข้าสู่กรอบจึงเป็นการ “รักษากลไก” แม้ว่ากลไกนั้นจะถูกฝ่ายหนึ่งละเมิดก็ตาม

2. การใช้เครื่องมือที่มีอิทธิพลที่สุด

• การที่สหรัฐฯ ใช้ประเด็นการค้ามาเป็นเครื่องมือในการกดดันไทย แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ทราบดีว่า อำนาจทางเศรษฐกิจของตนกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย เป็นจุดอ่อนที่ทรงพลังที่สุดในการเจรจากับไทย

• สหรัฐฯ ไม่ได้สนใจว่าทหารไทยจะสูญเสียอวัยวะไปจริงหรือไม่ หรือใครเป็นคนวางทุ่นระเบิด เพราะในทางยุทธศาสตร์ การสูญเสียของไทยไม่ได้กระทบต่อผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ โดยตรง แต่การที่ไทยระงับปฏิญญาและอาจตอบโต้ทางทหาร “กระทบต่อผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ” ทันที

การตอบสนองของไทยในสถานการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม โพสต์ของนายกฯ อนุทิน แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ “อยู่เฉย ๆ” แต่ใช้การสนทนานี้เป็นโอกาสในการ โต้กลับ และ ยืนยันอำนาจอธิปไตย ดังนี้:

• การยืนยันสิทธิในการปกป้องตนเอง: ไทยยืนยันว่า ทรงไว้ซึ่งสิทธิและมีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ ซึ่งเป็นการปฏิเสธโดยตรงต่อการกดดันให้ไทย “อยู่เฉย ๆ”

• การเรียกร้องความรับผิดชอบ: ไทยใช้ผู้นำทั้งสองเป็นช่องทางในการ เรียกร้องให้กัมพูชายอมรับผิดและขอโทษต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นการโยนบอลให้ผู้นำทั้งสองไปกดดันกัมพูชาต่อ

• การต่อรองที่มีเงื่อนไข: การที่ทรัมป์ยอมพิจารณาลดภาษีเพิ่ม หากไทยสามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างรวดเร็ว (โดยกัมพูชาไม่ขัดขวาง) แสดงว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการให้ไทยยอมกัมพูชา แต่ต้องการให้ “ภารกิจทางเทคนิคเดินหน้า” เพื่อลดความตึงเครียด ไทยจึงใช้แรงกดดันนี้เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขที่ไทยได้ประโยชน์ด้านความมั่นคง (การเก็บกู้ทุ่นระเบิด) ควบคู่ไปกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ (ภาษี)

ดังนั้น ในแง่ของความรู้สึกและศีลธรรม สหรัฐฯ ดูเห็นแก่ตัวจริง แต่ในแง่ของการทูตและการใช้เครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ ไทยกำลังใช้แรงกดดันนี้เป็นโอกาสในการผลักดันเป้าหมายด้านความมั่นคงของตนเอง ให้บรรลุผล แม้จะผ่านการต่อรองที่ยากลำบากก็ตาม

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกมาแถลงว่า ไทยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของสหรัฐฯ ที่นำสองเรื่องนี้มาปนกัน และยืนยันว่า ต้องแยกเรื่องความมั่นคง/ชายแดน ออกจากการค้า/ภาษี ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของไทยกับสหรัฐฯ

แต่แนวคิดที่ทรัมป์มักใช้ในการเจรจา คือ เปลี่ยนการค้าเป็นเครื่องมือความมั่นคง ทรัมป์ไม่เชื่อในการแยกประเด็นการค้าออกจากประเด็นความมั่นคง เขาเชื่อว่าอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (เช่น ภาษี, ข้อตกลงการค้า) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างสันติภาพหรือการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง “กำแพงภาษี” ในที่นี้จึงถูกยกสถานะจากแค่มาตรการทางเศรษฐกิจให้กลายเป็น “อาวุธทางการทูต” หรือ “เครื่องมือยุติความขัดแย้ง”

สำหรับทรัมป์ การค้าคือคันโยก การค้าไม่ใช่แค่เรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน แต่คือ อำนาจต่อรอง ที่ต้องนำมาใช้เพื่อบังคับให้เกิดพฤติกรรมที่สหรัฐฯ ต้องการ เช่น การรักษาสันติภาพหรือการทำลายกลไกสงคราม

ในมุมมองนี้ เป้าหมายเหนือวิธีการ “การหยุดสงคราม” ในภูมิภาคเป็นเป้าหมายที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด การใช้กำแพงภาษีมาเป็นเครื่องมือในการบังคับให้เกิดความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นจึงถือเป็น วิธีการที่ชอบธรรมและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าไทยจะมองว่ามันไม่ยุติธรรมก็ตาม

ดังนั้น การที่ไทยประกาศความผิดหวังจึงเป็นไปตามหลักการทูตที่ไทยยึดถือ แต่การกระทำของสหรัฐฯ ก็เป็นไปตามหลักการ “อำนาจเหนือความยุติธรรม” ที่เป็นที่ยอมรับในแนวคิดสัจนิยมของการเมืองระหว่างประเทศเช่นกัน

ดังนั้น ณ เวลานี้ ผมไม่สามารถสรุป แต่มีคำถามทิ้งไว้ก่อนจบ

1. หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทินได้เรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียไปกดดันกัมพูชา กัมพูชามีท่าทีหรือคำแถลงอย่างเป็นทางการตอบโต้ ต่อข้อกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิดและการเรียกร้องให้ขอโทษต่อไทยอย่างไร?

2. หากรัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะ “ระงับการดำเนินการภายใต้ปฏิญญา” จนกว่ากัมพูชาจะขอโทษ จะมีผลกระทบหรือความเสี่ยงทางการทูตและความมั่นคงใดที่ไทยอาจต้องเผชิญในระยะยาวนอกเหนือจากการถูกระงับเจรจาภาษีจากสหรัฐฯ?

• “มูลค่าความเสียหาย” ทางเศรษฐกิจที่ไทยอาจสูญเสียไปจากการถูกระงับการเจรจาภาษี หรือการที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีในอัตราเดิม (19%) นั้น มีมูลค่าประมาณเท่าใด และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมใดของไทยมากที่สุด?

3. นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (อันวาร์ อิบราฮิม) ในฐานะประธานอาเซียน ได้มีการ “เร่งทำเอกสารในนามประธาน ASEAN” เพื่อย้ำความเข้าใจและให้ทั้งสองประเทศดำเนินการตามเงื่อนไขในปฏิญญาหรือไม่ และ เนื้อหาของเอกสารนั้นเป็นอย่างไร (เช่น เป็นกลาง หรือมีการระบุถึงการละเมิดของกัมพูชาด้วย)?

4. ในเมื่อความขัดแย้งนี้เกี่ยวข้องกับการละเมิดข้อตกลงโดยสมาชิกอาเซียนด้วยกัน กลไกของอาเซียน มีขีดจำกัดในการ ลงโทษหรือกดดัน กัมพูชาให้ปฏิบัติตามปฏิญญาอย่างไรบ้าง?

‘ไทยภักดี’เลือก‘หมอวรงค์’คืนเก้าอี้หัวหน้าพรรค ลุยภารกิจยกเครื่องประเทศไทย

‘ไทยภักดี’เลือก‘หมอวรงค์’คืนเก้าอี้หัวหน้าพรรค ลุยภารกิจยกเครื่องประเทศไทย

‘ไทยภักดี’เลือก‘หมอวรงค์’คืนเก้าอี้หัวหน้าพรรค ลุยภารกิจยกเครื่องประเทศไทย

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.56 น.

‘ไทยภักดี’เลือก‘หมอวรงค์’คืนเก้าอี้หัวหน้าพรรค ลุยภารกิจยกเครื่องประเทศไทย

16 พฤศจิกายน 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom ระบุว่า “ที่ประชุมใหญ่พรรคไทยภักดี มีมติเลือกผม กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อยกเครื่องประเทศไทย”

‘ดร.ปณิธาน’วิเคราะห์ 3 รูปแบบความขัดแย้ง ไทยกำลังถูกบีบกลับสู่โต๊ะเจรจา

‘ดร.ปณิธาน’วิเคราะห์ 3 รูปแบบความขัดแย้ง ไทยกำลังถูกบีบกลับสู่โต๊ะเจรจา

‘ดร.ปณิธาน’วิเคราะห์ 3 รูปแบบความขัดแย้ง ไทยกำลังถูกบีบกลับสู่โต๊ะเจรจา

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.31 น.

‘ดร.ปณิธาน’วิเคราะห์ 3 รูปแบบความขัดแย้ง ไทยกำลังถูกบีบกลับสู่โต๊ะเจรจา

รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ให้ความเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ “เราอยู่ในสภาวะสงคราม – We are at war” ดังนี้

“เราอยู่ในสภาวะสงคราม” – We are at war

เมื่อปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชาถูกนายกรัฐมนตรีไทยสั่งระงับและพูดว่า “สันติภาพจบแล้ว” โดยสั่งให้เหล่าทัพเตรียมพร้อมเต็มที่ผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ใน 3 รูปแบบ คือ:

1. รูปแบบแรก – “สงครามเต็มรูปแบบ” หรือ Total War โดยไทยและกัมพูชาเข้าสู่สงครามใหญ่ (Conventional War) อย่างเป็นทางการ ซึ่งไทยมีเป้าหมายที่จะกำจัดความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาให้หมดไป โดยเฉพาะทางการทหารและการเมือง ส่วนกัมพูชาต้องการให้นานาชาติ รวมทั้งจีน สหรัฐฯ สหประชาชาติ เข้ามาแทรกแซง ช่วยจัดแนวชายแดนและเส้นเขตแดนให้ตนได้ดินแดนมากขึ้น รวมทั้งต้องการเปิดด่าน ยุติการถูกกดดันในทุกรูปแบบ ยุติการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และต้องการสอนบทเรียนให้กับไทยอย่างที่เคยทำไว้กับหลายชาติว่ากัมพูชามีพวกพ้องในเวทีโลกที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ก็จะสอดคล้องกับความต้องการของชาวไทยจำนวนมากที่ต้องการให้เรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น “จบ ๆ ไป” แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะมองว่าไทยได้เปรียบแทบทุกประตู แต่จะจบได้จริงหรือไม่นั้น ไทยก็จะต้องระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วนเข้ามาประกอบกันในการทำสงคราม โดยเฉพาะกองทัพไทยก็ต้องระดมกำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่เคลื่อนเข้ายึดพื้นที่สำคัญทั้งทางการทหารและทางการเมืองของกัมพูชาที่สำคัญ ๆ ไว้ให้ได้ทั้งหมด แล้วสถาปนาหรือกำหนดเงื่อนไข “ความเป็นมิตร” ให้กับกัมพูชาที่พ่ายแพ้สงคราม

ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กับที่เวียดนามเคยทำกับกัมพูชาอย่างเต็มรูปแบบในปีพ.ศ. 2521 โดยได้ส่งกองกำลังทหารประมาณ 150,000 – 200,000 นาย (ที่มีประสบการณ์รบสูงมากจากการเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ในสงครามเวียดนาม) เข้าไปโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงพอลพตที่สนับสนุนโดยจีนที่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวเวียตนามและกัมพูชากันเองไปเกือบสามล้านคน และจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด ขีดเส้นปักหมุดเขตแดนใหม่ให้เวียดนามได้ดินแดนเพิ่ม โดยยึดครองกัมพูชาไว้นานกว่า 10 ปี แต่ภายหลังก็ถูกต่อต้านว่าเป็นผู้รุกราน และในที่สุดก็จำต้องถอนกำลังกลับเหตุเพราะแรงกดดันและการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ รวมทั้งไทยและอาเซียน และเวียดนามยังต้องปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 2534 ที่มีชาติมหาอำนาจกำกับ หลังจากนั้น ก็มีกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UNTAC) อีกกว่า 20,000 คนเข้าไปควบคุมดูแลกัมพูชาแทน

สงครามเวียดนาม-กัมพูชาในครั้งนั้น เวียดนามสูญเสียกำลังทหารไปกว่า 30,000 นาย กัมพูชาสูญเสียไปกว่า 100,000 คน มีหลายประเทศทั้งมหาอำนาจ ทั้งไทยและเพื่อนบ้านเข้าไปเกี่ยวข้องและสู้รบด้วย สุดท้ายแล้ว เวียดนามกับกัมพูชาก็ต้องเข้าสู่การเจรจาสันติภาพและต้องกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กันใหม่ซึ่งก็ใช้เวลานานนับสิบปีกว่าจะกลับมาเป็นปกติได้

สงครามในรูปแบบที่หนึ่งนี้ ในขณะนี้ระหว่างไทย-กัมพูชายังเป็นไปได้ไม่มาก บริบทในปัจจุบันต่างกันมาก แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเข้มแข็งทางการทหารมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างมากขึ้นด้วย ในส่วนของไทย ก็ยังไม่มีการเปิด “ห้องบัญชาการรบ” (War Room) ในระดับนโยบายสูงสุดที่สภาความมั่นคง (สภาสงครามเดิม) หรือไม่มีการจัดตั้ง “คณะรัฐมนตรีสงคราม” (War Cabinet) เพื่อควบคุมทิศทางของสงครามสมัยใหม่ที่จะต้องรบกันในทุกทุกมิติทุกสมรภูมิ

แต่ก็ต้องถือว่าแนวโน้มที่จะเกิดสงครามใหญ่มีมากขึ้นกว่าเดิม เพราะด้วยกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น ด้วยการเตรียมพร้อมและความตั้งใจของกองทัพที่มีมากขึ้น และด้วยการสั่งการหรือการขู่ของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งหากการขู่ไม่ได้ผลและมีการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายของฝ่ายผู้นำของทั้งสองประเทศให้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว สงครามใหญ่ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งสองฝ่ายก็คงไม่น้อย การยุติความเป็นศัตรูและสร้างความเป็นมิตรต่อกัน ก็คงจะยุ่งยากมากขึ้น เหตุเพราะมีแนวโน้มว่าจะไม่มีใครแพ้ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้น หนทางสู่สันติภาพที่หลายฝ่ายต้องการจากปากกระบอกปืนนั้น ก็คงจะยังอีกยาวไกล

2. รูปแบบที่สอง – “ความขัดแย้งแบบจำกัดและต่อเนื่อง” (Continumm of Limited Conflict) หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำการเมืองหรือทางการทหารแล้ว ไทยและกัมพูชาก็ยังคงขัดแย้งกันต่อไปและอย่างต่อเนื่อง ในทางการเมือง คงจะมีการกล่าวหาและโต้ตอบกันรายวันเช่นเดิม ในทางการทหาร ก็จะมีการกระทบกระทั่งหรือปะทะกันตามจุดต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ตลอดแนวชายแดน และอาจจะมีโอกาสได้ยึดครองพื้นที่กันมากขึ้น โดยมีมหาอำนาจและชาติต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุน แทรกแซงหรือกดดันให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบและกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพคู่ขนานกันควบคู่กันไป

แต่การสู้รบแบบจำกัดนี้อาจจะไม่บานปลาย เหตุเพราะผู้นำทางการเมืองยังไม่พร้อม หรือยังไม่เห็นว่าการเข้าสู่สงครามใหญ่นั้นจะได้ประโยชน์สูงสุด หรืออาจจะเห็นแล้วว่าสงครามนั้นจะไม่ยุติลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่สำคัญ ความสูญเสียจริง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปรับได้ และยังอาจจะเกิดกระแสตีกลับความนิยม ทำให้อำนาจทางการเมืองของตนลดน้อยถอยลง หรือถึงขั้นต้องเปลี่ยนผู้นำเพราะตัดสินใจผิดพลาดทำให้เกิดความสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำ

สถานการณ์ในรูปแบบที่สองนี้ ขณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นรูปแบบที่น่าอึดอัดขัดใจประชาชนหลายกลุ่มเป็นที่สุด เพราะทำให้ต้องอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลายคนไม่สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติได้ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน และทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัววิตกกังวลโดยรวม ต้องตั้งรับต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หรือมีความรู้สึกว่าถูกกระทำ ถูกบิดเบือน ถูกให้ร้ายจากฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็นธรรม

คนไทยจำนวนมากจึงมีความต้องการให้มีการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ชัดเจน เข้มแข็ง และเข้มข้นขึ้นด้วยความเป็นเอกภาพ เพื่อรักษาเอกราช อธิปไตย ความปลอดภัย และเพื่อให้ไทยได้เปรียบขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่เสียเปรียบไปมากกว่านี้ โดยทำอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน เป็นสัดส่วน ตามระบบที่ดีและมีอยู่แล้ว และก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องกระโจนเข้าสู่สงครามใหญ่กับกัมพูชาโดยไม่จำเป็น

3. รูปแบบที่สาม – “กลับสู่ข้อตกลงสันติภาพ” ปัจจุบันความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงสองประเทศหรือในระดับทวิภาคีตามที่ไทยต้องการและได้ยืนยันมาตั้งแต่แรกอีกต่อไป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สมาชิกอาเซียน และอีกหลายประเทศ รวมทั้งสหประชาชาติ ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แทรกแซง และชี้นำไทยและกัมพูชาให้เดินตามแนวทางของตนเองอย่างชัดเจน  ทั้งนี้ ต่างก็เพราะมีผลประโยชน์ของตนที่ต้องรักษาไว้อย่างที่ทราบกัน และไทยก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะยับยั้งการแทรกแซงเหล่านั้นได้

สถานการณ์ในรูปแบบที่สามนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามความเร็วของการเชื่อมโยงในโลกสมัยใหม่ เราจึงได้เห็นการกดดันและแทรกแซงจากชาติต่าง ๆ นับตั้งแต่แรกที่เริ่มสู้รบกันจนถึงปัจจุบัน ในขณะนี้ก็ชัดเจนพอสมควรว่า สหรัฐฯ จีน และบางประเทศ จะใช้เงื่อนไขทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง และอื่น ๆ กดดันไทยให้กลับไปสู่ข้อตกลงสันติภาพหรือปฏิญญาร่วมกับกัมพูชาอีก

ดังนั้น ไทยควรจะต้องตั้งหลักให้ดี หา “สมดุลใหม่” ทางยุทธศาสตร์ (Strategic New Equilibrium) ของตนเองให้ได้ และพึงระวังให้มากอยู่เสมอว่าไม่ควรจะไปเผชิญหน้าหรือขัดแย้งกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งบ้างก็เป็นมหาอำนาจ บ้างก็เป็นพันธมิตรทางการทหาร บ้างก็เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และส่วนใหญ่ก็เป็นมิตรประเทศและเป็นคู่ค้าที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของเรา

ในขณะเดียวกัน ไทยก็ควร “ทำความเข้าใจ” กับประเทศเหล่านั้นให้ชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงสันติภาพในรอบล่าสุดนี้ตั้งแต่แรก (เช่น การถอนกำลังฝ่ายเดียวโดยไม่มีการสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ ลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ ใช้อาวุธคุกคาม รุกล้ำอธิปไตยและดินแดน ฯลฯ)

ที่สำคัญ ไทยควรเสนอให้มีกลไกและมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบังคับและลงโทษกัมพูชาหากทำเช่นเดิมอีก โดยให้ชาติเหล่านั้น ช่วยกดดันและบังคับให้กัมพูชากลับเข้ามาสร้างสันติภาพอย่างจริงจังกับไทย  ก่อนที่ไทยจะยอมรับหรือตกลงในทำตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของชาติเหล่านั้นอีกครั้ง

โดยสรุป ถึงแม้ว่าไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคตได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขี้นอย่างรวดเร็วให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศและของทุกคน

‘เทพไท’ฟาด‘อนุทิน’ตีไพ่โง่ ทำไทยเสียเปรียบ ตกเป็นเบี้ยล่าง

‘เทพไท’ฟาด‘อนุทิน’ตีไพ่โง่ ทำไทยเสียเปรียบ ตกเป็นเบี้ยล่าง

‘เทพไท’ฟาด‘อนุทิน’ตีไพ่โง่ ทำไทยเสียเปรียบ ตกเป็นเบี้ยล่าง

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.56 น.

‘เทพไท’ฟาด‘อนุทิน’ตีไพ่โง่ ทำไทยเสียเปรียบ ตกเป็นเบี้ยล่าง

16 พฤศจิกายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “เกมนี้ อนุทิน ตีไพ่โง่” ระบุว่า…

เกมนี้ อนุทิน ตีไพ่โง่

ผมน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่ออกมาท้วงติงคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ และนายอนุทินก็ประกาศท่าทีขึงขังว่า จะยุติปฏิญญาสันติภาพ ที่ลงนามกันไว้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนเป็นพยาน

ผมได้ท้วงติงคุณอนุทินว่า การประกาศยกเลิกปฏิญญาสันติภาพ ระวังจะเข้าทางฝ่ายสมเด็จฮุนเซน นายฮุนมาเนต ประเทศกัมพูชา เพราะในรายละเอียด4ข้อ ของปฏิญญาสันติภาพ มี2ข้อ คือการปราบแก๊งสแกมเมอร์ กับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่กัมพูชาไม่ต้องการ แต่ว่าในครั้งที่ผ่านมาต้องยอมเซ็น ก็เพราะประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ กดดันบีบบังคับ

เมื่อนายอนุทินประกาศฉีกปฏิญญาสันติภาพ สมเด็จฮุนเซนก็ชอบเข้าทางทันที จนล่าสุดก็เกิดความสับสน เพราะคนในรัฐบาล ตั้งแต่นายอนุทินพูดว่า ฉีกปฏิญญาสันติภาพ บางคนก็บอกว่าแค่ยุติ บางคนก็บอกว่าแค่ระงับชั่วคราว ซึ่งข้อเท็จจริงอยากจะให้ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอนุทิน ออกมาประกาศให้ชัดว่า สถานะของปฏิญญาสันติภาพคืออะไร

หลังจากนั้นผมก็บอกกับนายกอนุทินว่าเมื่อเกิดเหตุละเมิดปฏิญญาสันติภาพ ควรจะโทรไปแจ้งต่อประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับนายอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน ในฐานะที่ลงนามเป็นสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพ แต่ว่านายอนุทินได้พูดมาโดยตลอดว่า จะไม่รีพอร์ต จะไม่รายงานต่อโดนัล ทรัมป์ อ้างถึงประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอธิปไตย ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของประเทศใด หลายคนก็ตั้งคำถามว่า พูดเช่นนี้ไม่กลัวประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ จะโกรธแล้วตอบโต้ด้วยกำแพงภาษี จะมีปัญหาเรื่องการส่งออกหรือไม่

นายอนุทินพูดเรื่องนี้บนเวทีวปอ. บอกว่าถ้าหากค้าขายกับสหรัฐอเมริกาไม่ได้ ก็หาตลาดประเทศอื่นทดแทน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก เพราะไทยกับอเมริกาเป็นคู่ค้ากันมาเกือบ 200 ปี จะหาตลาดที่ไหนมาทดแทนได้ เพราะเป็นตลาดใหญ่ ตลาดสำคัญของประเทศไทย แม้แต่คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ยังออกมายืนยันว่า ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ และตลาดสำคัญของประเทศไทย

แต่นายอนุทินก็พูดในลักษณะไม่แคร์ ไม่สนใจ หวังกระแสความนิยมของคนไทย ที่มีกระแสรักชาติสูงอย่างมาก  ทำให้ดูขึงขังว่า นายกอนุทินเข้มแข็งเอาจริงเอาจัง ไม่ง้อใคร ไม่ตกเป็นเครื่องมือของใคร ไม่เป็นเบี้ยล่างของใคร แต่ถ้านายอนุทินได้โทรไปหาโดนัล ทรัมป์  นายอันวาร์ตั้งแต่วันเกิดเหตุ เพื่อชี้แจงว่า ฝ่ายกัมพูชาละเมิดปฏิญญาสันติภาพ ก็จะเปิดเกมเป็นฝ่ายรุกไม่ใช่ฝ่ายรับ และไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย ถ้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อผู้นำทั้ง2ท่าน ก็เพราะผู้นำทั้ง2ท่าน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับปฏิญญาสันติภาพ คือได้ลงนามไม่ใช่บุคคลภายนอก การรายงานกับโดนัล ทรัมป์ จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในเชิงการทูต จะใช้การทูตหรือโลกล้อมกัมพูชา แต่เราเสียเปรียบนายฮุนมาเนต ได้ชิงโทรไปหาโดนัล ทรัมป์ และนายอันวาร์ก่อน จึงทำให้เราเห็นภาพว่าทางนายอันวาร์และโดนัล ทรัทป์ โทรกลับมาหานายอนุทินและนายฮุนมาเนต เพื่อแสดงความเป็นคนกลาง ในฐานะที่ได้ลงนามในปฏิญญาสันติภาพ

ในที่สุดทั้งโดนัล ทรัมป์ นายอันวาร์ ก็เข้ามายุ่งเกี่ยว มาเป็นคนกลางจนได้ นายอนุทินเขาต้องหมอบ และต้องยอมรับโดยดุษฎี จึงโพสต์เฟซบุ๊ก เล่าถึงการที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เป็นข้อๆ 11 ข้อ เพื่อรายงานความคืบหน้าหรือการคุยกันกับประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์

ถ้าหากนายอนุทินเปิดเกมตามที่ผมแนะนำตั้งแต่แรก ประเทศไทยก็จะได้เปรียบ จะไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของประเทศใด จึงฝากไปยังนายกอนุทินว่า การเดินเกมการเมืองทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ ต้องเดินแบบ2ขา อย่าทิ้งน้ำหนักหวังแต่คะแนนนิยมภายในประเทศอย่างเดียว คะแนนนิยมความยอมรับประเทศไทยในสังคมโลกของประชาคมโลก ต้องได้เปรียบด้วย

จึงถือว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นบทเรียนอันสำคัญ ที่นายอนุทินต้องเก็บไปวิเคราะห์ศึกษา เผื่อโอกาสหน้า ถ้าได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่2 ก็จะได้ไม่ต้องเสียเปรียบ หรือเสียโอกาสเหมือนครั้งที่ผ่านมา

เช็กเสียง’17 จว.ภาคกลาง’ วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครเป็น‘นายกรัฐมนตรี’

เช็กเสียง’17 จว.ภาคกลาง’ วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครเป็น‘นายกรัฐมนตรี’

เช็กเสียง’17 จว.ภาคกลาง’ วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครเป็น‘นายกรัฐมนตรี’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.32 น.

เช็กเสียง’17 จว.ภาคกลาง’ วันนี้หนุน‘พรรคการเมือง’ไหน เชียร์ใครเป็น‘นายกรัฐมนตรี’

16 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กระแสการเมือง ภาคกลาง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคกลาง (จำนวน 17 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง “ภาคกลาง” เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 35.65 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 2 ร้อยละ 19.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

+ อันดับ 3 ร้อยละ 12.75 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

+ อันดับ 4 ร้อยละ 9.15 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

+ อันดับ 5 ร้อยละ 4.55 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

+ อันดับ 6 ร้อยละ 3.85 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

+ อันดับ 7 ร้อยละ 3.50 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

+ อันดับ 8 ร้อยละ 3.40 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

+ อันดับ 9 ร้อยละ 2.20 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

+ อันดับ 10 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)

+ อันดับ 11 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา)

+ ร้อยละ 1.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

+ ร้อยละ 0.65 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

+ อันดับ 1 ร้อยละ 28.95 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

+ อันดับ 2 ร้อยละ 28.85 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

+ อันดับ 3 ร้อยละ 9.70 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

+ อันดับ 4 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

+ อันดับ 5 ร้อยละ 8.45 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

+ อันดับ 6 ร้อยละ 5.45 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

+ อันดับ 7 ร้อยละ 2.60 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

+ อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

+ อันดับ 9 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา

+ อันดับ 10 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ

+ ร้อยละ 1.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)

+ ร้อยละ 0.40 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

‘อันวาร์’โทร.หา‘อนุทิน’อีกรอบ แจ้งผลหารือ‘ทรัมป์’ ยันไม่นำ‘ปฏิญญา’ปนเรื่อง‘ภาษี’

‘อันวาร์’โทร.หา‘อนุทิน’อีกรอบ แจ้งผลหารือ‘ทรัมป์’ ยันไม่นำ‘ปฏิญญา’ปนเรื่อง‘ภาษี’

‘อันวาร์’โทร.หา‘อนุทิน’อีกรอบ แจ้งผลหารือ‘ทรัมป์’ ยันไม่นำ‘ปฏิญญา’ปนเรื่อง‘ภาษี’

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.04 น.

‘อันวาร์’โทร.หา‘อนุทิน’อีกรอบ แจ้งผลหารือ‘ทรัมป์’ ยันไม่นำ‘ปฏิญญา’ปนเรื่อง‘ภาษี’

16 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมแห่งมาเลเซียซึ่งเป็นประธานของ ASEAN ด้วย ได้โทรศัพท์มาหาผมอีกครั้งเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (15/11/2025)

ในเนื้อหาของการสนทนา ท่านได้แจ้งยืนยันกับผมว่า ท่านได้หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกับผมแล้วก่อนหน้านี้ ท่านประธานาธิบดีทรัมป์มีความเห็นตรงกันกับจุดยืนของผมว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม หรือ Humanitarian demining เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน ท่านจึงได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้เร็วที่สุดเพราะมีความเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตคนของทั้งสองประเทศ และประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันฝากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ให้มาแจ้งผมอีกครั้งว่า

“สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

ผมยังได้ถามท่านนายกอันวาร์ว่า ผมสามารถโพสต์ข้อความนี้ได้หรือไม่ ท่านตอบว่า โพสต์เลยอนุทิน แล้วท่านก็จะโพสต์ยืนยันจากช่องทางการสื่อสารของท่านเช่นกัน

จึงขอกราบเรียนมายังพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยต่อเรื่องนี้เพื่อให้รับทราบโดยทั่วกันนะครับ

อนึ่งจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐที่ระบุเรื่องการหยุดเจรจากับไทยได้ถูกพิมพ์ขึ้นก่อนที่ผมจะได้คุยโทรศัพท์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายนครับ ดังนั้นข้อมูลของผมจึงมีความเป็นปัจจุบันมากกว่าครับ”

‘ชนนพัฒฐ์’โวแหลก รอบหน้าจะได้เป็นรัฐมนตรี กธ.ชี้ยังไม่มีบทสรุป เอี่ยวพนันออนไลน์

‘ชนนพัฒฐ์’โวแหลก รอบหน้าจะได้เป็นรัฐมนตรี กธ.ชี้ยังไม่มีบทสรุป เอี่ยวพนันออนไลน์

‘ชนนพัฒฐ์’โวแหลก รอบหน้าจะได้เป็นรัฐมนตรี กธ.ชี้ยังไม่มีบทสรุป เอี่ยวพนันออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ชนนพัฒฐ์’โวแหลก รอบหน้าจะได้เป็นรัฐมนตรี กธ.ชี้ยังไม่มีบทสรุป เอี่ยวพนันออนไลน์

“ภคมน หนุนอนันต์” ขุนพลหญิงสายใต้ ปชน. โพสต์คลิป มัด “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ประกาศลั่นทุ่ง จะรีบเคลียร์ตัวเอง ให้จบเพื่อรอบหน้า จะได้เป็นรัฐมนตรี ขณะที่ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ชี้ปม ปปง.อายัดทรัพย์สส.ฉาวโยงเวปพนันยังไม่จบ ต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ชี้ขาด

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาของ กมธ. จะเสร็จภายในสัปดาห์หน้าได้หรือไม่ว่า ยังตอบไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะขณะนี้เหลือพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงวิธีการทำงานร่วมกันของ กมธ.ยกร่างฯและ กมธ.รับฟังความคิดเห็น แต่สาระสำคัญได้พิจารณาเสร็จไปแล้วจึงเชื่อว่าการพิจารณาหลังจากนี้จะเร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าคาดว่าจะสามารถเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญได้เมื่อไหร่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับว่ากมธ.จะพิจารณาเสร็จเมื่อไหร่ แต่ยืนยันว่าไทม์ไลน์กรอบใหญ่ทั้งหมด คือเสร็จภายในเดือนธันวาคม ส่วนการเปิดสมัยวิสามัญจะเป็นวันไหน คงไม่ต่างกันมาก เพราะการลงมติในวาระสาม จะทันภายในเดือนธันวาคมแน่นอน

‘น.อ.อนุดิษฐ์’แจงปม‘ชนนพัฒฐ์’

.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีกระแสสังคม หลังนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) อายัดทรัพย์จากข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงคดีพนันออนไลน์ว่า พรรคกล้าธรรมยืนยัน ไม่แทรกแซง ไม่ปกป้อง ไม่ขัดขวาง การตรวจสอบพร้อมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ลั่นต้องใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งสภา

น.อ.อนุดิษฐ์ย้ำว่าช่วง 2–3วันที่ผ่านมา ตนได้รับคำถามจากสื่อหลายสำนัก ทั้งเรื่องความรับผิดชอบของพรรคและข้อเรียกร้องให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯต้องลาออกหรือไม่ ซึ่งขอชี้แจงว่า ประเด็นนี้ ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นมาตรฐานเดียวกันของทั้งสภาผู้แทนราษฎร

“ส.ส.ชนนพัฒฐ์ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการยุติธรรม และพรรคจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด หากตรวจสอบแล้ว พบว่ามีความผิดก็ต้องรับผิด แต่หากเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้เช่นเดียวกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และกระบวนการยุติธรรม ไม่มีการยกเว้นให้ใครทั้งนั้น”

ทั้งนี้ น.อ.อนุดิษฐ์เรียกร้องให้สังคมมองภาพใหญ่ด้วยความเป็นธรรม พร้อมตั้งคำถามถึงความ สองมาตรฐานทางการเมือง โดยชี้ว่าปัจจุบันมี ส.ส.จากหลายพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่เคยถูกศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก แต่ยังดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ขณะที่บางคนซึ่งมีคดีติดตัวกลับออกมาเรียกร้องให้ ส.ส.ชนนพัฒฐ์ ลาออกทันที

“คำถามคือ เรากำลังใช้มาตรฐานเดียวกันจริงหรือไม่? หากผู้แทนที่กำลังต่อสู้คดีของตัวเองยังทำหน้าที่ต่อไปได้ หลักเดียวกัน ก็ควรใช้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะบางฝ่ายเท่านั้น นี่ไม่ใช่การโจมตีใครเป็นพิเศษ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นปัญหามาตรฐานร่วมของสภาที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน“น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

ไล่กวาดบ้าน ย้ำสีเขียวก็ไม่เอาสีเทา

น.อ.อนุดิษฐ์ได้ย้ำหลักการสำคัญ 3 ประการของพรรคกล้าธรรมได้แก่1.ไม่เลือกปฏิบัติ ทุกคนต้องถูกตรวจสอบอย่างเท่าเทียม 2.เคารพกระบวนการยุติธรรม คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรืออุทธรณ์คือข้อเท็จจริงตามกฎหมาย แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก็ไม่ควรทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และ 3,นักการเมืองต้องเป็นตัวอย่างที่ดี หากจะเรียกร้องให้คนอื่นลาออก ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับตัวเอง

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยอยู่กับ“สองมาตรฐาน”มานาน และการใช้คดีของผู้อื่นสร้างประโยชน์ทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น การยกระดับความเชื่อมั่นของสภา คือ สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งต้องเริ่มจากการตรวจสอบตนเองก่อน ก่อนจะกวาดบ้านให้คนอื่น เราต้องกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาดก่อนเสมอ สีเขียวก็ไม่เอาสีเทา เช่นกัน

‘ชนนพัฒฐ์’โวจะเป็นรัฐมนตรี

นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์คลิป ขณะที่นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กำลังกล่าวกับชาวบ้านในช่วงหนึ่งว่า”จะรีบเคลียร์ตัวเองให้จบ..ถ้าผมเสร็จรอบนี้ รอบหน้าผมได้เป็นรัฐมนตรีแล้วและสัญญาว่าจะทำงานอยู่กับชาวบ้านอย่างนี้ตลอดไป อยู่ใกล้ชิดกับทุกคนตลอดไปไม่ทิ้ง..และถ้าได้ไปสมัยหน้าก็รับปากว่า ก็ยังทำงานแบบนี้ล่ะ เพราะสนุก มีความสุขที่ได้เที่ยวไปที่โน่นที ที่นี่ที”

โดย น.ส.ภคมน ได้ระบุว่า”ท้าทายกันให้สุดๆไปเลยประเทศไทย ในขณะที่สังคมกำลังจับตาการสอบเส้นทางเงินของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว แต่เจ้าตัวบอกว่า เคลียร์จบรอบนี้ รอบหน้าเป็นรัฐมนตรีแล้ว ไอยะ!!??การทุจริตคอรัปชั่นมันเคลียร์ได้มาตลอด รอบนี้ก็คงมั่นใจมันจะอยู่กันยังไง ถ้าคนที่มีชนักติดหลัง กล้าประกาศตัวจะเป็นรัฐมนตรี เอากันใหญ่ประเทศไทย พูดออกมาเหมือนพี่น้องประชาชนพื้นที่เขต4 สงขลาเป็นสมบัติตัวเองผูกขาดมั่นใจ จัดสรรอำนาจให้ตัวเองเสร็จสรรพ

‘ทสท.’ลุยอีสานลงหนองบัวลำภู

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ และคณะทำงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ล้อมวงพบปะประชาชน รับฟังปัญหาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น โดยหลายคนสะท้อนปัญหาใหญ่ทั้งการทุจริตในระบบรัฐ ราคายาง ราคาข้าวตกต่ำ รวมถึงปัญหาความยากจนที่สืบเนื่องเพราะการเมืองที่ไม่โปร่งใส ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็นต้นตอของความล้าหลังและความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากมายาวนาน

ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้เปิดตัว น.ส.ประภาลักษณ์ สิทธิ หรือ“สจ.กุ๊กไก่”เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากพี่น้องในพื้นที่ โดย“สจ.กุ๊กไก่”ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตและทำงานอยู่กับพื้นที่มาโดยตลอด รู้ลึกถึงปัญหาและศักยภาพของชุมชน มีความรู้ ความสามารถ และได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทำงานจริง เข้าใจคนจริง และช่วยเหลือชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยังมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งแผนการจัดตั้งโรงสีชุมชน เพื่อยกระดับราคาข้าว เพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร รวมถึงการตั้ง โรงงานแปรรูปยางพารา เพื่อแก้ปัญหายางราคาตก พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอื่นๆเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ผลักดันมาต่อเนื่อง ถือเป็นความหวังใหม่ของคนในจังหวัด ที่ต้องการผู้แทนที่ “ตั้งใจทำงานจริง ไม่ซื้อเสียง ไม่โกง และไม่ทอดทิ้งพื้นที่”

ปลุกอย่าเลือกคนซื้อเสียงเด็ดขาด

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า ผู้แทนประชาชนเก่งอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องเป็นคนดีด้วย ซึ่ง “ผู้แทนที่ดีจริง” ต้องไม่ใช่ผู้แทนที่ซื้อเสียง จึงขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่า “ใครมาซื้อเสียง รับเงินไว้ได้ แต่อย่าไปเลือก” เพราะเงินซื้อเสียงไม่ใช่เงินจากน้ำใจใคร แต่คือ “เงินประชาชนที่ถูกโกงไป” แล้วนำกลับมาใช้ซื้ออนาคตของประเทศ การซื้อเสียงคือการเปิดทางให้คนไม่ดีเข้ามามีอำนาจ และเมื่อคนไม่ดีได้อำนาจ ประเทศก็ต้องวนอยู่ในวงจรทุจริตซ้ำซาก ประชาชนยากจนลง ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกัน “อย่าให้คนเลวมาซื้อประเทศไทยได้สำเร็จ” และ “อย่าเลือกคนซื้อเสียงเด็ดขาด เพื่อป้องกันโจรครองเมือง”

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยยังกล่าวย้ำว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าปราบโกงแบบไม่ประนีประนอม ผ่าน 5 มาตรการเข้มข้น ได้แก่ เพิ่มโทษประหารผู้ทุจริตร้ายแรง เปิดทางประชาชน 50,000 รายชื่อร่วมถอดถอนองค์กรอิสระ พร้อมตั้งองค์กรตรวจสอบทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่กับ ป.ป.ช. สตง. ระงับกฎหมายและระเบียบที่ขวางการทำมาหากิน และปรับลดขนาดระบบราชการเพื่อลดงบประมาณรั่วไหล โดยประกาศชัดจะ “ล้างบางคนเลวในระบบราชการและการเมืองให้จบใน 6 เดือน” เพื่อเปิดทางให้คนดีทำงานได้เต็มที่ตามพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9

‘เสรี’จวกพรรคการเมืองคิดเอาเปรียบ

ที่พรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ว่า สำหรับการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งบัตรใบเดียว ซึ่งเราก็ได้รับการเลือกมาเป็น สส. จำนวน 10 คน แต่ตนมองว่าพรรคการเมืองก็ไม่ได้คิดจะทำงานเพื่อประชาชน แต่คิดว่าทำอย่างไรถึงจะให้พรรคของตัวเองมีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งและจะเอาเปรียบคนอื่นอย่างไร จนในการเลือกตั้งปี 2566 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวเป็นบัตรสองใบ อีกทั้ง ผู้สมัครไม่ได้หาเสียงให้พรรค แต่หาเสียงให้เบอร์ของตนเอง เพราะฉะนั้นจาก สส. จำนวน 10 คนก็เลยเหลือตนแค่คนเดียว ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย หากมีแค่เสียงของตนเพียงเสียงเดียวในสภาจะไปคิด หรือจะทำอะไรก็ไม่ได้

“ผมกำลังทำเรื่องที่คนอื่นไม่ทำ คือ กรณีของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ร่วมกับพวก ขอพระราชทานอภัยโทษ กราบบังคมทูลพระอภัยโทษ ส่อว่าเป็นเท็จหรือไม่ ซึ่งมีใครบ้าง หลังจากนี้ขอผมรวบรวมพยานหลักฐานก่อน” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

แนะแก้มาตรฐานถอดถอนคลุมถึงสส.

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอีกว่าหลังจากที่พรรคเสรีรวมไทยมีเพียงแค่ สส. คนเดียว ทำให้ผู้สมัครพรรคหายหมด แต่ตนขอตั้งคำถามว่ารัฐธรรมนูญปี 2560มันถูกหรือไม่ ที่ระบุว่าให้สส.เป็นอิสระไม่อยู่ใต้บังคับของพรรคการเมืองซึ่งเท่ากับสอนให้คนไม่รักองค์กรเอาแต่ตัวรอด เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่แก้ทั้งฉบับ เพราะส่วนดีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ดีเช่นกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯที่โดนถอดถอนจากการเป็นนายกฯก็เป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญปี2560ที่ระบุว่านายกฯและคณะรัฐมนตรี (ครม.)หากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีมาตรฐานทางจริยธรรมก็ถูกถอดถอนได้ แต่ควรที่จะครอบคลุมถึงสส.ด้วย

ลั่นไม่ยุบพรรคไปรวมใครกัดฟันสู้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันก็ประกาศหาผู้สมัครว่าใครจะมาเป็นสส.ของพรรค ซึ่งสถานการณ์ก็ลำบากอยู่เช่นกันเพราะเราไม่ได้ทำการซื้อเสียงสส.แต่ยืนยันว่าจะกัดฟันสู้และอยู่ที่ประชาชน ถ้าไว้ใจพรรคเสรีรวมไทย มีบัญชีรายชื่อที่ใด ก็ขอให้เลือกเราให้ได้มากที่สุด โดยผลงานเมื่อปี 2562-2566 ก็รับประกันคุณภาพอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีพรรคการเมืองใดมาทาบทามให้เข้าร่วมด้วยหรือไม่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตอบว่าก็มีเหมือนกัน แต่เราทำไม่ได้เพราะพรรคเสรีรวมไทยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเสรีรวมไทยซึ่งจะให้ยุบพรรคไปรวมกับเขาเหรอ รวมถึงตนเป็นผู้ใหญ่อายุเยอะเช่นนี้แล้ว จะให้ไปรวมพรรคเหรอ เราก็จะอยู่ในป่าใหญ่อย่างราชสีห์ แต่คนอื่นอย่ามายุ่งกับตนก็แล้วกัน

เมื่อถามอีกว่าสโลแกน เสรีมีไว้ลุย ยังยืนยันให้กับประชาชนได้ใช่หรือไม่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตอบว่า ตัวตนของตนก็คือตัวตนของตน จะไปเปลี่ยนอะไร เพราะฉะนั้น ถ้าตนไม่ใช่ของจริง จะไปกล้าลุยเหรอ

ประกาศชัดลุยแก้ปัญหาทุจริต

เมื่อถามว่าพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้นจะต้องแก้ไขปัญหาใดเป็นลำดับแรก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่าสิ่งที่จะทำลำดับแรกคือการแก้ปัญหาทุจริต เพราะทุกรัฐบาลไม่มีแนวคิดอุดมการณ์ในการบริหารประเทศ แต่พรรคเสรีรวมไทยมีอุดมการณ์ ถ้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เป็นนายกฯก็จะมีอุดมการณ์ที่จะให้ ครม.ข้าราชการ และประชาชน มีอุดมการณ์ทำงานร่วมกันโดยอุดมการณ์ที่ว่าคือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ พึ่งตนเองร่วมมือร่วมใจกัน

อัดรบ.ชั่วคราวมุ่งหาเสียงไม่ช่วยปชช.

เมื่อถามอีกว่ากรณีการแก้ไขสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาและสแกมเมอร์ของรัฐบาล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่ารัฐบาลรู้ตัวว่าเป็นรัฐบาลชั่วคราว มีเวลาทำงาน 4 เดือน อีกทั้งหากในเดือนธันวาคม 2568 เปิดประชุมสภามา และพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นมา มีการยุบสภาขึ้นมา รัฐบาลก็แทบที่จะไม่ได้ทำอะไรเลยซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมีเวลาน้อยและไม่ได้คิดช่วยเหลือประชาชน ทำแต่เรื่องหาเสียงเช่นโครงการคนละครึ่งพลัส ทั้งที่ประชาชนก็มีปัญหาเดือดร้อนเยอะโดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่ท่วมทุกปี หรือกรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ถล่ม ถามว่าปัจจุบันหาบุคคลที่กระทำผิดได้แล้วหรือไม่

ชี้การเมืองไม่มีมิตรแท้/ศัตรูถาวร

เมื่อถามย้ำว่าการเมืองปัจจุบันเป็นการเมืองสามก๊ก โดยมีพรรคแดง ส้ม น้ำเงิน มองว่าพรรคใดมีความเป็นไปได้ที่จะจับมือร่วมกันมากที่สุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “การเมืองพอผมได้เข้ามาสัมผัสจริง ก็สัมผัสได้ว่า ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร เดี๋ยวต้องดูผลการเลือกตั้ง หากพรรคนี้มีคะแนนมากสุดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงไม่พอ แต่ว่าอีกพรรคโกงกันเมื่อคราวที่แล้ว หักหลังกันก็ต้องเอามาร่วม ไม่งั้นก็เป็นรัฐบาลไม่ได้ เป็นนายกฯ ไม่ได้ พอเพื่อไทยพังปุ๊บ ภูมิใจไทย มาปุ๊บ คนนั้นก็มาอยู่นี่ คนนี้ก็ไปอยู่นั้น วุ่นวายกันไปหมดเพราะฉะนั้นนักการเมืองเชื่อใจไม่ได้“

‘วันวิชิต’โพสต์เดือด!!! บอก’อย่าเอาความเป็นชาติใหญ่มาข่มเหง’ มันใช้ไม่ได้กับคนไทยทุกคน

'วันวิชิต'โพสต์เดือด!!! บอก'อย่าเอาความเป็นชาติใหญ่มาข่มเหง' มันใช้ไม่ได้กับคนไทยทุกคน

‘วันวิชิต’โพสต์เดือด!!! บอก’อย่าเอาความเป็นชาติใหญ่มาข่มเหง’ มันใช้ไม่ได้กับคนไทยทุกคน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายวันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การรักษาประเทศชาติและราชบัลลังก์ มีแต่ชนะกับตายเท่านั้น จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด

ป.ล. อย่าเอาความเป็นชาติใหญ่ มาข่มเหง เพื่อให้หงอ หรือ ประจบ มันใช้ไม่ได้กับคนไทยทุกคนนะ