‘จักรภพ’ เผย ‘ทักษิณ’ เตือนใจเสมอ การเป็นผู้นำต้องปลุกใจตัวเอง แม้ถูกเหยียบย่ำถูกหักหลัง

'จักรภพ' เผย 'ทักษิณ' เตือนใจเสมอ การเป็นผู้นำต้องปลุกใจตัวเอง แม้ถูกเหยียบย่ำถูกหักหลัง

‘จักรภพ’ เผย ‘ทักษิณ’ เตือนใจเสมอ การเป็นผู้นำต้องปลุกใจตัวเอง แม้ถูกเหยียบย่ำถูกหักหลัง

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.52 น.

“จักรภพ”ปลุกไฟหวังคนเสื้อแดงรอ “ทักษิณ” คืนสู่อิสรภาพ จะขึ้นเวทีปราศรัยหน้าเรือนจำฯพร้อมขอบคุณกำลังใจไม่ทอดทิ้งกัน เผย“ทักษิณ”เตือนใจเสมอ การเป็นผู้นำต้องปลุกใจตัวเอง แม้ถูกเหยียบย่ำถูกหักหลัง พร้อมฝากคนรุ่นใหม่ศึกษาประวัติศาสตร์ปี 2549 รับประกันเห็นครบทุกแง่มุมของเครือข่ายกลุ่มคน ยกให้เป็นเรื่องราวเหนือ 

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจัดกิจกรรมของมวลชนคนเสื้อแดง เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร นำโดย “กลุ่มเพื่อชาติประชาธิปไตยและคนที่เรารักศรัทธา (พปศ.)” พร้อมด้วยแกนนำหลักสลับหมุนเวียนกันปราศรัยบนเวที เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุไพรพล เพ็ญแข คู่สมรสของจักรภพ นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสำเริง ประจำเรือ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย 

โดยนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า การที่คนระดับนี้ไปอยู่ข้างในนั้นถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก ซึ่งระหว่างนี้เราจะมาจัดกิจกรรมตรงนี้ทุกวันเสาร์ของสัปดาห์ จนกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชนะการเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง จะได้ออกมาสู่อิสรภาพ และขอให้พี่น้องตั้งภาพสุดท้ายไว้ว่าในการมาชุมนุมหน้าเรือนจำกลางของเปรมหลังจากนี้ คือ ภาพของคนที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร จะมายืนปราศรัยกับพี่น้องตรงนี้ นี่คือเป้าหมาย สิ่งที่เรามุ่งหมายไว้ 

“ช่วงที่นายทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีนโยบายมากมายที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย ตลอดจนแก้ปัญหายาเสพติดที่มีประสิทธิภาพ ผมอยากบอกว่ามันมีนโยบายสำคัญในตอนหลังที่สุดที่เราทำไม่ทัน ก็เพราะฝ่ายอำนาจเก่ารู้แกวแล้วว่าถ้าทักษิณทำแบบนี้อาจได้รับการเลือกตั้งตลอดชาติเพราะไม่มีรัฐบาลไหนที่อยู่ครบ 4 ปีเต็ม และผลการเลือกตั้งครั้งที่สองนี้ของพรรคไทยรักไทยได้เสียงมากกว่าครั้งแรก กลับสร้างความกลัวให้กับคนหลายคน ทำให้หลายคนมองว่าเสียงที่ได้รับครั้งที่สองนี้นำไปสู่การยึดอำนาจ เพราะมันคือเสียงสองในสามของรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลมีความคิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ มันก็มีเสียงเพียงพอ จากนั้นกระบวนการทำลายทักษิณจึงเกิดขึ้นทันที ผมขอให้พี่น้องคนรุ่นใหม่ไปศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ปี 2549 ใครอยู่พรรคไหน ใครเชียร์ใคร ใครหักหลังใคร ปีนี้มีครบทุกอย่าง ขนาดคนเขียนสามก๊กยังต้องเรียกได้ว่ามาหัดเรียนสถานการณ์ปี 2549 ของไทย”

นายจักรภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเคยถามท่านทักษิณว่าทนอยู่ได้อย่างไร เพราะมีแต่คนกระทืบ คนคอยเสียบ ท่านยืนอยู่ได้อย่างไร แต่ท่านทักษิณตอบมาคำเดียวว่า “หน้าที่ของผู้นำคือต้องปลุกใจตนเองให้ได้ จะเศร้าก็ได้ จะสลดใจก็ได้ จะท้อใจก็ได้ จะร้องไห้ก็ได้ แต่อย่านาน อย่าให้เกิน 3 ชั่วโมง แล้วกลับมาทำงาน เพราะถ้าใครไม่มีคุณสมบัตินั้น ก็เป็นผู้นำไม่ได้ เพราะว่ายังมีอีกพี่น้องประชาชนที่ยังรอพึ่งพาและรอเราไปช่วยเหลือ ดังนั้น การเป็นผู้นำจะต้องคอยปลุกใจตนเองให้ได้” 

กต.ย้ำนายกฯคุย’ทรัมป์’ ไทยยึดมั่นสันติภาพตามข้อตกลง เรียกร้อง’กัมพูชา’เปิด 13 จุดกู้ทุ่นระเบิดโดยไม่ขัดขวาง

กต.ย้ำนายกฯคุย'ทรัมป์' ไทยยึดมั่นสันติภาพตามข้อตกลง  เรียกร้อง'กัมพูชา'เปิด 13 จุดกู้ทุ่นระเบิดโดยไม่ขัดขวาง

กต.ย้ำนายกฯคุย’ทรัมป์’ ไทยยึดมั่นสันติภาพตามข้อตกลง เรียกร้อง’กัมพูชา’เปิด 13 จุดกู้ทุ่นระเบิดโดยไม่ขัดขวาง

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.28 น.

“นิกรเดช” โฆษก กต. แถลงย้ำ “นายกฯ” คุย “ทรัมป์” ไทยยึดมั่นสันติภาพตามข้อตกลง    เรียกร้อง  “กัมพูชา” แสดงท่าทีและเปิด 13 จุดกู้ทุ่นระเบิดโดยไม่ขัดขวาง   ด้าน “นายกฯ มาเลเซีย” พร้อมหาแนวทางเจรจาร่วมกัน  โดยคำนึงถึงข้อเสนอของฝ่ายไทย 

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร  อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา   ว่าค่ำวานนี้ได้มีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ   ร่วมรับฟังด้วย 

ประธานาธิบดีสหรัฐ  ได้สอบถามถึงสถานการณ์ล่าสุด  ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ในการอัปเดตข้อมูลต่อประธานาธิบดีสหรัฐ   และย้ำว่าทั้งสองฝ่ายพึงต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่เห็นชอบร่วมกันเพื่อนำไปสู่สันติภาพ    ซึ่งไทยมีความเสียใจที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายก่อน   โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด    ซึ่งมีการเห็นชอบร่วมกันแล้วว่าจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน    รวมถึงการไม่ติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่   แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ฝ่ายกัมพูชายังคงบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริง   ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า   ได้เดินทางไปตรวจสถานการณ์ในพื้นที่ด้วยตัวเอง และสามารถยืนยันได้ว่ามีการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่    ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติ   ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียขา

นายนิกรเดช  กล่าวว่า ไทยยังได้เชิญผู้สังเกตการณ์อาเซียน   หรือคณะ AOT ลงพื้นที่เมื่อวานนี้    เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐ   เกี่ยวกับความคาดหวังของประเทศไทย   ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่องนี้     ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าประเทศไทยยังยึดมั่นในสันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง และแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น    รวมถึงต้องมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้อีกในอนาคต    ดังนั้นการเดินหน้าต่อขึ้นอยู่กับท่าทีของทางกัมพูชาด้วย

โดยที่สำคัญคือต้องเปิดพื้นที่จำนวน 13 แห่ง  ซึ่งเป็นพื้นที่เคยหารือกันไว้แล้ว เพื่อให้ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งฝ่ายกัมพูชาต้องไม่ขัดขวาง    เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย ทางประธานาธิบดีสหรัฐรับฟังอย่างเข้าใจ และรับจะไปคุยกับฝั่งกัมพูชาในเรื่องนี้ให้ พร้อมย้ำว่าทางสหรัฐและมาเลเซีย    พร้อมสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเดินหน้าในกระบวนการสันติภาพได้ 

ในส่วนของประธานาธิบดีสหรัฐเองได้ย้ำว่า ไม่ได้ประสงค์ที่จะแทรกแซงการแก้ปัญหาของทั้งสองประเทศในเวทีทวิภาคี   ส่วนประเด็นที่มีความสำคัญมากของประเทศไทย     นายกรัฐมนตรีเองก็ได้ชี้แจงว่าไทยมุ่งมั่นสู่แนวทางสันติภาพ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้จำเป็นต้องสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการใดๆ ที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย 

ส่วนประเด็นที่คุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย    ก็เพื่อประสานข้อมูลคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐ   ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจ ในฐานะที่มาเลเซียเป็นประธานอาเซียน   ก็รับที่จะไปหาแนวทางเพื่อให้กระบวนการทางสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้    โดยคำนึงถึงข้อเสนอของฝ่ายไทย 

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แจ้งกับนายกฯมาเลเซียเพิ่มเติมว่า ได้ตอกย้ำกับประธานาธิบดีสหรัฐ   เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงที่ปรากฏในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ดังนั้นทางสหรัฐฯและมาเลเซียได้รับทราบประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและประเด็นที่เป็นหัวใจรวมถึงข้อเรียกร้องของไทย

กกต.แจงอดีตพนักงานถูกกล่าวหารับเงิน ‘ฮั้ว สว.’ สั่งให้ออก-ตั้งคกก.สอบแล้ว

กกต.แจงอดีตพนักงานถูกกล่าวหารับเงิน 'ฮั้ว สว.' สั่งให้ออก-ตั้งคกก.สอบแล้ว

กกต.แจงอดีตพนักงานถูกกล่าวหารับเงิน ‘ฮั้ว สว.’ สั่งให้ออก-ตั้งคกก.สอบแล้ว

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.15 น.

กกต.แจงข่าวอดีตพนักงานถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องรับโอนเงินคดีฮั้วเลือก สว. ชี้ไม่เกี่ยวข้องกัน ระบุเหตุเกิดก่อนตั้งคณะสืบสวนฯ ชุด 26 ยันสั่งให้ออกและตั้งกรรมการสอบแล้ว พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อความโปร่งใส 

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ออกเอกสารชี้แจงตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการนำเอกสารไปยื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) เพื่อให้รับเป็นคดีพิเศษในประเด็นที่มีการกล่าวหาว่าพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งรายหนึ่ง มีพฤติการณ์รับโอนเงินในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 ที่เชื่อมโยงกับการเรียกรับผลประโยชน์เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. นั้น
สำนักงาน กกต.ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าพฤติการณ์รับโอนเงินเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2567 ส่วนคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งถูกแต่งตั้งมาปฏิบัติหน้าที่ในการเลือก สว.ตามที่ถูกอ้างถึงในข่าวได้รับการแต่งตั้งให้เริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 จึงไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวตามที่ถูกเผยแพร่

เมื่อสำนักงาน กกต.ทราบเรื่องพฤติการณ์ที่พาดพิงถึงพนักงานรายดังกล่าว ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยทันที โดยมีคำสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนในระหว่างการดำเนินการ เพื่อความโปร่งใสและป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการตรวจสอบ พร้อมทั้งได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ    และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดนี้ได้เริ่มขึ้นก่อนมีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์แล้ว

สำนักงาน กกต.ขอยืนยันว่าให้ความสำคัญสูงสุดต่อความโปร่งใส ความสุจริต และความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ทุกขั้นตอน และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่ กกต.รีบออกเอกสารชี้แจงนี้ เกิดจากการที่นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์  เปิดเผยแผนผังเส้นทางการเงินที่อ้างว่าเป็นหลักฐาน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับขบวนการฮั้วเลือกตั้ง สว.ในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ โดยหลักฐานดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ กกต.รายหนึ่งชื่อย่อ ส. ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานสืบสวนและไต่สวนประจำ  กกต.โดยถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินโอนจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายฮั้วเลือก สว. ในพื้นที่

รัฐบาลยันยังคงเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐ ย้ำไม่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลยันยังคงเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐ ย้ำไม่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

รัฐบาลยันยังคงเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐ ย้ำไม่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.06 น.

รัฐบาลยัน ยังคงเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐ ย้ำไม่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา 

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงประเด็นที่มีการนำเสนอข่าวว่า สหรัฐอเมริกาขอชะลอการเจรจาเรื่องภาษีว่า เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะได้คุยกับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี

ทั้งนี้ยืนยันว่า แนวทางในเรื่องการเจรจาภาษี จะยังคงมีการเดินหน้าเจรจาต่อไป ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ธนกร’ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ปลุกเศรษฐกิจฐานรากภายใต้โมเดล ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน

'ธนกร'ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ปลุกเศรษฐกิจฐานรากภายใต้โมเดล ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน

‘ธนกร’ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ปลุกเศรษฐกิจฐานรากภายใต้โมเดล ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.57 น.

รมว.อุตฯ “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ปลุกเศรษฐกิจฐานรากภายใต้โมเดล “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน”

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ดันอาชีพเสริม  สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน ” ภายใต้โครงการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมในส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นหลักสูตรการสอนทำกะปิหวานทรงเครื่องและหมี่กรอบทรงเครื่องให้แก่ประชาชนในอำเภอดอนสัก จำนวน 300 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค และผลักดันเศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ “ฝ่า–ฟัน–ดึง–ดัน” รวมทั้งแก้ปัญหารายได้และค่าครองชีพสูงของประชาชน ตามนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกกระทรวง “ช่วยประชาชนให้ได้ผลจริง เห็นผลเร็ว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” โดยตั้งเป้าให้ดอนสักเป็น “พื้นที่นำร่อง” ในการสร้างอาชีพ–สร้างรายได้ ก่อนขยายไปยังทุกอำเภอของสุราษฎร์ฯ และเชื่อมสินค้าอาหารท้องถิ่นเข้ากับภาคท่องเที่ยวและเครือข่ายตลาดจังหวัดในระยะต่อไป โดยมีผู้บริการกระทรวงอุตสาหกรรมได้แก่ นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพลวศุตม์ มหาเอี่ยมศิริ ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายฉมพล แก้วเจริญโรจน์ คณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และนางสาวจิรัฐิติกาล จันทราทิพย์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย และมี นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2 นายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี  นายสุพจน์  คำเงิน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี นางสาวธนิตา ทองเงา อุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ นางคนึงนิจ ทยายุทธ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10 และ นายเกษียร ไลยโฆษิต ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ นายธนกร กล่าวว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน ด้วยเหตุนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจึงจัดกิจกรรมในวันนี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติจริง และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดอาชีพก่อให้เกิดรายได้สู่ท้องถิ่น เป็นการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ”

ในการนี้  นายธนกร ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้นำชุมชนพื้นที่ตำบลดอนสัก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รับทราบถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงในระดับพื้นที่โดยตรง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินการของกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นนายธนกร และคณะได้เดินทางไปยัง บริษัท เอ็นเอสซี ซีฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสำคัญในอำเภอดอนสัก ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการค้าและผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทะเล โดยเฉพาะการแปรรูปสัตว์น้ำด้วยวิธีการบรรจุกระป๋อง การอบแห้ง การรมควัน หรือการทำเค็ม เพื่อจำหน่ายและส่งออก และมีจุดเด่นคือผลิตภัณฑ์จากเนื้อปูม้า อีกทั้งยังเคยเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10  และได้รับการรับรองว่าเป็นโรงงาน อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 2 โดยมีนายสมศักดิ์ เชยกลิ่น นางนันทนี เชยกลิ่น ประธานกรรมการบริษัท และ นางสาวบุญญาพร เรืองเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ให้การต้อนรับและแนะนำบริษัท โดยการเยี่ยมชมครั้งนี้สามารถนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพิจารณาแนวทางในการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยี รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นต่อไปได้อีกด้วย

ต่อมา นายธนกร และคณะ เดินทางต่อไปยังอำเภอพุนพิน เพื่อเยี่ยมชมกลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่ผลิตสินค้าหัตถกรรมสิ่งทอที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หลายรายการ อาทิ ผ้าขาวม้า ผ้ายก และผ้ายกดอก โดยมี นายเชวง ช่วยบำรุง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุนพิน ให้การต้อนรับ และกล่าวรายงาน โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ทางกลุ่มฯ ได้แจ้งถึงความต้องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อแก้ไขปัญหาด้านระบบไฟฟ้าและความต้องการเตาชีวมวลเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานภายในกลุ่มฯ  เพื่อหารือและพิจารณาแนวทางการสนับสนุนและการแก้ไขปัญหาต่อไป

รัฐบาลยันไทยแยกประเด็นความมั่นคง-การค้า ชี้ตามข้อเท็จจริง กัมพูชาละเมิดก่อน ย้ำจุดยืนต่อสหรัฐฯ ชัดเจน

รัฐบาลยันไทยแยกประเด็นความมั่นคง-การค้า ชี้ตามข้อเท็จจริง กัมพูชาละเมิดก่อน ย้ำจุดยืนต่อสหรัฐฯ ชัดเจน

รัฐบาลยันไทยแยกประเด็นความมั่นคง-การค้า ชี้ตามข้อเท็จจริง กัมพูชาละเมิดก่อน ย้ำจุดยืนต่อสหรัฐฯ ชัดเจน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.45 น.

โฆษกรัฐบาลเผย จุดยืนของไทยต่อสหรัฐฯ ย้ำไทยแยกการเจรจาประเด็นความมั่นคง และประเด็นทางการค้าออกจากกัน  ยืนยันตามข้อเท็จจริง กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดก่อน

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และประเด็นอื่น  ที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานต่อรัฐบาล โดยประเด็นแรกเป็นผลจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี   และนายโดนัลด์ ทรัมป์   ประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อค่ำวานนี้  ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับฟังด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐสอบถามสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้อัปเดตข้อมูลและย้ำว่าทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเพื่อก้าวสู่สันติภาพ พร้อมแสดงความเสียใจที่กัมพูชาฝ่าฝืนข้อตกลงก่อน  โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันให้เก็บกู้และงดการติดตั้งเพิ่มเติม

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง และยืนยันว่าพบการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นสูญเสียขา   พร้อมทั้งฝ่ายไทยยังได้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เมื่อวานนี้ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง สำหรับคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐเกี่ยวกับความคาดหวังของไทย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า   ไทยยึดมั่นในสันติภาพ  แต่กัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกัมพูชาต้องเปิดพื้นที่ 13 จุดตามที่เคยหารือกัน   เพื่อให้ไทยเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างปลอดภัย 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐรับฟังด้วยความเข้าใจ  พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ และมาเลเซียพร้อมสนับสนุนเพื่อให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อ แต่ไม่ประสงค์แทรกแซงกลไกทวิภาคีระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของไทย

ประเด็นที่สอง การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรี  และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังการสนทนากับผู้นำสหรัฐ เพื่อประสานและแบ่งปันข้อมูลที่ได้หารือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจและพร้อมสนับสนุนในฐานะประธานอาเซียน โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยที่ระบุว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิด   คือหัวใจสำคัญของข้อตกลงตามปฏิญญาร่วม    ซึ่งทั้งสหรัฐและมาเลเซียต่างรับทราบจุดยืนนี้ของไทยแล้ว

สำหรับประเด็นสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ  เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอระงับชั่วคราว การเจรจากรอบความตกลงภาษีต่างตอบแทนไทย–สหรัฐ    โดยจะกลับมาหารือได้อีกครั้งเมื่อไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด   ในประเด็นนี้ รัฐบาลไทยมีความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว เพราะประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคีที่ต้องพิจารณาแยกจากเรื่องการค้า  ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมไทย–สหรัฐ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐเองยังได้ย้ำในการหารือกับนายกรัฐมนตรี ว่าสหรัฐไม่ประสงค์แทรกแซงปัญหาไทย–กัมพูชา  ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

รัฐบาลยินดีที่ประธานาธิบดีสหรัฐรับฟังด้วยความเข้าใจ และหวังว่า ท่าทีของสหรัฐ  ในประเด็นการค้าและภาษี สามารถหารือและเจรจาต่อไปได้ โดยไม่กระทบต่อกรอบความร่วมมือสำคัญในด้านอื่นๆ ที่ทั้งสองประเทศมีมาอย่างแน่นแฟ้นและยาวนาน 

“รัฐบาลขอย้ำว่าประเทศไทย จะยืนหยัดบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญพร้อมทั้งรักษาจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามไทยยังพร้อมร่วมมือกับสหรัฐ   ในประเด็นความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป“ นายสิริพงศ์ กล่าว

สหรัฐฯ แจ้งขอระงับ การเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว รอให้คำมั่นทำตามแถลงการณ์ร่วม

สหรัฐฯ แจ้งขอระงับ การเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว รอให้คำมั่นทำตามแถลงการณ์ร่วม

สหรัฐฯ แจ้งขอระงับ การเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว รอให้คำมั่นทำตามแถลงการณ์ร่วม

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

ไทยผิดหวังท่าทีผู้แทนการค้าสหรัฐ หลังระงับการเจรจาลดภาษีนำเข้า จนกว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาไทย – กัมพูชา   ชี้ต้องแยกเรื่องความมั่งคงกับการค้า  ยันไทยเดินหน้าบนผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร   อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ    กล่าวถึงการเจรจาภาษีการนำเข้าสินค้ากับสหรัฐอเมริกา ว่า เมื่อคืนนี้ (14 พ.ย.) ไทยได้รับการแจ้งจากรองผู้แทนการค้าของสหรัฐ    ว่าสหรัฐขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย – สหรัฐเป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่า จะปฏิบัติตามปฏิญญา สันติภาพไทย- กัมพูชา  และหวังว่าจะหาทางออกเรื่องนี้ได้โดยเร็ว

นายนิกรเดช   กล่าวว่า ในเรื่องดังกล่าว ไทยมีความผิดหวังในท่าที   จากผู้แทนการค้าสหรัฐ   โดยไทยได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า เรื่องความมั่นคงและความปลอดภัย โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นทวิภาคี ระหว่างไทยกับกัมพูชา    ต้องแยกออกจากประเด็นการค้า     ซึ่งก็เป็นประเด็นทวิภาคีที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของไทยกับสหรัฐ

ขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ    ก็ได้ย้ำกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย    ในการหารือทางโทรศัพท์ว่า สหรัฐไม่ได้ประสงค์จะแทรกแซงการแก้ไขปัญหาของทั้งสองประเทศ  ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่    จึงขอย้ำว่าสำหรับประเทศไทย ในประเด็นการค้าระหว่างประเทศ และมาตรการทางภาษีของประเทศที่สาม เป็นเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจ    ที่จะมีการพิจารณาโดยรอบคอบในกรอบความร่วมมือทางการค้า และคำนึงถึงผลประโยชน์บนประเทศคู่เจรจาเป็นสำคัญ    โดยรัฐบาลยังคงมีนโยบายขยายโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านทางเจรจา   และข้อตกลงการค้าเสรี  การเปิดตลาดใหม่ๆ    และการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของไทย 

ไทยยังคงยินดี และตระหนกในบทบาทที่สร้างสรรค์ของสหรัฐในการสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาลดความตึงเครียดระหว่างกัน    เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน   ตามที่ปรากฏในการหารือระหว่างนายอนุทิน และนายโดนัลด์ ทรัมป์    โดยไทยจะเดินหน้าบนผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญที่มุ่งสู่สันติภาพ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการรับมือในการจัดเก็บภาษีของสหรัฐหลังจากนี้    นายนิกรเดช ระบุว่า นายอนุทินชี้แจงไปยังประธานาธิบดีสหรัฐ   ว่าจุดยืนของไทยมีความตั้งใจในการแยกแยะเรื่องชายแดน และการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยไทยมีประสงค์จะขอให้สหรัฐแยกเรื่องนี้ออกด้วยเช่นกัน     และมุ่งมั่นที่จะเจรจาการค้าเสรีกับสหรัฐต่อ ทั้งจะพยายามใช้กลไกทวิภาคีหารือกับกัมพูชา

นายนิกรเดช   เปิดเผยอีกว่า ประธานาธิบดีสหรัฐแสดงถึงความเข้าใจหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ    รวมถึงมีการรับปากที่จะไปพูดคุยกับผู้แทนการค้าสหรัฐ    อีกทั้งจากการที่นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ว่าหากจัดการทุ่นระเบิดได้ จะขอลดภาษี   ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐก็ตอบรับแบบเชิงหยอกล้อว่าจะไปทำให้ด้วยความยินดี

ส่วนการดำเนินการต่อจากนี้ นายนิกรเดช ระบุว่า กระทรวงด้านเศรษฐกิจ จะดำเนินการเจรจาภาษีต่อไป    อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็หวังว่าการเจรจากับประธานาธิบดีสหรัฐและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย    จะช่วยกดดันให้กัมพูชาเข้าใจถึงเป้าประสงค์ประเทศไทยที่วางไว้

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว.ผนึกกำลังจังหวัดเชียงราย กางแผน ววน. สู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่ รับหน้าที่ ‘โซ่ข้อกลาง’  รวมแพคเกจวาระแห่งชาติแก้ปัญหาน้ำ-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก ทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดและทุกภาคส่วน หวังลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมกับนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและแถลงข่าวทิศทางการใช้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างบูรณาการ โดยเน้นแพคเกจวาระแห่งชาติใน 3 ประเด็นหลัก คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง การสร้างองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหว และปัญหาเร่งด่วนคือ สารพิษในแม่น้ำกก เพื่อผลักดันให้เชียงรายเป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดย สกสว.จะเป็น “โซ่ข้อกลาง” สำคัญในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติใน จ.เชียงราย ถ่ายทอดองค์ความรู้ เสริมอาวุธให้กับประชาชน และเป็นพี่เลี้ยงให้คนที่อยู่หน้างานเตรียมพร้อมสำหรับการแก้ปัญหา รับมือภัยพิบัติ สร้างทักษะที่จำเป็นให้ทุกภาคส่วนและประชาชนมีความพร้อมและปลอดภัยจากภัยพิบัติ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดจากระบบ ววน. โดยมีปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่การปฏิบัติของจังหวัดเชียงรายต่อไปเพื่อเป้าหมาย “Disaster Resilient City” (เมืองแห่งการปรับตัวเพื่อรับมือภัยพิบัติ)

“สกสว.ในฐานะเลขานุการของกองทุน ววน. จะเชื่อมโยงหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาสร้างแพลตฟอร์มให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ เช่น สนับสนุนข้อมูลจากกรมประมง งานวิจัยด้านสารพิษ และการซื้อขาย เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ที่ประชาชนสามารถรับรู้ระดับสารปนเปื้อนในลำน้ำสาขา และจะสามารถบริโภคปลาชนิดใดได้อย่างปลอดภัยหรือมีความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการสารพิษในแม่น้ำ นอกจากนี้จะขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการโดยกำหนดทิศทางและนโยบายของกองทุน ววน. รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการกลางแบบบูรณาการ ประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและทันท่วงที โดยตั้งงบประมาณเพื่อการรับมือภัยพิบัติทั้งการสร้างองค์ความรู้และหน้างานไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี” ศ. ดร.สมปองกล่าว

ขณะที่ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จ.เชียงรายประสบปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว และสารปนเปื้อนในลำน้ำต่างๆ ซึ่งแผนเตรียมการป้องกันที่ผ่านมายังไม่สมบูรณ์ คณะวิจัยจึงนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการของเชียงรายและขยายสู่ระดับภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดจะนำมาเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการภัยเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์ข้อมูล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ) เพื่อให้การบริหารงานในปีต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผ่าน Cell Broadcast ครอบคลุมเกือบทุกภัยแล้ว แต่หากจังหวัดมีระบบแจ้งเตือนภัยของเราเองจะใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นประเมินไว้สูงถึง 3 พันกว่าล้านบาท และอาจเกินแสนล้านหากรวมสิ่งปลูกสร้างและถนนหนทางทั้งหมด

ด้าน นายก อบจ.เชียงราย เผยว่า การบูรณาการร่วมกับนักวิจัยและ สกสว. ทำให้เห็นภาพ One Plan One Map ที่นำไปสู่การวิจัยสาเหตุของปัญหาต่างๆ และจัดทำแผนแก้ไขปัญหาส่งให้ภาครัฐแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดย อบจ.จะนำแผนภาพรวมนี้ไปจัดทำ Master Plan ระดับจังหวัด เพื่อนำส่งต่อภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณได้อย่างถูกต้อง และนำข้อมูลส่งต่อให้พี่น้องประชาชนผ่านศูนย์ PDOSS ที่ อบจ. ร่วมดำเนินการกับจังหวัดผ่านแอปพลิเคชันเพื่อการแจ้งเตือนภัย การดูแล และการเยียวยาอย่างทันท่วงที

ในส่วนของภาควิชาการ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังน้ำท่วมปลายปี 2567 ได้นำวิศวกรอาสาเข้าสำรวจพื้นที่พบว่ามีความเสียหายของอาคารบ้านเรือนกว่า 1,700 หลัง ช่วยให้การเบิกจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างทันท่วงที แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือรูปแบบความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อปรับปรุงยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้ทนทานต่อน้ำ รวมถึงระบบเตือนภัยจากข้อมูลที่ดี และมีเซนเซอร์ตรวจจับที่ช่วยให้ชี้เป้าได้

ขณะที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง กล่าวเสริมว่า แม้จะมีแผนแม่บททรัพยากรน้ำ แต่การวิจัยจะเข้ามาเสริมให้การแก้ปัญหาให้ครบวงจรโดยเฉพาะการพยากรณ์ล่วงหน้า ซึ่งปัญหาภัยพิบัติทั้งหมดจะต้องถูกกำหนดทิศทางและวงเงินในการรับมือควบคู่กับโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติ ภายใต้ขอบเขตที่ ววน. จะสามารถนำไปขับเคลื่อนได้เพื่อป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

สัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นร้าวหนัก ปักกิ่งเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น ปมผู้นำโตเกียวพูดหนุนไต้หวัน

สัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นร้าวหนัก ปักกิ่งเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น ปมผู้นำโตเกียวพูดหนุนไต้หวัน

15 พ.ย. 2568 11:52 น.

สัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นร้าวหนัก ปักกิ่งเตือนพลเมืองเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น ปมผู้นำโตเกียวพูดหนุนไต้หวัน

ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่น ยกระดับขึ้นอีกขั้น ลามถึงภาคการท่องเที่ยว หลังจีนออกประกาศเตือนประชาชน หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น คาดเอี่ยวปมผู้นำญี่ปุ่นพูดหนุนไต้หวัน

จีนประกาศเตือนพลเมืองหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น อ้างมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่นักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะเกี่ยวเนื่องกับความไม่พอใจที่ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นกล่าวต่อรัฐสภาว่า หากจีนใช้กำลังโจมตีไต้หวัน ญี่ปุ่นอาจสนับสนุนกำลังทางทหารเพื่อช่วยไต้หวัน ภายใต้สิทธิการป้องกันตนเองร่วม 

โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ หลังจากกรุงโตเกียวและปักกิ่งต่าง เรียกเอกอัครราชทูตของกันและกันเข้าพบ เพื่อประท้วงคำพูดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ 

โดยสถานเอกอัครราชทูตจีนในญี่ปุ่นโพสต์ผ่าน WeChat ระบุว่า คำพูดยั่วยุอย่างชัดเจน ของผู้นำญี่ปุ่นได้ทำลายบรรยากาศด้านการแลกเปลี่ยนประชาชนอย่างรุนแรงพร้อมระบุว่า “สถานการณ์ในปัจจุบันก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญต่อความปลอดภัยในชีวิตของชาวจีนในญี่ปุ่น พร้อมทั้งขอให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่นในระยะอันใกล้นี้

ประกาศนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเริ่มส่งผลกระทบจริงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจทั้งสองชาติ

ทั้งนี้ จีนแผ่นดินใหญ่ยืนยันว่าไต้หวันเป็นดินแดนของจีน และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเข้ายึดคืน ด้านญี่ปุ่นระบุว่าจุดยืนของโตเกียวยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะอยู่ห่างไต้หวันเพียง 100 กิโลเมตรจากเกาะที่ใกล้ที่สุดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้จะเกิดแรงกระเพื่อมทางการทูต ทาคาอิจิยังยืนยันว่าเธอไม่ถอนคำพูด พร้อมชี้ว่าสอดคล้องกับนโยบายเดิมของญี่ปุ่น แต่จะหลีกเลี่ยงการลงรายละเอียดสถานการณ์เฉพาะหน้าในอนาคต

ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้นำญี่ปุ่นก่อนหน้านี้หลีกเลี่ยงการพูดถึงบทบาทญี่ปุ่นในการป้องกันไต้หวันโดยตรง เพื่อคงไว้ซึ่ง ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ (strategic ambiguity) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่ไม่เคยประกาศชัดว่าจะส่งทหารเข้าปกป้องไต้หวันหรือไม่.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึก รถบัสสองชั้นพุ่งชนผู้คนกลางป้ายรถเมล์สตอกโฮล์ม ดับ 3 ศพ เจ็บอีก 3

ระทึก รถบัสสองชั้นพุ่งชนผู้คนกลางป้ายรถเมล์สตอกโฮล์ม ดับ 3 ศพ เจ็บอีก 3

15 พ.ย. 2568 10:21 น.

ระทึก รถบัสสองชั้นพุ่งชนผู้คนกลางป้ายรถเมล์สตอกโฮล์ม ดับ 3 ศพ เจ็บอีก 3

เกิดเหตุสุดสะเทือนใจในกรุงสตอกโฮล์ม ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเย็นวันศุกร์ เมื่อรถบัสสองชั้น พุ่งชนผู้คนที่กำลังต่อคิวรอรถเมล์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ศพ และบาดเจ็บสาหัส อีก 3 ราย

เหตุการณ์ระทึกนี้เกิดขึ้นบริเวณป้ายรถเมล์บนถนนวาลฮัลลาวาเกน เขตเอิสเตอร์มัลม์ ใกล้สถาบันเทคโนโลยีพระราชวัง ตอนเหนือของกรุงสตอกโฮล์ม ขณะที่มีผู้คนจำนวนมากยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์ดังกล่าว โดยรถพุ่งชนอย่างรุนแรง จนส่วนหน้าของรถบัสได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ทันทีที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 นายพร้อมรถพยาบาลและทีมกู้ภัยจำนวนมากเร่งเข้าพื้นที่ สื่อท้องถิ่นเผยภาพเจ้าหน้าที่ก้มลงมุดใต้รถบัสเพื่อช่วยผู้ที่อาจติดอยู่ด้านล่าง สร้างความสลดใจแก่ผู้ที่พบเห็น

โฆษกตำรวจ นาดยา นอร์ตัน ให้สัมภาษณ์ว่าได้มีการตั้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยประมาท และควบคุมตัวคนขับไว้แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติของคดีร้ายแรงลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัด ต้องสอบสวนและสอบปากคำคนขับก่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่สื่อสวีเดนรายงานว่าเบื้องต้น อาจเป็นอุบัติเหตุ แต่ยังต้องรอผลสอบอย่างเป็นทางการเช่นกัน

ด้านนายกรัฐมนตรี อูล์ฟ คริสเติร์ซสัน โพสต์บน X แสดงความเสียใจอย่างลึกซึ้ง โดยระบุว่า “ผมได้รับข่าวอันน่าเศร้าว่ามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายที่ป้ายรถเมล์ใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม ผู้คนที่อาจแค่กำลังเดินทางกลับบ้าน ไปหาครอบครัว เพื่อน หรือค่ำคืนอันสงบ แต่กลับไม่เคยไปถึงปลายทาง”.

ที่มา : Aljazeera